HomeVideos

ฟังธรรมยามเช้า ทศชาติชาดกฟังยาว3ชั่วโมง พระวิฑูรบัณฑิต หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง | ธรรมะสอนใจ

Now Playing

ฟังธรรมยามเช้า ทศชาติชาดกฟังยาว3ชั่วโมง พระวิฑูรบัณฑิต หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง | ธรรมะสอนใจ

Transcript

3602 segments

0:01

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

0:05

สำหรับตอนนี้ก็ขอขึ้นเรื่องของ

0:09

พิทูรบัณฑิต

0:12

เป็นสมัยหนึ่งที่องค์สมเด็จพระ

0:15

สัมมาสัมพุทธเจ้า

0:18

ทรงบำเพ็ญบารมี

0:21

และในชาตินั้นทรงนามว่าวิโทรบัณฑิต

0:27

เรื่องราวของวิทบัณฑิตนี่เป็นเรื่องที่

0:29

ต้องใช้ปัญญาและความสามารถมาก

0:34

เอ่อจะขอนำบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าเรื่อง

0:37

กันเลย

0:39

ว่าตอนนี้รู้สึกว่าเรื่องแซ่กๆจะมีน้อย

0:44

ทั้งนี้ก็เพราะว่าเห็นใจบรรดาญาติโยม

0:46

พุทธบริษัท

0:48

ดูหนังก็อยากจะฟังเรื่อง

0:51

ฉะนั้นจึงได้ขอเล่ากันละลัด

0:57

เว้นไว้ว่าจะมีอะไรบางอย่างที่พอจะแทรกลง

1:00

ไปได้เพื่อเป็นประโยชน์กับบรรดาท่าน

1:02

พุทธบริษัท

1:06

เป็นว่าในสมัยนั้น

1:09

เมื่อพระเจ้าโกพยะ

1:13

ครองราชย์อยู่ในนครอินทรปร์

1:18

อินทปัตนะ

1:20

ในแคว้นกุรุ

1:23

มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งชื่อว่าวิทุระ

1:27

วิธุระระรรเรือ

1:30

ดำรงตำแหน่งเป็นราชครู

1:33

ท่านผู้นี้ปรากฏว่าเป็นนักพูดที่มีถ้อยคำ

1:38

ไพเราะมาก

1:40

แล้วก็สามารถที่จะพูดกล่อมใจคนในชมพูทวีป

1:45

ให้ยินดีเลื่อมใสอย่างน่าอัศจรรย์

1:49

ต้องขออภัยตนี้คอไม่ค่อยดี

1:55

ถึงแม้ว่าพระราชาจะรัฐต่าง

1:59

ถ้าได้สดับถ้อยคำของเขาแล้ว

2:03

ก็อย่าทรงเคลิบเคลิ้มจับพระทัยไม่จับใจนะ

2:08

ไม่ปรารถนาที่จะเสด็จไปกลับไปสู่รัฐของ

2:11

พระองค์โอพูดเพราะจริงๆ

2:16

ท่านบอกว่าเสมือนหนึ่งว่ามีกระแสเสียงพิง

2:21

ของนายหัตถีกั

2:25

ที่บรรเลงชลมล่อฝูงช้างให้ได้ยินและรัก

2:29

ใคร่ฉะนั้นนี่เป็นข้อเปรียบเทียบ

2:34

ท่านปรากฏในเรื่องราวว่ายังมีพราหมณ์ 4

2:37

คน

2:38

เป็นเพื่อนมาแต่เก่าก่อน

2:42

นะเมื่อตนแก่ลงจังละบ้านเรือนออกบวชเป็น

2:47

ฤาษีในป่า

2:49

ป่านั้นเ้าเรียกกันว่าป่าหิมพาน

2:55

ไอ้ป่าหิมพานหิมะหิมะมะแปลว่ามีหมอกตกลง

2:59

มามากมันมีความหนาวสูง

3:03

เมื่อต้องการรสเปรี้ยวหรือว่ารสเค็มก็พา

3:06

กันจาริกไปถึงกรุง

3:10

กาลจำปานะกาลจำปาหรือกาลจำปาแคว้นอังคะ

3:17

พักอาศัยอยู่ในพระราชทิญาณรุ่งเช้าก็

3:21

ขาจารย์ไปในพระนคร

3:25

ยังมีกุมพี 4 คน

3:29

เลื่อมใสในของฤาษีทั้ง 4 นั้น

3:33

จึงได้ต้อนรับอัญเชิญไปยังบ้านของตนของตน

3:40

หมายความว่าเชิญี 4 องค์นั้นไปบ้านของตน

3:44

คนละองค์ถวายอาหารแล้วก็เชิญให้พักอยู่ใน

3:49

สวนของตน

3:53

สำหรับท่านดาบทั้ง 4 เมื่อฉันเสร็จแล้วก็

3:58

แยกย้ายกันไปพักผ่อนในที่ต่างๆกัน

4:03

องค์หนึ่งไปดาวดึงส์

4:05

องค์หนึ่งไปพบของพญานาคอีกองค์หนึ่งไปพบ

4:10

ของพยาครุฑอีกองค์หนึ่งไปสู่พระ

4:14

ราชพุทิญาณของพระเจ้าโกรยะ

