HomeVideos

หนี้สินรุมเร้าทำอย่างไร? ความลับ "คาถาเงินล้าน" พลิกชะตาเศรษฐี | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Now Playing

หนี้สินรุมเร้าทำอย่างไร? ความลับ "คาถาเงินล้าน" พลิกชะตาเศรษฐี | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Transcript

1068 segments

0:00

เป็นเจ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วอะไรจะมา

0:03

คุยกับผู้หญิงเวลาเป็นค้าเมืองเกินมันใช้

0:05

ไม่ได้นะฉันมาเตือนนะจำไว้ให้ดีว่าฉันมา

0:09

เตือนแล้วต่อไปถ้าทำอย่างนี้อีกฉันจะลง

0:13

โทษแล้วจะหาว่าฉันไม่บอกไม่ได้นะ

0:17

พอลุ่งวันเช้าหลวงพ่อปานแขนข้าวท่านก็

0:20

ยิ้มหลวงพ่อปานยิ้มเป็นมีเรื่อง

0:25

ว่ายังไงสมพารเย็น

0:27

เมื่อคืนนี้ถูกนายเคียนเล่นงานเอาเลย

0:31

ท่านก็บอกครับเข้าไปดุบ่อย่าทำอย่างนั้น

0:34

ที่นเราเป็นผู้ใหญ่ผู้หลักผู้ใหญ่ไอ้เด็ก

0:36

มันจะเอายัง

0:39

ทำอย่างงั้นไม่สมควรผู้หญิงยิ่งเรือเข้า

0:41

ไปคุยเลยในกุฏิวิฐานกลางคืนเใช้ไม่ได้

0:44

เอ่อสำหรับเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า

0:48

หลวงพ่อท่านทรงทิพยุญาณเป็นปกติ

0:52

ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะเกิดในที่รับเรื่อง

0:54

ระหว่างผีกับคนท่านก็รู้ในเมื่อพูดถึง

0:58

เรื่องนานเคียนต้นนี้ได้ฉันก็อยากจะเล่า

1:00

ต่อไปสักนิดหลังจากที่หลวงพ่อปานตายแล้ว

1:06

ตามปกติของฉันนเคียนทั้ง 2 ต้นเนี่ย 2 คน

1:10

เนี่ยท่านมาเยี่ยมเป็นปกติทุกคืน

1:14

คราวหนึ่งพวกจังหวัดสุพรรณบุรีไปหาฉัน 4

1:17

คน

1:18

พอที่กุฏิหลังนั้นถ้าใครนอนไม่บูชาพระก็

1:21

นอนไม่ได้

1:23

แล้วก็เลยบอกว่าก่อนจะนอนแล้วบูชาพระบูชา

1:26

เจ้าซะก่อนนะแล้วก็ต่อสบาย

1:30

ในจำนวนนั้นมีไอ้เจ้าเด็กหนุ่มคนหนึ่งมัน

1:33

เป็นคนชอบเดินป่าว่าจะนอนมันกลัวเป็นคน

1:37

กลัวคนเดินป่าเนี่ยต้องเป็นคนชอบบูชาพระ

1:40

เพราะเชื่อผีเชื่อเจ้า

1:43

ก็บูชาพระเมื่อบูชาพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว

1:46

ก็นอนก็นอนหลับสบายคืออีตาแก่ 3 คนเป็นคน

1:50

อวดดีไม่ยอมบูชาพระเวลานอนฉันก็พยายาม

1:55

ติดตะเกียงเอาไว้ให้

1:58

เมื่อกันความกลัวแล้วกันเอความกันหลงผิด

2:04

พอปรากฏว่าประมาณสัก 18:00 น.แกบอกว่ามี

2:07

ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวย

2:10

เมาทางปลายเท้า

2:12

เห็น 3 คนนอนเท้าไม่เสมอกันพอดึงเท้าให้

2:15

เสมอกัน

2:17

ก็ไอ้คนมันสูงต่ำไม่เท่ากันมันจะเสมอกัน

2:20

ได้ยังไง

2:22

ในเมื่อหัวมันนอนเสมอกันนะไอ้เท้ามันก็

2:24

ต้องไปเสมอกันก็ดึงให้เสมอกันได้

2:28

สำหรับเจ็กหนุ่มนไม่กวนพอเท้าเสมอกันแล้ว

2:31

ก็เดินมาทางหัวนอนเห็นหัวไม่เสมอกันก็ดึง

2:35

หัวเสมอกันพอ 2:00 น.ฉันตื่นออกมา

2:40

เห็น 3 คนน่ะไม่นอนนั่งคุยกันจุงจริงจง

2:43

จริงๆก็ถามว่าอ้าวทำไมไม่นอนล่ะ

2:47

แกก็เลยบอกว่าจะนอนยังไงล่ะก็รับได้มาจัด

2:51

ระเบียบกันอยู่อย่างี้ถามทำไมมีผู้หญิงคน

2:54

ห่มผ้าสีทองนุ่งผ้าสีทอง

2:59

เมื่อคืนดึงขาดึงหัวอยู่จะนอนหลับยังไงพอ

3:01

แกพูดเท่านั้นฉันก็รู้ทันทีว่านานเขียน

3:04

ได้ไงเแล้ว

3:06

ยังได้ถามคน 3 คนเได้ว่าเมื่อนี่แกก่อนแก

3:09

จะนอนนี่แกไม่ได้บูชาพระใช่มั้ย

3:13

เค้าถามว่าทำไมถึงรู้บอกทำไมจะไม่รู้ไอ้

3:15

ที่นี่แหละใครนอนไม่บูชาพระเราเป็นเสร็จ

3:18

ทุกรายไม่มีนอนหลับ

3:22

นี่เป็นอย่างี้

3:24

จะว่าเทวดาไม่สนใจกับความดีความโซ่ของคน

3:28

ก็ไม่ได้นี่เ้าเป็นเทวดาเอยู่ที่ต้น

3:31

ตะเกียนเยังสงสงเคราะห์อนุเคราะห์แต่รู้

3:34

สึกว่านางตะเกียน 2 คนเเทวดา 2 ขององค์

3:37

เนี่ยสงเคราะห์ฉันมากฉันจะไปไหนก็ตามทีแก

3:41

มักจะติดตามไปให้ฉันเห็นอยู่เสมอ

3:45

แล้วก็ใช้คำว่าแม่นี่ฉันคิดในใจว่าแกเคย

3:49

จะเกิดเป็นแม่ฉันมาหลายๆชาติแล้วก็ได้อาจ

3:52

จะไม่ใช่ชาติเดียวชาตินี้ทั้งๆที่แกเป็น

3:56

เทวดาแกก็ตามสงเคราะห์ฉันอยู่เสมอในสมัย

3:59

ก่อนนน้นฉันจะไปหาเงินหาทองที่ไหนก็ตามมา

4:02

สร้างวัดสร้างวาเมื่อไปนอนอยู่ที่ไหนมัก

4:05

จะเห็นแกอยู่เสมอ

4:08

นี่เป็นเรื่องราวอันหนึ่งสำหรับของเรื่อง

4:10

พ่อปานแล้วก็เรื่องที่เขาเล่ากันมีอีก

4:13

เรื่องหนึ่งก็ว่าจะปอ่าปาฏิหาริย์ของหลวง

4:16

พ่อปานเวลาที่ท่านทำงานทุกคราวคนมากคนมาก

4:22

จัดอย่างงานวัดที่เราเห็นๆกันเนี่ยอย่าง

4:25

งานวัดไชโยก็ดีหรืองานวัดป่าโมกก็ดีชื่อ

4:29

ว่าเป็นงานมากมีคนมากไม่เกินกว่าคนที่

4:32

นั่นฉันคิดว่าจะมากกว่าซะ

4:37

เพราะว่าการตั้งโรงครัวเลี้ยงต้องตั้งโรง

4:40

ครัวถึง 3 โรง

4:43

แล้วก็แม่ครัวเนี่ยไม่มีไม่มีเวลาหยุดคน

4:46

ไปคนมาเรียกว่ากินได้กันตลอดคืนตลอดวัน

4:50

หนึ่งเปลี่ยนแม่ครัวเป็น 3 ชุด

4:53

สำหรับผลเปลี่ยนกันทั้งๆที่แม่ครัว 3 โรง

4:56

นั่นนะต้องทำถึง 3 ชุดโรงครัวหนึ่งก็ใช้

4:59

คนเป็น 10 ก็ไม่ช่วยกันเป็นตำบลตำบล

5:04

อื

5:04

>> อันนี้คือการล้างถ้วยล้างชามของคนเนี่ย

5:06

มันก็ทำลำบากถ้าจะไปล้างจานทีละลูกละลูกเ

5:09

ไปล้างทีละลูกละลูกลำบากมันไม่ทันหลวงพ่อ

5:14

ปานก็ลงไปลงไปเจิดเข้าไปบอกเห็นคนล้างจาน

5:18

ที่ท่าน้ำไปล้างที่เฮ้ยล้างอย่างนี้มันจะ

5:21

ทันกินนี่หว่า

5:23

ทำงี้ใช้ไม่ได้หรอกล้างอย่างเงี้ยคนหมากๆ

5:28

นี่มันก็ไม่ทันใช้ที่ทางครัวเก็ต้องการคน

5:31

ล้างกันเป็น 3 คนเท่านั้นคนล้างชามเตั้ง 3

5:34

คน

5:37

ก็แกก็นึกข้อจริงก็จากคิดที่ประมาทอยู่

5:40

แล้วแกก็บอกว่าทำไงล่ะครับก็ไอ้จานนี่มัน

5:43

เป็นจานกระบื้องครับท่านไม่ได้ใช้จาน

5:45

สังฆสีสมัยนั้น

5:48

แล้วถ้วยท่านก็ไม่ได้ใช้ถ้วยสังฆสีใช้

5:50

ถ้วยกระเบื้องไอ้ถ้วยอาจารย์นี่ครับหลวง

5:52

พ่อมันเป็นกระเบื้องผมจะทำยังไงนะครับถ้า

5:54

ไม่ล้างมันก็แตกบอกไม่หรอกไปกล้าเขย่ายาๆ

5:59

กรอกๆเขย่าหมุนไปหมุนมาเขย่าแตกหมดที่เขา

6:03

รับหลวงพ่อแต่คนล้างว่าอย่างงั้น

6:07

ถ้าบอกอ้าลองทำดูก่อนมันแตกหรือไม่แตกแก

6:10

ก็เอาบอกทำให้มันที่สุดก็เยาให้มันที่สุด

6:13

หมดเร็วๆแกก็ยาเกือบตายพจะให้จานมันแตกส

6:17

ลูกมันก็ไม่แตก

6:20

อันนี้ก็จัดว่าเป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่งที่

6:24

ท่านทั้งหลายน่าจะคิดก็หมายความว่าไอ้

6:27

จันทกระเบื้องนี่เราต้องพยายามทำกันอย่าง

6:29

ประคับประคองแต่ก็ว่าของท่านทำไม่แตกั้น

6:33

กลับมาถามท่านทบอกมันเรื่องธรรมดา

6:37

ถามว่าเรื่องธรรมดามันเป็นไงก็รับท่านบอก

6:39

ว่าไอ้น้ำมันช่วยมันก็ไม่แตกตนี้เวลาเค้า

6:42

ก็เหย่านะเค้าไม่ได้เขย่าในน้ำนี่นี่วัน

6:45

หนึ่งฉันก็ลองเอาจานไปสัก 10 ลูกลงเขย่า

6:48

บ้างแตกหมดไม่เหลือเลยนี่

6:52

ท่านแสดงปาฏิหาริย์แต่ท่านไม่บอกให้รู้

6:54

ท่านถือว่าเป็นกฎธรรมดาสินี่มันก็เป็น

6:57

เรื่องยากเหมือนกันถ้าจะบอกกันกลงๆก็บอก

7:00

ไม่ได้ก็ต้องบอกกันเรียบๆเกียงก็ทำให้รู้

7:03

อย่างนั้นนี่ก็เป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่งที่

7:05

คนเพากันเล่าลือกันไปว่าหลวงพ่อปันมี

7:08

ปาฏิหาริย์การล้างชามไม่ต้องใช้มือล้าง

7:11

ใช้การเขย่าล้างอันนี้พันเอกแสวงแก้วมณี

7:15

แกยังเคยพูดอยู่เสมอพวกแกเองก็แกก็ไปพบ

7:17

พวกแกก็ไปพบยังถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อัน

7:21

หนึ่งของพระปานที่คนยังพากันเล่าลืออยู่

7:24

มากที่ตอนนี้ฉันกลับเก็บเรื่องเก็บเรื่อง

7:27

เล็กๆน้อยๆมาเล่าก็เพราะว่าเห็นท่าเท็จ

7:29

มันจะหมดถ้าฉันจะเล่าเรื่องใหญ่ๆแล้วก็

7:32

มันไม่พอเล่า

7:34

ตอนนี้มีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง

7:36

น่าคิดคนทั้งหลายจะลองทำดูก็ได้หลวงพ่อ

7:39

ปานได้ท่านสร้างพระพุทธรูปของท่านโดยองค์

7:43

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างมีเชื้อเป็นข้าว

7:46

สุขเค้าเรียกว่าเป็นพระพุทธรูปลาภ

7:50

คือไอ้ข้าว่ะอาหารคำไหนถ้าอร่อยที่สุดถ้า

7:54

ไม่เกลินหรอกท่านคายออกมาแล้วเก็บไว้แล้ว

7:58

ก็ฉันไปฉันไปฉันไปคำไหนรู้สึกว่าอร่อยที่

8:01

สุดท่านก็คายออกมากระทบลิ้นรู้สึกว่า

8:03

อร่อยคายออกมาเก็บเอาไว้

8:07

เก็บไว้อย่างเงี้ 3 เดือนเก็บไว้กลางวัน

8:09

ก็ไปตากตากๆ 3 เดือนพอครบ 3 เดือนแล้ว

8:13

ท่านก็ให้พระเอาเข้าตากน่ะมาป่นครับพอป่น

8:18

เสร็จเรียบ

8:20

ก็เรียกนายช่างเมาให้ปั้นเป็นพระพุทธรูป

8:24

แต่ว่าข้าวที่จะกินอันนั้นต้องเสกซะก่อน

8:27

นะเสกด้วยคาถาลาภคาถาพระศรีวลีหรือที่

8:31

เรียกว่าคาถาพระจิมวลีก็ได้หรือไม่ว่าจะ

8:34

เป็นคาถาพระปัเจกพุทธเจ้าก็ได้เป็นคาถา

8:37

ที่นำลาภมา

8:40

เมื่อช่างปั้นพระพุทธรูปองค์นั้นเสร็จ

8:42

เรียบร้อยแล้วท่านก็ทำเวทีพิธีบงสรวง

8:47

อัญเชิญเทวดาทั้งหมดแล้วก็บารมีพระ

8:50

พุทธเจ้าให้ช่วยคุ้มครอง

8:54

ตอนนี้ท่านบอกว่าถ้าเวลาฉันไม่อยู่ไม่ได้

8:57

หมายถึงตัวท่านนะท่านพูดกับพระว่าฉันไม่

9:01

อยู่ถ้ากับข้าวกับปลามันไม่พอกินแล้วก็

9:04

บางทีไอ้ของที่ฉันให้ไว้มันจะขาดแคลนไป

9:07

เพราะฉันไปสร้างวัดต่างๆมันกลับตามกำหนด

9:09

เวลาไม่ได้พวกเธอจงเอาธูป 5 ดอกไปอาราธนา

9:14

พระขอบารมีที่พระพุทธรูปองค์เนี้ยเธอจะ

9:18

ได้ข้าวบริโภค

9:21

อันนี้เป็นเคล็ดลับอันหนึ่งนะจะเล่าให้

9:23

ฟังก็น่าคิดวันนี้พอหลวงพ่อปานไปความจริง

9:28

ไอ้กับข้าวมันก็พอมีกินนี่เราจะลอง

9:31

ลองกันหลวงพ่อบอกมันจะจริงหรือไม่จริง

9:35

ลองจุดทุพระราบารมีพระขอกับข้าวบอกว่ากับ

9:40

ข้าวที่มีอยู่มันก็ดีหรอกแต่ว่ากินไม่

9:43

อร่อยอยากจะได้กับข้าวจากชาวตลาดที่อร่อย

9:46

ๆสักหม้อนึง

9:49

พอบูชาแล้วบูชาแต่ว่าบูชานี่จะใกล้เพญนั

9:53

ไม่ได้นะเทำไม่ทัน

9:56

บูชาเวลาประมาณ 2:00 น.

