HomeVideos

ทางรอดเดียวของคนมีกรรม! ฟังเรื่องนี้แล้วจะตาสว่าง 'พระเตมีย์ใบ้' ยอมทิ้งบัลลังก์ดีกว่าตกนรก

Now Playing

ทางรอดเดียวของคนมีกรรม! ฟังเรื่องนี้แล้วจะตาสว่าง 'พระเตมีย์ใบ้' ยอมทิ้งบัลลังก์ดีกว่าตกนรก

Transcript

2735 segments

0:01

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

0:06

อันดับต่อนี้ไปก็จะขอนำเรื่องราวของชาดก

0:14

ที่มีมาในพระไตรปิฎก

0:18

สำหรับชาดกนี้เรียกกันว่าทศ

0:23

ทัสสะแปลว่า 10

0:25

แปลว่าชาติ 10 ชาติขององค์สมเด็จพระ

0:28

สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าที่เสวยพระชาติเป็น

0:34

เสวยพระชาติในในระดับที่ปฏิบัติในขั้น

0:38

ปรมัตถบารมี

0:40

สำหรับชาติ 10 ชาตินี่มีความสำคัญมาก

0:45

แต่ว่าเรื่องราวของชาดกบรรดาท่าน

0:47

พุทธบริษัททั้งหลาย

0:50

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายต้องการปรมัตถบารมี

0:54

แล้วก็จะต้องค่อยฟังกันต่อท้าย

0:59

ถ้าฟังกันตอนระยะต้นนี่บางทีจะเห็นว่า

1:02

เป็นท้องนิทานเกินไป

1:06

แต่ถ้าว่าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ไร้สาระ

1:11

ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นถ้อยคำที่องค์

1:14

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาเทศน์แก่

1:17

บรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายและบรรดาประชา

1:20

ชนในครั้งนั้น

1:23

สำหรับวันนี้ในตอนต้นนี้ก็จะขึ้นเรื่อง

1:27

ต้นเลย

1:29

คือเรื่องของพระเตมมีใบ้

1:33

แต่ความจริงพระเตมีที่ท้าไม่ได้ใบ้ถึง

1:37

แกล้งใบ้

1:39

แล้วทำไมถึงแกล้งใบ้ก็มาฟังเรื่องราวกัน

1:42

ก่อนถ้าเขืนวินิจฉัยแล้วก็ไม่จบล่ะอีก 10

1:46

ปีก็ไม่จบ

1:49

ในพระบาลีมีว่าในกาลครั้งก่อนนานมาแล้ว

1:54

นี่เป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

1:57

ทรงทรงตรัส

1:59

พระองค์ทรงตรัสว่าพระเจ้ากาสิกราชครอง

2:02

นครสมบัติหรือครองสมบัติอยู่ในเมือง

2:05

พาราณสีห์

2:08

สำหรับชื่อเมืองนี้บรรดาท่านทั้งหลายก็

2:11

ซ้ำกันไปซ้ำกันมาจะเป็นชาติไหนอดีตหรือ

2:15

ว่าอนาคตก็ตามชื่อก็พาดพิงกันไปคล้ายกัน

2:19

บ้างเหมือนกันบ้างเพี้ยนไปบ้างเป็นของ

2:22

ธรรมดา

2:24

กล่าวว่าเมื่อพระเจ้ากาสิกราชครองของพระ

2:27

ราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีห์

2:31

แต่ถ้าว่าพระองค์หาพระราชโอรสและพระ

2:34

ราชธิดาไม่คือไม่มีลูกหญิงลูกชาย

2:39

ในเมื่อไม่มีลูกหญิงลูกชายไอ้ความรู้สึก

2:43

อย่างหนึ่งมันก็เกิดขึ้นก็กลัวว่าจะไม่มี

2:47

ผู้สืบตระกูลนี่แหละท่านทั้งหลาย

2:51

บรรดาท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วว่าคนสมัย

2:54

นี้บางพวก

2:56

เคถือว่าบิดามารดาไม่มีเจตนาให้ลูกเกิด

3:02

เพราะอาศัยความมั่วสมความสงบในกามารมณ์

3:05

ของบิดามารดาเป็นสำคัญ

3:08

ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเกิดนั้นเรื่องชาดกตอน

3:12

นี้ค้านกัน

3:15

แต่ความจริงแท้ๆไม่ต้องอาศัยชาดกอาตมา

3:18

เป็นพระ

3:21

เคยได้ฟังอยู่เสมอว่าคนที่ไม่มีบุตรไม่มี

3:24

ธิดา

3:26

พยายามว่าจะมาหาพระบอกทำยังไงจะได้ลูกสัก

3:30

คนจะได้ลูกผู้หญิงสักคนจะได้ลูกบูชาสักคน

3:33

อย่างนี้เป็นต้นจึงแสดงว่าคนส่วนมากอยาก

3:37

มีลูกก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวโลกไม่เอา

3:41

เรื่องพระเข้าไปพูด

3:43

ในเมื่อพระราชาวนี้เกรงไปว่าจะไม่มีผู้

3:47

เสียบตุล

3:49

จึงให้นางจันทเทวี

3:53

และพระสนมกำนันทำพิธีขอพระราชโอรส

3:59

นางจันทเทวีนี่เป็นมเหสีหรือเป็นพระ

4:02

บรมราชินีนาถนั่นเองบรรดาสนมกำนันก็หมาย

4:09

ความว่าภรรญาน้อยๆทำพิธีขอพระราชโอรส

4:15

อัคมเหสีทรงทำตามจึงได้ทรงครรภ์

4:20

เมื่อครบกำหนดแล้วก็ประสูติออกมาเป็นพระ

4:23

ราชจกกุมารก็มีลูกชาย

4:27

ลูกชายคนนี้ก็

4:29

พระหน้าตาดีนะพระเจ้ากาสิกราชทรงดีพระทัย

4:34

เป็นมากจัดพิธีสมโภชดูสิมั้ล่ะนี่ความ

4:40

ต้องการมีบุตรของบิดามารดานมีอยู่

4:45

เมื่อปรากฏว่าเริ่มตั้งครรภ์แล้วแล้วก็

4:48

ประสูติออกมาจึงจัดให้มีการสมโภชมีมโหรสพ

4:53

ว่ากันมากมาย

4:55

แล้วก็ทรงพระราชทานนางนมให้แก่พระราชโอรส

5:01

และขนานพระนามว่าเตมีราชกุมาร

5:07

ให้ชื่อว่าเตมี

5:10

เตมีนี่แปลว่าอะไรไม่ต้องแปลเพราะเป็นคน

5:14

เพราะว่าวันประสูตินั้นฝนตกกันไปทั่วทั้ง

5:18

เมือง

5:19

และเป็นเหตุให้น้ำพระทัยของพระองค์และ

5:22

บรรดาประชาชนทั้งหมดได้รับความชุ่มชื่น

5:26

จึงให้นามว่าเตมี

5:29

ฉะนั้นเตมีในที่นี้ก็แปลว่าความเย็นใจ

5:32

นั่นเอง

5:35

แต่เขาจะแปลว่าอะไรขอนอกปราชญ์ทั้งหลาย

5:37

โปรดให้อภัยด้วยนะอันนี้ก็พูดกันตาม

5:41

เรื่องคือถือถือเนื้อความเป็นสำคัญ

5:45

ทีนี้ท่านกล่าวว่าเรื่องความกลัวว่าไม่มี

5:48

คนจะสืบตระกูลก็ก็หมดไป

5:52

พระเจ้ากาสิกราชโปรดปรานพระราชทานกุมาร

5:56

พระราชกุมารนี้มากก็รักลูกชายมากนั่นเอง

6:01

บางครั้งถึงก็อุ้มออกไปทรงว่าราชการด้วย

6:05

นี่เป็นเรื่องธรรมดา

6:08

เห็นหรือยังท่านทั้งหลายที่เขากล่าวกัน

6:10

ว่าบิดามารดาน่ะไม่รักลูกไม่ตั้งใจให้ลูก

6:14

เกิดนก็ไม่จริง

6:16

หรือเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วท่านก็ยังไม่ทอด

6:19

ทิ้งถ้ายังไม่ต้องการให้เกิดไม่มีความ

6:21

ประสงค์แล้วก็ท่านขาดเมตตาทิ้งเสียเมื่อ

6:24

ไหรก็ตายเมื่อนั้น

6:27

ฉะนั้นการกล่าวถึงของบุคคลรุ่นหลังว่าลูก

6:30

เกิดมาเพราะอาศัยความสนุกของพ่อแม่เป็น

6:33

เกณฑ์ก็ไม่เป็นความจริง

6:36

ไม่ว่าลูกชายหรือว่าลูกหญิง

6:40

เมื่อออกมาแล้วจะท้องพ่อท้องแม่ถ้าพ่อแม่

6:43

ไม่มีเมตตาทิ้งเมื่อไหรตายเมื่อนั้น

6:47

จะเห็นได้ว่าบิดามารดาทั้งหมดน่ะรักลูก

6:50

ยิ่งกว่าตน

6:53

จะลำบากยากค้านเพียงใดก็ตามทีขอให้ลูกได้

6:57

ดีมีความรู้มีความเป็นอยู่สบายพอใจกัน

7:00

ทั้งท่านแล้ว

7:02

นี่บิดาและมารดามีน้ำน้ำใจใส้แก้วด้วย

7:07

ความรักลูกยิ่งกว่าตนเช่นนี้

7:10

การกล่าวของคนทั้งหลายที่กล่าวว่าบิดา

7:13

มารดาไม่มีเจตนาให้ลูกเกิดก็ไม่เป็นความ

7:17

จริงนอกจากลูกประเภทนั้นจะเป็นลูกทรพี

7:21

อกตัญญูไม่รู้คุณไม่มีความดีต่อบิดามารดา

7:25

เท่านั้น

7:27

เป็นกล่าวว่าวันหนึ่งในขณะที่พระราชบิดา

7:31

อุ้มออกไปฟ้าราชการอยู่

7:34

อำมาตย์ได้นำโจรเข้ามาให้ทรงวินิจฉัย 4

7:37

คนด้วยกัน

7:40

ราชาทรงสั่งให้ลงอาญากับชนทั้งหลายเหล่า

7:43

นั้น

7:45

คนหนึ่งให้เฆี่ยนด้วยหวายที่มีหนาม

7:49

อีกคนหนึ่งให้เอาหอกแทงทรมานให้เจ็บปวด

7:52

แสนสาหัส

7:55

คนหนึ่งให้เหล้า 10 ไว้ทั้งเป็นคนหนึ่ง

7:59

ให้คุมขังไว้

8:02

พระราชกุมารเห็นเช่นนั้นก็มาคิดในใจแต่

8:06

ความจริงพระราชกุมารองค์นี้

8:09

เมื่อเกิดขึ้นมาก็ระลึกชาติได้

8:13

เมื่อเห็นเข้าเช่นนั้นก็มีความรู้สึกเดิม

8:17

รู้สึกตัวว่าเคยเป็นพระราชาเช่นนี้มาเช่น

8:20

เดียวกันก็ได้เคยสั่งลงโทษแก่คนสั่ง

8:25

ประหารชีวิตคนมาแล้วเมื่อตายจากคนในเวลา

8:29

นั้นก็ต้องไปเกิดในนรกสิ้นเวลาการนานต้อง

8:33

ถูกทรมานมาก

8:36

จึงได้คิดว่าราชบิดาของเราทำดังนี้น่า

8:39

กลัวเหลือเกิน

8:42

ตายไปแล้วก็จะต้องไปตกนรกเช่นกับที่เราตก

8:45

มาแล้วแน่นอน

8:49

เราเองถ้าใหญ่ขึ้นมาก็จะต้องมาครอบครอง

8:52

แผ่นดินอย่างนี้จะต้องมีคำสั่งลงโทษคน

8:58

อย่างมีพระราชบิดา

9:01

นี่แมันชักเริ่มกลัวขึ้นมาแล้วนะเพราะ

9:04

หน้าที่ของพระราชาในสมัยนั้นจะต้องทำ

9:08

อย่างนั้น

9:09

เราก็จะต้องไปเกิดในนรกอย่างแน่นอน

9:15

นึกเห็นนรกเห็นภาพเดิมของพระองค์ที่ต้อง

9:20

ทงทุกข์ก็ทรมานก็หวั่นหวายใจ

9:23

จึงไม่คิดว่าจะทำอย่างไรดีหนอจึงจะต้อง

9:27

พ้นจากการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

9:31

หมายความว่าจึงจะพ้นจากการไปจากการที่จะ

9:35

ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไปข้างหน้า

9:41

พระบาลีถึงกล่าวว่าเวลานั้นมีเทพบิดาผู้

9:45

เคยเป็นมารดาดาของพระราชมาในครั้งก่อน

9:49

สิงอยู่ที่เสวก

9:54

คำว่าสิงหนี่ไม่ได้อยู่ที่เสวกฉัตเป็นผู้

9:58

รักษาเสวกนั่นเอง

10:01

นี่นะบรรดาท่านทั้งหลายจำให้ดีนะที่เว่า

10:05

คนทุกคนมีเทวดารักษาตัวนะไอ้การเกิดเปิด

10:10

ไปเกิดมาของพวกเรานี่มันนับชาติไม่ถ้วน

10:14

ญาติก็ดีบิดามารใดก็ดีในอดีต

10:19

ที่ท่านยังเป็นเทวดาอยู่เป็นพรหมอยู่ท่าน

10:22

รู้ว่าเราเป็นใครที่ติดตามรักษาอยู่เสมอ

10:26

เป็นอันว่านางเทพดาผู้เคยเป็นมารดาพระ

10:30

ราชกุมารในครั้งก่อน

10:33

เป็นสู้สิงหอยู่ที่เสวกฉัตรได้แนะนำพระ

10:36

ราชกุมารให้ปฏิบัติ 3 ประการด้วยกัน

10:41

มากล่าวบอกว่าลูกรัก

10:44

ถ้าเจ้าไม่มีความปรารถนาเป็นพระ

10:47

มหากษัตริย์

10:49

ที่ต้องสั่งฆ่าคนต้องสั่งลงโทษคนอย่างนี้

10:53

แล้วก็จงปฏิบัติตามนี้

10:57

คือ 1 จงแกล้งทำตนเป็นคนง่อยเสีย

11:02

2 จงแกล้งทำเป็นคนหูหนวก

11:07

3 จงแกล้งทำตนเป็นคนใบ้

11:11

เมื่อเจ้าทำสิ่งทั้ง 3 ประการนี้ได้เจ้า

11:14

จะพ้นจากการเป็นพระราชา

11:18

เมื่อพระราชกุมารเห็นนางเทพสธิดาซึ่งเคย

11:22

เป็นมารดาในกาลก่อนก็จำได้

11:26

เพราะว่าท่านระลึกชาติได้นี่ท่านก็จำได้

11:30

เมื่อมันแนะนำแบบนั้นท่านก็ปฏิบัติตาม

11:34

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพระเตมีก็

11:38

เริ่มทำตนเป็นคนไม่พูดไม่จาอะไรทั้งหมด

11:43

เริ่มทำเป็นใบ้

11:46

ใครเพูดมาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน

11:50

จะขยับเขยื้อนก็ไม่เอาเอุ้มไปวางไว้ที่

11:53

ไหนเนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับกระเด้นเยืน

11:57

กายทั้งหมดทำเป็นคนง่อย

12:01

พระราชบินายก็สงสัย

12:04

ว่าเอลูกชายของเรานี่

12:07

แต่ก่อนเธอก็เป็นเด็กดีๆรื่นเริงกระโดด

12:12

โลดเต้นเหมือนกับเด็กธรรมดา

12:14

พูดจาก็เสียงใสแจ๋วฟังแล้วก็เพลิดเพลิน

12:19

เสียงไพเราะอยู่ตลอดเวลา

12:22

ทำไมกลับมาเงียบขึงไม่พูดไม่จาใครจะพูด

12:25

อะไรก็มาทำก็ไม่ได้ยิน

12:28

จะพูดว่ายังไงก็เฉยเหมือนกับคนที่ไม่ได้

12:32

ยินอะไรคงจะเกิดโรคภัยชนิดใดชนิดหนึ่งก็

12:36

เป็นแน่จึงให้หมอมาตรวจ

12:42

หมอก็หมอก็ตรวจก็ตรวจไม่พบว่าเป็นโรคอะไร

12:48

เห็นอาการทั้งร่างกายทุกอย่างก็เป็นปกติ

12:53

จึงพระราชาจึงได้ทรงทดลอง

12:57

เมื่อลูกเรานี่จะแกล้งทำหรือจะเป็นจริงทด

13:00

ลองได้เหตุหลายประการเป็นต้นว่าให้อยู่ใน

13:04

ที่สกปรกตามปกติเป็นคนชอบสะอาด

13:09

ถ้าเธอทนความสกปรกไม่ไหว

13:12

ก็จะได้แสดงการไหวออกมาทางกายหรือว่าพูด

13:17

เตมีก็ทนได้

13:20

ทำไมจึงทนได้ก็เห็นภาพว่าตนเคยเป็นพระ

13:24

ราชาไม่อยู่ในนรก

13:26

ก็การลึกชาติได้ก็คิดว่าเหม็นแค่นี้ไม่

13:30

เป็นไรไฟไหม้สันทาวุสัพวันมีความสำคัญ

13:33

กว่า

13:36

ยอมทนไม่ยอมเป็นพระราชาหรือไม่ยอมพูด

13:41

แม้แม้จะหิวก็ไม่แสดงการร้องไห้

13:46

จะกลัวก็ไม่แสดงการกลัวคงเฉยๆ

13:51

ทำเอาพระราชบิดาสิ้นปัญญา

13:54

บรรดาผู้อำมาตย์จึงได้รับภาษาว่าจะขอทด

13:58

ลองดูก่อนก็ทรงอนุญาต

14:01

ครั้งแรกเขาให้พระเตมีนั่งอยู่ในเรือน

14:04

แล้วก็แกล้งจุดไฟ

14:07

เพื่อจะให้พระเตมีกลัวไฟไหม้

14:11

แต่ท่านก็หาได้ทำให้ประเทยหวาดกลัวไม่คง

14:15

อยู่เป็นปกติ

14:18

รายการต่อไปทดลองอย่างนี้คือ

14:22

หมายความว่าทดลองอยู่แบบนี้ทั้งปีเช่น

14:25

เวลาทั้งปีก็ไม่พบความผิดอะไรพระเตมีก็ทำ

14:29

เป็นคนไหว้คนหนวกคนงอกอยู่ตามปกติ

14:34

ต่อไปก็ทดลองได้เอาช้างตกน้ำมันโดยนำเด็ก

14:39

ๆทั้งหลายกับพระราชราชกุมารไปประทับอยู่

14:42

ที่พระหลวง

14:45

ให้มีเด็กห้อมล้อมอยู่มากแล้วก็ปล่อยช้าง

14:48

ที่ตกมันที่ฝึกแล้วดีเชือกหนึ่งวิ่งตรง

14:53

เข้าไปเหมือนกับจะเหยียบพระราชกุมาร

14:57

เด็กที่ห้อมล้อมอยู่นั้นหวาดกลัวร้องไห้

15:00

พาก็วิ่งหนีกระจาย

15:03

แต่ถ้าว่าพระเตมีก็คงทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้

15:08

มันเช่นเดิม

15:10

ไม่ขยับเขยื้อนเพื่อจะหนีไม่ร้องไม่อดไม่

15:13

ควรทั้งหมดเทดลองอย่างนี้สิ้นเวลาทั้งปี

15:17

ก็ไม่สำเร็จประโยชน์เหมือนกัน

15:21

พระกุมารก็ส่งเงียบไม่กระดุกกระดิก

15:24

คงเป็นอย่างนั้นอยู่ปกติ

15:27

แม้ช้างจะจับวรกายขึ้นมาเพื่อจะฟาดก็ไม่

15:32

กลัว

15:34

เพราะมุ่งหวังอยู่อย่างเดียวว่าถ้าเราตาย

15:36

เสียเวลานี้เราจะได้ไม่ต้องเป็นพระเจ้า

15:38

แผ่นดิน

15:40

จะเราจะได้ไม่ต้องตกนรกอย่างสมัยก่อน

15:45

เพราะนี่เราผ่านนรกมาแล้วภาพนรกมันปรากฏ

15:48

อยู่กับตา

15:51

ต่อไปก็ทดลงด้วยงูให้เตมีนั่งอยู่แล้วก็

15:57

ปล่อยงูมารัดตามธรรมดาเด็กยู

16:02

แต่ว่าเด็กอย่างพระเตมี

16:07

ไม่ยอมกลัวงู

16:09

เป็นอันว่าคงนั่งเฉยเหมือนกับลูกปั่น

16:13

เอาอมาตย์เจ้าปัญญาทั้งหลายอกสั่นขวัญหาย

16:16

ปวดหัวไปตามๆกัน

16:20

ทุกลนอย่างนี้ที่ตั้งที่ทดลองแบบนี้สิ้น

16:24

ระยะเวลาตั้ง 1 ปีความจริงเราลองตั้ง 1

16:28

ปีแล้วก็ไม่เกิดผลแล้วพระคุณเอ้ย

16:32

แต่เขาก็คงจะลองหลายๆวิธีในระบบของการให้

16:36

งูจะให้งูกัด

16:40

แล้วว่าท่านก็ทำเฉยเพราะอะไร

16:44

เพราะมองไปดูในภาพเก่าไฟมันลุกคึบๆๆปัด

16:49

หอกก็แทงสันวุฒก็สับค้อนก็ทุบไฟก็ไม่มัน

16:54

ร้อนทั้งเจ็บทั้งปวด

16:57

ท่านคิดว่าถ้าจะตายเพราะทรงความดีแบบนี้

17:00

เราไปสวรรค์ดีกว่า

17:04

ก็ทดลองด้วยการให้นั่งอยู่แล้วให้คนถือ

17:07

ดับสาบวิ่งมาทำท่าจะฟัน

17:11

แต่พระกุมารก็ทำไม่รู้ไม่ชี้

17:14

หูก็ทำเหมือนไม่ได้ยินปากก็ไม่ส่งเสียง

17:18

กายก็ไม่กระดิกกระเดี้ย

17:21

ทดลองอย่างนี้ปีหนึ่งอ้าวไม่ได้ผลต่อไปก็

17:25

ทดลองใหม่

17:28

ลองด้วยเสียงโดยให้พระเตมีนั่งอยู่องค์

17:31

เดียวจู่ๆก็มีคนมาเป่าสังเป่าแก่ตีกรอง

17:35

ให้มันเสียงมันดังดังขึ้นมาพร้อมๆกันจะ

17:41

ได้ตกใจและกระโดดหนี

17:44

เพราะว่าอยู่ๆเสียงก็โครงครามคลึงครัน

17:47

ขึ้นมาแต่พระเตมีก็แกล้งทำไปไม่ได้ยิน

17:53

ก็มาเล่นกับคนแกล้งนี่จะมีประโยชน์อะไร

17:56

การทดลองข้อระยะเวลา 7 ปีนี่ว่ากันมา 7

18:02

ปีนะ

18:03

ไม่มีประโยชน์ไม่สามารถจะทำให้ว่าเตมีพูด

18:08

ขึ้นมาได้

18:10

ตั้งแต่อายุ 9 ปีจนกระทั่งถึงอายุ 16 ปี

18:15

พระเตมีก็คงทำเป็นคนหูหนกคงทำเป็นคนทำ

18:19

เป็นคนใบ้คงคงทำเป็นคนง่อยตามเดิม

18:25

เมื่อเวลาการผ่านวัยอายุของพระเตมมีใหญ่

18:28

กล้าขึ้นมาแล้ว

18:31

ก็คิดทดลองอีกอย่างหนึ่งคือเห็นว่าเด็ก

18:35

วัยรุ่นมักจะชอบในด้านกามารมณ์จัดนเอา

18:40

เข้ามั้ล่ะนี่เรื่องของผู้ใหญ่น่ะเป็น

18:43

อย่างนี้ผู้ใหญ่แกชอบมาก่อนแกเลยนึกว่า

18:46

เด็กชอบฟัง

18:48

จึงจัดนางสให้จึงให้จัดหานางสาวน้อยๆสวยๆ

18:54

มาบรโลมด้วยประการต่างๆกอดรัดบ้างรูปโน่น

18:59

รูปนี่บ้างจนกระทั่ง

19:02

เปิดโน่นให้ดูบ้างเปิดให้ดูบ้างเอ๊ะเปิด

19:05

โน่นเปิดนี่มันเปิดอะไร

19:09

ก็นึกเอาเองก็แล้วว่าเค้าเปิดอะไรทำอย่าง

19:13

ไรพระเตมีก็ทำเฉยไม่รู้มาชี้อีก

19:18

จะไปตกลงได้ยังไงแล้วก็กลัวไปไม่เอ้เอ๊

19:22

การแต่งงานมันเป็นของไม่หนักแต่การเป็น

19:25

พระราชาเป็นของหนัก

19:28

หนักอะไรถ้าไม่กลัวหนักเท่าก็หนักสั่งฆ่า

19:31

คนสั่งลงโทษคนนี่ท่านจำได้ว่าท่านถูกลง

19:36

โทษมาแล้วท่านก็เลยแกล้งทำไม่ยอมตายดี

19:40

กว่า

19:42

เกล่าวต่อไปว่าใครจะพูดว่าอย่างไรจะทำ

19:45

อย่างไรพระเตมีก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น

19:48

ไม่ยอมเคลื่อนไหวไม่ร้องไห้เหมือนเด็กๆ

19:52

ไม่อ้าปากส่งเสียงอะไรออกมาผลดีที่สุดพระ

19:56

ราชบิดาได้อำมาตย์ลงความเห็นว่า

20:01

พระเตมีคงจะเป็นคนกายที่เคนีอ้าพ่อเแล้ว

20:04

น่ะสิ

20:07

เป็นคนกายกรณีเป็นเสนียดบ้านเสดียดเมือง

20:11

ทำบ้านเมืองให้เสีย

20:13

ขืนให้อยู่ต่อไปควรจะเกิดอันตรายแก่พระ

20:16

องค์นั่นแหน่

20:19

อดท่าแล้วคือว่าขืนอยู่ต่อไปก็จะเป็น

20:23

อันตรายแก่พระมหากษัตริย์ด้วยจะมีอันตราย

20:27

แก่สมบัติและจะมีอันตรายแก่พระอคมเหสี

20:31

ควรจะออกไปทิ้งเสียป่าป่าช้าพีดิบนอก

20:35

เมืองนี่แหน่ว่าเขาแล้วมั้ยล่ะ

20:39

คนดีว่าไม่ดีซะแล้วเ้าตามใจเขา

20:43

ตามพระบาลีท่านว่ามาอย่างนี้ก็ว่าไปอย่าง

20:46

งั้นพระราชาก็เห็นกับคำแนะนำของเขาด้วย

20:51

จึงดำริจะเอาไปทิ้งเสีย

20:54

สำหรับพระเทพระเทวีหรือพระราชมารดา

20:59

ผู้อัมเหสีเข้ามาเฝ้ากราบทูลว่าขอเดชชะ

21:03

