HomeVideos

ทำไมชีวิตติดขัด? วิธีแก้กรรมด้วยพรหมวิหาร 4 และศีลบารมี - เสียงธรรมะ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ #ธรรมะสอนใจ

Now Playing

ทำไมชีวิตติดขัด? วิธีแก้กรรมด้วยพรหมวิหาร 4 และศีลบารมี - เสียงธรรมะ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ #ธรรมะสอนใจ

Transcript

863 segments

0:01

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

0:05

และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่าน

0:09

วันนี้ก็มาฟังบารมีกันต่อไปอีก

0:13

สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดเรื่องศีลบารมี

0:19

จัดว่าเป็นบารมีอันดับที่ 2 ที่พระ

0:22

พุทธเจ้าทรงเรียงไว้

0:24

แต่ความจริงการปฏิบัติท่านบรรดาเพื่อน

0:27

ภิกษุสามเณรทั้ง

0:30

เราจะปฏิบัติขึ้นต้นว่าทานแล้วเรียงมา

0:34

เป็นศีลเรียงมาเป็นเนกขมะ

0:40

แล้วก็เรียงมาเป็นปัญญาอันนี้ก็ไม่ถูก

0:45

การปฏิบัติจริงๆต้องขึ้นด้วยปัญญาบารมี

0:48

ก่อน

0:50

ว่าคนที่ไม่มีปัญญา

0:53

เค้าไม่รักษาศีลนะครับ

0:57

แต่ว่าก่อนที่จะพูดพูดอะไรก็ขอย้ำกันไว้

0:59

อีกทีนี้สักนิดนึง

1:02

ว่าการบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็ดี

1:06

หรือว่าที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

1:10

มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเข้ามาปฏิบัติ

1:14

ความดีในพระพุทธศาสนาก็ดี

1:18

ความจริงพระพุทธเจ้าต้องการให้ทุกคนหมด

1:21

ทุกข์

1:23

ทุกข์ที่มีความสำคัญมากก็คืออบายภูมิ

1:28

ถ้าเราต้องลงอบายภูมิเราก็ขาดทุนฉะนั้นใน

1:32

ตอนนี้ขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย

1:38

แล้วก็ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายด้วยพา

1:42

กันป้องกันอบายภูมิเสียก่อน

1:45

ที่เราจะมีบารมีเต็ม

1:48

ก็ไม่แน่นักว่าการบำเพ็ญบารมีของเรานี้จะ

1:52

เต็มหรือไม่เต็มเราไม่ทราบครับ

1:56

ถ้าบารมีเต็มเราได้ไปนิพพานแน่

2:00

ถ้าบารมีไม่เต็มเราก็ยังไปไม่ได้ถ้ายังไป

2:05

ไม่ได้ต้องเวียนไปหาอบายภูมิเราก็ขาดทุน

2:09

ฉะนั้นการที่เราจะหนีอบายภูมิให้พ้นก็คือ

2:12

1 มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าชีวิตนี้ต้อง

2:17

ตาย

2:19

ก่อนจะตายเมื่อตายเมื่อไหร่เราไม่ยอมไป

2:22

อบายภูมิ

2:24

ยึดพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยอริยสงฆ์

2:27

เป็นที่พึ่ง

2:29

นั่นก็หมายความไม่ยอมรับนับถือคำสอนของ

2:33

ท่าน

2:34

แล้วก็ปฏิบัติตามท่าน

2:38

หลังจากนั้นทรงศีลให้บริสุทธิ์

2:42

ศีลต้องเป็นตามสภาพของฐานะนะครับพระมีศีล

2:46

เท่าไหร่

2:48

สมเณรมีศีลเท่าไหร่สำหรับญาติโยม

2:52

พุทธบริษัทสำคัญทันที่ศีล 5

2:56

ต้องรักษาให้ครบแล้วก็ทรงจิตพิษไว้เสมอ

3:00

ว่าการเกิดมนุษย์มันเป็นทุกข์เราจะไม่

3:03

ต้องการมาอีก

3:05

การเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมเป็นสุขชั่วคราว

3:09

หมดบุญวาสนาบารมีก็ลงมา

3:13

เราไม่ต้องการต้องการจุดเดียวคือนิพพาน

3:17

ถ้าทรงอารมณ์ไว้ได้อย่างนี้จริงๆนะครับ

3:21

ตายจากชาตินี้ไม่พบกับอบายภูมิแน่

3:26

ถ้าบังเอิญจะเกิดใหม่จะตายอีกกี่ชาติก็

3:29

ไม่พบกับอบายภูมิ

3:32

เพราะว่าอบายภูมิกับเราเลิกเป็นญาติดีกัน

3:35

แล้ว

3:37

พ้นทุกข์ไปที

3:40

ขออารมณ์อย่างนี้อย่างน้อยที่สุดบรรดา

3:43

ญาติโยมพุทธบริษัทและเพื่อนภิกษุสามเณร

3:47

ต้องถือว่าเป็นกฎตายตัวที่เราจะต้องทำให้

3:51

ได้

3:53

ท่านก็ถามว่าท่านเป็นพระโสดาบันแล้วหรือ

3:57

ก็จงตอบเว่าการปฏิบัติไม่ได้มุ่งพระ

4:01

โสดาบัน

4:03

และก็ไม่ได้มุ่งฌานโลกีย

4:06

มุ่งอย่างเดียวคือทำความดีหนีอบายภูมิและ

4:10

หนีการเกิดแก่เจ็บตายเท่านั้น

4:15

ตอนนี้ก็มาพูดกันถึงศีลบารมี

4:19

บารมีแปลว่ามีกำลังใจเต็ม

4:23

ศีลนี่ก็แปลว่าปกติ

4:26

คือปกติของพระต้องปฏิบัติในสิกขาบทเท่า

4:29

ไหร่

4:31

แล้วก็มีอภิสมาจารย์เท่าไหรพระต้อง

4:34

ปฏิบัติในธรรมะอีกด้วย

4:37

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะห่มผ้า

4:41

จะบริโภคอาหารหรือว่าจะชั้นในเภสัชั้นยา

4:47

อันนี้ต้องพิจารณาก่อน

4:51

คือว่าเราจะไม่ติดเพื่อความสวยสดงดงาม

4:54

เป็นต้นเราจะไม่กินเพื่อความอ้วนพีหรือ

4:57

ผ่องใส

4:59

จะไม่กินเพื่อทำกิเลสให้เกิดขึ้นเราจะกิน

5:03

ให้ชีวิตทรงอยู่

5:05

แล้วก็จะปฏิบัติความดีทำลายความโลภออกจาก

5:09

จิตทำลายความโกรธทำลายความหลงออกจากจิต

5:15

เราจะปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระ

5:18

ธรรมสามีมิตรทุกรายการที่ทรงตรัส

5:23

อย่างนี้จึงจะใช้ได้นะครับ

5:27

สำหรับศีลพระก็ดีเณรก็ดีญาติโยม

5:29

พุทธบริษัทก็ดี

5:32

ถ้าเอาแค่เอาแค่ศีลเฉยๆนี่ไปไม่รอดนะครับ

5:38

จะต้องปฏิบัติในกรรมบท 10 ด้วย

5:43

เพราะถ้าศีลเฉยๆยังมีศีล 5 บริสุทธิ์

5:48

แต่ว่าศีล 5 นี่เค้าก็ห้ามแค่พูดหมดเท่า

5:52

นั้น

5:54

พูดวาจาหยาบคาย

5:57

นินทาชาวบ้านคือยุเค้าแตกกัน

6:01

แล้วพูดวาจาที่ไร้สติคือไร้ประโยชน์พูด

6:04

ส่งเดช

6:06

อย่างนี้เป็นโทษ

6:10

ก่อนที่จะพูดอะไรทั้งหมดผมก็จะขอนำ

6:14

พระสูตรสูตรหนึ่ง

6:17

