ทางรอดเดียวของคนมีกรรม! ฟังเรื่องนี้แล้วจะตาสว่าง 'พระเตมีย์ใบ้' ยอมทิ้งบัลลังก์ดีกว่าตกนรก
2735 segments
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
อันดับต่อนี้ไปก็จะขอนำเรื่องราวของชาดก
ที่มีมาในพระไตรปิฎก
สำหรับชาดกนี้เรียกกันว่าทศ
ทัสสะแปลว่า 10
แปลว่าชาติ 10 ชาติขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าที่เสวยพระชาติเป็น
เสวยพระชาติในในระดับที่ปฏิบัติในขั้น
ปรมัตถบารมี
สำหรับชาติ 10 ชาตินี่มีความสำคัญมาก
แต่ว่าเรื่องราวของชาดกบรรดาท่าน
พุทธบริษัททั้งหลาย
ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายต้องการปรมัตถบารมี
แล้วก็จะต้องค่อยฟังกันต่อท้าย
ถ้าฟังกันตอนระยะต้นนี่บางทีจะเห็นว่า
เป็นท้องนิทานเกินไป
แต่ถ้าว่าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ไร้สาระ
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นถ้อยคำที่องค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาเทศน์แก่
บรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายและบรรดาประชา
ชนในครั้งนั้น
สำหรับวันนี้ในตอนต้นนี้ก็จะขึ้นเรื่อง
ต้นเลย
คือเรื่องของพระเตมมีใบ้
แต่ความจริงพระเตมีที่ท้าไม่ได้ใบ้ถึง
แกล้งใบ้
แล้วทำไมถึงแกล้งใบ้ก็มาฟังเรื่องราวกัน
ก่อนถ้าเขืนวินิจฉัยแล้วก็ไม่จบล่ะอีก 10
ปีก็ไม่จบ
ในพระบาลีมีว่าในกาลครั้งก่อนนานมาแล้ว
นี่เป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
ทรงทรงตรัส
พระองค์ทรงตรัสว่าพระเจ้ากาสิกราชครอง
นครสมบัติหรือครองสมบัติอยู่ในเมือง
พาราณสีห์
สำหรับชื่อเมืองนี้บรรดาท่านทั้งหลายก็
ซ้ำกันไปซ้ำกันมาจะเป็นชาติไหนอดีตหรือ
ว่าอนาคตก็ตามชื่อก็พาดพิงกันไปคล้ายกัน
บ้างเหมือนกันบ้างเพี้ยนไปบ้างเป็นของ
ธรรมดา
กล่าวว่าเมื่อพระเจ้ากาสิกราชครองของพระ
ราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีห์
แต่ถ้าว่าพระองค์หาพระราชโอรสและพระ
ราชธิดาไม่คือไม่มีลูกหญิงลูกชาย
ในเมื่อไม่มีลูกหญิงลูกชายไอ้ความรู้สึก
อย่างหนึ่งมันก็เกิดขึ้นก็กลัวว่าจะไม่มี
ผู้สืบตระกูลนี่แหละท่านทั้งหลาย
บรรดาท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วว่าคนสมัย
นี้บางพวก
เคถือว่าบิดามารดาไม่มีเจตนาให้ลูกเกิด
เพราะอาศัยความมั่วสมความสงบในกามารมณ์
ของบิดามารดาเป็นสำคัญ
ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเกิดนั้นเรื่องชาดกตอน
นี้ค้านกัน
แต่ความจริงแท้ๆไม่ต้องอาศัยชาดกอาตมา
เป็นพระ
เคยได้ฟังอยู่เสมอว่าคนที่ไม่มีบุตรไม่มี
ธิดา
พยายามว่าจะมาหาพระบอกทำยังไงจะได้ลูกสัก
คนจะได้ลูกผู้หญิงสักคนจะได้ลูกบูชาสักคน
อย่างนี้เป็นต้นจึงแสดงว่าคนส่วนมากอยาก
มีลูกก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวโลกไม่เอา
เรื่องพระเข้าไปพูด
ในเมื่อพระราชาวนี้เกรงไปว่าจะไม่มีผู้
เสียบตุล
จึงให้นางจันทเทวี
และพระสนมกำนันทำพิธีขอพระราชโอรส
นางจันทเทวีนี่เป็นมเหสีหรือเป็นพระ
บรมราชินีนาถนั่นเองบรรดาสนมกำนันก็หมาย
ความว่าภรรญาน้อยๆทำพิธีขอพระราชโอรส
อัคมเหสีทรงทำตามจึงได้ทรงครรภ์
เมื่อครบกำหนดแล้วก็ประสูติออกมาเป็นพระ
ราชจกกุมารก็มีลูกชาย
ลูกชายคนนี้ก็
พระหน้าตาดีนะพระเจ้ากาสิกราชทรงดีพระทัย
เป็นมากจัดพิธีสมโภชดูสิมั้ล่ะนี่ความ
ต้องการมีบุตรของบิดามารดานมีอยู่
เมื่อปรากฏว่าเริ่มตั้งครรภ์แล้วแล้วก็
ประสูติออกมาจึงจัดให้มีการสมโภชมีมโหรสพ
ว่ากันมากมาย
แล้วก็ทรงพระราชทานนางนมให้แก่พระราชโอรส
และขนานพระนามว่าเตมีราชกุมาร
ให้ชื่อว่าเตมี
เตมีนี่แปลว่าอะไรไม่ต้องแปลเพราะเป็นคน
เพราะว่าวันประสูตินั้นฝนตกกันไปทั่วทั้ง
เมือง
และเป็นเหตุให้น้ำพระทัยของพระองค์และ
บรรดาประชาชนทั้งหมดได้รับความชุ่มชื่น
จึงให้นามว่าเตมี
ฉะนั้นเตมีในที่นี้ก็แปลว่าความเย็นใจ
นั่นเอง
แต่เขาจะแปลว่าอะไรขอนอกปราชญ์ทั้งหลาย
โปรดให้อภัยด้วยนะอันนี้ก็พูดกันตาม
เรื่องคือถือถือเนื้อความเป็นสำคัญ
ทีนี้ท่านกล่าวว่าเรื่องความกลัวว่าไม่มี
คนจะสืบตระกูลก็ก็หมดไป
พระเจ้ากาสิกราชโปรดปรานพระราชทานกุมาร
พระราชกุมารนี้มากก็รักลูกชายมากนั่นเอง
บางครั้งถึงก็อุ้มออกไปทรงว่าราชการด้วย
นี่เป็นเรื่องธรรมดา
เห็นหรือยังท่านทั้งหลายที่เขากล่าวกัน
ว่าบิดามารดาน่ะไม่รักลูกไม่ตั้งใจให้ลูก
เกิดนก็ไม่จริง
หรือเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วท่านก็ยังไม่ทอด
ทิ้งถ้ายังไม่ต้องการให้เกิดไม่มีความ
ประสงค์แล้วก็ท่านขาดเมตตาทิ้งเสียเมื่อ
ไหรก็ตายเมื่อนั้น
ฉะนั้นการกล่าวถึงของบุคคลรุ่นหลังว่าลูก
เกิดมาเพราะอาศัยความสนุกของพ่อแม่เป็น
เกณฑ์ก็ไม่เป็นความจริง
ไม่ว่าลูกชายหรือว่าลูกหญิง
เมื่อออกมาแล้วจะท้องพ่อท้องแม่ถ้าพ่อแม่
ไม่มีเมตตาทิ้งเมื่อไหรตายเมื่อนั้น
จะเห็นได้ว่าบิดามารดาทั้งหมดน่ะรักลูก
ยิ่งกว่าตน
จะลำบากยากค้านเพียงใดก็ตามทีขอให้ลูกได้
ดีมีความรู้มีความเป็นอยู่สบายพอใจกัน
ทั้งท่านแล้ว
นี่บิดาและมารดามีน้ำน้ำใจใส้แก้วด้วย
ความรักลูกยิ่งกว่าตนเช่นนี้
การกล่าวของคนทั้งหลายที่กล่าวว่าบิดา
มารดาไม่มีเจตนาให้ลูกเกิดก็ไม่เป็นความ
จริงนอกจากลูกประเภทนั้นจะเป็นลูกทรพี
อกตัญญูไม่รู้คุณไม่มีความดีต่อบิดามารดา
เท่านั้น
เป็นกล่าวว่าวันหนึ่งในขณะที่พระราชบิดา
อุ้มออกไปฟ้าราชการอยู่
อำมาตย์ได้นำโจรเข้ามาให้ทรงวินิจฉัย 4
คนด้วยกัน
ราชาทรงสั่งให้ลงอาญากับชนทั้งหลายเหล่า
นั้น
คนหนึ่งให้เฆี่ยนด้วยหวายที่มีหนาม
อีกคนหนึ่งให้เอาหอกแทงทรมานให้เจ็บปวด
แสนสาหัส
คนหนึ่งให้เหล้า 10 ไว้ทั้งเป็นคนหนึ่ง
ให้คุมขังไว้
พระราชกุมารเห็นเช่นนั้นก็มาคิดในใจแต่
ความจริงพระราชกุมารองค์นี้
เมื่อเกิดขึ้นมาก็ระลึกชาติได้
เมื่อเห็นเข้าเช่นนั้นก็มีความรู้สึกเดิม
รู้สึกตัวว่าเคยเป็นพระราชาเช่นนี้มาเช่น
เดียวกันก็ได้เคยสั่งลงโทษแก่คนสั่ง
ประหารชีวิตคนมาแล้วเมื่อตายจากคนในเวลา
นั้นก็ต้องไปเกิดในนรกสิ้นเวลาการนานต้อง
ถูกทรมานมาก
จึงได้คิดว่าราชบิดาของเราทำดังนี้น่า
กลัวเหลือเกิน
ตายไปแล้วก็จะต้องไปตกนรกเช่นกับที่เราตก
มาแล้วแน่นอน
เราเองถ้าใหญ่ขึ้นมาก็จะต้องมาครอบครอง
แผ่นดินอย่างนี้จะต้องมีคำสั่งลงโทษคน
อย่างมีพระราชบิดา
นี่แมันชักเริ่มกลัวขึ้นมาแล้วนะเพราะ
หน้าที่ของพระราชาในสมัยนั้นจะต้องทำ
อย่างนั้น
เราก็จะต้องไปเกิดในนรกอย่างแน่นอน
นึกเห็นนรกเห็นภาพเดิมของพระองค์ที่ต้อง
ทงทุกข์ก็ทรมานก็หวั่นหวายใจ
จึงไม่คิดว่าจะทำอย่างไรดีหนอจึงจะต้อง
พ้นจากการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
หมายความว่าจึงจะพ้นจากการไปจากการที่จะ
ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไปข้างหน้า
พระบาลีถึงกล่าวว่าเวลานั้นมีเทพบิดาผู้
เคยเป็นมารดาดาของพระราชมาในครั้งก่อน
สิงอยู่ที่เสวก
คำว่าสิงหนี่ไม่ได้อยู่ที่เสวกฉัตเป็นผู้
รักษาเสวกนั่นเอง
นี่นะบรรดาท่านทั้งหลายจำให้ดีนะที่เว่า
คนทุกคนมีเทวดารักษาตัวนะไอ้การเกิดเปิด
ไปเกิดมาของพวกเรานี่มันนับชาติไม่ถ้วน
ญาติก็ดีบิดามารใดก็ดีในอดีต
ที่ท่านยังเป็นเทวดาอยู่เป็นพรหมอยู่ท่าน
รู้ว่าเราเป็นใครที่ติดตามรักษาอยู่เสมอ
เป็นอันว่านางเทพดาผู้เคยเป็นมารดาพระ
ราชกุมารในครั้งก่อน
เป็นสู้สิงหอยู่ที่เสวกฉัตรได้แนะนำพระ
ราชกุมารให้ปฏิบัติ 3 ประการด้วยกัน
มากล่าวบอกว่าลูกรัก
ถ้าเจ้าไม่มีความปรารถนาเป็นพระ
มหากษัตริย์
ที่ต้องสั่งฆ่าคนต้องสั่งลงโทษคนอย่างนี้
แล้วก็จงปฏิบัติตามนี้
คือ 1 จงแกล้งทำตนเป็นคนง่อยเสีย
2 จงแกล้งทำเป็นคนหูหนวก
3 จงแกล้งทำตนเป็นคนใบ้
เมื่อเจ้าทำสิ่งทั้ง 3 ประการนี้ได้เจ้า
จะพ้นจากการเป็นพระราชา
เมื่อพระราชกุมารเห็นนางเทพสธิดาซึ่งเคย
เป็นมารดาในกาลก่อนก็จำได้
เพราะว่าท่านระลึกชาติได้นี่ท่านก็จำได้
เมื่อมันแนะนำแบบนั้นท่านก็ปฏิบัติตาม
นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพระเตมีก็
เริ่มทำตนเป็นคนไม่พูดไม่จาอะไรทั้งหมด
เริ่มทำเป็นใบ้
ใครเพูดมาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
จะขยับเขยื้อนก็ไม่เอาเอุ้มไปวางไว้ที่
ไหนเนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับกระเด้นเยืน
กายทั้งหมดทำเป็นคนง่อย
พระราชบินายก็สงสัย
ว่าเอลูกชายของเรานี่
แต่ก่อนเธอก็เป็นเด็กดีๆรื่นเริงกระโดด
โลดเต้นเหมือนกับเด็กธรรมดา
พูดจาก็เสียงใสแจ๋วฟังแล้วก็เพลิดเพลิน
เสียงไพเราะอยู่ตลอดเวลา
ทำไมกลับมาเงียบขึงไม่พูดไม่จาใครจะพูด
อะไรก็มาทำก็ไม่ได้ยิน
จะพูดว่ายังไงก็เฉยเหมือนกับคนที่ไม่ได้
ยินอะไรคงจะเกิดโรคภัยชนิดใดชนิดหนึ่งก็
เป็นแน่จึงให้หมอมาตรวจ
หมอก็หมอก็ตรวจก็ตรวจไม่พบว่าเป็นโรคอะไร
เห็นอาการทั้งร่างกายทุกอย่างก็เป็นปกติ
จึงพระราชาจึงได้ทรงทดลอง
เมื่อลูกเรานี่จะแกล้งทำหรือจะเป็นจริงทด
ลองได้เหตุหลายประการเป็นต้นว่าให้อยู่ใน
ที่สกปรกตามปกติเป็นคนชอบสะอาด
ถ้าเธอทนความสกปรกไม่ไหว
ก็จะได้แสดงการไหวออกมาทางกายหรือว่าพูด
เตมีก็ทนได้
ทำไมจึงทนได้ก็เห็นภาพว่าตนเคยเป็นพระ
ราชาไม่อยู่ในนรก
ก็การลึกชาติได้ก็คิดว่าเหม็นแค่นี้ไม่
เป็นไรไฟไหม้สันทาวุสัพวันมีความสำคัญ
กว่า
ยอมทนไม่ยอมเป็นพระราชาหรือไม่ยอมพูด
แม้แม้จะหิวก็ไม่แสดงการร้องไห้
จะกลัวก็ไม่แสดงการกลัวคงเฉยๆ
ทำเอาพระราชบิดาสิ้นปัญญา
บรรดาผู้อำมาตย์จึงได้รับภาษาว่าจะขอทด
ลองดูก่อนก็ทรงอนุญาต
ครั้งแรกเขาให้พระเตมีนั่งอยู่ในเรือน
แล้วก็แกล้งจุดไฟ
เพื่อจะให้พระเตมีกลัวไฟไหม้
แต่ท่านก็หาได้ทำให้ประเทยหวาดกลัวไม่คง
อยู่เป็นปกติ
รายการต่อไปทดลองอย่างนี้คือ
หมายความว่าทดลองอยู่แบบนี้ทั้งปีเช่น
เวลาทั้งปีก็ไม่พบความผิดอะไรพระเตมีก็ทำ
เป็นคนไหว้คนหนวกคนงอกอยู่ตามปกติ
ต่อไปก็ทดลองได้เอาช้างตกน้ำมันโดยนำเด็ก
ๆทั้งหลายกับพระราชราชกุมารไปประทับอยู่
ที่พระหลวง
ให้มีเด็กห้อมล้อมอยู่มากแล้วก็ปล่อยช้าง
ที่ตกมันที่ฝึกแล้วดีเชือกหนึ่งวิ่งตรง
เข้าไปเหมือนกับจะเหยียบพระราชกุมาร
เด็กที่ห้อมล้อมอยู่นั้นหวาดกลัวร้องไห้
พาก็วิ่งหนีกระจาย
แต่ถ้าว่าพระเตมีก็คงทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้
มันเช่นเดิม
ไม่ขยับเขยื้อนเพื่อจะหนีไม่ร้องไม่อดไม่
ควรทั้งหมดเทดลองอย่างนี้สิ้นเวลาทั้งปี
ก็ไม่สำเร็จประโยชน์เหมือนกัน
พระกุมารก็ส่งเงียบไม่กระดุกกระดิก
คงเป็นอย่างนั้นอยู่ปกติ
แม้ช้างจะจับวรกายขึ้นมาเพื่อจะฟาดก็ไม่
กลัว
เพราะมุ่งหวังอยู่อย่างเดียวว่าถ้าเราตาย
เสียเวลานี้เราจะได้ไม่ต้องเป็นพระเจ้า
แผ่นดิน
จะเราจะได้ไม่ต้องตกนรกอย่างสมัยก่อน
เพราะนี่เราผ่านนรกมาแล้วภาพนรกมันปรากฏ
อยู่กับตา
ต่อไปก็ทดลงด้วยงูให้เตมีนั่งอยู่แล้วก็
ปล่อยงูมารัดตามธรรมดาเด็กยู
แต่ว่าเด็กอย่างพระเตมี
ไม่ยอมกลัวงู
เป็นอันว่าคงนั่งเฉยเหมือนกับลูกปั่น
เอาอมาตย์เจ้าปัญญาทั้งหลายอกสั่นขวัญหาย
ปวดหัวไปตามๆกัน
ทุกลนอย่างนี้ที่ตั้งที่ทดลองแบบนี้สิ้น
ระยะเวลาตั้ง 1 ปีความจริงเราลองตั้ง 1
ปีแล้วก็ไม่เกิดผลแล้วพระคุณเอ้ย
แต่เขาก็คงจะลองหลายๆวิธีในระบบของการให้
งูจะให้งูกัด
แล้วว่าท่านก็ทำเฉยเพราะอะไร
เพราะมองไปดูในภาพเก่าไฟมันลุกคึบๆๆปัด
หอกก็แทงสันวุฒก็สับค้อนก็ทุบไฟก็ไม่มัน
ร้อนทั้งเจ็บทั้งปวด
ท่านคิดว่าถ้าจะตายเพราะทรงความดีแบบนี้
เราไปสวรรค์ดีกว่า
ก็ทดลองด้วยการให้นั่งอยู่แล้วให้คนถือ
ดับสาบวิ่งมาทำท่าจะฟัน
แต่พระกุมารก็ทำไม่รู้ไม่ชี้
หูก็ทำเหมือนไม่ได้ยินปากก็ไม่ส่งเสียง
กายก็ไม่กระดิกกระเดี้ย
ทดลองอย่างนี้ปีหนึ่งอ้าวไม่ได้ผลต่อไปก็
ทดลองใหม่
ลองด้วยเสียงโดยให้พระเตมีนั่งอยู่องค์
เดียวจู่ๆก็มีคนมาเป่าสังเป่าแก่ตีกรอง
ให้มันเสียงมันดังดังขึ้นมาพร้อมๆกันจะ
ได้ตกใจและกระโดดหนี
เพราะว่าอยู่ๆเสียงก็โครงครามคลึงครัน
ขึ้นมาแต่พระเตมีก็แกล้งทำไปไม่ได้ยิน
ก็มาเล่นกับคนแกล้งนี่จะมีประโยชน์อะไร
การทดลองข้อระยะเวลา 7 ปีนี่ว่ากันมา 7
ปีนะ
ไม่มีประโยชน์ไม่สามารถจะทำให้ว่าเตมีพูด
ขึ้นมาได้
ตั้งแต่อายุ 9 ปีจนกระทั่งถึงอายุ 16 ปี
พระเตมีก็คงทำเป็นคนหูหนกคงทำเป็นคนทำ
เป็นคนใบ้คงคงทำเป็นคนง่อยตามเดิม
เมื่อเวลาการผ่านวัยอายุของพระเตมมีใหญ่
กล้าขึ้นมาแล้ว
ก็คิดทดลองอีกอย่างหนึ่งคือเห็นว่าเด็ก
วัยรุ่นมักจะชอบในด้านกามารมณ์จัดนเอา
เข้ามั้ล่ะนี่เรื่องของผู้ใหญ่น่ะเป็น
อย่างนี้ผู้ใหญ่แกชอบมาก่อนแกเลยนึกว่า
เด็กชอบฟัง
จึงจัดนางสให้จึงให้จัดหานางสาวน้อยๆสวยๆ
มาบรโลมด้วยประการต่างๆกอดรัดบ้างรูปโน่น
รูปนี่บ้างจนกระทั่ง
เปิดโน่นให้ดูบ้างเปิดให้ดูบ้างเอ๊ะเปิด
โน่นเปิดนี่มันเปิดอะไร
ก็นึกเอาเองก็แล้วว่าเค้าเปิดอะไรทำอย่าง
ไรพระเตมีก็ทำเฉยไม่รู้มาชี้อีก
จะไปตกลงได้ยังไงแล้วก็กลัวไปไม่เอ้เอ๊
การแต่งงานมันเป็นของไม่หนักแต่การเป็น
พระราชาเป็นของหนัก
หนักอะไรถ้าไม่กลัวหนักเท่าก็หนักสั่งฆ่า
คนสั่งลงโทษคนนี่ท่านจำได้ว่าท่านถูกลง
โทษมาแล้วท่านก็เลยแกล้งทำไม่ยอมตายดี
กว่า
เกล่าวต่อไปว่าใครจะพูดว่าอย่างไรจะทำ
อย่างไรพระเตมีก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น
ไม่ยอมเคลื่อนไหวไม่ร้องไห้เหมือนเด็กๆ
ไม่อ้าปากส่งเสียงอะไรออกมาผลดีที่สุดพระ
ราชบิดาได้อำมาตย์ลงความเห็นว่า
พระเตมีคงจะเป็นคนกายที่เคนีอ้าพ่อเแล้ว
น่ะสิ
เป็นคนกายกรณีเป็นเสนียดบ้านเสดียดเมือง
ทำบ้านเมืองให้เสีย
ขืนให้อยู่ต่อไปควรจะเกิดอันตรายแก่พระ
องค์นั่นแหน่
อดท่าแล้วคือว่าขืนอยู่ต่อไปก็จะเป็น
อันตรายแก่พระมหากษัตริย์ด้วยจะมีอันตราย
แก่สมบัติและจะมีอันตรายแก่พระอคมเหสี
ควรจะออกไปทิ้งเสียป่าป่าช้าพีดิบนอก
เมืองนี่แหน่ว่าเขาแล้วมั้ยล่ะ
คนดีว่าไม่ดีซะแล้วเ้าตามใจเขา