10:00

16:00 น.เกว่าเห็นมียนต์วิ่งมาลำ

10:04

ไม่เอากลับเข้ากับปลามาเยอะแยะมาถามหลวง

10:07

พ่ออยู่มั้ยโอหลวงพ่อไม่อยู่หรอโยม

10:11

จะไป

10:13

ท่านไปเขาวงพระจันทร์แล้วก็จะเลยไป

10:16

จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อไปตรวจงานก่อสร้าง

10:21

โยมองค์คนนั้นแกก็บอกตายจริงฉันจะเอากับ

10:23

ข้าวมาถวายหลวงพ่อถามว่าโยมมันถวายมาก

10:26

มั้ยก็หลายหม้อที่โยมมันช่วย

10:30

แกก็ก็เลยบอกว่าเอาแล้วหลวงพ่อมาไม่อยู่

10:32

ก็ไม่เป็นไรพระอื่นก็เป็นบุญเหมือนกัน

10:35

ฉันขอถวายแล้วแกก็เอาของเข้ามาถวายพระฉัน

10:39

ก็ไม่หวัดไม่ไหวเยอะแยะความจริงไอ้กับ

10:41

ข้าวที่มีอยู่แล้ว

10:44

กับข้าวที่มีอยู่แล้วมันก็พอตอนนี้ไอ้พวก

10:46

เราอยากจะกินให้มันดีอาหารที่เราต้องการ

10:49

ได้สมสงค์ตอนนี้ก็ชัดกำเริบ

10:53

ชัดกำเริบแล้วไอ้ลิ้นเป็นพิษ

10:57

เนี่ยเค้าว่าลิ้นเป็นพิษไอ้ความพอของคน

11:00

เี่มันไม่มี

11:02

เมื่อมีกินเข้าทีแล้วไอของกินได้พอพอจะ

11:05

กินได้แต่ไม่พอใจซะแล้วตอนนี้ไม่เอาอย่าง

11:09

นั้นไม่ใช่รออดเอาซะทุกวันเลย

11:13

เอาทุกวันว่าวันนี้ขอกับข้าวอีตอนนั้นน่ะ

11:16

กับข้าวทางเหนือวัดคือว่าความจริงมันทาง

11:19

ทิศใต้แต่ว่าเป็นทำทางเหนือน้ำเ้าเรียก

11:23

ว่าเหนือวัด

11:25

ลุงพีวันขออาหารใต้วัด

11:28

ขออาหารเช้าใต้วัดตามอยู่ทางทิศใต้ของวัด

11:31

เนี่ยเขาจงนำอาหารมาเอาแก๊งอะไรเพราะเท่า

11:35

ที่มีรถพอจะหาญได้ในปัจจุบัน

11:39

อ้าพอที่สุดก็มีคนมาทำกันอยู่อย่างนั้น

11:43

น่ะ 4 วันหลวงพ่อโผล่เลย

11:47

โผล่ทำไมเพราะว่าไอ้พวกเราเล่นที่เลนน่ะน

11:51

ตะเคนก็ไปฟอง

11:53

พอท่านมาถึงก็ถามว่าหลวงพ่อครับก็หลวงพ่อ

11:56

กำหนดว่าอีกหลายวันจะกลับหลวงพ่อทำไมถึง

11:58

มา

12:00

จะไม่มาได้แล้วไอ้พวกแกมันเล่นพีเรน

12:04

พระพุทธรูปองค์นั้นน่ะฉันมีไว้เพื่อกัน

12:07

พวกแกอดนะ

12:09

ไม่ใช่มีไว้ให้พวกแกโลภในอาหาร

12:14

ถามทำไมกับหลวงพ่อแล้วทำเป็นทำเป็นไม่รู้

12:17

เพราะไอ้แกน่ะไม่ต้องถามไอ้แกนี่มันตัวดี

12:19

ทั้งล่ะไอ้ลิงดำ

12:22

ฉันไม่อยู่แกขอกับข้าวตลาดใช่มั้ย

12:26

>> ขอหลวงพ่อบอกครับถ้ามาแล้วเปล่าบอกผมขอ

12:29

หม้อเดียวครับเมาตั้งเยอะว่าเค้าจะมาน้อย

12:33

ยังไงก็มาเยอะอ่ะติแล้วก็ผลที่สุดแกก็ขอ

12:37

ทุกวันเลยตนี้แกอยากกินอะไรก็ทุกวันความ

12:40

จริงไอ้กับข้าวมันมีอยู่แล้วพระอย่างนี้

12:43

เขาต้องเอาไว้ขอเวลาอด

12:46

ถามว่าหลวงพ่อรู้ยังไงครับบอกทำไมข้าจะ

12:48

ไม่รู้ก็นานเคงก็ไปฟ้องข้านี่บอกแกเลยเอา

12:51

แล้วักอยากกินใหญ่แล้วไอ้ตัวอยากนี่นั่น

12:54

ตัวนรกนะแกอย่าพยายามตามอยากมันจะตามใจ

12:59

ลิ้นไอ้ตัวอยากมันเป็นตัณหาจะเป็นอยาก

13:01

อาหารการบริโภคอะไรก็เป็นตัณหาทั้งนั้น

13:04

ขึ้นชื่อว่าไอ้อาหารการบริโภคมันก็กินพอ

13:07

ยังอัตภาพให้เป็นไปไอ้รสอร่อยหรือไม่

13:10

อร่อยนี่มันไม่สำคัญ

13:13

ถ้าคนเราถ้าลงไปติดในรสอร่อยเสียแล้ว

13:16

บริสุทธิ์ฌานสมาบัติมันก็จะเสื่อม

13:19

วิปัสสนาญาณมันก็จะไม่แจ่มใสจะทำอะไรมัน

13:22

ก็ไม่ได้ดีเพราะติดในรสอาหารเอาก็แล้วถูก

13:25

เทศน์

13:27

นี่รู้สึกว่าท่านมีอะไรดีๆของท่านจริงๆ

13:31

เราจะทำอะไรเป็นเครื่องลี้ลับแม้แต่สัก

13:34

นิดนึงก็ไม่ได้ลบไม่ได้ไอ้นี่น่ะมันเป็น

13:38

นิดตาเป็นอุทาหรณ์อันหนึ่งสำหรับท่านผู้

13:42

ฟัง

13:43

เท่าที่ฟังมานี้แล้วก็จงอย่าคิดนะว่ามัน

13:47

จะเป็นสิ่งเกื่อนวิสัยที่เราจะทำไม่ได้

13:50

เราจะรู้ไม่ได้เราจะเห็นไม่ได้เรื่องผี

13:52

เรื่องเทวดา

13:55

แต่ว่าขออย่างเดียวว่าทำให้ถูก

13:59

แลเมื่อทำถูกแล้วก็จงอย่าทนงตน

14:03

ว่าเราเป็นนักปฏิบัติกรรมฐานเราเป็นนัก

14:05

สมถะวิปัสสนาอย่าถือตัวอย่าถือตน

14:10

เราดีกว่าคนนั้นเราวิเศษกว่าคนนี้อย่าถือ

14:13

อย่างงั้นถ้าการถืออย่างนั้นยังมีอยู่มัน

14:16

ยังเป็นกิเลสแต่ตัณหาไม่ใช่ความดี

14:21

อย่าถือว่าเรามียศสูงมียศถาวดาศักดิ์สูง

14:25

กว่าเขาอย่าถือว่าเรามีความรู้ดีกว่าเขา

14:29

อย่าถือว่าเรามีฐานะดีกว่าเขาถ้าเราคิด

14:33

อย่างนั้นแล้วเราก็จงดูตามความเป็นจริง

14:35

ว่าเขาเป็นยังไงเราเป็นยังไงตื่นขึ้นเช้า

14:38

เราหงข้าวเราหิวข้าวมั้ยถ้าเราหิวก็คนที่

14:42

เราว่าเราดีกว่าเขาเลวกว่าเราน่ะเค้าหิว

14:45

มั้ยเขาก็หิวเราเค้าปวดอุจาระปัสสาวะเรา

14:49

ปวดมั้ยถ้าเราปวดเหมือนเขาเจ็บใครไม่สบาย

14:53

เราเจ็บมั้ยเราก็รู้จักเจ็บไข้ไม่สบาย

14:57

เมื่อเขามีอาการขึ้นไปหาความแก่เราเป็น

15:00

เช่นนั้นไหมถ้าเราก็เป็นเช่นนั้นก็จงอย่า

15:03

คิดเมื่อเป็นเช่นนั้นจงอย่าคิดทนงตนว่า

15:06

เราเป็นคนดีเราเป็นคนพิเศษ

15:09

อันนั้นความจริงเรากับเขามีสภาพเหมือนกัน

15:12

มีสภาพเกิดแล้วก็แก่แล้วก็เจ็บแล้วก็ตาย

15:16

เหมือนกันในสภาพทั้ง 4 ไม่มีใครจะหลีก

15:20

เลี่ยงให้พ้นจากสภาวะตามความเป็นจริงได้

15:24

ฉะนั้นท่านทั้งหลายฟังเรื่องของพระหลวง

15:27

พ่อป่านมาท่านจะคิดว่าเรื่องหลายอย่างที่

15:30

ท่านเองไม่สามารถจะทำได้หลวงพ่อป่านดี

15:33

กว่าท่าน

15:35

ถ้าท่านคิดอย่างนี้ฉันเองก็ไม่เที่ยงฉัน

15:39

เองก็ยอมรับว่าในด้านความรู้ความรู้พิเศษ

15:43

ในสมาธิหรือวิปัสสนาญาณของพ่อปานดีกว่า

15:46

เราดีกว่าพวกเราแต่ว่าสภาพความเป็นจริง

15:50

ที่สม่ำเสมอกันอยู่อย่างหนึ่งคือหลวงพ่อป

15:53

เกิดเป็นเด็กเกิดทีแรกเป็นเด็กแล้วก็เป็น

15:56

ผู้ใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็เป็นคนแก่

15:58

เวลานี้ท่านก็ตายไปแล้วเคนเราจะดีขนาดไหน

16:02

ก็ทนไม่ไหวทนต่อความตายไม่ได้

16:11

อ่าสำหรับเทพมุดนี้รู้สึกว่าจะเป็นเทปมด

16:14

หลังม้วนหลังที่สุด

16:17

เล่าเรื่องต่างๆที่ในเนื่องในความเป็นมา

16:21

ของหลวงพ่อปานให้บรรดาลูกหลานฟัง

16:25

เรื่องทั้งหลายทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้ว

16:27

ก็เป็นเรื่องสำคัญบ้างเป็นเรื่องเกล็ด

16:30

บ้าง

16:31

แต่ว่ารู้สึกว่าก็เป็นเรื่องน่ารู้อย่าง

16:34

หนึ่ง

16:36

ที่บรรดาลูกหลานทั้งหลายยังไม่เคยฟังและ

16:39

ไม่เคยรู้มาก่อน

16:41

แล้วเรื่องบางอย่างอาจจะไปซ้ำกับเรื่องใด

16:43

ๆก็บ้างทั้งนี้ก็ก็คือขอให้ถือว่าเป็นการ

16:48

รับฟังเพิ่มเติมไว้ก็แล้วกัน

16:52

ก่อนที่จะสิ้นเทพม้วนสำคัญเทพม้วนนี้ก็

16:56

ได้กล่าวประวัติความเป็นมาของคาถาพระ

16:58

ปัเจกพุทธเจ้า

17:01

ที่หลวงพ่อปานได้ศึกษามาอย่างหนึ่งและก็

17:05

จะได้เล่าเรื่องราวของหลวงพ่อปานเกี่ยว

17:08

กับการ

17:10

อาพาธและมรณภาพของท่านจนกระทั่งเรื่องราว