มาคุยคุยกับบรรดาท่านพุทธบริษัทและบรรดา

6:20

เพื่อนภิกษุสามเณร

6:23

เราพูดกันแต่ธรรมะล้วนๆมันก็ฟังจืดๆไป

6:27

หน่อย

6:28

คือว่าคนที่ไม่ผิดศีล

6:32

คือว่าไม่ใช่มุสาวาส

6:35

แต่ว่าใช้วาจาพร่อยๆไร้สติสัมปชัญญะพูด

6:39

ส่งเดช

6:41

เป็นเหตุให้เกิดเป็นตั้งหลายร้อย

6:44

ชาติ

6:47

เรื่องก็มีอยู่ว่ามีท่านสิริมา

6:51

ท่านสิริมานี่ถึงที่ผมเรียกว่าท่านน่ะใน

6:55

สมัยพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่

6:58

ท่านผู้นี้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าแล้ว

7:01

เป็นพระโสดาบัน

7:05

ที่เรียกว่าท่านก็เพราะอย่างน้อยที่สุด

7:07

ท่านเป็นพระโสดาบันนี่ท่านดีกว่าผม

7:11

แล้วก็ท่านเป็นพระโสดาบันอยู่ในระหว่าง

7:14

ที่พระพุทธเจ้าทรงประชนอยู่

7:18

เวลานั้นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูเป็น

7:21

อรหันต์ตั้งเยอะแยะ

7:24

ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่โง่พอที่ทรงแค่ทรงตน

7:28

แค่พระโสดาบัน

7:31

คงจะดีไปกว่านั้นแต่บาลีไม่ได้บอกไว้

7:36

เพราะว่าเวลาที่ใกล้จะตายนี่มันไม่แน่นัก

7:40

ถ้าทรงความเป็นพระโสดาบันไว้ได้ถือว่า

7:44

เป็นผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน

7:47

ตอนนี้พอจะตายเข้ามาจริงๆไอ้ทุกขเวทนา

7:50

เข้ามาครอบงำจิต

7:53

เจ็บนู่นปวดนี่เสียดนั่นมันก็ทนไม่ไหว

7:57

ตอนนี้ความรู้สึกรักในร่างกายมันจะหมดไป

8:03

การต้องการมีคู่ครองมันจะหมดไป

8:08

ต้องการความร่ำรวยมันจะหมดไป

8:12

ต้องการคิดว่าจะอยู่ต่อไปมันก็หมดไปเพราะ

8:15

มันอยู่ไม่ไหว

8:17

เวลานั้นเจ็บปวดอย่างนั้นคิดอะไรไม่ออก

8:21

จะไปรักแต่งงานกับใครเค้าล่ะตัวเองก็แย่

8:26

จะไปกรอบโกยทรัพย์สินที่ไหนก็ไปลุกไม่ไหว

8:31

จะหลงคิดว่านั่นเป็นเรานี่เป็นของเราก็

8:33

ไม่ได้ร่างกายมันแสนจะเลว

8:38

ตอนนั้นบังเอิญ

8:40

หากว่าท่านเกิดมีความเบื่อหน่ายในร่างกาย

8:44

ขึ้นมา

8:46

ตายก็เมื่อตายไปก็ไปนิพพานทันที

8:51

ว่ามีบางท่านมาถามว่าคนที่มีความโลภความ

8:54

โกรธความหลงมีกิเลสมาก

8:57

ถ้านึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์จะไปได้หรือ

9:02

ก็ต้องตอบว่าเวลาที่ป่วยจริงๆหนักมากความ

9:06

โลภมันหายไปจากใจ

9:09

ความโกรธมันหายไปจากใจความหลงไม่มีก็ไป

9:12

นิพพานได้

9:14

ตามที่กล่าวมาแล้วสำหรับท่านสิริมาผู้นี้

9:18

ท่านเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ฟังเทศน์ของ

9:21

พุทธเจ้าจบเดียวท่านดีกว่าผมมาก

9:26

ผมนี่ทั้งเรียนมาด้วยเป็นครูสอนเค้าด้วย

9:30

เป็นนักเทศน์ด้วย

9:32

แล้วก็สอนธรรมะธัมโมด้วยผมเป็นอะไรผมยัง

9:36

ไม่รู้เลย

9:38

ผมสงสัยตัวเองว่าผมดีไม่เท่าท่านสิริมา

9:44

ก็นี่เรื่องนี้ก็ยกไป

9:47

ก็ขอกล่าวว่าความเป็นจริงท่านสิริมานี่

9:51

เป็นคนที่มีตระกูลสูง

9:55

คือท่านเป็นน้องสาวของหมออาชีวกกมรพัสด

10:00

ในพระราชฐานของพระราชาคือพระเจ้าพิมพีสา

10:06

แต่ว่าท่านต้องเป็นโสเพณีแล้วเป็นหญิงที่

10:09

มีความสวยงามมาก

10:12

เรับแขกเป็นหญิงรับแขกเมืองเวลาแขกเมือง

10:16

มาก็เอาท่านมาประเพลมให้แขกให้แขกเมือง

10:20

สบายใจ

10:22

คลายอารมณ์เครียดแต่เหมาคืนคืนละพัน

10:26

กหาปนะ

10:28

คือพันตำลึงหรือ 4,000 บาทในเวลานั้นเวลา

10:31

นี้ก็เทียบกันเป็นล้าน

10:35

ราคาแพงมาก

10:38

ทำไมถึงเป็นอย่าง

10:40

ผมก็เจอพระสูตรพระสูตรหนึ่งท่านบอกว่า

10:44

กฎของกรรมของสิริมา

10:48

ท่านสิริมาเวลานั้นท่านไม่ได้ละเมิดศีล

10:52

แต่พูดไม่ดี

10:55

คือว่าไม่ใช่พูดโกหกมดเท็จแต่พูดไม่ดี

10:59

ตายจากชาตินั้นแล้วต้องมาเป็นหญิง

11:03

ตั้งนานหลายชาติ

11:06

ผมก็นับชาติไม่ถ้วนอ่านไม่ครบ

11:09

เรื่องราวมีอย่างนี้คือว่าในสมัยนั้นเป็น

11:13

สมัยที่มีพระอรหันต์

11:16

ผมก็จำไม่ได้ว่าพุทธเจ้าสมามชื่อว่าอะไร

11:22

พูดไปก็เดาไม่มีความสำคัญผิดเปล่า

11:27

เมื่อวันนั้นเป็นวันวิสาขบูชา

11:32

ก็มีคนไปทำการทำปทักศิลเพื่อเวียนเทียน

11:35

แสดงความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมา

11:37

สัมมาสัมพุทธเจ้า

11:40

พระธรรมและพระอริยสงฆ์

11:44

ในขณะที่เวียนเทียนนั่นก็ปรากฏว่ามีพระ

11:47

อริอริยสงฆ์อยู่มาก

11:50

ทั้งพระผู้ชายที่เรียกว่าภิกษุพระผู้หญิง

11:53

ที่เรียกว่าภิกษุณี

11:56

ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งมีภิกษุณีองค์

11:59

หนึ่งท่านแก่

12:02

แล้วท่านก็กินหมาก

12:05

แต่ความจริงภิกษุณีองค์นี้ท่านเป็นพระอร

12:07

อรหันต์

12:09

แต่ว่าท่านจะเป็นพระอรหันต์อรหันต์ขั้น

12:12

สุขโกติวิโชร

12:14

เป็นโญปฏิสัมภิทัปปโตอย่างใดอย่างหนึ่งผม

12:17

ไม่ทราบบาลีไม่ได้บอก

12:21

ว่าท่านเป็นพระอรหันต์กินหมาก

12:25

เวลาเวียนเทียนเคี้ยวหมากไปไอ้น้ำหมากน้ำ

12:28

ลายมันก็มากขึ้น

12:31

ท่านก็บ้วนน้ำหมากลงข้างทางเดิน

12:35

เวลานั้นบังเอิญมีลมพัดมาไม่แรงนัก

12:39

ละอองหมากนิดนึง

12:42

ไปถูกเอาผ้าของท่านท่านสิริมาเวลานั้น

12:45

เป็นลูกสาวของมหาเศรษฐีแต่งตัวสวย

12:50

แล้วรูปร่างก็สวยแล้วเอาหมากไปติดตะผ้า

12:53

นิดเดียว

12:55

เธอก้มลงมาแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ

