หนี้สินรุมเร้าทำอย่างไร? ความลับ "คาถาเงินล้าน" พลิกชะตาเศรษฐี | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง
1068 segments
เป็นเจ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วอะไรจะมา
คุยกับผู้หญิงเวลาเป็นค้าเมืองเกินมันใช้
ไม่ได้นะฉันมาเตือนนะจำไว้ให้ดีว่าฉันมา
เตือนแล้วต่อไปถ้าทำอย่างนี้อีกฉันจะลง
โทษแล้วจะหาว่าฉันไม่บอกไม่ได้นะ
พอลุ่งวันเช้าหลวงพ่อปานแขนข้าวท่านก็
ยิ้มหลวงพ่อปานยิ้มเป็นมีเรื่อง
ว่ายังไงสมพารเย็น
เมื่อคืนนี้ถูกนายเคียนเล่นงานเอาเลย
ท่านก็บอกครับเข้าไปดุบ่อย่าทำอย่างนั้น
ที่นเราเป็นผู้ใหญ่ผู้หลักผู้ใหญ่ไอ้เด็ก
มันจะเอายัง
ทำอย่างงั้นไม่สมควรผู้หญิงยิ่งเรือเข้า
ไปคุยเลยในกุฏิวิฐานกลางคืนเใช้ไม่ได้
เอ่อสำหรับเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า
หลวงพ่อท่านทรงทิพยุญาณเป็นปกติ
ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะเกิดในที่รับเรื่อง
ระหว่างผีกับคนท่านก็รู้ในเมื่อพูดถึง
เรื่องนานเคียนต้นนี้ได้ฉันก็อยากจะเล่า
ต่อไปสักนิดหลังจากที่หลวงพ่อปานตายแล้ว
ตามปกติของฉันนเคียนทั้ง 2 ต้นเนี่ย 2 คน
เนี่ยท่านมาเยี่ยมเป็นปกติทุกคืน
คราวหนึ่งพวกจังหวัดสุพรรณบุรีไปหาฉัน 4
คน
พอที่กุฏิหลังนั้นถ้าใครนอนไม่บูชาพระก็
นอนไม่ได้
แล้วก็เลยบอกว่าก่อนจะนอนแล้วบูชาพระบูชา
เจ้าซะก่อนนะแล้วก็ต่อสบาย
ในจำนวนนั้นมีไอ้เจ้าเด็กหนุ่มคนหนึ่งมัน
เป็นคนชอบเดินป่าว่าจะนอนมันกลัวเป็นคน
กลัวคนเดินป่าเนี่ยต้องเป็นคนชอบบูชาพระ
เพราะเชื่อผีเชื่อเจ้า
ก็บูชาพระเมื่อบูชาพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก็นอนก็นอนหลับสบายคืออีตาแก่ 3 คนเป็นคน
อวดดีไม่ยอมบูชาพระเวลานอนฉันก็พยายาม
ติดตะเกียงเอาไว้ให้
เมื่อกันความกลัวแล้วกันเอความกันหลงผิด
พอปรากฏว่าประมาณสัก 18:00 น.แกบอกว่ามี
ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวย
เมาทางปลายเท้า
เห็น 3 คนนอนเท้าไม่เสมอกันพอดึงเท้าให้
เสมอกัน
ก็ไอ้คนมันสูงต่ำไม่เท่ากันมันจะเสมอกัน
ได้ยังไง
ในเมื่อหัวมันนอนเสมอกันนะไอ้เท้ามันก็
ต้องไปเสมอกันก็ดึงให้เสมอกันได้
สำหรับเจ็กหนุ่มนไม่กวนพอเท้าเสมอกันแล้ว
ก็เดินมาทางหัวนอนเห็นหัวไม่เสมอกันก็ดึง
หัวเสมอกันพอ 2:00 น.ฉันตื่นออกมา
เห็น 3 คนน่ะไม่นอนนั่งคุยกันจุงจริงจง
จริงๆก็ถามว่าอ้าวทำไมไม่นอนล่ะ
แกก็เลยบอกว่าจะนอนยังไงล่ะก็รับได้มาจัด
ระเบียบกันอยู่อย่างี้ถามทำไมมีผู้หญิงคน
ห่มผ้าสีทองนุ่งผ้าสีทอง
เมื่อคืนดึงขาดึงหัวอยู่จะนอนหลับยังไงพอ
แกพูดเท่านั้นฉันก็รู้ทันทีว่านานเขียน
ได้ไงเแล้ว
ยังได้ถามคน 3 คนเได้ว่าเมื่อนี่แกก่อนแก
จะนอนนี่แกไม่ได้บูชาพระใช่มั้ย
เค้าถามว่าทำไมถึงรู้บอกทำไมจะไม่รู้ไอ้
ที่นี่แหละใครนอนไม่บูชาพระเราเป็นเสร็จ
ทุกรายไม่มีนอนหลับ
นี่เป็นอย่างี้
จะว่าเทวดาไม่สนใจกับความดีความโซ่ของคน
ก็ไม่ได้นี่เ้าเป็นเทวดาเอยู่ที่ต้น
ตะเกียนเยังสงสงเคราะห์อนุเคราะห์แต่รู้
สึกว่านางตะเกียน 2 คนเเทวดา 2 ขององค์
เนี่ยสงเคราะห์ฉันมากฉันจะไปไหนก็ตามทีแก
มักจะติดตามไปให้ฉันเห็นอยู่เสมอ
แล้วก็ใช้คำว่าแม่นี่ฉันคิดในใจว่าแกเคย
จะเกิดเป็นแม่ฉันมาหลายๆชาติแล้วก็ได้อาจ
จะไม่ใช่ชาติเดียวชาตินี้ทั้งๆที่แกเป็น
เทวดาแกก็ตามสงเคราะห์ฉันอยู่เสมอในสมัย
ก่อนนน้นฉันจะไปหาเงินหาทองที่ไหนก็ตามมา
สร้างวัดสร้างวาเมื่อไปนอนอยู่ที่ไหนมัก
จะเห็นแกอยู่เสมอ
นี่เป็นเรื่องราวอันหนึ่งสำหรับของเรื่อง
พ่อปานแล้วก็เรื่องที่เขาเล่ากันมีอีก
เรื่องหนึ่งก็ว่าจะปอ่าปาฏิหาริย์ของหลวง
พ่อปานเวลาที่ท่านทำงานทุกคราวคนมากคนมาก
จัดอย่างงานวัดที่เราเห็นๆกันเนี่ยอย่าง
งานวัดไชโยก็ดีหรืองานวัดป่าโมกก็ดีชื่อ
ว่าเป็นงานมากมีคนมากไม่เกินกว่าคนที่
นั่นฉันคิดว่าจะมากกว่าซะ
เพราะว่าการตั้งโรงครัวเลี้ยงต้องตั้งโรง
ครัวถึง 3 โรง
แล้วก็แม่ครัวเนี่ยไม่มีไม่มีเวลาหยุดคน
ไปคนมาเรียกว่ากินได้กันตลอดคืนตลอดวัน
หนึ่งเปลี่ยนแม่ครัวเป็น 3 ชุด
สำหรับผลเปลี่ยนกันทั้งๆที่แม่ครัว 3 โรง
นั่นนะต้องทำถึง 3 ชุดโรงครัวหนึ่งก็ใช้
คนเป็น 10 ก็ไม่ช่วยกันเป็นตำบลตำบล
อื
>> อันนี้คือการล้างถ้วยล้างชามของคนเนี่ย
มันก็ทำลำบากถ้าจะไปล้างจานทีละลูกละลูกเ
ไปล้างทีละลูกละลูกลำบากมันไม่ทันหลวงพ่อ
ปานก็ลงไปลงไปเจิดเข้าไปบอกเห็นคนล้างจาน
ที่ท่าน้ำไปล้างที่เฮ้ยล้างอย่างนี้มันจะ
ทันกินนี่หว่า
ทำงี้ใช้ไม่ได้หรอกล้างอย่างเงี้ยคนหมากๆ
นี่มันก็ไม่ทันใช้ที่ทางครัวเก็ต้องการคน
ล้างกันเป็น 3 คนเท่านั้นคนล้างชามเตั้ง 3
คน
ก็แกก็นึกข้อจริงก็จากคิดที่ประมาทอยู่
แล้วแกก็บอกว่าทำไงล่ะครับก็ไอ้จานนี่มัน
เป็นจานกระบื้องครับท่านไม่ได้ใช้จาน
สังฆสีสมัยนั้น
แล้วถ้วยท่านก็ไม่ได้ใช้ถ้วยสังฆสีใช้
ถ้วยกระเบื้องไอ้ถ้วยอาจารย์นี่ครับหลวง
พ่อมันเป็นกระเบื้องผมจะทำยังไงนะครับถ้า
ไม่ล้างมันก็แตกบอกไม่หรอกไปกล้าเขย่ายาๆ
กรอกๆเขย่าหมุนไปหมุนมาเขย่าแตกหมดที่เขา
รับหลวงพ่อแต่คนล้างว่าอย่างงั้น
ถ้าบอกอ้าลองทำดูก่อนมันแตกหรือไม่แตกแก
ก็เอาบอกทำให้มันที่สุดก็เยาให้มันที่สุด
หมดเร็วๆแกก็ยาเกือบตายพจะให้จานมันแตกส
ลูกมันก็ไม่แตก
อันนี้ก็จัดว่าเป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่งที่
ท่านทั้งหลายน่าจะคิดก็หมายความว่าไอ้
จันทกระเบื้องนี่เราต้องพยายามทำกันอย่าง
ประคับประคองแต่ก็ว่าของท่านทำไม่แตกั้น
กลับมาถามท่านทบอกมันเรื่องธรรมดา
ถามว่าเรื่องธรรมดามันเป็นไงก็รับท่านบอก
ว่าไอ้น้ำมันช่วยมันก็ไม่แตกตนี้เวลาเค้า
ก็เหย่านะเค้าไม่ได้เขย่าในน้ำนี่นี่วัน
หนึ่งฉันก็ลองเอาจานไปสัก 10 ลูกลงเขย่า
บ้างแตกหมดไม่เหลือเลยนี่
ท่านแสดงปาฏิหาริย์แต่ท่านไม่บอกให้รู้
ท่านถือว่าเป็นกฎธรรมดาสินี่มันก็เป็น
เรื่องยากเหมือนกันถ้าจะบอกกันกลงๆก็บอก
ไม่ได้ก็ต้องบอกกันเรียบๆเกียงก็ทำให้รู้
อย่างนั้นนี่ก็เป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่งที่