17:14

แห่งการหลังมรณภาพให้ทราบพอสมควร

17:19

ว่าเรื่องราวของพระผู้เป็นอัจฉริยมุษย์

17:22

หมายความว่าทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงความว่า

17:25

พระพุทธหลวงพ่อปรานเป็นพระพุทธเจ้าในสมัย

17:28

ปัจจุบัน

17:30

ที่ใช้คำว่าอัจฉริยมุษย์คือมนุษย์ที่

17:33

อัศจรรย์ก็หมายความว่ามีสิ่งต่างๆที่ไม่

17:36

เหมือนกับบุคคลธรรมดาหลายอย่างหลายประการ

17:39

ที่ควรจะศึกษาเไว้

17:42

ว่าพระในพระพุทธศาสนาที่มีความดีก็ยังมี

17:46

อยู่

17:48

แล้วก็เป็นสมัยใกล้ๆกับชีวิตของเราซึ่งคน

17:51

ทุกคนที่มีอายุในสมัยนี้ถึง 40 ปีย่อม

17:54

เกิดทัน

17:56

ทั้นี้เว้นไว้แต่ว่าจะไม่ได้พบตัวท่าน

17:59

เท่านั้นถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พบแต่คุณงาม

18:02

ความดีของพ่อปานก็ยังปรากฏประจำโลกอยู่

18:06

ไอ้ความดีอันนี้ไม่ใช่มาจากไหนมาจากความ

18:10

ดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา

18:13

สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

18:16

ที่ท่านดีกว่าพวกเรากล่าวคือดีเกินกว่า

18:19

ที่พวกเราจะพึงปฏิบัติได้จะพึงมีผลอย่าง

18:22

นั้นได้ก็เพราะว่าท่านปฏิบัติตามพระธรรม

18:26

คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงสวัติโสภาค

18:30

คือพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัดตามแบบตาม

18:33

ระเบียบปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระ

18:36

ภาคเจ้าทรงสั่งสอนไว้โดยเฉพาะ

18:40

ท่านไม่ดัดแปลงไม่แก้ไขคำสอนของพระ

18:42

พุทธเจ้าแม้แต่น้อยหนึ่งเพราะการดัดแปลง

18:46

แก้ไขคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้แม้แต่

18:49

น้อยหนึ่งองค์สมเด็จพระจินสีกล่าวว่าคน

18:51

บุคคลผู้นั้นเป็นติทิยะ

18:55

คำว่าติยะนี่เป็นภาษาบาลีแปลว่าแปลเป็น

18:59

ภาษาไทยก็เรียกคำว่าเดรถี

19:02

ไอ้อย่างนี้ก็ยังเป็นการทับศัพท์คำว่า

19:05

เดรัถีในที่นี้หมายถึงว่าเป็นบุคคลผู้นอก

19:08

คำสอนของพระพุทธเจ้า

19:11

คือเป็นคนนอกเขตคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

19:14

เป็นคนที่ไม่ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระ

19:17

พุทธเจ้าเจ้านั่นเอง

19:20

คนประเภทนั้นถึงแม้ว่าจะมีเพศเป็นฆาทก็

19:24

ตามเป็นหญิงก็ตามเป็นชายก็ตามเป็นพระก็

19:27

ตามเป็นเก็ตามท่านก็เรียกว่าติธิยะทั้ง

19:31

นั้นไม่ใช่ว่าคนที่บวชเข้ามาในพระ

19:34

พุทธศาสนานี่จะประกาศตนเป็นสาวกของพระ

19:38

พุทธเจ้าทุกคนก็หาไม่

19:41

ความจริงบางท่านบวชเข้ามาแล้วแต่กลับกลาย

19:44

เป็นเดรถีกล่าวคือคัดค้านทั้งคำสอนของพระ

19:47

พุทธเจ้าเสียสิ้นเชิงก็มีบางท่านก็เอาเพศ

19:52

ที่พระพุทธเจ้ามอบให้คือมีการห่มผ้า

19:54

กาสาวพัสดก็โกนโหโกโกนหัวโกนหนวด

20:00

ถือเพศเป็นบรรพชิตแต่ว่าที่พึงปฏิบัติไม่

20:02

ได้นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จ

20:05

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาปฏิบัติ

20:09

บวชเข้ามาแล้วก็มุ่งหน้าท่องแต่สวดมนต์

20:13

บ้างมาติกาบังสกุลบ้างเพื่อหากินเรียงฉีด

20:16

อย่างนี้เ้าเรียกว่าบวชแบบอุปัสสมปชีวิกา

20:21

บวชเพื่อรักษาพระอาศัยพระศาสนาเลี้ยง

20:23

ชีวิตไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน

20:26

ของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าเดียรถี

20:31

หรือบวชเข้ามาแล้วก็ศึกษาพระปริยัติธรรม

20:34

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อผลประโยชน์

20:36

ในการหากินเป็นนักนักปาฐกถาบ้างเป็นนัก

20:40

เทศน์บ้าง

20:41

แต่ก็มิได้ปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ไม่

20:44

เจริญสมาธิให้ตั้งมั่นไม่ทำวิปัสสนาญาณ

20:47

ให้แจ่มใสอย่างนี้ก็เรียกว่าเดรถี

20:51

หรือว่าถ้าจะบวชเข้ามาแล้วก็หวังลาภหวัง

20:54

ยศหวังความร่ำรวยหวังยศฐาวดาศักดิ์ไม่ได้

20:57

มุ่งหน้าปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของ

21:00

พระพุทธเจ้าในเหตุ 3 ประการ

21:03

คือศีลสิกขาทำศีลให้ตั้งมั่นจิตสิกขาทำ

21:06

สมาธิให้ผ่องใส

21:09

แล้วก็ทำวิปัสสนาญาณให้ผ่องใสทำจิตใจให้

21:12

ตั้งมั่นอย่างนี้ก็เรียกว่าเดรสี

21:17

ที่กล่าวอย่างนี้ก็มีเหตุการณ์กล่าวคือมี

21:20

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรง

21:23

แสดงโอวาทปาติโมกข์

21:26

วางหลักของพระพุทธศาสนาไว้

21:30

ในระหว่างกลางเดือน 3 หลังที่พระองค์

21:32

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุอภิเษก

21:35

สัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว

21:38

คือพระพุทธเจ้าเทรงบรรลุพระอภิเษก

21:41

สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์องค์แรกใน

21:44

โลก

21:45

ตั้งแต่กลางเดือน 6 ต่อมาถึงกลางเดือน 3

21:50

บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายที่เป็นสาวกคือ

21:53

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระ

21:55

ธรรมเทศนาโปรด

21:59

ไปในทิศสานุทิศต่างๆประกาศพระศาสนาแล้วก็

22:02

มารวมพร้อมกันในวันกลางเดือน 3 ที่เรียก

22:05

กันว่ามาทบูชา

22:08

การมาครั้งนั้นไม่ได้มีการนัดหมายแต่

22:11

ประการใดองค์สมเด็จพระจอมตายไปวางหลัก

22:14

เกณฑ์แห่งการประกาศศาสนาไว้เป็นใจความ

22:18

สำคัญมีอยู่ 3 ประการคือ 1 สัพพปาปัจจะ

22:22

อกระณัง

22:24

2 กุสรโสโสพระสัมปทา

22:27

3 พระจิตตปริโยธันนัง

22:29

เอตังพุทธานสาสนัง

22:34

แปลเป็นใจความว่าให้สั่งสอนคนทั้งหลายให้

22:37

ละจากธรรมความชั่วทั้งหมด

22:41

ปาปัสสะสัพพาปาปัสสะแปลว่าบาปทั้งหมดไอ้

22:45

คำว่าบาปในที่นี้เป็นภาษาบาลี

22:48

ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็ขึ้นชื่อว่าความ

22:51

ชั่วทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมให้สั่งสอนให้

22:55

บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นละความชั่วทุก

22:58

อย่างขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดอย่า

23:01

ปฏิบัติอย่าทำมันเป็นความไม่ดี

23:05

2 กุสรโสปสัมปทา

23:08

ให้แนะนำคำสั่งสอนของบุคคลทั้งหมดให้

23:11

ปฏิบัติแต่ในความดีละความชั่วแล้วก็

23:15

ประพฤติความดี

23:17

3 สัจจิตปริโยธัณ

23:20

พยายามชำระจิตใจของตนให้หมดสดจากกิเลส

23:25

คำศัพท์ต่อไปเอตาพุทธานสาสนังในข้อนี้

23:28

ท่านกล่าวว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

23:31

ย่อมมีการสั่งสอนอย่างนี้

23:34