ตามพระบาลีท่านว่ามาอย่างนี้ก็ว่าไปอย่าง
งั้นพระราชาก็เห็นกับคำแนะนำของเขาด้วย
จึงดำริจะเอาไปทิ้งเสีย
สำหรับพระเทพระเทวีหรือพระราชมารดา
ผู้อัมเหสีเข้ามาเฝ้ากราบทูลว่าขอเดชชะ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
พระองค์เคยพระราชทานพรบอกให้ไว้แก่ข้าพระ
องค์บัดนี้หม่อมฉันจะขอทูลขอพรนั้น
ความจริงคำว่าพรนี่
พระราชาโดยมากมักจะมีลูกแล้วมักจะให้พร
กับมเหสี
ถ้าดีใจถ้ารักลูกนะว่าเธอมีลูกคนนี้เธอ
ต้องการอะไรเธอบอกฉันฉันจะให้ทุกยัง
สำหรับผู้รับพรก็พสงวนไว้ก่อนว่าพรที่พระ
องค์ให้แล้วหม่อมฉันขอรับไว้แต่ว่าจะขอใน
วันหลัง
เมักจะทำกันอย่างนี้
สำหรับพระราชเทวีก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน
ว่าโอกาสจะพึงมีหม่อมฉันจะทูลให้ทรงทราบ
ว่าพรที่หม่อมฉันต้องการนั้นคืออะไร
เมื่อพระราชาทรงให้โอกาสกาศพระเทวี
จึงได้กราบทนว่า
ถ้าหากว่าไม่เกินไม่เป็นเหตุเหลือวิสัย
แล้ว
กระหม่อมฉันขอพระราชทานพระราชสมบัติให้
เตมีปกครองพุทธเจ้าค่ะ
ตอนนี้เล่นพระราชาสะดุ้ง
ยังนึกว่าเอี่เมียเรานี่เป็นยังไงเนาะ
เขาคงจะไม่เข้าใจมั้งว่าไอ้ลูกของเรานี่
มันพูดก็พูดไม่ได้หูก็ไม่ได้ยินร่างกายก็
ไหวติงอะไรก็ไม่ได้ถ้าจะแอบมาขอลูกให้ลูก
ชายปกครองและสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่
เจะเป็นกันยังไงเป็นอันว่าพรให้ไปแล้วนี่
มันก็จำจะต้องให้แต่ก็ยังไม่ให้ก่อนจึง
ทรงตรัสว่านี่เธอ
เจ้าเตมีเมันเป็นคนใบ้นะแล้วหูก็หนวกร่าง
กายก็เคลื่อนไหวไหวไม่ได้จะเป็นพระเจ้า
แผ่นดินนี่ยังไง
ก็เพราะว่าเตมีพระนางจึงตากราบทูลว่าก็
เพราะว่าเตมีเป็นอย่างนั้นพระเจ้าค่ะ
หม่อมฉันจึงจะขอพระราชทานพระราชสมบัติเอา
ล่ะสิ
ถ้าลูกเขาไม่ง่อยเขาก็ไม่ขอยังไงไงก็ได้
เป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่เวลานี้ลูกเค้าง่อย
เสียแล้วนี่เค้าก็ต้องการจะให้เป็นพระ
เจ้าแผ่นดิน
พระราชาก็ทรงตอบว่าราชเทวี
พี่น้องเลือกเอาอย่างอื่นเถอะสิ่งนี้มัน
เกินวิสัย
พระราชเทวีก็ตอบว่าหม่อมฉันเลือกแล้ว
ต้องการให้เตมมีลูกชายเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
แม้เป็นมากเพียง 7 ปีก็พอ
อ้ารอด 7 ปีนี่มันน้อยอะไร
พระราชาก็บอกไม่ได้เป็นไม่ได้หรอกมัน
เดือดร้อนกับคนอื่นเค้าขอรถกันไปลุกกันมา
เอา 1 ปีก็แล้วกัน
หม่อมฉันขอให้เตมีเป็นพระเจ้าดินสักหน่อย
ก็พอ
พระราชาก็ไม่ให้โอกาส
ในที่สุดต่อรองกันไปต่อรองกันมาก็ตกลงกัน
ว่าจะให้เป็นพระราชาสิ้น 7 วัน
ซึ่งพระนางอ้างเหตุเพื่อจะขอให้ลูกได้
ครองราชสมบัติเสียหน่อยแล้วจะไปทำอะไรก็
ไปเถิดนี่แหละท่านทั้งหลาย
ฟังกันมาซึ่งระยะนานดูว่าเป็นเหมือนการ
เล่านิทานเนี่ยนะ
คราวนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อะไรเลยสาระ
แห่งธรรมะในการปฏิบัติ
แต่ก็มีข้อคิดอยู่หน่อยหนึ่ง
ที่ว่าพระเตมีเห็นพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น
พระราชบิดา
สั่งฆ่าสั่งประหันสั่งลงโทษคน
ให้การกระทำของพระราชบิดาแบบนั้นทำไปตาม
กฎหมายระเบียบข้อบังคับที่วางไว้แต่ถ้า
ว่าพระองค์เป็นคนระลึกชาติใด
ไอ้การระลึกชาติได้นี่ถ้าจะฟังกันไป
คิดกันไปอย่างชาวบ้านธรรมดาก็จะเห็นว่า
เป็นของเกินวิสัย
แต่เนื้อแท้จริงๆแล้วท่านทั้งหลาย
ไอ้เรื่องบุญบารมีหรือความดีที่เราสั่งสม
ไว้แต่การก่อน
หรือว่าในชาตินี้ก็เหมือนกันสมมุติว่าถ้า
ชาตินี้ท่านเคยได้ทิพยุญาณหรือว่าระลึก
ชาติได้
ถ้าตายไปจากชาตินี้แล้วความดีนั้นมันก็
ติดใจไป
ที่เราตายนตายแต่ตัวแต่ใจไม่ได้ตายด้วย
อย่างตัวอย่างในปัจจุบันเวลานี้มีมาก
แต่ก็จะขอยกตัวอย่างเด็กสัก 3 คน
อย่างหลานชายท่านพลพพลโพทนทองสุวรรณทัต
เจ้ากรมยุทธการทหาร
กันผู้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อะไรต่ออะไรคน
นี้เป็นเยอะ
หลายตำแหน่งเป็นเด็กอายุ 10 ปีคนหนึ่งคน
หนึ่งอายุ 7 ปี
เธอฝึกสมาธิช่วยระยะเวลา 2-3 วัน
เธอก็มีทิพยขุญาณแจ่มใส
นี่เมีการพิสูจน์มีการทดลองกันแล้ว
เอาไว้กันคนละมุมแล้วของหรือว่าสิ่งใด
สิ่งหนึ่งวางไว้จุดใดจุดหนึ่งซึ่งทั้งสอง
คนไม่เห็นแล้วไปถามเธอจะตอบเหมือนกัน
นายทหารนายตำรวจเคยาชนเล่นซ่อนหานเข้าเธอ
ก็บอกว่าอาเล่นอย่างนี้ไม่สนุกอ่ะซ่อนให้
ผมไม่เห็นมันถึงจะสนุกนี่คู่หนึ่ง
และอีกคนหนึ่งก็เป็นเด็กผู้หญิงอายุแค่ 7
ปีเหมือนกัน
ก่อนจะนอนพ่อก็บอกว่าลูกภาวนาว่าพุทโธ
ทั้ง 3 คำนะเอาแบบในหนังสือหลวงพ่อปาน
เธอก็ว่าอย่างนั้นพ่อแนะนำว่าไม่กี่วัน
หนึ่งเธอพ่อคิดว่าเธอนอนหลับแล้ว
พ่อนั่งกรรมฐานทำสมาธิ
เธอถามว่าลุกมาถามว่าพ่อทำอะไรพ่อก็บอก
ว่าทำสมาธิ
ถามว่าทำยังไงพ่อก็บอกว่านั่งภาวนาว่า
พุทโธก็แล้วกันเธอนั่งไปสัก 5 นาทีแล้ว
เธอก็นอนเมื่อท่านพ่อเลิกเธอก็ลุกขึ้นมา
บอกว่าเมื่อกี้นี้ภาวนาว่าพุทโธ
มีพระท่านพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ
เป็นอันว่าพ่อสงสัยมาถามอาตมาอาตมาก็กล้า
ยืนยัน
เพราะเท่าที่เธอพูดมานั้นไม่ผิดในพระ
ไตรปิฎกเลยนี่แหละท่านทั้งหลายเด็ก 3 คน
นี่ที่ทำได้เร็วๆไวๆแบบนั้นก็เพราะอาศัย
ที่ได้มาในกอน
คือในชาติก่อนเทำมาแล้วผู้ที่เคยได้
ทิพยุญาณ
เพียงตั้งใจทำสมาธิมองแสงสว่างหน่อยเดียว
ก็สามารถได้ทิศยุญาน
เหมือนกับเราเรียนหนังสือนานๆตั้งหลายๆปี
อ่านหนังสือคล่องรู้ดีเชวนเข้าป่าไป 9 ปี
10 ปีกลับออกมาการรู้หนังสือของเราก็ยัง
ทรงอยู่เพราะมันไม่ได้หายไปไหนอจะพูดไป
เวลาจะเลยซะแล้วท่านทั้งหลายขอลาก่อนวัน
หลังพบกันใหม่ขอความสุขสวัสดิ์วิภัตนมงคล
สมบูรณ์คุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็มาขอพบกับบรรดาท่านทั้ง
หลายในเรื่องราวของพระเตมีตามเดิมความ
จริงเรื่องของชาดกนี่ยาวมาก
เป็นอันว่าวันก่อน
ได้พูดจบมาถึงตอนที่พระราชเทวีคือพระ
ราชมารดาของเตมีใบ้
ขอให้พระเตมีได้มีโอกาสได้เป็นพระราชาสัก
7 วัน
เป็นอันว่าพระราชสมหาวาสามีคือพระเจ้า
กาสิกราชก็ทรงยอมตกลง
จึงทรงให้ตกแต่งร่างกายของพระเตมีใน
เครื่องของกษัตริย์แล้วให้เสด็จเรียบพระ
นครประกาศให้ประชาชนพลเมืองทราบท่ากันว่า
บัดนี้พระเตมีได้เป็นกษัตริย์
แม้ใครๆจะทำอย่างไรพระเตมีก็ยังทำเฉย
เรียกว่าพระราชาเฉย
พระราชาองค์นี้ดีหูก็ไม่ได้ยินร่างกายก็
ไม่เคลื่อนไหวพูดก็ไม่พูด
อย่างนี้เค้าเรียกราชาอะไรน้อ
เป็นราชาพระพุทธรูปนั่นเองเก็ต่างกันอยู่
นิดนึงที่ยังกินอะไรได้ยังหายใจได้พระ
พุทธรูปมาหายใจ
เป็นอันว่าการเคลื่อนไหวของว่าเตมีไม่มี
มีสภาพเหมือนแต่งหุ่นอื
เวางไว้ตรงไหนพระราชาก็อยู่ตรงนั้นว่า
ง่ายสอนง่ายจะสอนไม่ง่ายแต่วางง่ายใครวาง
ตรงไหนก็ทำแล้วก็ไม่สนใจกับใครทั้งหมดพอ
ครบ 7 วันพระนางจันทร์เทวีก็ทรงกันแสง
เพราะครบกำหนดที่สัญญาไว้กับพระราชาแล้ว
ราชาจึงได้มอบพระีกุมารให้กับนางสุนันท
ให้แก่นานนายสุนันทสารัตถี
เอาใส่รถไปฝังเสียที่ประชาภิบภายนอกเมือง
อันนี้ขอเล่าลัดๆเรื่องจะได้ไปเร็วๆนาย
สุนันท์ก็เอาพระเตมีใส่ท้ายรถ
ขับออกจากนอกเมืองไปที่ประชาผีดิบ
แต่เขาก็ไม่รู้
ถ้าคำว่าเขาไม่รู้ก็ไม่ได้เขารู้แต่ท่าน
บอกว่าเค้าหารู้ไม่ว่าทางที่จะไปนั้นน่ะ
มันไม่ใช่ทางไปประชาธิป
แต่ว่าเป็นทางไปป่าแห่งหนึ่งต่างหากเอา
ล่ะสิกลางวันแท้ๆแกดันหลงทางเซนได้ทางเคย
ไป
นี่ไปผิดทางตามพระบาลีถึงกล่าวว่าเพราะ
อาศัยเทวดาดลใจ
ไอ้เรื่องที่ให้คนรู้จักทางผิดทางนมันไม่
มีไอ้ทางออกทางตะวันตกก็ดันดันไปทิศตะวัน
ออกรถที่เขาจะใส่ศพก็ไม่เอารถใส่ศพดันเอา
รถเอารถมงคลคือรถเรียบของพระราชาใส่ไปนี่
มันก็ผิดเรื่องแล้ว
ถ้าเรื่องคนจะเผลอขนาดนั้นไม่มีเพราะเผลอ
ขนาดนั้นดีไม่ดีหัวขาด
ก็ต้องยกเรื่องนี้ให้แก่เทวดาไป
เดี๋ยวไม่ใครก็ไปถ้าร้องตะโกนถามถามก็มา
บอกท่านรู้จักเทวดาหรือ
ถ้าถามมาอย่างนั้นก็ต้องตอบว่ารู้จัก
ถ้าถามว่าเทวดารูปร่างเป็นยังไงก็ต้องตอบ
ว่าเทวดาก็รูปร่างเหมือนเทวดาก็เลยหมด
เรื่องกันไป
เป็นอันว่าพูดกันตามพระบาลีว่าความผิด
พลาดของนายสุนันทสารัตถี
เริ่มมาตั้งแต่เริ่มเทียมรถมาแล้วว่า
อย่างงั้น
คือแทนที่จะเอารดส่ายศพสำหรับสายศพ
มาใส่พระเตมีเพราะจะไปประชานี่กลับเอารถ
มงคลใช่มั้ยคือราชรถของพระราชาที่เรียบ
พระนครหรือเสด็จไปไหนเอามาแล้วก็เทียม
ไอการเทียมม้ากำลังแทนที่จะเอาม้าตัวเหลา
ใหญ่ที่เสำหรับจูงศพ
กลับเอาม้าที่ดีที่สุดเป็นม้าสินทพมา
เทียม
เป็นอันว่าผิดพลาดไปหมดเมื่อเวลารับพระ
เตมีแล้วก็คิดว่าจะขับรถไปประชาภิบ
เจ้าประชาภิบนี่มันอยู่ทางทิศตะวันตกของ
เมืองสา
ของเมือง
นายสารถีคนดีกลับขับรถมาทางทิศตะวันออก
แล้วมันจะไปเจอะประชาได้ยังไงน้อนี่ถ้า
ไม่ใช่เรื่องของเทวดาแล้วก็ยุ่ง
จึงเป็นว่าในสุนันทสารถี
ทำงานผิดพลาดตลอดอย่างนี้หัวขาด
ถ้าผิดด้วยเจตนานี่หัวขาดแล้วก็อย่าลืม
ว่าพระเตมีก็คือพระพุทธเจ้าท่านเสวยพระ
ชาติเป็นพระเตมีแต่การผิดพลาดนี้มีความดี
อืคนแปลหนังสือนี่แปลแย่
การผิดพลาดนี้เป็นเพราะอาศัยเป็นส่วนดี
ของพระเตมี
คือเมื่อถึงป่านอกเมืองซึ่งนายสุนันทะคิด
ว่าเป็นป่าช้าพี่น
เขาก็หยุดหยุดแล้วรถแล้วก็หยิบจอกหยิบ
เสียม
เพื่อจะไปขุดหลุมฝังศพพระเทมี
ใช่มั้
แต่ว่าไอ้เวลาที่เขาหยิบจอบหยิบเสียไปหู
เขายังแว่วๆคำสั่งของพระราชา
ที่พระราราชาสั่งมาว่า
เจ้าสุนันทะเจ้าสุนันท
ลูกของข้าคนนี้มันเป็นกนีนะ
เอ็งจงเอาไปประชาแล้วก็ขุดหลุมสี่เหลี่ยม
ให้ลึก
แล้วก็จงเอาจอบทุบหัวมันเสียก่อนเราจึงจะ
ฝังลงไปในหลุม
ช่วยมันหน่อยอย่าให้มันต้องไปถูกฝังทั้ง
เป็นเลยมันจะลำบากดูสิ
นี่ความรักลูกของพ่อเความจริงรักยังมี
อยู่ความรักยังมีอยู่แต่ที่ทำอย่างนั้นก็
เพราะว่าในฐานะที่เป็นกษัตริย์ถ้าลูกมี
เป็นสัญญาวิปราชกับมาอย่างนั้นเถือเป็น
กาลกินี
ทั้งๆที่จะรักลูกเต็มทีก็ต้องตามใจโหน
โหนหรือห้อยก็ไม่รู้น่าจะห้อย
เป็นอันว่าในขณะที่นายสารัตถีกำลังขุด
หลุมอยู่ไม่ไกลไปจากรถนั้นพระเตมีก็นั่ง
คิดว่าเอ๊ะนี่เขาจะเอาเรามาฝังนี่
ตอนนี้ถ้าจะไม่เป็นเรื่องเสียแล้วนี่เป็น
ประการหนึ่งเราก็ออกมานอกเมือง
เรานี่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมาตั้งแต่
อายุ 9 ปี
แล้วถึงอายุ 16 ปี
นี่ร่างกายของเรานี่มันจะใช้ได้หรือไม่
ได้ถ้าใช้ไม่ได้ก็ถูกฝังตายแน่แวันเนี้ย
ถ้าจะต้องลองใช้สักนิดนึง
ก็ทรงกายลุกขึ้นขยับ
ทีแรกก็ขยับแขนขยับขาดึงเอายักษ์ยืดแขน
ยืดขายืดเอ๊ะมันก็คล่องดีนี่ไม่ได้ใช้มา
ทิ้นระยะเวลาตั้งถึงอายุถึง 16 ปีไม่ได้
ใช้มันก็คล่อง
เมื่อขยับขฉายขยับขาสลัดหน้าสลัดหลังดี
แล้วก็ลุก
ลุกจากรถแล้วก็ลงเดิน
ไปเดินมาอยู่ข้างๆรถ
พ่อสุนันท์สารถีนี่แกก็ไม่ได้มองดูก็ตั้ง
ใจขุดหลุมให้มันเสร็จพอจะคิดว่าเออกดขน
เสร็จแล้วเดี๋ยวกลับไปกดหลุมเสร็จแล้ว
เดี๋ยวกลับไปกินข้าวกับเมียที่บ้านดีกว่า
ไอ้เรื่องบ้าๆบอๆแบบนี้ไม่น่าจะมาใช้กัน
เลยจะให้ตีซะก่อนลูกชาวบ้านชาวเมืองเ้า
เป็นใบ้กันตั้งเยอะแยะไปไม่เห็นมีใครเฝัง
นี่พระราชามีลูกเป็นใบ้เป็นง่อยให้ฝังมัน
แปลกแกก็นั่งคิดก็ไปตามเรื่อง
ขุดไปก็คิดไปทำงานคนเดียวนี่ก็ทำมาส่งเดช
ไม่มีใครได้รัด
เป็นอันว่าพระเตมีท่านเดินไปเดินมาข้างรถ
แกก็ไม่ได้มองตั้งหน้าตั้งตาขุดไปตาม
เรื่องของแก
คราวนี้เมื่อพระเตมี
เดินไปเดินมาแล้วเห็นว่าเอี่ร่างกายยังดี
อยู่มือเท้าก็ใช้ได้ไม่ง่อยไม่เปียไม่
เสียขาเรียบแรงก็ยังดีทุกอย่าง
แล้วมาสงสัยนะไอ้แรงเดินน่ะมีแต่แรงที่จะ
ใช้งานจะมีหรือไม่มี
ทำยังไง
ก็ลงทดลองว่าไอ้แรงของเรานี้นอกจากจะเดิน
น่ะมันมีแน่แต่ใช้งานอย่างอื่นจะมีมั้ยก็
ทดทดลองทดลองแบบไหนลองกำลังจับรถยกขึ้น
เมื่อยกจับรถยกขึ้นแล้วเอ๊มันก็เบานี่รถ
ยกขึ้นแล้วมันก็เบาทำไงยกขึ้นแล้วมันก็
เบาทำไงควงรถ
เอารถควงเล่นจับรถหมุนหมุนควงข้างบนไม่
ใช่ควงมาข้างล่างเมื่อควงหมุนไปหมุนมาก็
ทำเป็นได้คล้ายๆก็ยกรถยกรถเบาๆเหมือนรถ
ตุ๊กตา
ไม่เห็นว่าร่างกายก็ดีกำลังบังช้าก็ดี
ยิ่งคิดในใจว่าเจ้าสุนันี่
ถ้าเราจะเป็นคนใจร้ายสักนิดนึง
แกกำลังขุดหลุมฝังเรา
ถ้าหากว่าแกถ้าเราจะรดฟ้าใจก็ตายก็สู้เรา
ไม่ได้แต่ว่าไม่เป็นไรเธอไม่ได้ทำด้วย
เจตนาร้ายของเธอนี้พ่อเราใช้มาอำมาตย์เข
ไปชมกันคนส่วนใหญ่ก็เห็นว่าต้องทำพ่อเรา
ก็ต้องทำ
เราก็ไม่ควรจะไปโกรธเธอพระองค์ก็ไม่โกรธ
จึงคิดว่าเอ๊นี่นายสุนันท์เค้าก้มหน้าก้ม
ตาขุดหลุมอยู่แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเดินได้
ยกรถได้
ทำยังไงดีก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหานายสุนัน
นายสุนันท์สารถีขุดนั้นไม่สนใจกับการดึง
เข้าไปว่าคำของว่าเตมี
แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคือ
ก้มหน้าก้มตาขุดหลุมเรื่อยไปตั้งใจคิดว่า
จะฝังราชปมารแล้วจะไปหาลูกหาเมียจิตใจจดๆ
อย่างนั้นแม้ว่าเตมีเดินเข้าไปยืนใกล้ๆก็
ยังไม่รู้
แต่ก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงถาม
เสียงถามว่านี่ท่านสารถี
้าท่านขุดหลุมสี่เหลี่ยมทำอะไรกันจ๊ะ
พอได้ยินเสียงก็ก็ตกใจว่าเอ๊ะไอ้ช้าผีดิบ
นี่น่ากลัวผีมันจะมาถาม
จึงได้หันไปมอง
มองดูท่านก็จำไม่ได้เพราะว่ามีความรู้สึก
ว่าพระเตมีนี่ท่านไปง่อย
ท่านลุกไม่ได้ท่านพูดไม่ได้ท่านทำอะไรไม่
ได้ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นคนอื่น
เพราะรูปร่างท่าทางที่เห็นเป็นสง่าผ่าเผย
เป็นคนแข็งแรง
ก็คิดว่าคงจะเป็นคนเดินทางผ่านมาเห็นตน
กำลังขุดหลุมก็แวะเข้ามาสอบถามดูมังมีตาม
ความรู้สึกเป็นของเขา
เมื่อได้ยินเถียมเสียงถามอย่างนั้นแกก็
ตอบแบบฮ้วนๆ
ว่าขุดฝังคนจ้า
แล้วเตมีก็ถามว่าท่านสาวัตถี
ท่านจะฝังใครกันล่ะ
นายสุนันท์ถีก็ตอบว่านี่ฉันจะฝังลูกพระ
เจ้าแผ่นดินแใหญ่โตซะด้วย
ท่านเตมีก็ถามต่อไปว่าท่านนายสารถี
ท่านจะฝังกันเล่าเป็นรูปของพระ
มหากษัตริย์ทำไมจึงต้องฝัง