คนเพากันเล่าลือกันไปว่าหลวงพ่อปันมี
ปาฏิหาริย์การล้างชามไม่ต้องใช้มือล้าง
ใช้การเขย่าล้างอันนี้พันเอกแสวงแก้วมณี
แกยังเคยพูดอยู่เสมอพวกแกเองก็แกก็ไปพบ
พวกแกก็ไปพบยังถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อัน
หนึ่งของพระปานที่คนยังพากันเล่าลืออยู่
มากที่ตอนนี้ฉันกลับเก็บเรื่องเก็บเรื่อง
เล็กๆน้อยๆมาเล่าก็เพราะว่าเห็นท่าเท็จ
มันจะหมดถ้าฉันจะเล่าเรื่องใหญ่ๆแล้วก็
มันไม่พอเล่า
ตอนนี้มีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง
น่าคิดคนทั้งหลายจะลองทำดูก็ได้หลวงพ่อ
ปานได้ท่านสร้างพระพุทธรูปของท่านโดยองค์
พระพุทธรูปองค์นี้สร้างมีเชื้อเป็นข้าว
สุขเค้าเรียกว่าเป็นพระพุทธรูปลาภ
คือไอ้ข้าว่ะอาหารคำไหนถ้าอร่อยที่สุดถ้า
ไม่เกลินหรอกท่านคายออกมาแล้วเก็บไว้แล้ว
ก็ฉันไปฉันไปฉันไปคำไหนรู้สึกว่าอร่อยที่
สุดท่านก็คายออกมากระทบลิ้นรู้สึกว่า
อร่อยคายออกมาเก็บเอาไว้
เก็บไว้อย่างเงี้ 3 เดือนเก็บไว้กลางวัน
ก็ไปตากตากๆ 3 เดือนพอครบ 3 เดือนแล้ว
ท่านก็ให้พระเอาเข้าตากน่ะมาป่นครับพอป่น
เสร็จเรียบ
ก็เรียกนายช่างเมาให้ปั้นเป็นพระพุทธรูป
แต่ว่าข้าวที่จะกินอันนั้นต้องเสกซะก่อน
นะเสกด้วยคาถาลาภคาถาพระศรีวลีหรือที่
เรียกว่าคาถาพระจิมวลีก็ได้หรือไม่ว่าจะ
เป็นคาถาพระปัเจกพุทธเจ้าก็ได้เป็นคาถา
ที่นำลาภมา
เมื่อช่างปั้นพระพุทธรูปองค์นั้นเสร็จ
เรียบร้อยแล้วท่านก็ทำเวทีพิธีบงสรวง
อัญเชิญเทวดาทั้งหมดแล้วก็บารมีพระ
พุทธเจ้าให้ช่วยคุ้มครอง
ตอนนี้ท่านบอกว่าถ้าเวลาฉันไม่อยู่ไม่ได้
หมายถึงตัวท่านนะท่านพูดกับพระว่าฉันไม่
อยู่ถ้ากับข้าวกับปลามันไม่พอกินแล้วก็
บางทีไอ้ของที่ฉันให้ไว้มันจะขาดแคลนไป
เพราะฉันไปสร้างวัดต่างๆมันกลับตามกำหนด
เวลาไม่ได้พวกเธอจงเอาธูป 5 ดอกไปอาราธนา
พระขอบารมีที่พระพุทธรูปองค์เนี้ยเธอจะ
ได้ข้าวบริโภค
อันนี้เป็นเคล็ดลับอันหนึ่งนะจะเล่าให้
ฟังก็น่าคิดวันนี้พอหลวงพ่อปานไปความจริง
ไอ้กับข้าวมันก็พอมีกินนี่เราจะลอง
ลองกันหลวงพ่อบอกมันจะจริงหรือไม่จริง
ลองจุดทุพระราบารมีพระขอกับข้าวบอกว่ากับ
ข้าวที่มีอยู่มันก็ดีหรอกแต่ว่ากินไม่
อร่อยอยากจะได้กับข้าวจากชาวตลาดที่อร่อย
ๆสักหม้อนึง
พอบูชาแล้วบูชาแต่ว่าบูชานี่จะใกล้เพญนั
ไม่ได้นะเทำไม่ทัน
บูชาเวลาประมาณ 2:00 น.
16:00 น.เกว่าเห็นมียนต์วิ่งมาลำ
ไม่เอากลับเข้ากับปลามาเยอะแยะมาถามหลวง
พ่ออยู่มั้ยโอหลวงพ่อไม่อยู่หรอโยม
จะไป
ท่านไปเขาวงพระจันทร์แล้วก็จะเลยไป
จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อไปตรวจงานก่อสร้าง
โยมองค์คนนั้นแกก็บอกตายจริงฉันจะเอากับ
ข้าวมาถวายหลวงพ่อถามว่าโยมมันถวายมาก
มั้ยก็หลายหม้อที่โยมมันช่วย
แกก็ก็เลยบอกว่าเอาแล้วหลวงพ่อมาไม่อยู่
ก็ไม่เป็นไรพระอื่นก็เป็นบุญเหมือนกัน
ฉันขอถวายแล้วแกก็เอาของเข้ามาถวายพระฉัน
ก็ไม่หวัดไม่ไหวเยอะแยะความจริงไอ้กับ
ข้าวที่มีอยู่แล้ว
กับข้าวที่มีอยู่แล้วมันก็พอตอนนี้ไอ้พวก
เราอยากจะกินให้มันดีอาหารที่เราต้องการ
ได้สมสงค์ตอนนี้ก็ชัดกำเริบ
ชัดกำเริบแล้วไอ้ลิ้นเป็นพิษ
เนี่ยเค้าว่าลิ้นเป็นพิษไอ้ความพอของคน
เี่มันไม่มี
เมื่อมีกินเข้าทีแล้วไอของกินได้พอพอจะ
กินได้แต่ไม่พอใจซะแล้วตอนนี้ไม่เอาอย่าง
นั้นไม่ใช่รออดเอาซะทุกวันเลย
เอาทุกวันว่าวันนี้ขอกับข้าวอีตอนนั้นน่ะ
กับข้าวทางเหนือวัดคือว่าความจริงมันทาง
ทิศใต้แต่ว่าเป็นทำทางเหนือน้ำเ้าเรียก
ว่าเหนือวัด
ลุงพีวันขออาหารใต้วัด
ขออาหารเช้าใต้วัดตามอยู่ทางทิศใต้ของวัด
เนี่ยเขาจงนำอาหารมาเอาแก๊งอะไรเพราะเท่า
ที่มีรถพอจะหาญได้ในปัจจุบัน
อ้าพอที่สุดก็มีคนมาทำกันอยู่อย่างนั้น
น่ะ 4 วันหลวงพ่อโผล่เลย
โผล่ทำไมเพราะว่าไอ้พวกเราเล่นที่เลนน่ะน
ตะเคนก็ไปฟอง
พอท่านมาถึงก็ถามว่าหลวงพ่อครับก็หลวงพ่อ
กำหนดว่าอีกหลายวันจะกลับหลวงพ่อทำไมถึง
มา
จะไม่มาได้แล้วไอ้พวกแกมันเล่นพีเรน
พระพุทธรูปองค์นั้นน่ะฉันมีไว้เพื่อกัน
พวกแกอดนะ
ไม่ใช่มีไว้ให้พวกแกโลภในอาหาร
ถามทำไมกับหลวงพ่อแล้วทำเป็นทำเป็นไม่รู้
เพราะไอ้แกน่ะไม่ต้องถามไอ้แกนี่มันตัวดี
ทั้งล่ะไอ้ลิงดำ
ฉันไม่อยู่แกขอกับข้าวตลาดใช่มั้ย
>> ขอหลวงพ่อบอกครับถ้ามาแล้วเปล่าบอกผมขอ
หม้อเดียวครับเมาตั้งเยอะว่าเค้าจะมาน้อย
ยังไงก็มาเยอะอ่ะติแล้วก็ผลที่สุดแกก็ขอ
ทุกวันเลยตนี้แกอยากกินอะไรก็ทุกวันความ
จริงไอ้กับข้าวมันมีอยู่แล้วพระอย่างนี้
เขาต้องเอาไว้ขอเวลาอด
ถามว่าหลวงพ่อรู้ยังไงครับบอกทำไมข้าจะ
ไม่รู้ก็นานเคงก็ไปฟ้องข้านี่บอกแกเลยเอา
แล้วักอยากกินใหญ่แล้วไอ้ตัวอยากนี่นั่น
ตัวนรกนะแกอย่าพยายามตามอยากมันจะตามใจ
ลิ้นไอ้ตัวอยากมันเป็นตัณหาจะเป็นอยาก
อาหารการบริโภคอะไรก็เป็นตัณหาทั้งนั้น
ขึ้นชื่อว่าไอ้อาหารการบริโภคมันก็กินพอ
ยังอัตภาพให้เป็นไปไอ้รสอร่อยหรือไม่
อร่อยนี่มันไม่สำคัญ
ถ้าคนเราถ้าลงไปติดในรสอร่อยเสียแล้ว
บริสุทธิ์ฌานสมาบัติมันก็จะเสื่อม
วิปัสสนาญาณมันก็จะไม่แจ่มใสจะทำอะไรมัน
ก็ไม่ได้ดีเพราะติดในรสอาหารเอาก็แล้วถูก
เทศน์
นี่รู้สึกว่าท่านมีอะไรดีๆของท่านจริงๆ
เราจะทำอะไรเป็นเครื่องลี้ลับแม้แต่สัก
นิดนึงก็ไม่ได้ลบไม่ได้ไอ้นี่น่ะมันเป็น
นิดตาเป็นอุทาหรณ์อันหนึ่งสำหรับท่านผู้
ฟัง
เท่าที่ฟังมานี้แล้วก็จงอย่าคิดนะว่ามัน
จะเป็นสิ่งเกื่อนวิสัยที่เราจะทำไม่ได้
เราจะรู้ไม่ได้เราจะเห็นไม่ได้เรื่องผี
เรื่องเทวดา
แต่ว่าขออย่างเดียวว่าทำให้ถูก
แลเมื่อทำถูกแล้วก็จงอย่าทนงตน
ว่าเราเป็นนักปฏิบัติกรรมฐานเราเป็นนัก
สมถะวิปัสสนาอย่าถือตัวอย่าถือตน
เราดีกว่าคนนั้นเราวิเศษกว่าคนนี้อย่าถือ
อย่างงั้นถ้าการถืออย่างนั้นยังมีอยู่มัน
ยังเป็นกิเลสแต่ตัณหาไม่ใช่ความดี
อย่าถือว่าเรามียศสูงมียศถาวดาศักดิ์สูง
กว่าเขาอย่าถือว่าเรามีความรู้ดีกว่าเขา
อย่าถือว่าเรามีฐานะดีกว่าเขาถ้าเราคิด
อย่างนั้นแล้วเราก็จงดูตามความเป็นจริง
ว่าเขาเป็นยังไงเราเป็นยังไงตื่นขึ้นเช้า
เราหงข้าวเราหิวข้าวมั้ยถ้าเราหิวก็คนที่