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

21:06

พระองค์เคยพระราชทานพรบอกให้ไว้แก่ข้าพระ

21:10

องค์บัดนี้หม่อมฉันจะขอทูลขอพรนั้น

21:16

ความจริงคำว่าพรนี่

21:19

พระราชาโดยมากมักจะมีลูกแล้วมักจะให้พร

21:23

กับมเหสี

21:25

ถ้าดีใจถ้ารักลูกนะว่าเธอมีลูกคนนี้เธอ

21:29

ต้องการอะไรเธอบอกฉันฉันจะให้ทุกยัง

21:34

สำหรับผู้รับพรก็พสงวนไว้ก่อนว่าพรที่พระ

21:39

องค์ให้แล้วหม่อมฉันขอรับไว้แต่ว่าจะขอใน

21:42

วันหลัง

21:44

เมักจะทำกันอย่างนี้

21:48

สำหรับพระราชเทวีก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน

21:52

ว่าโอกาสจะพึงมีหม่อมฉันจะทูลให้ทรงทราบ

21:56

ว่าพรที่หม่อมฉันต้องการนั้นคืออะไร

22:00

เมื่อพระราชาทรงให้โอกาสกาศพระเทวี

22:04

จึงได้กราบทนว่า

22:08

ถ้าหากว่าไม่เกินไม่เป็นเหตุเหลือวิสัย

22:11

แล้ว

22:13

กระหม่อมฉันขอพระราชทานพระราชสมบัติให้

22:17

เตมีปกครองพุทธเจ้าค่ะ

22:21

ตอนนี้เล่นพระราชาสะดุ้ง

22:25

ยังนึกว่าเอี่เมียเรานี่เป็นยังไงเนาะ

22:29

เขาคงจะไม่เข้าใจมั้งว่าไอ้ลูกของเรานี่

22:32

มันพูดก็พูดไม่ได้หูก็ไม่ได้ยินร่างกายก็

22:37

ไหวติงอะไรก็ไม่ได้ถ้าจะแอบมาขอลูกให้ลูก

22:42

ชายปกครองและสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่

22:44

เจะเป็นกันยังไงเป็นอันว่าพรให้ไปแล้วนี่

22:49

มันก็จำจะต้องให้แต่ก็ยังไม่ให้ก่อนจึง

22:53

ทรงตรัสว่านี่เธอ

22:56

เจ้าเตมีเมันเป็นคนใบ้นะแล้วหูก็หนวกร่าง

23:00

กายก็เคลื่อนไหวไหวไม่ได้จะเป็นพระเจ้า

23:03

แผ่นดินนี่ยังไง

23:06

ก็เพราะว่าเตมีพระนางจึงตากราบทูลว่าก็

23:10

เพราะว่าเตมีเป็นอย่างนั้นพระเจ้าค่ะ

23:13

หม่อมฉันจึงจะขอพระราชทานพระราชสมบัติเอา

23:16

ล่ะสิ

23:18

ถ้าลูกเขาไม่ง่อยเขาก็ไม่ขอยังไงไงก็ได้

23:21

เป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่เวลานี้ลูกเค้าง่อย

23:25

เสียแล้วนี่เค้าก็ต้องการจะให้เป็นพระ

23:26

เจ้าแผ่นดิน

23:29

พระราชาก็ทรงตอบว่าราชเทวี

23:33

พี่น้องเลือกเอาอย่างอื่นเถอะสิ่งนี้มัน

23:36

เกินวิสัย

23:38

พระราชเทวีก็ตอบว่าหม่อมฉันเลือกแล้ว

23:42

ต้องการให้เตมมีลูกชายเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

23:46

แม้เป็นมากเพียง 7 ปีก็พอ

23:50

อ้ารอด 7 ปีนี่มันน้อยอะไร

23:54

พระราชาก็บอกไม่ได้เป็นไม่ได้หรอกมัน

23:57

เดือดร้อนกับคนอื่นเค้าขอรถกันไปลุกกันมา

24:01

เอา 1 ปีก็แล้วกัน

24:04

หม่อมฉันขอให้เตมีเป็นพระเจ้าดินสักหน่อย

24:07

ก็พอ

24:09

พระราชาก็ไม่ให้โอกาส

24:11

ในที่สุดต่อรองกันไปต่อรองกันมาก็ตกลงกัน

24:15

ว่าจะให้เป็นพระราชาสิ้น 7 วัน

24:20

ซึ่งพระนางอ้างเหตุเพื่อจะขอให้ลูกได้

24:22

ครองราชสมบัติเสียหน่อยแล้วจะไปทำอะไรก็

24:26

ไปเถิดนี่แหละท่านทั้งหลาย

24:30

ฟังกันมาซึ่งระยะนานดูว่าเป็นเหมือนการ

24:33

เล่านิทานเนี่ยนะ

24:36

คราวนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อะไรเลยสาระ

24:39

แห่งธรรมะในการปฏิบัติ

24:42

แต่ก็มีข้อคิดอยู่หน่อยหนึ่ง

24:45

ที่ว่าพระเตมีเห็นพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น

24:49

พระราชบิดา

24:52

สั่งฆ่าสั่งประหันสั่งลงโทษคน

24:56

ให้การกระทำของพระราชบิดาแบบนั้นทำไปตาม

25:00

กฎหมายระเบียบข้อบังคับที่วางไว้แต่ถ้า

25:04

ว่าพระองค์เป็นคนระลึกชาติใด

25:08

ไอ้การระลึกชาติได้นี่ถ้าจะฟังกันไป

25:13

คิดกันไปอย่างชาวบ้านธรรมดาก็จะเห็นว่า

25:16

เป็นของเกินวิสัย

25:19

แต่เนื้อแท้จริงๆแล้วท่านทั้งหลาย

25:23

ไอ้เรื่องบุญบารมีหรือความดีที่เราสั่งสม

25:26

ไว้แต่การก่อน

25:28

หรือว่าในชาตินี้ก็เหมือนกันสมมุติว่าถ้า

25:31

ชาตินี้ท่านเคยได้ทิพยุญาณหรือว่าระลึก

25:35

ชาติได้

25:37

ถ้าตายไปจากชาตินี้แล้วความดีนั้นมันก็

25:41

ติดใจไป

25:44

ที่เราตายนตายแต่ตัวแต่ใจไม่ได้ตายด้วย

25:47

อย่างตัวอย่างในปัจจุบันเวลานี้มีมาก

25:52

แต่ก็จะขอยกตัวอย่างเด็กสัก 3 คน

25:56

อย่างหลานชายท่านพลพพลโพทนทองสุวรรณทัต

26:02

เจ้ากรมยุทธการทหาร

26:06

กันผู้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อะไรต่ออะไรคน

26:09

นี้เป็นเยอะ

26:11

หลายตำแหน่งเป็นเด็กอายุ 10 ปีคนหนึ่งคน

26:15

หนึ่งอายุ 7 ปี

26:17

เธอฝึกสมาธิช่วยระยะเวลา 2-3 วัน

26:22

เธอก็มีทิพยขุญาณแจ่มใส

26:26

นี่เมีการพิสูจน์มีการทดลองกันแล้ว

26:30

เอาไว้กันคนละมุมแล้วของหรือว่าสิ่งใด

26:34

สิ่งหนึ่งวางไว้จุดใดจุดหนึ่งซึ่งทั้งสอง

26:37

คนไม่เห็นแล้วไปถามเธอจะตอบเหมือนกัน

26:42

นายทหารนายตำรวจเคยาชนเล่นซ่อนหานเข้าเธอ

26:48

ก็บอกว่าอาเล่นอย่างนี้ไม่สนุกอ่ะซ่อนให้

26:52

ผมไม่เห็นมันถึงจะสนุกนี่คู่หนึ่ง

26:57

และอีกคนหนึ่งก็เป็นเด็กผู้หญิงอายุแค่ 7

26:59

ปีเหมือนกัน

27:02

ก่อนจะนอนพ่อก็บอกว่าลูกภาวนาว่าพุทโธ

27:05

ทั้ง 3 คำนะเอาแบบในหนังสือหลวงพ่อปาน

27:10

เธอก็ว่าอย่างนั้นพ่อแนะนำว่าไม่กี่วัน

27:15

หนึ่งเธอพ่อคิดว่าเธอนอนหลับแล้ว

27:19

พ่อนั่งกรรมฐานทำสมาธิ

27:23

เธอถามว่าลุกมาถามว่าพ่อทำอะไรพ่อก็บอก

27:26

ว่าทำสมาธิ

27:28

ถามว่าทำยังไงพ่อก็บอกว่านั่งภาวนาว่า

27:31

พุทโธก็แล้วกันเธอนั่งไปสัก 5 นาทีแล้ว

27:35

เธอก็นอนเมื่อท่านพ่อเลิกเธอก็ลุกขึ้นมา

27:39

บอกว่าเมื่อกี้นี้ภาวนาว่าพุทโธ

27:43

มีพระท่านพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ

27:47

เป็นอันว่าพ่อสงสัยมาถามอาตมาอาตมาก็กล้า

27:51

ยืนยัน

27:53

เพราะเท่าที่เธอพูดมานั้นไม่ผิดในพระ

27:56

ไตรปิฎกเลยนี่แหละท่านทั้งหลายเด็ก 3 คน

28:00

นี่ที่ทำได้เร็วๆไวๆแบบนั้นก็เพราะอาศัย

28:03

ที่ได้มาในกอน

28:06

คือในชาติก่อนเทำมาแล้วผู้ที่เคยได้

28:09

ทิพยุญาณ

28:11

เพียงตั้งใจทำสมาธิมองแสงสว่างหน่อยเดียว

28:14

ก็สามารถได้ทิศยุญาน

28:17

เหมือนกับเราเรียนหนังสือนานๆตั้งหลายๆปี

28:20

อ่านหนังสือคล่องรู้ดีเชวนเข้าป่าไป 9 ปี

28:25

10 ปีกลับออกมาการรู้หนังสือของเราก็ยัง

28:27

ทรงอยู่เพราะมันไม่ได้หายไปไหนอจะพูดไป

28:31

เวลาจะเลยซะแล้วท่านทั้งหลายขอลาก่อนวัน

28:36

หลังพบกันใหม่ขอความสุขสวัสดิ์วิภัตนมงคล

28:39

สมบูรณ์คุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน

28:42

พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี

28:50

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

28:55

สำหรับวันนี้ก็มาขอพบกับบรรดาท่านทั้ง

28:58

หลายในเรื่องราวของพระเตมีตามเดิมความ

29:03

จริงเรื่องของชาดกนี่ยาวมาก

29:07

เป็นอันว่าวันก่อน

29:10

ได้พูดจบมาถึงตอนที่พระราชเทวีคือพระ

29:14

ราชมารดาของเตมีใบ้

29:17

ขอให้พระเตมีได้มีโอกาสได้เป็นพระราชาสัก

29:21

7 วัน

29:23

เป็นอันว่าพระราชสมหาวาสามีคือพระเจ้า

29:26

กาสิกราชก็ทรงยอมตกลง

29:30

จึงทรงให้ตกแต่งร่างกายของพระเตมีใน

29:33

เครื่องของกษัตริย์แล้วให้เสด็จเรียบพระ

29:37

นครประกาศให้ประชาชนพลเมืองทราบท่ากันว่า

29:42

บัดนี้พระเตมีได้เป็นกษัตริย์

29:46

แม้ใครๆจะทำอย่างไรพระเตมีก็ยังทำเฉย

29:51

เรียกว่าพระราชาเฉย

29:55

พระราชาองค์นี้ดีหูก็ไม่ได้ยินร่างกายก็

30:00

ไม่เคลื่อนไหวพูดก็ไม่พูด

30:04

อย่างนี้เค้าเรียกราชาอะไรน้อ

30:07

เป็นราชาพระพุทธรูปนั่นเองเก็ต่างกันอยู่

30:11

นิดนึงที่ยังกินอะไรได้ยังหายใจได้พระ

30:14

พุทธรูปมาหายใจ

30:17

เป็นอันว่าการเคลื่อนไหวของว่าเตมีไม่มี

30:20

มีสภาพเหมือนแต่งหุ่นอื

30:24

เวางไว้ตรงไหนพระราชาก็อยู่ตรงนั้นว่า

30:27

ง่ายสอนง่ายจะสอนไม่ง่ายแต่วางง่ายใครวาง

30:32

ตรงไหนก็ทำแล้วก็ไม่สนใจกับใครทั้งหมดพอ

30:36

ครบ 7 วันพระนางจันทร์เทวีก็ทรงกันแสง

30:42

เพราะครบกำหนดที่สัญญาไว้กับพระราชาแล้ว

30:47

ราชาจึงได้มอบพระีกุมารให้กับนางสุนันท

30:52

ให้แก่นานนายสุนันทสารัตถี

30:55

เอาใส่รถไปฝังเสียที่ประชาภิบภายนอกเมือง

31:02

อันนี้ขอเล่าลัดๆเรื่องจะได้ไปเร็วๆนาย

31:06

สุนันท์ก็เอาพระเตมีใส่ท้ายรถ

31:09

ขับออกจากนอกเมืองไปที่ประชาผีดิบ

31:14

แต่เขาก็ไม่รู้

31:17

ถ้าคำว่าเขาไม่รู้ก็ไม่ได้เขารู้แต่ท่าน

31:21

บอกว่าเค้าหารู้ไม่ว่าทางที่จะไปนั้นน่ะ

31:25

มันไม่ใช่ทางไปประชาธิป

31:29

แต่ว่าเป็นทางไปป่าแห่งหนึ่งต่างหากเอา

31:32

ล่ะสิกลางวันแท้ๆแกดันหลงทางเซนได้ทางเคย

31:38

ไป

31:39

นี่ไปผิดทางตามพระบาลีถึงกล่าวว่าเพราะ

31:43

อาศัยเทวดาดลใจ

31:46

ไอ้เรื่องที่ให้คนรู้จักทางผิดทางนมันไม่

31:49

มีไอ้ทางออกทางตะวันตกก็ดันดันไปทิศตะวัน

31:52

ออกรถที่เขาจะใส่ศพก็ไม่เอารถใส่ศพดันเอา

31:57

รถเอารถมงคลคือรถเรียบของพระราชาใส่ไปนี่

32:01

มันก็ผิดเรื่องแล้ว

32:04

ถ้าเรื่องคนจะเผลอขนาดนั้นไม่มีเพราะเผลอ

32:07

ขนาดนั้นดีไม่ดีหัวขาด

32:10

ก็ต้องยกเรื่องนี้ให้แก่เทวดาไป

32:14

เดี๋ยวไม่ใครก็ไปถ้าร้องตะโกนถามถามก็มา

32:19

บอกท่านรู้จักเทวดาหรือ

32:22

ถ้าถามมาอย่างนั้นก็ต้องตอบว่ารู้จัก

32:27

ถ้าถามว่าเทวดารูปร่างเป็นยังไงก็ต้องตอบ

32:30

ว่าเทวดาก็รูปร่างเหมือนเทวดาก็เลยหมด

32:33

เรื่องกันไป

32:36

เป็นอันว่าพูดกันตามพระบาลีว่าความผิด

32:39

พลาดของนายสุนันทสารัตถี

32:44

เริ่มมาตั้งแต่เริ่มเทียมรถมาแล้วว่า

32:47

อย่างงั้น

32:48

คือแทนที่จะเอารดส่ายศพสำหรับสายศพ

32:53

มาใส่พระเตมีเพราะจะไปประชานี่กลับเอารถ

32:57

มงคลใช่มั้ยคือราชรถของพระราชาที่เรียบ

33:02

พระนครหรือเสด็จไปไหนเอามาแล้วก็เทียม

33:07

ไอการเทียมม้ากำลังแทนที่จะเอาม้าตัวเหลา

33:11

ใหญ่ที่เสำหรับจูงศพ

33:14

กลับเอาม้าที่ดีที่สุดเป็นม้าสินทพมา

33:17

เทียม

33:20

เป็นอันว่าผิดพลาดไปหมดเมื่อเวลารับพระ

33:23

เตมีแล้วก็คิดว่าจะขับรถไปประชาภิบ

33:28

เจ้าประชาภิบนี่มันอยู่ทางทิศตะวันตกของ

33:31

เมืองสา

33:33

ของเมือง

33:35

นายสารถีคนดีกลับขับรถมาทางทิศตะวันออก

33:39

แล้วมันจะไปเจอะประชาได้ยังไงน้อนี่ถ้า

33:43

ไม่ใช่เรื่องของเทวดาแล้วก็ยุ่ง

33:46

จึงเป็นว่าในสุนันทสารถี

33:50

ทำงานผิดพลาดตลอดอย่างนี้หัวขาด

33:54

ถ้าผิดด้วยเจตนานี่หัวขาดแล้วก็อย่าลืม

33:58

ว่าพระเตมีก็คือพระพุทธเจ้าท่านเสวยพระ

34:02

ชาติเป็นพระเตมีแต่การผิดพลาดนี้มีความดี

34:08

อืคนแปลหนังสือนี่แปลแย่

34:13

การผิดพลาดนี้เป็นเพราะอาศัยเป็นส่วนดี

34:16

ของพระเตมี

34:19

คือเมื่อถึงป่านอกเมืองซึ่งนายสุนันทะคิด

34:23

ว่าเป็นป่าช้าพี่น

34:25

เขาก็หยุดหยุดแล้วรถแล้วก็หยิบจอกหยิบ

34:30

เสียม

34:31

เพื่อจะไปขุดหลุมฝังศพพระเทมี

34:36

ใช่มั้

34:38

แต่ว่าไอ้เวลาที่เขาหยิบจอบหยิบเสียไปหู

34:41

เขายังแว่วๆคำสั่งของพระราชา

34:45

ที่พระราราชาสั่งมาว่า

34:49

เจ้าสุนันทะเจ้าสุนันท

34:53

ลูกของข้าคนนี้มันเป็นกนีนะ

34:57

เอ็งจงเอาไปประชาแล้วก็ขุดหลุมสี่เหลี่ยม

35:01

ให้ลึก

35:03

แล้วก็จงเอาจอบทุบหัวมันเสียก่อนเราจึงจะ

35:07

ฝังลงไปในหลุม

35:09

ช่วยมันหน่อยอย่าให้มันต้องไปถูกฝังทั้ง

35:12

เป็นเลยมันจะลำบากดูสิ

35:16

นี่ความรักลูกของพ่อเความจริงรักยังมี

35:19

อยู่ความรักยังมีอยู่แต่ที่ทำอย่างนั้นก็

35:23

เพราะว่าในฐานะที่เป็นกษัตริย์ถ้าลูกมี

35:26

เป็นสัญญาวิปราชกับมาอย่างนั้นเถือเป็น

35:29

กาลกินี

35:31

ทั้งๆที่จะรักลูกเต็มทีก็ต้องตามใจโหน

35:36

โหนหรือห้อยก็ไม่รู้น่าจะห้อย

35:40

เป็นอันว่าในขณะที่นายสารัตถีกำลังขุด

35:43

หลุมอยู่ไม่ไกลไปจากรถนั้นพระเตมีก็นั่ง

35:47

คิดว่าเอ๊ะนี่เขาจะเอาเรามาฝังนี่

35:53

ตอนนี้ถ้าจะไม่เป็นเรื่องเสียแล้วนี่เป็น

35:57

ประการหนึ่งเราก็ออกมานอกเมือง

36:01

เรานี่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมาตั้งแต่

36:03

อายุ 9 ปี

36:06

แล้วถึงอายุ 16 ปี

36:09

นี่ร่างกายของเรานี่มันจะใช้ได้หรือไม่

36:11

ได้ถ้าใช้ไม่ได้ก็ถูกฝังตายแน่แวันเนี้ย

36:16

ถ้าจะต้องลองใช้สักนิดนึง

36:20

ก็ทรงกายลุกขึ้นขยับ

36:24

ทีแรกก็ขยับแขนขยับขาดึงเอายักษ์ยืดแขน

36:27

ยืดขายืดเอ๊ะมันก็คล่องดีนี่ไม่ได้ใช้มา

36:32

ทิ้นระยะเวลาตั้งถึงอายุถึง 16 ปีไม่ได้

36:35

ใช้มันก็คล่อง

36:38

เมื่อขยับขฉายขยับขาสลัดหน้าสลัดหลังดี

36:42

แล้วก็ลุก

36:44

ลุกจากรถแล้วก็ลงเดิน

36:47

ไปเดินมาอยู่ข้างๆรถ

36:50

พ่อสุนันท์สารถีนี่แกก็ไม่ได้มองดูก็ตั้ง

36:54

ใจขุดหลุมให้มันเสร็จพอจะคิดว่าเออกดขน

36:59

เสร็จแล้วเดี๋ยวกลับไปกดหลุมเสร็จแล้ว

37:01

เดี๋ยวกลับไปกินข้าวกับเมียที่บ้านดีกว่า

37:05

ไอ้เรื่องบ้าๆบอๆแบบนี้ไม่น่าจะมาใช้กัน

37:08

เลยจะให้ตีซะก่อนลูกชาวบ้านชาวเมืองเ้า

37:12

เป็นใบ้กันตั้งเยอะแยะไปไม่เห็นมีใครเฝัง

37:16

นี่พระราชามีลูกเป็นใบ้เป็นง่อยให้ฝังมัน

37:19

แปลกแกก็นั่งคิดก็ไปตามเรื่อง

37:24

ขุดไปก็คิดไปทำงานคนเดียวนี่ก็ทำมาส่งเดช

37:28

ไม่มีใครได้รัด

37:31

เป็นอันว่าพระเตมีท่านเดินไปเดินมาข้างรถ

37:35

แกก็ไม่ได้มองตั้งหน้าตั้งตาขุดไปตาม

37:38

เรื่องของแก

37:40

คราวนี้เมื่อพระเตมี

37:43

เดินไปเดินมาแล้วเห็นว่าเอี่ร่างกายยังดี

37:46

อยู่มือเท้าก็ใช้ได้ไม่ง่อยไม่เปียไม่

37:50

เสียขาเรียบแรงก็ยังดีทุกอย่าง

37:54

แล้วมาสงสัยนะไอ้แรงเดินน่ะมีแต่แรงที่จะ

37:58

ใช้งานจะมีหรือไม่มี

38:01

ทำยังไง

38:03

ก็ลงทดลองว่าไอ้แรงของเรานี้นอกจากจะเดิน

38:06

น่ะมันมีแน่แต่ใช้งานอย่างอื่นจะมีมั้ยก็

38:11

ทดทดลองทดลองแบบไหนลองกำลังจับรถยกขึ้น

38:18

เมื่อยกจับรถยกขึ้นแล้วเอ๊มันก็เบานี่รถ

38:23

ยกขึ้นแล้วมันก็เบาทำไงยกขึ้นแล้วมันก็

38:26

เบาทำไงควงรถ

38:30

เอารถควงเล่นจับรถหมุนหมุนควงข้างบนไม่

38:34

ใช่ควงมาข้างล่างเมื่อควงหมุนไปหมุนมาก็

38:39

ทำเป็นได้คล้ายๆก็ยกรถยกรถเบาๆเหมือนรถ

38:43

ตุ๊กตา

38:45

ไม่เห็นว่าร่างกายก็ดีกำลังบังช้าก็ดี

38:50

ยิ่งคิดในใจว่าเจ้าสุนันี่

38:54

ถ้าเราจะเป็นคนใจร้ายสักนิดนึง

38:58

แกกำลังขุดหลุมฝังเรา

39:01

ถ้าหากว่าแกถ้าเราจะรดฟ้าใจก็ตายก็สู้เรา

39:06

ไม่ได้แต่ว่าไม่เป็นไรเธอไม่ได้ทำด้วย

39:10

เจตนาร้ายของเธอนี้พ่อเราใช้มาอำมาตย์เข

39:15

ไปชมกันคนส่วนใหญ่ก็เห็นว่าต้องทำพ่อเรา

39:18

ก็ต้องทำ

39:20

เราก็ไม่ควรจะไปโกรธเธอพระองค์ก็ไม่โกรธ

39:25

จึงคิดว่าเอ๊นี่นายสุนันท์เค้าก้มหน้าก้ม

39:28

ตาขุดหลุมอยู่แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเดินได้

39:33

ยกรถได้

39:35

ทำยังไงดีก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหานายสุนัน

39:42

นายสุนันท์สารถีขุดนั้นไม่สนใจกับการดึง

39:47

เข้าไปว่าคำของว่าเตมี

39:52

แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคือ

39:54

ก้มหน้าก้มตาขุดหลุมเรื่อยไปตั้งใจคิดว่า

39:58

จะฝังราชปมารแล้วจะไปหาลูกหาเมียจิตใจจดๆ

40:04

อย่างนั้นแม้ว่าเตมีเดินเข้าไปยืนใกล้ๆก็

40:08

ยังไม่รู้

40:11

แต่ก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงถาม

40:16

เสียงถามว่านี่ท่านสารถี

40:20

้าท่านขุดหลุมสี่เหลี่ยมทำอะไรกันจ๊ะ

40:25

พอได้ยินเสียงก็ก็ตกใจว่าเอ๊ะไอ้ช้าผีดิบ

40:29

นี่น่ากลัวผีมันจะมาถาม

40:34

จึงได้หันไปมอง

40:37

มองดูท่านก็จำไม่ได้เพราะว่ามีความรู้สึก

40:41

ว่าพระเตมีนี่ท่านไปง่อย

40:44

ท่านลุกไม่ได้ท่านพูดไม่ได้ท่านทำอะไรไม่

40:47

ได้ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นคนอื่น

40:52

เพราะรูปร่างท่าทางที่เห็นเป็นสง่าผ่าเผย

40:57

เป็นคนแข็งแรง

40:59

ก็คิดว่าคงจะเป็นคนเดินทางผ่านมาเห็นตน

41:03

กำลังขุดหลุมก็แวะเข้ามาสอบถามดูมังมีตาม

41:07

ความรู้สึกเป็นของเขา

41:10

เมื่อได้ยินเถียมเสียงถามอย่างนั้นแกก็

41:13

ตอบแบบฮ้วนๆ

41:16

ว่าขุดฝังคนจ้า

41:20

แล้วเตมีก็ถามว่าท่านสาวัตถี

41:24

ท่านจะฝังใครกันล่ะ

41:28

นายสุนันท์ถีก็ตอบว่านี่ฉันจะฝังลูกพระ

41:31

เจ้าแผ่นดินแใหญ่โตซะด้วย

41:35

ท่านเตมีก็ถามต่อไปว่าท่านนายสารถี

41:40

ท่านจะฝังกันเล่าเป็นรูปของพระ

41:43

มหากษัตริย์ทำไมจึงต้องฝัง

41:46

มีเรื่องมีความผิดยังไงรึต้องฝังกัน

41:51

นายสุนันท์แกก็บอกไอ้เรื่องมันยาวท่าน

41:55

จะมารู้ก็ไปทำไมนะนี่ไปห่างๆนะฉันจะขุด

42:00

ฉันจะรีบขุดหลุมให้มันเสร็จจะมาเสียกชวน

42:03

ฉันคุยเดี๋ยวดีไม่เห็นฟาดได้เสียมตายหงส์

42:06

อีกคน

42:09

แกเป็นคนของพระราชาก็ทำท่าใหญ่โต

42:13

สำหรับพระเตมีก็ยิ้ม