มีเรื่องมีความผิดยังไงรึต้องฝังกัน
นายสุนันท์แกก็บอกไอ้เรื่องมันยาวท่าน
จะมารู้ก็ไปทำไมนะนี่ไปห่างๆนะฉันจะขุด
ฉันจะรีบขุดหลุมให้มันเสร็จจะมาเสียกชวน
ฉันคุยเดี๋ยวดีไม่เห็นฟาดได้เสียมตายหงส์
อีกคน
แกเป็นคนของพระราชาก็ทำท่าใหญ่โต
สำหรับพระเตมีก็ยิ้ม
นั้นตราต่อไปว่านี่ไอ้ที่ถามนะก็อยากจะ
รู้บ้างว่าคนๆนั้นเขาเป็นลูกพระเจ้าแผ่น
ดินที่จะมาถูกฝังน่ะเค้าทำเค้ามีโทษมี
ความผิดอะไรจึงต้องถูกฝังไอ้คนที่จะถูก
ฝังทั้งเป็นมันต้องมีความผิดอย่างหนัก
ในสารถีก็ชี้แจงว่าโทษน่ะไม่มีหรอกแต่้า
ว่าพระราชกุมารเป็นคนกกณี
ขืนทิ้งไม่นานความอุบาทจันไรทั้งหลายมัน
จะเกิดแก่พระราชาและเกิดแก่พระราชสมบัติ
แล้วก็เกิดแก่คนทั้งเมืองฉะนั้นการเสีย
สละคนกาลิคณีคนเดียวเพราะหวังความสุขคน
ทั้งประเทศก็ควรจะเสียสละนะสำคัญตอบเก่ง
พระเตมีจึงได้แกล้งตรัถามต่อไปว่าคน
กิเคณีนเป็นยังไงนะ
ฉันไม่เคยรู้จักเลยฉันเป็นคนบ้านนอกนานี่
ไม่รู้ไม่เคยได้ยินคำว่ากาิกินี
นายสันถีก็ตอบว่าเอ๊ะคนไม่ดียังไงล่ะโง่
ไปได้เนี่ยไม่น่าจะมานั่งถาม
คนกิณีก็คนไม่ดีก็ไม่ดีแต่ตัวเท่านั้น
เมื่อไหรทำชาวบ้านชาวเมืองเขาไม่ดีไปหมด
ทำบ้านเมืองชิบหายวงคนในประเทศชาติดีไม่
ดีก็ตายทั้งเมือง
เอ๊ะ
ท่านแปลกใจทีนะว่าทำไมคนกายก็หนีเหมือนทำ
ให้คนตายถ้าอย่างงั้นไอ้คนประเภทยุให้รำ
ตำให้รัว
ประเภทที่คนเอยู่ดีๆเป็นอิสระ
แต่ว่ามันแนะนำให้คนเป็นทาสคน
จะกินก็ตามที่เขาจะให้กิน
จะใช้ของก็ต้องตามเขาให้ใช้ผ้าผ่อนท่อน
สบายจะนุ่งตามชอบใจก็ไม่ได้จะเลือกสีอะไร
ก็ไม่ได้ต้องมีสีตามเขาสั่งป่วยไข้ไม่
สบายก็ต้องไปขออนุญาตเจ้านายว่าป่วยถ้า
เขาบอกว่าไม่ป่วยก็ต้องไม่ป่วยจะไปหาพี่
หาน้องที่บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องขอ
อนุญาต
แม้แต่ไก่มีที่บ้านตัวตายก็ยังกินไม่ได้
ต้องไปถามเจ้าถามนายก่อน
เป็นอันว่าสภาวะความอิสรภาพไม่มีต้องตก
เป็นทาตุเขาด้วยกรณีทั้งปวงคนที่แนะนำให้
คนเป็นคนประเภทนี้ทั้งเมืองน่ะคนประเภท
นี้เป็นคนกิณีหรือเปล่า
ความจริงเรื่องนี้พระเตมีคงไม่ได้ถามใน
สารถีี
น่าเสียดายถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในสมัย
นี้แล้วก็พระเตมีคงจะถามในฐานีว่าคน
ประเภทยุให้รำตำให้รั่วสร้างความชั่วร้าย
สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งประเทศ
ต้องการให้คนที่มีอิสรภาพเป็นไทยกลายเป็น
ทาสคนประเภทนี้เป็นคนกายีหรือเปล่า
นี่พูดไปเค้าคงจะเกลียดปากนะ
เป็นอันว่า
ในสารถีตอบว่าไอ้คนกิกณีก็คือคนไม่ดีไม่
ใช่ทำให้บ้านเมืองชิบหายวัยป่วงคนทั้ง
ประเทศชาติจะพลอยตายไปด้วย
นี่แกตอบแบบโมโหโมโหแอีกคนหนึ่งแกทำงาน
ดันมาซักมาถามไม่ได้
ท่านพระเตมีท่านก็ใจดีเห็นในในนั่นฉนกัน
เห็นก็ชักฉนๆท่านก็ยิ้มท่านก็ถามต่อไปไอ้
คำว่าไม่ดีเมันเป็นยังไงเอาแล้ว
ที่ตอนนี้ตานั่นแกชกโมโหบอกเอนี่ๆๆนี่
อย่ามากวนกันมากนั่นน่ะนี่ฉันจะทำงานนะ
ฉันจะรีบขุดหลุมเดี๋ยวจะกลับมันจะค่ำ
ไอ้ซักไอ้ถามไอ้สงสัยไอ้นี่นู่นเขาไปพูด
กันนดบนศาลเป็นตุลาการไปซักไปถามไปทนาย
กันนน่นไอ้คนเดินทางอย่างแก่นี่อย่าเสียก
มาซักมาถามนะมันชักโย่งชักเหนื่อยๆ
พระราชกุมารคือประเมีก็ไม่ว่าอะไรยิ้มทรง
ยิ้มสวยๆแล้วคงมีพระราชดำรัสเรียบเรียบ
ถามต่อไปว่านี่ฉันอยากรู้จริงๆนะก็เลยมา
รบกวนท่านหน่อยนึง
อยากจะรู้ถ้าหากว่าไม่เกินวิสัยแล้วก็พ่อ
คุณกรุณาช่วยบอกด้วยนะว่าเป็นยังไงนะคน
ไม่ดี
ในเทพสารัตถี
คือนันทะบันเทิงในบันเทิงสารถีก็แล้วกัน
บอกเอาอย่างนี้นะค่อยฟังให้ดีคือว่าพระ
ราชโอรสคือลูกของเจ้านายของผู้ฉันคนนี้
เกิดมามีลักษณะสวยงามน่าเอ็นดูมากตอนเด็ก
ๆใครก็รักเสียงก็เพราะจริยาก็ดีนิ่มนวล
ชวนน่ารักน่าชมแต่ภายหลังอยู่ๆมันก็จู่ๆ
ไม่พูดไม่จาแขนขาก็ไม่ยกไม่ก้าวเอาเฉยๆ
อย่างนั้นแหละใครจะพูดอะไรก็แถมหโหหนวก
ไม่ได้ยินซะด้วยก็เลยเป็นอันว่าเหมือนกับ
ตุ๊กตาตัวโตๆ
ที่เขาตั้งเอาไว้แต่ว่ามีอย่างกินได้ขี้
ได้
แต่เวลาจะขี้ก็ขี้มาตรงนั้นน่ะเลอะเทอะ
สร้างความรำคาญให้แก่ชาวบ้านเต้องช่วย
อย่างนี้แหละเค้าเรียกกาิกินี
แล้วท่านก็เลยถามต่อไปว่าพระเตมีถามต่อไป
แล้วมีอะไรอีกมั้ย
เค้าก็ตอบว่ายังไม่
ก็ยังไม่ยังไงหรอก
พระเจ้าแผ่นดิน
รอมาเวลา 16 ปี
ดูคิดว่าจะดีก็ไม่ดีขึ้นก็เลยตัดสินใจให้
ข้าพเจ้าเอามาฝัง
เอามาฝังเสียงที่ขุดหลุมอยู่เนี่ยตั้งใจ
จะขุดหลุมฝังพระราชมาร
ท่านเข้าใจหรือยังล่ะ
นายสารถีกลับย้อนถามขึ้นมาบ้างแต่เขาก็
เกิดสงสัยเพราะได้ยินคำถามย้อนย้อนกลับมา
พอก็ถามว่าท่าน
เข้าใจหรือยังล่ะนะ
เกลับถามบ้างแต่ว่าคำถามไม่ได้รับคำตอบ
ได้รับคำถามต่อยว่าท่านรู้จักฉันมั้ย
ว่าฉันเนี่ยเป็นใครเอ๊
ในนั่นมองมองตั้งแต่เท้ายันิสะตั้งแต่
สะเท้าเห็นท่างาทางสง่าผ่าเผยสวยสดงดงาม
องค์อัดผิวพรรณผ่องใสคล้ายๆกับนายเรา
แต่คงไม่ใช่นายเราแน่เพราะนายเราเป็นง่อย
แล้วเป็นใบ้เก็โหหนวก
เมองอย่างพิจารณาแล้วแต่เค้าก็จำไม่ได้
เพราะผู้ที่เขาเห็นนี่ยืนตรงหน้านี่มัน
ไม่ใช่พระราชกุมารผู้เป็นง่อย
เพราะว่านายเราเป็นง่อยไม่ใช่แน่
เมื่อเมองดูไปดูมาด้วยความสงสัยจึงได้
เอ่อเมื่อท่าน
เห็นว่านายสรถีเแปลกใจแล้วก็สงสัยแต่เขา
ก็ไม่พูดก็อิ้งอึ้งเฉยๆ
ท่านพระเตมีจึงได้กล่าวว่าท่านสารถีมองดู
ด้วยความสงสัยหรือจะประกาศให้ทราบก็ได้
ว่าฉันเป็นใคร
ในสันถีก็ถามท่านมาจากไหนเป็นใครแล้วจะไป
ที่ไหนกันนะพ่อคุณยุ่งเหลือเกินนี่จะกดลม
ให้มันเสร็จสักหน่อยก็ถามอยู่เนี่ยเอ้า
ประกาศมาสักทีนี่ว่าใคร
พระเตมีจึงได้กล่าวทตรัสว่าท่านสัตถี
เราคือเตมีราชกุมาร
ผู้ที่ท่านจะนำมาฝัง
ท่านลองพิจารณาดูทีว่าเราเป็นคนกาลกณี
หรือเปล่าดูซิเราเป็นง่อยหรือเปล่า
หากว่าท่านสงสัยมองมองไปที่รถซิว่าเตมี
ใบ้เตมีง้อง่อยเตมีหูหนวกมีอยู่ที่รถหรือ
เปล่า
ในสารถีมองไปอย่างสงสัยแล้วก็มองไปที่รถ
ไม่เจอใคร
คิดในใจว่าเอพระราชกุมารนี่ไม่น่าจะเป็น
ไปได้เลยนะ
ไม่ใช่จะว่าใช่ก็ไม่แน่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่
แน่แต่ที่รถก็ไม่นี้
เป็นเหตุให้เตมีต้องประกาศใหม่ว่าเราคือ
เตมีราชกุมาร
โอรสของพระเจ้ากาสิราชที่ท่านอาศัยเลี้ยง
ชีพด้วยการเป็นข้าราชบริพารอยู่เวลานี้จง
อย่าสงสัยเลย
ท่านขุดหลุมฝังเราน่ะมันเป็นเรื่องไม่
เป็นธรรม
ท่านจะฝังเราฝังท่านเอาล่ะสิท่านไปโย่ง
ล่ะสิ
ชักธรรมสงสัยนี่
ในสารถีถามว่าทำไมไม่เป็นธรรมเล่าก็เขา
ใช้ฉันมารนี่มันก็ต้องเป็นธรรมสิฉันเป็น
ขี้ฆ่าเขาเป็นเจ้าเป็นนายนี่ถ้าเใช้ไม่ทำ
ฉันไม่ตายรึเดี๋เฉันตายดีไม่ดีเงินดนงดน
เงินเดือนเงินดาวฉันไม่ได้ก็เสร็จ
แล้วพระเตมีก็ตรัสว่าเพราะท่าน
มองดูสิว่าเราเป็นคนกิกินีหรือเปล่า
นี่นะตกแล้วก็รับทรงรับสั่งให้มาฝังคนคือ
เอางี้ก็แล้วกันท่านบอกว่านี่มองดูซิว่า
เราเป็นคนกิณีหรือเปล่า
การที่พระราชารับสั่งมาให้ฝังคนกกินี
หากว่าเห็นว่าเราเป็นคนกิคณีก็จงฟัง
ถ้าหากว่าเห็นว่าเราไม่ใช่ให้คนกณีก็จง
อย่าฟังเอาล่ะสิ
ในสารถีมองท่าไม่ดีท่าทางนี้ไม่เป็น
เรื่องเสียแล้วคิดในใจว่าจริงๆนะจริงนะ
ยิ่งนะเสั่งฝังคนกาลนี
เป็นคนยินดีเราฟังมันก็ไม่ถูกคิดแล้วเขา
ก็อึ้งไม่รู้จะพูดยังไงพูดใหม่ออกพระเตมี
ได้กล่าวต่อไปว่าคนผู้ไม่ทำร้ายมิตร
แม้จะไปในสถานที่ใดก็ไม่อดอยากเพราะใครๆ
ก็ต้องการคบหาสมาคมกับเขาเมื่อมีการคบหา
สมาคมแล้วอันตรายต่างๆจะไม่มีจะมีแต่ลาภ
สักการะ
ในนั้นฟังเข้าเฉย
เฉยท่านก็กล่าวย้อนบนนี้ฟังให้ดีนะจะพูด
ให้ฟัง
ว่าผู้ใดไม่ทำร้ายมิตรแม้จะไปในที่ใดๆก็
ไม่อดอยากเพราะใครก็ต้องการคบหาสมาคมกับ
เขาเมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆ
ก็จะไม่มีจะมีแต่ลาภสการะ
พอพูดก็พูดไปนายสารถีก็เฉย
เมื่อนายถีเฉยถึงกล่าวต่อไปว่าถึงจะกล่าว
อย่างไร
เธอก็ไม่รับฟัง
หรือก็ฟังไม่รู้เรื่อง
ในสารถีเมื่อเห็นได้ฟังอย่างนั้นก็นั่ง
มองไปมองมาก็สงสัย
ไอ้ลูกนายของเราเองก็ไม่แล้วกัน
เมื่อกี้นี้ใบ้เดี๋ยวนี้มาเป็นไม่ใบ้ซะ
แล้วสงสัยจึงหยุดขุดหลุมและพิจารณาใกล้ๆ
และเขาก็จำได้ว่าเป็นพระราชชกุมารมานี่
ยังไม่รู้นะยังไม่ยอมเชื่อที่จะนำมาฝัง
เองเก้มลงกราบที่ท้าพระเตมี
แล้วกราบทนว่าโอ้ข้าพระบาทเป็นคนโง่พระ
เจ้าข้า
ทั้งนายของตนเองยังจำไม่ได้เลย
เหมือนกับปาฏิหาริย์บันดาลให้เกิดไม่น่า
เชื่อเลยพระเจ้าค่ะเพราะว่าพระองค์น่ะ
เป็นใบ้เป็นง่อยมาตั้งนาน
เวลานี้ท่าทายสง่าผ่าเผยสวยสดงดงามกระปี้
กระเป่าแบบนี้ข้าพพุทธเจ้าอดสงสัยไม่ได้
มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อท่านยังถามว่า
ทำไมถึงไม่น่าเชื่อเบอกว่าเพราะพระองค์
ไม่เคยเคลื่อนไหวร่างกายมาก่อนตั้ง 10 ปี
อวัยวะควรจะใช้ไม่ได้ควรจะเหี่ยวแห้งไป
แต่วันนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่นับว่าเป็น
ความแปลกประหลาดที่สุดที่เคยเห็นมา
บรรดาท่านผู้รับฟังทั้งหลายวันนี้คงไม่มี
คำอธิบายอะไรกัน
แล้วว่ากันไปว่ากันเวลามันก็หมดซะแล้วก็
ขอท่านทั้งหลายโปรดรับฟังในวันต่อไป
สำหรับวันนี้ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ
พัฒนมงคล
สมบูรณ์พุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้
ก็ขอพบกับบรรดาท่านพุทธบริษัท
เรื่องพระเตมีใบ้
สำหรับเรื่องพระเตมีใบ้นี่อาตมาคงจะไม่
ต้องใช้คำอธิบายอะไรมาก
แต่ว่าบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นนิทาน
ปรัมปรา
แต่ถ้าหากว่าถ้าฟังกันด้วยปัญญาแล้วก็
เวลาฟังไปก็ใช้ปัญญาไปด้วยช่วยคิดตาม
ก็จะมีประโยชน์มาก
ในตอนนี้จะขอย้อนหลังมาสักนิดหนึ่งเพื่อ
จะได้ประสานกัน
เป็นอันว่าเมื่อนายสารถี
มองเห็นพระเนิราชแล้ว
ก็คิดว่าจะยังไม่ยอมเลิกที่จะคิดจะฝัง
แล้วเขาก็จำพระเนิราชไม่ได้นักต่อมาเ
เริ่มจะจำได้
หรือว่าทีแรกสงสัยคิดว่าพระเนมีราชเป็นคน
ใบ้แล้วก็เป็นคนหูหนวก
แต่ว่าอยู่ๆพระเตมีก็กลับกลายเป็นคนดี
ขึ้นมา
ตอนหนึ่งซึ่งเป็นภาษิตที่พระเตมีกล่าวว่า
คนผู้ไม่ทำร้ายมิตร
แม้จะไปในสถานที่ใดก็ไม่อดอยาก
เพราะใครก็ต้องการคบหาสมาคมกับเขา
เมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆก็จะ
ไม่มีจะมีแต่ลาภสักการะต่างๆ
มีความจริงภาษิตข้อนี้เป็นภาษิตควรจะคิด
ว่าคนใดถ้าไม่คิดประทุษร้ายมิตร
คือมีความเมตตาปราณีปรารถนาในการ
สงเคราะห์มิตรสหาย
ก็เป็นอันว่าคนนั้นเป็นคนไม่มีศัตรู
เวลานี้ท่านผู้รับฟังทั้งหลาย
โปรดทราบคนมีหลายประเภทด้วยกัน
มีความเห็นต่างกันบางคนเราอยู่ร่วมกัน
ด้วยดีในผืนขึ้นดินเดียวกัน
เขาก็จะมายุให้เราแบ่งแยกดินแดนออกไปเสีย
คนประเภทนี้ว่าคนประทุษร้ายมิตร
ถ้าผืนแผ่นดินที่เราอยู่แผ่นดินเดียวกัน
แต่ถูกตัตัดแบ่งตัดแยกตัดพวกตัดท้องออกไป
อะไรมันจะดีบ้าง
คนที่เมาที่หลังและคนที่เค้าจะมาปกครอง
เราคราวหลังเค้าดีแล้วเเลว
ถ้าคนที่ดีจริงๆเต้องคิดประทุษร้ายกัน
คำว่าประทุษร้ายก็หมายความว่าอยากจะแยก
พื้นที่ดินคือพรรคพวกให้เป็นหมู่เป็น
เหล่าเป็นกกเป็นกลุ่ม
แยกกันออกไปแล้วความสามัคคีมันก็ไม่มีมัน
ก็กลายเป็นศัตรู
ถ้าเราอยู่ร่วมกันมากทั้งโลกทั้งโลกนี่
ถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน
ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกันเรื่องการรบรา
ฆ่าฟันกันก็ไม่มี
และประการที่ 2 ที่เราอยู่ดีๆก็มีบุคคลมา
มั่วร้ายปรารถนาทำลายชีวิตโขบังคับด้วย
อาวุธพุทโธปกรณบ้างให้กลับกลายไปอยู่ใน
อำนาจเขาทั้งๆที่กฎหมายระเบียบแบบแผนของ
บ้านเมืองก็มีศีลธรรมก็มีแต่เขาไม่ทำคน
ประเภทนี้เป็นคนประทุษร้ายมิตรหรือว่า
เป็นคนรักมิตร
บางคนก็จะคิดว่าให้ประเทศไทยที่เป็น
อิสรภาพอยู่ในเวลานี้
คำว่าเป็นอิสรภาพสำหรับพวกเราก็หมายถึง
ว่าต้องเป็นอิสรภาพที่อยู่ในขอบเขตของกฎ
หมาย
กฎหมายย่อมปรารถนาจะให้คนไทยทั้งชาติมี
ความสุข
มีอิสรภาพมีฐานะคือความเป็นอยู่เท่าเทียม
กัน
คือจะกินเมื่อไหร่ก็ได้จะนอนเมื่อไหร่ก็
ได้จะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้จะมีทรัพย์สิน
มากเท่าไหร่ก็ได้จะคบหาสมาคมกันยังไงก็
ได้จะไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้ป่วยก็นอนเสีย
เนยก็พักผ่อน
แต่ว่าลัทธิมหาปลัยที่กำลังจะเข้ามาสู่
ประเทศไทย
คือจะทำคนไทยทั้งชาติให้กลายเป็นทาส
สำหรับคนกลุ่มเดียว
ดูตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเรือนเคียงอย่าง
ประเทศเขมรกับประเทศลาวที่เรากำลังเห็น
อยู่เวลานี้
คนในประเทศลาวจะต้องมีเครื่องแต่งตัวปี
นึง 3 ชุด
แลแต่ละชุดก็เป็นผู้อื่นจัดให้ความเหมาะ
สมตามความพอใจของเราไม่มี
จะเลือกตามพอใจอย่างคนในประเทศไทยนี่ไม่
ได้จะแต่งสีอะไรจะเอาสวดทรงแบบไหนอย่าง
นี้ไม่ได้
จะต้องตามใจเขา
และอาหารที่จะได้รับประทานเข้าไปก็เป็น
อาหารที่เขาจัดให้
อาหารที่เจัดให้จงอย่าคิดว่าสบายนะ
เขาจัดให้ตามใจเขาไม่ใช่ตามใจเรา
ถ้าเราต้องปราการเปรี้ยวเให้หวานเราก็
ต้องกินหวาน
ถ้าเราต้องการเค็มเให้เปรี้ยวเราก็ต้อง
กินเปรี้ยวแล้วกินตามขอบเขต
อย่างกับประเทศหนึ่งซึ่งเป็นต้นเศษของ
ลัทธินี้
ก็มีคนที่เค้าเคยไปอยู่ที่นั่นเ่าให้ฟัง
ว่าในประเทศใหญ่นั้นเค้ามีลัทธิการกิน
อยู่ 3 แบบ
แบบหนึ่งเค้าเรียกว่ากระทะใหญ่
อีกแบบหนึ่งเขาเรียกว่ากระทะกลางอีกแบบ
หนึ่งเขาเรียกว่ากระทะเล็ก
คำว่ากระทะใหญ่อาหารสำหรับคนทั่วไปที่
เรียกว่ากรรมกร
คนประเภทนี้มีกับข้าวอย่างเดียวตามที่เขา
จะให้
เค้าแบ่งข้าวให้กินวันละ
500 กรัม
วันละครึ่งกิโล 1 คนสำหรับกับข้าวเรื่อง
เนื้อสัตว์ไม่มี
สำหรับกระทะกลางก็หมายว่าเป็นหัวหน้า
เพื่อควบคุมหมู่เหล่าคนประเภทนี้มีกิมี
กับข้าวกิน 3 อย่าง
สำหรับกระทะเล็กจะกินยังไงก็ได้เพราะเป็น
ผู้ใหญ่
มีท่านสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟัง
ว่าท่านอยู่ในประเทศนั้นเขาทำร้ายท่านคือ