13:00

กล่าววาจาไม่ใช่โกหกแต่กล่าววาจาอย่างนี้

13:05

ว่าอีหญิงแพศยาคนไหนนะ

13:09

มาบ้วนน้ำหมากทำให้ละอองน้ำหมากมาถูกผ้า

13:12

ของเรา

13:14

อย่างนี้ไม่ใช่โกหกแแต่ว่าเป็นวาจาหยาบ

13:18

ฉะนั้นในศีล 5 ไม่ได้ห้ามวาจาหยาบเราต้อง

13:22

รักษากำหนบท 10 แล้วเพห้ามทุกวาจาทุก

13:26

ประเภท

13:28

ทั้งโกหกก็ห้ามวาจาหยาบก็ห้ามการพูดส่อ

13:32

เสียดนินทาชาวบ้านก็ห้าม

13:36

การพูดวาจาเหลวไหลก็ห้ามต้องถืออย่างนั้น

13:39

ด้วย

13:41

ผลที่นางสิริมาหรือท่านสิริมา

13:46

พูดเพียงเท่านั้นตายแล้วลงต้องลงอบายภูมิ

13:51

และก็มาเกิดเป็นคนต้องมาเป็นหญิงแพทย์สยา

13:55

นับเป็นร้อยๆชาติ

13:58

นี่แะบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร

14:02

และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน

14:06

รักษาแต่ศีลเราอาจจะพลาดวาจาจาบ

14:10

หรืออาจจะพลาดวาจาสอดเสียดอาจจะพลาดวาจา

14:14

เพ้อเจื้อเหลวไหลไร้ประโยชน์

14:17

ฉะนั้นต้องรักษาวาจทั้ง 4 วาจาใจทั้ง 4

14:21

ประการ

14:23

สำหรับวาจานะ

14:25

ทั้ง 4 ใหญ่ครบถ้วนจึงจะปลอดภัย

14:29

มาพูดถึงตอนนี้ผมก็มานึกขึ้นมาได้

14:33

ว่ามีบุคคลหลายท่าน

14:37

บางทีท่านนั้นก็เป็นคณาจารย์สอนพระ

14:40

กรรมฐาน

14:43

เคยปรารภอยู่เสมอว่าพระอรหันต์

14:47

ไม่สูบบุหรี่ไม่กินหมาก

14:51

แต่ความจริงการสูบบุหรี่หรือกินหมากนี่

14:55

ไม่ผิดทางพระวินัย

14:59

อย่างพระอรหันต์องค์นี้ท่านกินหมากใครจะ

15:01

ว่ายังไง

15:03

หรือว่าจะแบ่งอรหันต์เป็นคนละสมัย

15:07

เพราะนั้นคนที่ปฏิบัติกรรมฐานจะสูบบุหรี่

15:10

หรือกินหมากที่วัดนี้ไม่เคยห้าม

15:14

แต่ขออย่างเดียวจะทำให้สถานที่เปรอะหรือ

15:18

ว่าอย่าทำให้เอาไฟบุหรี่ไปไหม้อย่างใด

15:21

อย่างหนึ่งเท่านั้นก็พอ

15:24

แต่ไม่ห้ามกันพระศาทมันชินจะมีอารมณ์

15:26

เครียดงั้นขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร

15:31

ขอย้อนมาเรื่องศีล

15:34

จำไว้ด้วยนะครับ

15:36

ว่าการไม่พูดปดแต่พูดอยากก็ไม่ดี

15:41

ลงอบายภูมิยังไม่พอเกิดมาเป็น

15:47

เราก็มาดูคำว่าศีลกันก่อน

15:51

ที่จะพิจารณาเรื่องอะไรต้องรู้จักชื่อ

15:56

และก็ต้องรู้จักอาการกันก่อน

15:59

คำว่าศีลนี่ท่านแปลแปลว่าปกติ

16:04

พระของเราจะต้องมีปกติปฏิบัติในสิกขาบท

16:08

227

16:10

และก็มีอภิสมาจารย์ด้วย

16:14

และจะต้องมีอธิสีสิกขา

16:18

ระมัดระวังศีลยิ่ง

16:21

อธิจิตตสิกขาทำฌานสมาบัติให้เกิด

16:26

อธิปัญญาสิกขาใช้เป็นปัญญายอมรับนับถือ

16:30

ตามความเป็นจริงเรียกว่ายอมรับนับถือกฎ

16:34

ของธรรมดา

16:36

ไม่ใช้อารมณ์ฝืน

16:39

อย่างนี้ท่านจะฟังยากนิดผมก็ขอพูดทิ้งไป

16:42

เลย

16:45

ไม่รู้กันข้างหน้า

16:47

นี้คำว่าศีลแปลว่าปกติเฉพาะฆราวาสปกติ

16:51

จริงๆต้องมีศีล 5 ครบถ้วน

16:56

ถ้ามีศีล 5 ไม่ครบถ้วนก็เป็นคนผิดปกติ

17:01

แล้วทำไมจะต้องมาปฏิบัติการบังคับเด้วยรึ

17:06

ก็ขอตอบว่าในที่นี้ไม่มีการบังคับ

17:10

สุดแล้วแต่บรรดาท่านพุทธบริษัทจะพอใจอะไร

17:15

ถ้าคนมีศีล

17:18

คนใดมีศีลครบถ้วนคนนั้นท่านเรียกว่า

17:21

มนุษย์

17:23

เพราะว่ามนุษย์นั่นแปลว่าใจสูงคือมีการ

17:26

ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบใจดีมาก

17:30

แต่คนมีศีลไม่ครบถ้วนท่านเรียกว่าคน

17:34

แปลว่ายุ่งเวลานี้โลกที่ยุ่งอยู่เพราะขาด

17:38

ศีล

17:40

ศีลมีแต่คนยอมรับนับถือศีลไม่มี

17:44

แต่ผมก็อย่าทิ้งไว้อีก

17:47

ไม่อธิบายต่อไปขอมาอธิบายขั้นศีลของ

17:50

ฆราวาส

17:53

และอย่าลืมนะครับพระ

17:55

อาบัติปายิตีท่านเป็นกปีระภิภิกขุไปอเวจี

18:00

มหานรก

18:03

ทำให้หญ้าหลุดของเขียวพลาดของเขียวให้

18:06

หลุดท่านเอกปัตถนาคราชต้องไปเกิดเป็น

18:10

สัตว์เดรัจฉาน

18:13

ภิกษุสามเณรต้องระวังให้มาก

18:17

หากว่าท่านเป็นภิกษุสามเณรถ้าขาดกำบด 10

18:21

ระวังนะโยมจะเอาอาหารที่สำหรับใฝ่บาตร

18:26

เพื่อท่านไปเลี้ยงไอ้ตูบเสียก่อน

18:30

เพราะอะไรถ้าพระกับเณรไม่มีกำบด 10

18:34

กำบฏ 10 ไม่มีอยู่ศีลประจำตัวที่มากกว่า

18:38

นั้นจะมีได้ยังไง

18:41

ถ้าเราพรหมผ้ากาสาวพัสด

18:46

ขาดกรรมบท 10

18:49

เราก็เลวกว่าไอ้ตูบที่บ้านโยม

18:53

เพราะว่าเจ้าตูบที่บ้านโยมน่ะมันเป็น

18:55

สุนัข

18:57

มันไม่เคยประกาศเลยว่ามันเป็นพระเป็นเณร

19:01

มันแสดงตนความเป็นสุนัขเป็นปกติของมันมัน

19:05

ซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมา

19:09

ถ้าเราปฏิบัติตนโกงไปโกงมาก็เสร็จ

19:14

นี้ขอพูดถึงอานุภาพของศีล

19:18

อานุภาพของศีล 5 นี่บรรดาญาติโยม

19:20

พุทธบริษัทมีหลายท่าน

19:23

มาเห็นถึงเห็นอาตมาเข้าใจอาตมานี่เป็นผู้

19:26

วิเศษเบางคนก็ป่วยไข้ไม่สบายบางคนก็เดือด

19:32

ร้อนเรื่องการครอบครัวบางคนก็เดือดร้อนใน

19:35

ทรัพย์สินขอให้หลวงพ่อช่วย

19:39

หลวงพ่อเองก็ต้องให้น้ำเกลืออาทิตย์ละ 2-3

19:42

ครั้ง

19:43

ฉีดยาอยู่เสมอมันก็ไม่ไหว

19:47

มาคุยกันถึงเรื่องศีลศีล 5 คือข้อที่ 1

19:51

ปาณาติบาต

19:54

สำหรับปาณาติบาทนี่จะรักษาศึกษาได้จริงๆ

19:57

ต้องมีเมตตากรุณาทั้ง 2 ตัวผสมอยู่ในใจ

20:03

คือต้องมีปัญญา

20:05

คนไม่มีปัญญานี่รักษาศีลไม่ได้อันดับแรก