42:16

นั้นตราต่อไปว่านี่ไอ้ที่ถามนะก็อยากจะ

42:19

รู้บ้างว่าคนๆนั้นเขาเป็นลูกพระเจ้าแผ่น

42:23

ดินที่จะมาถูกฝังน่ะเค้าทำเค้ามีโทษมี

42:28

ความผิดอะไรจึงต้องถูกฝังไอ้คนที่จะถูก

42:31

ฝังทั้งเป็นมันต้องมีความผิดอย่างหนัก

42:36

ในสารถีก็ชี้แจงว่าโทษน่ะไม่มีหรอกแต่้า

42:41

ว่าพระราชกุมารเป็นคนกกณี

42:46

ขืนทิ้งไม่นานความอุบาทจันไรทั้งหลายมัน

42:49

จะเกิดแก่พระราชาและเกิดแก่พระราชสมบัติ

42:53

แล้วก็เกิดแก่คนทั้งเมืองฉะนั้นการเสีย

42:57

สละคนกาลิคณีคนเดียวเพราะหวังความสุขคน

43:01

ทั้งประเทศก็ควรจะเสียสละนะสำคัญตอบเก่ง

43:08

พระเตมีจึงได้แกล้งตรัถามต่อไปว่าคน

43:11

กิเคณีนเป็นยังไงนะ

43:15

ฉันไม่เคยรู้จักเลยฉันเป็นคนบ้านนอกนานี่

43:19

ไม่รู้ไม่เคยได้ยินคำว่ากาิกินี

43:23

นายสันถีก็ตอบว่าเอ๊ะคนไม่ดียังไงล่ะโง่

43:27

ไปได้เนี่ยไม่น่าจะมานั่งถาม

43:31

คนกิณีก็คนไม่ดีก็ไม่ดีแต่ตัวเท่านั้น

43:34

เมื่อไหรทำชาวบ้านชาวเมืองเขาไม่ดีไปหมด

43:37

ทำบ้านเมืองชิบหายวงคนในประเทศชาติดีไม่

43:41

ดีก็ตายทั้งเมือง

43:44

เอ๊ะ

43:46

ท่านแปลกใจทีนะว่าทำไมคนกายก็หนีเหมือนทำ

43:51

ให้คนตายถ้าอย่างงั้นไอ้คนประเภทยุให้รำ

43:55

ตำให้รัว

43:58

ประเภทที่คนเอยู่ดีๆเป็นอิสระ

44:02

แต่ว่ามันแนะนำให้คนเป็นทาสคน

44:06

จะกินก็ตามที่เขาจะให้กิน

44:09

จะใช้ของก็ต้องตามเขาให้ใช้ผ้าผ่อนท่อน

44:13

สบายจะนุ่งตามชอบใจก็ไม่ได้จะเลือกสีอะไร

44:16

ก็ไม่ได้ต้องมีสีตามเขาสั่งป่วยไข้ไม่

44:21

สบายก็ต้องไปขออนุญาตเจ้านายว่าป่วยถ้า

44:25

เขาบอกว่าไม่ป่วยก็ต้องไม่ป่วยจะไปหาพี่

44:29

หาน้องที่บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องขอ

44:32

อนุญาต

44:34

แม้แต่ไก่มีที่บ้านตัวตายก็ยังกินไม่ได้

44:38

ต้องไปถามเจ้าถามนายก่อน

44:41

เป็นอันว่าสภาวะความอิสรภาพไม่มีต้องตก

44:47

เป็นทาตุเขาด้วยกรณีทั้งปวงคนที่แนะนำให้

44:51

คนเป็นคนประเภทนี้ทั้งเมืองน่ะคนประเภท

44:55

นี้เป็นคนกิณีหรือเปล่า

44:58

ความจริงเรื่องนี้พระเตมีคงไม่ได้ถามใน

45:01

สารถีี

45:04

น่าเสียดายถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในสมัย

45:07

นี้แล้วก็พระเตมีคงจะถามในฐานีว่าคน

45:11

ประเภทยุให้รำตำให้รั่วสร้างความชั่วร้าย

45:16

สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งประเทศ

45:19

ต้องการให้คนที่มีอิสรภาพเป็นไทยกลายเป็น

45:23

ทาสคนประเภทนี้เป็นคนกายีหรือเปล่า

45:27

นี่พูดไปเค้าคงจะเกลียดปากนะ

45:31

เป็นอันว่า

45:34

ในสารถีตอบว่าไอ้คนกิกณีก็คือคนไม่ดีไม่

45:38

ใช่ทำให้บ้านเมืองชิบหายวัยป่วงคนทั้ง

45:41

ประเทศชาติจะพลอยตายไปด้วย

45:45

นี่แกตอบแบบโมโหโมโหแอีกคนหนึ่งแกทำงาน

45:50

ดันมาซักมาถามไม่ได้

45:53

ท่านพระเตมีท่านก็ใจดีเห็นในในนั่นฉนกัน

46:00

เห็นก็ชักฉนๆท่านก็ยิ้มท่านก็ถามต่อไปไอ้

46:04

คำว่าไม่ดีเมันเป็นยังไงเอาแล้ว

46:09

ที่ตอนนี้ตานั่นแกชกโมโหบอกเอนี่ๆๆนี่

46:14

อย่ามากวนกันมากนั่นน่ะนี่ฉันจะทำงานนะ

46:18

ฉันจะรีบขุดหลุมเดี๋ยวจะกลับมันจะค่ำ

46:23

ไอ้ซักไอ้ถามไอ้สงสัยไอ้นี่นู่นเขาไปพูด

46:27

กันนดบนศาลเป็นตุลาการไปซักไปถามไปทนาย

46:31

กันนน่นไอ้คนเดินทางอย่างแก่นี่อย่าเสียก

46:35

มาซักมาถามนะมันชักโย่งชักเหนื่อยๆ

46:39

พระราชกุมารคือประเมีก็ไม่ว่าอะไรยิ้มทรง

46:43

ยิ้มสวยๆแล้วคงมีพระราชดำรัสเรียบเรียบ

46:48

ถามต่อไปว่านี่ฉันอยากรู้จริงๆนะก็เลยมา

46:54

รบกวนท่านหน่อยนึง

46:58

อยากจะรู้ถ้าหากว่าไม่เกินวิสัยแล้วก็พ่อ

47:01

คุณกรุณาช่วยบอกด้วยนะว่าเป็นยังไงนะคน

47:06

ไม่ดี

47:08

ในเทพสารัตถี

47:10

คือนันทะบันเทิงในบันเทิงสารถีก็แล้วกัน

47:15

บอกเอาอย่างนี้นะค่อยฟังให้ดีคือว่าพระ

47:19

ราชโอรสคือลูกของเจ้านายของผู้ฉันคนนี้

47:23

เกิดมามีลักษณะสวยงามน่าเอ็นดูมากตอนเด็ก

47:28

ๆใครก็รักเสียงก็เพราะจริยาก็ดีนิ่มนวล

47:32

ชวนน่ารักน่าชมแต่ภายหลังอยู่ๆมันก็จู่ๆ

47:38

ไม่พูดไม่จาแขนขาก็ไม่ยกไม่ก้าวเอาเฉยๆ

47:44

อย่างนั้นแหละใครจะพูดอะไรก็แถมหโหหนวก

47:47

ไม่ได้ยินซะด้วยก็เลยเป็นอันว่าเหมือนกับ

47:51

ตุ๊กตาตัวโตๆ

47:54

ที่เขาตั้งเอาไว้แต่ว่ามีอย่างกินได้ขี้

47:57

ได้

48:00

แต่เวลาจะขี้ก็ขี้มาตรงนั้นน่ะเลอะเทอะ

48:02

สร้างความรำคาญให้แก่ชาวบ้านเต้องช่วย

48:06

อย่างนี้แหละเค้าเรียกกาิกินี

48:11

แล้วท่านก็เลยถามต่อไปว่าพระเตมีถามต่อไป

48:14

แล้วมีอะไรอีกมั้ย

48:17

เค้าก็ตอบว่ายังไม่

48:21

ก็ยังไม่ยังไงหรอก

48:24

พระเจ้าแผ่นดิน

48:26

รอมาเวลา 16 ปี

48:30

ดูคิดว่าจะดีก็ไม่ดีขึ้นก็เลยตัดสินใจให้

48:34

ข้าพเจ้าเอามาฝัง

48:36

เอามาฝังเสียงที่ขุดหลุมอยู่เนี่ยตั้งใจ

48:39

จะขุดหลุมฝังพระราชมาร

48:42

ท่านเข้าใจหรือยังล่ะ

48:46

นายสารถีกลับย้อนถามขึ้นมาบ้างแต่เขาก็

48:51

เกิดสงสัยเพราะได้ยินคำถามย้อนย้อนกลับมา

48:55

พอก็ถามว่าท่าน

48:58

เข้าใจหรือยังล่ะนะ

49:01

เกลับถามบ้างแต่ว่าคำถามไม่ได้รับคำตอบ

49:05

ได้รับคำถามต่อยว่าท่านรู้จักฉันมั้ย

49:10

ว่าฉันเนี่ยเป็นใครเอ๊

49:13

ในนั่นมองมองตั้งแต่เท้ายันิสะตั้งแต่

49:18

สะเท้าเห็นท่างาทางสง่าผ่าเผยสวยสดงดงาม

49:22

องค์อัดผิวพรรณผ่องใสคล้ายๆกับนายเรา

49:27

แต่คงไม่ใช่นายเราแน่เพราะนายเราเป็นง่อย

49:31

แล้วเป็นใบ้เก็โหหนวก

49:34

เมองอย่างพิจารณาแล้วแต่เค้าก็จำไม่ได้

49:38

เพราะผู้ที่เขาเห็นนี่ยืนตรงหน้านี่มัน

49:41

ไม่ใช่พระราชกุมารผู้เป็นง่อย

49:44

เพราะว่านายเราเป็นง่อยไม่ใช่แน่

49:48

เมื่อเมองดูไปดูมาด้วยความสงสัยจึงได้

49:51

เอ่อเมื่อท่าน

49:54

เห็นว่านายสรถีเแปลกใจแล้วก็สงสัยแต่เขา

49:59

ก็ไม่พูดก็อิ้งอึ้งเฉยๆ

50:03

ท่านพระเตมีจึงได้กล่าวว่าท่านสารถีมองดู

50:07

ด้วยความสงสัยหรือจะประกาศให้ทราบก็ได้

50:11

ว่าฉันเป็นใคร

50:14

ในสันถีก็ถามท่านมาจากไหนเป็นใครแล้วจะไป

50:18

ที่ไหนกันนะพ่อคุณยุ่งเหลือเกินนี่จะกดลม

50:22

ให้มันเสร็จสักหน่อยก็ถามอยู่เนี่ยเอ้า

50:25

ประกาศมาสักทีนี่ว่าใคร

50:28

พระเตมีจึงได้กล่าวทตรัสว่าท่านสัตถี

50:33

เราคือเตมีราชกุมาร

50:37

ผู้ที่ท่านจะนำมาฝัง

50:40

ท่านลองพิจารณาดูทีว่าเราเป็นคนกาลกณี

50:45

หรือเปล่าดูซิเราเป็นง่อยหรือเปล่า

50:50

หากว่าท่านสงสัยมองมองไปที่รถซิว่าเตมี

50:54

ใบ้เตมีง้อง่อยเตมีหูหนวกมีอยู่ที่รถหรือ

50:58

เปล่า

51:00

ในสารถีมองไปอย่างสงสัยแล้วก็มองไปที่รถ

51:05

ไม่เจอใคร

51:07

คิดในใจว่าเอพระราชกุมารนี่ไม่น่าจะเป็น

51:11

ไปได้เลยนะ

51:14

ไม่ใช่จะว่าใช่ก็ไม่แน่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่

51:17

แน่แต่ที่รถก็ไม่นี้

51:22

เป็นเหตุให้เตมีต้องประกาศใหม่ว่าเราคือ

51:25

เตมีราชกุมาร

51:28

โอรสของพระเจ้ากาสิราชที่ท่านอาศัยเลี้ยง

51:32

ชีพด้วยการเป็นข้าราชบริพารอยู่เวลานี้จง

51:36

อย่าสงสัยเลย

51:39

ท่านขุดหลุมฝังเราน่ะมันเป็นเรื่องไม่

51:42

เป็นธรรม

51:44

ท่านจะฝังเราฝังท่านเอาล่ะสิท่านไปโย่ง

51:48

ล่ะสิ

51:49

ชักธรรมสงสัยนี่

51:52

ในสารถีถามว่าทำไมไม่เป็นธรรมเล่าก็เขา

51:56

ใช้ฉันมารนี่มันก็ต้องเป็นธรรมสิฉันเป็น

51:59

ขี้ฆ่าเขาเป็นเจ้าเป็นนายนี่ถ้าเใช้ไม่ทำ

52:03

ฉันไม่ตายรึเดี๋เฉันตายดีไม่ดีเงินดนงดน

52:07

เงินเดือนเงินดาวฉันไม่ได้ก็เสร็จ

52:11

แล้วพระเตมีก็ตรัสว่าเพราะท่าน

52:16

มองดูสิว่าเราเป็นคนกิกินีหรือเปล่า

52:22

นี่นะตกแล้วก็รับทรงรับสั่งให้มาฝังคนคือ

52:29

เอางี้ก็แล้วกันท่านบอกว่านี่มองดูซิว่า

52:33

เราเป็นคนกิณีหรือเปล่า

52:36

การที่พระราชารับสั่งมาให้ฝังคนกกินี

52:42

หากว่าเห็นว่าเราเป็นคนกิคณีก็จงฟัง

52:46

ถ้าหากว่าเห็นว่าเราไม่ใช่ให้คนกณีก็จง

52:49

อย่าฟังเอาล่ะสิ

52:52

ในสารถีมองท่าไม่ดีท่าทางนี้ไม่เป็น

52:56

เรื่องเสียแล้วคิดในใจว่าจริงๆนะจริงนะ

53:01

ยิ่งนะเสั่งฝังคนกาลนี

53:05

เป็นคนยินดีเราฟังมันก็ไม่ถูกคิดแล้วเขา

53:09

ก็อึ้งไม่รู้จะพูดยังไงพูดใหม่ออกพระเตมี

53:14

ได้กล่าวต่อไปว่าคนผู้ไม่ทำร้ายมิตร

53:19

แม้จะไปในสถานที่ใดก็ไม่อดอยากเพราะใครๆ

53:24

ก็ต้องการคบหาสมาคมกับเขาเมื่อมีการคบหา

53:29

สมาคมแล้วอันตรายต่างๆจะไม่มีจะมีแต่ลาภ

53:34

สักการะ

53:37

ในนั้นฟังเข้าเฉย

53:41

เฉยท่านก็กล่าวย้อนบนนี้ฟังให้ดีนะจะพูด

53:44

ให้ฟัง

53:46

ว่าผู้ใดไม่ทำร้ายมิตรแม้จะไปในที่ใดๆก็

53:51

ไม่อดอยากเพราะใครก็ต้องการคบหาสมาคมกับ

53:56

เขาเมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆ

54:01

ก็จะไม่มีจะมีแต่ลาภสการะ

54:06

พอพูดก็พูดไปนายสารถีก็เฉย

54:11

เมื่อนายถีเฉยถึงกล่าวต่อไปว่าถึงจะกล่าว

54:14

อย่างไร

54:16

เธอก็ไม่รับฟัง

54:19

หรือก็ฟังไม่รู้เรื่อง

54:22

ในสารถีเมื่อเห็นได้ฟังอย่างนั้นก็นั่ง

54:26

มองไปมองมาก็สงสัย

54:29

ไอ้ลูกนายของเราเองก็ไม่แล้วกัน

54:33

เมื่อกี้นี้ใบ้เดี๋ยวนี้มาเป็นไม่ใบ้ซะ

54:36

แล้วสงสัยจึงหยุดขุดหลุมและพิจารณาใกล้ๆ

54:42

และเขาก็จำได้ว่าเป็นพระราชชกุมารมานี่

54:45

ยังไม่รู้นะยังไม่ยอมเชื่อที่จะนำมาฝัง

54:50

เองเก้มลงกราบที่ท้าพระเตมี

54:55

แล้วกราบทนว่าโอ้ข้าพระบาทเป็นคนโง่พระ

54:59

เจ้าข้า

55:00

ทั้งนายของตนเองยังจำไม่ได้เลย

55:05

เหมือนกับปาฏิหาริย์บันดาลให้เกิดไม่น่า

55:07

เชื่อเลยพระเจ้าค่ะเพราะว่าพระองค์น่ะ

55:11

เป็นใบ้เป็นง่อยมาตั้งนาน

55:14

เวลานี้ท่าทายสง่าผ่าเผยสวยสดงดงามกระปี้

55:19

กระเป่าแบบนี้ข้าพพุทธเจ้าอดสงสัยไม่ได้

55:24

มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อท่านยังถามว่า

55:27

ทำไมถึงไม่น่าเชื่อเบอกว่าเพราะพระองค์

55:30

ไม่เคยเคลื่อนไหวร่างกายมาก่อนตั้ง 10 ปี

55:35

อวัยวะควรจะใช้ไม่ได้ควรจะเหี่ยวแห้งไป

55:39

แต่วันนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่นับว่าเป็น

55:42

ความแปลกประหลาดที่สุดที่เคยเห็นมา

55:47

บรรดาท่านผู้รับฟังทั้งหลายวันนี้คงไม่มี

55:51

คำอธิบายอะไรกัน

55:53

แล้วว่ากันไปว่ากันเวลามันก็หมดซะแล้วก็

55:58

ขอท่านทั้งหลายโปรดรับฟังในวันต่อไป

56:01

สำหรับวันนี้ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ

56:04

พัฒนมงคล

56:06

สมบูรณ์พุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน

56:08

พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี

56:14

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

56:19

สำหรับวันนี้

56:22

ก็ขอพบกับบรรดาท่านพุทธบริษัท

56:26

เรื่องพระเตมีใบ้

56:30

สำหรับเรื่องพระเตมีใบ้นี่อาตมาคงจะไม่

56:33

ต้องใช้คำอธิบายอะไรมาก

56:37

แต่ว่าบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นนิทาน

56:40

ปรัมปรา

56:42

แต่ถ้าหากว่าถ้าฟังกันด้วยปัญญาแล้วก็

56:46

เวลาฟังไปก็ใช้ปัญญาไปด้วยช่วยคิดตาม

56:52

ก็จะมีประโยชน์มาก

56:55

ในตอนนี้จะขอย้อนหลังมาสักนิดหนึ่งเพื่อ

57:00

จะได้ประสานกัน

57:03

เป็นอันว่าเมื่อนายสารถี

57:07

มองเห็นพระเนิราชแล้ว

57:11

ก็คิดว่าจะยังไม่ยอมเลิกที่จะคิดจะฝัง

57:18

แล้วเขาก็จำพระเนิราชไม่ได้นักต่อมาเ

57:22

เริ่มจะจำได้

57:25

หรือว่าทีแรกสงสัยคิดว่าพระเนมีราชเป็นคน

57:29

ใบ้แล้วก็เป็นคนหูหนวก

57:32

แต่ว่าอยู่ๆพระเตมีก็กลับกลายเป็นคนดี

57:36

ขึ้นมา

57:38

ตอนหนึ่งซึ่งเป็นภาษิตที่พระเตมีกล่าวว่า

57:43

คนผู้ไม่ทำร้ายมิตร

57:47

แม้จะไปในสถานที่ใดก็ไม่อดอยาก

57:52

เพราะใครก็ต้องการคบหาสมาคมกับเขา

57:57

เมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆก็จะ

58:02

ไม่มีจะมีแต่ลาภสักการะต่างๆ

58:08

มีความจริงภาษิตข้อนี้เป็นภาษิตควรจะคิด

58:13

ว่าคนใดถ้าไม่คิดประทุษร้ายมิตร

58:18

คือมีความเมตตาปราณีปรารถนาในการ

58:21

สงเคราะห์มิตรสหาย

58:25

ก็เป็นอันว่าคนนั้นเป็นคนไม่มีศัตรู

58:30

เวลานี้ท่านผู้รับฟังทั้งหลาย

58:34

โปรดทราบคนมีหลายประเภทด้วยกัน

58:40

มีความเห็นต่างกันบางคนเราอยู่ร่วมกัน

58:44

ด้วยดีในผืนขึ้นดินเดียวกัน

58:48

เขาก็จะมายุให้เราแบ่งแยกดินแดนออกไปเสีย

58:52

คนประเภทนี้ว่าคนประทุษร้ายมิตร

58:57

ถ้าผืนแผ่นดินที่เราอยู่แผ่นดินเดียวกัน

59:01

แต่ถูกตัตัดแบ่งตัดแยกตัดพวกตัดท้องออกไป

59:05

อะไรมันจะดีบ้าง

59:09

คนที่เมาที่หลังและคนที่เค้าจะมาปกครอง

59:14

เราคราวหลังเค้าดีแล้วเเลว

59:18

ถ้าคนที่ดีจริงๆเต้องคิดประทุษร้ายกัน

59:23

คำว่าประทุษร้ายก็หมายความว่าอยากจะแยก

59:26

พื้นที่ดินคือพรรคพวกให้เป็นหมู่เป็น

59:29

เหล่าเป็นกกเป็นกลุ่ม

59:32

แยกกันออกไปแล้วความสามัคคีมันก็ไม่มีมัน

59:36

ก็กลายเป็นศัตรู

59:40

ถ้าเราอยู่ร่วมกันมากทั้งโลกทั้งโลกนี่

59:43

ถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน

59:47

ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกันเรื่องการรบรา

59:50

ฆ่าฟันกันก็ไม่มี

59:53

และประการที่ 2 ที่เราอยู่ดีๆก็มีบุคคลมา

59:57

มั่วร้ายปรารถนาทำลายชีวิตโขบังคับด้วย

60:02

อาวุธพุทโธปกรณบ้างให้กลับกลายไปอยู่ใน

60:06

อำนาจเขาทั้งๆที่กฎหมายระเบียบแบบแผนของ

60:10

บ้านเมืองก็มีศีลธรรมก็มีแต่เขาไม่ทำคน

60:15

ประเภทนี้เป็นคนประทุษร้ายมิตรหรือว่า

60:17

เป็นคนรักมิตร

60:20

บางคนก็จะคิดว่าให้ประเทศไทยที่เป็น

60:24

อิสรภาพอยู่ในเวลานี้

60:28

คำว่าเป็นอิสรภาพสำหรับพวกเราก็หมายถึง

60:31

ว่าต้องเป็นอิสรภาพที่อยู่ในขอบเขตของกฎ

60:34

หมาย

60:36

กฎหมายย่อมปรารถนาจะให้คนไทยทั้งชาติมี

60:40

ความสุข

60:42

มีอิสรภาพมีฐานะคือความเป็นอยู่เท่าเทียม

60:46

กัน

60:48

คือจะกินเมื่อไหร่ก็ได้จะนอนเมื่อไหร่ก็

60:51

ได้จะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้จะมีทรัพย์สิน

60:55

มากเท่าไหร่ก็ได้จะคบหาสมาคมกันยังไงก็

60:59

ได้จะไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้ป่วยก็นอนเสีย

61:04

เนยก็พักผ่อน

61:06

แต่ว่าลัทธิมหาปลัยที่กำลังจะเข้ามาสู่

61:10

ประเทศไทย

61:12

คือจะทำคนไทยทั้งชาติให้กลายเป็นทาส

61:16

สำหรับคนกลุ่มเดียว

61:19

ดูตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเรือนเคียงอย่าง

61:22

ประเทศเขมรกับประเทศลาวที่เรากำลังเห็น

61:25

อยู่เวลานี้

61:29

คนในประเทศลาวจะต้องมีเครื่องแต่งตัวปี

61:33

นึง 3 ชุด

61:35

แลแต่ละชุดก็เป็นผู้อื่นจัดให้ความเหมาะ

61:39

สมตามความพอใจของเราไม่มี

61:43

จะเลือกตามพอใจอย่างคนในประเทศไทยนี่ไม่

61:47

ได้จะแต่งสีอะไรจะเอาสวดทรงแบบไหนอย่าง

61:51

นี้ไม่ได้

61:53

จะต้องตามใจเขา

61:56

และอาหารที่จะได้รับประทานเข้าไปก็เป็น

61:59

อาหารที่เขาจัดให้

62:02

อาหารที่เจัดให้จงอย่าคิดว่าสบายนะ

62:07

เขาจัดให้ตามใจเขาไม่ใช่ตามใจเรา

62:11

ถ้าเราต้องปราการเปรี้ยวเให้หวานเราก็

62:15

ต้องกินหวาน

62:17

ถ้าเราต้องการเค็มเให้เปรี้ยวเราก็ต้อง

62:20

กินเปรี้ยวแล้วกินตามขอบเขต

62:24

อย่างกับประเทศหนึ่งซึ่งเป็นต้นเศษของ

62:28

ลัทธินี้

62:31

ก็มีคนที่เค้าเคยไปอยู่ที่นั่นเ่าให้ฟัง

62:35

ว่าในประเทศใหญ่นั้นเค้ามีลัทธิการกิน

62:39

อยู่ 3 แบบ

62:42

แบบหนึ่งเค้าเรียกว่ากระทะใหญ่

62:45

อีกแบบหนึ่งเขาเรียกว่ากระทะกลางอีกแบบ

62:48

หนึ่งเขาเรียกว่ากระทะเล็ก

62:51

คำว่ากระทะใหญ่อาหารสำหรับคนทั่วไปที่

62:55

เรียกว่ากรรมกร

62:58

คนประเภทนี้มีกับข้าวอย่างเดียวตามที่เขา

63:01

จะให้

63:03

เค้าแบ่งข้าวให้กินวันละ

63:07

500 กรัม

63:10

วันละครึ่งกิโล 1 คนสำหรับกับข้าวเรื่อง

63:14

เนื้อสัตว์ไม่มี

63:17

สำหรับกระทะกลางก็หมายว่าเป็นหัวหน้า

63:20

เพื่อควบคุมหมู่เหล่าคนประเภทนี้มีกิมี

63:25

กับข้าวกิน 3 อย่าง

63:28

สำหรับกระทะเล็กจะกินยังไงก็ได้เพราะเป็น

63:32

ผู้ใหญ่

63:35

มีท่านสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

63:40

ว่าท่านอยู่ในประเทศนั้นเขาทำร้ายท่านคือ

63:44

ให้ลูกหลานในประเทศไทยนี่เอาเงินไปทายเลย

63:48

เอาเงิน 40,000 บาทท่านจะคิดว่าลูกหลานจน

63:52

เพราะต้องอยู่ที่นั่นท่านไม่มีเงินใช้แต่

63:55

ความจริงๆลูกหลานอยู่ในประเทศไทยคนที่สุด

63:59

เขาไปมัดแช่น้ำไว้บ้านใกล้เรือนเคียงเขา

64:02

ก็บอกว่าเขาไปแก่ๆแล้ว

64:06

เขาจะเขียนจดหมายมาบอกลูกหลานในเมืองไทย

64:10