ให้ลูกหลานในประเทศไทยนี่เอาเงินไปทายเลย
เอาเงิน 40,000 บาทท่านจะคิดว่าลูกหลานจน
เพราะต้องอยู่ที่นั่นท่านไม่มีเงินใช้แต่
ความจริงๆลูกหลานอยู่ในประเทศไทยคนที่สุด
เขาไปมัดแช่น้ำไว้บ้านใกล้เรือนเคียงเขา
ก็บอกว่าเขาไปแก่ๆแล้ว
เขาจะเขียนจดหมายมาบอกลูกหลานในเมืองไทย
ในที่สุดเขาก็เขียนจดหมายมาลูกหลานทราบ
ข่าวเป็นคนรวยไปถ่ายเอาแม่มาจากประเทศ
นั้น
ก็มีโอกาสได้คุยกันแต่ก็เธอก็คุยให้ฟัง
ว่าความเป็นอยู่ของลัทธิที่เขาจะมา
เปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นน่ะอย่า
ให้มันเป็นเลย
ฉันต้องอดทนอยู่กับลัทธินั้นมาประมาณ 10
ปีเศษนี่ประเทศหนึ่งนะเป็นประเทศแม่บทมี
แต่ความอดอยากถามว่าเวลาไหว้เจ้าสดจีนทำ
ยังไงเบอกว่าไม่มีความหมายกับข้าวกินเข้า
ไปวันหนึ่งวันหนึ่งก็มีแต่หัวจี๊โป้หรือ
ผักเค็มๆ
ซึ่งไม่มีอะไรจะกิน
ลูกชาย
ทำงานเลี้ยงหมู 12 ตัวได้ค่าจ้างคิดเป็น
เงินไทยประมาณวันละ 1 บาท
ลูกสะใภ้เป็นนางพยาบาล
ได้ค่าจ้างวันหนึ่งคิดเป็นเงินไทยวัน
ประมาณวันละ 6 สลึง
ถ้าทำงานถึงปีทั้งปีเนี่ย
เต็มปีเก็บเงินไว้ทั้งหมดประมาณ 365 15
บาทสำหรับลูกชายจะซื้อรองเท้าไม่ได้ 1
คู่
แล้วอาหารเให้กินวันละครึ่งกิโลสำหรับ
ข้าวสารประเทศนั้นเยังดีนะ
แกบอกว่าตัวแกเองกินแต่น้ำข้าวสงสารลูก
สาวเอ้ลูกชายก็ลูกสะใภ้เอาเนื้อข้าวไว้
ให้ลูกกิน
แต่ว่านี่ประเทศนี้ประเทศใหญ่อย่างดี
สำหรับประเทศลาวกับประเทศเขมรที่ร้ายกาด
มาก
อาหารการบริโภคไม่ได้บริบูรณ์สมบูรณ์แบบ
นั้นแต่ถ้าว่าการจะเป็นความเป็นอยู่เป็น
ไปด้วยความแร้นแค้นมาก
แล้วที่ใกล้ๆคนที่เขาข้ามมาเเล่าให้ฟัง
ว่าจะไปจากถ้ามีเพื่อนอยู่หมู่โน้นถ้าจะ
ไปต้องลานายเก่อน
นายเให้ไปก็ไปได้แต่ไปต้องกลับตามเวลา
ทรัพย์สมบัติใดๆมีอยู่จะถือว่าเป็นส่วน
ตัวไม่ได้
จะต้องเป็นของรัฐหมดรัฐจะกำหนดให้กินรัฐ
จะกำหนดให้ทำงานป่วยไข้ไม่สบายแต่เขาไม่
อนุญาตให้ป่วยก็ป่วยไม่ได้จะว่านั่งทำแบบ
สบายๆหนาวก็นอนร้อนก็พักอย่างนี้ไม่ได้
ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
ลัทธิแบบนี้คนที่เขมาคุยให้เราจงคิดว่า
บางคนประเภทนี้เป็นคนทำร้ายมิตร
เพราะคิดจะให้คนไทยทั้งชาติเป็นทาสของคน
หมู่เดียว
ท่านทั้งหลายจะเห็นมั้ว่าภาษิตของพระเตมี
นี่ท่านดีมากน่าจะจำไว้ว่าคนที่ไม่คิดทำ
ร้ายมิตรจะไปสถานที่ใดก็ไม่อดไม่อยากมีคน
รัก
แต่คนที่ที่เคิดประทุษร้ายมิตรคือคิด
ประทุษร้ายประคนไทยด้วยกันที่เป็นอิสรภาพ
เวลานี้เอยู่ที่ไหนต้องอดอยากอยู่ในป่า
ความจริงถ้าเขาไม่คิดอย่างนั้นละก็เขาจะ
มีความสุขอยู่ในบ้านในเมือง
นี่เราต้องมารบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันก็
เพราะคนไทยด้วยกันที่คิดประทุษจะร้ายมิตร
เป็นทาสของต่างชาติ
ต้องการย้ายชาติไทยเอาไปขายให้เป็นทาสของ
ชาติอื่น
ดูตัวอย่างในลาวคนลาวไม่มีความสามัคคีใน
กัน
แต่ในที่สุดเมื่อฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะฝ่าย
ที่เป็นท่ายเขาก็ไม่มีอิสรภาพ
นักศึกษาต้องถูกฆ่านับไม่ถ้วน
ในที่สุดก็ต้องโดดน้ำข้ามมาประเทศไทยทั้ง
ๆที่ในตอนต้นก็กลายเป็นเครื่องมือของเขา
คิดประทุษร้ายพวกกันเอง
นี่เป็นอันว่าการคิดประทุษร้ายมิตรเป็น
ของไม่ดีต่อแต่นี้ไปฟังถ้อยธรรม
คำว่าเตมีต่อไป
ก็ทนกล่าวเป็นภาษิตว่าผู้คนผู้ไม่ทำร้าย
มิตรแม้จะไปในสถานที่ไหนก็ย่อมไม่อดอยาก
เพราะมีคนรักนี่นะ
เรารักเขาเขารักก็รักเราเราไหว้เขาเขาก็
ไหว้เราเราให้เขาเขาก็ให้เราเราเมตตาเขา
ก็เมตตาเราเรายิ้มให้เขาก็ยิ้มให้เราเรา
กอดเขาเขาก็กอดเรานี่ต่างคนต่างรักมันก็
ดีเพราะใครต้องคบหาสมาคมกับเขาก็ว่าอย่าง
นั้นเมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆ
ก็ไม่มีมันจะมีได้ยังไงในเมื่อมีแต่คนรัก
ก็ไม่มีอันตราย
แล้วจะมีแต่ลาภสักการะต่างๆคือใครๆก็อยาก
ให้
เมื่อถึงกล่าวอย่างนี้แล้วในพระบาลีแต่
ว่าถึงจะกล่าวท่านจะกล่าวยังไงก็ตามนาย
สารถีก็ได้สงสัย
จึงได้หยุดจากการขดหลม
แล้วก็พินิจพิจารณาใกล้
และเขาเกิดจำได้ว่าพระกุมารที่เขานำมาจะ
ฝังนั่นเองเอแอบมายืนอยู่ได้ยังไงก็ท่าน
เป็นง่อยนี่นะใบ้ก็ใบ้ง่อยก็ง่อยโหก็โหน่
เอ๊ย่องมายืนอยู่ได้ยังไง
เมื่อเวลาที่จำได้เนึกเข้ามาได้ว่าเอ๊ะ
นี่เจ้านายเขาไม่ง่อยแล้วนี่เ้าก็เลยก้ม
ลงกราบ
กราบลงไปในท้ายของพระเตมี
ึงกล่าวว่าโอ้โหโอหนอข้าพระบาทเป็นคนโง่
เขลา
ทั้งนายของตนเองก็ยังจำไม่ได้
เนี่ยการที่พระองค์แสดงอย่างนี้เหมือน
ปาฏิหาริย์บันดาลให้เกิดขึ้นไม่น่าเชื่อ
เลยพระพุทธเจ้าข้า
พระเตมีจึงได้ถามว่าทำไมถึงไม่น่าเชื่อ
ล่ะ
เค้าก็ตอบตอบว่าก็เพราะพระองค์ไม่เคย
เคลื่อนไหวร่างกายมาตั้ง 10 กว่าปี
อวัยวะของพระองค์นี้ควรจะใช้ไม่ได้
ควรจะเหี่ยวแห้งไปทีนี้หาได้เป็นเช่นนั้น
ไม่นับว่าเป็นความประหลาดมากที่สุดที
เดียวก็เดียวกัน
ความจริงวันก่อนมันจบลงตรงนี้แต่วันนี้
พูดซะเยอะแยะเสียเวลาฟัง
ขอต่อไป
แล้วพระเตมีจึงได้กล่าวตไปว่าเมื่อท่าน
เห็นเราอย่างนี้แล้ว
ท่านยังจะคิดฝังอีกหรือเปล่าล่ะ
เก็ตอบว่าจะไม่ฝังนะพระยาค่ะ
ข้าพระพุทธข้าพระบาทจะเลิกคิดจะทำร้ายพระ
องค์เสียแล้ว
พระองค์ข้าพระองค์อยากจะนำ
พระองค์เข้าไปเฝ้าพระราชาคือพระราชบิดา
และพระราชมารดา
เพื่อพระองค์จะได้ครองสมบัติต่อไปพระเจ้า
ค่ะ
ตอนนี้เจำได้พระเตมีเริ่มเคราะห์
พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่าเอ่อในสารถี
เวทนันทะ
เราไม่คิดจะกลับไปสู่สถานเช่นนั้นอีก
เพราะที่นั้นเป็นเหตุแห่งการกระทำความ
ชั่ว
ซึ่งต่อไปจะทำให้เราเกิดในนรก
อย่างไม่รู้จักจะผุดจะเกิดขึ้นมาเมื่อ
ไหร่
นายสารถีก็แปลกใจ
นั่งนึกในใจว่านายของเรานี่แปลก
เป็นคนดีมาก่อนเป็นเด็กน่ารักต่อมาเป็นคน
ใบ้เป็นคนหูหนวกเป็นคนง่อย
แต่ต่อมาเวลานี้กลับเป็นนักปราช
อยู่ก็ย่องหาว่าการจะเป็นพระราชาผู้ทรง
อำนาจจะกลายเป็นสัตว์นรกนี่มันแปลก
แต่ถึงอะไรก็ดี
แปลกก็แปลกแต่อาการดีใจมันเกิดขึ้นกับเขา
ที่เจ้านายของเขาไม่ต้องเป็นง่อย
แล้วการที่เขาจะมาฝังเขาก็ไม่ได้คิดจะฝัง
ด้วยความโกรธแค้นเมาตามคำสั่งของพระราชา
แม้แต่พระราชาเองก็ไม่ได้เกลียดโลกเป็น
พระบาทนามข้าราชบริพารทั้งหลาย
เเห็นว่าพระเตมีเป็นคนกาลินี
ถ้าเขินเก็บไว้จะมีอันตรายกับพระองค์จะมี
อันตรายกับพระมารดา
จะมีอันตรายสู่บรรดาประชาชนทั้งประเทศจะ
ทำให้ชาติชิบหาย
นี่มันลองนั่งคิดกันอยู่
ว่าคนที่ไม่พูดคนที่ไม่เคลื่อนไหวทาสจะ
บรรล
ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคนที่ยุยาแต่แคงแสก
คนเมีความสุขสอแนะนำให้คนเแตกร้าวกันยุยง
ส่งเสริมพวกระดมมณฑล
พระเตมีกับคนประเภทนี้เนี่ยใครเห็นว่าพวก
ไหนเป็นกายีกันแน่
จะเห็นคนนิ่งๆอย่างพระเตมีเป็นกาลิกินี
หรือจะเห็นว่าคนที่สร้างความแตกร้าวใน
ประเทศชาติเป็นกายี
เรื่องนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังแล้วก็
คิดเอาเอง
คุยกันในสลีต่อไปก็ความดีใจของเขาเขายึง
กล่าวว่า
ถ้าข้าพระองค์นำพระองค์กลับไปได้เมื่อ
ไหร่
ใครๆก็ต้องแสดงความยินดีกับข้าพระองค์
ด้วยและข้าพระองค์เองก็จะได้เงินได้ทอง
ได้ทรัพย์สมบัติผ้าพรแปรพันธุ์ต่างๆจาก
พระราชาและคนเหล่านั้น
เพราะว่าพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระ
องค์เจ้าทรงยินดี
ข้าพระองค์อาจจะได้ยศอาจจะได้บริวาร
และอะไรก็ตามที่ปรารถนาเพราะไปใครก็แสดง
ความปรารถนาที่จะให้พระองค์กลายเป็นไม่
กลายเป็นคนง่อยเปรี้ยเสียขา
ไม่เป็นคนหูหนวกเป็นใบ้มาตั้ง 10 กว่าปี
แต่เขาทำทุกอย่างก็ไม่สำเร็จเวลานี้ข้า
พระองค์กลับทำให้พระองค์เป็นคนดีได้
ความดีนี้จะกลายเป็นความดีใจที่เหนือความ
ดีใจใดๆทั้งหมดที่เคยมีมาในการก่อน
ข้าพระองค์กำลังจะได้รับความสุขไม่ต้อง
ลำบากกบนต่อไปนี้อีกนี่ความจริงที่เขาดี
ใจว่าพระเตมีดีขึ้นมาน่ะไม่ใช่ดีใจเพราะ
พระองค์ดีหรอก
ดีว่าเขาจะมีลาภดีว่าเขาจะมียศนี่คนนี่อด
แบบนี้ไม่ได้
อดเผลอไม่ได้คนที่เป็นใหญ่เป็นโตได้รับ
การแต่งตั้งกินเงินภาษีอากรก่อนของบรรดา
ราษฎรทั้งหลาย
จงรักษากำลังใจอย่าทยอทานอย่าทนองตนว่าดี
คนที่คิดว่ามีอำนาจเวลานี้กำลังพินาศไป
แล้วก็มีกำลังเดือดร้อนเข้าคุกเข้าตาราง
กันแล้วก็มีทั้งนี้ก็เพราะว่าการลืมคน
เป็นสำคัญเช่นเดียวกับในสารถี
เห็นพระเตมีท่านดีขึ้นมาแทนที่จะดีใจว่า
ท่านไม่เป็นใบ้กลับหวังกำไรคือจะได้ลาภรถ
คุยกันต่อไปพระเตมีจึงกล่าวว่าท่านอย่า
เพิ่งมีใจก่อน
เราจะว่าให้ฟัง
เราเป็นคนไม่มีญาติขาดมิตรเป็นคนกำพร้า
เป็นคนกายีที่ชาวบ้านก็หาว่าเราหาความดี
ไม่ได้จะสร้างความคิดหายบรรลให้เกิดแก่
ประชาชนหรือพลเมือง
ทั้งพระราชบิดาและพระราชบารดา
จนจะต้องให้เขาให้ท่านเอาเรามาฝังที่ยัง
ประชาสีดิน
ถ้าท่านนำเรากลับเข้าไปก็ดี
ท่านว่าท่านนำลันท่านนำเรากลับเข้าไปเห็น
ท่าจะไม่ดี
เพราะว่าท่านนั่นแหละอาจจะกลายเป็นคน
กาลิคณีไปก็ได้
เพราะว่าใครๆเขาเข้าใจอย่างนั้นแล้วใน
เมื่อท่านจะฝืนความคิดของบุคคลอื่นได้ยัง
ไง
เราสละแล้วด้วยประการทั้งปวงบ้านเรือน
แว่นแคว้นไม่มีสำหรับเรา
เราจะบำเพ็ญพรักษาศีลอยู่ในป่านี้โดยไม่
กลับไปอีก
นี่เป็นถ้อยคำของพระองค์
ต้องฟังแล้วก็ฟังต่อไปแต่เขินคัดคอกันก็
อยู่เสียดายเวลา
ในสารัถีได้กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าคิด
ว่าพระองค์น่าจะตรัสน่าจะตรัสกับพระ
ราชบิดาเสียก่อนคือหมายความว่าก่อนที่จะ
บวชเนี่ย
ข้าพระองค์ทรงไปกราบลาพระราชบิดาให้ทรง
ทราบเสียก่อนจะเป็นดี
พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่านี่ฉันไม่เห็น
ด้วยนะ
เราจะทำความเพียรเพื่อจะออกจากเมือง
เพราะการที่เราทำเป็นใบ้ทำเป็นคนหูหนวกทำ
เป็นคนง่อย
อันนี้เป็นความปรารถนาที่เราต้องการจะออก
จากเมือง
เราต้องถูกทรมานมาฝืนอริยาบถทุกอย่างของ
เรามาถึงเวลา 10 ปีกว่า
เวลานี้ความตั้งใจของเราน่ะสำเร็จแล้ว
เราจะเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นอีกเพื่อ
ประโยชน์อะไร
ถ้าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
อาจจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่ได้หลายสิบปี
แล้วเราก็จะต้องทำกรรม
กรรมชั่วที่ทำแล้วกรรมนั้นจะบันดาลให้เรา
ตกนรกตั้งหมื่นดี
ท่านก็ลองคิดดูว่าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
หลายสิบปี
แต่เราจะต้องตกนรกต้องถูกทรมานในในนรกมี
ทั้งไฟไหม้อยู่ตลอดเวลามีสรรพาวุธสับฟัน
ได้รับการทุกข์ทรมานอย่างสาหัสไม่มีการ
ผ่อนคลาย
เช่นเดียวกับคนที่เขาต้องการคนไทยทั้ง
ชาติให้เป็นทาสาของคนบางกลม
จะต้องถูกทรมานไปหาที่สิ้นสุดไม่ได้
ท่านลองคิดดูว่าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะ
ต้องสั่งให้เขาเฆี่ยนคนให้เค้าฆ่าคน
ให้เค้าทรมานคนโน้นลิบทรัพย์คนนั้นลิฟ
ทรัพย์คนโน้นอะไรอย่างนี้วันละเท่าไหร่ปี
ละเท่าไหร่แล้วผลของการกระทำความชั่วนั้น
จะไม่ย้อนกลับมาให้คนเราบ้างหรือ
เราเองนี่เข็ดการตกนรกซะเต็มที
นายสารถียังไม่เข้าใจนรกเค้าน
ยังอดที่จะค้านไม่ได้เพราะความเข้าใจเขาน
คือลาภสักการะ
คิดว่าถ้านำพระเตมีกลับไปได้เมื่อไหร่
เมื่อนั้นแหละความร่ำรวย
จะมีกับเขา
ความดีความเด่นจะมีเป็นกรณีพิเศษดีไม่ดี
พระราชบิดาอาจจะตั้งให้เป็นมหาตผู้ใหญ่ก็
ได้
นี่เขาคิดว่าใหญ่ในตำแหน่งเป็นของดีจึงมี
คติตรงกันข้ามกับพระเทมี
เขาจึงได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดิน
จะทรงทำอย่างนั้น
เพราะพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำอย่างนั้นก็
เพราะว่าโดยทางโลกเยินยอมว่าเป็นการถูก
ต้อง
คนที่ทำผิดก็จำจะต้องลงโทษเพื่อความสุข
ของคนส่วนใหญ่
เพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็ให้อำนาจในการกระทำ
อย่างนั้นพระเจ้าค่ะ
พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่านี่ท่าน
แต่ท่านจะต้องไม่ลืมว่าการกระทำอย่างไร
ไม่ผิดจากทางโลกหมายความทางโลกเยอมรับนับ
ถือ
ว่าทำอย่างนั้นเป็นของดีแต่ว่าทางธรรมก็
ไม่เคยยกเว้นใครเหมือนกัน
ทางธรรมมีอยู่ว่าทำดีต้องได้ดี
ทำชั่วต้องได้ชั่วผลของการทำความดีนำไป
สู่สวรรค์คือความสุขคำว่าสวรรค์หมายถึง
แดนของความสุขถึงแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่นี้
ก็มีมีความสุขเพราะความรักซึ่งกันและกัน
ถ้าตายแล้วก็ไปสู่สภาวะที่เป็นทิพย์เ
เรียกว่าเมืองสวรรค์
คือเป็นมนุษย์ก็มนุษย์สวรรค์ตายแล้วก็
เป็นเทวดาสวรรค์
ถ้าเราทำกรรมชั่วเราก็ต้องไปสู่นรกคือ
หมายความนี่เราก็มีแต่ความเร่าร้อน
มีแต่ความเดือดร้อนเหมือนกับคนมีก็ยุยง
แต่แขงแสบไม่ให้คนไทยแตกร้าวซึ่งกันและ
กันถ้าตายแล้วก็ต้องไปสู่อบายภูมิซึ่งมัน
จะมีความเร่าร้อนหรือมีความทุกข์มากกว่า
นี้
มองดูเวลาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยนา
เวลาไม่อำนวยหมดเสียแล้วสำหรับวันนี้ก็
ต้องขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์ที่พัฒนมงคล
สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนคนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
วันนี้ก็จะขอต่อเรื่องราวของพระเตมีต่อไป
หวังว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยังคง
ไม่ลืมในตอนต้น
ถ้าคืนย้อนกันบ่อยๆแทรกบ่อยๆเรื่องราวจะ
ไปไม่ไกล
คิดว่าบรรดาท่านพุทธบบริษัททั้งหลายจำ
เรื่องราวที่เป็นท้องนิทานหรือการโต้ตอบ
ซึ่งกันและกัน
สำหรับนักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้าพระเตมี
นี้ก็คือพระพุทธเจ้าของเรานี่เอง
เป็นสมัยที่เกิดขึ้นในการบำเพ็ญบารมีใน
ขั้นปรมัตถบารมี
แลจงจะลืมว่าคนที่ทำความดีเ
ไม่ใช่ว่าจะมีผลเป็นสุขเสมอไป
ว่าการอยู่ด้วยกันกับคนที่มีกำลังใจไม่
เสมอกันเราทำความดีแต่ไม่ถูกใจเขาเค้าก็