4:19

นี่เป็นอันว่ามาถึงจุดนี้ก็ไปขัดคอใครซะ

4:23

อีกแล้ว

4:26

นั้นว่าฤาษี 4 ท่านคำว่าฤาษีในที่นี้ของ

4:30

บรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบ

4:33

ก็คือบุคคลผู้หวังในการพจน์ในการเจริญ

4:37

กรรมฐานนั่นเอง

4:40

แต่ว่าฤษี 4 องค์นี้ปรากฏว่ามีฤทธิ์

4:45

เมื่อสรรเสร็จแล้วองค์หนึ่งโน่นไปพักเสีย

4:48

ที่ดาวดึงส์

4:50

องค์หนึ่งไปพักอยู่ที่นากบิภพ

4:54

องค์หนึ่งไปพักอยู่ที่ภพของพยาครุฑอีก

4:58

องค์หนึ่งไปพักในพระราชิญาณของพระเจ้า

5:01

โกรยะ

5:05

เอาท่านที่ว่าเทวดาไม่มีผีไม่มีการเจริญ

5:09

พระกรรมฐานทำสมาธิจิต

5:12

ไม่มีอำนาจจะเห็นผีเห็นเทวดาได้เหาะเหิน

5:15

อากาศไม่ได้ฟังเรื่องนี้แล้วก็โปรดคิดคิด

5:22

คิดแล้วก็ควรปฏิบัติตามภิกษุการปฏิบัติ

5:26

จริง

5:29

การพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงจะเห็นผล

5:32

จริงทำตามเขาจะสักแต่ว่าทำจะได้พูดไม่ผิด

5:38

อย่าถือว่าการใช้อารมณ์เป็นทิพย์เป็น

5:41

โอภาสมันก็ไม่ทุกข์อย่างนี้ถ้ามีความคิด

5:46

อย่างนี้ถือว่ามีความรู้ในพุทธศาสศาสนา

5:50

ขั้นอนุบาลเกินไป

5:54

พอกลับมาจากพอกลับมาต่างก็าถึงอิสริยศคือ

6:00

สมบัติ

6:01

ของพระอินทร์นะท่านที่ไปถึงพระอินทร์ไปชม

6:06

บอกว่าพระอินทร์เนี่ยแหมมีสมบัติมากมี

6:09

ทิพปสมบัติเหลือหลายๆสวยสดงดงาม

6:14

แล้วก็ท่านที่ไปพกพพยานาคก็ชมพิภคญาณนาค

6:19

นาคว่าสวยอีกนั่นแหละมีเครื่องประดับ

6:22

ประดาไปท่านที่ไปภพของครุฑก็ไปชมเรื่อง

6:25

ของครุฑท่านที่ไปสวนของพระเจ้าโกรปยะ

6:30

นะตามไปเห็นมาแล้วในกุดีของตนหมายความว่า

6:37

ต่างคนต่างชมไปดูสวนของพุทธเจ้าโกรยะก็

6:41

สวย

6:43

คุยให้บรรดาท่านที่มีศรัทธาพี

6:47

เนี่ยหมายความว่านายบ้านคนโรย

6:50

ที่เเชิญไปเล่าให้สู่กันฟังตามลำดับ

6:55

ทำให้ท่านกดุมพีมีความปรารถนาจะได้สมบัติ

6:59

อย่างนั้นบ้างเออก็ดีเหมือนกัน

7:03

อยากจะได้สมบัติในด้านของความดี

7:07

ลองฟังไปนะบรรดาท่านที่เขายังเข้าใจน้อย

7:13

ฟังไปว่าฤษี 4 ท่าน

7:16

ไปแต่ละภพ

7:18

แล้วก็เอามาเล่าสู่กันฟังให้เจ้าของบ้าน

7:22

ผู้ที่ต่างคนต่างเเลี้ยงอาหาร

7:25

ว่าท่านไปพักที่ไหนมาเ้าดียังไงท่านจะของ

7:30

บ้านก็เลยอยากจะดีบ้างอันนี้น่าสรรเสริญ

7:36

เมื่อท่านอยากจะดีท่านก็ตั้งใจบำเพ็ญบุญ

7:39

ให้ทานรักษาศีล

7:42

ปรากฏว่าเมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปเกิดตามที่

7:45

ปรารถนาหา

7:48

ก็หมายความว่าท่านองค์หนึ่งไปอยู่สวรรค์

7:50

ชั้นดาวดึงส์

7:52

ท่านองค์หนึ่งไปอยู่ในแดนครุฑท่านผู้

7:57

หนึ่งไปอยู่ในแดนนาคอีกท่านหนึ่งไปเกิด

8:00

เป็นลูกใครล่ะ

8:02

คนหนึ่งไปเกิดเป็นท้าวสกเทวราชเป็นพระ

8:06

อินทร์ไปเลยฟังคุณสมบัติของพระอินทร์

8:10

ปฏิบัติตามนั้นก็ได้เป็นพระอินทร์คนหนึ่ง

8:14

ไปเกิดเป็นพญานาคร

8:16

ัญญพยานาคราช

8:19

ฟังสมบัติแห่งความเป็นนาคติดใจเพราะอาศัย

8:22

บุญส่งไปเป็นนาค

8:25

คนหนึ่งไปเกิดไปพบกับยาครุฑที่วิมาน

8:29

ฉิมพรี

8:31

อีกคนหนึ่งไปเกิดในครรภเหสีข้าพเจ้าท่าน