ในที่สุดเขาก็เขียนจดหมายมาลูกหลานทราบ

64:14

ข่าวเป็นคนรวยไปถ่ายเอาแม่มาจากประเทศ

64:17

นั้น

64:19

ก็มีโอกาสได้คุยกันแต่ก็เธอก็คุยให้ฟัง

64:24

ว่าความเป็นอยู่ของลัทธิที่เขาจะมา

64:27

เปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นน่ะอย่า

64:29

ให้มันเป็นเลย

64:32

ฉันต้องอดทนอยู่กับลัทธินั้นมาประมาณ 10

64:35

ปีเศษนี่ประเทศหนึ่งนะเป็นประเทศแม่บทมี

64:40

แต่ความอดอยากถามว่าเวลาไหว้เจ้าสดจีนทำ

64:44

ยังไงเบอกว่าไม่มีความหมายกับข้าวกินเข้า

64:48

ไปวันหนึ่งวันหนึ่งก็มีแต่หัวจี๊โป้หรือ

64:51

ผักเค็มๆ

64:54

ซึ่งไม่มีอะไรจะกิน

64:57

ลูกชาย

64:59

ทำงานเลี้ยงหมู 12 ตัวได้ค่าจ้างคิดเป็น

65:04

เงินไทยประมาณวันละ 1 บาท

65:08

ลูกสะใภ้เป็นนางพยาบาล

65:11

ได้ค่าจ้างวันหนึ่งคิดเป็นเงินไทยวัน

65:14

ประมาณวันละ 6 สลึง

65:17

ถ้าทำงานถึงปีทั้งปีเนี่ย

65:21

เต็มปีเก็บเงินไว้ทั้งหมดประมาณ 365 15

65:25

บาทสำหรับลูกชายจะซื้อรองเท้าไม่ได้ 1

65:28

คู่

65:31

แล้วอาหารเให้กินวันละครึ่งกิโลสำหรับ

65:34

ข้าวสารประเทศนั้นเยังดีนะ

65:38

แกบอกว่าตัวแกเองกินแต่น้ำข้าวสงสารลูก

65:42

สาวเอ้ลูกชายก็ลูกสะใภ้เอาเนื้อข้าวไว้

65:44

ให้ลูกกิน

65:47

แต่ว่านี่ประเทศนี้ประเทศใหญ่อย่างดี

65:51

สำหรับประเทศลาวกับประเทศเขมรที่ร้ายกาด

65:55

มาก

65:57

อาหารการบริโภคไม่ได้บริบูรณ์สมบูรณ์แบบ

66:00

นั้นแต่ถ้าว่าการจะเป็นความเป็นอยู่เป็น

66:05

ไปด้วยความแร้นแค้นมาก

66:09

แล้วที่ใกล้ๆคนที่เขาข้ามมาเเล่าให้ฟัง

66:12

ว่าจะไปจากถ้ามีเพื่อนอยู่หมู่โน้นถ้าจะ

66:16

ไปต้องลานายเก่อน

66:19

นายเให้ไปก็ไปได้แต่ไปต้องกลับตามเวลา

66:23

ทรัพย์สมบัติใดๆมีอยู่จะถือว่าเป็นส่วน

66:28

ตัวไม่ได้

66:30

จะต้องเป็นของรัฐหมดรัฐจะกำหนดให้กินรัฐ

66:33

จะกำหนดให้ทำงานป่วยไข้ไม่สบายแต่เขาไม่

66:38

อนุญาตให้ป่วยก็ป่วยไม่ได้จะว่านั่งทำแบบ

66:43

สบายๆหนาวก็นอนร้อนก็พักอย่างนี้ไม่ได้

66:48

ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

66:51

ลัทธิแบบนี้คนที่เขมาคุยให้เราจงคิดว่า

66:55

บางคนประเภทนี้เป็นคนทำร้ายมิตร

66:59

เพราะคิดจะให้คนไทยทั้งชาติเป็นทาสของคน

67:02

หมู่เดียว

67:04

ท่านทั้งหลายจะเห็นมั้ว่าภาษิตของพระเตมี

67:09

นี่ท่านดีมากน่าจะจำไว้ว่าคนที่ไม่คิดทำ

67:14

ร้ายมิตรจะไปสถานที่ใดก็ไม่อดไม่อยากมีคน

67:19

รัก

67:21

แต่คนที่ที่เคิดประทุษร้ายมิตรคือคิด

67:24

ประทุษร้ายประคนไทยด้วยกันที่เป็นอิสรภาพ

67:28

เวลานี้เอยู่ที่ไหนต้องอดอยากอยู่ในป่า

67:33

ความจริงถ้าเขาไม่คิดอย่างนั้นละก็เขาจะ

67:36

มีความสุขอยู่ในบ้านในเมือง

67:39

นี่เราต้องมารบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันก็

67:42

เพราะคนไทยด้วยกันที่คิดประทุษจะร้ายมิตร

67:45

เป็นทาสของต่างชาติ

67:49

ต้องการย้ายชาติไทยเอาไปขายให้เป็นทาสของ

67:52

ชาติอื่น

67:55

ดูตัวอย่างในลาวคนลาวไม่มีความสามัคคีใน

67:59

กัน

68:01

แต่ในที่สุดเมื่อฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะฝ่าย

68:05

ที่เป็นท่ายเขาก็ไม่มีอิสรภาพ

68:09

นักศึกษาต้องถูกฆ่านับไม่ถ้วน

68:13

ในที่สุดก็ต้องโดดน้ำข้ามมาประเทศไทยทั้ง

68:18

ๆที่ในตอนต้นก็กลายเป็นเครื่องมือของเขา

68:22

คิดประทุษร้ายพวกกันเอง

68:26

นี่เป็นอันว่าการคิดประทุษร้ายมิตรเป็น

68:29

ของไม่ดีต่อแต่นี้ไปฟังถ้อยธรรม

68:33

คำว่าเตมีต่อไป

68:37

ก็ทนกล่าวเป็นภาษิตว่าผู้คนผู้ไม่ทำร้าย

68:42

มิตรแม้จะไปในสถานที่ไหนก็ย่อมไม่อดอยาก

68:48

เพราะมีคนรักนี่นะ

68:51

เรารักเขาเขารักก็รักเราเราไหว้เขาเขาก็

68:55

ไหว้เราเราให้เขาเขาก็ให้เราเราเมตตาเขา

68:59

ก็เมตตาเราเรายิ้มให้เขาก็ยิ้มให้เราเรา

69:04

กอดเขาเขาก็กอดเรานี่ต่างคนต่างรักมันก็

69:08

ดีเพราะใครต้องคบหาสมาคมกับเขาก็ว่าอย่าง

69:12

นั้นเมื่อมีการคบหาสมาคมแล้วอันตรายต่างๆ

69:17

ก็ไม่มีมันจะมีได้ยังไงในเมื่อมีแต่คนรัก

69:21

ก็ไม่มีอันตราย

69:23

แล้วจะมีแต่ลาภสักการะต่างๆคือใครๆก็อยาก

69:27

ให้

69:30

เมื่อถึงกล่าวอย่างนี้แล้วในพระบาลีแต่

69:33

ว่าถึงจะกล่าวท่านจะกล่าวยังไงก็ตามนาย

69:37

สารถีก็ได้สงสัย

69:41

จึงได้หยุดจากการขดหลม

69:45

แล้วก็พินิจพิจารณาใกล้

69:49

และเขาเกิดจำได้ว่าพระกุมารที่เขานำมาจะ

69:54

ฝังนั่นเองเอแอบมายืนอยู่ได้ยังไงก็ท่าน

69:59

เป็นง่อยนี่นะใบ้ก็ใบ้ง่อยก็ง่อยโหก็โหน่

70:03

เอ๊ย่องมายืนอยู่ได้ยังไง

70:07

เมื่อเวลาที่จำได้เนึกเข้ามาได้ว่าเอ๊ะ

70:10

นี่เจ้านายเขาไม่ง่อยแล้วนี่เ้าก็เลยก้ม

70:13

ลงกราบ

70:16

กราบลงไปในท้ายของพระเตมี

70:20

ึงกล่าวว่าโอ้โหโอหนอข้าพระบาทเป็นคนโง่

70:24

เขลา

70:26

ทั้งนายของตนเองก็ยังจำไม่ได้

70:30

เนี่ยการที่พระองค์แสดงอย่างนี้เหมือน

70:33

ปาฏิหาริย์บันดาลให้เกิดขึ้นไม่น่าเชื่อ

70:36

เลยพระพุทธเจ้าข้า

70:40

พระเตมีจึงได้ถามว่าทำไมถึงไม่น่าเชื่อ

70:44

ล่ะ

70:46

เค้าก็ตอบตอบว่าก็เพราะพระองค์ไม่เคย

70:49

เคลื่อนไหวร่างกายมาตั้ง 10 กว่าปี

70:53

อวัยวะของพระองค์นี้ควรจะใช้ไม่ได้

70:57

ควรจะเหี่ยวแห้งไปทีนี้หาได้เป็นเช่นนั้น

71:01

ไม่นับว่าเป็นความประหลาดมากที่สุดที

71:04

เดียวก็เดียวกัน

71:07

ความจริงวันก่อนมันจบลงตรงนี้แต่วันนี้

71:10

พูดซะเยอะแยะเสียเวลาฟัง

71:14

ขอต่อไป

71:17

แล้วพระเตมีจึงได้กล่าวตไปว่าเมื่อท่าน

71:20

เห็นเราอย่างนี้แล้ว

71:23

ท่านยังจะคิดฝังอีกหรือเปล่าล่ะ

71:26

เก็ตอบว่าจะไม่ฝังนะพระยาค่ะ

71:31

ข้าพระพุทธข้าพระบาทจะเลิกคิดจะทำร้ายพระ

71:34

องค์เสียแล้ว

71:36

พระองค์ข้าพระองค์อยากจะนำ

71:40

พระองค์เข้าไปเฝ้าพระราชาคือพระราชบิดา

71:43

และพระราชมารดา

71:46

เพื่อพระองค์จะได้ครองสมบัติต่อไปพระเจ้า

71:49

ค่ะ

71:52

ตอนนี้เจำได้พระเตมีเริ่มเคราะห์

71:56

พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่าเอ่อในสารถี

72:01

เวทนันทะ

72:04

เราไม่คิดจะกลับไปสู่สถานเช่นนั้นอีก

72:09

เพราะที่นั้นเป็นเหตุแห่งการกระทำความ

72:13

ชั่ว

72:15

ซึ่งต่อไปจะทำให้เราเกิดในนรก

72:20

อย่างไม่รู้จักจะผุดจะเกิดขึ้นมาเมื่อ

72:22

ไหร่

72:25

นายสารถีก็แปลกใจ

72:28

นั่งนึกในใจว่านายของเรานี่แปลก

72:33

เป็นคนดีมาก่อนเป็นเด็กน่ารักต่อมาเป็นคน

72:38

ใบ้เป็นคนหูหนวกเป็นคนง่อย

72:43

แต่ต่อมาเวลานี้กลับเป็นนักปราช

72:47

อยู่ก็ย่องหาว่าการจะเป็นพระราชาผู้ทรง

72:51

อำนาจจะกลายเป็นสัตว์นรกนี่มันแปลก

72:57

แต่ถึงอะไรก็ดี

72:59

แปลกก็แปลกแต่อาการดีใจมันเกิดขึ้นกับเขา

73:04

ที่เจ้านายของเขาไม่ต้องเป็นง่อย

73:07

แล้วการที่เขาจะมาฝังเขาก็ไม่ได้คิดจะฝัง

73:11

ด้วยความโกรธแค้นเมาตามคำสั่งของพระราชา

73:16

แม้แต่พระราชาเองก็ไม่ได้เกลียดโลกเป็น

73:19

พระบาทนามข้าราชบริพารทั้งหลาย

73:24

เเห็นว่าพระเตมีเป็นคนกาลินี

73:29

ถ้าเขินเก็บไว้จะมีอันตรายกับพระองค์จะมี

73:32

อันตรายกับพระมารดา

73:35

จะมีอันตรายสู่บรรดาประชาชนทั้งประเทศจะ

73:39

ทำให้ชาติชิบหาย

73:42

นี่มันลองนั่งคิดกันอยู่

73:46

ว่าคนที่ไม่พูดคนที่ไม่เคลื่อนไหวทาสจะ

73:50

บรรล

73:52

ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคนที่ยุยาแต่แคงแสก

73:57

คนเมีความสุขสอแนะนำให้คนเแตกร้าวกันยุยง

74:02

ส่งเสริมพวกระดมมณฑล

74:05

พระเตมีกับคนประเภทนี้เนี่ยใครเห็นว่าพวก

74:08

ไหนเป็นกายีกันแน่

74:11

จะเห็นคนนิ่งๆอย่างพระเตมีเป็นกาลิกินี

74:15

หรือจะเห็นว่าคนที่สร้างความแตกร้าวใน

74:18

ประเทศชาติเป็นกายี

74:23

เรื่องนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังแล้วก็

74:25

คิดเอาเอง

74:28

คุยกันในสลีต่อไปก็ความดีใจของเขาเขายึง

74:33

กล่าวว่า

74:35

ถ้าข้าพระองค์นำพระองค์กลับไปได้เมื่อ

74:38

ไหร่

74:40

ใครๆก็ต้องแสดงความยินดีกับข้าพระองค์

74:43

ด้วยและข้าพระองค์เองก็จะได้เงินได้ทอง

74:47

ได้ทรัพย์สมบัติผ้าพรแปรพันธุ์ต่างๆจาก

74:51

พระราชาและคนเหล่านั้น

74:55

เพราะว่าพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระ

74:58

องค์เจ้าทรงยินดี

75:01

ข้าพระองค์อาจจะได้ยศอาจจะได้บริวาร

75:05

และอะไรก็ตามที่ปรารถนาเพราะไปใครก็แสดง

75:09

ความปรารถนาที่จะให้พระองค์กลายเป็นไม่

75:14

กลายเป็นคนง่อยเปรี้ยเสียขา

75:18

ไม่เป็นคนหูหนวกเป็นใบ้มาตั้ง 10 กว่าปี

75:22

แต่เขาทำทุกอย่างก็ไม่สำเร็จเวลานี้ข้า

75:26

พระองค์กลับทำให้พระองค์เป็นคนดีได้

75:31

ความดีนี้จะกลายเป็นความดีใจที่เหนือความ

75:36

ดีใจใดๆทั้งหมดที่เคยมีมาในการก่อน

75:40

ข้าพระองค์กำลังจะได้รับความสุขไม่ต้อง

75:44

ลำบากกบนต่อไปนี้อีกนี่ความจริงที่เขาดี

75:49

ใจว่าพระเตมีดีขึ้นมาน่ะไม่ใช่ดีใจเพราะ

75:52

พระองค์ดีหรอก

75:55

ดีว่าเขาจะมีลาภดีว่าเขาจะมียศนี่คนนี่อด

75:58

แบบนี้ไม่ได้

76:02

อดเผลอไม่ได้คนที่เป็นใหญ่เป็นโตได้รับ

76:05

การแต่งตั้งกินเงินภาษีอากรก่อนของบรรดา

76:08

ราษฎรทั้งหลาย

76:11

จงรักษากำลังใจอย่าทยอทานอย่าทนองตนว่าดี

76:16

คนที่คิดว่ามีอำนาจเวลานี้กำลังพินาศไป

76:19

แล้วก็มีกำลังเดือดร้อนเข้าคุกเข้าตาราง

76:23

กันแล้วก็มีทั้งนี้ก็เพราะว่าการลืมคน

76:26

เป็นสำคัญเช่นเดียวกับในสารถี

76:30

เห็นพระเตมีท่านดีขึ้นมาแทนที่จะดีใจว่า

76:33

ท่านไม่เป็นใบ้กลับหวังกำไรคือจะได้ลาภรถ

76:39

คุยกันต่อไปพระเตมีจึงกล่าวว่าท่านอย่า

76:44

เพิ่งมีใจก่อน

76:47

เราจะว่าให้ฟัง

76:50

เราเป็นคนไม่มีญาติขาดมิตรเป็นคนกำพร้า

76:57

เป็นคนกายีที่ชาวบ้านก็หาว่าเราหาความดี

77:01

ไม่ได้จะสร้างความคิดหายบรรลให้เกิดแก่

77:04

ประชาชนหรือพลเมือง

77:07

ทั้งพระราชบิดาและพระราชบารดา

77:12

จนจะต้องให้เขาให้ท่านเอาเรามาฝังที่ยัง

77:15

ประชาสีดิน

77:18

ถ้าท่านนำเรากลับเข้าไปก็ดี

77:23

ท่านว่าท่านนำลันท่านนำเรากลับเข้าไปเห็น

77:27

ท่าจะไม่ดี

77:29

เพราะว่าท่านนั่นแหละอาจจะกลายเป็นคน

77:31

กาลิคณีไปก็ได้

77:35

เพราะว่าใครๆเขาเข้าใจอย่างนั้นแล้วใน

77:38

เมื่อท่านจะฝืนความคิดของบุคคลอื่นได้ยัง

77:43

ไง

77:45

เราสละแล้วด้วยประการทั้งปวงบ้านเรือน

77:49

แว่นแคว้นไม่มีสำหรับเรา

77:53

เราจะบำเพ็ญพรักษาศีลอยู่ในป่านี้โดยไม่

77:56

กลับไปอีก

77:59

นี่เป็นถ้อยคำของพระองค์

78:03

ต้องฟังแล้วก็ฟังต่อไปแต่เขินคัดคอกันก็

78:06

อยู่เสียดายเวลา

78:09

ในสารัถีได้กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าคิด

78:14

ว่าพระองค์น่าจะตรัสน่าจะตรัสกับพระ

78:18

ราชบิดาเสียก่อนคือหมายความว่าก่อนที่จะ

78:21

บวชเนี่ย

78:23

ข้าพระองค์ทรงไปกราบลาพระราชบิดาให้ทรง

78:27

ทราบเสียก่อนจะเป็นดี

78:31

พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่านี่ฉันไม่เห็น

78:34

ด้วยนะ

78:36

เราจะทำความเพียรเพื่อจะออกจากเมือง

78:41

เพราะการที่เราทำเป็นใบ้ทำเป็นคนหูหนวกทำ

78:45

เป็นคนง่อย

78:48

อันนี้เป็นความปรารถนาที่เราต้องการจะออก

78:51

จากเมือง

78:53

เราต้องถูกทรมานมาฝืนอริยาบถทุกอย่างของ

78:58

เรามาถึงเวลา 10 ปีกว่า

79:03

เวลานี้ความตั้งใจของเราน่ะสำเร็จแล้ว

79:08

เราจะเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นอีกเพื่อ

79:11

ประโยชน์อะไร

79:14

ถ้าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

79:17

อาจจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่ได้หลายสิบปี

79:22

แล้วเราก็จะต้องทำกรรม

79:26

กรรมชั่วที่ทำแล้วกรรมนั้นจะบันดาลให้เรา

79:30

ตกนรกตั้งหมื่นดี

79:34

ท่านก็ลองคิดดูว่าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

79:39

หลายสิบปี

79:41

แต่เราจะต้องตกนรกต้องถูกทรมานในในนรกมี

79:46

ทั้งไฟไหม้อยู่ตลอดเวลามีสรรพาวุธสับฟัน

79:51

ได้รับการทุกข์ทรมานอย่างสาหัสไม่มีการ

79:55

ผ่อนคลาย

79:57

เช่นเดียวกับคนที่เขาต้องการคนไทยทั้ง

80:00

ชาติให้เป็นทาสาของคนบางกลม

80:04

จะต้องถูกทรมานไปหาที่สิ้นสุดไม่ได้

80:10

ท่านลองคิดดูว่าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะ

80:13

ต้องสั่งให้เขาเฆี่ยนคนให้เค้าฆ่าคน

80:20

ให้เค้าทรมานคนโน้นลิบทรัพย์คนนั้นลิฟ

80:23

ทรัพย์คนโน้นอะไรอย่างนี้วันละเท่าไหร่ปี

80:28

ละเท่าไหร่แล้วผลของการกระทำความชั่วนั้น

80:32

จะไม่ย้อนกลับมาให้คนเราบ้างหรือ

80:37

เราเองนี่เข็ดการตกนรกซะเต็มที

80:43

นายสารถียังไม่เข้าใจนรกเค้าน

80:48

ยังอดที่จะค้านไม่ได้เพราะความเข้าใจเขาน

80:53

คือลาภสักการะ

80:55

คิดว่าถ้านำพระเตมีกลับไปได้เมื่อไหร่

80:58

เมื่อนั้นแหละความร่ำรวย

81:01

จะมีกับเขา

81:04

ความดีความเด่นจะมีเป็นกรณีพิเศษดีไม่ดี

81:08

พระราชบิดาอาจจะตั้งให้เป็นมหาตผู้ใหญ่ก็

81:11

ได้

81:13

นี่เขาคิดว่าใหญ่ในตำแหน่งเป็นของดีจึงมี

81:17

คติตรงกันข้ามกับพระเทมี

81:21

เขาจึงได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดิน

81:24

จะทรงทำอย่างนั้น

81:28

เพราะพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำอย่างนั้นก็

81:30

เพราะว่าโดยทางโลกเยินยอมว่าเป็นการถูก

81:35

ต้อง

81:37

คนที่ทำผิดก็จำจะต้องลงโทษเพื่อความสุข

81:40

ของคนส่วนใหญ่

81:43

เพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็ให้อำนาจในการกระทำ

81:46

อย่างนั้นพระเจ้าค่ะ

81:50

พระเตมีจึงได้ทรงตรัสว่านี่ท่าน

81:54

แต่ท่านจะต้องไม่ลืมว่าการกระทำอย่างไร

81:58

ไม่ผิดจากทางโลกหมายความทางโลกเยอมรับนับ

82:02

ถือ

82:04

ว่าทำอย่างนั้นเป็นของดีแต่ว่าทางธรรมก็

82:08

ไม่เคยยกเว้นใครเหมือนกัน

82:12

ทางธรรมมีอยู่ว่าทำดีต้องได้ดี

82:17

ทำชั่วต้องได้ชั่วผลของการทำความดีนำไป

82:22

สู่สวรรค์คือความสุขคำว่าสวรรค์หมายถึง

82:27

แดนของความสุขถึงแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่นี้

82:32

ก็มีมีความสุขเพราะความรักซึ่งกันและกัน

82:36

ถ้าตายแล้วก็ไปสู่สภาวะที่เป็นทิพย์เ

82:40

เรียกว่าเมืองสวรรค์

82:42

คือเป็นมนุษย์ก็มนุษย์สวรรค์ตายแล้วก็

82:45

เป็นเทวดาสวรรค์

82:47

ถ้าเราทำกรรมชั่วเราก็ต้องไปสู่นรกคือ

82:50

หมายความนี่เราก็มีแต่ความเร่าร้อน

82:56

มีแต่ความเดือดร้อนเหมือนกับคนมีก็ยุยง

82:59

แต่แขงแสบไม่ให้คนไทยแตกร้าวซึ่งกันและ

83:01

กันถ้าตายแล้วก็ต้องไปสู่อบายภูมิซึ่งมัน

83:06

จะมีความเร่าร้อนหรือมีความทุกข์มากกว่า

83:09

นี้

83:10

มองดูเวลาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยนา

83:15

เวลาไม่อำนวยหมดเสียแล้วสำหรับวันนี้ก็

83:18

ต้องขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์ที่พัฒนมงคล

83:23

สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่าน

83:26

พุทธศาสนิกชนคนผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี

83:31

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

83:36

วันนี้ก็จะขอต่อเรื่องราวของพระเตมีต่อไป

83:42

หวังว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยังคง

83:46

ไม่ลืมในตอนต้น

83:49

ถ้าคืนย้อนกันบ่อยๆแทรกบ่อยๆเรื่องราวจะ

83:53

ไปไม่ไกล

83:55

คิดว่าบรรดาท่านพุทธบบริษัททั้งหลายจำ

83:58

เรื่องราวที่เป็นท้องนิทานหรือการโต้ตอบ

84:02

ซึ่งกันและกัน

84:04

สำหรับนักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้าพระเตมี

84:07

นี้ก็คือพระพุทธเจ้าของเรานี่เอง

84:11

เป็นสมัยที่เกิดขึ้นในการบำเพ็ญบารมีใน

84:15

ขั้นปรมัตถบารมี

84:18

แลจงจะลืมว่าคนที่ทำความดีเ

84:23

ไม่ใช่ว่าจะมีผลเป็นสุขเสมอไป

84:28

ว่าการอยู่ด้วยกันกับคนที่มีกำลังใจไม่

84:32

เสมอกันเราทำความดีแต่ไม่ถูกใจเขาเค้าก็

84:37

ถือว่าเราทำความชั่วนี่เป็นประการหนึ่ง

84:41

ความรู้สึก

84:43

นึกคิดคือปัญญาไม่สม่ำเสมอกันอดจะขัดคอ

84:47

กันไม่ได้

84:50

ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลกถ้าเรา

84:54

ยังเกิดในโลกเพียงใดเราจะหาความสุขจริง

84:57

ไม่ได้

84:59

เอาวันนี้ไม่อธิบายธรรมะกันนี่เล่าเรื่อง

85:02

ของพระเตมีขอเล่าต่อไป

85:05

เป็นอันว่าเมื่อ

85:08

พระเตมีท่านทรงตรัสว่า

85:12

แต่ท่านจะต้องไม่ลืมว่าการทำอะไรไม่ผิด

85:17

จากโลกทางโลกคือว่าทางโลกยอมรับนับถือว่า

85:22

เป็นความดี

85:24