นี่ท่านอ้างว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่

23:36

แล้วๆมาให้มีการสั่งสอนอย่างนี้

23:41

นี่เป็นหัวใจของพระศาสนาเป็นกฎของนัก

23:44

พุทธศาสนาทั้งหมด

23:48

ที่จะต้องพึงปฏิบัติตามถ้าใครก็ดีที่จะ

23:51

เป็นฆาทก็ตามเป็นผู้หญิงก็ตามเป็นผู้ชาย

23:54

ก็ตามเป็นพระก็ตามเป็นเณรก็ตามเป็น

23:57

ภิกษุณีก็ตามเป็นสามเนรีก็ตาม

24:01

ถ้าถือเพศตันนั้นประกาศตนว่าเป็นสาวกของ

24:03

พระพุทธเจ้า

24:06

ถ้ายังไม่ละความชั่วไม่ประพฤติความดีไม่

24:09

ชำระจิตใจของตนให้หมดจดจากกิเลส

24:12

บุคคลประเภทนี้ท่านกล่าวว่าเป็นติติยะคือ

24:15

เป็นรถีเป็นคนนอกพระพุทธศาสนา

24:18

นี่พระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ตามที่ฉันพูดมา

24:22

เมื่อกี้นี้ฉันพูดตามหลักเกณฑ์นี้ใครจะ

24:25

ว่าหาว่าฉันแกร่งแกล้งว่าบุคคลผู้หนึ่ง

24:27

ผู้ใดนั้นไม่ได้

24:30

นี้สำหรับหลวงพ่อปานที่เป็นอาจารย์ของฉัน

24:34

ที่ฉันพูดว่าท่านดีท่านไม่ได้หมายความว่า

24:36

ท่านเป็นเพราะท่านเป็นอาจารย์จึงว่าท่าน

24:40

ความจริงความดีของท่านที่ฉันเห็นก็เพราะ

24:43

ว่าท่านถือหลักเกณฑ์คำสอนของพระพุทธเจ้า 3

24:47

ประการนี้ยังเคร่งครัด

24:50

แม้แต่พระองค์ใดที่จะเข้าไปบวชในสำนักของ

24:52

ท่าน

24:54

ท่านก็ต้องถามก่อนว่าจะบวชเพื่ออะไร

24:58

บวชปวดเพื่อท่องหนังสือสวดมนต์รึก็ตอบ

25:02

อย่างนั้นท่านบอกว่าบวชได้เพราะอยู่ในวัด

25:04

นี้ไม่ได้

25:06

บวชเพื่อเรียนพระปริยติธรรมรึว่าตอบว่า

25:10

ต้องการเพียงอย่างนั้นอย่างเดียวมันบอก

25:12

ว่าบวชได้มาเรียนที่นี่ได้แต่ว่าอยู่วัด

25:15

นี้ไม่ได้ต้องตอบว่าบวชเพื่อการปฏิบัติ

25:21

ในให้ศีลบริสุทธิ์สมาธิตั้งมั่นเจริญ

25:24

วิปัสสนาญาณทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส

25:29

อันนี้ถึงแม้ว่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยก็ตาม

25:31

ทีท่านก็ยินดีให้บวชท่านก็ท่านถือว่าบวช

25:34

แล้วพยายามปฏิบัติเพื่อความเป็นพระ

25:38

ไม่ใช่บวชมาเพื่ออาศัยสัตว์ศาสนากินโดย

25:41

เฉพาะ

25:43

คนที่บวชมาเพื่ออาศัยศาสนากินเป็นการบวช

25:46

เพื่อถ่วงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นการ

25:49

ทำลายพระคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

25:52

เป็นการเบียดเบียนชาวบ้านที่ต้องหากิน

25:55

ด้วยความลำบากยากแค้น

25:58

หลงว่าบุคคลประเภทนั้นเป็นพระผู้

26:01

บริสุทธิ์บริบูรณ์

26:03

ให้ข้าวให้น้ำบริโภคเสียเงินเสียทองมา

26:06

สร้างสถานอาคารให้อยู่อาศัย

26:11

ความเป็นอยู่ทั้งหลายของนักบวชจึงขึ้นชาว

26:13

บ้านหมายความว่ากินของชาวบ้านของชาวบ้าน

26:18

อยู่สถานที่ของชาวบ้าน

26:21

การรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นสมบัติของชาว

26:23

บ้านถ้าตัวไม่ดีพอก็ไม่น่าจะทำอย่างนั้น

26:28

ไอ้ที่กล่าวอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคน

26:30

ดี

26:32

ฉันเองก็ยังไม่ถึงขั้นดีเหมือนกันแต่ว่า

26:36

ที่ทนอยู่ก็ไม่ใช่ทนเพื่ออะไรทนเพื่อแสวง

26:39

หาความดี

26:41

กรรมที่ทำไปทุกอย่างมีการก่อสร้างก็ดีมี

26:46

การสงเคราะห์บรรดาประชาชนตามหลักวิชาใน

26:49

พระพุทธศาสนาก็ดี

26:52

ที่ทำอย่างนี้ก็ชื่อว่าทำใช้หนี้ความดี

26:56

ของชาวบ้าน

26:59

เพื่อว่าผลใดที่ชาวบ้านเขาให้มาเขาต้อง

27:01

ให้ข้าวเขาต้องให้น้ำ

27:05

ฉันกินข้าวกินน้ำของชาวบ้านฉันก็ทำการ

27:08

สงเคราะห์ตอบแทนชาวบ้านตามสมควรตามกำลัง

27:11

สติปัญญาของฉัน

27:15

อันนี้เป็นหลักเกณฑ์อันหนึ่งในการปฏิบัติ

27:19

ในพระศาสนาแต่ก็อย่าเพิ่งนึกว่าฉันเป็นคน

27:21

ดีฉันยังดีไม่พอในพระพุทธศาสนา

27:26

แต่ก็พอจะทำความดีไว้บ้างตามหลักเกณฑ์ที่

27:30

ครูบาอาจารย์ท่านสอน

27:33

อันนี้ก็จะพูดนอกเรื่องนอกดาวไปซะแล้วเ

27:37

ว่ากันใหม่หันเข้ามาพูดเรื่องใหม่ว่าจะ

27:39

พูดเรื่องคาถาพระปเจกพุทธเจ้า

27:48

คาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี่ปรากฏตามประวัติ

27:51

ว่าเมื่อปีพ.ศ. 2472

27:57

หลวงพ่อปานได้ออกท่องเที่ยวจากวัดไปปัก

28:00

ใต้คือไปถึงนครศรีธรรมราช

28:04

แล้วกลับย้อนขึ้นมาตามทิศตะวันออกเข้าไป

28:08

ถึงอินโดจีนของฝรั่งเศสด้วยความเจ้า

28:13

ท่านได้ศึกษาคาถาบทนี้มาจากสาธุดงค์ตั้ง

28:17

แต่สมัยท่านมีอายุน้อยๆ

28:21

ท่านกล่าวว่าในสมัยนั้นพระธุดงค์มาปักสด

28:25

ท่านออกไปปฏิบัติพระธุดงค์ตลอด 7 วันท่าน

28:29

ปักอยู่ 7 วันในที่แห่งเดียว

28:33

เมื่อพระองค์นั้นจะไปแล้วก็ได้บอกว่าสิ่ง

28:36

เหล่าอื่นที่อาตมาจะสงเคราะห์โยมตอบแทน

28:39

ความดีของโยมนไม่มี

28:42

ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สมบัติอาตมาไม่มีมีแต่

28:46

เพียงอริยทรัพย์คือความดีที่พระพุทธเจ้า

28:49

มอบให้

28:53

จะมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลตอบแทนโยมได้ก็

28:56

คือคาถาของพระปเจพุทธเจ้า

29:00

คาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี้ถ้าใครศึกษาไว้

29:03

ปฏิบัติให้ถึงด้านจิตเป็นสมาธิ

29:08

บุคคลผู้นั้นจะไม่มีความยากจนเห็นใจจึง

29:12

ชื่อว่าความขัดข้องใดๆที่ปรากฏแต่ก็

29:15

สามารถกำจัดตัดต่อให้ได้โดยสิ้นเชิง

29:20

หมายความว่าคนที่ปฏิบัติถึงสมาธิแล้ว

29:23

บุคคลนั้นจะไม่จน

29:25

แต่ถ้าว่าบุคคลใดปฏิบัติเพียงแค่เบาๆคือ

29:30

สวดมนต์ในคาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี้คืนละ 3

29:33

จบ 5 จบ 7 จบหรือ 9 จบเป็นที่สุด

29:38

ทั้งหัวค่ำและเช้ามืดแล้วก็ใส่บาตรเป็น

29:42

นิจก่อนที่ทำกิจอะไรก็ตาม

29:46

ให้ว่าคาถาพระปัจจัยกับพุทธเจ้านี้ก่อน 1

29:49

ครั้ง

29:51

จะรับราชการก็ว่าคาถาก่อน 1 ครั้งจะค้าจะ

29:55

ค้าขายก็ว่าคาถานี้ 1 จบตอนเช้า

30:00

เวลาจะใส่บาตรบูชาพระด้วยคาถาพระปเจก

30:04

พุทธเจ้านี่คืนละกี่จบเวลาจะใส่บาตรให้จบ

30:07

ขันข้ามด้วยคาถานี้เท่านั้นเท่าจำนวนที่

30:12

สวดในเวลากลางคืนหรือตอนเช้า

30:16

ถ้าทำอย่างนี้เป็นปกติว่าเป็นการปฏิบัติ

30:19

แบบเรา

30:22

สามารถที่จะยังบุคคลผู้นั้นให้เป็นผู้ไม่

30:27

ขัดข้องได้ทรัพย์สมบัติเรียกว่าหากินพอ

30:30

กินพอใช้

30:32

พอแก่ความต้องการ

30:35

วันนี้ถ้าบุคคลใดเจริญกรรมฐานอ่ากาถานนี้

30:38

เป็นพระกรรมฐานให้เป็นสมาธิบุคคลผู้นั้น

30:42

ก็จะถึงความร่ำรวยในทรัพย์สมบัติว่าอย่าง

30:48

เมื่อทราบถึงคุณสมบัติของคาถาบทนี้แล้ว

30:52

หลวงพ่อปานก็ขอเรียนมาคาถาบทนี้ขึ้นต้น

30:56

ว่าอย่างนี้

30:59

พุทธะมออุนะโมพุทธายะ

31:02