8:36

โกรยะเอาล่ะสิมานะย่องเข้าไปจนได้เนี่ย

8:41

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

8:45

ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า

8:48

เจตนาหังภิกเวปุญญังวะทามิ

8:52

ที่กล่าวว่าเจตนาเป็นตัวกรรม

8:56

ที่พระพุทธเจ้าสอนให้นึกถึงอนุสติคือ

8:59

พุทธานุสติธรมานุสติสังฆานุสติ

9:05

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอยู่บทหนึ่งอนุอนุสติ

9:08

ที่มีความสำคัญ

9:11

ก็คืออุปสมานุสติให้นึกถึงพระนิพพานเป็น

9:15

อารมณ์

9:16

แต่ว่าเรามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ตายแล้วก็

9:20

ไปนิพพานแต่ว่าการนึกถึงพระนิพพานเป็น

9:23

อารมณ์นี่ต้องทำกิจพระนิพพานด้วย

9:28

จะได้ช่วยกำลังใจกิจนิพพานไม่มีอะไรมาก

9:33

ตัดความโลภตัดความโหลโกรธตัดความหลงโดย

9:39

เฉพาะอย่างยิ่งตัดตรงเฉพาะก็คือขันธ์ 5

9:43

เห็นว่าขันธ์ 5 นี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของ

9:46

เราเราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา

9:52

ในเมื่อเราไม่มัวเมาอยู่ในขันธ์ 5 ไม่รัก

9:55

ร่างกายเราเกินไปมันก็ไม่รักร่างกายคน

9:59

อื่นก็ไม่ติดใจในทรัพย์สินต่างๆไม่ติด

10:03

อยู่ในมนุษโลกไม่ติดในเทวโลกไม่ติดใน

10:06

พรหมโลก

10:09

จิตติดอยู่เฉพาะพระนิพพานในที่สุดก็ไป

10:12

นิพพาน

10:15

คุยเรื่องราวต่อไปว่าต่อมาคนที่เกิดเป็น

10:18

โอรสของพระเจ้านันชัยโกรยะนั้นเมื่อเจริญ

10:24

วัยพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ครอง

10:28

ราชสมบัติสืบมา

10:31

พระองค์ทรงบำเพ็ญกุศลตามคำของวิทูรบัณฑิต

10:36

มีการให้ทานรักษาศีลในวันอุโบสถ

10:42

น่ะมีการให้ทานแล้วก็รักษาศีลในวันอุโบสถ

10:47

ก็รักษาอุโบสถศศีลไม่ได้ขาด

10:52

มาวันหนึ่งเสด็จสู่พระราชุตติญาณประทับ

10:56

นั่งทำสมาธิอยู่นี่เห็นมั้ยท่านเป็นพระ

11:01

ราชาท่านก็ทำสมาธิอย่างพระบาทสมเด็จพระ

11:05

เจ้าอยู่หัวที่ 9 ทรงมีสมาธิสูงมี

11:09

วิปัสสนาญาณดีมากอันนี้ไม่ได้ชมในฐานะ

11:14

ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านมีพระ

11:17

ราชภารกิจเยอะแต่หาโอกาสมาทำสมาธิปัญญาจน

11:22

ได้

11:24

อันนี้ก็ต้องเทิดทูลพระองค์แล้วพระองค์ก็

11:27

มีมีการเข้าใจพระธรรมะอย่างลึกซึ้ง

11:33

อ่าคำว่าลึกซึ้งนี่บางพระบางท่านจะคิดว่า

11:36

ท่านเข้าใจน้อยกว่าท่านแต่สำหรับอาตมาเอง

11:42

พูดกันชัดๆอย่างลูกผู้ชาย

11:45

ก็บอกว่าถ้าการใช้สมองในการวินิจฉัยธรรมะ

11:50

ก็ไม่ขอสู้พระเจ้าอยู่หัวองค์รัชกาลที่ 9

11:55

สู้ไม่ได้แน่

11:58

เพราะว่าเรามีเวลามากกว่าท่าน

12:01

วินิจฉัยธรรมะละเอียดไม่เท่าท่านท่านมี

12:06

เวลาน้อยกว่าเราแต่ว่าท่านท่านวินิจฉัย

12:09

ธรรมะได้ละเอียดกว่าเราก็แสดงว่าเรา

12:14

พูดว่าไงดีเราสู้ท่านไม่ได้นะจะพูดอีกจะ

12:18

หยาบไปเราสู้ท่านไม่ได้เป็นอันว่าท้าว

12:23

สกเทวราชก็หลีกจากเทวโลก

12:28

มานั่งสมาธิอีกด้านหนึ่งขอย้อนนิดนึงว่า

12:32

นอกจากรักษาอุโบสถแล้วท่านก็เสด็จสู่พระ

12:35

ราชุทยานประทับนั่งสมาธิอยู่