เช่นการสั่งประหัหาชีวิตคนกันรีบทรัพย์คน

85:28

เป็นต้นเราก็ทำผิดกฎหมายแต่ว่าทางธรรมก็

85:32

ไม่เคยยกเว้นให้แก่ใคร

85:35

ทางธรรมมีอยู่ว่าทำดีต้องได้ดี

85:40

ทำชั่วต้องได้ชั่วผลของการทำดีเป็นเหตุ

85:45

ให้เป็นสู่ความสุขคือสวรรค์

85:48

ผลการทำความชั่วเป็นเหตุให้เสวยความทุกข์

85:52

คือนรก

85:55

สำหรับนายสารถีก็กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์

85:59

ผู้เจริญ

86:01

ข้าพระองค์เป็นคนเขลา

86:05

ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดเสียว่าเป็นความ

86:10

สุขสบายต่างหาก

86:12

แต่เมื่อพระองค์ทรงตรัสด้วยอย่างนี้ข้า

86:15

พระพุทธเจ้าไปเห็นจริง

86:18

ว่าคงจะเป็นอย่างนั้น

86:22

คนทุกคนจะต้องรักชีวิตร่างกายของตนทั้ง

86:26

นั้นการสั่งประหารชีวิตก็เป็นของไม่ดี

86:32

หรือการยุแยนตะแคงแสะให้แบ่งแยกดินแดนก็

86:35

ดี

86:37

หรือเอาคนไทยทั้งชาติไปเป็นทาสของคนอื่น

86:40

ก็ดีคือว่าคนที่เบอกว่าเ้าจะเปลี่ยนแปลง

86:45

วิธีการปกครองนะเป็นคนกลุ่มเดียวที่

86:48

ต้องการความสุข

86:51

หมายความว่าต้องการทรัพย์สินที่พวกเราทำ

86:55

กันได้แล้วแล้วก็ใช้เป็นของตน

86:59

คนจะรวยคนจะจนกินสบายนอนสบายตามใจนึกอยาก

87:04

กินเปรี้ยวได้เปรี้ยวอยากกินเค็มได้เค็ม

87:07

อยากจะนอนเมื่อไหร่ก็ได้แต่หากว่าคนพวก

87:11

นี้เขมาปกครองเมื่อไหร่จะต้องอยู่ภายใต้

87:15

บังคับบัญชาของเขา

87:18

กินก็ไม่เป็นไปตามใจชอบนอนพักก็ไม่ได้

87:23

ต้องปฏิบัติตามใจเขาทุกอย่างมีวัวมีควาย

87:27

ตายก็กินไม่ได้

87:30

มีเป็ดมีไก่ตายก็กินไม่ได้คนทุกคนถือว่า

87:34

เป็นวัตถุดทุก

87:37

เขาเมียใครก็ตามเขาต้องการเอาไปที่ไหนก็

87:41

ได้เอาไปนอนเเรียกนอนนอนสามัคคีนอนส่อง

87:46

แสงนอนแสงสว่าง

87:49

เรียกว่าเค้าทำคนเหมือนกระทาตทุกๆตุ๊กตา

87:53

คิดว่าคนทุกคนไม่มีใจ

87:58

รวมความว่าต้องการสำส่อนยังไงก็ได้ตามใจ

88:02

นึกมันเรื่องของเขาจะสั่งเพราะเมีอำนาจ

88:06

เป็นอันว่าโลกนี้เป็นความทุกข์ไม่ใช่ความ

88:10

สุข

88:12

คนทุกคนต้องการอิสระเจึงกล่าวต่อว่าคนทุก

88:16

คนจะต้องรักชีวิต

88:19

รักร่างกายทั้งนั้นเมื่อใดใครมาทำอันตราย

88:24

ก็ต้องไม่ชอบเป็นของธรรมดา

88:28

อย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ธรรมดาพวกเราไม่

88:30

ชอบแต่เจ้านายเชอบก็ต้องชอบ

88:35

ด้วยความจำใจชอบเมื่อพระองค์เห็นว่าโลก

88:39

ยุ่งมากนักจะโบสถ์ข้าพระพุทธเจ้าก็ขออยาก

88:43

จะโบว์เหมือนกันพระพุทธบค่ะ

88:48

เป็นนั้น

88:50

เป็นอันว่านายสารถีก็ก็เลยอยากจะโบวชขึ้น

88:54

มาบ้าง

88:56

ตอนนี้พระเตมีทรงดำริว่า

89:00

ถ้าเราให้นายสารถีโบสถ์ไปแล้ว

89:05

ม้าหรือรถก็ดีจะพากันเสียหาย

89:10

พระราชบิดาพระราชมารดาก็คงจะได้รับแต่

89:13

ความโทมนัสเสียใจ

89:17

ที่คิดว่าเ้าเอามาฝังแล้วตายแล้ว

89:22

ถ้าหากว่าเราให้นายสารถีกลับเข้าไปใน

89:25

เมือง

89:27

ก็จะทำให้พระราชบิดาและพระราชมารดา

89:31

ต้องเสด็จมาดูเรา

89:34

เพราะรู้ว่าเราไม่ตาย

89:37

เมื่อเห็นกับเรารู้ข่าวว่าเราตายความดี

89:41

พระทัยของพระองค์ก็จะมีขึ้น

89:44

แล้วก็บางทีพระราชบิดาและพระราชมารดา

89:48

หรือว่าพระราชบิดาจะกลับใจประพฤติชอบขึ้น

89:52

มาบ้าง

89:53

คือจะไม่หลงกับตำแหน่งที่มีอำนาจอย่าง

89:57

นั้น

89:59

เมื่อพระองค์ทรงตรัสแบบนี้แล้วจึงได้ขอ

90:03

โทษเมื่อพระองค์ทรงมีพระดำเริง

90:07

ตรัสว่านี่แหละเธอ

90:11

เธอกลับไปส่งข่าวพระราชบิดาพระราชมารดา

90:14

ก่อนเถิด

90:17

เมื่อไปส่งข่าวแล้วเรียบร้อยแล้ว

90:21

พระองค์ทรงทราบแล้วกลับมาหาฉัน

90:25

ฉันจะแนะนำวิธีโบสถ์ให้

90:28

เราจะได้อยู่ด้วยกันในป่าด้วยความเป็นสุข

90:33

เพราะว่าการบวชนี่

90:36

เพราะบวชด้วยความเพราะว่าถ้าเธอบวชด้วย

90:39

ความเป็นหนี้นี่มันไม่ดีหรอกนะ

90:43

คำว่าเป็นหนี้ก็หมายความว่าเธอยังไม่ได้

90:46

กลับไปส่งข่าว

90:49

เธอรับอาสาพระราชบิดามายฝังฉันฝังแล้วก็

90:53

ต้องกลับไปรายงานพระองค์แต่ว่าเวลานี้เธอ

90:58

พบฉันไม่ไปไหม้ไม่ไปง่อยไม่หูหนวกแต่เธอ

91:02

ยังไม่ไปส่งข่าวพระองค์ถือว่าเธอยังเป็น

91:05

หนี้

91:07

ไปชำระหนี้เสียก่อนกลับมาหาฉันก็แล้วกัน

91:13

ในสารถีได้สดับอย่างนั้นก็ยินดี

91:17

พร้อมที่จะกลับไปทูลให้แก่พระราชาทรงทราบ

91:22

แต่ว่าเธอก็จิตใจรักอยากจะบวชนี่คนนี่ก็

91:26

เกิดดีมาด้วยกัน

91:28

คือในสารถีนี้ก็เป็นคนดีจริงๆน่ารักน่า

91:32

เคารพน่าเลื่อมใสก็อย่างนี้น่าคบ

91:38

แต่เธอจะไปเธอก็เกรงไปว่าถ้าเมื่อกลับไป

91:43

เฝ้าพระราชาแล้ว

91:47

เมื่อมา

91:49

ถ้าหากว่าพระราชูปารนี้นี่ท่านไปอยู่ซะ

91:53

ที่อื่น

91:56

แล้วจะทำยังไง

91:59

นั้นว่าตามใจความเว่าอย่างนี้นายสารถียิน

92:02

ดีจะกลับไปกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรง

92:05

ทราบ

92:06

แล้วเกรงว่าเมื่อตนกลับไปกราบทูลพระเจ้า

92:09

แผ่นดินแล้ว

92:12

เมื่อพระราชาเสด็จมาไม่พบพระราชกุมาร

92:17

ก็จะกลายเป็นว่าตนโกหกอาจจะถูกลงพระยาถึง

92:22

ก็ตายก็ได้จึงได้ทูลขอพระราชกุมารว่าใน

92:28

เมื่อข้าพระพุทธเจ้าไปแล้วยังไม่มาเพียง

92:31

ใด

92:33

ขอพระองค์จงอย่าเสด็จไปที่อื่นในพระ

92:35

พุทธคา

92:38

พระเตมีก็ทรงรับคำ

92:41

นายสารถีจึงเวลากลับไป

92:45

เมื่อเวลาที่เขาไปถึงพระราชฐานแล้วพระนาง

92:49

จันท์เทวีพระราชมารดา

92:53

นับตั้งแต่นายาศถีอกุมารไปแล้วพระองค์ก็

92:57

ทรงเฝ้ามองคออยู่ว่าเมื่อไหร่นายสารถีจะ

93:02

กลับมาจะได้ทราบเรื่องที่พระราชโอรสบ้าง

93:08

เมื่อเห็นนายสารถีกลับมาคนเดียว

93:12

ก็แน่แม่พระทัยว่าพระราชโอรสของพระองค์คง

93:15

จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว

93:19

เพียงเท่านั้นน่ะน้ำใจของแม่ที่มีความรัก

93:23

ลูกซึ่งเป็นเลือดในอก

93:26

น้ำตาก็ไหลพรากปราง้วยความโทมนัส

93:32

ฝื้นใจตรัสถามในสารถีว่า

93:38

พ่อสารถี

93:41

ที่พ่อเอาลูกชายใจของฉันได้ฟังนั่นน่ะพ่อ

93:45

ได้รับคำสั่งจากพระราชโอรสก่อนที่เธอจะ

93:49

ตาย

93:51

ก่อนที่เธอจะต้องลงหลุมถูกฝังทั้งเป็น

93:56

หรือว่าก่อนที่เธอจะถูกตีได้จอบให้ตาย

93:59

เสียก่อนแล้วก็ฟัง

94:02

ลูกชายของฉันน่ะได้พูดอะไรสั่งอะไรมาถึง

94:07

ฉันบ้างหรือเปล่า

94:09

นางตรัสเพียงเท่านี้น้ำตาก็ไหลไพรากอื้น

94:14

เหมือนจะขาดใจตาย

94:18

ในสารถีเห็นว่านางกำลังโศกเศร้าเสียใจ

94:21

อยู่ในหมอบกราบ

94:24

กราบแล้วก็ยิ้ม

94:26

ยิ่งยิ้มพระนางก็ยิ่งร้องไห้หนักคิดว่า

94:30

นายสารถีดีใจว่าจะได้กำไรหรือได้รางวัล

94:33

จากการฆ่าลูก

94:36

แต่นายเถีก็กลับปลอบโยนพระนางว่าพระแม่

94:39

เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้พระพุทธเกี่ยวขา

94:43

ข้าพระพุทธเจ้ามีข่าวคำข่าวดีจะมากราบทูล

94:47

ให้ทรงทราบ

94:50

ว่าสิ่งที่คาดหมายก็ไว้แต่เดิมนั้นไม่

94:53

เป็นความจริงพระเจ้าค่ะ

94:56

พระราชโอรสของพระแม่เจ้าไม่ตาย

95:00

พระราชโอรสของพระแม่เจ้าไม่ใช่คนง่อยไม่

95:03

ใช่คนไม่ใช่คนโหนหนวกไม่ใช่

95:07

เว่าอย่างนั้นโดยใจความ

95:11

ได้ตามหนังสือว่าอย่างนี้ว่าขอเดชะแต่พระ

95:15

แม่เจ้า

95:16

ข้าพระบาทจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ

95:20

พระราชกุมารให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบพระเจ้า

95:23

ค่ะ

95:24

ขอให้ดีพระทัยไว้ว่าเวลานี้พระราชกุมาร

95:28

ไม่ได้ตายตามที่ใครกับคนอื่นคิดไว้

95:33

ตอนนี้เล่นเอาพระนางดีใจ

95:38

แต่ว่าผู้หญิงหญิงร้องไห้เสียใจก็ร้องไห้

95:43

ดีใจก็ร้องไห้พอเบอกว่าลูกไม่ตายดีใจร้อง

95:49

ไห้ใหม่หึแปลกดีเหมือนกัน

95:54

ผู้ว่าหญิงนี่มีบทบาทน่ารัก

95:58

เสียใจก็ร้องไห้ทีแรกเห็นนายสารถีมาคน

96:03

เดียวเสียใจว่าเวลานี้ลูกชายตายซะแล้ว

96:06

เกือบจะสิ้นใจตาย

96:09

พอนายสันถีบอกว่าลูกไม่ตายดีใจแทนที่จะ

96:13

หัวเราะร้องไห้อีก

96:15

เป็นอันว่าต้องถือว่าเป็นปกติธรรมดา

96:20

เสียใจก็ร้องไห้ดีใจก็ร้องไห้เป็นอันว่า

96:25

เราก็เลยดูผู้หญิงกันยากเพราะไม่รู้ไอ้

96:28

การร้องไห้ของท่านน่ะจะจะเสียใจดีใจ

96:33

แล้วเราก็มานั่งคุยกันต่อไปถึงเรื่องของ

96:37

ว่าเจตจะมีตามหนังสือ

96:40

สังเขาจึงได้กราบทูล

96:43

เรื่องราวของพระราชโอรส

96:47

นับตั้งแต่ออกไปจากพระราชสำนัก

96:53

แทนที่จะออกไปป่าช้าผีดิน

96:57

แล้วกลับดันออกไปทางประตูตะวันออก

97:02

แล้วออกไปถึงเวลาที่กำลังขุดหลุมจะฝัง

97:06

แต่ว่าพระราชโอรสกลับกายหายจากความเป็น

97:10

ง่อยเปลียยเสียขา

97:13

แล้วทรงมีกำลังมากยกรถที่ขี่ไปขึ้นกวาด

97:18

แกว่ง

97:20

จนกระทั่งตนได้ทราบความเป็นจริงว่าทำไม

97:25

พระราชมารถึงทำอย่างนั้น

97:28

และเขาก็กล่าวลงท้ายว่าขอเดชะ

97:33

บัดนี้พระองค์ทรงประหนดอยู่ในลาวปาก

97:36

เบื้องหน้าทางทิศบูรพาคือทิศตะวันออกเข้า

97:39

เมืองนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

97:42

พระองค์ไม่ได้ตายแมแหแมรูปร่างหน้าตาสวย

97:46

พูดก็เพราะท่าทางก็นิ่มนวนกำลังวังช้ามาก

97:51

นี่ตอนที่ยกรถแกว่งข้าพุทธเจ้าหลบก็แย่

97:56

คิดว่าจะรถควาดข้าพุทธเจ้าซะแล้วถ้าเฟาด

98:00

ลงมาเมื่อไหร่ข้าพพุทธเจ้าตายมานั้นสู้

98:02

ไม่ได้แน่

98:05

เพียงในสารถีโม้เพียงเท่านั้น

98:10

พระนางก็ดีใจลิงโรดพระทัยตรัสออกมาว่าโอ

98:15

หนอเตมีลูกรักของแม่

98:19

ลูกไม่ตายหรอกลูกแม่ดีใจเหลือเกิน

98:24

แม่คิดถึงลูกใจจะขาดคิดว่าเวลานี้ลูกคงจะ

98:28

จากแม่ไปเสียแล้วความจริงแม่ไม่เคยลูก

98:34

ลูกจะเป็นง่อยลูกจะเป็นใบ้ลูกจะโหหนวกแม่

98:38

ก็ยังคิดว่าลูกเป็นลูกของแม่อยู่ถึงก็ได้

98:42

ก็ดีเลือดในอกของแม่แม่จะทิ้งไม่ได้นี่

98:46

น้ำใจของแม่นะ

98:49

น้ำใจของแม่จริงๆเเป็นอย่างนี้แต่มีแม่

98:53

บางคนเท่านั้นที่มีความช้ำใจที่ต้องทิ้ง

98:56

ลูกให้ตายเพราะความจำเป็น

99:01

แล้วเอ่อเมื่อพระนางทรงรำพึงรำพันมาพูด

99:06

มากนะอย่าพูดตามท่านเลยเวลามันเยอะเอ้ย

99:09

เวลาไม่ค่อยมีก็ลองๆองผู้หญิงก็ลองนึกดู

99:13

ก็แล้วกันถ้าคิดว่าลูกจะตาย

99:17

แต่กลับเขบอกว่าลูกกลับไม่ตายกลายเป็นคน

99:20

แข็งแรงกระปี้เปล่าเป็นคนสวยมีสติปัญญา

99:24

สามารถดีพูดเจฉลาดความรู้สึกของท่านทั้ง

99:29

หลายจะเป็นยังไงนั่งนึกเอาตัวเองก็แล้ว

99:32

กัน

99:34

ท่านบอกว่าในขณะที่ทรงรำพึงรำพันพระกร

99:37

ทั้งสองของพระองค์ก็ท่าพระอุระคือพระองค์

99:42

ข่มความตื้นไต้ตื้นตันไว้ในพระทัย

99:47

หมายความว่าดีใจเลี้ยงโลดแหมอย่ากระโดด

99:51

ให้มันตัวลอย

99:53

ข่มเอาไว้ใจนั่นดีเปื่อปลื้มไอ้น้ำตาก็

99:57

ไหล

99:59

เ้อหนักใจ

100:02

ดูเรื่องราวไปแล้วก็หนักใจ

100:06

ท่านเสียใจท่านก็น้ำตาไหล

100:09

ท่านดีใจท่านก็น้ำตาไหลเอ้าตอนนี้น้ำตา

100:14

ไหลดีใจก็ช่างท่าเถอะ

100:18

ตามพระบาลีถึงกล่าวว่าถึงแม้ว่าพระเจ้า

100:21

กาสิกราชก็ทรงดีพระทัยเช่นกัน

100:26

การที่พระองค์ได้ได้ให้เอาพระเีไปฝังนั่น

100:31

ความจริงพระองค์ไม่ใช่ชิงชังหรือว่า

100:35

รังเกียจแต่ประการใด

100:37

แต่เนื้อแท้จริงๆแล้วพระองค์น่ะเชื่อผู้

100:41

อำมาตย์พระราชบริพาร

100:44

หรือบรรดาโหนบรรดาห้อยบรรดาแขวนทั้งหลาย

100:50

ที่เขาพากันพยากรณ์ว่าพระเตมมีโลกตายเป็น

100:54

คนกายเป็น

100:57

ขืนเอาไว้จะเกิดมีอันตอันตรายกับพระ

101:00

ราชวงศ์และพระองค์เองพระมเหสี

101:04

แล้วตลอดถึงประชากรทั้งในประเทศนั้นทั้ง

101:07

หมดจะพากันล้มหายตายจากซึ่งกันชิบหายไว้

101:12

หมดนี่เจ้าพวกหนพวกห้อยเจ้าพวกแขวนนี่

101:16

เชื่อมันยากจริงๆ

101:19

มันก็ไม่มีเหตุไม่มีผลมันเดาส่งเดช

101:23

ก็ประเภทประเภทหมอสำเร็จใหม่ๆนั่นแหละ

101:30

หมอที่สำเร็จใหม่ๆแกฟังบ้างเคาะบ้างตี

101:33

ม่วงดีดตีนดีดมั่งไปๆมาๆถามว่าโลกอะไร

101:39

สันนิษฐานไปสันนิษฐานมาเป็นสะทุโลกไปเลย

101:44

ขอประทานอภัยหมอนะถ้าหมอประเภทแท้ที่

101:48

สำเร็จจริงๆนะไม่เป็นอย่างงั้นไอ้คำว่า

101:50

หมอสำเร็จใหม่ๆนี่หมายความเพิ่งจะเป็นหมอ

101:53

ขึ้นมาพอตั้งท่าจะเป็นหมอเท่านเริ่มเป็น

101:57

หมอใหญ่กว่าครูนึกว่าเก่งกว่าครูเสียแล้ว

102:02

ถ้าเรียนไปเรียนมาเอ๊ะไอ้โรคที่เรากวดว่า

102:05

มันเป็นหลายโรคที่มันโรคเดียวอีตอนนี้

102:08

เป็นหมอแท้

102:10

ขอว่าทานอภัยหมอนี่หาว่าดูถูกนะ

102:16

ต่อไปในสารถีจึงได้กราบทูลว่า

102:20

ขอเดชะ

102:23

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

102:26

พระราชกุมารทรงพระสิริโฉมงดงามสง่างาม

102:31

เหลือเกินพระพุทธเจ้าข้า

102:34

แม้พระสุรศีลที่ตรัสลงมาก็แสนจะไพเราะ

102:39

ตรัสออกมาหน้าฟังมากและมีเหตุมีผลเหตุที่

102:44

เป็นดังนั้นก็เพราะว่าพระราชกุมารทรงเล่า

102:47

ให้ฟังว่า

102:49

พระองค์ทรงลึกระลึกชาติได้ว่าครั้งก่อน

102:53

พระองค์ได้เคยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

102:57

ได้ทำกรรมมีการจับกุมคุมขังจิ้นฆ่านักโทษ

103:01

มีประการต่างๆ

103:03

ครั้นพระองค์ทรงสวรรคตไปแล้วก็ไปบังเกิด

103:07

ในนรกนรกซึ่งเวลานาน

103:10

เหมือนกับคนที่ถูกงูกัดมองเห็นสิ่งอะไร

103:14

คล้ายกับงูก็ย่อมจะกลัวไปทั้งหมด

103:19

ข้าพระองค์เองก็ยังอยากจะบวชกับพระองค์

103:22

ด้วยแต่พระกุมารไม่ยินยอมให้ข้าพระองค์

103:26

กลับบวชเอไม่ให้ข้าพระองค์โบวชก่อน

103:30

บอกให้ข้าพระองค์กลับมาทูลเรื่องราวให้

103:33

พระองค์ทั้งสองทรงทราบ

103:41

เมื่อพระเมื่อกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึง

103:43

สั่งให้ข้าพุทธเจ้ากลับไปหาพระองค์พระ

103:46

องค์จะทรงบวชให้ต่อภายหลัง

103:50

ข้าพระองค์จึงได้รีบกลับมากราบทูลให้ทอง

103:53

ทั้ง 2 พระพระองค์ทรงทราบ

103:56

เมื่อทราบแล้วข้าพระองค์ก็จะขอกราบถวาย

103:59

พระคมลาลาจะราชการไปบวชอยู่กับพระ

104:03

ราชกุมารพุเจ้าค่ะแต่ถ้าหากว่าพระองค์

104:07

อยากจะเสด็จไปในสถานีนั้นข้าพระองค์ก็จะ

104:11

นำเสด็จไปเองพระพุทธขา

104:16

พระเจ้ากาสิราช

104:19

อาศัยที่พระองค์กำลังดีพระทัยแม้ว่านาง

104:22

จันทร์เทวีก็เช่นเดียวกัน

104:26

อยากจะเห็นหน้าลูกชายเพราะความรัก

104:30

ที่ทำไปก็เพราะคนอื่นเขาว่าอย่างนั้นแต่

104:33

ความจริงน้ำประทัยของพระราชบิดาก็ดีพระ

104:37

ราชมารดาก็ดียังรักโลกในสายเลือดยิ่งกว่า

104:42

ชีวิต

104:44

จึงได้ทรงตรัสสั่ง

104:47

ให้เตรียมพลโยธาเป็นการใหญ่

104:51

โดยใช้จาตุรงค์เกษเสนาเป็นกองทัพใหญ่

104:56

จาตุรงค์กับเสนาหมายถึงเสนา 4 เหล่าคือ

105:00

กองทัพช้างกองทัพม้ากองทัพรถกองทัพคนเดิน

105:05

เท้า

105:07

แล้วก็เตรียมกองเกียรติยศเต็มที่เอา

105:12

เครื่องของสำหรับราชาไปด้วยปรารถนาจะไป

105:15

เอาลูกมาให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

105:20

เมื่อเวลาที่จะเสด็จเมื่อเสร็จแล้ว

105:24

จะเสด็จไป

105:26

เมื่อกระบวนทัพเสร็จกระบวนกองเกียรติยศ

105:29

เสร็จเขาจัดเสร็จ

105:32

ในสุนันทารถี

105:34

เป็นผู้นำทางไครนี้คงจะนำไม่ผิด

105:39

เพราะก่อนจะออกตะวันตกดันออกตะวันออกไป

105:41

เสียได้

105:43

จะไปปิดช้าประชาผีดิบกลายไปเป็นไปสู่ที่

105:48

ประชาผีสุขเอ้ยไม่ใช่เป็นป่าชัด

105:52

เป็นที่สงัด

105:54

นำทางพระราชาและพระราชินี

105:58

ไปเฝ้าพระเตมีราชมาร

106:02

ซึ่งเวลานี้ทรงผนวดเป็นนักทดบทเป็นฤาษี

106:08

อยู่ในป่าด้านป่าจินทิตของเมือง

106:14

พากันทักษิณกระชิน

106:20

เห็นแต่มันตืน

106:21

จะเป็นตะวันออกเฉียงเหนือนะมั้ง

106:25

เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปเฝ้าพระราชมาร

106:30

ซึ่งกำลังบำเพ็ญพนั่งทำตามตำบะทำสมาธิ

106:37

อยู่ในอาศรมที่พระอินทร์ทรงนวิถวาย

106:42

ความจริงที่นั้นป่าเปลี่ยวแต่พระอินทร์

106:46

นี่ก็แน่เหมือนกันนะยุ่งจริงๆท่านลำบาก

106:50

อะไรก็ยุ่งดีดีไม่ดีแต่ใครก็เป็นอะไรขึ้น

106:53

มาก็ถ้าคนมีบุญนะ

106:56

หรือว่าทิพย์ก็อ้ายเคยอ่อนแต่ก่อนมาแข็ง

106:59

กระด้างนางศิลาประหลาดใจก็ว่ากันอย่าง

107:02

งั้นโบราณท่านเกรง

107:05

ท่านแต่งหนังสือให้เราเรียนกันท่านเขียน

107:08

เป็นคำกลอนแล้วก็ฟังง่ายฟังเพราะกลอนมัน

107:13

ชนอ่านฟังทำให้เราจำง่ายฉลาด

107:17

นักปราชญ์เดี๋นี้ที่ว่าฉลาดฉลาดอาตมามา

107:20

คิดนะคิดอย่างคนโง่คือสำเร็จปริญญา

107:25

ศาลาวัต

107:28

คิดว่านักปราชญ์สมัยนี้ยังยังไกลกว่านัก

107:31

ปราชญ์โบราณเยอะ