สำหรับคำนี้ไหว้ครั้งเดียว

31:05

ต่อไปว่าวิระทะโยวิระโคนายังวิระหิงสา

31:09

วิระทาสีวิระทาสาวิระอิตถิโยพุทธัสสะ

31:13

มณีมะพุทธัสสะสวาโหม

31:17

อันนี้แหละที่ว่า 3 ครั้งหรือ 5 ครั้ง

31:21

หรือ 7 ครั้งหรือ 9 ครั้งตามอัธยาศัย

31:24

เฉพาะการสวดมนต์เป็นประจำ

31:27

เพราะว่าอย่างใดอย่างหนึ่งเให้ว่าโดยตรง

31:30

แต่ทางที่ดีแล้วท่านเคยแนะนำให้ว่า 7

31:33

ครั้งหรือ 9 ครั้งให้ว่า 3 ครั้งเรู้สึก

31:36

ว่าจะขี้เกียจเกินไปคนเราถ้าต้องการความ

31:40

ดีต้องการความร่ำรวยเขาอุตส่าห์สละแรงกาย

31:44

แรงงานไปทำกลางกรได้กรฝนเหนื่อยยากยังทำ

31:48

ได้

31:50

ก็แค่สวดมนต์เพียง 7 จบหรือ 9 จบเท่านี้

31:53

ทำไม่ได้คนประเภทนั้นก็ไม่ควรจะร่ำรวย

31:58

ควรจะกินหญ้านะมากกว่ากินข้าวนี่เป็นความ

32:01

เห็นของฉันนะ

32:04

ไอ้ความเห็นนี่อย่าตามฉันนักฉันไม่ค่อย

32:06

เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเทำอะไรโดยมากฉัน

32:09

มักจะเอาชีวิตเท่าแรก

32:12

จะทำงานทุกอย่างสมัยเป็นฆราวาสก็ตามมา

32:15

เป็นพระก็ตามถ้าตรงฉันคิดว่าฉันจะทำอะไร

32:21

ฉันจะต้องพยายามทำสิ่งนั้นให้เสร็จถึงแม้

32:24

ว่าจะยากลำบากการเอาชีวิตเท่าแหละฉันก็

32:27

ยอมพลีนี่เป็นคติของฉัน

32:32

แต่ว่าดูเหมือนว่าคติอันนี้จะตรงกับ

32:34

อัตยาศัยของหลวงพ่อปาน

32:37

หลวงพ่อปานเองท่านก็มีคติอย่างนั้นเคย

32:40

เล่าให้ฟังว่าการเจริญกรรมฐานก็ดีการ

32:43

ธุดงค์ก็ดีการปฏิบัติปฏิบัติจิตการงาน

32:46

ต่างๆใดๆก็ตาม

32:48

ท่านเอาชีวิตเข้าแหละแล้วสิ่งนี้ถ้า

32:52

ต้องการให้สำเร็จคนอื่นบอกว่าไม่สำเร็จ

32:55

แต่ว่าท่านคิดว่าจะทำให้สำเร็จท่านยอมตาย

33:00

ถามว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้

33:04

ไอ้ความคิดเห็นอย่างนี้ถ้าจะกล่าวเป็น

33:06

บารมีเเรียกกันว่าปรมัตถบารมี

33:11

ผู้มีจิตทางจิตเข้าถึงขั้นปรมัตถบารมี

33:14

เค้าก็ทำกันอย่างนั้นทุกคนนี่เป็นคติใน

33:19

พระพุทธศาสนาที่นักปฏิบัติพึงปฏิบัติ

33:24

เอานี้ว่ากันต่อไปถึงเรื่องคาถาพระพเจก

33:26

พุทธเจ้าไอ้ฉันทำไมเป็นคนแก่นะมันเป็น

33:29

อย่างี้คนแก่นั้นป่ำๆเปอๆ

33:33

พูดไปพูดมาอดจะออกนอกทางไม่ได้คำว่าคนแก่

33:37

ขี้บ่นเห็นจะเป็นความจริงอฉันก็แก่พอที่

33:40

จะบ่นกับเค้าได้แล้ว

33:43

ไอ้เรื่องที่บ่นนไม่ใช่เป็นอะไรเว่าทำไม่

33:46

ไหวใช้ปากทำก็ทำก็อย่างเงี้จู้จี้จุกจี้

33:50

จนได้เกลียด

33:52

นี่ก็ถามพระปัเจพระพุทธเจ้านี้เมื่อหลวง

33:54

พ่อปานศึกษามาแล้วกลับมาที่กรุงเทพฯท่าน

33:58

ยังกลับไม่ถึงวัดนะวัดท่านอยู่วัด

34:00

บ้านลำโคอำเภอเสนาจังหวัดพระนครา

34:05

วันนี้รู้สึกว่าเสียงจะเครือๆไปสักหน่อย

34:07

เพราะว่าเป็นเวลา 2:00 น.พอดีฉันนอนหลับ

34:11

ก็ไม่ตื่นแล้ว 2:00 น.เลี้ยงหมูเลี้ยงหมา

34:13

เสร็จนี่ฉันก็เป็นทาสหมาเหมือนกันตื่น

34:17

ขึ้นมาก็ต้องเอาขนมไปเลี้ยงสงสารมัน

34:21

มันอยู่ยามตลอดคืนมันไม่หลับไปนอนกันทำไม

34:24

มันก็ต้องการอาหารก็เลยเอาขนมไปให้มากิน

34:28

เอาขนมปลายไปให้คนละอันละอันนี่ก็แจกขนม

34:31

หมาแล้วก็มาพูดเนี่ย

34:34

เฉันเกิดมาเป็นชาตินี้ก็เป็นทาสหมาเหมือน

34:37

กันหความจริงมันก็ดีรับใช้คนมามากแล้วก็

34:40

ลองรับใช้หมาดูบ้าง

34:43

เผื่อมันจะดีบ้างไอ้รับใช้คนน่ะรับใช้มา

34:46

เท่าไหร่เท่าไหรก็ตามเขาจะชมกันแต่จริง

34:49

ว่าเมื่อทำงานทำประโยชน์ให้เขาเท่านั้น

34:52

ถ้าเมื่อไหร่ประโยชน์ของเขาสิ้นไปแล้วเขา

34:55

ไม่มีความต้องการในสิ่งนั้นความดีมันก็

34:58

ไม่ปรากฏ

35:01

ว่าทำแล้วไม่เกิดผลความดีนี่ฉันเบื่อคน

35:05

แท้ๆนะฉันเบื่อ

35:08

แต่คนใดถ้าปฏิบัติตนเป็นกัยานชนมีศีลมีธร

35:11

นี่ฉันไม่เบื่อคนประเภทนี้ฉันไม่เบื่อแต่

35:14

ว่าชอบน้อย

35:17

แต่ถ้าบุคคลใดปฏิบัติตนมีสมาธิจิตตั้ง

35:20

มั่นมีวิปัสสนาญาณแจ่มใสคนประเภทนี้ฉัน

35:24

ไม่เบื่อไม่อิ่มในความดีของเค้าคุยกับฉัน

35:27

เวลาไหนก็ได้เวลามืดค่ำดึกดื่นเ้ามีความ

35:32

สงสัยอะไรฉันคุยกับเขาได้ฉันป่วยไข้ไม่

35:36

สบายถ้าใครมีความสงสัยในข้อธรรมะปฏิบัติ

35:41

ฉันก็เป็นไปแกใจที่จะคุยกับเขาอยากจะพูด

35:44

กับเขาตามที่ฉันมีความรู้ถึงแม้ว่าฉันเอง

35:48

จะสิ้นแรงสิ้นกำลังสิ้นลมปรานไปเพราะพูด

35:51

ในเรื่องนี้ฉันก็ยอมไป

35:54

นี่ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรเพราะว่าฉันอยากจะ

35:57

ใช้หนี้พระพุทธเจ้าท่าน

36:00

เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมีความดีกับฉัน

36:02

มาก

36:04

ฉันมีความสุขเพื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

36:08

นี่ฉันพบพบลูกพบหลานของฉันก็เพราะอาศัย

36:11

ความดีของพระพุทธเจ้า

36:14

ที่ฉันมีกินมีใช้อยู่เวลานี้ฉันหาไม่ได้

36:17

แล้วบิณฑบาตก็ไม่ได้บิณฑบาตกับเขาเทศน์ก็

36:20

ไม่ไหวมนต์เช้าสวดมนต์เย็นก็ไม่ไหวใครๆเข

36:24

มานิมนต์สวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็นพอจะมีผล

36:27

รายได้มาเกื้อกูลชีวิตของตนเองบ้างก็ต้อง

36:30

ดูกำลังกาย

36:32

ถ้าเห็นถ้าว่าจะไปไม่ไหวก็ไม่ไปไอ้นี่

36:35

อย่างนี้เ้าเรียกว่าคนทุกข์คุณภาพทำมากิน

36:39

ทำกินไม่ได้แล้วแต่ว่าฉันก็มีชีวิตอยู่

36:42

เพราะลูกของฉันสงเคราะห์อย่างก็ลูกนนทา

36:46

ลูกศิริรัตน์ลูกฉลวยลูกพิมภาอะไรพวกนี้

36:49

เป็นต้นลูกวาสนา

36:52

เที่กินเข้าไปทุกวันอย่างนี้ก็เพราะอาศัย

36:56

ความดีของคน 3-4 คนที่เป็นลูกเก่านะไม่

36:59

ใช่ลูกใหม่ไอ้ลูกชาตินี้ไม่มีแล้ว

37:06

ที่กินเข้าไปทุกวันอย่างนี้ก็เพราะอาศัย

37:09

ความดีของคน 3-4 คนคือเป็นลูกเก่านะไม่

37:12

ใช่ลูกใหม่ลูกชาตินี้ไม่มีแล้วถ้าขืนมี

37:16

ลูกชาตินี้ก็ไม่ต้องพบลูกเก่ามันพบกันไม่

37:19

ได้

37:21

และนอกจากนั้นก็ยังมีความดีความเกื้อกูล

37:24

จากบุคคลทั้งหลายที่มีความเลื่อมใสในพระ

37:26

พุทธศาสนา

37:28

อย่างเราจะเห็นกันได้ชัดๆในสงเคราะห์ได้

37:32

หายการบริโภคหรือความเป็นอยู่

37:36

อย่างกับที่มโนรมก็ถึงกับบ้านช่างโงพร้อม

37:40

ด้วยภรรญา 2 คนคือกินลิอันนี้ก็ส่งอาหาร

37:44

ไปเป็นประจำอาหารเ

37:47

อย่างกับอำเภอวัดสิงห์ก็เห็นอยู่โยมละมูน

37:51

กับม้วยเกี๊ยะนี่เป็นหัวหน้าสายมักจะมี

37:54

การสงเคราะห์ในความเป็นอยู่นี่นาศก็เคย

37:58

เห็นใคร

38:01

กินหวยร้านสงหะหรือว่า

38:05

แป้งล่ำสมบูรณ์คุณนายจันทร์วลอะไรพวกนี้

38:09

เป็นต้นนี้เป็นคนเก่าๆแต่สมัยนี้ก็ห่างไป

38:12

เพราะมาอยู่ไกลเสีย

38:15

อยู่ที่วัดโพธิก็ได้อาศัยคนนี้สงเคราะห์

38:18

และคุณสุนี

38:20