เราว่าเราดีกว่าเขาเลวกว่าเราน่ะเค้าหิว
มั้ยเขาก็หิวเราเค้าปวดอุจาระปัสสาวะเรา
ปวดมั้ยถ้าเราปวดเหมือนเขาเจ็บใครไม่สบาย
เราเจ็บมั้ยเราก็รู้จักเจ็บไข้ไม่สบาย
เมื่อเขามีอาการขึ้นไปหาความแก่เราเป็น
เช่นนั้นไหมถ้าเราก็เป็นเช่นนั้นก็จงอย่า
คิดเมื่อเป็นเช่นนั้นจงอย่าคิดทนงตนว่า
เราเป็นคนดีเราเป็นคนพิเศษ
อันนั้นความจริงเรากับเขามีสภาพเหมือนกัน
มีสภาพเกิดแล้วก็แก่แล้วก็เจ็บแล้วก็ตาย
เหมือนกันในสภาพทั้ง 4 ไม่มีใครจะหลีก
เลี่ยงให้พ้นจากสภาวะตามความเป็นจริงได้
ฉะนั้นท่านทั้งหลายฟังเรื่องของพระหลวง
พ่อป่านมาท่านจะคิดว่าเรื่องหลายอย่างที่
ท่านเองไม่สามารถจะทำได้หลวงพ่อป่านดี
กว่าท่าน
ถ้าท่านคิดอย่างนี้ฉันเองก็ไม่เที่ยงฉัน
เองก็ยอมรับว่าในด้านความรู้ความรู้พิเศษ
ในสมาธิหรือวิปัสสนาญาณของพ่อปานดีกว่า
เราดีกว่าพวกเราแต่ว่าสภาพความเป็นจริง
ที่สม่ำเสมอกันอยู่อย่างหนึ่งคือหลวงพ่อป
เกิดเป็นเด็กเกิดทีแรกเป็นเด็กแล้วก็เป็น
ผู้ใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็เป็นคนแก่
เวลานี้ท่านก็ตายไปแล้วเคนเราจะดีขนาดไหน
ก็ทนไม่ไหวทนต่อความตายไม่ได้
อ่าสำหรับเทพมุดนี้รู้สึกว่าจะเป็นเทปมด
หลังม้วนหลังที่สุด
เล่าเรื่องต่างๆที่ในเนื่องในความเป็นมา
ของหลวงพ่อปานให้บรรดาลูกหลานฟัง
เรื่องทั้งหลายทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้ว
ก็เป็นเรื่องสำคัญบ้างเป็นเรื่องเกล็ด
บ้าง
แต่ว่ารู้สึกว่าก็เป็นเรื่องน่ารู้อย่าง
หนึ่ง
ที่บรรดาลูกหลานทั้งหลายยังไม่เคยฟังและ
ไม่เคยรู้มาก่อน
แล้วเรื่องบางอย่างอาจจะไปซ้ำกับเรื่องใด
ๆก็บ้างทั้งนี้ก็ก็คือขอให้ถือว่าเป็นการ
รับฟังเพิ่มเติมไว้ก็แล้วกัน
ก่อนที่จะสิ้นเทพม้วนสำคัญเทพม้วนนี้ก็
ได้กล่าวประวัติความเป็นมาของคาถาพระ
ปัเจกพุทธเจ้า
ที่หลวงพ่อปานได้ศึกษามาอย่างหนึ่งและก็
จะได้เล่าเรื่องราวของหลวงพ่อปานเกี่ยว
กับการ
อาพาธและมรณภาพของท่านจนกระทั่งเรื่องราว
แห่งการหลังมรณภาพให้ทราบพอสมควร
ว่าเรื่องราวของพระผู้เป็นอัจฉริยมุษย์
หมายความว่าทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงความว่า
พระพุทธหลวงพ่อปรานเป็นพระพุทธเจ้าในสมัย
ปัจจุบัน
ที่ใช้คำว่าอัจฉริยมุษย์คือมนุษย์ที่
อัศจรรย์ก็หมายความว่ามีสิ่งต่างๆที่ไม่
เหมือนกับบุคคลธรรมดาหลายอย่างหลายประการ
ที่ควรจะศึกษาเไว้
ว่าพระในพระพุทธศาสนาที่มีความดีก็ยังมี
อยู่
แล้วก็เป็นสมัยใกล้ๆกับชีวิตของเราซึ่งคน
ทุกคนที่มีอายุในสมัยนี้ถึง 40 ปีย่อม
เกิดทัน
ทั้นี้เว้นไว้แต่ว่าจะไม่ได้พบตัวท่าน
เท่านั้นถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พบแต่คุณงาม
ความดีของพ่อปานก็ยังปรากฏประจำโลกอยู่
ไอ้ความดีอันนี้ไม่ใช่มาจากไหนมาจากความ
ดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
ที่ท่านดีกว่าพวกเรากล่าวคือดีเกินกว่า
ที่พวกเราจะพึงปฏิบัติได้จะพึงมีผลอย่าง
นั้นได้ก็เพราะว่าท่านปฏิบัติตามพระธรรม
คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงสวัติโสภาค
คือพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัดตามแบบตาม
ระเบียบปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงสั่งสอนไว้โดยเฉพาะ
ท่านไม่ดัดแปลงไม่แก้ไขคำสอนของพระ
พุทธเจ้าแม้แต่น้อยหนึ่งเพราะการดัดแปลง
แก้ไขคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้แม้แต่
น้อยหนึ่งองค์สมเด็จพระจินสีกล่าวว่าคน
บุคคลผู้นั้นเป็นติทิยะ
คำว่าติยะนี่เป็นภาษาบาลีแปลว่าแปลเป็น
ภาษาไทยก็เรียกคำว่าเดรถี
ไอ้อย่างนี้ก็ยังเป็นการทับศัพท์คำว่า
เดรัถีในที่นี้หมายถึงว่าเป็นบุคคลผู้นอก
คำสอนของพระพุทธเจ้า
คือเป็นคนนอกเขตคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นคนที่ไม่ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระ
พุทธเจ้าเจ้านั่นเอง
คนประเภทนั้นถึงแม้ว่าจะมีเพศเป็นฆาทก็
ตามเป็นหญิงก็ตามเป็นชายก็ตามเป็นพระก็
ตามเป็นเก็ตามท่านก็เรียกว่าติธิยะทั้ง
นั้นไม่ใช่ว่าคนที่บวชเข้ามาในพระ
พุทธศาสนานี่จะประกาศตนเป็นสาวกของพระ
พุทธเจ้าทุกคนก็หาไม่
ความจริงบางท่านบวชเข้ามาแล้วแต่กลับกลาย
เป็นเดรถีกล่าวคือคัดค้านทั้งคำสอนของพระ
พุทธเจ้าเสียสิ้นเชิงก็มีบางท่านก็เอาเพศ
ที่พระพุทธเจ้ามอบให้คือมีการห่มผ้า
กาสาวพัสดก็โกนโหโกโกนหัวโกนหนวด
ถือเพศเป็นบรรพชิตแต่ว่าที่พึงปฏิบัติไม่
ได้นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาปฏิบัติ
บวชเข้ามาแล้วก็มุ่งหน้าท่องแต่สวดมนต์
บ้างมาติกาบังสกุลบ้างเพื่อหากินเรียงฉีด
อย่างนี้เ้าเรียกว่าบวชแบบอุปัสสมปชีวิกา
บวชเพื่อรักษาพระอาศัยพระศาสนาเลี้ยง
ชีวิตไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าเดียรถี
หรือบวชเข้ามาแล้วก็ศึกษาพระปริยัติธรรม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อผลประโยชน์
ในการหากินเป็นนักนักปาฐกถาบ้างเป็นนัก
เทศน์บ้าง
แต่ก็มิได้ปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ไม่
เจริญสมาธิให้ตั้งมั่นไม่ทำวิปัสสนาญาณ
ให้แจ่มใสอย่างนี้ก็เรียกว่าเดรถี
หรือว่าถ้าจะบวชเข้ามาแล้วก็หวังลาภหวัง
ยศหวังความร่ำรวยหวังยศฐาวดาศักดิ์ไม่ได้
มุ่งหน้าปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าในเหตุ 3 ประการ
คือศีลสิกขาทำศีลให้ตั้งมั่นจิตสิกขาทำ
สมาธิให้ผ่องใส
แล้วก็ทำวิปัสสนาญาณให้ผ่องใสทำจิตใจให้
ตั้งมั่นอย่างนี้ก็เรียกว่าเดรสี
ที่กล่าวอย่างนี้ก็มีเหตุการณ์กล่าวคือมี
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรง
แสดงโอวาทปาติโมกข์
วางหลักของพระพุทธศาสนาไว้
ในระหว่างกลางเดือน 3 หลังที่พระองค์
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุอภิเษก
สัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว
คือพระพุทธเจ้าเทรงบรรลุพระอภิเษก
สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์องค์แรกใน
โลก