12:40

ท้าวสกะก็คือพระอินทร์เพื่อนเก่า

12:44

เพื่อนที่ไปเกิดเป็นพระอินทร์ก็หลีกจาก

12:47

เทวโลกวนสมาธิด้านหนึ่ง

12:51

ของพระราชุทิญาณนั้นพยา

12:55

วรุนาคราช

12:57

พระยาวรุณนาคราชนะ

13:01

แล้วก็พญาครุฑก็มานั่งเช่นเดียวกันทั้ง

13:04

นี้ว่าเขารู้ว่าเดิมเป็นเพื่อนกัน

13:09

ต่างคนต่างนั่งพอตกเย็น 4 ท่านต่างคนก็

13:14

ต่างออกจากที่รับที่นั่งสมาธิของตน

13:20

ไปพบกันที่ปากสากโคณี

13:24

พอเห็นกันเข้าก็รู้จักรักไข้กันด้วยอำนาจ

13:27

แห่งความรักใคร่ซึ่งเคยมีมาในกาลก่อน

13:31

ต่างก็สนทนาวิสาสะกันเป็นอันดี

13:36

ตอน 1 การสนทนา

13:41

ท่านท้าวสกะปรารภขึ้นมาว่าพวกเรา 4 คน

13:46

ศีลของใครจะประเสริฐกว่ากันนั่นแน่เกิดมา

13:49

แข่งขันศีลกันขึ้นแล้วมั้ล่ะ

13:52

เอ้าการแข่งขันแบบนี้ดี

13:57

กว่าการแข่งขันเป็นมิจฉาทิฏฐิ

14:01

ต่างคนต่างก็บอกศีลของฉันเนี่ยดีกว่าศีล

14:05

ของคุณ

14:07

ศีลของคุณสู้ศีลของฉันไม่ได้นะเป็นอันว่า

14:11

พญานาคกยันว่าของฉันดีของท่านแหน่

14:16

เป็นอันว่าท้าวสกะคือพระอินทร์ถามว่า

14:20

เพราะอะไรท่านจึงบอกว่าศีลของท่านดี

14:25

ศีลของท่านดีตรงไหนที่ว่าดีกว่าคนอื่นน่ะ

14:30

พญานาคก็ตอบว่าตามธรรมดาพญาครุฑ

14:34

เป็นข้าศึกของพระญานาคอย่างร้ายกาจ

14:39

แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้โกรธเคืองไม่เห็น

14:41

ศัตรูตัวร้ายเช่นนี้แม้แต่น้อยฉะนั้นศีล

14:45

ข้าพเจ้าจริงๆชื่อว่าเป็นศีลที่ประเสริฐ

14:48

ที่สุดนะพญานาคยืนยันนะ

14:53

เขาว่ายันเมื่อท่านพญานาคยันแบบนั้นองค์

14:57

สมเด็จพระภกวันกล่าวเป็นพระพุทธภาษิตว่า

15:02

คนใดไม่มีความโกรธในศัตรู

15:07

อ่าเป็นคนเรียบร้อยเสมอ

15:11

ใครโกรธก็ไม่โกรธตอบเป็นสุภาพชนตลอดกาล

15:17

บัณฑิตกล่าวว่าคนนั้นแหละมันเป็นสันติชน

15:21

ที่แท้จริง

15:24

คำว่าสันตินี่แปลว่าความสงบหมายความว่าคน

15:29

ที่มีความสงบเรียบร้อยจิตใจสบายสบายจริงๆ

15:33

ที่เรียกกันว่าสันติ

15:35

ก็คือคนที่เว้นจากความโกรธนี่เราพูดกัน

15:39

ชัดๆนะ

15:42

ในเมื่อพระยาครุฑได้สดับดังนั้นจึงกล่าว

15:45

ว่าอันที่จริงเนี่ยนาคนี้เป็นอาหารอย่าง

15:49

ดีของข้าพเจ้า

15:52

ข้าพเจ้าก็ระงับความอยากเสียดาย

15:56

เพราะว่าไม่ยอมทำความชั่ว

16:00

เพราะเห็นแก่บาเพราะเห็นว่าเห็นแก่ปากแก่

16:02

ทองฉะนั้น

16:05

ศีลของข้าพเจ้าจึงจัดว่าเป็นศีลที่มีความ

16:08

ประเสริฐ

16:10

ประเสริฐกว่าศีลของใครๆนี่พยาครุฑบอกว่า

16:15

พญานาคบอกว่าเอ้ยครุฑนี่เป็นศัตรูตัวร้าย

16:18

ของฉัน

16:20

ฉันเห็นแล้วฉันไม่สะทบสะท้านแล้วก็ฉันก็

16:23

ไม่โกรธศีลฉันจริงพระยาครุฑก็บอกว่าพญา

16:29

นาคเนี่ยเป็นอาหารชั้นดีของครุฑ

16:32

แต่คุณก็ระงับความอยากเสียไม่เห็นแก่ป่า

16:35

แก่ทองฉิงศีลของฉันจึงประเสริฐ

16:40

เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วท่านก็พรนาเป็น

16:42

ภาษิตถือเป็นใจความได้ว่าผู้ใดไม่เห็นแก่

16:46

ปากแก่ท้อง

16:48

ทนความอยากได้บริโภคอาหารพอประมาณ

16:54

ไม่กินจุบไม่กินจิบไม่ฟุ่มเฟือย

16:58