ถือว่าเราทำความชั่วนี่เป็นประการหนึ่ง
ความรู้สึก
นึกคิดคือปัญญาไม่สม่ำเสมอกันอดจะขัดคอ
กันไม่ได้
ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลกถ้าเรา
ยังเกิดในโลกเพียงใดเราจะหาความสุขจริง
ไม่ได้
เอาวันนี้ไม่อธิบายธรรมะกันนี่เล่าเรื่อง
ของพระเตมีขอเล่าต่อไป
เป็นอันว่าเมื่อ
พระเตมีท่านทรงตรัสว่า
แต่ท่านจะต้องไม่ลืมว่าการทำอะไรไม่ผิด
จากโลกทางโลกคือว่าทางโลกยอมรับนับถือว่า
เป็นความดี
เช่นการสั่งประหัหาชีวิตคนกันรีบทรัพย์คน
เป็นต้นเราก็ทำผิดกฎหมายแต่ว่าทางธรรมก็
ไม่เคยยกเว้นให้แก่ใคร
ทางธรรมมีอยู่ว่าทำดีต้องได้ดี
ทำชั่วต้องได้ชั่วผลของการทำดีเป็นเหตุ
ให้เป็นสู่ความสุขคือสวรรค์
ผลการทำความชั่วเป็นเหตุให้เสวยความทุกข์
คือนรก
สำหรับนายสารถีก็กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ
ข้าพระองค์เป็นคนเขลา
ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดเสียว่าเป็นความ
สุขสบายต่างหาก
แต่เมื่อพระองค์ทรงตรัสด้วยอย่างนี้ข้า
พระพุทธเจ้าไปเห็นจริง
ว่าคงจะเป็นอย่างนั้น
คนทุกคนจะต้องรักชีวิตร่างกายของตนทั้ง
นั้นการสั่งประหารชีวิตก็เป็นของไม่ดี
หรือการยุแยนตะแคงแสะให้แบ่งแยกดินแดนก็
ดี
หรือเอาคนไทยทั้งชาติไปเป็นทาสของคนอื่น
ก็ดีคือว่าคนที่เบอกว่าเ้าจะเปลี่ยนแปลง
วิธีการปกครองนะเป็นคนกลุ่มเดียวที่
ต้องการความสุข
หมายความว่าต้องการทรัพย์สินที่พวกเราทำ
กันได้แล้วแล้วก็ใช้เป็นของตน
คนจะรวยคนจะจนกินสบายนอนสบายตามใจนึกอยาก
กินเปรี้ยวได้เปรี้ยวอยากกินเค็มได้เค็ม
อยากจะนอนเมื่อไหร่ก็ได้แต่หากว่าคนพวก
นี้เขมาปกครองเมื่อไหร่จะต้องอยู่ภายใต้
บังคับบัญชาของเขา
กินก็ไม่เป็นไปตามใจชอบนอนพักก็ไม่ได้
ต้องปฏิบัติตามใจเขาทุกอย่างมีวัวมีควาย
ตายก็กินไม่ได้
มีเป็ดมีไก่ตายก็กินไม่ได้คนทุกคนถือว่า
เป็นวัตถุดทุก
เขาเมียใครก็ตามเขาต้องการเอาไปที่ไหนก็
ได้เอาไปนอนเเรียกนอนนอนสามัคคีนอนส่อง
แสงนอนแสงสว่าง
เรียกว่าเค้าทำคนเหมือนกระทาตทุกๆตุ๊กตา
คิดว่าคนทุกคนไม่มีใจ
รวมความว่าต้องการสำส่อนยังไงก็ได้ตามใจ
นึกมันเรื่องของเขาจะสั่งเพราะเมีอำนาจ
เป็นอันว่าโลกนี้เป็นความทุกข์ไม่ใช่ความ
สุข
คนทุกคนต้องการอิสระเจึงกล่าวต่อว่าคนทุก
คนจะต้องรักชีวิต
รักร่างกายทั้งนั้นเมื่อใดใครมาทำอันตราย
ก็ต้องไม่ชอบเป็นของธรรมดา
อย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ธรรมดาพวกเราไม่
ชอบแต่เจ้านายเชอบก็ต้องชอบ
ด้วยความจำใจชอบเมื่อพระองค์เห็นว่าโลก
ยุ่งมากนักจะโบสถ์ข้าพระพุทธเจ้าก็ขออยาก
จะโบว์เหมือนกันพระพุทธบค่ะ
เป็นนั้น
เป็นอันว่านายสารถีก็ก็เลยอยากจะโบวชขึ้น
มาบ้าง
ตอนนี้พระเตมีทรงดำริว่า
ถ้าเราให้นายสารถีโบสถ์ไปแล้ว
ม้าหรือรถก็ดีจะพากันเสียหาย
พระราชบิดาพระราชมารดาก็คงจะได้รับแต่
ความโทมนัสเสียใจ
ที่คิดว่าเ้าเอามาฝังแล้วตายแล้ว
ถ้าหากว่าเราให้นายสารถีกลับเข้าไปใน
เมือง
ก็จะทำให้พระราชบิดาและพระราชมารดา
ต้องเสด็จมาดูเรา
เพราะรู้ว่าเราไม่ตาย
เมื่อเห็นกับเรารู้ข่าวว่าเราตายความดี
พระทัยของพระองค์ก็จะมีขึ้น
แล้วก็บางทีพระราชบิดาและพระราชมารดา
หรือว่าพระราชบิดาจะกลับใจประพฤติชอบขึ้น
มาบ้าง
คือจะไม่หลงกับตำแหน่งที่มีอำนาจอย่าง
นั้น
เมื่อพระองค์ทรงตรัสแบบนี้แล้วจึงได้ขอ
โทษเมื่อพระองค์ทรงมีพระดำเริง
ตรัสว่านี่แหละเธอ
เธอกลับไปส่งข่าวพระราชบิดาพระราชมารดา
ก่อนเถิด
เมื่อไปส่งข่าวแล้วเรียบร้อยแล้ว
พระองค์ทรงทราบแล้วกลับมาหาฉัน
ฉันจะแนะนำวิธีโบสถ์ให้
เราจะได้อยู่ด้วยกันในป่าด้วยความเป็นสุข
เพราะว่าการบวชนี่
เพราะบวชด้วยความเพราะว่าถ้าเธอบวชด้วย
ความเป็นหนี้นี่มันไม่ดีหรอกนะ
คำว่าเป็นหนี้ก็หมายความว่าเธอยังไม่ได้
กลับไปส่งข่าว
เธอรับอาสาพระราชบิดามายฝังฉันฝังแล้วก็
ต้องกลับไปรายงานพระองค์แต่ว่าเวลานี้เธอ
พบฉันไม่ไปไหม้ไม่ไปง่อยไม่หูหนวกแต่เธอ
ยังไม่ไปส่งข่าวพระองค์ถือว่าเธอยังเป็น
หนี้
ไปชำระหนี้เสียก่อนกลับมาหาฉันก็แล้วกัน
ในสารถีได้สดับอย่างนั้นก็ยินดี
พร้อมที่จะกลับไปทูลให้แก่พระราชาทรงทราบ
แต่ว่าเธอก็จิตใจรักอยากจะบวชนี่คนนี่ก็
เกิดดีมาด้วยกัน
คือในสารถีนี้ก็เป็นคนดีจริงๆน่ารักน่า
เคารพน่าเลื่อมใสก็อย่างนี้น่าคบ
แต่เธอจะไปเธอก็เกรงไปว่าถ้าเมื่อกลับไป
เฝ้าพระราชาแล้ว
เมื่อมา
ถ้าหากว่าพระราชูปารนี้นี่ท่านไปอยู่ซะ
ที่อื่น
แล้วจะทำยังไง
นั้นว่าตามใจความเว่าอย่างนี้นายสารถียิน
ดีจะกลับไปกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรง
ทราบ
แล้วเกรงว่าเมื่อตนกลับไปกราบทูลพระเจ้า
แผ่นดินแล้ว
เมื่อพระราชาเสด็จมาไม่พบพระราชกุมาร
ก็จะกลายเป็นว่าตนโกหกอาจจะถูกลงพระยาถึง
ก็ตายก็ได้จึงได้ทูลขอพระราชกุมารว่าใน
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าไปแล้วยังไม่มาเพียง
ใด
ขอพระองค์จงอย่าเสด็จไปที่อื่นในพระ
พุทธคา
พระเตมีก็ทรงรับคำ
นายสารถีจึงเวลากลับไป
เมื่อเวลาที่เขาไปถึงพระราชฐานแล้วพระนาง
จันท์เทวีพระราชมารดา
นับตั้งแต่นายาศถีอกุมารไปแล้วพระองค์ก็
ทรงเฝ้ามองคออยู่ว่าเมื่อไหร่นายสารถีจะ
กลับมาจะได้ทราบเรื่องที่พระราชโอรสบ้าง
เมื่อเห็นนายสารถีกลับมาคนเดียว
ก็แน่แม่พระทัยว่าพระราชโอรสของพระองค์คง
จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว
เพียงเท่านั้นน่ะน้ำใจของแม่ที่มีความรัก
ลูกซึ่งเป็นเลือดในอก
น้ำตาก็ไหลพรากปราง้วยความโทมนัส
ฝื้นใจตรัสถามในสารถีว่า
พ่อสารถี
ที่พ่อเอาลูกชายใจของฉันได้ฟังนั่นน่ะพ่อ
ได้รับคำสั่งจากพระราชโอรสก่อนที่เธอจะ
ตาย
ก่อนที่เธอจะต้องลงหลุมถูกฝังทั้งเป็น
หรือว่าก่อนที่เธอจะถูกตีได้จอบให้ตาย
เสียก่อนแล้วก็ฟัง
ลูกชายของฉันน่ะได้พูดอะไรสั่งอะไรมาถึง
ฉันบ้างหรือเปล่า
นางตรัสเพียงเท่านี้น้ำตาก็ไหลไพรากอื้น
เหมือนจะขาดใจตาย
ในสารถีเห็นว่านางกำลังโศกเศร้าเสียใจ
อยู่ในหมอบกราบ
กราบแล้วก็ยิ้ม
ยิ่งยิ้มพระนางก็ยิ่งร้องไห้หนักคิดว่า
นายสารถีดีใจว่าจะได้กำไรหรือได้รางวัล
จากการฆ่าลูก
แต่นายเถีก็กลับปลอบโยนพระนางว่าพระแม่
เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้พระพุทธเกี่ยวขา
ข้าพระพุทธเจ้ามีข่าวคำข่าวดีจะมากราบทูล
ให้ทรงทราบ
ว่าสิ่งที่คาดหมายก็ไว้แต่เดิมนั้นไม่
เป็นความจริงพระเจ้าค่ะ
พระราชโอรสของพระแม่เจ้าไม่ตาย
พระราชโอรสของพระแม่เจ้าไม่ใช่คนง่อยไม่
ใช่คนไม่ใช่คนโหนหนวกไม่ใช่
เว่าอย่างนั้นโดยใจความ
ได้ตามหนังสือว่าอย่างนี้ว่าขอเดชะแต่พระ
แม่เจ้า
ข้าพระบาทจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ
พระราชกุมารให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบพระเจ้า
ค่ะ
ขอให้ดีพระทัยไว้ว่าเวลานี้พระราชกุมาร
ไม่ได้ตายตามที่ใครกับคนอื่นคิดไว้
ตอนนี้เล่นเอาพระนางดีใจ
แต่ว่าผู้หญิงหญิงร้องไห้เสียใจก็ร้องไห้
ดีใจก็ร้องไห้พอเบอกว่าลูกไม่ตายดีใจร้อง
ไห้ใหม่หึแปลกดีเหมือนกัน
ผู้ว่าหญิงนี่มีบทบาทน่ารัก
เสียใจก็ร้องไห้ทีแรกเห็นนายสารถีมาคน
เดียวเสียใจว่าเวลานี้ลูกชายตายซะแล้ว
เกือบจะสิ้นใจตาย
พอนายสันถีบอกว่าลูกไม่ตายดีใจแทนที่จะ
หัวเราะร้องไห้อีก
เป็นอันว่าต้องถือว่าเป็นปกติธรรมดา
เสียใจก็ร้องไห้ดีใจก็ร้องไห้เป็นอันว่า
เราก็เลยดูผู้หญิงกันยากเพราะไม่รู้ไอ้
การร้องไห้ของท่านน่ะจะจะเสียใจดีใจ
แล้วเราก็มานั่งคุยกันต่อไปถึงเรื่องของ
ว่าเจตจะมีตามหนังสือ
สังเขาจึงได้กราบทูล
เรื่องราวของพระราชโอรส
นับตั้งแต่ออกไปจากพระราชสำนัก
แทนที่จะออกไปป่าช้าผีดิน
แล้วกลับดันออกไปทางประตูตะวันออก
แล้วออกไปถึงเวลาที่กำลังขุดหลุมจะฝัง
แต่ว่าพระราชโอรสกลับกายหายจากความเป็น
ง่อยเปลียยเสียขา
แล้วทรงมีกำลังมากยกรถที่ขี่ไปขึ้นกวาด
แกว่ง
จนกระทั่งตนได้ทราบความเป็นจริงว่าทำไม
พระราชมารถึงทำอย่างนั้น
และเขาก็กล่าวลงท้ายว่าขอเดชะ
บัดนี้พระองค์ทรงประหนดอยู่ในลาวปาก
เบื้องหน้าทางทิศบูรพาคือทิศตะวันออกเข้า
เมืองนี้พระพุทธเจ้าค่ะ
พระองค์ไม่ได้ตายแมแหแมรูปร่างหน้าตาสวย
พูดก็เพราะท่าทางก็นิ่มนวนกำลังวังช้ามาก
นี่ตอนที่ยกรถแกว่งข้าพุทธเจ้าหลบก็แย่
คิดว่าจะรถควาดข้าพุทธเจ้าซะแล้วถ้าเฟาด
ลงมาเมื่อไหร่ข้าพพุทธเจ้าตายมานั้นสู้
ไม่ได้แน่
เพียงในสารถีโม้เพียงเท่านั้น
พระนางก็ดีใจลิงโรดพระทัยตรัสออกมาว่าโอ
หนอเตมีลูกรักของแม่
ลูกไม่ตายหรอกลูกแม่ดีใจเหลือเกิน
แม่คิดถึงลูกใจจะขาดคิดว่าเวลานี้ลูกคงจะ
จากแม่ไปเสียแล้วความจริงแม่ไม่เคยลูก
ลูกจะเป็นง่อยลูกจะเป็นใบ้ลูกจะโหหนวกแม่
ก็ยังคิดว่าลูกเป็นลูกของแม่อยู่ถึงก็ได้
ก็ดีเลือดในอกของแม่แม่จะทิ้งไม่ได้นี่
น้ำใจของแม่นะ
น้ำใจของแม่จริงๆเเป็นอย่างนี้แต่มีแม่
บางคนเท่านั้นที่มีความช้ำใจที่ต้องทิ้ง
ลูกให้ตายเพราะความจำเป็น
แล้วเอ่อเมื่อพระนางทรงรำพึงรำพันมาพูด
มากนะอย่าพูดตามท่านเลยเวลามันเยอะเอ้ย
เวลาไม่ค่อยมีก็ลองๆองผู้หญิงก็ลองนึกดู
ก็แล้วกันถ้าคิดว่าลูกจะตาย
แต่กลับเขบอกว่าลูกกลับไม่ตายกลายเป็นคน
แข็งแรงกระปี้เปล่าเป็นคนสวยมีสติปัญญา
สามารถดีพูดเจฉลาดความรู้สึกของท่านทั้ง
หลายจะเป็นยังไงนั่งนึกเอาตัวเองก็แล้ว
กัน
ท่านบอกว่าในขณะที่ทรงรำพึงรำพันพระกร
ทั้งสองของพระองค์ก็ท่าพระอุระคือพระองค์
ข่มความตื้นไต้ตื้นตันไว้ในพระทัย
หมายความว่าดีใจเลี้ยงโลดแหมอย่ากระโดด
ให้มันตัวลอย
ข่มเอาไว้ใจนั่นดีเปื่อปลื้มไอ้น้ำตาก็
ไหล
เ้อหนักใจ
ดูเรื่องราวไปแล้วก็หนักใจ
ท่านเสียใจท่านก็น้ำตาไหล
ท่านดีใจท่านก็น้ำตาไหลเอ้าตอนนี้น้ำตา
ไหลดีใจก็ช่างท่าเถอะ
ตามพระบาลีถึงกล่าวว่าถึงแม้ว่าพระเจ้า
กาสิกราชก็ทรงดีพระทัยเช่นกัน
การที่พระองค์ได้ได้ให้เอาพระเีไปฝังนั่น
ความจริงพระองค์ไม่ใช่ชิงชังหรือว่า
รังเกียจแต่ประการใด
แต่เนื้อแท้จริงๆแล้วพระองค์น่ะเชื่อผู้
อำมาตย์พระราชบริพาร
หรือบรรดาโหนบรรดาห้อยบรรดาแขวนทั้งหลาย
ที่เขาพากันพยากรณ์ว่าพระเตมมีโลกตายเป็น
คนกายเป็น
ขืนเอาไว้จะเกิดมีอันตอันตรายกับพระ
ราชวงศ์และพระองค์เองพระมเหสี
แล้วตลอดถึงประชากรทั้งในประเทศนั้นทั้ง
หมดจะพากันล้มหายตายจากซึ่งกันชิบหายไว้
หมดนี่เจ้าพวกหนพวกห้อยเจ้าพวกแขวนนี่
เชื่อมันยากจริงๆ
มันก็ไม่มีเหตุไม่มีผลมันเดาส่งเดช
ก็ประเภทประเภทหมอสำเร็จใหม่ๆนั่นแหละ
หมอที่สำเร็จใหม่ๆแกฟังบ้างเคาะบ้างตี
ม่วงดีดตีนดีดมั่งไปๆมาๆถามว่าโลกอะไร
สันนิษฐานไปสันนิษฐานมาเป็นสะทุโลกไปเลย
ขอประทานอภัยหมอนะถ้าหมอประเภทแท้ที่
สำเร็จจริงๆนะไม่เป็นอย่างงั้นไอ้คำว่า
หมอสำเร็จใหม่ๆนี่หมายความเพิ่งจะเป็นหมอ
ขึ้นมาพอตั้งท่าจะเป็นหมอเท่านเริ่มเป็น
หมอใหญ่กว่าครูนึกว่าเก่งกว่าครูเสียแล้ว
ถ้าเรียนไปเรียนมาเอ๊ะไอ้โรคที่เรากวดว่า
มันเป็นหลายโรคที่มันโรคเดียวอีตอนนี้
เป็นหมอแท้
ขอว่าทานอภัยหมอนี่หาว่าดูถูกนะ
ต่อไปในสารถีจึงได้กราบทูลว่า
ขอเดชะ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
พระราชกุมารทรงพระสิริโฉมงดงามสง่างาม
เหลือเกินพระพุทธเจ้าข้า
แม้พระสุรศีลที่ตรัสลงมาก็แสนจะไพเราะ
ตรัสออกมาหน้าฟังมากและมีเหตุมีผลเหตุที่
เป็นดังนั้นก็เพราะว่าพระราชกุมารทรงเล่า
ให้ฟังว่า
พระองค์ทรงลึกระลึกชาติได้ว่าครั้งก่อน
พระองค์ได้เคยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ได้ทำกรรมมีการจับกุมคุมขังจิ้นฆ่านักโทษ
มีประการต่างๆ
ครั้นพระองค์ทรงสวรรคตไปแล้วก็ไปบังเกิด
ในนรกนรกซึ่งเวลานาน
เหมือนกับคนที่ถูกงูกัดมองเห็นสิ่งอะไร
คล้ายกับงูก็ย่อมจะกลัวไปทั้งหมด
ข้าพระองค์เองก็ยังอยากจะบวชกับพระองค์
ด้วยแต่พระกุมารไม่ยินยอมให้ข้าพระองค์
กลับบวชเอไม่ให้ข้าพระองค์โบวชก่อน
บอกให้ข้าพระองค์กลับมาทูลเรื่องราวให้
พระองค์ทั้งสองทรงทราบ
เมื่อพระเมื่อกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึง
สั่งให้ข้าพุทธเจ้ากลับไปหาพระองค์พระ
องค์จะทรงบวชให้ต่อภายหลัง
ข้าพระองค์จึงได้รีบกลับมากราบทูลให้ทอง
ทั้ง 2 พระพระองค์ทรงทราบ
เมื่อทราบแล้วข้าพระองค์ก็จะขอกราบถวาย
พระคมลาลาจะราชการไปบวชอยู่กับพระ
ราชกุมารพุเจ้าค่ะแต่ถ้าหากว่าพระองค์
อยากจะเสด็จไปในสถานีนั้นข้าพระองค์ก็จะ
นำเสด็จไปเองพระพุทธขา
พระเจ้ากาสิราช
อาศัยที่พระองค์กำลังดีพระทัยแม้ว่านาง
จันทร์เทวีก็เช่นเดียวกัน
อยากจะเห็นหน้าลูกชายเพราะความรัก
ที่ทำไปก็เพราะคนอื่นเขาว่าอย่างนั้นแต่
ความจริงน้ำประทัยของพระราชบิดาก็ดีพระ
ราชมารดาก็ดียังรักโลกในสายเลือดยิ่งกว่า
ชีวิต
จึงได้ทรงตรัสสั่ง
ให้เตรียมพลโยธาเป็นการใหญ่
โดยใช้จาตุรงค์เกษเสนาเป็นกองทัพใหญ่
จาตุรงค์กับเสนาหมายถึงเสนา 4 เหล่าคือ
กองทัพช้างกองทัพม้ากองทัพรถกองทัพคนเดิน
เท้า
แล้วก็เตรียมกองเกียรติยศเต็มที่เอา
เครื่องของสำหรับราชาไปด้วยปรารถนาจะไป
เอาลูกมาให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
เมื่อเวลาที่จะเสด็จเมื่อเสร็จแล้ว
จะเสด็จไป
เมื่อกระบวนทัพเสร็จกระบวนกองเกียรติยศ
เสร็จเขาจัดเสร็จ
ในสุนันทารถี
เป็นผู้นำทางไครนี้คงจะนำไม่ผิด
เพราะก่อนจะออกตะวันตกดันออกตะวันออกไป
เสียได้
จะไปปิดช้าประชาผีดิบกลายไปเป็นไปสู่ที่
ประชาผีสุขเอ้ยไม่ใช่เป็นป่าชัด
เป็นที่สงัด
นำทางพระราชาและพระราชินี
ไปเฝ้าพระเตมีราชมาร
ซึ่งเวลานี้ทรงผนวดเป็นนักทดบทเป็นฤาษี
อยู่ในป่าด้านป่าจินทิตของเมือง
พากันทักษิณกระชิน
เห็นแต่มันตืน
จะเป็นตะวันออกเฉียงเหนือนะมั้ง
เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปเฝ้าพระราชมาร
ซึ่งกำลังบำเพ็ญพนั่งทำตามตำบะทำสมาธิ
อยู่ในอาศรมที่พระอินทร์ทรงนวิถวาย
ความจริงที่นั้นป่าเปลี่ยวแต่พระอินทร์
นี่ก็แน่เหมือนกันนะยุ่งจริงๆท่านลำบาก
อะไรก็ยุ่งดีดีไม่ดีแต่ใครก็เป็นอะไรขึ้น