ตั้งแต่กลางเดือน 6 ต่อมาถึงกลางเดือน 3
บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายที่เป็นสาวกคือ
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนาโปรด
ไปในทิศสานุทิศต่างๆประกาศพระศาสนาแล้วก็
มารวมพร้อมกันในวันกลางเดือน 3 ที่เรียก
กันว่ามาทบูชา
การมาครั้งนั้นไม่ได้มีการนัดหมายแต่
ประการใดองค์สมเด็จพระจอมตายไปวางหลัก
เกณฑ์แห่งการประกาศศาสนาไว้เป็นใจความ
สำคัญมีอยู่ 3 ประการคือ 1 สัพพปาปัจจะ
อกระณัง
2 กุสรโสโสพระสัมปทา
3 พระจิตตปริโยธันนัง
เอตังพุทธานสาสนัง
แปลเป็นใจความว่าให้สั่งสอนคนทั้งหลายให้
ละจากธรรมความชั่วทั้งหมด
ปาปัสสะสัพพาปาปัสสะแปลว่าบาปทั้งหมดไอ้
คำว่าบาปในที่นี้เป็นภาษาบาลี
ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็ขึ้นชื่อว่าความ
ชั่วทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมให้สั่งสอนให้
บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นละความชั่วทุก
อย่างขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดอย่า
ปฏิบัติอย่าทำมันเป็นความไม่ดี
2 กุสรโสปสัมปทา
ให้แนะนำคำสั่งสอนของบุคคลทั้งหมดให้
ปฏิบัติแต่ในความดีละความชั่วแล้วก็
ประพฤติความดี
3 สัจจิตปริโยธัณ
พยายามชำระจิตใจของตนให้หมดสดจากกิเลส
คำศัพท์ต่อไปเอตาพุทธานสาสนังในข้อนี้
ท่านกล่าวว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมมีการสั่งสอนอย่างนี้
นี่ท่านอ้างว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่
แล้วๆมาให้มีการสั่งสอนอย่างนี้
นี่เป็นหัวใจของพระศาสนาเป็นกฎของนัก
พุทธศาสนาทั้งหมด
ที่จะต้องพึงปฏิบัติตามถ้าใครก็ดีที่จะ
เป็นฆาทก็ตามเป็นผู้หญิงก็ตามเป็นผู้ชาย
ก็ตามเป็นพระก็ตามเป็นเณรก็ตามเป็น
ภิกษุณีก็ตามเป็นสามเนรีก็ตาม
ถ้าถือเพศตันนั้นประกาศตนว่าเป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้า
ถ้ายังไม่ละความชั่วไม่ประพฤติความดีไม่
ชำระจิตใจของตนให้หมดจดจากกิเลส
บุคคลประเภทนี้ท่านกล่าวว่าเป็นติติยะคือ
เป็นรถีเป็นคนนอกพระพุทธศาสนา
นี่พระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ตามที่ฉันพูดมา
เมื่อกี้นี้ฉันพูดตามหลักเกณฑ์นี้ใครจะ
ว่าหาว่าฉันแกร่งแกล้งว่าบุคคลผู้หนึ่ง
ผู้ใดนั้นไม่ได้
นี้สำหรับหลวงพ่อปานที่เป็นอาจารย์ของฉัน
ที่ฉันพูดว่าท่านดีท่านไม่ได้หมายความว่า
ท่านเป็นเพราะท่านเป็นอาจารย์จึงว่าท่าน
ความจริงความดีของท่านที่ฉันเห็นก็เพราะ
ว่าท่านถือหลักเกณฑ์คำสอนของพระพุทธเจ้า 3
ประการนี้ยังเคร่งครัด
แม้แต่พระองค์ใดที่จะเข้าไปบวชในสำนักของ
ท่าน
ท่านก็ต้องถามก่อนว่าจะบวชเพื่ออะไร
บวชปวดเพื่อท่องหนังสือสวดมนต์รึก็ตอบ
อย่างนั้นท่านบอกว่าบวชได้เพราะอยู่ในวัด
นี้ไม่ได้
บวชเพื่อเรียนพระปริยติธรรมรึว่าตอบว่า
ต้องการเพียงอย่างนั้นอย่างเดียวมันบอก
ว่าบวชได้มาเรียนที่นี่ได้แต่ว่าอยู่วัด
นี้ไม่ได้ต้องตอบว่าบวชเพื่อการปฏิบัติ
ในให้ศีลบริสุทธิ์สมาธิตั้งมั่นเจริญ
วิปัสสนาญาณทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส
อันนี้ถึงแม้ว่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ทีท่านก็ยินดีให้บวชท่านก็ท่านถือว่าบวช
แล้วพยายามปฏิบัติเพื่อความเป็นพระ
ไม่ใช่บวชมาเพื่ออาศัยสัตว์ศาสนากินโดย
เฉพาะ
คนที่บวชมาเพื่ออาศัยศาสนากินเป็นการบวช
เพื่อถ่วงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นการ
ทำลายพระคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นการเบียดเบียนชาวบ้านที่ต้องหากิน
ด้วยความลำบากยากแค้น
หลงว่าบุคคลประเภทนั้นเป็นพระผู้
บริสุทธิ์บริบูรณ์
ให้ข้าวให้น้ำบริโภคเสียเงินเสียทองมา
สร้างสถานอาคารให้อยู่อาศัย
ความเป็นอยู่ทั้งหลายของนักบวชจึงขึ้นชาว
บ้านหมายความว่ากินของชาวบ้านของชาวบ้าน
อยู่สถานที่ของชาวบ้าน
การรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นสมบัติของชาว
บ้านถ้าตัวไม่ดีพอก็ไม่น่าจะทำอย่างนั้น
ไอ้ที่กล่าวอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคน
ดี
ฉันเองก็ยังไม่ถึงขั้นดีเหมือนกันแต่ว่า
ที่ทนอยู่ก็ไม่ใช่ทนเพื่ออะไรทนเพื่อแสวง
หาความดี
กรรมที่ทำไปทุกอย่างมีการก่อสร้างก็ดีมี
การสงเคราะห์บรรดาประชาชนตามหลักวิชาใน
พระพุทธศาสนาก็ดี
ที่ทำอย่างนี้ก็ชื่อว่าทำใช้หนี้ความดี
ของชาวบ้าน
เพื่อว่าผลใดที่ชาวบ้านเขาให้มาเขาต้อง
ให้ข้าวเขาต้องให้น้ำ
ฉันกินข้าวกินน้ำของชาวบ้านฉันก็ทำการ
สงเคราะห์ตอบแทนชาวบ้านตามสมควรตามกำลัง
สติปัญญาของฉัน
อันนี้เป็นหลักเกณฑ์อันหนึ่งในการปฏิบัติ
ในพระศาสนาแต่ก็อย่าเพิ่งนึกว่าฉันเป็นคน
ดีฉันยังดีไม่พอในพระพุทธศาสนา
แต่ก็พอจะทำความดีไว้บ้างตามหลักเกณฑ์ที่
ครูบาอาจารย์ท่านสอน
อันนี้ก็จะพูดนอกเรื่องนอกดาวไปซะแล้วเ
ว่ากันใหม่หันเข้ามาพูดเรื่องใหม่ว่าจะ
พูดเรื่องคาถาพระปเจกพุทธเจ้า
คาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี่ปรากฏตามประวัติ
ว่าเมื่อปีพ.ศ. 2472
หลวงพ่อปานได้ออกท่องเที่ยวจากวัดไปปัก
ใต้คือไปถึงนครศรีธรรมราช
แล้วกลับย้อนขึ้นมาตามทิศตะวันออกเข้าไป
ถึงอินโดจีนของฝรั่งเศสด้วยความเจ้า
ท่านได้ศึกษาคาถาบทนี้มาจากสาธุดงค์ตั้ง
แต่สมัยท่านมีอายุน้อยๆ
ท่านกล่าวว่าในสมัยนั้นพระธุดงค์มาปักสด
ท่านออกไปปฏิบัติพระธุดงค์ตลอด 7 วันท่าน
ปักอยู่ 7 วันในที่แห่งเดียว
เมื่อพระองค์นั้นจะไปแล้วก็ได้บอกว่าสิ่ง
เหล่าอื่นที่อาตมาจะสงเคราะห์โยมตอบแทน
ความดีของโยมนไม่มี
ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สมบัติอาตมาไม่มีมีแต่
เพียงอริยทรัพย์คือความดีที่พระพุทธเจ้า
มอบให้
จะมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลตอบแทนโยมได้ก็
คือคาถาของพระปเจพุทธเจ้า
คาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี้ถ้าใครศึกษาไว้
ปฏิบัติให้ถึงด้านจิตเป็นสมาธิ
บุคคลผู้นั้นจะไม่มีความยากจนเห็นใจจึง
ชื่อว่าความขัดข้องใดๆที่ปรากฏแต่ก็