ฝึกฝนตนแต่ในทางที่ดีมีความเพียรพยายาม

17:04

ที่จะก้าวหน้าเสมอ

17:07

ไม่ยอมทำความชั่วเพราะเหตุแห่งอาหาร

17:12

ปราชญ์เรียกคนนั้นว่าสันติชนในโลกแนี่

17:16

หมายความว่าท่านอดทนไม่เห็นกับปากแก่ท้อง

17:20

น่ะในเรื่องกินเป็นเรื่องเล็กๆศีลมีสำคัญ

17:23

กว่ากินอย่างนี้อร่อยกินอย่างโน้นมันก็

17:27

อร่อยกินอย่างนี้ก็หายหิวกินอย่างโน้นก็

17:30

หายหิวหิวเป็นคนที่ไม่พิถีพิถันเรื่อง

17:34

อาหาร

17:36

ไม่เรื่องอาหารจนเกินไปเป็นคนดีเออฟังให้

17:40

ดีนะต่อมาพระอินทร์ก็พูดบ้าง

17:45

ว่าศีลข้าพเจ้าก็ดีข้าพเจ้าเองได้ละ

17:49

สมบัติและความสุขสำราญทั้งปวงในดาวดึงส์

17:54

มายังมนุษโลกนี้ก็เพื่อจะเพื่อประโยชน์

17:58

แก่การรักษาศีล

18:02

นับเป็นการเสียสละอย่างยิ่งเป็นอย่างมาก

18:07

ฉะนั้นศีลข้าพเจ้าจึงจัดว่าเป็นศีลที่

18:10

ประเสริฐกับใครหมดแเพราะว่าเมืองของพระ

18:14

อินดาวดึงส์นี่ล้วนแล้วแต่ความเป็นทิพย์

18:17

ประเสริฐทุกอย่างแต่ก็มาอยู่ในที่สกปรก

18:21

โสโลกคือเมืองมนุษย์เมืองมนุษย์นี่มัน

18:24

สกปรกจริงๆ

18:26

แต่ไม่รังเกียจจึงชื่อว่าศีลข้าพเจ้าดี

18:30

ท่านจะได้กล่าวเป็นภาษิตว่าได้ชนใดละความ

18:33

สำราญในกามารมณ์เสียได้

18:37

ไม่พูดคำเหลวไหลหลอดแหละไม่ประดับตกแต่ง

18:41

ร่างกายด้วยของฟุ่มเฟือย

18:46

ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่านชนแลเป็นสันติชน

18:51

ในโลก

18:54

ฟังคำของท่านดีนะเอาละทุกคนต่างคนต่างดี

18:58

องค์นี้ไม่พุ่มเพยไม่เลาะแหละ

19:02

ไม่ยุ่งกับกามารมณ์

19:04

สำหรับพระเจ้านันชัยจึงมีพระราชดำรัสว่า

19:08

วันนี้ข้าพเจ้าสละราชสมบัติมาหาความสงบ

19:14

หลีกและเอ่อหลีกละพระราชวังที่พรั่งพร้อม

19:18

ไปด้วยอะไรนะ

19:21

หลีกเล้นจากพระราชทิพร่ำพร้อมด้วยเหล่า

19:25

นารีทั้งหลายมาบำเพ็ญเป็นสมณธรรมเพื่อ

19:29

ความสงบจริงๆ

19:32

ฉะนั้นศีลข้าพเจ้าจึงประเสริฐกว่าใครทั้ง

19:34

หมดและจึงทรงตรัสเป็นภาษิตว่านรชนใดแล

19:42

กำหนดรู้โทษของกามารมณ์ทั้งหลายแล้วสละ

19:45

เสียได้ฝึกฝนตนเองอย่างมั่นคงปราศจาก

19:52

ตัณหาความยึดถือและความหวังในทางต่ำ

19:57

นักปรากล่าวว่านชนแลสันติชนในโลกแหม

20:03

เป็นอันว่าต่างคุยต่างอวดกันว่าต่างคน

20:07

ต่างก็มีศีลดีกว่ากันอีตอนนี้สิ

20:12

แต่ว่าการอุ่นกันแบบนี้ก็ไม่ถึงกับการ

20:15

ทะเลาะกัน

20:17

เพราะว่าแต่ละท่านทรงอุโบสีล

20:21

น่ารัก

20:23

ฟังแล้วก็น่ารักน่าเลื่อมใสน่าไหว้น่า

20:26

บูชา

20:29

ครั้นเมื่อพระราชาทั้ง 4 ถกเถียงกันไม่

20:32

ตกลง

20:34

จึงได้พากันไปหาวิทุรบัณฑิต

20:39

ตามคำชักชวนของพระเจ้าธนัญญ

20:43

เพื่อขอวิทบัณฑิตตัดสินข้อถกเถียงของพระ

20:47

องค์ทั้ง 4 นั้นจะเป็นอย่างไรโปรดชี้แจง

20:51

ให้ข้าพระองค์ทราบก่อนนี่เพราะนว่าพอไป

20:54

ถึงวิโทรบัณฑิต

20:58

ก็พระราชาทั้ง 4 องค์คือมีพระอินทร์พระ

21:00

ราชาพระญาครญานาค

21:05

ก็บอกว่าชั้น 4 คนนี้ต่างคนต่างรักษาศีล

21:10

แต่ว่าต่างคนต่างว่าศีลของตนประเสริฐกว่า

21:14

ไหนท่านบัณฑิตลองตัดสินทิ

21:18