20:09

จะรักษาปาณาธิบาตได้ต้อง 1 เมตตาความรัก

20:14

2 กรุณาความสงสาร

20:17

มีจิตคิดว่าคนเราเนี่ยถ้ารักกันแล้วก็ดี

20:20

กว่าเกลียดกันเป็นมิตรกันดีกว่าเป็นศัตรู

20:24

กัน

20:26

จริงจะรักษาศีลข้อปาณาติบาตนี้ได้

20:31

ว่าคนใดถ้าไปรักษาปฏิบัติศีลให้ข้อ

20:34

ปาณาติบาตให้ได้ครบถ้วนเป็นปกติ

20:40

หมายความไม่ฆ่าเขาด้วยไม่ทรมานเขาด้วย

20:45

ถ้าตายจากความเป็นคนชาตินี้

20:49

ก็มีหวังได้ว่าเป็นเทวดาแน่

20:54

จากเทวดาลงมาถ้าเป็นคนจะเป็นคนมีอายุครบ

20:59

อายุไข

21:01

รูปร่างสวดทรงหน้าตาผิวพรรณจะสดสวยงดงาม

21:06

แล้วก็โรคภัยไข้เจ็บก็ไม่เบียดเบียน

21:11

นี่หมายความว่าถ้ารักษาศีลได้นะถ้าละเมิด

21:15

ศีลข้อที่ 1

21:18

อันดับแรกในขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มีแต่ความ

21:23

เดือดร้อน

21:24

ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่มีศีลเพราะเมตตา

21:27

กรุณา

21:29

มีเมตตาความรักกรุณาความสงสารเจอหน้าใคร

21:33

เราก็ยิ้มเขาก็ยิ้มอารมณ์ใจก็สดชื่นเห็น

21:37

บุคคลใดเมีความลำบากยากแค้นมีความสงสาร

21:41

เกื้อกูลให้มีความสุข

21:44

อันนี้เป็นมหาเสน่ห์ใหญ่ไม่ต้องไปเรียน

21:47

คาถาเสน่ห์

21:49

ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักคนที่เกลียดจะมีบ้าง

21:54

บางคนคือคนที่ชอบอิจฉาริษยาคนอื่นอันนี้

21:59

เราก็ปล่อยเค้า

22:02

พระพุทธเจ้ายังถูกอิจฉา

22:05

คนเลวๆอย่างเราทำไมยังไม่ถูกอิจฉา

22:10

เขาอิจฉาิษยาเป็นความเดือดร้อนของเขา

22:14

เรามีเมตตาปราณีเป็นความสุขของเราไปไหนมี

22:17

คนยิ้มให้เรามากกว่าคนหน้างอเราชื่นใจ

22:21

แล้วมีความสุขแต่คนที่ไม่สามารถจะปฏิบัติ

22:25

ในศีลข้อนี้ได้คือจิตขาดเมตตาปราณี

22:30

ที่คาดเก่งฆ่าเขาบ้างประทุษร้ายเบ้างทำ

22:34

ให้เขาลำบากบ้าง

22:36

พวกนี้จะหลับก็ไม่เป็นสุขจะตื่นก็ไม่เป็น

22:39

สุขมีชีวิตอยู่

22:42

ระแวงอันตรายอยู่เสมอ

22:45

ตายจากความเป็นคนมีหวังได้ว่าไปอบายภูมิ

22:48

แน่

22:50

ยังไงไงก็เป็นมีสิทธิ์ลงนรก 100%

22:55

ออกจากนรกแล้วก็มาเป็น

22:59

ออกจากก็มาเป็นอสุรกาย

23:02

ออกจากอสุรกายก็มาเป็นสัตติรัจฉาน

23:06

พอพ้นจากสัตติฉานก็มาเป็นคนที่ต้องรับผล

23:11

เศษของกรรม

23:13

อย่างดีที่สุดก็เป็นคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ

23:17

กระ่องกระแง่งเดินไม่ค่อยไหวถ้ารุนแรง

23:21

เกินไปอาจจะเป็นอัมพา

23:25

แล้วมิฉะนั้นก็มีการอายุสั้นพันตายบางคน

23:29

บาปหนักเกินไปเป็นอจินกรรม

23:32

เข้าท้องแม่ไม่ทันจะคลอดตาย

23:36

บาปหย่อนมาอีกนิดหนึเว้นบ้างมันดีละมันดี

23:40

ไม่ละแต่มันพระเว้น

23:43

อย่างนี้เกิดออกจากท้องแม่ไม่กี่วันก็ตาย

23:49

ถ้าเว้นมากกว่านั้นหน่อยก็เป็นเด็กใหญ่

23:51

ตายเว้นมากกว่านั้นอีกนิดนึงเป็นหนุ่ม

23:54

เป็นสาวก็ตาย

23:57

ถ้าเว้นมากกว่ากันอีกหน่อยไฟกลางคนก็ตาย

24:00

กำลังใจของบุคคลผู้นั้นไม่ทำอันตรายอย่าง

24:03

นี้เลยเว้นทุกอย่างคือไม่ทำ่าไม่ฆ่าสัตต

24:08

ชีวิตนั่นก็หมายความอยู่ถึงอายุไขแล้วจึง

24:12

ตายโรคภัยไข้เจ็บมีบ้านเป็นของธรรมดาบาง

24:15

คนก็ไม่มีเลย

24:18

นี่ทั้งโทษและคุณของศีลข้อที่ 1

24:23

หัวเล่าย่อๆว่าถ้าปฏิบัติในศีลข้อที่ 1

24:26

ได้มีชีวิตอยู่มีความสุขเพราะคนรักมาก

24:29

เพราะเราใจดี

24:32

ตายไปแล้วจากความเป็นคนเกิดเป็นเทวดาพรหม

24:36

เกิดเป็นมนุษย์มีอายุยืนนานโรคภัยไข้เจ็บ

24:39

น้อยรูปร่างหน้าตาสะสวย

24:44

แล้วก็จะพูดอะไรต่อไปบรรดาญาติโยมทั้ง

24:46

หลายและเพื่อภิกษุสามเณร

24:49

สัญญาณการบอกเวลาบอกเลิกทึหมดเวลาแล้วก็

24:52

ต้องขอลาก่อน

24:55

ขอความสุขสวัสดิวิภัตนมงคลสมบูรณ์พลผลจง

25:00

มีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนที่กำลังนั่ง

25:03

ฟังอยู่ที่นี่คือเพื่อนภิกษุสามเณรทุกคน

25:08

จงมีความปรารถนาสมหวังตามที่ต้องท่าน

25:12

ภิกษุสามเณรทั้งหลาย

25:15

และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

25:19

วันนี้ก็มาฟังเรื่องบารมีกันต่อไป

25:24

ก็คงเป็นศีลและบารมี

25:27

วันก่อนพูดมาได้หน่อยเดียวเวลาหมดเฉพาะ

25:30

เรื่องศีลมัวไปเล่าเรื่องของท่านิริมา

25:35

เพลินไปแต่ความจริงการปฏิบัติศีลนี่บรรดา

25:40

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

25:43

ถ้าเรามีทานบารมีดีแล้ว

25:47

ทานบารมีก็เป็นปัจจัยโยงให้สิงเกิด

25:52

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่า

25:55

คนที่จะให้ทานได้นั้น

25:58

ก็ได้บอกไว้แล้วว่าต้องมีพรหมวิหาร 4

26:03

ความจริงพรหมวิหาร 4 นี่เลี้ยงทั้งศีล

26:06

เลี้ยงทั้งสมาธิเลี้ยงทั้งปัญญา

26:09

และก็ช่วยกันในการให้ทานกองการกุศล

26:14

คนที่มีพรหมวิหาร 4 อย่างเดียว

26:17

แล้วก็มั่นคงในพรหมวิหาร 4 ทุกอย่างจะมี

26:21

หมดทานบารมีก็เต็มศีลบารมีก็เต็ม

26:27

เนกขัมมารมีก็เต็มปัญญาบารมีก็เต็มเต็ม

26:32

เพราะอะไรเพราะว่าคนที่มีพรหมวิหาร 4 มี

26:35

อารมณ์จิตเยือกเจน

26:37

พรหมวิหาร 4 เขาพูดไว้หน่อยนึงนะ

26:41

เพราะว่าบางท่านไม่ได้เคยฟังจะฉงนพวิหาร 4

26:45

ก็คือ 1 มีความรักรักในคนรักในสัตว์เสมอ

26:50

ด้วยตัวเรา

26:53