มาก็ถ้าคนมีบุญนะ
หรือว่าทิพย์ก็อ้ายเคยอ่อนแต่ก่อนมาแข็ง
กระด้างนางศิลาประหลาดใจก็ว่ากันอย่าง
งั้นโบราณท่านเกรง
ท่านแต่งหนังสือให้เราเรียนกันท่านเขียน
เป็นคำกลอนแล้วก็ฟังง่ายฟังเพราะกลอนมัน
ชนอ่านฟังทำให้เราจำง่ายฉลาด
นักปราชญ์เดี๋นี้ที่ว่าฉลาดฉลาดอาตมามา
คิดนะคิดอย่างคนโง่คือสำเร็จปริญญา
ศาลาวัต
คิดว่านักปราชญ์สมัยนี้ยังยังไกลกว่านัก
ปราชญ์โบราณเยอะ
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนที่มีความสุขเ
สร้างให้คนเป็นศัตรูกันก็ได้
ปราชโบราณเ่ะคนเป็นศัตรูกันเขาสร้างให้
เป็นมิตร
จิตมันก็มันสุขเกิดความรักกันเดี๋ยวนี้
ไม่ใช่อย่างนั้นยุให้รำตำให้รั่วกินโน่น
โกงนี่
เงินสำหรับช่วยในยามวิกฤต
ฝนเข้ายากหมากแพงฝนแล้งไม่ตกต้องตาม
ฤดูกาล
รัฐบาลไปให้ 1,600 ล้าน
ไอ้ผีมาช่วยเงินซะเยอะ
เที่ยวไปทั่วประเทศเนี่ยไปเจอผีหลอก
นี่มีอยู่ที่แห่งหนึ่งบ่อเขดตั้งงบประมาณ
บ่อราคา 30,000 บาทไปดูแล้วครึ่งหมื่นก็
พอ
บ่ออย่างนั้นเตั้งราคาไว้ 30,000 บาทค้น
ขุดไม่กี่คนเวลาจะรับเงินชื่อผียาวเหยียด
อันนี้ไอ้หม่อบ่อมันเป็นบ่อประจำหมู่บ้าน
จะให้ผู้ใหญ่บ้านแกเซ็นรับรองแกบอกแกเซ็น
ไม่ได้คนขดมันน้อยแต่ชื่อมากผมไม่ได้รับ
เงินแบบนี้ไปๆมาผู้ใหญ่บ้านคนนั้นถูกรัก
จริงนเห็นมั้ล่ะ
นักปราชสมัยนี้เค้าเก่ง
ดะขากรรไกรดีกินจอบกินเสียงกินเหล็กกิน
ไหลกินหินกินดินกินกรวดกินน้ำตาลกินข้าว
สารกินเลยกิน
เเก่งขายกันไกลดีนี่มันคนละเรื่องนะเอา
เล่าเรื่องของท่านต่อไป
แต่ว่าการเข้าไปคราวนี้ราชาทรงสำเด็จเข้า
ไปก่อน
ก็เพื่อจะถามความสุขความทุกข์ซึ่งกันและ
กันแล้วราชเทวีจึงเสด็จเข้าไป
เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสทรงประทับนั่งอยู่
ที่ความสงบก็ปลื้มปีติ
นางก็ตรงเข้าไปกอดพระบาทของพระราชโอรส
แล้วก็ทรงกันแสงเสื้อสะอื้น
แล้วถอยออกมาดีไม่สลบมัน
เอาแล้วไปเจิดลูกเข้าแทนที่หัวเราะยิ้ม
เ้าร้องไห้เียแล้วดีใจเ้าเป็นธรรมดา
เออใครจะไปติว่าผู้หญิงไม่ดีนะผู้หญิง
เป็นแม่เรานะ
ถ้าผู้หญิงไม่เป็นแม่เราก็เกิดไม่ได้ท่าน
จะเป็นยังไงเจอทำยังไงก็ช่างอย่าไปติแม่
ท่านเป็นเพศเพศเดียวกับแม่เรา
อาตมาเห็นผู้หญิงที่ไรคิดถึงแม่ทุกที
ไม่ดีพอกันท่านให้อะไรมาก็คิดเอคนนี้ท่าน
เป็นแม่เรา
จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ช่างคำว่าแม่แปล
ว่าผู้รับเลี้ยง
เให้ข้าวต้มสักบวยข้าวสวยสักทีลูกไม้ใส่
ลูกแล้วก็ต้องคิดว่าคนนี้เขาเป็นแม่
เออเดี๋จะถือว่ายกย่องตัวนะความรู้สึก
เป็นอย่างนั้นจริงๆอ้าคุยต่อไปนิด 1 นาที
พระราชาจึงได้ตรัสถามว่าเตมีว่าพ่อเตมี
พ่อบริโภคแต่ใบไม้ผลไม้ในป่าทำไมจึงได้มี
ผิวกายสดใสไม่ผอมมันน่าจะมีแต่การซีก
พระเตมีจึงได้กราบทูลคนตอบว่า
จะตอบว่ายังไงดีนะ
ใครจำได้มว่าพระเทมีตอบว่ายังไง
ถ้าจำได้ก็กรุณาตอบแทนด้วยเพราะเวลานี้
ตอบไม่ได้เพราะเวลามันหมด
สำหรับในตอนนี้ก็ของดไว้แต่เพียงเท่านี้
ก็ต้องขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิที่
พัฒนมงคลสมบูรณ์ูฝนจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟังสวั
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็คงจะมาพบกับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ในเรื่องราวของพระเตมีคือเป็นประวัติของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงเสวยพระชาติเป็นเตมี
ชาตินี้ท่านกล่าวว่าเป็นชาติเนกขัมบารมี
ก็จะขอต่อจากวาลนี้จะขอย้อนสักนิดนึง
เพื่อว่าเป็นเนื้อความเข้ากัน
ในความตอนนี้มีว่าเมื่อพระราชาจะถามพระ
เตมีว่าพ่อเตมี
พ่อบริโภคแต่ใบไม้แล้วก็ผลไม้ในป่า
ทำไมจึงมีร่างกายสดใสไม่สู้ผอม
เป็นเรื่องน่าแปลกใจ
เพราะว่าตามธรรมดาคนเรานบำรุงร่างกายด้วย
ดีแสนดีด้วยอาหารการบริโภคเกี่ยวกับเนื้อ
สัตว์
แล้วก็เกี่ยวกับยารักษาโรคที่บรรดาแพทย์
ทั้งหลายบอกว่า
อย่างนั้นมีวิตามินแก้อย่างนั้นช่วยอย่าง
นี้บำรุงอย่างโน้น
แล้วร่างกายของคนผู้นั้นก็ยังไม่สดใสเท่า
พ่อ
แต่ว่าพ่ออยู่แต่ในป่ากินแต่ใบไม้กินแต่
ลูกไม้หัวผูกหัวผูกหัวมันทำไมร่างกายของ
พระเตมีนั้นจึงได้มีร่างกายสดใสผิดปกติ
พระเตมีราชกุมาร
จึงกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ
ว่าขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า
การสละความห่วงใย
ไม่ให้มาเกาะเกี่ยวกับจิตใจ
อะไรที่ล่วงไปแล้วก็ไม่ตามคิดเศร้าโศก
แล้วก็ไม่คิดอยากจะได้สิ่งที่ยังไม่มาถึง
พยายามรักษาจิตใจในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน
เท่านั้นจึงทำให้ผิวพรรณของหม่อมฉันเศร้า
หมองพระพุทธเยวขา
มาถึงตอนนี้อาตมาขอแถมสักนิดนึงสำหรับ
บรรดาท่านพุทธบริษัท
ที่พระเตมีตอบแก่พระมหากษัตริย์ผู้เป็น
พระราชบิดานั้นนี่เป็นเรื่องของความจริง
จะเห็นว่าคนที่มีอารมณ์วุ่นวายเนี่ยมี
ร่างกายเศร้าหมองหน้าตาก็เศร้าหมองแก่
เร็ว
แลที่ท่านบอกว่าการสละความห่วงใย
ไม่ให้จิตใจไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่ยัง
ไม่มาถึง
หรือว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว
ว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้วนั่นถึงแม้ว่าเรา
จะไปย้อนคิดมันยังไงยังไงมันก็มาไม่ได้
มันไร้ประโยชน์หมด
สิ่งที่ยังไม่มาถึงเราจะดึงให้มันมามันก็
มาไม่ได้ถ้าเราทุกคนรักษาจิตใจในปัจจุบัน
นี้ให้มันมีความสุข
ความสุขที่จะพึงมีในขณะในปัจจุบันที่มัน
สุขจริงๆนั่นก็คือ 1 อารมณ์ความรัก
คำว่ารักอยู่ที่ไหนจิตใจสบายใจที่ไหน
ให้จิตใจของเรารักอยู่เสมอว่ารักคนและรัก
สัตว์ในโลกนี้ทั้งหมด
เสมอกันเราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใครจิตใจ
มันก็ชุ่มชื่น
ประการที่ 2 มีจิตกรุณาสงสารปรารถนาจะ
เกื้อกูลบุคคลอื่นให้มีความสุข
ถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัยสำหรับเรา
กำลังใจแบบนี้เป็นกำลังใจที่ผ่องใสทำให้
ใจสบาย
การที่ 3 ถ้าจิตใจของเราไม่อิจฉาริษยาใคร
เห็นใครได้ดีพลอยยินดีกับความดีของเขา
แล้วก็ลอกแบบลอกแผนของเขามาประพฤติ
ปฏิบัติใจเราก็เป็นสุข
ประการที่ 4 มีอุเบกขาอย่างที่พระเมีว่า
ว่า
สิ่งใดที่ผ่านไปแม้ว่าจะเป็นวิสัยทำให้ใจ
เราเศร้าโศกเราก็ไม่เศร้าโศก
เพราะว่านั่นมันเป็นเรื่องผ่านไปแล้ว
แล้วสิ่งใดที่เราคิดไว้ว่าอยากจะได้มัน
ยังมาไม่ถึงเราก็ไม่สนใจในมัน
เถือว่าสนใจก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเค้า
ยังมาไม่ถึงทรงอารมณ์วางเฉยไว้ในปัจจุบัน
คิดว่าอะไรจะมาปิสิ่งที่สิ่งใดก็ตามที่
ผ่านไปแล้วก็ช่างมัน
ซึ่งยังมาไม่ถึงก็ไม่สนใจรักษากำลังใจใน
ปัจจุบันคือเวลานี้ให้มันดีไว้
ถ้าทุกคนทำใจอย่างนี้อารมณ์ใจไม่เศร้า
หมองผิวพรรณก็จะผ่องใสเพราะอำนาจความ
ธรรมปีติ
นี่เราจะเห็นกันได้ว่านักที่เจริญสมถะ
กรรมฐานขันธ์วิปัสสนากรรมฐาน
ถ้ากำลังใจของคบุคคลใดเข้าถึงปีติหน้าตา
ของบุคคลนั้นจะมีแต่อาการแช่มชืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกันอย่างชาวบ้านคน
นั้นแก่ยาก
บางทีอายุเกือบจะ 70 ปีชาวบ้านบอกแหมคิด
ว่าอายุ 40 หรือว่าอายุ 50
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะอาศัยกำลังใจของ
เขามีความสุขตามที่พระเตมีท่านตรัส
ในเรื่องชาดกที่บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังไป
บางตอนก็ได้แต่ท้องเรื่องบางตอนก็ได้
ธรรมะตอนนี้เราพบธรรมะกันแล้วฟังไปแล้วก็
คิดด้วยช่วยกันพิจารณา
ต่อไปพระราชาได้ทรงตรัส
ว่าเวลานี้พ่อไม่ได้เป็นคนกิณีแล้ว
พ่อก็ควรจะกลับไปครองราชสมบัติ
เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากเถิด
เพราะว่าเวลานี้บัดนี้พ่อก็เอาเครื่อง
บญญชกุกุพันธ์
ฟังใหม่นะพ่อก็เอาเครื่องเป็นจะ
ราชกุกุธภัณฑ์
มาด้วยแล้วคือเรื่องของกษัตริย์
เครื่องที่กษัตริย์จะครองเมืองน่ะเค้า
ต้องมีอะไรเป็นเครื่องประกอบมั่งเครื่อง
แต่งตัวมีอะไรเครื่องใช้มีอะไรพระราชบิดา
บอกว่าเอามาแล้วนี่ลูก
เมื่อกลับไปถึงบ้านเมืองแล้วก็จะได้เข้า
สู่
ถึงบ้านเมืองแล้วพ่อก็จะสู่ขอลูกของ
กษัตริย์อื่น
ให้มาเป็นในอัครมเหสี
ถ้าลูกอยากจะบวชก็จงบวชเถิดแต่ว่าขอให้
นางนั้นได้มีโอกาสได้มีโอรสเสียก่อน
ตระกูลของเราจะได้ไม่เสียวงไป
ตอนนี้พ่อล่อด้วยเหตุสมการคือ 1 ความเป็น
กษัตริย์ความเป็นใหญ่
ด้วยการที่ 2 ลอดด้วยอำนาจของกามารมณ์คือ
อิสตรี
โปรดฟังคำตอบของพระเตมี
พระเตมีได้กราบทูลพระราชบิดาว่าขอเดชะข้า
แต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
การบวชควรจะบวชแต่เมื่อยังหนุ่ม
เพราะว่าสังขารร่างกายของเราตกอยู่ในคติ
ของธรรมดา
ท่านว่ายังไงต่อฟังของท่านนะเกิดขึ้นมา
แล้วมันก็แก่ท่านว่าอย่างงั้น
แต่ถ้าเมื่อความแก่เข้ามาถึง
ความป่วยไข้ไม่สบายมันก็ตามมานี่ธรรมดา
เป็นเรื่องของสังขารในที่สุดก็ตายไปตาม
สภาพ
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะตายเมื่อไหร่
จะไปนั่งคิดว่าถ้าจะครองราชสมบัติ
แล้วก็มีอัครมเหสเสีย
คิดว่าจะได้พระราชโอรสคือลูกชาย
ความหวังอันนี้มันหวังไม่ได้แน่นอน
ดีไม่ดีเราอาจจะตายเสียก่อนที่จะกลับไป
ถึงพระราชนิเมศก็ได้
พระราชเวดา
เมื่อได้ทรงสดับคำของพระเตมี
ก็กลับทรงมีความเห็นชอบด้วย
ตอนนี้แต่ถ้าว่าท่านก็เตมีก็ตรัสต่อไปว่า
พระราชบิดาก็คงจะทรงเห็นว่าบางคนน่ะ
ลูกตายก่อนพ่อก่อนแม่ก็มี
น้องตายก่อนพี่เหล่านี้ก็มีแล้ว
ถ้าเราจะมัวประมาทในชีวิต
คิดว่าจะอยู่ในโลกอย่างไร
โลกเราถูกครอบงำไปด้วยมัจจุราชคือความตาย
ขอพระราชบิดาลองคิดดูถึงสภาวะของนายช่าง
โหกที่ทอผ้า
ในช่างหูกเขาเรียกทอผ้าสักผืนหนึ่ง
ทอไปทอไปข้างหน้า
ไอ้ข้างหน้ามันก็เหลือน้อยเข้ามาทุกทีทุก
ทีมันก็ใกล้จะเต็มผืนฉั้นใด
ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนั้นพระองค์อย่า
มัวประมาทอยู่เลยพระพุทธเจ้าข้า
ถ้อยคำของพระเตมีนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท
ทั้งหลาย
เมื่อเวลาที่ท่านฟังก็โปรดคิดไปด้วยอาตมา
จะไม่อธิบายเพราะว่าจะได้ไม่ขัดใจชาวบ้าน
ผู้รับฟัง
สำหรับพระราชบิดาเมื่อสดับแล้วก็คิดคิด
อะไรก็คิดอยากจะบวชบ้าง
คิดว่าการบวชเป็นของดีเพราะลูกชายของเรา
นี้มีปัญญามาก
ความจริงตำแหน่งพระราชานี่เราก็รับมาจาก
พระราชบิดาของเรา
พระราชบิดาก็รับมาจากพระเจ้าปู่
พระเจ้าปู่ก็รับมาจากพระเจ้าโทษ
แต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นที่เป็นพระ
ราชาอย่างเราท่านก็สวรรคตไปหมดพระญาติพระ
วงผู้ใหญ่ก็ตายกันไปมากญาติวงผู้น้อยที่
เกิดที่หลังเราก็ตายความจริงลูกชายของเรา
พูดถูก
ความจริงการบวชเป็นของดี
เพราะว่าเราจะคิดตัดห่วงบ่งใยการทำอะไรก็
ตามการครองบ้านครองเมืองคิดถึงความเป็น
ใหญ่
แต่เมื่อความตายเข้ามาถึงแล้วทรัพย์
สมบัติหรืออำนาจราชศักดิ์ที่มีอยู่มันก็
หมดไป
เหมือนกับญาติผู้ใหญ่คือพระราชบิดาหรือ
พระเจ้าปู่เป็นต้น
แต่ทว่า
พระองค์ก็ยังไม่ละมานะ
ที่คิดจะทดลองใจลูกชายดูว่าจะมีความมั่น
คงเพียงใด
ก็ทงตรัสต่อไปอีก
ตอนนี้ตามพระบาลีท่าว่าไว้ชัดว่าไว้สั้นๆ
ว่าทรงตรัสชักชวน
ให้ครองราชสมบัติ
แล้วก็ยกเอากามคุณต่างๆมาลอกไอ้คำว่า
กามคุณนี่หมายถึงผู้ชายต้องการผู้หญิงก็
ได้
หมายถึงว่าอำนาจราชศักดิ์ในการเป็นพระ
ราชามันดียังไง
เป็นใหญ่กว่าชาวบ้านไปไหนก็มีแต่คอคน
เคารพนบนอบมีความเคารพนถือยกย่องในความ
เป็นใหญ่แต่พระเตมีก็ก็ยังคงยืนยันเช่น
นั้น
พร้อมกับอธิบายถึงผลภัยในการครอง
ราชสมบัติมีประการต่างๆ
ตอนนี้ท่านไม่ได้กล่าวไว้ว่าอะไรบ้างจน
พระราชาคือพระราชบิดาตกตตกลงพระทัยว่าจะ
บวช
เป็นอันว่าที่พระพุทธเจ้าถึงกล่าวว่าการ
คบคนเช่นใดย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น
ความจริงพระเตมีนี่ท่านเห็นภายในวัฏฏะก็
เพราะว่าท่านระลึกชาติได้
ความจริงเรื่องการระลึกชาติได้นี่บรรดา
ท่านพุทธพุทธบริษัทเป็นของที่ปฏิบัติไม่
ยาก
จงอย่าไปคิดเอาว่าวาสนาบารมีของเราไม่มี
คำว่าวาสนาบารมีนี่
เอากันแค่บารมีก็แล้วกันคนเรามักจะคิดว่า
บารมีของเรามันน้อย
ถ้าเราจะพิจารณากันจริงๆคำว่าบารมีนี่
เค้าแปลว่าเต็มนะ
อะไรมันเต็มอาตมานี่เคยพบกับความโง่มา
แล้วบารมีก็คือมีกำลังใจเต็ม
ถ้ากำลังใจของเราเชื่อ
เชื่อกฎของธรรมดา
ไม่ใช่ว่าเชื่ออย่างไม่มีเหตุไม่มีผล
เชื่อเหตุเชื่อผลจริงๆ
เรามีสัญญาความจำเราจำได้
เรามีปัญญาเป็นเครื่องคิดเราก็คิดได้
ใช้สัญญากับปัญญาให้มันเกิดผล
ถึงกฎของธรรมดาของร่างกายว่ามันเกิดมา
แล้วมันก็มีความแก่เป็นธรรมดาไม่สามารถจะ
ล่วงพ้นความแก่ไปได้
ท่านเคยเห็นใครมั้ยที่เกิดมาแล้วไม่แก่มี
บ้างมั้ย
แล้วเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วท่านบอกว่าจะต้อง
มีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นธรรมดาไม่สามารถ
จะล่วงพ้นความป่วยไข้ไม่สบายได้
เวลานี้โรงพยาบาลมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
คลินิกของหมอมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
จนกระทั่งหมอที่จะไม่ต้องศึกษาวิชาหมอก็
สามารถจะหากินได้
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนป่วยไข้ไม่
สบายมีมาก
แล้วในที่สุด
เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วเราก็หนีความตาย
ไม่พ้น
มันจะต้องเข้าไปชนกับความตายเป็นของ
ธรรมดา
สิ่งที่เรารักเราปรารถนาเราชอบใจเราก็จะ
ต้องพลัดพรากจากมันไป
อย่างอำนาจราชศักดิ์บรรดาสมบัติทั้งหลาย
สำหรับคนที่มัวเมาอำนาจราชศักดิ์
เมาในทรัพย์สินจนกระทั่งเกิดความประมาท
ไม่สร้างความดี
คนประเภทนี้มีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสุข
เมื่อชีวิตนี้ไม่มีความสุขถ้าตายไปข้าง