ท่านบัณฑิตก็ถามว่าข้อถกเถียงของทั้ง 4

21:21

พระองค์เป็นอย่างไรพระเจ้าค่ะได้โปรดโปรด

21:25

ชี้แจงข้าพระองค์ทราบก่อนเพราะว่าบัณฑิต

21:28

ที่แท้จริงนั้นก่อนจะตัดสินอรรถอันใดลงไป

21:34

จะต้องได้ทราบประเด็นต่างๆจากทุกฝ่ายให้

21:38

ถูกต้องเสียก่อนนี่ท่านมีโทบัณฑิตท่านใช้

21:43

สมองแบบนี้นะ

21:46

ท่านไม่ได้ใช้สมองบอกว่าคนที่เค้าฝึก

21:49

อภิญญาสมาธิได้เป็นอุปาทาน

21:54

ฝึกอิวิญญาสมาธิได้เป็นโอภาสโอถ้าต่อ

21:59

โอภาสนี่มันซวยจัด

22:02

หรือว่าเวลานี้อภิญญาสมาธิไม่มี

22:07

แบบนี้เเรียกเปิดมุ้งเห็นขโมยต้องดูตัว

22:10

อย่างอย่างวิโทบัณฑิต

22:13

ตั้งสอบตั้งสวนทยานเอามาพิจารณากันก่อน

22:17

ฉะนั้นพระราชาทั้ง 4 คือพญานาคเริ่มก่อน

22:22

ว่าข้าพเจ้าถือความอดกลั้นไม่โกรธในบุคคล

22:26

ที่คนโกรธนี่นึละของฉันแน่

22:31

สำหรับท่านพยาุก็บอกว่าข้าพเจ้าถือการไม่

22:35

ทำชั่วเพราะเหตุแห่งอาหารอืมนี่ของฉันก็

22:39

หนึ่ง

22:41

ท่านท้าวสกะก็บอกว่าข้าพเจ้าถือการละความ

22:45

สุขสำราญในกามารมณ์

22:49

มารักษาศีลนี่ 1 อีก

22:52

พระเจ้าก็ทรัพยะข้าพกล่าวว่าข้าพเจ้าถือ

22:56

ความไม่มีกังวลว่าเป็นศีลข้อประเสริฐที่

23:00

สุด

23:03

ตอนนี้ในเมื่อท่านทั้ง 4 ราชาแจ้งเจตนา

23:08

แล้ว

23:10

ท่านมีทูรบัณฑิตได้ฟังท่านทั้ง 4 ต่างก็

23:13

ยึดหลักธรรม

23:15

ไปคนละอย่าง

23:17

ก็จับประเด็นได้ว่าจับประเด็นได้นะแล้ว

23:21

จึงกราบทูลว่าคุณธรรม 4 ประการนี้

23:27

ตามที่พระองค์ทั้ง 4 ตรัสมา

23:30

แล้วแต่เป็นคำสภาษิตทั้งนั้นย่อมประกอบ

23:35

กันเป็นเหมือนกับกรรมเกวียนที่ประกอบกัน

23:39

เป็นกงล้อ

23:41

แต่ละรวมจุดอยู่ดุมเดียวกันไอ้ดุมน่ะคือ

23:45

จุดศูนย์รวมผู้ใดประกอบตนตั้งมั่นอยู่ใน

23:50

คุณธรรมทั้ง 4 นี่นะก็เรียกว่าเป็น

23:53

สันติชนในโลกได้

23:57

เป็นอันว่าท่านบอกว่า 4 ข้อเนี่ยอย่าง

24:00

องค์ที่ 1 บอกว่าถือความอดกลั้นไม่โกรธนะ

24:05

องค์ที่ 2 ว่าถือการไม่ทำชั่วเพราะอาหาร

24:09

องค์ที่ 3 คือท้าวสกะบอกว่าเราละความ

24:11

สำราญจากกามารมณ์

24:14

พระเจ้าโกรปยะถือว่าไม่มีกังวลในข้อวัด

24:18

ปฏิบัติคือสิ่งที่มีด้วยท่านธุระพระ

24:21

บัณฑิตบอกว่า 4 อย่างเนี้ยมันลงในจุด

24:25

เดียวกันคือความดี

24:29

เป็นว่าถ้าใครปฏิบัติได้ทั้ง 4 ข้อนี่ครบ

24:32

ก็ชื่อว่าสันติชนคือคนที่มีความสงบจาก

24:35

ความชั่ว

24:40

พระราชาทั้ง 4 ได้สดับดังนั้นแล้วก็มีการ

24:43

ชื่นชมยินดีตรัสสรรเสริญวิทบัณฑิตว่าเป็น

24:48

ผู้มีปัญญายอดเยี่ยมสามารถตัดความสงสัย

24:52

ลังเลของตนให้ขาดไปได้

24:55

เหมือนกับช่างกลึงที่ตัดงาช้าให้ขาดลง

24:59

เรื่อยอันคมฉะนั้น

25:02

แล้วต่างคนต่างก็ประทานรางวัลแก่

25:05

วิทูรบัณฑิต

25:07

ด้วยมีด้วยของมีค่าเป็นการบูชา

25:12

นะหมายถึงว่าเป็นการบูชาธรรมและก็บูชา

25:15

ปัญญาอันยอดเยี่ยมของวิธุรบัณฑิต

25:19

และก็เสด็จกลับไปที่ประทับของพระองค์นี่

25:22

ตอนนี้แหละ

25:26

ตอนนี้แหละตอนที่พยาท่านทั้งหลายกลับไป

25:29

นี่แหละจะยุ่งๆเพราะว่าจะยุ่งเพราะว่า

25:33

ท่านพระญานาคเป็นเหตุ