สามารถกำจัดตัดต่อให้ได้โดยสิ้นเชิง
หมายความว่าคนที่ปฏิบัติถึงสมาธิแล้ว
บุคคลนั้นจะไม่จน
แต่ถ้าว่าบุคคลใดปฏิบัติเพียงแค่เบาๆคือ
สวดมนต์ในคาถาพระปัเจกพุทธเจ้านี้คืนละ 3
จบ 5 จบ 7 จบหรือ 9 จบเป็นที่สุด
ทั้งหัวค่ำและเช้ามืดแล้วก็ใส่บาตรเป็น
นิจก่อนที่ทำกิจอะไรก็ตาม
ให้ว่าคาถาพระปัจจัยกับพุทธเจ้านี้ก่อน 1
ครั้ง
จะรับราชการก็ว่าคาถาก่อน 1 ครั้งจะค้าจะ
ค้าขายก็ว่าคาถานี้ 1 จบตอนเช้า
เวลาจะใส่บาตรบูชาพระด้วยคาถาพระปเจก
พุทธเจ้านี่คืนละกี่จบเวลาจะใส่บาตรให้จบ
ขันข้ามด้วยคาถานี้เท่านั้นเท่าจำนวนที่
สวดในเวลากลางคืนหรือตอนเช้า
ถ้าทำอย่างนี้เป็นปกติว่าเป็นการปฏิบัติ
แบบเรา
สามารถที่จะยังบุคคลผู้นั้นให้เป็นผู้ไม่
ขัดข้องได้ทรัพย์สมบัติเรียกว่าหากินพอ
กินพอใช้
พอแก่ความต้องการ
วันนี้ถ้าบุคคลใดเจริญกรรมฐานอ่ากาถานนี้
เป็นพระกรรมฐานให้เป็นสมาธิบุคคลผู้นั้น
ก็จะถึงความร่ำรวยในทรัพย์สมบัติว่าอย่าง
เมื่อทราบถึงคุณสมบัติของคาถาบทนี้แล้ว
หลวงพ่อปานก็ขอเรียนมาคาถาบทนี้ขึ้นต้น
ว่าอย่างนี้
พุทธะมออุนะโมพุทธายะ
สำหรับคำนี้ไหว้ครั้งเดียว
ต่อไปว่าวิระทะโยวิระโคนายังวิระหิงสา
วิระทาสีวิระทาสาวิระอิตถิโยพุทธัสสะ
มณีมะพุทธัสสะสวาโหม
อันนี้แหละที่ว่า 3 ครั้งหรือ 5 ครั้ง
หรือ 7 ครั้งหรือ 9 ครั้งตามอัธยาศัย
เฉพาะการสวดมนต์เป็นประจำ
เพราะว่าอย่างใดอย่างหนึ่งเให้ว่าโดยตรง
แต่ทางที่ดีแล้วท่านเคยแนะนำให้ว่า 7
ครั้งหรือ 9 ครั้งให้ว่า 3 ครั้งเรู้สึก
ว่าจะขี้เกียจเกินไปคนเราถ้าต้องการความ
ดีต้องการความร่ำรวยเขาอุตส่าห์สละแรงกาย
แรงงานไปทำกลางกรได้กรฝนเหนื่อยยากยังทำ
ได้
ก็แค่สวดมนต์เพียง 7 จบหรือ 9 จบเท่านี้
ทำไม่ได้คนประเภทนั้นก็ไม่ควรจะร่ำรวย
ควรจะกินหญ้านะมากกว่ากินข้าวนี่เป็นความ
เห็นของฉันนะ
ไอ้ความเห็นนี่อย่าตามฉันนักฉันไม่ค่อย
เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเทำอะไรโดยมากฉัน
มักจะเอาชีวิตเท่าแรก
จะทำงานทุกอย่างสมัยเป็นฆราวาสก็ตามมา
เป็นพระก็ตามถ้าตรงฉันคิดว่าฉันจะทำอะไร
ฉันจะต้องพยายามทำสิ่งนั้นให้เสร็จถึงแม้
ว่าจะยากลำบากการเอาชีวิตเท่าแหละฉันก็
ยอมพลีนี่เป็นคติของฉัน
แต่ว่าดูเหมือนว่าคติอันนี้จะตรงกับ
อัตยาศัยของหลวงพ่อปาน
หลวงพ่อปานเองท่านก็มีคติอย่างนั้นเคย
เล่าให้ฟังว่าการเจริญกรรมฐานก็ดีการ
ธุดงค์ก็ดีการปฏิบัติปฏิบัติจิตการงาน
ต่างๆใดๆก็ตาม
ท่านเอาชีวิตเข้าแหละแล้วสิ่งนี้ถ้า
ต้องการให้สำเร็จคนอื่นบอกว่าไม่สำเร็จ
แต่ว่าท่านคิดว่าจะทำให้สำเร็จท่านยอมตาย
ถามว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้
ไอ้ความคิดเห็นอย่างนี้ถ้าจะกล่าวเป็น
บารมีเเรียกกันว่าปรมัตถบารมี
ผู้มีจิตทางจิตเข้าถึงขั้นปรมัตถบารมี
เค้าก็ทำกันอย่างนั้นทุกคนนี่เป็นคติใน
พระพุทธศาสนาที่นักปฏิบัติพึงปฏิบัติ
เอานี้ว่ากันต่อไปถึงเรื่องคาถาพระพเจก
พุทธเจ้าไอ้ฉันทำไมเป็นคนแก่นะมันเป็น
อย่างี้คนแก่นั้นป่ำๆเปอๆ
พูดไปพูดมาอดจะออกนอกทางไม่ได้คำว่าคนแก่
ขี้บ่นเห็นจะเป็นความจริงอฉันก็แก่พอที่
จะบ่นกับเค้าได้แล้ว
ไอ้เรื่องที่บ่นนไม่ใช่เป็นอะไรเว่าทำไม่
ไหวใช้ปากทำก็ทำก็อย่างเงี้จู้จี้จุกจี้
จนได้เกลียด
นี่ก็ถามพระปัเจพระพุทธเจ้านี้เมื่อหลวง
พ่อปานศึกษามาแล้วกลับมาที่กรุงเทพฯท่าน
ยังกลับไม่ถึงวัดนะวัดท่านอยู่วัด
บ้านลำโคอำเภอเสนาจังหวัดพระนครา
วันนี้รู้สึกว่าเสียงจะเครือๆไปสักหน่อย
เพราะว่าเป็นเวลา 2:00 น.พอดีฉันนอนหลับ
ก็ไม่ตื่นแล้ว 2:00 น.เลี้ยงหมูเลี้ยงหมา
เสร็จนี่ฉันก็เป็นทาสหมาเหมือนกันตื่น
ขึ้นมาก็ต้องเอาขนมไปเลี้ยงสงสารมัน
มันอยู่ยามตลอดคืนมันไม่หลับไปนอนกันทำไม
มันก็ต้องการอาหารก็เลยเอาขนมไปให้มากิน
เอาขนมปลายไปให้คนละอันละอันนี่ก็แจกขนม
หมาแล้วก็มาพูดเนี่ย
เฉันเกิดมาเป็นชาตินี้ก็เป็นทาสหมาเหมือน
กันหความจริงมันก็ดีรับใช้คนมามากแล้วก็
ลองรับใช้หมาดูบ้าง
เผื่อมันจะดีบ้างไอ้รับใช้คนน่ะรับใช้มา
เท่าไหร่เท่าไหรก็ตามเขาจะชมกันแต่จริง
ว่าเมื่อทำงานทำประโยชน์ให้เขาเท่านั้น
ถ้าเมื่อไหร่ประโยชน์ของเขาสิ้นไปแล้วเขา
ไม่มีความต้องการในสิ่งนั้นความดีมันก็
ไม่ปรากฏ
ว่าทำแล้วไม่เกิดผลความดีนี่ฉันเบื่อคน
แท้ๆนะฉันเบื่อ
แต่คนใดถ้าปฏิบัติตนเป็นกัยานชนมีศีลมีธร
นี่ฉันไม่เบื่อคนประเภทนี้ฉันไม่เบื่อแต่
ว่าชอบน้อย
แต่ถ้าบุคคลใดปฏิบัติตนมีสมาธิจิตตั้ง
มั่นมีวิปัสสนาญาณแจ่มใสคนประเภทนี้ฉัน
ไม่เบื่อไม่อิ่มในความดีของเค้าคุยกับฉัน
เวลาไหนก็ได้เวลามืดค่ำดึกดื่นเ้ามีความ
สงสัยอะไรฉันคุยกับเขาได้ฉันป่วยไข้ไม่
สบายถ้าใครมีความสงสัยในข้อธรรมะปฏิบัติ
ฉันก็เป็นไปแกใจที่จะคุยกับเขาอยากจะพูด
กับเขาตามที่ฉันมีความรู้ถึงแม้ว่าฉันเอง
จะสิ้นแรงสิ้นกำลังสิ้นลมปรานไปเพราะพูด
ในเรื่องนี้ฉันก็ยอมไป
นี่ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรเพราะว่าฉันอยากจะ
ใช้หนี้พระพุทธเจ้าท่าน
เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมีความดีกับฉัน
มาก
ฉันมีความสุขเพื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
นี่ฉันพบพบลูกพบหลานของฉันก็เพราะอาศัย
ความดีของพระพุทธเจ้า
ที่ฉันมีกินมีใช้อยู่เวลานี้ฉันหาไม่ได้
แล้วบิณฑบาตก็ไม่ได้บิณฑบาตกับเขาเทศน์ก็
ไม่ไหวมนต์เช้าสวดมนต์เย็นก็ไม่ไหวใครๆเข
มานิมนต์สวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็นพอจะมีผล
รายได้มาเกื้อกูลชีวิตของตนเองบ้างก็ต้อง
ดูกำลังกาย
ถ้าเห็นถ้าว่าจะไปไม่ไหวก็ไม่ไปไอ้นี่
อย่างนี้เ้าเรียกว่าคนทุกข์คุณภาพทำมากิน
ทำกินไม่ได้แล้วแต่ว่าฉันก็มีชีวิตอยู่
เพราะลูกของฉันสงเคราะห์อย่างก็ลูกนนทา
ลูกศิริรัตน์ลูกฉลวยลูกพิมภาอะไรพวกนี้
เป็นต้นลูกวาสนา
เที่กินเข้าไปทุกวันอย่างนี้ก็เพราะอาศัย
ความดีของคน 3-4 คนที่เป็นลูกเก่านะไม่
ใช่ลูกใหม่ไอ้ลูกชาตินี้ไม่มีแล้ว
ที่กินเข้าไปทุกวันอย่างนี้ก็เพราะอาศัย
ความดีของคน 3-4 คนคือเป็นลูกเก่านะไม่