ในการที่ 2 สงสาร

26:56

เห็นคนและสัตว์มีความสงสารมันก็สงสารตัว

26:59

เราเอง

27:01

เพราะอิสามีจิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร

27:07

เห็นใครได้ดีพลอยยินดีด้วยแล้วปฏิบัติ

27:09

ความดีตามเขา

27:12

ข้อที่ 4 เห็นใครเพี่ยงพล้ำมีความทุกข์

27:15

ไม่ซ้ำเติมจิตพร้อมจะช่วยจะเสมอเท่ามี

27:19

โอกาส

27:21

นี่ลักษณะของพรหมวิหาร 4 มี 4 อย่างแบบ

27:24

นี้

27:27

ได้บอกไว้แล้วว่าคนที่ให้ทานได้ต้องมี

27:30

พรหมวิหาร 4

27:33

เมื่อพรหมวิหาร 4 มีแล้วศีลก็มีได้เพราะ

27:37

เมตตาความรักก็มีกรุณาความสงสารก็มีจิต

27:42

อ่อนโยนก็มีอุเบกขาวางเฉยก็มี

27:46

เฉยเพราะอะไรอย่างสัตว์เดินมาพอที่จะฆ่า

27:51

ได้เราก็ไม่ฆ่าปล่อยไป

27:54

จัดเป็นอภัยทาน

27:57

เห็นของพอที่จะขโมยได้เราก็ไม่ขโมย

28:00

อุเบกขาก็เฉย

28:03

เห็นคนที่น่ารักพอที่จะยื้อแย่งความรักเ

28:07

ได้เราก็ไม่ทำเฉย

28:10

คนพอที่โกหกได้เราก็ไม่โกหกเฉย

28:14

หรือว่าดื่มสุรามีร

28:18

มันล่ออยู่ข้างๆหน้าเราก็ไม่ดื่มเฉยอย่าง

28:21

นี้ก็ได้หรือมีความรักซะอย่างหนึ่งฆ่าเขา

28:25

ไม่ได้ทรมานไม่ได้มีความรักซะอย่างหนึ่ง

28:28

คดโกงเไม่ได้ขโมยเก็ไม่ได้มันทำไม่ได้มี

28:34

ความรักซะอย่างหนึ่งแย่งความรักเขาก็ไม่

28:36

ได้มีความรักซะอย่างหนึ่งก็โกหกมดเท็จก็

28:41

ไม่ได้โนรักกันจะโกหกกันยังไง

28:45

นี่ลักษณะของคนที่มีพรหมวิหาร 4 ดีอย่าง

28:49

นี้ฉะนั้นการรักษาศีลก็เป็นการรักษาไม่

28:54

ยาก

28:56

ถ้ามีพระวิหาร 4 ศีลไม่ยากเลยอยู่กับอยู่

28:59

กับตัวแน่นอน

29:02

ฉะนั้นในวันก่อนๆก็บอกว่าทุกคนให้ระวัง

29:06

อบายภูมิคือ 1 คิดว่าชีวิตจะต้องตายไว้

29:10

เสมอ

29:11

แล้วก็ไม่คิดว่าชีวิตจะตายวันพรุ่งนี้ขอ

29:15

ให้คิดว่าอาจจะตายวันนี้ก็ได้ยึดพระ

29:19

ไตรสราคมคือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระ

29:22

อริยสงฆ์เป็นที่ยอมรับนับถือปฏิบัติตามคำ

29:26

แนะนำของท่าน

29:29

แล้วก็มีศีลบริสุทธิ์จิตตั้งหวังไว้ซึ่ง

29:32

นิพพาน

29:34

อันนี้การอบายภูมิได้แน่ๆอย่าลืมนะเรับ

29:38

แต่ศีลนี่ก็มีความจำเป็นต้องรักษาตามแบบ

29:42

ฉบับของตัวตัวเองเป็นพระต้องรักษาศีลพระ

29:45

เป็นเณรต้องรักษาศีลเณรเป็นญาติโยม

29:47

พุทธบริษัททรงศีล 5 บริสุทธิ์

29:51

เท่านี้แน่นอนแต่ว่าถ้าขาดกำบท 10 แย่

29:54

เหมือนกัน

29:57

อย่างท่านสิริมานี่ขาดกรรมบท 10

30:02

ความจริงท่านก็เป็นคนใจบุญสุนทานปากเสีย

30:05

ไปหน่อย

30:08

ถือตัวว่าเป็นลูกเศรษฐีแล้วมั้ง

30:11

เลยต้องลงนรกรก็เป็นหญิงแพสยา

30:15

ฉะนั้นทุกคนถ้าหากให้ทานได้ก็รักษาศีลได้

30:20

อเฉพาะศีล 5 คือญาติโยมมีเวลาศึกษาน้อย

30:24

ศีล 5 ก็มี 5 ติกขาบทตามที่ทราบแล้ว

30:29

1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่ลักทรัพย์ 3 ไม่พฤติ

30:33

ในกาม 4 ไม่พูด 5 ไม่เดมสุรามีร

30:39

และศีล 5 ประการดียังไง

30:42

บางคนบอกว่าถ้ารักษาศีลกันหมดโลกจะจน

30:47

แต่ว่าเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย

30:51

และญาติโยมที่กำลังนั่งฟังวันนี้แย่คอ

30:56

มันแย่จริงๆ

30:58

ที่กำลังนั่งฟังทราบว่าผลของการรักษาศีล 5

31:02

เป็นอย่างนี้แต่พระเณรศีล 5 ไม่ได้นะ

31:09

ต้องรักษาตามสิ่งของตน

31:12

ศีล 5 ข้อที่ 1

31:15

ถ้าเราเป็นคนมีเมตตาปราณี

31:20

จิตใจไม่โหดร้าย

31:23

เราก็จะมีความสุข

31:26

ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ทุกคนเสมอเมตตาปราณีเขา

31:32

ช่วยงานเขาเกื้อกูลเขาไปเห็นหน้าใครก็ยก

31:36

มือไหว้แล้วก็ยิ้มให้อย่างนี้จิตใจก็สด

31:40

ชื่นขึ้น

31:42

ถ้าคนทั้งโลกดีเหมือนกันหมดอย่างนี้โลกจะ

31:45

มีความร่ำรวย

31:48

ก็จะเห็นว่า

31:50

1 ไม่ต้องเตรียมการสงคราม

31:56

ของที่ใช้ในสงครามมีอะไรบ้างเงินทองทุ่ม

31:58

เทกันไป

32:01

โดยอิรักอิหร่านเพียงแค่ลบกันแค่ 7 วัน

32:04

หมดเงินไปตั้งแสนล้าน

32:07

ถ้าหากว่าเราไม่ต้องรบกันก็ไม่ไม่ต้องหมด

32:10

สิ้นเปลืองเงินแบบนั้น

32:13

แล้วก็ไม่ถ้าไม่มีการลบราค่าพันกันเลย

32:17

อาวุธสงครามก็ไม่ต้องเตรียม

32:20

พระทหารก็ไม่ต้องมีตำรวจก็ไม่ต้องมี

32:24

ไม่ต้องมีอะไรทั้งหมดต่างคนต่างอยู่กัน

32:26

แบบสบายๆเพราะไม่มีใครรบกวนกันก็ลงคิด

32:31

อยู่ว่าไอ้ทรัพย์สินที่จะต้องซื้อ

32:35

อาวุธยุทโธปรกหาการป้องกันเนี่ยมันก็ไม่

32:38

ต้องจ่ายไปเกินจะหลือเหลือชาติปีกับชาติ

32:40

ปีละเท่าไหร่

32:44

ดูว่างบประมาณ

32:46

เกี่ยวกับคนใจร้ายเนี่ยปีเสียเท่าไหร่ 1

32:50

เพื่อป้องกันป้องกันต้องการการลดราข้าว

32:53

ฟันการยึดประเทศต้องใช้งบประมาณทหารปีละ

32:58

เท่าไหร่

33:00

และคนโหดร้ายก็ยังมีอยู่อีกต้องสร้าง

33:03

เรือนจำราคาสร้างเรือนจำเดือนละเท่าไหร่

33:07

และเจ้าหน้าที่ในเรือนประจำต้องจ่ายเงิน

33:10

เดือนละเท่าไหร่แล้วก็อาหารของนักโทษต้อง

33:14

จ่ายวันละเท่าไหร่

33:17

แล้วก็ต้องไปจ้างพิพากษา

33:20

อัยการต้องมีทนายต้องมีเจ้าหน้าที่ต่างๆ

33:25

ก็ต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลือง

33:28

ต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าหน้าที่อำเภอ

33:31