หน้ามันก็ไม่มีความสุข
นี่ถ้าใจของเรามีความยอมรับนับถือกฎ
ธรรมดาที่เรามองเห็น
ว่าเกิดแล้วมันต้องแก่
ช่วงที่มีชีวิตอยู่มันก็ต้องป่วยและในที่
สุดมันก็ต้องตาย
ถ้ากำลังใจของเรามั่นคงอย่างนี้
ถ้าเราอยากจะระลึกชาติได้อย่างพระเตมีก็
เป็นของทำไม่ยาก
ทรงอารมณ์ให้ทรงตัวมีกำลังใจแน่วแน่อย่าง
พระเตมี
ที่พระเตมีทรงทราบว่าที่พระราชาคือพระ
ราชวีบิดา
สั่งลงโทษนักโทษ
แล้วพระองค์ก็ทรงหัวระลึกถึงว่าสมัยหนึ่ง
พระองค์เคยเกิดเป็นมนุษย์
นี่ก็เป็นพระราชาอย่างพระราชบิดา
สั่งลงโทษคนแบบนี้ตายแล้วต้องไปตกนรกสิ้น
เวลานาน
รับการทรมานอย่างแสนสาหัส
ที่พระเตมีคิดได้อย่างนี้ไม่ใช่มันจะมี
อารมณ์เกิดขึ้นเฉยๆ
ต้องอาศัยการฝึกมาจนช่ำชองเมื่อสมัยนี้
ที่พระพุทธเจ้าของเรามาเป็นพระเตมีก็
เพราะว่าถึงขั้นปรมัตถบารมีมันคือมีกำลัง
ใจมั่นคงอย่างยิ่งไม่ท้อถอย
วิธีฝึกระลึกชาติได้ถ้าตามแบบก็รู้สึกว่า
จะหนักไปนิดนึง
ถ้าตามแบบนี่เค้าต้องเขียนไปตามแบบ
ถ้าวิธีปฏิบัติก็ปฏิบัติกันอย่างนี้
คือทรงกำลังใจให้ทรงสมาธิ
เจริญอานาปานุสติกรรมฐาน
กำหนดเวลาคุมลมหายใจไว้สัก 2 นาที 3 นาที
ไม่ยอมให้จิตคิดอะไร
เมื่อทรงได้อย่างนี้ทรงคล้องแล้วก็ขยับไป
เป็น 5 นาที 10 นาทีทีมันคงอยู่
ขณะที่ภาวนาแล้วพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจ
เข้าหายใจออกจิตจะอยู่ตามอารมณ์ที่เรา
ต้องการ
ได้นานประมาณสัก 10 นาทีก็พอ
แต่สามารถจะทรงให้ได้รวดเร็วตามความ
ต้องการ
หลังจากนั้นถ้าสมมุติว่าท่านทั้งหลายไม่
เคยได้ทิพยุญาณมาก่อน
แล้วก็จับภาพพระพุทธรูปก็ได้
จับภาพพระพุทธรูปถือว่าเป็นกสิล
พระพุทธรูปเราจับท่านนึกถึงพระพุทธเจ้า
เป็นพุทธานุสติกรรมฐาน
ถ้าเอาใจจับภาพพระพุทธรูปไว้จนใจจำภาพพระ
พุทธรูปได้ภาพพระพุทธรูปก็ปิญกสิล
ถ้ามีสภาวะแจ่มสายใจทรงตัวดีก็ลองฝึก
ถ้าเราต้องการจะรู้อะไรสักหน่อยหนึ่งคิด
ว่าภาพนี้จนหายไปสิ่งนั้นจนปรากฏ
ภาพสิ่งนั้นก็จะปรากฏเราจะต้องพยายามหัด
ฝึกเสมอ
จนกระทั่งด้านทิพยานนี้คล่องตัวแล้วเมื่อ
คล่องตัวเข้าถึงฌานที่ 4
ผลที่จะพึงได้มาก็คือ 1 ทิพยุญาณ
สามารถจะเห็นผีเห็นเทวดาเห็นนรกเห็น
สวรรค์
เห็นอะไรต่ออะไรได้ตามความต้องการแม้แต่
คนอื่นเขานั่งอยู่ที่ไหนเราก็เห็นไกลแสง
ไกลอยู่ขั้วโลกนี้อาจจะรู้เรื่องของขั้ว
โลกโน้นก็ได้
เห็นได้ตามความประสงค์
ด้วยประการที่ 2 เมื่อจิตเข้าถึงฌาน 4 ผล
ที่ตามมาก็คือจุตูปปาทาน
รู้ว่าคนสัตว์ที่เกิดมานี้ก่อนจะเกิดมา
จากไหน
ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน
3 ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
สามารถระลึกชาติได้ตามความต้องการ
4 เจโตปริยาณ
สามารถจะรู้กำลังใจของเราว่าเวลานี้ใจของ
เรามีกิเลสอะไรฝังอยู่บ้างอื
แล้วสามารถจะรู้กำลังใจของพวกคนอื่นว่า
เขาได้อะไรเขายังมีกิเลสมากน้อยเพียงใดเ
มีความสุขความทุกข์เพราะเรื่องอะไรเป็น
สำคัญ
แล้วก็อตีตังวิญญาณสามารถจะรู้เรื่องราว
ในอดีตของตัวเองก็ได้ของบุคคลอื่นก็ได้
ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง
อนาขอโทษอดีตที่ล่วงมาแล้วนะสามารถจะรู้
เรื่องราวของเราในอดีตหรือบุคคลหรือวัตถุ
หรือสัตว์
ว่าก่อนนี้เป็นอะไรอนาคต
รู้เรื่องราวในอนาคตทุกอย่างได้
ปัจจุปนังสญญาณเวลานี้ใครอยู่ที่ไหนทำ
อะไรบ้างมีสุขมีทุกข์ประการใดเรารู้
ยถาุตตาญาณ
ผลที่เกิดความเดือดร้อนกับเราก็ดี
มีความสุขกับตัวเราเองก็ดีหรือกลับบุคคล
เองก็ดีเป็นเพราะอะไรเป็นผลในอดีต
ปัจจุบันเรารู้
นี่เรื่องราวที่พระเตมีท่านบอกว่าระลึก
ชาติได้นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
หลักสูตรในพระพุทธศาสนาของเรามี
ถ้าว่าเราตั้งใจกันจริงๆแล้วก็สิ่งทั้ง
หลายเหล่านี้มันเป็นของฝึกไม่ยาก
คำว่ายากเห็นไม่ยากก็อยู่ที่ตัวของท่าน
เอง
ไม่มีใครที่จะไปจะยกจอก่อปั้นให้คนนั้น
ได้ดีคนนี้ได้ดีอันนี้ทำไม่ได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสแต่เพียง
ว่าอัขาตาโรตถาคตา
ตถาคตน่ะเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น
เหมือนกับครูสอนเด็กนักเรียนครูมีความ
หวังเดียวหวังดีกับนักเรียนนักศึกษา
แต่ว่านักเรียนนักศึกษาไม่สนใจในถ้อยคำ
หรือวิชาความรู้ความประพฤติที่ครูสอนครู
ก็ไม่สามารถจะทำให้เขาดีได้ฉันใด
แม้การประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน
ขององค์สมเด็จพระจอมไตรก็เช่นเดียวกัน
ถ้าหากว่าเราไม่ปฏิบัติตามท่านกำลังใจเรา
ไม่เข้มแข็งมันก็ไม่
ถ้ากำลังใจเข้มแข็งแค่ทิพยุขเป็นฌานโลกีย
ตามที่ท่านเคยปฏิบัติกันได้ท่านบอกว่า
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเรื่องเล็กๆ
เหมือนกับว่ากินข้าวตักข้าวในจานข้าวปาก
เท่านั้นก็สามารถทำได้ดี
ต่อนี้ไปก็ฟังเรื่องของว่าเตมีอีกหน่อย
นึงเวลามันใกล้จะหมดอาตมาก็ชวนท่านแวะ
ข้างทางซะด้วยขออภัยด้วยแต่เพื่อเป็น
ประโยชน์จะหาว่าเครื่องเหลวไหลเพราะ
เรื่องนี้อาตมากล้าทดกล้าท้าให้ท่านทั้ง
หลายลองปฏิบัติ
เพราะว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จ
พระทรงสวัติโสภาคไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเป็น
ของทำได้
เวลานี้เด็กตัวเล็กๆยังหลานชายท่านพลโท
โทนทอง
แห่งกองบัญชาการอาหารสูงสุดเธอทำได้ดีคน
หนึ่งอายุ 10 ปีคนหนึ่งอีกคนหนึ่งอายุ 7
ปีนะที่พูดนี่เป็นเดือนสิงหาคม 2521
ว่าเดี๋ยวเสียงมันค้างไปหลายปีก็จะคิดว่า
เธออายุเท่านั้นเธอฝึกประเดี๋ยวเดียวเธอ
ก็ได้เพราะว่าเด็กไม่มีข้างบน
ต่อไปองค์สมเด็จพระทศพลทรงเล่าเรื่องต่อ
ไป
เมื่อพระราชาตั้งใจจะบวชตัดสินพระทัยแน่
ว่าโบวชแน่
จึงทรงให้เอากลองไปตีประกาศว่าสมัยนั้น
ไม่มีขยายเสียงไม่มีวิทยุ
ใครอยากจะได้อยากจะบวชในสำนักของพระเตมี
ก็จงบวชได้ตามอัธยาศัย
และมิใช่แต่เท่านั้น
โยงยังทรงให้เขาจารึกเป็นตัวอักษรเป็น
หนังสือคำสั่ง
ลงในแผ่นทองคำ
เอาไปติดไว้ที่เสาท้องพระโรงท้องพระโรง
สมัยนั้นก็บ้านธรรมดาๆดาเข้าง่ายออกง่าย
ทรงประกาศว่าใครต้องการทรัพย์สมบัติใดๆ
ในคลังหลวงจงนำเอาไปตามความประสงค์ขนไป
ตามสบาย
พร้อมกันนั้นก็สั่งให้เปิดพระคลังทั้ง 12
พระคลัง
เพื่อไอ้คนที่ปรารถนาจะได้เอาไปจะได้ขน
ได้ไปตามชอบใจ
บรรดาประชาราษฎรทั้งหลายก็พากันแตกตื่น
ความจริงไม่ใช่แตกตื่นไปไหนไม่ใช่แตกตื่น
ไปขนทรัพย์ขนศีลพากันแตกตื่นไปบวชในสำนัก
คำว่าเตมี
บ้านเรือนก็พากันเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีใคร
สนใจ
บรรดาบริเวณป่าที่พระเตรมีอยู่ที่นั่น
ท่านกล่าวว่ามีปริมาณยาว 3 โยชน์กว้าง 3
โยชน์
เต็มไปด้วยดาบท
กันดาบัสินีหมายความว่าดาบก็คือฤาษีผู้
ชาย
ตาบินตาปินีก็ได้ฤาษีผู้หญิง
ท่านกล่าวต่อไปขอพูดอีกนิดนึงเวลาเหลือ 1
นาที
บรรดารถช้างและม้าที่พระราชานำมาแต่เมือง
ต่างๆแต่เมืองก็ให้ปล่อยไม่ต้องรักษา
ปล่อยมันให้ทรุดโทรมผูกพังไปตามสภาพ
ช้างม้าก็ปล่อยเข้าป่ากลายเป็นช้างป่าม้า
ป่าไป
เป็นอันว่าบ้านเมืองทั้งหลายบ้านเมือง
นั้นก็กลายเป็นบ้านร้างเมืองร้างทรัพย์
สินทั้งหลายไม่มีใครสนใจ
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพระธรรมเทศนาที่
พระเตมี
ท่านแสดงออกมามีเหตุมีผลสร้างคนให้เกิด
ความเลื่อมใสแล้วบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ทั้งหลายมองดูเวลาก็หมดเสียแล้ว
ก็ต้องยุติก่อน
สำหรับวันนี้ขอลาบรรดาท่านพุทธบริษัทสัต
กลับก่อนขอความสุขสวัสดิพันนมงคล
สมบูรณ์พุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
เรื่องของพระเตมีตอนจบ
ก็คงจะจบกันวันนี้
เป็นอันว่าเมื่อพระราชา
ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเตมี
ตัดสินพระทัยแน่นอนว่าบทแน่
จึงประกาศแก่บรรดาประชาชนทั้งหลายซึ่ง
เป็นข้าราชบริพาร
ว่าใครจะบวชแก่พระเตบีบ้างก็อนุญาต
และนอกจากนั้นก็ยังประกาศ
ว่าทรัพเอ่อทรัพย์สินทั้งหลายในท้องว่า
คลังทั้ง 12 ว่าคลังให้เปิด
แล้วใครต้องการก็เชิญขนไปได้ตามอัธยาศัย
ตอนนี้พระองค์ไม่ต้องการแล้วเรื่องทรัพย์
สินทั้งหลายเห็นด้วยกับพระเตมี
เป็นอันว่าบรรดาประชาชนทั้งหลายก็พากัน
แตกตื่น
แต่ไม่ยักตื่นไปขนทรัพย์ขนศีล
พากันแตกตื่นมาบวชกับก็เตมมีป่าเต็มไป
ด้วยสถานที่ 3 โยชน์
ก็เต็มไปด้วยผู้คนคือดาบดาปัสสินีคือคือ
ว่าฤาษีผู้หญิงฤาษีผู้ชาย
ทางม้าทั้งหลายก็ปล่อยเข้าไปป่าหมดราชรถ
ที่สวยสดงดงามก็ปล่อยให้ผูพัง
นี่เป็นเนื้อความที่กล่าวมาแล้วในวันก่อน
วันนี้ก็จะขอกล่าวกล่าวต่อไป
ท่านกล่าวว่าเมื่อพระราชาบวช
คนในเมืองนั้นบวชหมดก็กลายเป็นเมืองร้าง
ก็มีพระราชาที่อยู่ประเทศใกล้เคียง
ทราบว่ากรุงพาราณสีห์
ไม่มีผู้คุ้มครองรักษานี่
ก็พากันยกคนโยธามาจะยึดครองไว้ในอำนาจ
นี่แะบรรดาท่านพุทธบริษัท
ที่พระรัฐบาลท่านพูดกับพระเจ้าโกรยะ
ท่านบอกว่าโลกล่องอยู่เป็นนิเป็นทาตของ
ตัณหา
อันนี้เอาแทรกเข้ามานิดนึงเพราะเรื่องมี
นิดเดียวจะจบ
ท่านบอกว่าโลกนี่มันพร่องอยู่เป็นนิจเป็น
ทาตของตัณหาแต่ความจริงท่านพูดมา 4 ข้อ
อาตมาขอใช้ 2 ข้อถ้าพูด 4 ข้อมันยาวเกิน
ไป
เนื่องด้วยว่าพระรัฐบาลท่านชื่อรัฐบาล
ไม่ใช่ท่านเป็นรัฐบาล
ถ้ารัฐบาลนี้ท่านเป็นลูกชายของเศรษฐีเป็น
ลูกคนเดียว
มาพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ฟังพระธรรมเทศนานานแล้ว
ก็อยากจะบวชอยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระ
ปทแก้ว
จึงเข้าไปหาพระองค์ขออนุญาตบวชในตอนนั้น
พระเจ้าสุทโธนมหาราช
ได้ขอพระราชทานพรกับองค์สมเด็จพระผู้มี
พระภาคเจ้าไว้
เพราะอาศัยที่พระราหก็ดีพระนันทะก็ดีที่
เป็นรัชทายาทจะได้ครองราชสมบัติ
แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก็ทรงให้โบสถ์
ไปจนหมด
ันนี้พระราชบิดาเห็นว่าองค์สมเด็จพระ
บรมสุคตเอาคนบวชแบบนี้พ่อแม่เขาจะเสียใจ
จึงได้ขอพรกับองค์สมเด็จพระจอมไตรพันเตี
ภะควาข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า
ต่อแต่นี้ไปถ้าจะให้ใครบวชก็ให้ลูกไปขอ
อนุญาตผู้ปกครองเสียก่อน
คือขออนุญาตพ่อขออนุญาตแม่ถ้าพ่อแม่ไม่มี
ก็ต้องขออนุญาตผู้ปกครองซึ่งใครเป็นผู้ปก
ครอง
ถ้าผู้ปกครองอนุญาตแล้วจึงจะให้โบสถ์ได้
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้สั่งให้
ท่านรัฐบาล
ซึ่งเป็นลูกของมหาเศรษฐีว่าถ้าต้องการจะ
บวชต้องขออนุญาตพ่อกับแม่เสียก่อน
สำหรับท่านพ่อท่านแม่เห็นว่าสมบัติมีมาก
แล้วก็มีลูกชายคนเดียว
จึงไม่เห็นด้วยกับการบวชของลูกชายอยากจะ
ให้ลูกชายปกครองทรัพย์สิน
นี่ถ้ามีสภาพคล้ายๆพระเตมี
เมื่อไม่ได้รับญาติท่านก็เลยนอนไม่กิน
ข้าวไม่ไปไหนทั้งหมดยอมตาย
ต่อมาบิดามารดาอ้อนวอนเท่าไหร่ฉันก็ไม่
ยอมรับฟัง
จึงแปลเพื่อนมาช่วยกันชักชวนให้อยู่ท่าน
ก็ไม่ยอมรับฟัง
บรรดาเพื่อนทั้งหลายจึงได้แนะนำท่านบิดา
มารดา
ว่าการบวชเป็นของลำบาก
ย่อมมีความปรารถนาไม่สมหวัง
อยากจะกินร้อนอาจจะได้เย็น
อยากจะกินเย็นอาจจะได้ของร้อน
แล้วบางทีอาหารก็ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ไม่
ไม่เหมือนกับอยู่ในฐานะเป็นเศรษฐี
คิดว่ารัฐบาลนี้ถ้าบวชแล้วก็คงจะทนไม่ไหว
ไม่ช้าก็จะสึกมาเอง
ควรจะอนุญาตให้บวชดีกว่าจะปล่อยให้เธอตาย
ท่านมหาเศรษฐี 2 ตายายเห็นด้วยจึงอนุญาต
ให้บวชเมื่อบวชเสร็จพระรัฐบาลไม่ใช้ก็ได้
เป็นพระอรหันต์
ต่อมาได้พบบิดามารดาแล้วก็เข้าไปในพระ
ราชุคยานของพระเจ้าโกรยะอยู่ใกล้
ก็ตามธรรมดาเศรษฐีสมัยนั้นคนที่จะเป็น
เศรษฐีได้พระราชาต้องแต่งตั้ง
แล้วก็มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นที่ปรึกษาของ
พระราชา
เหมือนกับรัฐบาลปัจจุบันที่เอาพ่อค้าแม่
ค้าและคนที่เมีความรู้มาปรึกษา 5 เพื่อ
ช่วยแก้เศรษฐกิจ
รัฐบาลนี้ทำเหมือนรัฐบาลสมัยก่อนสมัยเก่า
โน้นคือไม่ถือว่าใครเป็นใครจะเป็นใครก็
ตามถ้ามีความสามารถแล้วก็ใช้ได้
ศึกษาหารือกันเพื่อความอยู่รอดของบ้าน
เมืองความมั่นความมั่นคงของบ้านเมือง
อย่างนี้ดีใจกว้างอย่างนี้ดีใช้ได้
ซึ่งต่างกับการเวลามีพรรค
เวลามีพรรคบางทีพรรคอื่นเห็นว่าอย่างนี้
ดีแต่คิดว่ารอให้เราเป็นรัฐบาลดีกว่า
ถ้าเราเป็นรัฐบาลเราจึงจะทำแบบนั้นถ้าเรา
ไปแนะนำเขาเข้าเดี๋ทำดีเขาจะดีกว่าเรา
อย่างนี้ไม่ดี
ใจแคบเกินไป
ฉะนั้นเมื่อพระรัฐบาลเข้าไปในพระราชุทยาน
พระเจ้าโกรับะมาพบเข้าจึงถามว่าท่าน
รัฐบาล
ท่านเป็นลูกมหาเศรษฐีบททำไมมั่งมีทรัพย์
เป็นฆราวาสก็มีความสุข
พระรัฐบาลท่านตอบไป 4 ข้อแต่ว่าอาตมาเอา
มาแค่ 2 ข้อถึง 4 ข้อวันนี้เรื่องมีจบ
ท่านตอบว่าโลกคล่องอยู่เป็นนิเป็นทาตของ
ตัณหา
พระเจ้าโกรยะไม่เข้าใจจึงถามว่าไอ้โลก
คล่องอยู่เป็นนี้ทำไมเป็นยังไง
ก็ถามว่าสมมุติว่า
มีเมืองหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มีมั่งมั่งคั่งแต่
ว่ามีกำลังน้อย
พระองค์สามารถจะยึดเมืองนั้นได้ด้วยโดย
ไม่เสียกำลังเลือดเนื้อพระองค์จะเอามั้ย
พระเจ้าโกรยะก็ตอบว่าเอาผมเอาแน่
นก็ท่านก็ถามไปหลายๆเมืองทั้งหมดแบบนั้น
พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าเอากี่เมืองกี่เมือง
ก็เอาทั่วโลกก็เอา
พระรัฐบาลจึงได้ตอบว่าถวายพระพรว่าขออ้า
มหาราชะขอถวายพระพร
นี่โลกมันพร่องอย่างนี้คือใจมันไม่เต็ม
มีเท่าไหร่มันก็ไม่พอ
เพราะการที่พระองค์ปรารถนาอยากจะได้เมือง
ทุกเมืองที่มีกำลังน้อยกว่า
แล้วสามารถจะยึดได้โดยง่ายดาย
นี่แสดงว่ากำลังใจมันพร่อง
ล่องแล้วก็เป็นธาตุแห่งตัณหาคือธาตุแห่ง
ความอยาก
ความจริงเมืองเดียวเท่านี้พระองค์ก็ไม่
สามารถจะปกครองมันได้ตลอดกาลตลอดสมัย
พระเจ้าโกรยะถามว่าเพราะอะไร
ท่านก็จึงได้ตอบว่าเมืองๆนี้พระองค์ปก
ครองมาตั้งแต่เมื่อไหร่รับมาจากใคร
พระเจ้าโกรยะก็ได้กล่าวบอกว่าตอบว่ารับมา
จากพระราชบิดา
แล้วท่านก็ถามว่าพระราชบิดาของพระองค์