ใช่ลูกใหม่ลูกชาตินี้ไม่มีแล้วถ้าขืนมี
ลูกชาตินี้ก็ไม่ต้องพบลูกเก่ามันพบกันไม่
ได้
และนอกจากนั้นก็ยังมีความดีความเกื้อกูล
จากบุคคลทั้งหลายที่มีความเลื่อมใสในพระ
พุทธศาสนา
อย่างเราจะเห็นกันได้ชัดๆในสงเคราะห์ได้
หายการบริโภคหรือความเป็นอยู่
อย่างกับที่มโนรมก็ถึงกับบ้านช่างโงพร้อม
ด้วยภรรญา 2 คนคือกินลิอันนี้ก็ส่งอาหาร
ไปเป็นประจำอาหารเ
อย่างกับอำเภอวัดสิงห์ก็เห็นอยู่โยมละมูน
กับม้วยเกี๊ยะนี่เป็นหัวหน้าสายมักจะมี
การสงเคราะห์ในความเป็นอยู่นี่นาศก็เคย
เห็นใคร
กินหวยร้านสงหะหรือว่า
แป้งล่ำสมบูรณ์คุณนายจันทร์วลอะไรพวกนี้
เป็นต้นนี้เป็นคนเก่าๆแต่สมัยนี้ก็ห่างไป
เพราะมาอยู่ไกลเสีย
อยู่ที่วัดโพธิก็ได้อาศัยคนนี้สงเคราะห์
และคุณสุนี
อ่าร้านขายสุราขายส่งในร้านขายส่งสุรา
นี่เป็นคนสงเคราะห์นี่เป็นคนแรกในสมัยที่
มาอยู่ที่จังหวัดชัยนาทไม่ว่ากันถึงหลัก
เกณฑ์ที่มาอยู่สายเหนือ
แล้วเมื่อเวลานี้ก็ได้ลูก 3-4 คนนี่แหละ
เป็นการสงเคราะห์เป็นประจำ
เนี่ยคนโน้นให้บ้างคนนี้ให้บ้างคนที่ให้
ประจำที่สุดก็คือคนใกล้ที่สุดก็ได้กับ
นนนทาและศิริรัตน์แล้วก็จะหลวยแต่ว่านั่น
เขาก็มีหุ้นส่วนกันเป็นประจำ
คนที่เหลือไปจากนั้นก็ได้แก่คุณแต๋วคือ
คุณวรนุชเมียของ
คนอากาศตรีพเนียงกาตนรัตน์เป็นอีกคนหนึ่ง
เข้ามาไม่ส่วนผสม
แล้วคนนี้ไม่ใช่ลูกถ้าตามประวัติแล้วเป็น
น้องสาวฉัน
เก็รู้สึกว่าจะเป็นคนคล้ายๆกับว่า
เดียวกันกับลูกของฉันนี่แหละเรื่องวัด
เรื่องวานี่แกไม่เอาเรื่องด้วย
พอได้ยินข่าวกันเข้าถึงยังไม่เห็นตัวแกก็
ตั้งใจสงเคราะห์หาเงินมาทอดกฐินบ้างอะไร
ต่ออะไรบ้างตามเรื่องของแก
อันนี้ก็เป็นเรื่องของเก่าๆถ้านำมาเล่า
ใหม่มันก็จะรู้สึกว่าจะเฟ้อเกินไปเ้าขอ
ระงับนนี่ดไปนอกทางที่แล้วอืคนแก่ไปอย่าง
งี้อืแก่เข้าแล้วก็มาพูดตอนดึกเข้ามัน
เลอะเทอะอย่างเไอ้เรื่องของคนแก่อดเลอะ
ไม่ได้
ตอนนี้เข้าประเด็นต่อไป
เมื่อหลวงพ่อปันมาที่วัดสะเกษแล้วเวลาฉัน
ข้าวเวลาเช้ามีคนไปถวายอาหารมากหลายสิบ
รายนี่ท่านไปที่ไหนนะมีคนมาหาท่านน่ะไม่
ใช่หลายคนนะต้องพูดกันหลายสิบหลายร้อยนี่
เป็นบารมีของท่านจริงๆฉันเคยเที่ยวไปกับ
ท่านในที่ต่างๆถึงแม้ว่าไปถึงในสถานที่
นั้นเป็นเวลาค่ำคืนดึก 2-3 ยามก็ตามเรา
คิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะอดทั้งๆที่ท่านไม่
ได้ส่งข่าวไปก่อนแต่ผมรู้เวลาเช้าเข้า
จริงๆสำหรับไม่รู้มาจากไหน
เยอะแยะพวกเราที่ไปด้วยพระที่อยู่ประจำ
วัดท่านด้วยฉันกันไม่วัดไม่ไหวอ้าวออกดอก
เปลืองไปอีกแล้ว
วันนี้เข้ามาเล่าถึงเรื่องประวัติคาถาพระ
ปเจกพุทธเจ้าเมื่อท่านมา
ทำข้าวอยู่ที่วัดสะเกตเวลาเช้าพระนาฉัน
นั่นแหละท่านก็คุยให้ฟังคุยให้ญาติโยมฟัง
ว่าท่านไปเที่ยวปากใต้เมื่อคราวนี้ท่าน
ได้คาถาดีมาบทหนึ่งสามารถทำคนที่ยากจนให้
เป็นคนมีความเป็นอยู่สบายๆถ้าทำอย่างเรา
ถ้าทำถึงขั้นสมาธิจิตแล้วบุคคลนั้นจะถึง
ความร่ำรวย
แล้วท่านก็กล่าวคาถาให้ฟังช้าๆ 3 ครั้ง
อันนี้อาจจะเป็นนโยบายของท่านก็ได้เพราะ
การที่ท่านใช้ท่านจะให้คาถาบทใดบทหนึ่ง
ให้อะไรกับใครท่านมักจะพูดสรรพคุณเสีย
ก่อน
มาพูดแล้วก็ฟังคนขอว่าใครจะขอท่านบ้าง
ถ้าใครไม่ขอท่านก็เฉยเสียถ้าใครขอท่านก็
อนุมัตินี่เป็นอย่างนี้นะเว้นไว้แต่
เครื่องรางของขลังที่ท่านทำแจก
ท่านแจกแล้วถ้ามีก็ต้องมีคนมาขอเหมือนกัน
ท่านไม่ให้ก่อนถ้าขอแล้วท่านแจกไม่อั้น
แจกไม่คิดราคาไม่ใช่ว่าอย่างนี้ 1 บาท
อย่างนั้น 2 บาทอย่างนี้ 10 บาทอย่างนี้
20 บาทไม่ใช่อย่างนั้น
ท่านทำของของท่านไม่มีราคาท่านทำพระมุ่ง
แจกเป็นเมตตาบารมี
ตอนนี้เมื่อท่านพูดจบไป 3 จบแล้วก็ไม่มี
ใครถามไม่มีใครซัก
พอดีฉันเสร็จยถาสัพเพเสร็จญาติโยมกลับหมด
ตอนนั้นเหลือแต่นายพยงตั้งตรงจิตคนเดียว
เจ้าของห้างขายยาตราไปโพตลาดท่าเทียน
เพราะว่าสมัยนั้นเค้ายังไม่เรียกว่าห้าง
เค้าเรียกกันว่าร้านขายยาตราใบโพ
ทำไมจึงเรียกอย่างนั้นก็เพราะว่าสมัยนั้น
นายพยงยังไม่ใช่คนร่ำรวย
ยังเป็นคนขายพอได้พอกิน
ไอ้คำว่าขายพอได้พอกินในที่นี้ก็หมายความ
แกมีกำไรเดือนหนึ่งอัดไม่ถึง 100 บาท
บางเดือนแกบอกว่าเดือนไหนถ้ามีกำไรสุทธิ
ถึง 200 บาทแต่เดือนนั้น 2 คนผัวเมียนอน
ไม่หลับดีใจเมื่อชำระบัญชีแล้วงบดุลบัญชี
แล้วได้กำไรถึง 200 บาทนอนไม่หลับทั้งคืน
คุยกันจุ๋งจิ๋งจุ๋งจุง 2 คนผัวเมียนี้จะ
เล่าให้ฟังว่าปลื้มอกปลื้มใจว่าเดือนนี้
เราได้กำไรถึง 200 บาท
นี่รู้ฐานะของนายพยงค์ไว้ก่อนว่านายประยง
น่ะมีฐานะเป็นอย่างนั้น
ต่อมาเมื่อเข้าไปกันหมดแล้วนายพยงไม่ไป
อยู่เป็นคนสุดท้าย
เมื่อคนอื่นไปหมดแล้วแกก็เข้าไปกราบกราบ
หลวงพ่อไป
เรียนท่านว่าหลวงพ่อครับคาถาที่หลวงพ่อ
พูดเมื่อกี้นี้ก็ผมขอเรียนเป็นคนแรกครับ
แล้วท่านก็บอกว่าเออไปโยงดีแล้วไอ้ลูกหัว
ปีอที่พ่อพูดเมื่อกี้นี้พ่อก็อย่าไว้
กำลังใจของคุณว่าใครเต้องการบ้าง
ถ้ามีคนต้องการพ่อก็จะถ่ายทอดให้ถ้าไม่มี
คนต้องการพ่อก็จะเก็บเอา
ี่เป็นลูกหัวปีเป็นคนต้องการคนแรกไอ้คำ
ว่าลูกหัวปีนี่หมายความหัวปีในเรื่องของ
คาถาพระปเจพุทธเจ้า
พอจะให้เอากระดาษมาจดนปยงก็บอกว่ากระผม
ขโมยจดไปแล้วก็รับท่านก็บอกว่าเอากระดาษ
มาจดไว้แล้วก็พยมก็ไปมอบให้ท่านก็จุดธูป
จุดเทียนบอกกล่าวครูบาอาจารย์ก็ขอให้
สงเคราะห์อนุเคราะห์ลูกหัวปีทำให้เกิดผล
เมื่อท่านมอบให้แล้วท่านก็กล่าวว่าโยม
ถ้าคาถาบทนี้เองเรียนไปแล้วนะพ่อจะให้
เวลาเอง 1 ปี
ไปทำให้เต็มที่ทีเดียวทำให้เป็นกรรมฐาน
ลองเอาให้ถึงที่สุดถ้าเอ็งปฏิบัติแล้วถึง
ขนาดนั้นถ้ายังไม่เกิดผลพ่อจะไม่นำคาถา
นี้ไปสอนคนอื่นต่อไปอีก
ถ้าว่าเอ็งนำคาถานี้ไปปฏิบัติเกิดผลแล้ว
ก็จะพิมพ์แจกเป็นสาธารณะเราต้องพิสูจน์
กันด้วยผลไม่ใช่เรียนมาแล้วอก็เชื่อกันไป
อย่างเดียวดังนั้นใช้ไม่ได้อย่างนั้นไม่
ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสาวกของพระ
พุทธเจ้าเพียงแต่เรียนอย่างเดียวพระ
พุทธเจ้าไม่สรรเสริญ
ต้องปฏิบัติให้เกิดผล
แลสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าไปชม