107:35

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนที่มีความสุขเ

107:38

สร้างให้คนเป็นศัตรูกันก็ได้

107:42

ปราชโบราณเ่ะคนเป็นศัตรูกันเขาสร้างให้

107:45

เป็นมิตร

107:47

จิตมันก็มันสุขเกิดความรักกันเดี๋ยวนี้

107:50

ไม่ใช่อย่างนั้นยุให้รำตำให้รั่วกินโน่น

107:54

โกงนี่

107:56

เงินสำหรับช่วยในยามวิกฤต

108:01

ฝนเข้ายากหมากแพงฝนแล้งไม่ตกต้องตาม

108:05

ฤดูกาล

108:07

รัฐบาลไปให้ 1,600 ล้าน

108:11

ไอ้ผีมาช่วยเงินซะเยอะ

108:15

เที่ยวไปทั่วประเทศเนี่ยไปเจอผีหลอก

108:19

นี่มีอยู่ที่แห่งหนึ่งบ่อเขดตั้งงบประมาณ

108:22

บ่อราคา 30,000 บาทไปดูแล้วครึ่งหมื่นก็

108:26

พอ

108:29

บ่ออย่างนั้นเตั้งราคาไว้ 30,000 บาทค้น

108:32

ขุดไม่กี่คนเวลาจะรับเงินชื่อผียาวเหยียด

108:40

อันนี้ไอ้หม่อบ่อมันเป็นบ่อประจำหมู่บ้าน

108:44

จะให้ผู้ใหญ่บ้านแกเซ็นรับรองแกบอกแกเซ็น

108:47

ไม่ได้คนขดมันน้อยแต่ชื่อมากผมไม่ได้รับ

108:51

เงินแบบนี้ไปๆมาผู้ใหญ่บ้านคนนั้นถูกรัก

108:56

จริงนเห็นมั้ล่ะ

109:00

นักปราชสมัยนี้เค้าเก่ง

109:04

ดะขากรรไกรดีกินจอบกินเสียงกินเหล็กกิน

109:08

ไหลกินหินกินดินกินกรวดกินน้ำตาลกินข้าว

109:14

สารกินเลยกิน

109:18

เเก่งขายกันไกลดีนี่มันคนละเรื่องนะเอา

109:22

เล่าเรื่องของท่านต่อไป

109:26

แต่ว่าการเข้าไปคราวนี้ราชาทรงสำเด็จเข้า

109:29

ไปก่อน

109:31

ก็เพื่อจะถามความสุขความทุกข์ซึ่งกันและ

109:34

กันแล้วราชเทวีจึงเสด็จเข้าไป

109:40

เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสทรงประทับนั่งอยู่

109:43

ที่ความสงบก็ปลื้มปีติ

109:47

นางก็ตรงเข้าไปกอดพระบาทของพระราชโอรส

109:51

แล้วก็ทรงกันแสงเสื้อสะอื้น

109:55

แล้วถอยออกมาดีไม่สลบมัน

109:59

เอาแล้วไปเจิดลูกเข้าแทนที่หัวเราะยิ้ม

110:02

เ้าร้องไห้เียแล้วดีใจเ้าเป็นธรรมดา

110:06

เออใครจะไปติว่าผู้หญิงไม่ดีนะผู้หญิง

110:09

เป็นแม่เรานะ

110:13

ถ้าผู้หญิงไม่เป็นแม่เราก็เกิดไม่ได้ท่าน

110:16

จะเป็นยังไงเจอทำยังไงก็ช่างอย่าไปติแม่

110:20

ท่านเป็นเพศเพศเดียวกับแม่เรา

110:24

อาตมาเห็นผู้หญิงที่ไรคิดถึงแม่ทุกที

110:29

ไม่ดีพอกันท่านให้อะไรมาก็คิดเอคนนี้ท่าน

110:32

เป็นแม่เรา

110:34

จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ช่างคำว่าแม่แปล

110:37

ว่าผู้รับเลี้ยง

110:40

เให้ข้าวต้มสักบวยข้าวสวยสักทีลูกไม้ใส่

110:43

ลูกแล้วก็ต้องคิดว่าคนนี้เขาเป็นแม่

110:47

เออเดี๋จะถือว่ายกย่องตัวนะความรู้สึก

110:49

เป็นอย่างนั้นจริงๆอ้าคุยต่อไปนิด 1 นาที

110:54

พระราชาจึงได้ตรัสถามว่าเตมีว่าพ่อเตมี

111:01

พ่อบริโภคแต่ใบไม้ผลไม้ในป่าทำไมจึงได้มี

111:05

ผิวกายสดใสไม่ผอมมันน่าจะมีแต่การซีก

111:13

พระเตมีจึงได้กราบทูลคนตอบว่า

111:18

จะตอบว่ายังไงดีนะ

111:22

ใครจำได้มว่าพระเทมีตอบว่ายังไง

111:26

ถ้าจำได้ก็กรุณาตอบแทนด้วยเพราะเวลานี้

111:30

ตอบไม่ได้เพราะเวลามันหมด

111:33

สำหรับในตอนนี้ก็ของดไว้แต่เพียงเท่านี้

111:37

ก็ต้องขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิที่

111:41

พัฒนมงคลสมบูรณ์ูฝนจงมีแด่บรรดาท่าน

111:46

พุทธศาสนิกชน

111:47

ผู้รับฟังสวั

111:52

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

111:57

สำหรับวันนี้ก็คงจะมาพบกับบรรดาท่าน

112:01

พุทธบริษัท

112:04

ในเรื่องราวของพระเตมีคือเป็นประวัติของ

112:08

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

112:12

ที่ทรงเสวยพระชาติเป็นเตมี

112:16

ชาตินี้ท่านกล่าวว่าเป็นชาติเนกขัมบารมี

112:22

ก็จะขอต่อจากวาลนี้จะขอย้อนสักนิดนึง

112:28

เพื่อว่าเป็นเนื้อความเข้ากัน

112:33

ในความตอนนี้มีว่าเมื่อพระราชาจะถามพระ

112:36

เตมีว่าพ่อเตมี

112:40

พ่อบริโภคแต่ใบไม้แล้วก็ผลไม้ในป่า

112:45

ทำไมจึงมีร่างกายสดใสไม่สู้ผอม

112:51

เป็นเรื่องน่าแปลกใจ

112:54

เพราะว่าตามธรรมดาคนเรานบำรุงร่างกายด้วย

112:57

ดีแสนดีด้วยอาหารการบริโภคเกี่ยวกับเนื้อ

113:01

สัตว์

113:03

แล้วก็เกี่ยวกับยารักษาโรคที่บรรดาแพทย์

113:06

ทั้งหลายบอกว่า

113:08

อย่างนั้นมีวิตามินแก้อย่างนั้นช่วยอย่าง

113:11

นี้บำรุงอย่างโน้น

113:14

แล้วร่างกายของคนผู้นั้นก็ยังไม่สดใสเท่า

113:18

พ่อ

113:19

แต่ว่าพ่ออยู่แต่ในป่ากินแต่ใบไม้กินแต่

113:23

ลูกไม้หัวผูกหัวผูกหัวมันทำไมร่างกายของ

113:28

พระเตมีนั้นจึงได้มีร่างกายสดใสผิดปกติ

113:34

พระเตมีราชกุมาร

113:36

จึงกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ

113:41

ว่าขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

113:46

การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า

113:51

การสละความห่วงใย

113:55

ไม่ให้มาเกาะเกี่ยวกับจิตใจ

113:59

อะไรที่ล่วงไปแล้วก็ไม่ตามคิดเศร้าโศก

114:04

แล้วก็ไม่คิดอยากจะได้สิ่งที่ยังไม่มาถึง

114:09

พยายามรักษาจิตใจในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน

114:14

เท่านั้นจึงทำให้ผิวพรรณของหม่อมฉันเศร้า

114:19

หมองพระพุทธเยวขา

114:24

มาถึงตอนนี้อาตมาขอแถมสักนิดนึงสำหรับ

114:27

บรรดาท่านพุทธบริษัท

114:31

ที่พระเตมีตอบแก่พระมหากษัตริย์ผู้เป็น

114:34

พระราชบิดานั้นนี่เป็นเรื่องของความจริง

114:39

จะเห็นว่าคนที่มีอารมณ์วุ่นวายเนี่ยมี

114:42

ร่างกายเศร้าหมองหน้าตาก็เศร้าหมองแก่

114:46

เร็ว

114:48

แลที่ท่านบอกว่าการสละความห่วงใย

114:53

ไม่ให้จิตใจไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่ยัง

114:57

ไม่มาถึง

114:59

หรือว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

115:02

ว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้วนั่นถึงแม้ว่าเรา

115:05

จะไปย้อนคิดมันยังไงยังไงมันก็มาไม่ได้

115:08

มันไร้ประโยชน์หมด

115:11

สิ่งที่ยังไม่มาถึงเราจะดึงให้มันมามันก็

115:15

มาไม่ได้ถ้าเราทุกคนรักษาจิตใจในปัจจุบัน

115:21

นี้ให้มันมีความสุข

115:24

ความสุขที่จะพึงมีในขณะในปัจจุบันที่มัน

115:28

สุขจริงๆนั่นก็คือ 1 อารมณ์ความรัก

115:35

คำว่ารักอยู่ที่ไหนจิตใจสบายใจที่ไหน

115:41

ให้จิตใจของเรารักอยู่เสมอว่ารักคนและรัก

115:45

สัตว์ในโลกนี้ทั้งหมด

115:48

เสมอกันเราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใครจิตใจ

115:52

มันก็ชุ่มชื่น

115:55

ประการที่ 2 มีจิตกรุณาสงสารปรารถนาจะ

115:59

เกื้อกูลบุคคลอื่นให้มีความสุข

116:03

ถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัยสำหรับเรา

116:07

กำลังใจแบบนี้เป็นกำลังใจที่ผ่องใสทำให้

116:11

ใจสบาย

116:14

การที่ 3 ถ้าจิตใจของเราไม่อิจฉาริษยาใคร

116:20

เห็นใครได้ดีพลอยยินดีกับความดีของเขา

116:25

แล้วก็ลอกแบบลอกแผนของเขามาประพฤติ

116:28

ปฏิบัติใจเราก็เป็นสุข

116:32

ประการที่ 4 มีอุเบกขาอย่างที่พระเมีว่า

116:35

ว่า

116:37

สิ่งใดที่ผ่านไปแม้ว่าจะเป็นวิสัยทำให้ใจ

116:42

เราเศร้าโศกเราก็ไม่เศร้าโศก

116:46

เพราะว่านั่นมันเป็นเรื่องผ่านไปแล้ว

116:50

แล้วสิ่งใดที่เราคิดไว้ว่าอยากจะได้มัน

116:53

ยังมาไม่ถึงเราก็ไม่สนใจในมัน

116:57

เถือว่าสนใจก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเค้า

117:01

ยังมาไม่ถึงทรงอารมณ์วางเฉยไว้ในปัจจุบัน

117:07

คิดว่าอะไรจะมาปิสิ่งที่สิ่งใดก็ตามที่

117:11

ผ่านไปแล้วก็ช่างมัน

117:14

ซึ่งยังมาไม่ถึงก็ไม่สนใจรักษากำลังใจใน

117:18

ปัจจุบันคือเวลานี้ให้มันดีไว้

117:22

ถ้าทุกคนทำใจอย่างนี้อารมณ์ใจไม่เศร้า

117:26

หมองผิวพรรณก็จะผ่องใสเพราะอำนาจความ

117:30

ธรรมปีติ

117:33

นี่เราจะเห็นกันได้ว่านักที่เจริญสมถะ

117:36

กรรมฐานขันธ์วิปัสสนากรรมฐาน

117:39

ถ้ากำลังใจของคบุคคลใดเข้าถึงปีติหน้าตา

117:44

ของบุคคลนั้นจะมีแต่อาการแช่มชืน

117:48

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกันอย่างชาวบ้านคน

117:51

นั้นแก่ยาก

117:55

บางทีอายุเกือบจะ 70 ปีชาวบ้านบอกแหมคิด

117:59

ว่าอายุ 40 หรือว่าอายุ 50

118:03

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะอาศัยกำลังใจของ

118:06

เขามีความสุขตามที่พระเตมีท่านตรัส

118:11

ในเรื่องชาดกที่บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังไป

118:15

บางตอนก็ได้แต่ท้องเรื่องบางตอนก็ได้

118:19

ธรรมะตอนนี้เราพบธรรมะกันแล้วฟังไปแล้วก็

118:22

คิดด้วยช่วยกันพิจารณา

118:28

ต่อไปพระราชาได้ทรงตรัส

118:32

ว่าเวลานี้พ่อไม่ได้เป็นคนกิณีแล้ว

118:37

พ่อก็ควรจะกลับไปครองราชสมบัติ

118:42

เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากเถิด

118:46

เพราะว่าเวลานี้บัดนี้พ่อก็เอาเครื่อง

118:50

บญญชกุกุพันธ์

118:55

ฟังใหม่นะพ่อก็เอาเครื่องเป็นจะ

118:59

ราชกุกุธภัณฑ์

119:02

มาด้วยแล้วคือเรื่องของกษัตริย์

119:06

เครื่องที่กษัตริย์จะครองเมืองน่ะเค้า

119:10

ต้องมีอะไรเป็นเครื่องประกอบมั่งเครื่อง

119:12

แต่งตัวมีอะไรเครื่องใช้มีอะไรพระราชบิดา

119:17

บอกว่าเอามาแล้วนี่ลูก

119:20

เมื่อกลับไปถึงบ้านเมืองแล้วก็จะได้เข้า

119:23

สู่

119:25

ถึงบ้านเมืองแล้วพ่อก็จะสู่ขอลูกของ

119:28

กษัตริย์อื่น

119:31

ให้มาเป็นในอัครมเหสี

119:35

ถ้าลูกอยากจะบวชก็จงบวชเถิดแต่ว่าขอให้

119:39

นางนั้นได้มีโอกาสได้มีโอรสเสียก่อน

119:44

ตระกูลของเราจะได้ไม่เสียวงไป

119:48

ตอนนี้พ่อล่อด้วยเหตุสมการคือ 1 ความเป็น

119:52

กษัตริย์ความเป็นใหญ่

119:55

ด้วยการที่ 2 ลอดด้วยอำนาจของกามารมณ์คือ

119:59

อิสตรี

120:03

โปรดฟังคำตอบของพระเตมี

120:07

พระเตมีได้กราบทูลพระราชบิดาว่าขอเดชะข้า

120:11

แต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

120:14

การบวชควรจะบวชแต่เมื่อยังหนุ่ม

120:18

เพราะว่าสังขารร่างกายของเราตกอยู่ในคติ

120:23

ของธรรมดา

120:26

ท่านว่ายังไงต่อฟังของท่านนะเกิดขึ้นมา

120:29

แล้วมันก็แก่ท่านว่าอย่างงั้น

120:34

แต่ถ้าเมื่อความแก่เข้ามาถึง

120:40

ความป่วยไข้ไม่สบายมันก็ตามมานี่ธรรมดา

120:43

เป็นเรื่องของสังขารในที่สุดก็ตายไปตาม

120:47

สภาพ

120:50

เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะตายเมื่อไหร่

120:54

จะไปนั่งคิดว่าถ้าจะครองราชสมบัติ

121:00

แล้วก็มีอัครมเหสเสีย

121:03

คิดว่าจะได้พระราชโอรสคือลูกชาย

121:07

ความหวังอันนี้มันหวังไม่ได้แน่นอน

121:12

ดีไม่ดีเราอาจจะตายเสียก่อนที่จะกลับไป

121:15

ถึงพระราชนิเมศก็ได้

121:20

พระราชเวดา

121:22

เมื่อได้ทรงสดับคำของพระเตมี

121:27

ก็กลับทรงมีความเห็นชอบด้วย

121:33

ตอนนี้แต่ถ้าว่าท่านก็เตมีก็ตรัสต่อไปว่า

121:38

พระราชบิดาก็คงจะทรงเห็นว่าบางคนน่ะ

121:45

ลูกตายก่อนพ่อก่อนแม่ก็มี

121:49

น้องตายก่อนพี่เหล่านี้ก็มีแล้ว

121:54

ถ้าเราจะมัวประมาทในชีวิต

121:57

คิดว่าจะอยู่ในโลกอย่างไร

122:02

โลกเราถูกครอบงำไปด้วยมัจจุราชคือความตาย

122:10

ขอพระราชบิดาลองคิดดูถึงสภาวะของนายช่าง

122:16

โหกที่ทอผ้า

122:18

ในช่างหูกเขาเรียกทอผ้าสักผืนหนึ่ง

122:23

ทอไปทอไปข้างหน้า

122:26

ไอ้ข้างหน้ามันก็เหลือน้อยเข้ามาทุกทีทุก

122:29

ทีมันก็ใกล้จะเต็มผืนฉั้นใด

122:33

ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนั้นพระองค์อย่า

122:38

มัวประมาทอยู่เลยพระพุทธเจ้าข้า

122:43

ถ้อยคำของพระเตมีนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท

122:47

ทั้งหลาย

122:48

เมื่อเวลาที่ท่านฟังก็โปรดคิดไปด้วยอาตมา

122:52

จะไม่อธิบายเพราะว่าจะได้ไม่ขัดใจชาวบ้าน

122:55

ผู้รับฟัง

122:58

สำหรับพระราชบิดาเมื่อสดับแล้วก็คิดคิด

123:03

อะไรก็คิดอยากจะบวชบ้าง

123:07

คิดว่าการบวชเป็นของดีเพราะลูกชายของเรา

123:11

นี้มีปัญญามาก

123:14

ความจริงตำแหน่งพระราชานี่เราก็รับมาจาก

123:17

พระราชบิดาของเรา

123:21

พระราชบิดาก็รับมาจากพระเจ้าปู่

123:25

พระเจ้าปู่ก็รับมาจากพระเจ้าโทษ

123:29

แต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นที่เป็นพระ

123:31

ราชาอย่างเราท่านก็สวรรคตไปหมดพระญาติพระ

123:37

วงผู้ใหญ่ก็ตายกันไปมากญาติวงผู้น้อยที่

123:42

เกิดที่หลังเราก็ตายความจริงลูกชายของเรา

123:46

พูดถูก

123:48

ความจริงการบวชเป็นของดี

123:52

เพราะว่าเราจะคิดตัดห่วงบ่งใยการทำอะไรก็

123:55

ตามการครองบ้านครองเมืองคิดถึงความเป็น

123:58

ใหญ่

124:01

แต่เมื่อความตายเข้ามาถึงแล้วทรัพย์

124:04

สมบัติหรืออำนาจราชศักดิ์ที่มีอยู่มันก็

124:08

หมดไป

124:09

เหมือนกับญาติผู้ใหญ่คือพระราชบิดาหรือ

124:12

พระเจ้าปู่เป็นต้น

124:15

แต่ทว่า

124:17

พระองค์ก็ยังไม่ละมานะ

124:22

ที่คิดจะทดลองใจลูกชายดูว่าจะมีความมั่น

124:26

คงเพียงใด

124:31

ก็ทงตรัสต่อไปอีก

124:34

ตอนนี้ตามพระบาลีท่าว่าไว้ชัดว่าไว้สั้นๆ

124:39

ว่าทรงตรัสชักชวน

124:43

ให้ครองราชสมบัติ

124:46

แล้วก็ยกเอากามคุณต่างๆมาลอกไอ้คำว่า

124:50

กามคุณนี่หมายถึงผู้ชายต้องการผู้หญิงก็

124:56

ได้

124:58

หมายถึงว่าอำนาจราชศักดิ์ในการเป็นพระ

125:01

ราชามันดียังไง

125:04

เป็นใหญ่กว่าชาวบ้านไปไหนก็มีแต่คอคน

125:07

เคารพนบนอบมีความเคารพนถือยกย่องในความ

125:12

เป็นใหญ่แต่พระเตมีก็ก็ยังคงยืนยันเช่น

125:16

นั้น

125:18

พร้อมกับอธิบายถึงผลภัยในการครอง

125:21

ราชสมบัติมีประการต่างๆ

125:25

ตอนนี้ท่านไม่ได้กล่าวไว้ว่าอะไรบ้างจน

125:29

พระราชาคือพระราชบิดาตกตตกลงพระทัยว่าจะ

125:34

บวช

125:37

เป็นอันว่าที่พระพุทธเจ้าถึงกล่าวว่าการ

125:40

คบคนเช่นใดย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น

125:45

ความจริงพระเตมีนี่ท่านเห็นภายในวัฏฏะก็

125:48

เพราะว่าท่านระลึกชาติได้

125:52

ความจริงเรื่องการระลึกชาติได้นี่บรรดา

125:55

ท่านพุทธพุทธบริษัทเป็นของที่ปฏิบัติไม่

125:58

ยาก

126:00

จงอย่าไปคิดเอาว่าวาสนาบารมีของเราไม่มี

126:06

คำว่าวาสนาบารมีนี่

126:10

เอากันแค่บารมีก็แล้วกันคนเรามักจะคิดว่า

126:13

บารมีของเรามันน้อย

126:17

ถ้าเราจะพิจารณากันจริงๆคำว่าบารมีนี่

126:22

เค้าแปลว่าเต็มนะ

126:26

อะไรมันเต็มอาตมานี่เคยพบกับความโง่มา

126:30

แล้วบารมีก็คือมีกำลังใจเต็ม

126:36

ถ้ากำลังใจของเราเชื่อ

126:39

เชื่อกฎของธรรมดา

126:42

ไม่ใช่ว่าเชื่ออย่างไม่มีเหตุไม่มีผล

126:47

เชื่อเหตุเชื่อผลจริงๆ

126:50

เรามีสัญญาความจำเราจำได้

126:55

เรามีปัญญาเป็นเครื่องคิดเราก็คิดได้

126:59

ใช้สัญญากับปัญญาให้มันเกิดผล

127:04

ถึงกฎของธรรมดาของร่างกายว่ามันเกิดมา

127:07

แล้วมันก็มีความแก่เป็นธรรมดาไม่สามารถจะ

127:11

ล่วงพ้นความแก่ไปได้

127:15

ท่านเคยเห็นใครมั้ยที่เกิดมาแล้วไม่แก่มี

127:19

บ้างมั้ย

127:21

แล้วเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วท่านบอกว่าจะต้อง

127:24

มีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นธรรมดาไม่สามารถ

127:27

จะล่วงพ้นความป่วยไข้ไม่สบายได้

127:32

เวลานี้โรงพยาบาลมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

127:37

คลินิกของหมอมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

127:41

จนกระทั่งหมอที่จะไม่ต้องศึกษาวิชาหมอก็

127:45

สามารถจะหากินได้

127:48

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนป่วยไข้ไม่

127:51

สบายมีมาก

127:54

แล้วในที่สุด

127:56

เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วเราก็หนีความตาย

127:59

ไม่พ้น

128:01

มันจะต้องเข้าไปชนกับความตายเป็นของ

128:04

ธรรมดา

128:06

สิ่งที่เรารักเราปรารถนาเราชอบใจเราก็จะ

128:11

ต้องพลัดพรากจากมันไป

128:14

อย่างอำนาจราชศักดิ์บรรดาสมบัติทั้งหลาย

128:18

สำหรับคนที่มัวเมาอำนาจราชศักดิ์

128:23

เมาในทรัพย์สินจนกระทั่งเกิดความประมาท

128:26

ไม่สร้างความดี

128:29

คนประเภทนี้มีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสุข

128:34

เมื่อชีวิตนี้ไม่มีความสุขถ้าตายไปข้าง

128:37

หน้ามันก็ไม่มีความสุข

128:41

นี่ถ้าใจของเรามีความยอมรับนับถือกฎ

128:46

ธรรมดาที่เรามองเห็น

128:50

ว่าเกิดแล้วมันต้องแก่

128:53

ช่วงที่มีชีวิตอยู่มันก็ต้องป่วยและในที่

128:56

สุดมันก็ต้องตาย

128:59

ถ้ากำลังใจของเรามั่นคงอย่างนี้

129:03

ถ้าเราอยากจะระลึกชาติได้อย่างพระเตมีก็

129:06

เป็นของทำไม่ยาก