25:36

ตอนนี้ก็จะกล่าวถึงพระนางพระนางวิมลาพระ

25:41

นางวิมลานี่เป็นไหเหสีของพญานาค

25:46

เป็นชายาของพยาวรุนาคราชวรุณาคราชราชนะ

25:52

เมื่อเห็นแก้วมณีที่คอของสามีหายไปหายไป

25:57

หรือเปล่า

25:59

มองไม่เห็นแก้วมณี

26:02

ที่คอของพระราชสวามี

26:06

จึงได้ถามว่าตอนนี้น่ากลัวคิดว่าผัวจะไป

26:09

ติดพันผู้หญิงนะสงสัย

26:13

ดีไม่ดีบอกว่าไปรักษาศีลแต่ว่าไปกินเนื้อ

26:17

สดชอบ

26:19

เมื่อติดใจในเนื้อสดก็เลยปลดแก้วมณีให้

26:23

อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้นะหรือว่าท่านไม่

26:25

คิดเดี๋ยวจะบาป

26:29

ดูกันก่อนถามว่าแก้วมณีที่ประส

26:34

คะ

26:39

ท่านวิทูเอ่อท่านพยานาคราชก็ตอบกับภรรญา

26:45

ว่าฉันน่ะถวายท่านมีโทบัณฑิตไปเสียแล้ว

26:48

น่ะน้องหญิง

26:49

เอาล่ะสิ

26:52

ท่านวินังวิมาลาจึงถามว่าพระองค์น่ะถวาย

26:57

เพื่ออะไร

26:59

ทำไมจึงจำต้องเอาแก้วมณีสำหรับประจำพระ

27:03

องค์ไปถวายท่านมีโทรบัณฑิต

27:06

ถ้ามีโทรบัณฑิตมีดีขนาดไหนถึงจต้องเอา

27:10

แก้วมณีถวายอีตรงนี้ฟังแล้วสงสัยสงสัยนิด

27:14

ๆว่าพระนางิวิวานี่คงไม่คิดว่าถวาย

27:19

วิทบัณฑิต

27:21

คงจะคิดว่าถวายหนูที่มีหน้าตานิดๆมีจมูก

27:26

หน่อยหน่อยนะแล้วก็มาแกล้งกล่าวบอกว่าให้

27:30

แก่วิโทรบัณฑิตล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท

27:36

วันนี้รู้สึกว่าเสียงจะแห้งไปเพราะว่าบุก

27:40

บั่นเรื่องการทำงานมากเกินไปแล้วดูไปดูมา

27:45

เวลาก็หมดก็ต้องของดเรื่องของวิทบัณฑิต

27:49

สำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ขอบรรดา

27:53

ท่านพุทธบริษัทรับฟังต่อไปเรื่องนี้ดีมาก

27:56

ต้องใช้ปัญญาอย่างหนักต้องใช้ความอดทน

27:59

อย่างหนักสำหรับวันนี้ขอลาก่อนขอความสุข

28:04

สวัสดิวิภัตนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่

28:09

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนที่รับฟัง

28:13

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

28:18

วันนี้ก็คงพบกับบรรดาท่านพุทธบริษัท

28:23

ในเรื่องราวของวิทูรบัณฑิตวิธุรบัณฑิตนะ

28:29

วันก่อนมาจบลงตอนที่พระนางวิมาลา

28:34

มีความสงสัยที่ท่านพระยาวิรุณนาคราชผู้

28:39

เป็นพระราชสวามี

28:42

ขึ้นไปจำศีลในเมืองมนุษย์วันอุโบสุทธศีล

28:48

กลับมาแก้วมณีที่พระส

28:53

ได้ทูลถามสำหรับท่านมีทูระอ่าท่านพยา

28:58

นาคราชก็บอกว่าฉันถวายท่านมีโทระบัณฑิตไป

29:02

แล้วน้องหญิง

29:04

พระนางจึงได้ถามว่าพระองค์ถวายท่านมี

29:08

โทรบัณฑิตเพื่ออะไรพระเจ้าค่ะ

29:13

ต่อทีนี้วันนี้ก็ต่อเลยนะ

29:16

ท่านพยานาคราชนี้บอกว่าเพื่อบูชาธรรมของ

29:20

เขา

29:22

ท่านบุญนี้กล่าวธรรมไปเพราะจับใจมาก

29:27

เรามีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่งที่ไม่เคยมีใน

29:31

กาลก่อนจึงได้ถอดแก้วมณีถวายไปนะเมื่อ

29:38

ท่านพญานาคตอบแล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่านี่มี

29:43

ใช่แต่เราผู้เดียวนะหรือว่าไม่ใช่แต่ฉัน

29:48

คนเดียวนะเท่าที่ถวายของมีค่าไปเถึงแม้