อ่าร้านขายสุราขายส่งในร้านขายส่งสุรา

38:26

นี่เป็นคนสงเคราะห์นี่เป็นคนแรกในสมัยที่

38:29

มาอยู่ที่จังหวัดชัยนาทไม่ว่ากันถึงหลัก

38:31

เกณฑ์ที่มาอยู่สายเหนือ

38:34

แล้วเมื่อเวลานี้ก็ได้ลูก 3-4 คนนี่แหละ

38:37

เป็นการสงเคราะห์เป็นประจำ

38:40

เนี่ยคนโน้นให้บ้างคนนี้ให้บ้างคนที่ให้

38:43

ประจำที่สุดก็คือคนใกล้ที่สุดก็ได้กับ

38:46

นนนทาและศิริรัตน์แล้วก็จะหลวยแต่ว่านั่น

38:49

เขาก็มีหุ้นส่วนกันเป็นประจำ

38:53

คนที่เหลือไปจากนั้นก็ได้แก่คุณแต๋วคือ

38:56

คุณวรนุชเมียของ

39:00

คนอากาศตรีพเนียงกาตนรัตน์เป็นอีกคนหนึ่ง

39:03

เข้ามาไม่ส่วนผสม

39:06

แล้วคนนี้ไม่ใช่ลูกถ้าตามประวัติแล้วเป็น

39:08

น้องสาวฉัน

39:11

เก็รู้สึกว่าจะเป็นคนคล้ายๆกับว่า

39:15

เดียวกันกับลูกของฉันนี่แหละเรื่องวัด

39:17

เรื่องวานี่แกไม่เอาเรื่องด้วย

39:20

พอได้ยินข่าวกันเข้าถึงยังไม่เห็นตัวแกก็

39:23

ตั้งใจสงเคราะห์หาเงินมาทอดกฐินบ้างอะไร

39:27

ต่ออะไรบ้างตามเรื่องของแก

39:30

อันนี้ก็เป็นเรื่องของเก่าๆถ้านำมาเล่า

39:33

ใหม่มันก็จะรู้สึกว่าจะเฟ้อเกินไปเ้าขอ

39:36

ระงับนนี่ดไปนอกทางที่แล้วอืคนแก่ไปอย่าง

39:40

งี้อืแก่เข้าแล้วก็มาพูดตอนดึกเข้ามัน

39:44

เลอะเทอะอย่างเไอ้เรื่องของคนแก่อดเลอะ

39:46

ไม่ได้

39:49

ตอนนี้เข้าประเด็นต่อไป

39:52

เมื่อหลวงพ่อปันมาที่วัดสะเกษแล้วเวลาฉัน

39:55

ข้าวเวลาเช้ามีคนไปถวายอาหารมากหลายสิบ

39:58

รายนี่ท่านไปที่ไหนนะมีคนมาหาท่านน่ะไม่

40:02

ใช่หลายคนนะต้องพูดกันหลายสิบหลายร้อยนี่

40:06

เป็นบารมีของท่านจริงๆฉันเคยเที่ยวไปกับ

40:10

ท่านในที่ต่างๆถึงแม้ว่าไปถึงในสถานที่

40:13

นั้นเป็นเวลาค่ำคืนดึก 2-3 ยามก็ตามเรา

40:18

คิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะอดทั้งๆที่ท่านไม่

40:20

ได้ส่งข่าวไปก่อนแต่ผมรู้เวลาเช้าเข้า

40:23

จริงๆสำหรับไม่รู้มาจากไหน

40:27

เยอะแยะพวกเราที่ไปด้วยพระที่อยู่ประจำ

40:30

วัดท่านด้วยฉันกันไม่วัดไม่ไหวอ้าวออกดอก

40:33

เปลืองไปอีกแล้ว

40:36

วันนี้เข้ามาเล่าถึงเรื่องประวัติคาถาพระ

40:39

ปเจกพุทธเจ้าเมื่อท่านมา

40:43

ทำข้าวอยู่ที่วัดสะเกตเวลาเช้าพระนาฉัน

40:46

นั่นแหละท่านก็คุยให้ฟังคุยให้ญาติโยมฟัง

40:51

ว่าท่านไปเที่ยวปากใต้เมื่อคราวนี้ท่าน

40:53

ได้คาถาดีมาบทหนึ่งสามารถทำคนที่ยากจนให้

40:57

เป็นคนมีความเป็นอยู่สบายๆถ้าทำอย่างเรา

41:03

ถ้าทำถึงขั้นสมาธิจิตแล้วบุคคลนั้นจะถึง

41:06

ความร่ำรวย

41:08

แล้วท่านก็กล่าวคาถาให้ฟังช้าๆ 3 ครั้ง

41:13

อันนี้อาจจะเป็นนโยบายของท่านก็ได้เพราะ

41:17

การที่ท่านใช้ท่านจะให้คาถาบทใดบทหนึ่ง

41:19

ให้อะไรกับใครท่านมักจะพูดสรรพคุณเสีย

41:22

ก่อน

41:25

มาพูดแล้วก็ฟังคนขอว่าใครจะขอท่านบ้าง

41:29

ถ้าใครไม่ขอท่านก็เฉยเสียถ้าใครขอท่านก็

41:33

อนุมัตินี่เป็นอย่างนี้นะเว้นไว้แต่

41:36

เครื่องรางของขลังที่ท่านทำแจก

41:40

ท่านแจกแล้วถ้ามีก็ต้องมีคนมาขอเหมือนกัน

41:43

ท่านไม่ให้ก่อนถ้าขอแล้วท่านแจกไม่อั้น

41:46

แจกไม่คิดราคาไม่ใช่ว่าอย่างนี้ 1 บาท

41:49

อย่างนั้น 2 บาทอย่างนี้ 10 บาทอย่างนี้

41:51

20 บาทไม่ใช่อย่างนั้น

41:56

ท่านทำของของท่านไม่มีราคาท่านทำพระมุ่ง

41:59

แจกเป็นเมตตาบารมี

42:02

ตอนนี้เมื่อท่านพูดจบไป 3 จบแล้วก็ไม่มี

42:06

ใครถามไม่มีใครซัก

42:08

พอดีฉันเสร็จยถาสัพเพเสร็จญาติโยมกลับหมด

42:14

ตอนนั้นเหลือแต่นายพยงตั้งตรงจิตคนเดียว

42:17

เจ้าของห้างขายยาตราไปโพตลาดท่าเทียน

42:21

เพราะว่าสมัยนั้นเค้ายังไม่เรียกว่าห้าง

42:24

เค้าเรียกกันว่าร้านขายยาตราใบโพ

42:28

ทำไมจึงเรียกอย่างนั้นก็เพราะว่าสมัยนั้น

42:31

นายพยงยังไม่ใช่คนร่ำรวย

42:35

ยังเป็นคนขายพอได้พอกิน

42:39

ไอ้คำว่าขายพอได้พอกินในที่นี้ก็หมายความ

42:42

แกมีกำไรเดือนหนึ่งอัดไม่ถึง 100 บาท

42:47

บางเดือนแกบอกว่าเดือนไหนถ้ามีกำไรสุทธิ

42:50

ถึง 200 บาทแต่เดือนนั้น 2 คนผัวเมียนอน

42:54

ไม่หลับดีใจเมื่อชำระบัญชีแล้วงบดุลบัญชี

42:59

แล้วได้กำไรถึง 200 บาทนอนไม่หลับทั้งคืน

43:04

คุยกันจุ๋งจิ๋งจุ๋งจุง 2 คนผัวเมียนี้จะ

43:08

เล่าให้ฟังว่าปลื้มอกปลื้มใจว่าเดือนนี้

43:11

เราได้กำไรถึง 200 บาท

43:15

นี่รู้ฐานะของนายพยงค์ไว้ก่อนว่านายประยง

43:18

น่ะมีฐานะเป็นอย่างนั้น

43:21

ต่อมาเมื่อเข้าไปกันหมดแล้วนายพยงไม่ไป

43:25

อยู่เป็นคนสุดท้าย

43:27

เมื่อคนอื่นไปหมดแล้วแกก็เข้าไปกราบกราบ

43:30

หลวงพ่อไป

43:32

เรียนท่านว่าหลวงพ่อครับคาถาที่หลวงพ่อ

43:35

พูดเมื่อกี้นี้ก็ผมขอเรียนเป็นคนแรกครับ

43:41

แล้วท่านก็บอกว่าเออไปโยงดีแล้วไอ้ลูกหัว

43:44

ปีอที่พ่อพูดเมื่อกี้นี้พ่อก็อย่าไว้

43:48

กำลังใจของคุณว่าใครเต้องการบ้าง

43:52

ถ้ามีคนต้องการพ่อก็จะถ่ายทอดให้ถ้าไม่มี

43:55

คนต้องการพ่อก็จะเก็บเอา

43:59

ี่เป็นลูกหัวปีเป็นคนต้องการคนแรกไอ้คำ

44:02

ว่าลูกหัวปีนี่หมายความหัวปีในเรื่องของ

44:05

คาถาพระปเจพุทธเจ้า

44:08

พอจะให้เอากระดาษมาจดนปยงก็บอกว่ากระผม

44:11

ขโมยจดไปแล้วก็รับท่านก็บอกว่าเอากระดาษ

44:15

มาจดไว้แล้วก็พยมก็ไปมอบให้ท่านก็จุดธูป

44:20

จุดเทียนบอกกล่าวครูบาอาจารย์ก็ขอให้

44:24

สงเคราะห์อนุเคราะห์ลูกหัวปีทำให้เกิดผล

44:28

เมื่อท่านมอบให้แล้วท่านก็กล่าวว่าโยม

44:31

ถ้าคาถาบทนี้เองเรียนไปแล้วนะพ่อจะให้

44:34

เวลาเอง 1 ปี

44:37

ไปทำให้เต็มที่ทีเดียวทำให้เป็นกรรมฐาน

44:41

ลองเอาให้ถึงที่สุดถ้าเอ็งปฏิบัติแล้วถึง

44:45

ขนาดนั้นถ้ายังไม่เกิดผลพ่อจะไม่นำคาถา

44:49

นี้ไปสอนคนอื่นต่อไปอีก

44:53

ถ้าว่าเอ็งนำคาถานี้ไปปฏิบัติเกิดผลแล้ว

44:56

ก็จะพิมพ์แจกเป็นสาธารณะเราต้องพิสูจน์

44:59

กันด้วยผลไม่ใช่เรียนมาแล้วอก็เชื่อกันไป

45:02

อย่างเดียวดังนั้นใช้ไม่ได้อย่างนั้นไม่

45:05

ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสาวกของพระ

45:08

พุทธเจ้าเพียงแต่เรียนอย่างเดียวพระ

45:10

พุทธเจ้าไม่สรรเสริญ

45:12

ต้องปฏิบัติให้เกิดผล

45:15

แลสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าไปชม

45:18

สงฆ์ก็เทศน์โปรดเมื่อเทศน์โปรดแล้วพระ

45:21

พุทธเจ้าถามพระสารีบุตร

45:24

พระสารีบุตรถอยคำสอนที่ตถาคตพูดมาแล้วนี้

45:28

สารีบุตรเชื่อมั้ยพระสารีบุตรบอกข้าพระ

45:31

พุทธเจ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าค่ะ

45:34

นพระเหล่านั้นมองพระสารีบุตรตาบูดตา

45:38

เบี้ยวไปตามกันคิดว่าพระสารีบุตรนี่อวดดี

45:41

นี่พระพุทธเจ้าตั้งให้เป็นอัสาวกก็ยังอวด

45:44

ดีนี่จะใช้ไม่ได้ซะแล้ว