129:10

ทรงอารมณ์ให้ทรงตัวมีกำลังใจแน่วแน่อย่าง

129:14

พระเตมี

129:16

ที่พระเตมีทรงทราบว่าที่พระราชาคือพระ

129:20

ราชวีบิดา

129:22

สั่งลงโทษนักโทษ

129:26

แล้วพระองค์ก็ทรงหัวระลึกถึงว่าสมัยหนึ่ง

129:30

พระองค์เคยเกิดเป็นมนุษย์

129:33

นี่ก็เป็นพระราชาอย่างพระราชบิดา

129:38

สั่งลงโทษคนแบบนี้ตายแล้วต้องไปตกนรกสิ้น

129:42

เวลานาน

129:44

รับการทรมานอย่างแสนสาหัส

129:48

ที่พระเตมีคิดได้อย่างนี้ไม่ใช่มันจะมี

129:51

อารมณ์เกิดขึ้นเฉยๆ

129:54

ต้องอาศัยการฝึกมาจนช่ำชองเมื่อสมัยนี้

130:00

ที่พระพุทธเจ้าของเรามาเป็นพระเตมีก็

130:03

เพราะว่าถึงขั้นปรมัตถบารมีมันคือมีกำลัง

130:06

ใจมั่นคงอย่างยิ่งไม่ท้อถอย

130:12

วิธีฝึกระลึกชาติได้ถ้าตามแบบก็รู้สึกว่า

130:16

จะหนักไปนิดนึง

130:18

ถ้าตามแบบนี่เค้าต้องเขียนไปตามแบบ

130:23

ถ้าวิธีปฏิบัติก็ปฏิบัติกันอย่างนี้

130:27

คือทรงกำลังใจให้ทรงสมาธิ

130:32

เจริญอานาปานุสติกรรมฐาน

130:36

กำหนดเวลาคุมลมหายใจไว้สัก 2 นาที 3 นาที

130:41

ไม่ยอมให้จิตคิดอะไร

130:44

เมื่อทรงได้อย่างนี้ทรงคล้องแล้วก็ขยับไป

130:47

เป็น 5 นาที 10 นาทีทีมันคงอยู่

130:52

ขณะที่ภาวนาแล้วพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจ

130:56

เข้าหายใจออกจิตจะอยู่ตามอารมณ์ที่เรา

130:59

ต้องการ

131:01

ได้นานประมาณสัก 10 นาทีก็พอ

131:05

แต่สามารถจะทรงให้ได้รวดเร็วตามความ

131:09

ต้องการ

131:11

หลังจากนั้นถ้าสมมุติว่าท่านทั้งหลายไม่

131:16

เคยได้ทิพยุญาณมาก่อน

131:19

แล้วก็จับภาพพระพุทธรูปก็ได้

131:23

จับภาพพระพุทธรูปถือว่าเป็นกสิล

131:28

พระพุทธรูปเราจับท่านนึกถึงพระพุทธเจ้า

131:32

เป็นพุทธานุสติกรรมฐาน

131:36

ถ้าเอาใจจับภาพพระพุทธรูปไว้จนใจจำภาพพระ

131:40

พุทธรูปได้ภาพพระพุทธรูปก็ปิญกสิล

131:44

ถ้ามีสภาวะแจ่มสายใจทรงตัวดีก็ลองฝึก

131:50

ถ้าเราต้องการจะรู้อะไรสักหน่อยหนึ่งคิด

131:54

ว่าภาพนี้จนหายไปสิ่งนั้นจนปรากฏ

131:58

ภาพสิ่งนั้นก็จะปรากฏเราจะต้องพยายามหัด

132:02

ฝึกเสมอ

132:04

จนกระทั่งด้านทิพยานนี้คล่องตัวแล้วเมื่อ

132:08

คล่องตัวเข้าถึงฌานที่ 4

132:12

ผลที่จะพึงได้มาก็คือ 1 ทิพยุญาณ

132:17

สามารถจะเห็นผีเห็นเทวดาเห็นนรกเห็น

132:20

สวรรค์

132:22

เห็นอะไรต่ออะไรได้ตามความต้องการแม้แต่

132:25

คนอื่นเขานั่งอยู่ที่ไหนเราก็เห็นไกลแสง

132:29

ไกลอยู่ขั้วโลกนี้อาจจะรู้เรื่องของขั้ว

132:33

โลกโน้นก็ได้

132:36

เห็นได้ตามความประสงค์

132:40

ด้วยประการที่ 2 เมื่อจิตเข้าถึงฌาน 4 ผล

132:44

ที่ตามมาก็คือจุตูปปาทาน

132:49

รู้ว่าคนสัตว์ที่เกิดมานี้ก่อนจะเกิดมา

132:52

จากไหน

132:54

ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน

132:57

3 ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

133:01

สามารถระลึกชาติได้ตามความต้องการ

133:05

4 เจโตปริยาณ

133:08

สามารถจะรู้กำลังใจของเราว่าเวลานี้ใจของ

133:11

เรามีกิเลสอะไรฝังอยู่บ้างอื

133:15

แล้วสามารถจะรู้กำลังใจของพวกคนอื่นว่า

133:18

เขาได้อะไรเขายังมีกิเลสมากน้อยเพียงใดเ

133:22

มีความสุขความทุกข์เพราะเรื่องอะไรเป็น

133:24

สำคัญ

133:27

แล้วก็อตีตังวิญญาณสามารถจะรู้เรื่องราว

133:31

ในอดีตของตัวเองก็ได้ของบุคคลอื่นก็ได้

133:36

ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง

133:39

อนาขอโทษอดีตที่ล่วงมาแล้วนะสามารถจะรู้

133:43

เรื่องราวของเราในอดีตหรือบุคคลหรือวัตถุ

133:46

หรือสัตว์

133:48

ว่าก่อนนี้เป็นอะไรอนาคต

133:52

รู้เรื่องราวในอนาคตทุกอย่างได้

133:57

ปัจจุปนังสญญาณเวลานี้ใครอยู่ที่ไหนทำ

134:00

อะไรบ้างมีสุขมีทุกข์ประการใดเรารู้

134:05

ยถาุตตาญาณ

134:07

ผลที่เกิดความเดือดร้อนกับเราก็ดี

134:11

มีความสุขกับตัวเราเองก็ดีหรือกลับบุคคล

134:15

เองก็ดีเป็นเพราะอะไรเป็นผลในอดีต

134:19

ปัจจุบันเรารู้

134:22

นี่เรื่องราวที่พระเตมีท่านบอกว่าระลึก

134:24

ชาติได้นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

134:28

หลักสูตรในพระพุทธศาสนาของเรามี

134:32

ถ้าว่าเราตั้งใจกันจริงๆแล้วก็สิ่งทั้ง

134:35

หลายเหล่านี้มันเป็นของฝึกไม่ยาก

134:39

คำว่ายากเห็นไม่ยากก็อยู่ที่ตัวของท่าน

134:42

เอง

134:44

ไม่มีใครที่จะไปจะยกจอก่อปั้นให้คนนั้น

134:47

ได้ดีคนนี้ได้ดีอันนี้ทำไม่ได้

134:52

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสแต่เพียง

134:56

ว่าอัขาตาโรตถาคตา

135:00

ตถาคตน่ะเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น

135:03

เหมือนกับครูสอนเด็กนักเรียนครูมีความ

135:08

หวังเดียวหวังดีกับนักเรียนนักศึกษา

135:12

แต่ว่านักเรียนนักศึกษาไม่สนใจในถ้อยคำ

135:16

หรือวิชาความรู้ความประพฤติที่ครูสอนครู

135:20

ก็ไม่สามารถจะทำให้เขาดีได้ฉันใด

135:24

แม้การประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน

135:28

ขององค์สมเด็จพระจอมไตรก็เช่นเดียวกัน

135:32

ถ้าหากว่าเราไม่ปฏิบัติตามท่านกำลังใจเรา

135:38

ไม่เข้มแข็งมันก็ไม่

135:41

ถ้ากำลังใจเข้มแข็งแค่ทิพยุขเป็นฌานโลกีย

135:48

ตามที่ท่านเคยปฏิบัติกันได้ท่านบอกว่า

135:50

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเรื่องเล็กๆ

135:55

เหมือนกับว่ากินข้าวตักข้าวในจานข้าวปาก

135:59

เท่านั้นก็สามารถทำได้ดี

136:03

ต่อนี้ไปก็ฟังเรื่องของว่าเตมีอีกหน่อย

136:06

นึงเวลามันใกล้จะหมดอาตมาก็ชวนท่านแวะ

136:11

ข้างทางซะด้วยขออภัยด้วยแต่เพื่อเป็น

136:15

ประโยชน์จะหาว่าเครื่องเหลวไหลเพราะ

136:18

เรื่องนี้อาตมากล้าทดกล้าท้าให้ท่านทั้ง

136:22

หลายลองปฏิบัติ

136:25

เพราะว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จ

136:27

พระทรงสวัติโสภาคไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเป็น

136:31

ของทำได้

136:33

เวลานี้เด็กตัวเล็กๆยังหลานชายท่านพลโท

136:37

โทนทอง

136:40

แห่งกองบัญชาการอาหารสูงสุดเธอทำได้ดีคน

136:44

หนึ่งอายุ 10 ปีคนหนึ่งอีกคนหนึ่งอายุ 7

136:47

ปีนะที่พูดนี่เป็นเดือนสิงหาคม 2521

136:55

ว่าเดี๋ยวเสียงมันค้างไปหลายปีก็จะคิดว่า

136:58

เธออายุเท่านั้นเธอฝึกประเดี๋ยวเดียวเธอ

137:00

ก็ได้เพราะว่าเด็กไม่มีข้างบน

137:04

ต่อไปองค์สมเด็จพระทศพลทรงเล่าเรื่องต่อ

137:07

ไป

137:09

เมื่อพระราชาตั้งใจจะบวชตัดสินพระทัยแน่

137:14

ว่าโบวชแน่

137:16

จึงทรงให้เอากลองไปตีประกาศว่าสมัยนั้น

137:20

ไม่มีขยายเสียงไม่มีวิทยุ

137:23

ใครอยากจะได้อยากจะบวชในสำนักของพระเตมี

137:27

ก็จงบวชได้ตามอัธยาศัย

137:31

และมิใช่แต่เท่านั้น

137:34

โยงยังทรงให้เขาจารึกเป็นตัวอักษรเป็น

137:38

หนังสือคำสั่ง

137:41

ลงในแผ่นทองคำ

137:44

เอาไปติดไว้ที่เสาท้องพระโรงท้องพระโรง

137:48

สมัยนั้นก็บ้านธรรมดาๆดาเข้าง่ายออกง่าย

137:53

ทรงประกาศว่าใครต้องการทรัพย์สมบัติใดๆ

137:58

ในคลังหลวงจงนำเอาไปตามความประสงค์ขนไป

138:02

ตามสบาย

138:04

พร้อมกันนั้นก็สั่งให้เปิดพระคลังทั้ง 12

138:08

พระคลัง

138:10

เพื่อไอ้คนที่ปรารถนาจะได้เอาไปจะได้ขน

138:13

ได้ไปตามชอบใจ

138:17

บรรดาประชาราษฎรทั้งหลายก็พากันแตกตื่น

138:22

ความจริงไม่ใช่แตกตื่นไปไหนไม่ใช่แตกตื่น

138:25

ไปขนทรัพย์ขนศีลพากันแตกตื่นไปบวชในสำนัก

138:31

คำว่าเตมี

138:34

บ้านเรือนก็พากันเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีใคร

138:38

สนใจ

138:40

บรรดาบริเวณป่าที่พระเตรมีอยู่ที่นั่น

138:43

ท่านกล่าวว่ามีปริมาณยาว 3 โยชน์กว้าง 3

138:48

โยชน์

138:49

เต็มไปด้วยดาบท

138:52

กันดาบัสินีหมายความว่าดาบก็คือฤาษีผู้

138:57

ชาย

139:00

ตาบินตาปินีก็ได้ฤาษีผู้หญิง

139:06

ท่านกล่าวต่อไปขอพูดอีกนิดนึงเวลาเหลือ 1

139:09

นาที

139:10

บรรดารถช้างและม้าที่พระราชานำมาแต่เมือง

139:15

ต่างๆแต่เมืองก็ให้ปล่อยไม่ต้องรักษา

139:21

ปล่อยมันให้ทรุดโทรมผูกพังไปตามสภาพ

139:25

ช้างม้าก็ปล่อยเข้าป่ากลายเป็นช้างป่าม้า

139:29

ป่าไป

139:31

เป็นอันว่าบ้านเมืองทั้งหลายบ้านเมือง

139:33

นั้นก็กลายเป็นบ้านร้างเมืองร้างทรัพย์

139:37

สินทั้งหลายไม่มีใครสนใจ

139:40

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพระธรรมเทศนาที่

139:44

พระเตมี

139:46

ท่านแสดงออกมามีเหตุมีผลสร้างคนให้เกิด

139:49

ความเลื่อมใสแล้วบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

139:54

ทั้งหลายมองดูเวลาก็หมดเสียแล้ว

139:58

ก็ต้องยุติก่อน

140:00

สำหรับวันนี้ขอลาบรรดาท่านพุทธบริษัทสัต

140:04

กลับก่อนขอความสุขสวัสดิพันนมงคล

140:08

สมบูรณ์พุณผลจงมีแด่บรรดาท่าน

140:12

พุทธศาสนิกชน

140:13

ผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี

140:17

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

140:21

เรื่องของพระเตมีตอนจบ

140:26

ก็คงจะจบกันวันนี้

140:29

เป็นอันว่าเมื่อพระราชา

140:33

ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเตมี

140:37

ตัดสินพระทัยแน่นอนว่าบทแน่

140:43

จึงประกาศแก่บรรดาประชาชนทั้งหลายซึ่ง

140:46

เป็นข้าราชบริพาร

140:49

ว่าใครจะบวชแก่พระเตบีบ้างก็อนุญาต

140:54

และนอกจากนั้นก็ยังประกาศ

140:58

ว่าทรัพเอ่อทรัพย์สินทั้งหลายในท้องว่า

141:01

คลังทั้ง 12 ว่าคลังให้เปิด

141:06

แล้วใครต้องการก็เชิญขนไปได้ตามอัธยาศัย

141:11

ตอนนี้พระองค์ไม่ต้องการแล้วเรื่องทรัพย์

141:14

สินทั้งหลายเห็นด้วยกับพระเตมี

141:19

เป็นอันว่าบรรดาประชาชนทั้งหลายก็พากัน

141:23

แตกตื่น

141:25

แต่ไม่ยักตื่นไปขนทรัพย์ขนศีล

141:29

พากันแตกตื่นมาบวชกับก็เตมมีป่าเต็มไป

141:33

ด้วยสถานที่ 3 โยชน์

141:37

ก็เต็มไปด้วยผู้คนคือดาบดาปัสสินีคือคือ

141:43

ว่าฤาษีผู้หญิงฤาษีผู้ชาย

141:46

ทางม้าทั้งหลายก็ปล่อยเข้าไปป่าหมดราชรถ

141:51

ที่สวยสดงดงามก็ปล่อยให้ผูพัง

141:55

นี่เป็นเนื้อความที่กล่าวมาแล้วในวันก่อน

141:59

วันนี้ก็จะขอกล่าวกล่าวต่อไป

142:02

ท่านกล่าวว่าเมื่อพระราชาบวช

142:06

คนในเมืองนั้นบวชหมดก็กลายเป็นเมืองร้าง

142:16

ก็มีพระราชาที่อยู่ประเทศใกล้เคียง

142:22

ทราบว่ากรุงพาราณสีห์

142:26

ไม่มีผู้คุ้มครองรักษานี่

142:31

ก็พากันยกคนโยธามาจะยึดครองไว้ในอำนาจ

142:37

นี่แะบรรดาท่านพุทธบริษัท

142:40

ที่พระรัฐบาลท่านพูดกับพระเจ้าโกรยะ

142:47

ท่านบอกว่าโลกล่องอยู่เป็นนิเป็นทาตของ

142:50

ตัณหา

142:53

อันนี้เอาแทรกเข้ามานิดนึงเพราะเรื่องมี

142:55

นิดเดียวจะจบ

142:58

ท่านบอกว่าโลกนี่มันพร่องอยู่เป็นนิจเป็น

143:00

ทาตของตัณหาแต่ความจริงท่านพูดมา 4 ข้อ

143:04

อาตมาขอใช้ 2 ข้อถ้าพูด 4 ข้อมันยาวเกิน

143:08

ไป

143:11

เนื่องด้วยว่าพระรัฐบาลท่านชื่อรัฐบาล

143:16

ไม่ใช่ท่านเป็นรัฐบาล

143:18

ถ้ารัฐบาลนี้ท่านเป็นลูกชายของเศรษฐีเป็น

143:22

ลูกคนเดียว

143:24

มาพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

143:27

ได้ฟังพระธรรมเทศนานานแล้ว

143:30

ก็อยากจะบวชอยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระ

143:34

ปทแก้ว

143:36

จึงเข้าไปหาพระองค์ขออนุญาตบวชในตอนนั้น

143:41

พระเจ้าสุทโธนมหาราช

143:45

ได้ขอพระราชทานพรกับองค์สมเด็จพระผู้มี

143:49

พระภาคเจ้าไว้

143:51

เพราะอาศัยที่พระราหก็ดีพระนันทะก็ดีที่

143:56

เป็นรัชทายาทจะได้ครองราชสมบัติ

144:01

แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก็ทรงให้โบสถ์

144:05

ไปจนหมด

144:08

ันนี้พระราชบิดาเห็นว่าองค์สมเด็จพระ

144:11

บรมสุคตเอาคนบวชแบบนี้พ่อแม่เขาจะเสียใจ

144:17

จึงได้ขอพรกับองค์สมเด็จพระจอมไตรพันเตี

144:21

ภะควาข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

144:25

ผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า

144:29

ต่อแต่นี้ไปถ้าจะให้ใครบวชก็ให้ลูกไปขอ

144:32

อนุญาตผู้ปกครองเสียก่อน

144:36

คือขออนุญาตพ่อขออนุญาตแม่ถ้าพ่อแม่ไม่มี

144:40

ก็ต้องขออนุญาตผู้ปกครองซึ่งใครเป็นผู้ปก

144:43

ครอง

144:45

ถ้าผู้ปกครองอนุญาตแล้วจึงจะให้โบสถ์ได้

144:50

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้สั่งให้

144:53

ท่านรัฐบาล

144:56

ซึ่งเป็นลูกของมหาเศรษฐีว่าถ้าต้องการจะ

144:59

บวชต้องขออนุญาตพ่อกับแม่เสียก่อน

145:05

สำหรับท่านพ่อท่านแม่เห็นว่าสมบัติมีมาก

145:08

แล้วก็มีลูกชายคนเดียว

145:11

จึงไม่เห็นด้วยกับการบวชของลูกชายอยากจะ

145:14

ให้ลูกชายปกครองทรัพย์สิน

145:18

นี่ถ้ามีสภาพคล้ายๆพระเตมี

145:22

เมื่อไม่ได้รับญาติท่านก็เลยนอนไม่กิน

145:25

ข้าวไม่ไปไหนทั้งหมดยอมตาย

145:29

ต่อมาบิดามารดาอ้อนวอนเท่าไหร่ฉันก็ไม่

145:33

ยอมรับฟัง

145:35

จึงแปลเพื่อนมาช่วยกันชักชวนให้อยู่ท่าน

145:39

ก็ไม่ยอมรับฟัง

145:41

บรรดาเพื่อนทั้งหลายจึงได้แนะนำท่านบิดา

145:44

มารดา

145:46

ว่าการบวชเป็นของลำบาก

145:50

ย่อมมีความปรารถนาไม่สมหวัง

145:54

อยากจะกินร้อนอาจจะได้เย็น

145:58

อยากจะกินเย็นอาจจะได้ของร้อน

146:02

แล้วบางทีอาหารก็ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ไม่

146:05

ไม่เหมือนกับอยู่ในฐานะเป็นเศรษฐี

146:09

คิดว่ารัฐบาลนี้ถ้าบวชแล้วก็คงจะทนไม่ไหว

146:12

ไม่ช้าก็จะสึกมาเอง

146:15

ควรจะอนุญาตให้บวชดีกว่าจะปล่อยให้เธอตาย

146:22

ท่านมหาเศรษฐี 2 ตายายเห็นด้วยจึงอนุญาต

146:26

ให้บวชเมื่อบวชเสร็จพระรัฐบาลไม่ใช้ก็ได้

146:30

เป็นพระอรหันต์

146:32

ต่อมาได้พบบิดามารดาแล้วก็เข้าไปในพระ

146:36

ราชุคยานของพระเจ้าโกรยะอยู่ใกล้

146:41

ก็ตามธรรมดาเศรษฐีสมัยนั้นคนที่จะเป็น

146:45

เศรษฐีได้พระราชาต้องแต่งตั้ง

146:49

แล้วก็มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นที่ปรึกษาของ

146:52

พระราชา

146:54

เหมือนกับรัฐบาลปัจจุบันที่เอาพ่อค้าแม่

146:58

ค้าและคนที่เมีความรู้มาปรึกษา 5 เพื่อ

147:02

ช่วยแก้เศรษฐกิจ

147:06

รัฐบาลนี้ทำเหมือนรัฐบาลสมัยก่อนสมัยเก่า

147:10

โน้นคือไม่ถือว่าใครเป็นใครจะเป็นใครก็

147:15

ตามถ้ามีความสามารถแล้วก็ใช้ได้

147:20

ศึกษาหารือกันเพื่อความอยู่รอดของบ้าน

147:23

เมืองความมั่นความมั่นคงของบ้านเมือง

147:28

อย่างนี้ดีใจกว้างอย่างนี้ดีใช้ได้

147:32

ซึ่งต่างกับการเวลามีพรรค

147:36

เวลามีพรรคบางทีพรรคอื่นเห็นว่าอย่างนี้

147:39

ดีแต่คิดว่ารอให้เราเป็นรัฐบาลดีกว่า

147:46

ถ้าเราเป็นรัฐบาลเราจึงจะทำแบบนั้นถ้าเรา

147:49

ไปแนะนำเขาเข้าเดี๋ทำดีเขาจะดีกว่าเรา

147:54

อย่างนี้ไม่ดี

147:56

ใจแคบเกินไป

148:00

ฉะนั้นเมื่อพระรัฐบาลเข้าไปในพระราชุทยาน

148:04

พระเจ้าโกรับะมาพบเข้าจึงถามว่าท่าน

148:07

รัฐบาล

148:09

ท่านเป็นลูกมหาเศรษฐีบททำไมมั่งมีทรัพย์

148:13

เป็นฆราวาสก็มีความสุข

148:17

พระรัฐบาลท่านตอบไป 4 ข้อแต่ว่าอาตมาเอา

148:20

มาแค่ 2 ข้อถึง 4 ข้อวันนี้เรื่องมีจบ

148:26

ท่านตอบว่าโลกคล่องอยู่เป็นนิเป็นทาตของ

148:30

ตัณหา

148:32

พระเจ้าโกรยะไม่เข้าใจจึงถามว่าไอ้โลก

148:36

คล่องอยู่เป็นนี้ทำไมเป็นยังไง

148:40

ก็ถามว่าสมมุติว่า

148:44

มีเมืองหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

148:48

มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มีมั่งมั่งคั่งแต่

148:52

ว่ามีกำลังน้อย

148:54

พระองค์สามารถจะยึดเมืองนั้นได้ด้วยโดย

148:57

ไม่เสียกำลังเลือดเนื้อพระองค์จะเอามั้ย

149:02

พระเจ้าโกรยะก็ตอบว่าเอาผมเอาแน่

149:07

นก็ท่านก็ถามไปหลายๆเมืองทั้งหมดแบบนั้น

149:10

พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าเอากี่เมืองกี่เมือง

149:13

ก็เอาทั่วโลกก็เอา

149:19

พระรัฐบาลจึงได้ตอบว่าถวายพระพรว่าขออ้า

149:24

มหาราชะขอถวายพระพร

149:29

นี่โลกมันพร่องอย่างนี้คือใจมันไม่เต็ม

149:34

มีเท่าไหร่มันก็ไม่พอ

149:37

เพราะการที่พระองค์ปรารถนาอยากจะได้เมือง

149:40

ทุกเมืองที่มีกำลังน้อยกว่า

149:44

แล้วสามารถจะยึดได้โดยง่ายดาย

149:48

นี่แสดงว่ากำลังใจมันพร่อง

149:50

ล่องแล้วก็เป็นธาตุแห่งตัณหาคือธาตุแห่ง

149:53

ความอยาก

149:56

ความจริงเมืองเดียวเท่านี้พระองค์ก็ไม่

149:59

สามารถจะปกครองมันได้ตลอดกาลตลอดสมัย

150:04

พระเจ้าโกรยะถามว่าเพราะอะไร

150:08

ท่านก็จึงได้ตอบว่าเมืองๆนี้พระองค์ปก

150:11

ครองมาตั้งแต่เมื่อไหร่รับมาจากใคร