เจ้าหน้าที่จังหวัดเป็นการควบคุมงบประมาณ

33:35

ส่วนนี้ทั้งหมดปีมหาศาล

33:40

เราต้องใช้เพื่อป้องกันคนใจร้าย

33:44

หาว่าคนเราใจดีทุกคนก็ไม่ต้องใช้เงินงบ

33:48

นี้ทุกคนจะมีความสุขทุกคนจะนอนตาหลับ

33:54

อันนี้ประโยชน์ในปัจจุบัน

33:58

สำหรับประโยชน์ในสัมปราภพบรรดาญาติโยม

34:01

พุทธบริษัท

34:04

ทุกคนที่นั่งฟังอยู่นี่ได้มโนยิทธิแล้ว

34:07

ทุกคน

34:09

ทุกคนเคยไปนรกมาแล้วเคยไปเห็นสวรรค์มัน

34:13

แล้วเคยไปเห็นพรหมโลกมาแล้วแล้ว

34:16

รู้จักอารมณ์ของพระนิพพานแล้ว

34:21

ครูเสอนปุพเพนิวาสานุติญาณ

34:24

คือระลึกชาติก็ทำได้แล้ว

34:27

อตีตังสิญาณเหตุการณ์ในอดีตครูก็สอน

34:31

อนาคตังเหตุการณ์ข้างหน้าครูก็สอนสร้างคน

34:36

ต่างรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใจร้ายที่ลง

34:40

นรก

34:43

พระขาดศีล 5 ข้อที่ 1

34:48

สกัดศีล 5 ข้อที่ 1 ก็ทุกคนก็เห็นแล้วว่า

34:52

ลงนรกกันเป็นแถวมีความกระทุกทุกขเวทนา

34:55

ขนาดไหน

34:57

นี่คนที่ไม่ละเมิดศีลตายไปแล้วมีผลอย่าง

35:01

นี้จากนรกมาเป็นจากสุรกายจาก

35:05

สุรกายเป็นสัตฐาน

35:08

จากสัตติฉานมาเป็นคนอายุสั้นพลันตายบ้าง

35:11

โลกมากบ้างโรคภัยไข้เจ็บมากบ้างบางคนหนัก

35:15

ถึงเป็นอัมพาตก็มี

35:19

นี่เพราะเหตุการณ์ใจร้ายทั้งนั้นไม่เคารพ

35:22

ในศีลข้อที่ 1

35:25

ถ้าเคารพในศีลข้อที่ 1 เป็นคนสวยไม่อายุ

35:28

ยืนนานมีความสุขโรคภัยไข้เจ็บก็

35:31

เบียดเบียนน้อยบางทีก็ไม่เบียดเบียนเลย

35:36

นี่นะครับ

35:38

เป็นอย่างนี้สำหรับศีลข้อที่ 2

35:42

ข้อที่ 2 ถ้าเราไม่รักไม่ขโมยไม่คดไม่โกง

35:45

กัน

35:47

ถ้าขโมยไม่มีก็ไม่ต้องมีเรือนจำ

35:51

ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่เรียนจำไม่ต้องมี

35:54

พิพากษาไม่ต้องมีอัยการไม่ต้องมีตำรวจไม่

35:58

ต้องมีผู้ใหญ่บ้านกำนันไม่ต้องมีนายอำเภอ

36:00

ไม่ต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าหน้าที่

36:02

ทั้งหมด

36:05

ทุกคนและงบประมาณในในประเทศที่ต้องเสีย

36:09

ภาษีก่อนมันก็ไม่ต้องเสีย

36:13

เพราะเงินทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเงินของ

36:15

เราทั้งนั้นที่เราส่งกันเข้าไป

36:19

แล้วก็มีจุดหนึ่งที่เราจะต้องคิดสมมุติ

36:23

ว่าไอ้เรื่องงบประมาณแผ่นดินเราไม่ได้พูด

36:26

กันพูดเฉพาะบ้านเราถ้ามีขโมย

36:31

บ้านเราก็ต้องทำแข็งแรงแหล่งทำประตู

36:33

หน้าต่างแข็งแรงมันสิ้นเปลืองเท่าไหร่

36:37

กุญแจก็ต้องหากุญแจใส่แล้วใส่อีกหลายๆดอก

36:41

บางๆบ้านก็มีดอกเดียวบ้านก็มีหลายดอก

36:45

สมมุติว่าประเทศไทยเนี่ยมีบ้านสัก 10

36:48

ล้านหลัง

36:51

ใช้กุญแจบ้านละหลังละดอกกุญแจ 10 ล้านดอก

36:56

นี่ราคาเท่าไหร่

36:58

นี่มันก็ต้องสิ้นเปลืองไปมากนั้นหากว่า

37:01

ไม่มีการรักไม่มีการขโมยกัน

37:05

โรคโลกก็จะมีแต่ความสุขคนก็จะมีแต่ความ

37:08

ร่ำรวย

37:10

หามันได้เท่าไหร่กินใช้แบบสบายๆไม่ต้อง

37:14

โกนไม่ต้องเกรงโจรผู้ร้ายจะจี้จะปล้น

37:17

ไม่ต้องเกรงภัยอันตรายไม่ต้องกลัวขโมยรัก

37:20

นอนก็เป็นสุขหลับก็เป็นสุขตื่นก็เป็นสุข

37:26

นี่ผลของการไม่มีการรักไม่มีการปล้นไม่มี

37:30

จี้รักษาศีลข้อที่ 2

37:33

ถ้าละเมิดศีลข้อที่ 2 ชาตินี้ก็ไม่มีความ

37:37

สุขไปไหนก็มีศัตรูรอบข้างเพราะเรารักเรา

37:41

ขโมยเค้าเค้าก็เกลียด

37:44

ดีไม่ดีก็เข้าเรือนจำไป

37:47

เป็นคนที่ไม่มีความสบายใจ

37:51

ตายจากชาตินี้ลงนรกแน่เป็นอสุรกาย

37:54

สัตว์เดิรัจฉาน

37:56

เกิดมาเป็นคนใหม่ไฟไหม้บ้านบ้าง

38:01

น้ำท่วมให้ของเสียหายบ้างลมพัดบ้านพัง

38:05

เสียบ้างถูกขโมยกระโจนปล้นบ้างที่เป็น

38:09

อย่างนี้ขอญาติโยมพุทธบริษัทโปรดทราบว่า

38:12

เป็นโทษของอทินาทานในชาติก่อน

38:17

ความจริงเรื่องนี้พระพุทธเจ้าก็พูดมานาน

38:19

แล้วก็น่าจะเข้าใจ

38:23

แต่ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ไม่ยอมเข้าใจมาถาม

38:26

บ่อยๆก็เลยพูดให้ฟัง

38:30

แล้วหากว่าข้อศีลข้อที่ 3

38:32

กาเมสุมิจฉาจารย์

38:36

การไปละเมิดสิทธิในคนรักของคนอื่นเราก็

38:39

ต้องคิดดู

38:41

ถ้าเละเมิดสิทธิในคนรักของเราเราจะมีความ

38:44

รู้สึกยังไง

38:47

เราไม่ชอบใจเราเกลียดเขาล่ะเราไปทำอย่าง

38:51

นั้นเขาจะรักเรามั้ยเขาก็เกลียดเราก็กลาย

38:54

เป็นคนมีศัตรู

38:57

การมีศัตรูนี่จิตไม่มีความสุขต้องระวัง

39:00

ภัยเสมอ

39:03

แล้วถ้าคนไม่มีไม่มีคนเจ้าชู้ประเภทนี้ก็

39:06

ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างที่ว่ามาแล้ว

39:08

พูดมันก็รำคาญ

39:11

งบประมาณก็เป็นจ่ายชาติก็มีความเจริญ

39:15

ถ้าหากว่าไม่มีคนพูดโกหก

39:19

ความจริงแค่มุสาวาสตัวเดียวไม่พอนะญาติ

39:22

โยมอย่าลืมเรื่องสิริมา

39:26

ต้องพูดความไม่พูดปดด้วยไม่พูดหยาบด้วย

39:32

แล้วก็ไม่พูดวาจาให้เค้าแตกเร้ากันคือ

39:35

นินทาชาวบ้านด้วยแล้วก็ไม่พูดวาจาที่ไร้

39:39

ประโยชน์

39:40

ถ้าเราไม่พูดอย่างนี้วาจา 4 อย่างไม่มี

39:44

สำหรับเราเรา

39:46

มีแต่วาจาตามความเป็นจริงรู้จักเวลาในการ

39:50

พูดมีวาจาอ่อนหวานท่านจะเป็นพยาจาบใช้

39:55

วาจาเ้าสมัครสมานมีความรักกันมีความสามา

39:58

สามัคคีกันแทนที่แยกให้แตกแยกกัน