สงฆ์ก็เทศน์โปรดเมื่อเทศน์โปรดแล้วพระ
พุทธเจ้าถามพระสารีบุตร
พระสารีบุตรถอยคำสอนที่ตถาคตพูดมาแล้วนี้
สารีบุตรเชื่อมั้ยพระสารีบุตรบอกข้าพระ
พุทธเจ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าค่ะ
นพระเหล่านั้นมองพระสารีบุตรตาบูดตา
เบี้ยวไปตามกันคิดว่าพระสารีบุตรนี่อวดดี
นี่พระพุทธเจ้าตั้งให้เป็นอัสาวกก็ยังอวด
ดีนี่จะใช้ไม่ได้ซะแล้ว
นี่สำหรับจิตใจพระที่เป็นปุถุชน
แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ว่าอะไรถามต่อไป
ว่าสารีบุตรทำไมเธอจึงไม่เชื่อ
พระสารีบุตรบอกว่าก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้า
จะเชื่อต้องทดสอบคาถาถ้อยคำสอนของพระองค์
ก่อนพระพุทธเจ้าค่ะ
นี่หมายความว่าต้องไปปฏิบัติถ้าผลมีตาม
นั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงเชื่อพระพุทธเจ้ายก
มือขึ้นสาธุ
ว่าดีแล้วสารีบุตรดีแล้วอัขาตาโรตถาคตา
ตถาคตเนี่ยเป็นแต่เพียงคนบอกมาบอกแล้วถ้า
ใครหลงเชื่อ
เชื่อสนิทว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงคนนั้น
จัดว่าเป็นอธิโมกข์กับศรัทธาน้อมใจเชื่อ
ตถาคตไม่สรรเสริญ
เมื่อฟังแล้วต้องนำไปประพฤติปฏิบัติ
พิสูจน์ความจริงจากคำสอนของฉันก่อนจึง
กว่าจะเกิดผลแล้วจึงเชื่ออย่างนี้ฉัน
สรรเสริญสารีบุตรสารีบุตรเป็นคนดีนี่เป็น
อย่างนี้สิ
เคติของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้นไอ้ที่
ท่านพูดเห็นเล่าอะไรมาให้ฟังตั้งแต่ต้นจน
เอาประสานเนี่ยเป็นเทปสุดท้ายเทปนี้ก็ตาม
คนผู้ฟังทั้งหมดอย่าเชื่อฉันนะ
ว่าอะไรก็ตามที่ฉันกล่าวไปแล้วว่ามีผล
เป็นอย่างนั้นมีผลเป็นอย่างนี้ก็พยายามทำ
กันให้ได้
พยายามศึกษากันก่อนปฏิบัติกันก่อนมันก็
ปฏิบัตินี่ต้องปฏิบัติขั้นเอาชีวิตเข้า
แรกกันสินะไอ้แบบชนิดที่เหยียบขี้ไก่ไม่
ฝ่อนี่ฉันไม่ใช้คนประเภทนี้ไม่ครบ
คนประเภทนี้พูดให้ฟังก็เหนื่อยเปล่าไม่
เกิดประโยชน์
ตอนนี้มาเล่าถึงคาถาพระปัเจพุทธเจ้าต่อไป
ในประโยงไม่ได้รับไปแล้วก็เอาคาถาไป
ปฏิบัติ
ท่านใส่บาตรทุกวัน
เวลาจะใส่บาตรก็ว่าคาถา 9 จบตอนเย็นบูฉา
ด้วยบูชาด้วยคาถานี้ก้าวจบตอนเช้ามืดตื่น
ขึ้นมาเช้าหรือเช้ามืดก็ตามบูชาก้าวจบ
เวลาใส่บาตรจบแขนข้าวก้าวจบเวลาจะไปนั่ง
ต้องขายของว่าคาถา 9 จบเวลาเลิกจะขายของ
ว่าคาถา 9 จบเอากันจริงๆ
เพราะเวลาตอนกลับมาจะขายของแล้วน่ะไปโยง
เล่าให้อาตมาฟังแล้วเล่าให้ฉันฟัง
ว่าท่านกลับมาแล้วท่านก็เมื่อมาถึงอาบน้ำ
อาบท่าเสร็จบริโภคอาหารเรียบร้อยนั่งพัก
ผ่อนสบาย
แต่เวลาที่นั่งพักผ่อนท่านก็ภาวนาคาถาบท
นี้ไปด้วยเป็นกรรมฐาน
ภาวนาอย่างกาถาที่เราภาวนากำหนดลมหายใจ
เข้าออกว่าคาถาบทนี้ช้าๆตามสบายๆก็ต้อง
รีบร้อน
ทำจิตให้มีอารมณ์สบายเวลาขายของเมื่อเวลา
ยามว่างท่านก็ภาวนาคาถาบทนี้ไปด้วยนี่เ
เอาจริงขนาดนี้เมื่อเวลาอาหารย่อยเสร็จ
เรียบร้อยแล้วท่านก็เข้าห้องพระ
เข้าห้องพระภาวนาคาถาบทนี้เป็นกรรมฐาน
แล้วพยงเจ้าของห้างขยาตราไปโพธิ์บอกกว่า
ตอนที่จะเกิดผลหนักมันก็อย่างนี้ฟังไว้
ให้ดีนะ
พวกที่เอาจริงตอนที่จะเกิดผลหลักเวลาเข้า
ไปเจริญกรรมฐานรู้สึกมีแสงสว่างเกิดขึ้น
คือหลับตาเนี่ยรู้สึกว่าเหมือนแคตะเกียง
มันสุดไกลๆ
ตอนนี้ไม่ใช่อะไรหรอกก็เป็นอารมณ์ของ
สมาธิที่เรียกว่าอุปจารสมาธินั่นเองมีจิต
ใจเอิบอิ่มเป็นสุขในกรรมฐานนั้นมีความ
ปราบเพิ่มบางครั้งท่านบอกว่าได้เห็นภาพ
พระสงฆ์บ้างพระพุทธรูปัง
เตอนนี้ที่เขาเรียกว่าจิตถึงอุปจารสมาธิ
ถ้าถามพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ถ้าไปเจริญ
เป็นกรรมฐานแล้วก็มีผลเหมือนการเจริญ
กรรมฐานธรรมดาในด้านสมถะ
เป็นฌานเป็นสมาบัติเหมือนกันมีคุณค่าเท่า
กันถ้านักเจริญกรรมฐานแล้วถ้าจะเอาคาถาบท
นี้ไปเจริญเป็นกรรมกรรมฐานจนกระทั่งได้
ฌาน 4 อย่างนี้ฉันก็ดีใจด้วย
เพราะว่าจะให้ผลทั้ง 2 ทางกล่าวคือในสมัย
ที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่ยากจนสนใจเมื่อตายไป
แล้วก็อย่าไปพรหมโลกเป็นอย่างน้อยนะ
กล่าวว่าคาถาบทนี้ให้ผลถึงพรหมโลกเป็น
อย่างน้อยนะ
ตามธรรมดาบุคคลเมื่อจิตเข้าถึงสมาธิที่
สุดแล้วปัญญามันเกิดเมื่อปัญญามันเกิด
แล้วก็พิจารณา
ด้วยอำนาจปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์
ก็จะเข้าถึงขั้นวิปัสสนาสูงสุดอัดไปถึง
นิพพานเลยนะคถาบทนี้น่ะพระปเจกพุทธเจ้า
ท่านไปนิพพานกันนับไม่ถ้วนแล้ว
พวกเรามางุ่มงามงมงามอยู่ข้างหลังเห็นว่า
คาถาของท่านเป็นเป็นคาถาหาลาภเวลาภาวนาก็
คิดหาลาภไอ้อย่างนี้มันไม่ถูก
แล้วเวลาภาวนาคาถาบทนั้นน่ะเขาไม่ได้คิด
หวังหวังลาภหวังผลคิดว่าทำจิตให้
บริสุทธิ์เท่านั้นอย่าลืมนะให้เคล็ดลับ
นิดๆหน่อยๆนี่เป็นของสำคัญ
ในประโยงเล่าให้ฟังว่านับตั้งแต่ระยะนั้น
เป็นต้นมาพอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิอันนี้
ว่ากันเรื่องกรรมฐานเลย
ตอนนี้แหละท่านบอกว่าของขายนะขายดี
ขายดีจริงๆทำเท่าไหร่ยาทันเท่าไหร่ขายหมด
แต่ว่าจำนวนของยานี่เอาแน่นอนไม่ได้ท่าน
บอกบางครั้งยาขนาดนี้เราทำไว้ 1000 ห่อ
ขายไปแล้วพันห่อบัญชีครบถ้วนแต่ยายัง
เหลืออืมาแล้ว
วันนี้เงินที่เก็บอยู่ในเซฟก็เหมือนกัน
เวลาจะเก็บเงินท่านก็จุดธูปจุดเถียนว่า
คาถาที่ 9 จบตามแบบ
เวลาจะนำเงินออกมาจากเซฟเอามือพอเปิดเซฟ
มือจับเงินยังไม่ดึงออกมาก่อนว่าคาถา 9
จบแล้วดึงออกมาแต่ขณะที่เอามือจับเงิน
ต้องยังไม่นับเอามานับข้างนอกถ้ามันเหลือ
ความต้องการก็เก็บเวลาเก็บก็ว่าก้าวศพทำ
อย่างนี้ท่านบอกเงินก็เหมือนกันเงินในเซฟ
ในบในบัญชีเใช้ครบถ้วนตามจำนวนที่เก็บไว้
เอาเข้าเท่าไหร่ใช้เท่านั้นแต่เงินมันยัง
เหลือ
นี่จำให้ดีนะจำไว้ให้ดีว่าคนนที่อยากรวย
ต้องทำอย่าง
ไม่ใช่ว่าเอาคาถาไปนอนกอดไม่เอาคาถาไปวาง
ไว้แจกมาหลายหมื่นเล่มแล้วฉันเองเนี่ย
คาถาบทนี้พิมพ์แจกหลายหมื่นเล่ม
อหาคนเอาจริงเอาจังมาแสดงได้ 3-4 คนนู่น
ปักใต้นน่น
บังเอิญไอ้คนที่ได้จริงๆก็เป็นคริสตเตียน
ซะด้วยมีการได้พวกคริสต์ที่เป็นลูกศิษย์
เฉพาะคาถาบทเนี้ยมากับพระของปานกมันมนต์