เวลานี้ไปไหน
พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าท่านสวรรคตไปแล้วก็
ถามต่อไปว่าพระราชบิดาได้ปกครองเมืองนี้
จากใคร
พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าได้จากปู่ถามเรื่อย
ไปถึงปู่ถึงทั่วตามลำดับ
ก็ถามว่าคนพวกนั้นไปไหน
พระเจ้าโกรยะก็ตอบว่าตายหมดแล้ว
พระรัฐบาลยังได้บอกจึงได้ตรัสนะพูนกับพระ
เจ้าโกรยะว่า
ก็เพราะเช่นนั้น
แม้แต่เมืองเดียวเพียงเท่านี้พระองค์ครอง
ต่อไปไม่ช้านานเท่าใดก็สวรรคต
จะมีประโยชน์อะไรกับครองโลกทั้งโลก
เป็นอันว่าพระเจ้าโกรย
ด้วยกล่าวนี่ก็เช่นเดียวกัน
พระราชาที่อยู่ใกล้เคียงได้ทราบว่ากรุง
พาราณสี
ไม่มีคนปกครองนักศึกษานี่ก็เกิดเป็นจิต
คล่องเข้ามาแล้วเป็นทาสของตัณหาเกิดความ
อยาก
อยากจะได้เมืองพาราณสือเข้ามาครอง
จึงได้ยกพหลพลโยธามากมายหวังจะมายึด
ไว้ในอำนาจคิดว่าต้องการรบ
รบหรือไม่รบเราก็จะบังคับถ้าไม่รบก็ดีถ้า
รบก็รบกันในเมื่อไม่มีผู้ปกครองแล้วไอ้คน
มันก็แตกกระสันซึ่งกระเส็นขาดความสามัคคี
ขาดผู้นำ
หรือมีผู้นำแต่ผู้นำไม่ดีแล้วก็ยึดได้
ในเมื่อมาถึงกลับเห็นประกาศของพระเจ้า
กาสิตราช
ติดไว้
ว่าใครต้องการทรัพย์สมบัติในท้องสั่งอยาก
ได้อะไรจงเอาไปตามความปรารถนา
ความสงสัยเอ๊ะนี่เยังไงกันแน่
แทนที่เขาจะหวงอย่าอยากได้อย่างเราเขาก็
ประกาศแจก
แล้วไปดูตามท้องเ้าไม่มีเปิดโรค
ของก็อยู่เต็ม
แถมแล้วก็ดูคนเหล่านั้นก็ไม่มี
ตามบ้านตามเรือนต่างๆไม่มีคนสักคน
นับตั้งแต่เข้ามาจากเขตของประเทศจน
กระทั่งถึงใจกลางเมืองหาคนไม่ได้
บ้านช่องของบรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่า
นั้นก็เปิดทิ้งไว้ทรัพย์สมบัติมีเก่งกลาย
ไม่มีคนก็แปลกใจ
เป็นอันว่าเพราะอาศัยที่คนทั้งหลายเหล่า
นั้น
เขาออกไปบวชอยู่ในป่าสมุดทิ้งบ้านทิ้ง
เรือนเปิดประตูบ้านเปิดประตูเมือง
หาไม่ก็ไม่มีคนปิดเนี่ยมันไม่มีคนปิดมัน
ก็เปิดเ้าไปเค้าเปิดเทิ้งไปเ้าไม่ก็กลัว
ขโมสร
แต่ว่าบรรดาทรัพย์สมบัติทุกอย่างทั้งบ้าน
ทั้งเมือง
อยู่ครบถ้วน
พระราชาองค์นี้ก็เกิดแปลกใจไอ้นี่มันยัง
ไงกันแม่ไอ้เมืองนี้
มันตายกันหมดหรือยังไง
บ้านเมืองบ้านทั้งบ้านทั้งเรือนทั้งบ้าน
ทั้งเมืองไม่มีใคร
เมื่อแปลกใจว่าไอ้ยกเข้ามาเมืองนี้คิดว่า
จะต้องสู้กันใหญ่ก็ไม่มีการสู้ไม่มีคนสัก
คนกลายเป็นเมืองร้าง
ชักสงสัย
ทราบข่าวว่าเวลานี้ท่านเตมีที่เคยใบ้ท่าน
ไม่ใบ้ไปโหวตอยู่กลางป่า
ก็เลยยกพหลพลิโยธาตามเข้าไปในป่านะจะไปดู
ตนี้ไม่ไปไม่ไปรบหรอกเพเมื่อบ้านเมืองเ้า
ไม่เอาแล้วเบอกใครจะเอาก็เอาเถิดทรัพย์
สมบัติทั้งหลายก็มาเข้าไปยินป่า
ไปพบบรรดาพระราชาและพลเมือง
บวชเป็นฤาษีเป็นนักพดอยู่ในป่าในที่นั้น
เต็มไปหมด
ในระยะทางกว้าง 3 โยชน์ยาว 3 โยชน์นี่ไม่
ได้เหลือเลยเต็มหมด
แล้วเมื่อเข้าไปจึงแถม
พระเตมีก็ให้วาดกับพระมหากษัตริย์เขอีก
แล้วพระเตมีก็ให้อาวาสตามเดิมว่าขอถวาย
พระพรพระมหาบพิต
การที่พระมหาบพิตยกทัพมาจะยึดราชสมบัติก็
เป็นของง่าย
แต่ว่าพระองค์คิดหรือเปล่าว่าพระองค์จะ
ไม่ตาย
การปกครองราชสมบัตินี่ตายกันทุกคน
ถ้าหากว่าจะตายด้วยอำนาจของความโลภ
ตายแล้วก็ต้องต่อนรก
เพราะมัวเมาในชีวิตการที่คิดว่าจะมีชีวิต
อยู่ตลอดกาลตลอดสมัยสำหรับบุคคลนั้นไม่มี
เป็นอันว่าความสุขที่แท้จริงนี้ก็คือการ
ละทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่สนใจกับวัตถุใดๆไม่สนใจกับชีวิตเลือด
เนื้อร่างกาย
เพราะว่าร่างกายนี้มันเป็นของภายนอกมัน
ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเรา
ไม่มีอำนาจที่จะบังคับบัญชามันได้ถ้าเรา
ติดอยู่ในทรัพย์บัติติดอยู่ในร่างกายติด
อยู่ในกามคุณมันก็เป็นปัจจัยของความทุกข์
มันหาความสุขอะไรไม่ได้เพราะทุกสิ่งทุก
อย่างในโลกไม่ใช่ของใครไม่มีใครมีอำนาจ
แม้แต่ร่างกายของเราเองที่ครองอยู่เราก็
ยังไม่มีอำนาจจะบังคับตา
เมื่อเรายังหนุ่มอยู่เราไม่ต้องการให้มัน
แก่มันก็จะแ
เราร่างกายยังทรงอยู่เรามีหมอดียาดีโรค
สามารถจะบำบัดโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่าง
ดีแต่ก็ห้ามปรามคำว่าการป่วยไข้ไม่สบาย
ไม่ได้
เมื่อถึงเวลาที่จะตายจะมีอำนาจวาสนาบารมี
เป็นพระราชาปกครองโลกคือเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ
เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมากมี
บริวารมากมีทรัพย์สินมากแต่ก็ห้ามความตาย
ไม่ได้
ฉะนั้นพระองค์จะไปทรงหลงใหลอะไรก็ทรัพย์
ภายนอก
ควรรักษากำลังใจให้ดีมีความบริสุทธิ์ทาง
จิต
คิดโดยธรรมแสวงหาความสุขทั้งในชาตินี้และ
ชาตินาน
คือการตัดกังวลทั้งหมดสิ่งใดที่ล่วงกัน
แล้วก็แล้วกันไปอย่าตามนึกถึงสิ่งใดที่
ไม่มาถึงก็จงจะดึงเข้ามา
รักษากำลังใจเวลานี้ของเราให้ดีกว่าให้
จิตบริสุทธิ์จะมีความสุข
ดูตัวอย่างพระราชบิดาพระราชบิดาของอาตมา
เองก็ดี
ถึงแม้แต่ตัวอาตมาเองนี่ก็ดีกลับเข้าไปใน
เมืองเมื่อไหร่เป็นพระราชาเมื่อนั้น
ถ้าอาตมาไม่ได้เห็นความสุขในความเป็นพระ
ราชา
ก็มีภาระมากจึงต้องการบวชการบวชอย่างนี้
มีความดี 2 อย่าง
คือชีวิตเป็นสุขเพราะไม่มีกังวลในชาตินี้
ถ้าตายจากความเป็นคนอย่างน้อยที่สุดก็
ประเสริฐกับเทวดา
ซึมีความสุขกว่ามนุษย์หลายแสนครับ
เป็นอันว่าเมื่อพระเตมีให้อาวาสโดยใจความ
เพียงเท่านี้พระราชาเห็นด้วย
เห็นด้วยกับพระเตมี
จึงคิดในใจว่าเอไอ้การหลีกเล้นจากความ
วุ่นวายมาหาความสุขอย่างนี้มันเป็นของดี
ตกลงใจ
พากันทั้งพระราชาก็ดี
ทั้งบรรดาพวกหนพลโยธาทั้งหลายก็ดีก็พากัน
ละ
ช้างละม้าตลอดเครื่องสัตตราาวุธที่คิดว่า
จะมารบ
เอาอาวุธภายนอกคิดว่าจะมารบจะยึดเมืองแต่
ว่าโดนอาวุธภายในคือกำลังใจบริสุทธิ์ของ
พระเมีเจ้าวางอาวุธกันหมดกัน
และทุกคนก็ต่างพากันบวชอยู่ในสำนักของพระ
เตมี
เป็นอันว่าบริเวณป่านั้นก็ดาดาษไปด้วยรถ
ที่ผูกพังและทดโม
สัตว์ป่าก็พากันวิ่งไปเก่งกาดสมุดเพราะ
สัตว์เมืองกลายเป็นสัตว์ป่า
ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าบรรดาสัตว์
เมืองทั้งหลายเหล่านั้นเดิมทีเป็นสัตว์
ป่าแต่ว่ามนุษย์ใจโหดหมดความเมตตาป่านำ
เอาสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เมืองเอามาเป็น
ธาตุลับใช้
เวลานี้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้รับ
อิสรภาพเพราะความดีของ
แต่ว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง
หมดล้วนแล้วแต่เชี้ยงๆรวมกันอยู่ใกล้ๆก็
ค่อยอยู่กับคนมาอยู่กับบรรดาฤาษีผู้หญิง
ฤาษีผู้ชายบรรดาฤาษีทั้งหลายเหล่านั้น
บำเพ็ญทานสมาบัติ
นะอยู่ในป่า
ท่านก็พากันบำเพ็ญฌานสมาบัติจนถึงได้ฌาน
สมาบัติตามกัน
หลังจากตายจากความเป็นคนทั้งหมด
บรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้นก็ไปเกิดเป็นใน
เทวโลก
แล้วไปเกิดเป็นเทวดาบ้างไปเกิดเป็นพรหม
บ้าง
นี่เป็นอันว่าเมื่อองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้า
ทรงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของพระองค์ใน
สมัยเมื่อพระเป็นพระเตี
พระองค์สมเด็จพระชินสีทรงเห็นโทษของการ
ครองเรือนว่ามันเป็นภพอย่างนี้
เมื่อจบชาดกองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดา
จึงได้ทรงตว่าพระเจ้ากาสิกราชสมัยนั้น
คือืมก็มาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธนมหาราชัใน
สมัยนี้พระนางจันทร์เทวีก็มาเป็นพระนาง
นิมายามหาราชเทวี
อหังเอวะพระเตมีสมัยนั้นก็มาเกิดเป็น
ตถาคตในสมัยนี้บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่า
นั้นก็มาเกิดเป็นพุทธบริษัทเวลานั้นเมื่อ
จบพระธรรมเทศนาคือเล่าความเป็นมาของพระเี
แล้วหลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
ก็ทรงแสดงอริยสัจ
ให้บรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้รับ
ทราบ
ว่าภิกเว
ภิกษุทั้งหลาย
กฎธรรมดาของโลกที่มีมานี้ก็คือทุกข์
โลกทั้งโลกนี่เราจะหาความสุขอะไรไม่ได้
เธอทั้งหลายจะมองเห็นว่าคนในโลกทั้งหมด
เค้าคิดว่าสุขเกิดจากทรัพย์สิน
สุขเกิดจากอำนาจวาสนาบารมีที่มีมากปกครอง
คนมาก
สามารถมีทรัพย์มากสามารถจะบังคับใครต่อ
ใคร
แต่ว่าคนทั้งหลายเหล่านั้นเนื้อแท้จริงๆ
มีแต่ความทุกข์หาความสุขอะไรไม่ได้
ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งทุกข์ภายนอกก็มีอยู่
แต่ทุกข์ที่เป็นศัตรูติดตามเราตลอดเวลาก็
คือร่างกายและจิตใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายเมันมีสภาวะแห่ง
ความเป็นทุกข์
ทุกข์จักหนึ่งความร้อนเกินไปเราไม่ชอบใจ
ร้อนมันก็ร้อน
เมื่อความร้อนเราไม่ปรารถนาด้วยความร้อน
ความร้อนมันเกิดขึ้นกำลังใจก็ไม่ทุกข์
เพราะกายมันร้อน
เย็นเกินไปหนาวเกินไปเราไม่ชอบใจ
ถ้าเราไม่สามารถจะหนีความหนาวได้ใจมันก็
เป็นทุกข์
แต่ความจริงกายมันไม่บ่นใจมันบ่น
ความหิวก็เป็นปัจจัยของความทุกข์
ความกระหายก็เป็นปัจจัยของความทุกข์
ความปรารถนาไม่สมหวังคือเราเกิดแล้วเป็น
หนุ่มเราไม่อยากแก่มันก็จะแก่
เราไม่อยากป่วยมันก็จะป่วยเราไม่อยากตาย
มันก็จะตายเมื่อความปรารถนาไม่สมหวัง
อย่างนี้ก็ไม่ทุกข์อยู่คนเดียวก็ทุกข์มี
คู่ครองมากเท่าไหร่ทุกข์มากเท่านั้น
มีภาระจิตมากเท่าไหร่ก็ทุกข์มากเท่านั้น
คนจนทุกข์อย่างคนจนคือทุกข์น้อยเพราะ
ทุกข์กลัวไม่พอกิน
คนที่ร่ำรวยทุกข์อย่างคนรวยคือมีไม่เท่า
นี้อยากจะได้เท่าโน้นมีเท่าโน้นอยากจะได้
เท่านั้นแต่เสียแต่กายมากเกินไปใจก็มีแต่
ความทุกข์เกรงว่าความปรารถนาที่ตั้งใจไว้
ไม่สมหวัง
บางคนมีเงินมีทองมากมายอยากจะรวยใหญ่ยิ่ง
ไปกว่านั้นลงทุนทุ่มเทือลงไปในที่สุดตาย
แล้วเอาอะไรไปไม่ได้เป็นอันว่าเมื่อเขา
อยู่เขาก็เป็นทุกข์ทุกข์เติดทรัพย์สินติด
สมบัติภายนอก
ติดอารมณ์ความโก้ความโก้ความแก๋กันในการ
มีอำนาจวาสนาบารมี
แต่เนื้อแท้จริงๆบุคคลทั้งหลายเหล่านี้
ไม่มีใครเป็นสุข
ทุกข์ไม่เกิดได้เพราะอำนาจของตัณหาคือ
ความพยานอยากที่ไม่รู้จักจบ
ตามที่พระรัฐบาลท่านว่าโลกปล่องอยู่เป็น
ทาตของตัณหานี่เป็นปัจจัยของความทุกข์
ถ้าเราจะหลีกเล้นความทุกข์เราก็ต้องต้อง
ทำลายเหตุของทุกข์เสีย
ทุกข์มันจะมีมาได้เพราะอาศัยตัณหาคือความ
อยาก
การตัดตัณหาความอยากให้พินาศไปก็ได้แก่
อริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น
แล้วก็มีสัมมามาสมาธิเป็นปริโยสา
แต่ว่ามรรค 8 ประการนี้ย่นลงมาแล้วได้ 3
อย่างคือศีลสมาธิปัญญา
ถ้าทุกคนมีศีลบริสุทธิ์
ทุกคนก็มีความสุขอย่างหยาบ
แต่ถึงยังไงก็ดีตายแล้วไม่ไปตกในอบายภูมิ
ทุกคนมีศีลนี่ทุกคนจะมีแต่ความสุขสีเลนะ
สุคติงยัง
ถ้าเรามีศีลด้วยกันทุกคนไม่ฆ่ากันไม่รัก
ไม่ขโมยกันไม่ยึแย่งความรักกันไม่โกหกงด
ทฤกัน
ไม่ทำสติสมัยย้ายฟั่นเื่อนในการดื่มสุรา
มีอะไรใจมันก็เป็นสุขทุกคนก็เป็นมิตรกัน
โลกทั้งโลกจะเป็นสุขโลกทั้งโลกจะมีแต่
ความอุดมสมบูรณ์
ได้เกิดสีเลนโภคสมทาน
เพราะว่าไม่ต้องจ้างคนมาควบคุมไม่ต้อง
เสียก็เสียก่อนต่างคนต่างไม่ต้องระมัด
ระวังทรัพย์สินเพราะทรัพย์สินไม่มีใคร
ทำลาย
ร่างกายไม่มีใครประท้ายนี่เราก็มีความ
เรียกว่ามีความสุขอย่างหยาบ
ถ้ามีสมาธิคือมีอารมณ์ตั้งมั่นใจทรงตัว
คือมีความสงบไม่วุ่นวายในนิวรณ์ 5 ประการ
การ
ความสุขมันจะสูงยิ่งขึ้นถ้ามีปัญญาญาณ
พิจารณาว่าโลกมันเป็นทุกข์
ว่าชาติพิสุกขาความเกิดเป็นทุกข์
ชราพิสุกขาความแก่เป็นทุกข์เรานำเป็น
ทุกขังความตายเป็นทุกข์ความสุขที่จะมี
ขึ้นมาได้ก็คือเตี่ยเตสังโวปะสะโมสุโข
การเข้าไปสงบกายนั้นขึ้นว่าเป็นสุข
คำว่าสงบกายคือไม่สนใจในร่างกายอื่นของ
เรา
คือร่างกายอย่างนี้เราไม่ต้องการมันอีก
ร่างกายของบุคคลอื่นเราก็ไม่ต้องการมัน
อีกวัตถุธาตุใดๆในโลกเราไม่พึงปรารถนาทำ
จิตให้บริสุทธิ์ปดป่องพ้นจากอำนาจของ
กิเลสตัณหาอุปาทานอกุศลกรรมพวกท่านจะมี
ความ
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แสดงพระธรรมเทศนาในอริยสัจจบ
ก็ปรากฏว่าบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น
พากันบรรลุมรรคผลไปตามทางกันมีพระโสดาบัน
เป็นต้นอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
มองดูเวลาความจริงเรื่องจบแล้วก็ต้องต่อ
นิดนึงเพราะมันพอดีกับเวลา
นี้เวลาก็พอดีจบแล้วอาตมาขอลาก่อนขอบรรดา
สาวกขององค์สมเด็จพระชินาวร
เมื่อได้สดับแล้วองค์สมเด็จพระที่แก้ว
อาศัยความดีคือไม่สนใจกับสิ่งที่ล่วงมา
แล้วและก็ไม่สนใจกับสิ่งที่ไม่มาถึงพระ
องค์ทรงประกอบอารมณ์จิตปกติในปัจจุบันมี
ความสุขฉันใดขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้ง
หลายที่กำลังรับฟังจมีความสุขนั้นวันนี้
ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิพัฒนมงคลสมบูรณ์
ปูนผลและขอทุกคนที่รับฟังทรงเจริญไปด้วย
จตุรพิตพรชัย
ทั้ง 4 ประการ
มีอายุวรรณะสุขภละและปฏิพานหากทุกท่านมี
ความประสงค์สิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นสมความ
ปรารถนาจงทุกประการสวัสดี No.
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
เรื่องราวของ "พระเตมีใบ้" หนึ่งในทศชาติชาดก เล่าถึงพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพระราชกุมาร แต่ทรงแสร้งทำเป็นคนพิการ ใบ้ และหูหนวก เป็นเวลาถึง 16 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นครองราชย์ เนื่องจากทรงระลึกชาติได้ว่าการเป็นกษัตริย์ที่ต้องสั่งลงโทษผู้อื่นจะนำไปสู่การตกนรก แม้จะถูกพระบิดาทดสอบด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างหนักหน่วงแต่ก็ทรงอดทน จนสุดท้ายเมื่อถูกนำไปฝังทิ้งในป่า ทรงแสดงธรรมให้นายสารถีและพระบิดามารดาฟังจนเกิดความเลื่อมใส สละสมบัติและบ้านเมืองเพื่อออกบวชตามพระองค์
Videos recently processed by our community