45:48

นี่สำหรับจิตใจพระที่เป็นปุถุชน

45:51

แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ว่าอะไรถามต่อไป

45:54

ว่าสารีบุตรทำไมเธอจึงไม่เชื่อ

45:58

พระสารีบุตรบอกว่าก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้า

46:01

จะเชื่อต้องทดสอบคาถาถ้อยคำสอนของพระองค์

46:05

ก่อนพระพุทธเจ้าค่ะ

46:07

นี่หมายความว่าต้องไปปฏิบัติถ้าผลมีตาม

46:10

นั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงเชื่อพระพุทธเจ้ายก

46:13

มือขึ้นสาธุ

46:15

ว่าดีแล้วสารีบุตรดีแล้วอัขาตาโรตถาคตา

46:20

ตถาคตเนี่ยเป็นแต่เพียงคนบอกมาบอกแล้วถ้า

46:24

ใครหลงเชื่อ

46:26

เชื่อสนิทว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงคนนั้น

46:29

จัดว่าเป็นอธิโมกข์กับศรัทธาน้อมใจเชื่อ

46:31

ตถาคตไม่สรรเสริญ

46:34

เมื่อฟังแล้วต้องนำไปประพฤติปฏิบัติ

46:37

พิสูจน์ความจริงจากคำสอนของฉันก่อนจึง

46:40

กว่าจะเกิดผลแล้วจึงเชื่ออย่างนี้ฉัน

46:42

สรรเสริญสารีบุตรสารีบุตรเป็นคนดีนี่เป็น

46:45

อย่างนี้สิ

46:48

เคติของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้นไอ้ที่

46:51

ท่านพูดเห็นเล่าอะไรมาให้ฟังตั้งแต่ต้นจน

46:54

เอาประสานเนี่ยเป็นเทปสุดท้ายเทปนี้ก็ตาม

46:58

คนผู้ฟังทั้งหมดอย่าเชื่อฉันนะ

47:01

ว่าอะไรก็ตามที่ฉันกล่าวไปแล้วว่ามีผล

47:04

เป็นอย่างนั้นมีผลเป็นอย่างนี้ก็พยายามทำ

47:07

กันให้ได้

47:09

พยายามศึกษากันก่อนปฏิบัติกันก่อนมันก็

47:12

ปฏิบัตินี่ต้องปฏิบัติขั้นเอาชีวิตเข้า

47:15

แรกกันสินะไอ้แบบชนิดที่เหยียบขี้ไก่ไม่

47:18

ฝ่อนี่ฉันไม่ใช้คนประเภทนี้ไม่ครบ

47:23

คนประเภทนี้พูดให้ฟังก็เหนื่อยเปล่าไม่

47:25

เกิดประโยชน์

47:27

ตอนนี้มาเล่าถึงคาถาพระปัเจพุทธเจ้าต่อไป

47:30

ในประโยงไม่ได้รับไปแล้วก็เอาคาถาไป

47:33

ปฏิบัติ

47:35

ท่านใส่บาตรทุกวัน

47:38

เวลาจะใส่บาตรก็ว่าคาถา 9 จบตอนเย็นบูฉา

47:41

ด้วยบูชาด้วยคาถานี้ก้าวจบตอนเช้ามืดตื่น

47:46

ขึ้นมาเช้าหรือเช้ามืดก็ตามบูชาก้าวจบ

47:50

เวลาใส่บาตรจบแขนข้าวก้าวจบเวลาจะไปนั่ง

47:53

ต้องขายของว่าคาถา 9 จบเวลาเลิกจะขายของ

47:57

ว่าคาถา 9 จบเอากันจริงๆ

48:01

เพราะเวลาตอนกลับมาจะขายของแล้วน่ะไปโยง

48:04

เล่าให้อาตมาฟังแล้วเล่าให้ฉันฟัง

48:07

ว่าท่านกลับมาแล้วท่านก็เมื่อมาถึงอาบน้ำ

48:10

อาบท่าเสร็จบริโภคอาหารเรียบร้อยนั่งพัก

48:13

ผ่อนสบาย

48:15

แต่เวลาที่นั่งพักผ่อนท่านก็ภาวนาคาถาบท

48:18

นี้ไปด้วยเป็นกรรมฐาน

48:21

ภาวนาอย่างกาถาที่เราภาวนากำหนดลมหายใจ

48:24

เข้าออกว่าคาถาบทนี้ช้าๆตามสบายๆก็ต้อง

48:28

รีบร้อน

48:30

ทำจิตให้มีอารมณ์สบายเวลาขายของเมื่อเวลา

48:34

ยามว่างท่านก็ภาวนาคาถาบทนี้ไปด้วยนี่เ

48:37

เอาจริงขนาดนี้เมื่อเวลาอาหารย่อยเสร็จ

48:41

เรียบร้อยแล้วท่านก็เข้าห้องพระ

48:45

เข้าห้องพระภาวนาคาถาบทนี้เป็นกรรมฐาน

48:49

แล้วพยงเจ้าของห้างขยาตราไปโพธิ์บอกกว่า

48:53

ตอนที่จะเกิดผลหนักมันก็อย่างนี้ฟังไว้

48:57

ให้ดีนะ

48:59

พวกที่เอาจริงตอนที่จะเกิดผลหลักเวลาเข้า

49:03

ไปเจริญกรรมฐานรู้สึกมีแสงสว่างเกิดขึ้น

49:07

คือหลับตาเนี่ยรู้สึกว่าเหมือนแคตะเกียง

49:09

มันสุดไกลๆ

49:12

ตอนนี้ไม่ใช่อะไรหรอกก็เป็นอารมณ์ของ

49:15

สมาธิที่เรียกว่าอุปจารสมาธินั่นเองมีจิต

49:19

ใจเอิบอิ่มเป็นสุขในกรรมฐานนั้นมีความ

49:23

ปราบเพิ่มบางครั้งท่านบอกว่าได้เห็นภาพ

49:26

พระสงฆ์บ้างพระพุทธรูปัง

49:30

เตอนนี้ที่เขาเรียกว่าจิตถึงอุปจารสมาธิ

49:33

ถ้าถามพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ถ้าไปเจริญ

49:36

เป็นกรรมฐานแล้วก็มีผลเหมือนการเจริญ

49:39

กรรมฐานธรรมดาในด้านสมถะ

49:42

เป็นฌานเป็นสมาบัติเหมือนกันมีคุณค่าเท่า

49:46

กันถ้านักเจริญกรรมฐานแล้วถ้าจะเอาคาถาบท

49:50

นี้ไปเจริญเป็นกรรมกรรมฐานจนกระทั่งได้

49:52

ฌาน 4 อย่างนี้ฉันก็ดีใจด้วย

49:58

เพราะว่าจะให้ผลทั้ง 2 ทางกล่าวคือในสมัย

50:00

ที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่ยากจนสนใจเมื่อตายไป

50:04

แล้วก็อย่าไปพรหมโลกเป็นอย่างน้อยนะ

50:08

กล่าวว่าคาถาบทนี้ให้ผลถึงพรหมโลกเป็น

50:11

อย่างน้อยนะ

50:14

ตามธรรมดาบุคคลเมื่อจิตเข้าถึงสมาธิที่

50:17

สุดแล้วปัญญามันเกิดเมื่อปัญญามันเกิด

50:19

แล้วก็พิจารณา

50:21

ด้วยอำนาจปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์

50:26

ก็จะเข้าถึงขั้นวิปัสสนาสูงสุดอัดไปถึง

50:29

นิพพานเลยนะคถาบทนี้น่ะพระปเจกพุทธเจ้า

50:33

ท่านไปนิพพานกันนับไม่ถ้วนแล้ว

50:37

พวกเรามางุ่มงามงมงามอยู่ข้างหลังเห็นว่า

50:40

คาถาของท่านเป็นเป็นคาถาหาลาภเวลาภาวนาก็

50:44

คิดหาลาภไอ้อย่างนี้มันไม่ถูก

50:47

แล้วเวลาภาวนาคาถาบทนั้นน่ะเขาไม่ได้คิด

50:50

หวังหวังลาภหวังผลคิดว่าทำจิตให้

50:53

บริสุทธิ์เท่านั้นอย่าลืมนะให้เคล็ดลับ

50:57

นิดๆหน่อยๆนี่เป็นของสำคัญ

51:02

ในประโยงเล่าให้ฟังว่านับตั้งแต่ระยะนั้น

51:04

เป็นต้นมาพอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิอันนี้

51:08

ว่ากันเรื่องกรรมฐานเลย

51:11

ตอนนี้แหละท่านบอกว่าของขายนะขายดี

51:17

ขายดีจริงๆทำเท่าไหร่ยาทันเท่าไหร่ขายหมด

51:20

แต่ว่าจำนวนของยานี่เอาแน่นอนไม่ได้ท่าน

51:24

บอกบางครั้งยาขนาดนี้เราทำไว้ 1000 ห่อ

51:28

ขายไปแล้วพันห่อบัญชีครบถ้วนแต่ยายัง

51:31

เหลืออืมาแล้ว

51:35

วันนี้เงินที่เก็บอยู่ในเซฟก็เหมือนกัน

51:37

เวลาจะเก็บเงินท่านก็จุดธูปจุดเถียนว่า

51:40

คาถาที่ 9 จบตามแบบ

51:43

เวลาจะนำเงินออกมาจากเซฟเอามือพอเปิดเซฟ

51:47

มือจับเงินยังไม่ดึงออกมาก่อนว่าคาถา 9

51:50

จบแล้วดึงออกมาแต่ขณะที่เอามือจับเงิน

51:54

ต้องยังไม่นับเอามานับข้างนอกถ้ามันเหลือ

51:57

ความต้องการก็เก็บเวลาเก็บก็ว่าก้าวศพทำ

52:01

อย่างนี้ท่านบอกเงินก็เหมือนกันเงินในเซฟ

52:04

ในบในบัญชีเใช้ครบถ้วนตามจำนวนที่เก็บไว้

52:08

เอาเข้าเท่าไหร่ใช้เท่านั้นแต่เงินมันยัง

52:10

เหลือ

52:12

นี่จำให้ดีนะจำไว้ให้ดีว่าคนนที่อยากรวย

52:17

ต้องทำอย่าง

52:20

ไม่ใช่ว่าเอาคาถาไปนอนกอดไม่เอาคาถาไปวาง

52:24

ไว้แจกมาหลายหมื่นเล่มแล้วฉันเองเนี่ย

52:27

คาถาบทนี้พิมพ์แจกหลายหมื่นเล่ม

52:31

อหาคนเอาจริงเอาจังมาแสดงได้ 3-4 คนนู่น

52:34

ปักใต้นน่น

52:38

บังเอิญไอ้คนที่ได้จริงๆก็เป็นคริสตเตียน

52:41

ซะด้วยมีการได้พวกคริสต์ที่เป็นลูกศิษย์

52:44

เฉพาะคาถาบทเนี้ยมากับพระของปานกมันมนต์

52:48

หลวงพ่อปานรวมว่าเเป็นของหลวงพ่อปานทั้ง

52:51