หลวงพ่อปานรวมว่าเเป็นของหลวงพ่อปานทั้ง
นั้นไม่ได้ลูกศิษย์เป็นคริสต์
ท่านบอกว่าไอ้ตอนนี้มันงอกอยู่เสมอจะทำ
อะไรก็ตามรู้สึกมันมาบอกไม่ถูกบางทีนั่ง
อยู่ก็มีคนเขมาบอกลาภให้ไปลงทุนอย่างนั้น
ให้ไปลงทุนอย่างนี้บางคราวทุนที่จะลงมัน
ก็เกินเกินกว่าเท่าที่มีเพราะว่าตั้งใจจะ
ทำจริงๆแล้วก็มีคนเอามาให้เอามาให้ยืม
บ้างเอามาให้กู้ชั่วคราวบ้างพอลงทุนอย่าง
นั้นได้แล้วการค้าการขายใดๆก็ตามเมื่อลง
เมื่อลงชอบใจจะทำเมื่อทำไปแล้วไม่เคยขาด
ทุนมีแต่กำไรเห็นมรรคเห็นผลชัดเจนแจ่มใส
ท่านเล่าให้ฟังตอนนั้นบอกท่านไม่กลัวแล้ว
อีตอนนี้หลวงพ่อบอกว่าจะสร้างอะไรเท่า
ไหร่ให้บอกมาเถอะ
หลวงพ่อบอกให้เสร้างอะไรเท่าไหร่ลงทุน
เท่าไหร่เงินมันก็งอกตกติดตามมาทุกที
จะสั่งวัดสตีวัดจะทำอะไรก็ตามเบอกเขาไม่
อั้นถามว่าคุณไม่อั้นน่ะครูไม่คุณไม่กลัว
เงินหมดเลยบอกแกบอกว่าผมจะกลัวหมดทำไมย
บอกบุญเท่าไหร่ผมทำกับหลวงพ่อเท่าไหร่ผม
ก็รวยเท่านั้นรวยมากกว่าที่ไอ้ผลรายได้มา
ติดตามมาบอกไม่ถูก
นี่จัดว่าเป็นอานิสงส์ของการทำจริงของนาย
ประโยงตั้งตรงจิตห้างขยาตาใบโจำไป
จำให้ดีแล้วต่อไปแกก็ปฏิบัติกรรมฐานเพราะ
คาถาพระปเจพุทธเจ้าบทนี้ถึงฌาน 4 เป็น
ประจำ
คือตอนที่แกปฏิบัติถึงฌาน 4 นี่แหละแก
สร้างไม่อั้นสร้างอาคารต่างๆสร้างโรง
เรียนสร้างศาลาสร้างพระอุโบสถเฉพาะโรง
เรียนนี่สร้างมากเพราะแก่ชอบโรงเรียนบอก
ว่าเป็นการให้ปัญญาแค่คุณบุตรคุณธิดานะ
อย่างโรงเรียนของวัดโพธินี่แกบอกว่าจะ
สร้างถึง 4-5 ล้านบาทโรงพยาบาลนี่สร้าง
ที่ไหนเป็นแสนๆไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
หลังนึงสร้างได้ทุกปีในกรุงเทพฯเป็น
จังหวัดธนบุรีไปทางไหนจะไปวัดไหนวัดไหน
ชื่อนโยงเกื่อนไปหมดตั้งตรงจิตตั้งตรงจิต
ไม่ใช่ใครเขาทั้งนั้นนี่
เป็นตัวอย่างแห่งการเจริญพระคาถาพระ
ปัจจัยพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังในสมัยของ
หลวงพ่อปาน
ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานได้ทราบข่าวว่านาย
ประโยมทำขึ้นแล้วก็ให้นายประโยคลงทุน
สร้างไว้เขาสะพานนาค
จะเข้าเขาวงพระจันทร์เลยโคกสำโรงไปหน่อย
20,000 บาทวัดนั้นสร้างทั้งวัดสร้างกุฏิ
สร้างหอสวดมนต์สร้างศาลาการประเรียนสร้าง
พระอุโบสถลงทุนตั้ง 20,000 บาท
ค่าของเงิน 20,000 บาทสมัยนั้นเยอะแยะแต่
ว่าคนที่จะลงทุนถึง 20,000 บาทได้ก็หายาก
เต็มที่นยงไม่อั้นเมื่อลงทุนถึง 20,000
บาทแล้วหลังจากนั้นก็ไปสร้างเขื่อนหน้า
วัดงโกอีก 13,000 บาทติดกันนี่เป็นการ
เป็นผลการได้ใหม่ๆ
นายพยมก็สู้มาลงทุนไปอย่างนั้นแล้วแกบอก
ตอนนั้นแกก็ยังรวยไม่มาก
จะเลิกเริ่มเป็นห้างแล้ว
แต่ว่าแกบอกลงทุนไป 30,000 บาทเศรษ
ให้มาแล้วพุทธไอ้ผลกำไรทางบ้านมันก็ไล่
ติดขึ้นมาเหมือนกันแกบอกว่าควักมาให้หลวง
พ่อ 30,000 บาทกว่าๆแล้วแกก็มี 30,000
บาทกว่าๆเรียกว่าหลวงพ่อท่านเรียกเป็น
ระยะๆะเที่ยวนี้จะเอา 2,000 เที่ยวนั้นจะ
เอา 3,000 เที่ยวนั้นจะเอา 5,000 ตามความ
จำเป็นในการก่อสร้างไม่ได้ส่งมาให้ที
เดียว 2-30,000
แต่ในเมื่อผลที่สุดในเมื่อหลวงพ่อเอามา
หมดครบแกก็บอกว่าไอ้กำไรของแกก็ท่วมตัว
ครบ
เป็นอย่างงั้นด้วยบอกซึ่งไม่เคยขายได้
อย่างงั้นผลกำไรไม่ได้รวดเร็วอย่างนั้น
ตามปกติแต่ว่าเเมื่อเวลาหลวงพ่อเรียกเข้า
จริงๆจะได้ครบถามว่ากำไรนี่หมายถึงการลง
ทุนของคุณด้วยบอกว่าผมตัดทุนออกแล้วเอา
แต่กำไรชัดๆ
นี่มันเป็นอย่างนี้อานุภาพ
ต่อมาหลวงพ่อก็พิมพ์คาถาแจกเป็นการใหญ่
คนที่รับไปเอาไปปฏิบัติสมัยหลวงพ่อฉัน
เล่าให้ฟังอีกไม่ได้
เพราะว่าฉันไม่รู้นี่ไม่ได้ติดตามเขาไป
ว่าใครบ้างไม่ทราบเอามาตอนหลวงพ่อตายแล้ว
นะท่านมรณภาพแล้วเหลือถึงฉัน
ในทำเป็นไอ้ลิงดำของหลวงพ่อปานเค้าเรียก
ว่าลิงหน้าพระปลา
จะไปไหนก็ตามเจะเอาลิงดำไปด้วยแล้วไอ้
เจ้าลิงดำเนี่ยต้องนั่งอยู่หน้าพระพลาน่ะ
ไปไหนไม่ได้ครับแขกไม่รู้ละหลวงพ่อหลับก็
ต้องยืนอยู่ยามหลวงพ่อตื่นก็ต้องนั่งอยู่
ใกล้ค่อยรับพระบัญชาเป็นผู้รับสนองพระ
โอษฐ์
ไม่ว่าก็อย่างกษัตริย์
ในความจริงพระก็สูงพอสัตว์ยังต้องไหว้จะ
เรียกอย่างนี้บ้างมันก็คงไม่ผิด
แต่นี้เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วฉันต้องกลับ
ไปบูรณวัดหมายความวัดเพราะวัดทุดโมผลราย
ได้ของวัดตกลงเหลือปีละไม่ถึง 200 บาทใน
งานประจำปีแล้ววัดก็เงียบเหงาฉันก็ต้อง
กลับไปฟื้นเป็นการใหญ่ระบบใดเป็นระบบของ
หลวงพ่อที่ทำมาเช่นรื้อฟื้นหมดเอาหมดทำ
งานเลี้ยงคนตั้งลงโคเลี้ยง 3 โรงหลวงพ่อ
ตั้ง 3 โรงฉันก็ตั้ง 3 โรงพ่อทำยังไงฉัน
ก็ทำอย่างนั้นทำตามแบบนฉันทำได้ไม่เท่า
หรอกฉันทำตามแบบไม่รู้ว่าเลี้ยงคนยังไงก็
ทำปีแรกพอปีตึงขึ้นมาผลงานของวัดได้
ประมาณ 9,000 เศษนี่กำไรสุทธิจาก 200 บาท
ก็เป็น 9,000 เศษ
ปีที่ 2 เป็น 13,000 ปีที่ 3,000
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
ในวิดีโอนี้ ได้เล่าเรื่องราวและคำสอนของหลวงพ่อปาน พระเกจิอาจารย์ผู้มีอภิญญา ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง เช่น การหยั่งรู้เหตุการณ์ที่ลับ การช่วยล้างจานจำนวนมหาศาล และการสร้างพระพุทธรูปที่สามารถอธิษฐานขออาหารได้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปฏิบัติธรรมตามหลักโอวาทปาติโมกข์ และความสำคัญของการละความชั่ว ทำความดี ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ อีกส่วนที่สำคัญคือเรื่องราวของคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อปานได้เรียนมา ซึ่งมีอานุภาพทำให้ผู้ที่ปฏิบัติอย่างจริงจัง พ้นจากความยากจนและเป็นมหาเศรษฐี ดังตัวอย่างของนายพยงค์ ตั้งตรงจิต ที่ใช้คาถานี้จนร่ำรวยและสร้างสาธารณประโยชน์มากมาย ผู้เล่าเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมือปฏิบัติและพิสูจน์ผลด้วยตนเองตามแบบอย่างของพระสารีบุตร ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อตามเท่านั้น
Videos recently processed by our community