150:17

พระเจ้าโกรยะก็ได้กล่าวบอกว่าตอบว่ารับมา

150:21

จากพระราชบิดา

150:24

แล้วท่านก็ถามว่าพระราชบิดาของพระองค์

150:27

เวลานี้ไปไหน

150:30

พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าท่านสวรรคตไปแล้วก็

150:35

ถามต่อไปว่าพระราชบิดาได้ปกครองเมืองนี้

150:39

จากใคร

150:42

พระเจ้าโกรยะก็บอกว่าได้จากปู่ถามเรื่อย

150:45

ไปถึงปู่ถึงทั่วตามลำดับ

150:48

ก็ถามว่าคนพวกนั้นไปไหน

150:52

พระเจ้าโกรยะก็ตอบว่าตายหมดแล้ว

150:57

พระรัฐบาลยังได้บอกจึงได้ตรัสนะพูนกับพระ

151:01

เจ้าโกรยะว่า

151:03

ก็เพราะเช่นนั้น

151:06

แม้แต่เมืองเดียวเพียงเท่านี้พระองค์ครอง

151:09

ต่อไปไม่ช้านานเท่าใดก็สวรรคต

151:13

จะมีประโยชน์อะไรกับครองโลกทั้งโลก

151:19

เป็นอันว่าพระเจ้าโกรย

151:21

ด้วยกล่าวนี่ก็เช่นเดียวกัน

151:26

พระราชาที่อยู่ใกล้เคียงได้ทราบว่ากรุง

151:29

พาราณสี

151:32

ไม่มีคนปกครองนักศึกษานี่ก็เกิดเป็นจิต

151:36

คล่องเข้ามาแล้วเป็นทาสของตัณหาเกิดความ

151:39

อยาก

151:42

อยากจะได้เมืองพาราณสือเข้ามาครอง

151:47

จึงได้ยกพหลพลโยธามากมายหวังจะมายึด

151:52

ไว้ในอำนาจคิดว่าต้องการรบ

151:57

รบหรือไม่รบเราก็จะบังคับถ้าไม่รบก็ดีถ้า

152:00

รบก็รบกันในเมื่อไม่มีผู้ปกครองแล้วไอ้คน

152:05

มันก็แตกกระสันซึ่งกระเส็นขาดความสามัคคี

152:08

ขาดผู้นำ

152:11

หรือมีผู้นำแต่ผู้นำไม่ดีแล้วก็ยึดได้

152:16

ในเมื่อมาถึงกลับเห็นประกาศของพระเจ้า

152:20

กาสิตราช

152:23

ติดไว้

152:25

ว่าใครต้องการทรัพย์สมบัติในท้องสั่งอยาก

152:29

ได้อะไรจงเอาไปตามความปรารถนา

152:34

ความสงสัยเอ๊ะนี่เยังไงกันแน่

152:40

แทนที่เขาจะหวงอย่าอยากได้อย่างเราเขาก็

152:43

ประกาศแจก

152:45

แล้วไปดูตามท้องเ้าไม่มีเปิดโรค

152:51

ของก็อยู่เต็ม

152:53

แถมแล้วก็ดูคนเหล่านั้นก็ไม่มี

152:58

ตามบ้านตามเรือนต่างๆไม่มีคนสักคน

153:02

นับตั้งแต่เข้ามาจากเขตของประเทศจน

153:05

กระทั่งถึงใจกลางเมืองหาคนไม่ได้

153:10

บ้านช่องของบรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่า

153:12

นั้นก็เปิดทิ้งไว้ทรัพย์สมบัติมีเก่งกลาย

153:16

ไม่มีคนก็แปลกใจ

153:23

เป็นอันว่าเพราะอาศัยที่คนทั้งหลายเหล่า

153:25

นั้น

153:27

เขาออกไปบวชอยู่ในป่าสมุดทิ้งบ้านทิ้ง

153:30

เรือนเปิดประตูบ้านเปิดประตูเมือง

153:36

หาไม่ก็ไม่มีคนปิดเนี่ยมันไม่มีคนปิดมัน

153:40

ก็เปิดเ้าไปเค้าเปิดเทิ้งไปเ้าไม่ก็กลัว

153:43

ขโมสร

153:45

แต่ว่าบรรดาทรัพย์สมบัติทุกอย่างทั้งบ้าน

153:49

ทั้งเมือง

153:51

อยู่ครบถ้วน

153:53

พระราชาองค์นี้ก็เกิดแปลกใจไอ้นี่มันยัง

153:56

ไงกันแม่ไอ้เมืองนี้

154:00

มันตายกันหมดหรือยังไง

154:03

บ้านเมืองบ้านทั้งบ้านทั้งเรือนทั้งบ้าน

154:06

ทั้งเมืองไม่มีใคร

154:09

เมื่อแปลกใจว่าไอ้ยกเข้ามาเมืองนี้คิดว่า

154:12

จะต้องสู้กันใหญ่ก็ไม่มีการสู้ไม่มีคนสัก

154:16

คนกลายเป็นเมืองร้าง

154:19

ชักสงสัย

154:21

ทราบข่าวว่าเวลานี้ท่านเตมีที่เคยใบ้ท่าน

154:25

ไม่ใบ้ไปโหวตอยู่กลางป่า

154:29

ก็เลยยกพหลพลิโยธาตามเข้าไปในป่านะจะไปดู

154:34

ตนี้ไม่ไปไม่ไปรบหรอกเพเมื่อบ้านเมืองเ้า

154:38

ไม่เอาแล้วเบอกใครจะเอาก็เอาเถิดทรัพย์

154:41

สมบัติทั้งหลายก็มาเข้าไปยินป่า

154:45

ไปพบบรรดาพระราชาและพลเมือง

154:50

บวชเป็นฤาษีเป็นนักพดอยู่ในป่าในที่นั้น

154:53

เต็มไปหมด

154:55

ในระยะทางกว้าง 3 โยชน์ยาว 3 โยชน์นี่ไม่

154:59

ได้เหลือเลยเต็มหมด

155:03

แล้วเมื่อเข้าไปจึงแถม

155:09

พระเตมีก็ให้วาดกับพระมหากษัตริย์เขอีก

155:14

แล้วพระเตมีก็ให้อาวาสตามเดิมว่าขอถวาย

155:18

พระพรพระมหาบพิต

155:22

การที่พระมหาบพิตยกทัพมาจะยึดราชสมบัติก็

155:26

เป็นของง่าย

155:29

แต่ว่าพระองค์คิดหรือเปล่าว่าพระองค์จะ

155:31

ไม่ตาย

155:34

การปกครองราชสมบัตินี่ตายกันทุกคน

155:38

ถ้าหากว่าจะตายด้วยอำนาจของความโลภ

155:43

ตายแล้วก็ต้องต่อนรก

155:46

เพราะมัวเมาในชีวิตการที่คิดว่าจะมีชีวิต

155:50

อยู่ตลอดกาลตลอดสมัยสำหรับบุคคลนั้นไม่มี

155:55

เป็นอันว่าความสุขที่แท้จริงนี้ก็คือการ

155:59

ละทุกสิ่งทุกอย่าง

156:02

ไม่สนใจกับวัตถุใดๆไม่สนใจกับชีวิตเลือด

156:06

เนื้อร่างกาย

156:09

เพราะว่าร่างกายนี้มันเป็นของภายนอกมัน

156:12

ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเรา

156:15

ไม่มีอำนาจที่จะบังคับบัญชามันได้ถ้าเรา

156:19

ติดอยู่ในทรัพย์บัติติดอยู่ในร่างกายติด

156:23

อยู่ในกามคุณมันก็เป็นปัจจัยของความทุกข์

156:27

มันหาความสุขอะไรไม่ได้เพราะทุกสิ่งทุก

156:31

อย่างในโลกไม่ใช่ของใครไม่มีใครมีอำนาจ

156:36

แม้แต่ร่างกายของเราเองที่ครองอยู่เราก็

156:39

ยังไม่มีอำนาจจะบังคับตา

156:43

เมื่อเรายังหนุ่มอยู่เราไม่ต้องการให้มัน

156:45

แก่มันก็จะแ

156:49

เราร่างกายยังทรงอยู่เรามีหมอดียาดีโรค

156:54

สามารถจะบำบัดโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่าง

156:57

ดีแต่ก็ห้ามปรามคำว่าการป่วยไข้ไม่สบาย

157:00

ไม่ได้

157:03

เมื่อถึงเวลาที่จะตายจะมีอำนาจวาสนาบารมี

157:07

เป็นพระราชาปกครองโลกคือเป็นพระเจ้า

157:10

จักรพรรดิ

157:12

เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมากมี

157:16

บริวารมากมีทรัพย์สินมากแต่ก็ห้ามความตาย

157:20

ไม่ได้

157:22

ฉะนั้นพระองค์จะไปทรงหลงใหลอะไรก็ทรัพย์

157:25

ภายนอก

157:27

ควรรักษากำลังใจให้ดีมีความบริสุทธิ์ทาง

157:31

จิต

157:33

คิดโดยธรรมแสวงหาความสุขทั้งในชาตินี้และ

157:38

ชาตินาน

157:40

คือการตัดกังวลทั้งหมดสิ่งใดที่ล่วงกัน

157:44

แล้วก็แล้วกันไปอย่าตามนึกถึงสิ่งใดที่

157:48

ไม่มาถึงก็จงจะดึงเข้ามา

157:51

รักษากำลังใจเวลานี้ของเราให้ดีกว่าให้

157:55

จิตบริสุทธิ์จะมีความสุข

157:58

ดูตัวอย่างพระราชบิดาพระราชบิดาของอาตมา

158:02

เองก็ดี

158:04

ถึงแม้แต่ตัวอาตมาเองนี่ก็ดีกลับเข้าไปใน

158:08

เมืองเมื่อไหร่เป็นพระราชาเมื่อนั้น

158:11

ถ้าอาตมาไม่ได้เห็นความสุขในความเป็นพระ

158:14

ราชา

158:16

ก็มีภาระมากจึงต้องการบวชการบวชอย่างนี้

158:20

มีความดี 2 อย่าง

158:23

คือชีวิตเป็นสุขเพราะไม่มีกังวลในชาตินี้

158:28

ถ้าตายจากความเป็นคนอย่างน้อยที่สุดก็

158:31

ประเสริฐกับเทวดา

158:34

ซึมีความสุขกว่ามนุษย์หลายแสนครับ

158:40

เป็นอันว่าเมื่อพระเตมีให้อาวาสโดยใจความ

158:43

เพียงเท่านี้พระราชาเห็นด้วย

158:49

เห็นด้วยกับพระเตมี

158:52

จึงคิดในใจว่าเอไอ้การหลีกเล้นจากความ

158:57

วุ่นวายมาหาความสุขอย่างนี้มันเป็นของดี

159:02

ตกลงใจ

159:05

พากันทั้งพระราชาก็ดี

159:09

ทั้งบรรดาพวกหนพลโยธาทั้งหลายก็ดีก็พากัน

159:14

ละ

159:16

ช้างละม้าตลอดเครื่องสัตตราาวุธที่คิดว่า

159:20

จะมารบ

159:23

เอาอาวุธภายนอกคิดว่าจะมารบจะยึดเมืองแต่

159:28

ว่าโดนอาวุธภายในคือกำลังใจบริสุทธิ์ของ

159:31

พระเมีเจ้าวางอาวุธกันหมดกัน

159:35

และทุกคนก็ต่างพากันบวชอยู่ในสำนักของพระ

159:39

เตมี

159:41

เป็นอันว่าบริเวณป่านั้นก็ดาดาษไปด้วยรถ

159:45

ที่ผูกพังและทดโม

159:47

สัตว์ป่าก็พากันวิ่งไปเก่งกาดสมุดเพราะ

159:51

สัตว์เมืองกลายเป็นสัตว์ป่า

159:55

ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าบรรดาสัตว์

159:57

เมืองทั้งหลายเหล่านั้นเดิมทีเป็นสัตว์

159:59

ป่าแต่ว่ามนุษย์ใจโหดหมดความเมตตาป่านำ

160:04

เอาสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เมืองเอามาเป็น

160:07

ธาตุลับใช้

160:09

เวลานี้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้รับ

160:11

อิสรภาพเพราะความดีของ

160:16

แต่ว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง

160:18

หมดล้วนแล้วแต่เชี้ยงๆรวมกันอยู่ใกล้ๆก็

160:22

ค่อยอยู่กับคนมาอยู่กับบรรดาฤาษีผู้หญิง

160:26

ฤาษีผู้ชายบรรดาฤาษีทั้งหลายเหล่านั้น

160:30

บำเพ็ญทานสมาบัติ

160:33

นะอยู่ในป่า

160:35

ท่านก็พากันบำเพ็ญฌานสมาบัติจนถึงได้ฌาน

160:39

สมาบัติตามกัน

160:45

หลังจากตายจากความเป็นคนทั้งหมด

160:49

บรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้นก็ไปเกิดเป็นใน

160:52

เทวโลก

160:54

แล้วไปเกิดเป็นเทวดาบ้างไปเกิดเป็นพรหม

160:56

บ้าง

160:59

นี่เป็นอันว่าเมื่อองค์สมเด็จพระ

161:02

สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้า

161:05

ทรงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของพระองค์ใน

161:09

สมัยเมื่อพระเป็นพระเตี

161:12

พระองค์สมเด็จพระชินสีทรงเห็นโทษของการ

161:16

ครองเรือนว่ามันเป็นภพอย่างนี้

161:20

เมื่อจบชาดกองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดา

161:25

จึงได้ทรงตว่าพระเจ้ากาสิกราชสมัยนั้น

161:29

คือืมก็มาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธนมหาราชัใน

161:33

สมัยนี้พระนางจันทร์เทวีก็มาเป็นพระนาง

161:39

นิมายามหาราชเทวี

161:42

อหังเอวะพระเตมีสมัยนั้นก็มาเกิดเป็น

161:46

ตถาคตในสมัยนี้บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่า

161:51

นั้นก็มาเกิดเป็นพุทธบริษัทเวลานั้นเมื่อ

161:55

จบพระธรรมเทศนาคือเล่าความเป็นมาของพระเี

161:59

แล้วหลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

162:06

ก็ทรงแสดงอริยสัจ

162:09

ให้บรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้รับ

162:11

ทราบ

162:13

ว่าภิกเว

162:15

ภิกษุทั้งหลาย

162:19

กฎธรรมดาของโลกที่มีมานี้ก็คือทุกข์

162:25

โลกทั้งโลกนี่เราจะหาความสุขอะไรไม่ได้

162:30

เธอทั้งหลายจะมองเห็นว่าคนในโลกทั้งหมด

162:36

เค้าคิดว่าสุขเกิดจากทรัพย์สิน

162:40

สุขเกิดจากอำนาจวาสนาบารมีที่มีมากปกครอง

162:44

คนมาก

162:46

สามารถมีทรัพย์มากสามารถจะบังคับใครต่อ

162:49

ใคร

162:51

แต่ว่าคนทั้งหลายเหล่านั้นเนื้อแท้จริงๆ

162:54

มีแต่ความทุกข์หาความสุขอะไรไม่ได้

162:59

ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าโดยเฉพาะอย่าง

163:03

ยิ่งทุกข์ภายนอกก็มีอยู่

163:06

แต่ทุกข์ที่เป็นศัตรูติดตามเราตลอดเวลาก็

163:10

คือร่างกายและจิตใจ

163:14

โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายเมันมีสภาวะแห่ง

163:18

ความเป็นทุกข์

163:21

ทุกข์จักหนึ่งความร้อนเกินไปเราไม่ชอบใจ

163:25

ร้อนมันก็ร้อน

163:28

เมื่อความร้อนเราไม่ปรารถนาด้วยความร้อน

163:31

ความร้อนมันเกิดขึ้นกำลังใจก็ไม่ทุกข์

163:34

เพราะกายมันร้อน

163:37

เย็นเกินไปหนาวเกินไปเราไม่ชอบใจ

163:42

ถ้าเราไม่สามารถจะหนีความหนาวได้ใจมันก็

163:45

เป็นทุกข์

163:47

แต่ความจริงกายมันไม่บ่นใจมันบ่น

163:52

ความหิวก็เป็นปัจจัยของความทุกข์

163:56

ความกระหายก็เป็นปัจจัยของความทุกข์

164:00

ความปรารถนาไม่สมหวังคือเราเกิดแล้วเป็น

164:03

หนุ่มเราไม่อยากแก่มันก็จะแก่

164:08

เราไม่อยากป่วยมันก็จะป่วยเราไม่อยากตาย

164:11

มันก็จะตายเมื่อความปรารถนาไม่สมหวัง

164:15

อย่างนี้ก็ไม่ทุกข์อยู่คนเดียวก็ทุกข์มี

164:19

คู่ครองมากเท่าไหร่ทุกข์มากเท่านั้น

164:23

มีภาระจิตมากเท่าไหร่ก็ทุกข์มากเท่านั้น

164:27

คนจนทุกข์อย่างคนจนคือทุกข์น้อยเพราะ

164:31

ทุกข์กลัวไม่พอกิน

164:33

คนที่ร่ำรวยทุกข์อย่างคนรวยคือมีไม่เท่า

164:37

นี้อยากจะได้เท่าโน้นมีเท่าโน้นอยากจะได้

164:41

เท่านั้นแต่เสียแต่กายมากเกินไปใจก็มีแต่

164:46

ความทุกข์เกรงว่าความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

164:49

ไม่สมหวัง

164:51

บางคนมีเงินมีทองมากมายอยากจะรวยใหญ่ยิ่ง

164:55

ไปกว่านั้นลงทุนทุ่มเทือลงไปในที่สุดตาย

164:59

แล้วเอาอะไรไปไม่ได้เป็นอันว่าเมื่อเขา

165:03

อยู่เขาก็เป็นทุกข์ทุกข์เติดทรัพย์สินติด

165:07

สมบัติภายนอก

165:10

ติดอารมณ์ความโก้ความโก้ความแก๋กันในการ

165:15

มีอำนาจวาสนาบารมี

165:18

แต่เนื้อแท้จริงๆบุคคลทั้งหลายเหล่านี้

165:20

ไม่มีใครเป็นสุข

165:23

ทุกข์ไม่เกิดได้เพราะอำนาจของตัณหาคือ

165:26

ความพยานอยากที่ไม่รู้จักจบ

165:31

ตามที่พระรัฐบาลท่านว่าโลกปล่องอยู่เป็น

165:34

ทาตของตัณหานี่เป็นปัจจัยของความทุกข์

165:39

ถ้าเราจะหลีกเล้นความทุกข์เราก็ต้องต้อง

165:42

ทำลายเหตุของทุกข์เสีย

165:45

ทุกข์มันจะมีมาได้เพราะอาศัยตัณหาคือความ

165:49

อยาก

165:50

การตัดตัณหาความอยากให้พินาศไปก็ได้แก่

165:54

อริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น

165:58

แล้วก็มีสัมมามาสมาธิเป็นปริโยสา

166:02

แต่ว่ามรรค 8 ประการนี้ย่นลงมาแล้วได้ 3

166:06

อย่างคือศีลสมาธิปัญญา

166:10

ถ้าทุกคนมีศีลบริสุทธิ์

166:15

ทุกคนก็มีความสุขอย่างหยาบ

166:20

แต่ถึงยังไงก็ดีตายแล้วไม่ไปตกในอบายภูมิ

166:25

ทุกคนมีศีลนี่ทุกคนจะมีแต่ความสุขสีเลนะ

166:29

สุคติงยัง

166:32

ถ้าเรามีศีลด้วยกันทุกคนไม่ฆ่ากันไม่รัก

166:35

ไม่ขโมยกันไม่ยึแย่งความรักกันไม่โกหกงด

166:39

ทฤกัน

166:41

ไม่ทำสติสมัยย้ายฟั่นเื่อนในการดื่มสุรา

166:44

มีอะไรใจมันก็เป็นสุขทุกคนก็เป็นมิตรกัน

166:49

โลกทั้งโลกจะเป็นสุขโลกทั้งโลกจะมีแต่

166:52

ความอุดมสมบูรณ์

166:54

ได้เกิดสีเลนโภคสมทาน

166:58

เพราะว่าไม่ต้องจ้างคนมาควบคุมไม่ต้อง

167:02

เสียก็เสียก่อนต่างคนต่างไม่ต้องระมัด

167:06

ระวังทรัพย์สินเพราะทรัพย์สินไม่มีใคร

167:08

ทำลาย

167:10

ร่างกายไม่มีใครประท้ายนี่เราก็มีความ

167:15

เรียกว่ามีความสุขอย่างหยาบ

167:18

ถ้ามีสมาธิคือมีอารมณ์ตั้งมั่นใจทรงตัว

167:23

คือมีความสงบไม่วุ่นวายในนิวรณ์ 5 ประการ

167:26

การ

167:27

ความสุขมันจะสูงยิ่งขึ้นถ้ามีปัญญาญาณ

167:31

พิจารณาว่าโลกมันเป็นทุกข์

167:36

ว่าชาติพิสุกขาความเกิดเป็นทุกข์

167:41

ชราพิสุกขาความแก่เป็นทุกข์เรานำเป็น

167:44

ทุกขังความตายเป็นทุกข์ความสุขที่จะมี

167:48

ขึ้นมาได้ก็คือเตี่ยเตสังโวปะสะโมสุโข

167:54

การเข้าไปสงบกายนั้นขึ้นว่าเป็นสุข

167:58

คำว่าสงบกายคือไม่สนใจในร่างกายอื่นของ

168:02

เรา

168:04

คือร่างกายอย่างนี้เราไม่ต้องการมันอีก

168:08

ร่างกายของบุคคลอื่นเราก็ไม่ต้องการมัน

168:11

อีกวัตถุธาตุใดๆในโลกเราไม่พึงปรารถนาทำ

168:16

จิตให้บริสุทธิ์ปดป่องพ้นจากอำนาจของ

168:20

กิเลสตัณหาอุปาทานอกุศลกรรมพวกท่านจะมี

168:24

ความ

168:26

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

168:29

แสดงพระธรรมเทศนาในอริยสัจจบ

168:33

ก็ปรากฏว่าบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น

168:36

พากันบรรลุมรรคผลไปตามทางกันมีพระโสดาบัน

168:41

เป็นต้นอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

168:45

มองดูเวลาความจริงเรื่องจบแล้วก็ต้องต่อ

168:49

นิดนึงเพราะมันพอดีกับเวลา

168:52

นี้เวลาก็พอดีจบแล้วอาตมาขอลาก่อนขอบรรดา

168:58

สาวกขององค์สมเด็จพระชินาวร

169:01

เมื่อได้สดับแล้วองค์สมเด็จพระที่แก้ว

169:05

อาศัยความดีคือไม่สนใจกับสิ่งที่ล่วงมา

169:09

แล้วและก็ไม่สนใจกับสิ่งที่ไม่มาถึงพระ

169:14

องค์ทรงประกอบอารมณ์จิตปกติในปัจจุบันมี

169:18

ความสุขฉันใดขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้ง

169:23

หลายที่กำลังรับฟังจมีความสุขนั้นวันนี้

169:28

ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิพัฒนมงคลสมบูรณ์

169:32

ปูนผลและขอทุกคนที่รับฟังทรงเจริญไปด้วย

169:37

จตุรพิตพรชัย

169:38

ทั้ง 4 ประการ

169:41

มีอายุวรรณะสุขภละและปฏิพานหากทุกท่านมี

169:45

ความประสงค์สิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นสมความ

169:49

ปรารถนาจงทุกประการสวัสดี No.

Interactive Summary

เรื่องราวของ "พระเตมีใบ้" หนึ่งในทศชาติชาดก เล่าถึงพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพระราชกุมาร แต่ทรงแสร้งทำเป็นคนพิการ ใบ้ และหูหนวก เป็นเวลาถึง 16 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นครองราชย์ เนื่องจากทรงระลึกชาติได้ว่าการเป็นกษัตริย์ที่ต้องสั่งลงโทษผู้อื่นจะนำไปสู่การตกนรก แม้จะถูกพระบิดาทดสอบด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างหนักหน่วงแต่ก็ทรงอดทน จนสุดท้ายเมื่อถูกนำไปฝังทิ้งในป่า ทรงแสดงธรรมให้นายสารถีและพระบิดามารดาฟังจนเกิดความเลื่อมใส สละสมบัติและบ้านเมืองเพื่อออกบวชตามพระองค์

Suggested questions

4 ready-made prompts