นั้นไม่ได้ลูกศิษย์เป็นคริสต์

52:56

ท่านบอกว่าไอ้ตอนนี้มันงอกอยู่เสมอจะทำ

52:59

อะไรก็ตามรู้สึกมันมาบอกไม่ถูกบางทีนั่ง

53:04

อยู่ก็มีคนเขมาบอกลาภให้ไปลงทุนอย่างนั้น

53:07

ให้ไปลงทุนอย่างนี้บางคราวทุนที่จะลงมัน

53:11

ก็เกินเกินกว่าเท่าที่มีเพราะว่าตั้งใจจะ

53:15

ทำจริงๆแล้วก็มีคนเอามาให้เอามาให้ยืม

53:19

บ้างเอามาให้กู้ชั่วคราวบ้างพอลงทุนอย่าง

53:22

นั้นได้แล้วการค้าการขายใดๆก็ตามเมื่อลง

53:26

เมื่อลงชอบใจจะทำเมื่อทำไปแล้วไม่เคยขาด

53:29

ทุนมีแต่กำไรเห็นมรรคเห็นผลชัดเจนแจ่มใส

53:35

ท่านเล่าให้ฟังตอนนั้นบอกท่านไม่กลัวแล้ว

53:38

อีตอนนี้หลวงพ่อบอกว่าจะสร้างอะไรเท่า

53:40

ไหร่ให้บอกมาเถอะ

53:43

หลวงพ่อบอกให้เสร้างอะไรเท่าไหร่ลงทุน

53:45

เท่าไหร่เงินมันก็งอกตกติดตามมาทุกที

53:50

จะสั่งวัดสตีวัดจะทำอะไรก็ตามเบอกเขาไม่

53:53

อั้นถามว่าคุณไม่อั้นน่ะครูไม่คุณไม่กลัว

53:57

เงินหมดเลยบอกแกบอกว่าผมจะกลัวหมดทำไมย

54:01

บอกบุญเท่าไหร่ผมทำกับหลวงพ่อเท่าไหร่ผม

54:04

ก็รวยเท่านั้นรวยมากกว่าที่ไอ้ผลรายได้มา

54:07

ติดตามมาบอกไม่ถูก

54:10

นี่จัดว่าเป็นอานิสงส์ของการทำจริงของนาย

54:13

ประโยงตั้งตรงจิตห้างขยาตาใบโจำไป

54:18

จำให้ดีแล้วต่อไปแกก็ปฏิบัติกรรมฐานเพราะ

54:21

คาถาพระปเจพุทธเจ้าบทนี้ถึงฌาน 4 เป็น

54:24

ประจำ

54:27

คือตอนที่แกปฏิบัติถึงฌาน 4 นี่แหละแก

54:30

สร้างไม่อั้นสร้างอาคารต่างๆสร้างโรง

54:33

เรียนสร้างศาลาสร้างพระอุโบสถเฉพาะโรง

54:37

เรียนนี่สร้างมากเพราะแก่ชอบโรงเรียนบอก

54:39

ว่าเป็นการให้ปัญญาแค่คุณบุตรคุณธิดานะ

54:46

อย่างโรงเรียนของวัดโพธินี่แกบอกว่าจะ

54:48

สร้างถึง 4-5 ล้านบาทโรงพยาบาลนี่สร้าง

54:53

ที่ไหนเป็นแสนๆไม่น้อยกว่า 500,000 บาท

54:56

หลังนึงสร้างได้ทุกปีในกรุงเทพฯเป็น

55:01

จังหวัดธนบุรีไปทางไหนจะไปวัดไหนวัดไหน

55:04

ชื่อนโยงเกื่อนไปหมดตั้งตรงจิตตั้งตรงจิต

55:07

ไม่ใช่ใครเขาทั้งนั้นนี่

55:10

เป็นตัวอย่างแห่งการเจริญพระคาถาพระ

55:13

ปัจจัยพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังในสมัยของ

55:16

หลวงพ่อปาน

55:18

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานได้ทราบข่าวว่านาย

55:21

ประโยมทำขึ้นแล้วก็ให้นายประโยคลงทุน

55:23

สร้างไว้เขาสะพานนาค

55:26

จะเข้าเขาวงพระจันทร์เลยโคกสำโรงไปหน่อย

55:30

20,000 บาทวัดนั้นสร้างทั้งวัดสร้างกุฏิ

55:34

สร้างหอสวดมนต์สร้างศาลาการประเรียนสร้าง

55:37

พระอุโบสถลงทุนตั้ง 20,000 บาท

55:42

ค่าของเงิน 20,000 บาทสมัยนั้นเยอะแยะแต่

55:46

ว่าคนที่จะลงทุนถึง 20,000 บาทได้ก็หายาก

55:49

เต็มที่นยงไม่อั้นเมื่อลงทุนถึง 20,000

55:53

บาทแล้วหลังจากนั้นก็ไปสร้างเขื่อนหน้า

55:56

วัดงโกอีก 13,000 บาทติดกันนี่เป็นการ

56:00

เป็นผลการได้ใหม่ๆ

56:03

นายพยมก็สู้มาลงทุนไปอย่างนั้นแล้วแกบอก

56:07

ตอนนั้นแกก็ยังรวยไม่มาก

56:10

จะเลิกเริ่มเป็นห้างแล้ว

56:13

แต่ว่าแกบอกลงทุนไป 30,000 บาทเศรษ

56:21

ให้มาแล้วพุทธไอ้ผลกำไรทางบ้านมันก็ไล่

56:25

ติดขึ้นมาเหมือนกันแกบอกว่าควักมาให้หลวง

56:28

พ่อ 30,000 บาทกว่าๆแล้วแกก็มี 30,000

56:32

บาทกว่าๆเรียกว่าหลวงพ่อท่านเรียกเป็น

56:34

ระยะๆะเที่ยวนี้จะเอา 2,000 เที่ยวนั้นจะ

56:38

เอา 3,000 เที่ยวนั้นจะเอา 5,000 ตามความ

56:40

จำเป็นในการก่อสร้างไม่ได้ส่งมาให้ที

56:43

เดียว 2-30,000

56:46

แต่ในเมื่อผลที่สุดในเมื่อหลวงพ่อเอามา

56:49

หมดครบแกก็บอกว่าไอ้กำไรของแกก็ท่วมตัว

56:53

ครบ

56:55

เป็นอย่างงั้นด้วยบอกซึ่งไม่เคยขายได้

56:57

อย่างงั้นผลกำไรไม่ได้รวดเร็วอย่างนั้น

57:00

ตามปกติแต่ว่าเเมื่อเวลาหลวงพ่อเรียกเข้า

57:03

จริงๆจะได้ครบถามว่ากำไรนี่หมายถึงการลง

57:07

ทุนของคุณด้วยบอกว่าผมตัดทุนออกแล้วเอา

57:11

แต่กำไรชัดๆ

57:13

นี่มันเป็นอย่างนี้อานุภาพ

57:17

ต่อมาหลวงพ่อก็พิมพ์คาถาแจกเป็นการใหญ่

57:22

คนที่รับไปเอาไปปฏิบัติสมัยหลวงพ่อฉัน

57:27

เล่าให้ฟังอีกไม่ได้

57:29

เพราะว่าฉันไม่รู้นี่ไม่ได้ติดตามเขาไป

57:32

ว่าใครบ้างไม่ทราบเอามาตอนหลวงพ่อตายแล้ว

57:37

นะท่านมรณภาพแล้วเหลือถึงฉัน

57:42

ในทำเป็นไอ้ลิงดำของหลวงพ่อปานเค้าเรียก

57:45

ว่าลิงหน้าพระปลา

57:47

จะไปไหนก็ตามเจะเอาลิงดำไปด้วยแล้วไอ้

57:51

เจ้าลิงดำเนี่ยต้องนั่งอยู่หน้าพระพลาน่ะ

57:53

ไปไหนไม่ได้ครับแขกไม่รู้ละหลวงพ่อหลับก็

57:57

ต้องยืนอยู่ยามหลวงพ่อตื่นก็ต้องนั่งอยู่

58:00

ใกล้ค่อยรับพระบัญชาเป็นผู้รับสนองพระ

58:03

โอษฐ์

58:05

ไม่ว่าก็อย่างกษัตริย์

58:08

ในความจริงพระก็สูงพอสัตว์ยังต้องไหว้จะ

58:11

เรียกอย่างนี้บ้างมันก็คงไม่ผิด

58:16

แต่นี้เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วฉันต้องกลับ

58:19

ไปบูรณวัดหมายความวัดเพราะวัดทุดโมผลราย

58:25

ได้ของวัดตกลงเหลือปีละไม่ถึง 200 บาทใน

58:29

งานประจำปีแล้ววัดก็เงียบเหงาฉันก็ต้อง

58:33

กลับไปฟื้นเป็นการใหญ่ระบบใดเป็นระบบของ

58:37

หลวงพ่อที่ทำมาเช่นรื้อฟื้นหมดเอาหมดทำ

58:41

งานเลี้ยงคนตั้งลงโคเลี้ยง 3 โรงหลวงพ่อ

58:45

ตั้ง 3 โรงฉันก็ตั้ง 3 โรงพ่อทำยังไงฉัน

58:49

ก็ทำอย่างนั้นทำตามแบบนฉันทำได้ไม่เท่า

58:53

หรอกฉันทำตามแบบไม่รู้ว่าเลี้ยงคนยังไงก็

58:57

ทำปีแรกพอปีตึงขึ้นมาผลงานของวัดได้

59:01

ประมาณ 9,000 เศษนี่กำไรสุทธิจาก 200 บาท

59:05

ก็เป็น 9,000 เศษ

59:08

ปีที่ 2 เป็น 13,000 ปีที่ 3,000

Interactive Summary

ในวิดีโอนี้ ได้เล่าเรื่องราวและคำสอนของหลวงพ่อปาน พระเกจิอาจารย์ผู้มีอภิญญา ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง เช่น การหยั่งรู้เหตุการณ์ที่ลับ การช่วยล้างจานจำนวนมหาศาล และการสร้างพระพุทธรูปที่สามารถอธิษฐานขออาหารได้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปฏิบัติธรรมตามหลักโอวาทปาติโมกข์ และความสำคัญของการละความชั่ว ทำความดี ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ อีกส่วนที่สำคัญคือเรื่องราวของคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อปานได้เรียนมา ซึ่งมีอานุภาพทำให้ผู้ที่ปฏิบัติอย่างจริงจัง พ้นจากความยากจนและเป็นมหาเศรษฐี ดังตัวอย่างของนายพยงค์ ตั้งตรงจิต ที่ใช้คาถานี้จนร่ำรวยและสร้างสาธารณประโยชน์มากมาย ผู้เล่าเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมือปฏิบัติและพิสูจน์ผลด้วยตนเองตามแบบอย่างของพระสารีบุตร ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อตามเท่านั้น

Suggested questions

10 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community