40:02

แล้ววาจาใดที่ไม่เป็นประโยชน์เราไม่พูด

40:07

ทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ถึง

40:09

ข้อที่ 4 เป็นตัวมหาเสน่ห์

40:13

ถ้าพูดดีอย่างนี้พระพุทธเจ้าบอกว่ามี

40:16

เสียงเป็นทิศ

40:19

นั่นหมายความจะแตกกระเจกกระเจงเป็นกระทะ

40:22

แตกก็ตามเถอะแต่คนเขาก็ชอบฟัง

40:27

ก็บอกพูดพูดจริงพูดเพราะพูดดีให้รักกัน

40:31

พูดเป็นวาจาที่มีประโยชน์ไปที่ไหนก็มีแต่

40:35

คนรัก

40:38

เรื่องต่างๆเรื่องร้ายที่ให้เจ้าหน้าที่

40:41

ตำรวจทหารต้องมาปราบปรามจับกุมมันก็ไม่มี

40:45

แต่คนพูดดีกันซะหมดก็ไม่ต้องมีเจ้าหน้า

40:47

ที่เข้ามาควบคุม

40:50

ไม่ต้องเปลืองงบประมาณไม่มีความลำบากไม่

40:53

มีความทุกข์

40:55

นี่ข้อสุดท้ายถ้าเราดื่มสุราเมรไอ้

40:59

สุราเมรกินแล้วมันอิ่มหรือเปล่า

41:02

กินแล้วก็ต้องมากินข้าวใหม่

41:06

คนดื่มสุรานี่ขอประทานอภัยเถอะขอพูดตรงไป

41:11

ตรงมา

41:13

ก็เรียกว่าคนตั้งใจให้ตัวเองเป็นคนบ้า

41:20

นี้พูดภาษาไทยชัดๆ

41:23

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะอาการใดๆที่เรามี

41:26

ความละอายขณะที่ไม่ดื่มสุราเราไม่ทำ

41:31

แต่พอดื่มสุราเข้าไปแล้วมันทำทุกอย่าง

41:34

อย่างที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน

41:38

ก็ทราบๆอยู่แล้วว่าการดื่มสุรามียังสุรา

41:41

มีอะไรเป็นยังไง

41:43

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกันง่ายๆถ้าเราดื่ม

41:47

สุราวันละ 10 บาท

41:50

เดือนหนึ่งเราต้องจ่ายสตางค์ 300 บาท

41:55

ปีหนึ่ง 300 เรียกว่า 3,600 บาทเศษ

42:02

ปีหนึ่งเกือบจะถือซื้อทองคำได้ 1 เส้น

42:07

ถ้าเงินจำนนไปเป็นกับข้าวกินที่บ้านหรือ

42:11

ให้ลูกไปโรงเรียนไม่มีประโยชน์มากกว่า

42:13

หรือ

42:15

นี่พูดกันอย่างหลวงตาพูด

42:20

รวมความว่าประโยชน์แห่งการละเมิดศีลไม่มี

42:23

อะไรดีซึ่งมีการตรงกันข้ามกับคนที่ไม่

42:27

เด่มสุราเมรมีแต่คนรักมีแต่คนชอบ

42:32

มีท่านนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

42:36

ท่านจะเป็นเป็นทูตทหารที่ออสเตรเลีย

42:41

จะบอกชื่อเลยนะเวลานี้ท่านก็มีชีวิตอยู่

42:46

ท่านเป็นคนไม่เดิ่มสุราเมร

42:50

แล้วแถมเล่นการพนันก็ไม่เป็นทั้งผัวทั้ง

42:52

เมียน่ะ

42:54

เวลานี้ท่านเป็นพลบนอากาศ

42:58

เทหารอากาศ

43:01

แล้วก่อนที่จะไปก็มีท่านที่เคยไปเป็นพูต

43:04

มาก่อนบอกว่าถ้าดื่มสุราไม่เป็น

43:08

เล่นพันเกนเป็นไพ่ไม่เป็นเนี่ยมันคบกับ

43:11

เขายากพูดเขายากการเข้าสังคมไม่ถนัดจะ

43:15

ต้องกินเหล้าเมายา

43:18

ท่านก็เคยปรารภกับอาตมาอาตมาก็บอกไม่ต้อง

43:22

เมื่อไม่มีใครเคบก็ช่างมันเถอะเราก็ทำงาน

43:25

ตามหน้าที่

43:28

ท่านก็ทรงตัวของท่านดีไปก็ไม่ดื่มเหล้า

43:31

ไม่เล่นการพนัน

43:33

แต่แทนที่ฝรั่งจะไม่คบกับฝรั่งคบมากรัก

43:36

มากเป็นคนที่ฝรั่งชอบมาก

43:40

มีสังคมดีมีเพื่อนชอบพอเรียกว่าเรรักกัน

43:44

มากผิดปกติถึงก็ออกเออกปาก

43:48

ว่าทูตมีมาด้วยกันเยอะแล้วไม่ดีเท่าคนนี้

43:52

เลย

43:54

กำหนดเมื่ออยู่ 3 ปีท่านต้องต่อไปอีก 2

43:58

ปีเป็น 5 ปี

44:01

ประโยชน์ก็คือลูกชาย 2 คนได้ปริญญาทั้ง

44:05

คู่อีกคนหนึ่งได้ปริญญาตีแล้วดูจะไปเรียน

44:09

ปริญญาโทหรือยังไงก็ไม่ทราบรวมความได้

44:12

ปริญญาทั้งคู่อันเนี้ยถ้าพ่อดีแม่ดีพ่อ

44:15

ไม่ดื่มสุราไม่ไร

44:19

เป็นอย่างนี้ตัวท่านก็มีความสบายมีคนชอบ

44:22

มีคนรัก

44:24

ก็รวมความไม่เปรียงด้วยมีศักดิ์ศรีดีด้วย

44:28

ถ้าการละเมิดศีลทั้งหมด

44:32

ย้อนหลังอีกทีนึง

44:35

เพราะญาติโยมพุทธบริษัทฟังนะจำให้ดีนะ

44:39

มักจะมาพูดมาถามอยู่เสมอบุญก็ทำกฐินก็ทอด

44:43

โบสถ์ก็สร้าง

44:47

บุญอะไรก็ทำพระไม่ช่วยเลยแต่ความจริงพระ

44:51

ท่านช่วยท่านมา 2500 วิเศษแล้ว

44:56

แต่โยมไม่รับความช่วยเหลือของพระนี่พระจะ

44:59

ทำยังไง

45:01

พระเตือนไปนึงอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

45:06

โยมแก้แก้ตัวมันจนนี่หรือถ้าไม่จนมัน

45:10

เปลืองสตางค์นี่ฉันต้องตกปลาฉันต้องทอดแห

45:13

ต้องยิงนก

45:16

แล้วก็ในเมื่อโยมฝืนคำสั่งและคำแนะนำของ

45:20

พระได้แต่บอกอย่างเดียวบังคับไม่ได้

45:24

ไม่มีอำนาจลงโทษฆราวาส

45:27

ฉะนั้นเมื่อชาติก่อนท่านทำมาอย่างนี้ชาติ

45:30

นี้ก็ต้องรับโทษอย่างน้อยที่สุดหนึ่งป่วย

45:33

ไข้ไม่สบาย

45:36

ถ้าหนักไปหน่อยก็อายุสั้นพลันตาย

45:40

ถ้าสิงข้อที่ 2

45:43

หากว่าท่านละเมิดไฟไหม้บ้าน

45:47

แล้วก็น้ำท่วมบ้านพัง

45:50

เข้าของเสียหายลมพัดบ้านพังพังเข้าของ

45:53

เสียหายโจรปล้นโจรจี้

45:56

ไอ้นี่ก็เป็นโทษพระอินนาทานอย่าไปโทษใคร

46:01

เราทำของเรามาเองก็มารับผลกรรมซะหน่อยซิ

46:05

จะทำฟรีกันยังไง

46:09

แล้วก็ศีลข้อที่ 3 เจ้าชู้เกินไป

46:14

ไม่มีเขตจำกัดเฉพาะสามีภรรญา

46:18

เกิดมามีลูกมีเต้ามีคนในปกครองดื้อดับ

46:22

ด้านในอาวาส

46:24

มีคำความกัดกลุ้มใจมีแต่ความลำบากทุกข์

46:28

ทรมานอยู่เสมอเพราะเราไม่สำรวมไม่สันโดษ

46:34

ไม่โลภโมโทสันในกามารมณ์โทษใครเล่ะ

46:39

ถ้าพูดไม่ดีพูดปดบ้างพูดหยาบบ้างพูดแยะ

46:43

ยุแยงเขาแตกกันบ้างพูดวาจาเหลวไหลบ้าง

46:49

เกิดมาชาตินี้พูดจริงพูดดีไม่มีใครอยาก

46:52

ฟัง

46:54

พูดความเป็นจริงไม่มีใครเเชื่ออันนี้มัน

46:57

โทษอย่างพูดไม่ดีมาในชาติก่อน

47:00

แล้วก็ข้อสุดท้ายสุราารมีร

47:03

ตกนรกแล้วไม่พอใจศีล 5 ข้อผิดข้อไหนตกนรก

47:07

ข้อนั้นทุกข้อ

47:10

เกิดมาชาตินี้อย่างดีที่สุดปวดหัวไม่หาย

47:16

เป็นลูกปวดหัวบ่อยๆนี่โทษสุราบางบาง

47:22

เรียกว่าสุราบางๆถ้าสุราหนาปานกลางก็เป็น

47:27

โรคเส้นประสาท

47:31

ถ้าสุราหนาจัดเต็มอัตราเป็นลูกบ้าเลย

47:35

นี่โทษของการดื่มสุราเมรเป็นอย่างนี้เท่า

47:40

ที่พูดอย่างนี้นะเห็นว่าเพื่อนภิกษุ

47:44

สามเณรทุกคนทุกองค์ที่นั่งฟังอยู่เวลา

47:48

เนี้ยทุกคนได้มโนยิทธิแล้วท่องเที่ยว

47:52

สวรรค์ท่องเที่ยวพรหมโลกท่องเที่ยวนรกที่

47:55

ไหนและที่ไหนกันมาแล้วผมพูดตามนี้ผมพูด

47:59

ตามที่พุทธเจ้าทรงตรัส

48:03

ว่าท่านไม่มั่นใจตั้งใจไปเลยว่าคนที่ฆ่า

48:06

สัตว์ตชีวิต

48:08

ฆ่าบ้างไม่ฆ่าบ้างเขาตกทรคุมไหนไปดูได้

48:12

เลย

48:13

แต่ข้าเป็นจินตกรรมอย่างแม่บ้านทำปลาฆ่า

48:17

ทุกวันวันละตัว 2 ตัวเป็นอิเป็นอจินกรรม

48:21

อย่างนี้ลงอเวจีมหานรก

48:25

แล้วไปไหนบ้างก็ติดตามมาก็แล้วกันอย่างคน

48:29

ที่รักที่ขโมยเค้าก็ดีศีล 5 แล้วเมื่อย

48:31

ข้อใดข้อหนึ่งก็ดีไปตามดูได้เลย

48:36

ไปตามดูได้ที่ผมพูดนี่ผมกล้าท้าพวกท่าน

48:39

เพราะท่านสามารถพิสูจน์ได้

48:43

รวมความว่าศีลของฆราวาส

48:46

ของบรรดาญาติโยมพุทธบบริษัทจงอย่าคิดว่า

48:49

มันเป็นโทษเล็กน้อย

48:52

ความจริงทำหน่อยเดียวใหญ่มาก

48:56

ดูตัวอย่างท่านสิริมา

48:59

นั่นไม่ได้ละเมิดศีลละเมิดกรรมบท 10

49:04

ใช้วาจาหยาบไปกระทบกระทั่งพระอรหันต์เข้า

49:08

ท่านอาจจะไม่รู้พระอรหันต์ก็ได้น้ำหมาก

49:12

อันนั้นอาจจะไม่รู้ว่าใครวนก็ได้เดี๋ยวไป

49:15

กล่าวว่าอีหญิงแพทย์สยาคนไหนนะ

49:20

อ้วนน้ำหมากทำให้ละอองหมากมาเปื้อนผ้าเรา

49:23

เท่านี้

49:25

ตายแล้วต้องเป็นกี่ชาติ

49:29

แต่ในชาติสุดท้ายรู้สึกบุญของท่านก็ดีฟัง

49:33

เทศน์จากองค์สมเด็จพระจินสีห์จบเดียวเป็น

49:36

พระโสดาบัน

49:39

แล้วก่อนที่เป็นพระโสดาบันก็ต้องย่ำแย่พบ

49:43

จากการเป็นโสเพณี

49:45

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุพุทธบริษัททุกท่าน

49:48

และเพื่อนภิกษุสามเณร

49:51

การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา

49:54

อย่าประมาทอย่าทนงตนว่าดี

49:58

จำพระบาลีที่พพุทธเจ้าทรงเตือนว่า

50:01

อัตนาโจทยัตตานัง

50:04

จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตนเองไว้เสมอ

50:09

มองดูก่อนจะหลับทบทวนว่าตั้งแต่เช้าตู่

50:14

ถึงเวลานี้

50:16

เรามีความดีจุดไหนบ้างเราพลาดพลั้งจาก

50:19

ความดีจุดไหนบ้าง

50:22

ตั้งใจว่าวันต่อไปจะไม่ยอมให้พลาดพังอีก

50:27

แต่ใหม่ๆมันก็จะพลาดไม่ได้ก็พยายามยับ

50:30

ยั้งเรื่อยๆไปในที่สุดอารมณ์ชินมันจะเกิด

50:34

อารมณ์ชินในศีลานุสติกรรมฐาน

50:37

เรียกว่าผู้ทรงฌานในศีลานุสติกรรมฐาน

50:40

ทรงศีลจนกระทั่งเป็นปกติเราก็มีแต่ความ

50:43

สุขแต่ว่าบรรดาญาติญาติโยมพุทธบริษัทและ

50:47

เพื่อนพระสามเณรที่รักศีลานุติกรรมฐาน

50:51

หรือว่าศีลบารมียังไม่จบเวลาเบอกให้พักก็

50:54

ต้องรอพักแต่เพียงเท่านี้นะวันพรุ่งนี้

50:58

แล้วเมื่อไหร่มีเวลาว่างคุยกันใหม่ขอความ

51:01

สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พลผลจงมีแด่

51:06

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนและเพื่อนภิกษุ

51:09

สามเณรที่ Tak.

Interactive Summary

การบรรยายนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของศีลบารมี โดยระบุว่าเป็นบารมีอันดับที่สอง แต่ชี้ให้เห็นว่าปัญญาบารมีเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นในการปฏิบัติธรรม พระอาจารย์เน้นว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรมคือการพ้นทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตกอบายภูมิ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ทุกคนควรสำนึกถึงความตายอยู่เสมอ ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะของตน และตั้งใจมุ่งสู่นิพพาน การบรรยายอธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับฆราวาส การรักษาเพียงศีล 5 อย่างเดียวยังไม่พอ ควรต้องรักษาอริยมรรคมีองค์ 8 (หรือกรรมบท 10 ในบริบทของการพูด) ด้วย ซึ่งรวมถึงการไม่พูดคำหยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ ดังที่ปรากฏในเรื่องของนางสิริมา แม้ท่านจะเป็นพระโสดาบัน แต่กรรมจากการใช้คำหยาบเพียงครั้งเดียวทำให้นางต้องไปเกิดเป็นหญิงแพศยาหลายภพชาติ การบรรยายยังได้ชี้ให้เห็นถึงอานิสงส์อันลึกซึ้งของการรักษาศีลแต่ละข้อ และเชื่อมโยงกับการมีพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ซึ่งเป็นเครื่องค้ำจุนให้เกิดความประพฤติดี นำมาซึ่งความสุข อายุยืนยาว ความเจริญ และความเคารพนับถือในชีวิตปัจจุบันและภพภูมิที่ดีในอนาคต ในทางกลับกัน การละเมิดศีลนำมาซึ่งความทุกข์ เจ็บป่วย โชคร้าย และการตกอบายภูมิ ท้ายสุด พระอาจารย์กระตุ้นให้ทุกคนหมั่นพิจารณาตนเองและพยายามรักษาศีลอย่างต่อเนื่อง.

Suggested questions

8 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community