29:53

ว่าท้าวสกเทวราชคือพระอินทร์

29:57

ก็ถวายผ้าทิพย์สีดอกบวบนะถวายผ้าทิพย์สี

30:03

ดอกบกบัวเขียวเนื้อละเอียด

30:07

ท่านมียาครุฑก็ถวายดอกไม้ทองคำบริสุทธิ์

30:12

แล้วพระเจ้าก็รับพยะ

30:14

อ่าพระเจ้าพระนันชัยโกรยะก็ทรงถวายสมบัติ

30:18

หลายอย่างเพื่อบูชาธรรม

30:23

ตอนนี้แหละวิทูรบัณฑิตจะแย่กับตรงเนี้ตอน

30:26

ที่มีความดีเนี่ยเรื่องนี้ถ้าเวลาเทศน์สา

30:31

ธรรมาสตเทศคนฟังไม่อยากถอย

30:34

เคยไปเทศน์ที่บางอินรเขาไม่ให้ลงจาก

30:37

ธรรมาสน์

30:39

เขาเอาบันไดธรรมาสน์ไปที่ศาลธรรมาสิกเอา

30:43

ทุ่มอืมคนฟังไม่ถอย

30:46

เพราะเรื่องราวของท่านดีมากสำหรับนาม

30:50

วิมาลา

30:52

ก็เห็นจะนั่งคิด

30:54

ว่าวิโทรบัณฑิตนี่กล่าวทำไพเราะมากนะ

31:00

นั่งนึกในใจว่าวิทูรบัณฑิตนี่เป็นใคร

31:06

กล่าวถ้อยคำดีขนาดไหนทำไมท่านทั้ง 4 ท่าน

31:10

นี้จับใจมากถึงมอบของที่มีข้า

31:15

ยริว่าวิทูรบัณฑิตกล่าวทำไพเราะอย่างไร

31:19

พระเจ้าค่ะ

31:22

พระญาณนาคจะได้กล่าวว่าดูก่อนน้องหญิงผู้

31:25

เจริญ

31:27

พระราชาทั้ง 4 ทวีป

31:30

สดับธรรมของพระองค์ท่านผู้นี้แล้วก็ล้วน

31:33

พอประทัย

31:35

แลก็เพลิดเพลินจึงลืมเสด็จกลับแว่นแคว้น

31:38

ของตนถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับเสียง

31:43

พิณหัสฎีก

31:45

ที่โลมผูงช้างให้ตกมันให้เกิดความรักใคร่

31:49

กันฉะนั้น

31:51

เธอแสดงความได้ไพเราะมากพินัสฎีกกันฑ์นี่

31:55

มีพระเจ้าอุเทนมีสมัยก่อน

31:58

สมัยนั้นพระเจ้าอุเทนมีพิณหัสฎีกันเมื่อ

32:01

เวลาจะประชุมช้างดีดพิณหัสฎีกกันเข้าจุด

32:05

หนึ่งเรียกสัตว์ทั้งป่าช้างทั้งหมดมา

32:09

ชุมนุมกันได้

32:12

ถ้าต้องการจะให้ฆ่าศึกหนีหรือสัตว์หนีก็

32:15

ดีดอีกสายหนึ่งพอยินเสียงปีนี้เข้านั้นก็

32:19

วิ่งกันอ้าวไม่เหลียวหลังนี่พิณัสดีกัน

32:23

เป็นกรณีพิเศษก็ไม่ทราบว่าใครสร้างเหมือน

32:26

กัน

32:29

เพราะฉะนั้นว่าเมื่อพระนางได้สดับแล้วก็

32:32

ทรงมีพระประสงค์

32:35

จะสดับธรรมของวิทูรบัณฑิตบ้าง

32:39

แต่ขั้นท่านจะบอกตรงๆก็เกรงว่าพระพั

32:42

เจ้าพยานนาคจะไม่อนุญาต

32:45

จหาอุบายความจริงผู้หญิงนี่มีเรื่องมาก

32:49

จริงๆนะลีลาของผู้หญิงนี่เยอะ

32:53

แต่อย่าหาว่าผู้หญิงไม่ดีก็ไม่ได้ดีเมี

32:56

ปัญญา

32:59

จึงได้ทำอบายปริงไข้

33:03

ตอนนี้นอนปร็งไข้โอยย

33:06

น่าสงสาร

33:08

คือไข้ไข้อะไรไข้มายา

33:12

หรือว่าไข้อุบายทำเป็นไข้ถึงเว่อเมื่อถึง

33:16

เวลาเฝ้าก็ไม่ยอมเสด็จเข้าเฝ้าตามปกติ

33:21

พญานาคจึงได้ถามเหล่าสาสนมว่าพระนาง

33:26

วิมาลาไปไหน

33:29

บรรดาสาวสนมทั้งหลายก็กราบทูลว่าเวลานี้

33:33

สมเด็จทรงไปชวนพระเจ้าค่ะ

33:37

พญานาคได้สดับดังนั้นจึงได้เสด็จลุกจาก

33:40

ตำหนักของพระของพระองค์ไปสู่ตำหนักของนาง

33:45

วิมาลา

33:47

ประทับข้างๆพระท่านแล้วก็ตรัสถามว่าเจ้า

33:51

สู้ผอมร่วงโรยไปมากเจ้าประชา

33:58

วิมนาวิมาลาได้โอกาสจึงกราบทูลว่า

34:03

พระองค์ผู้จอมนาคราช

34:06

ธรรมดาสตรีทั้งหลายย่อมอยากได้สิ่งโน้น

34:10

อยากได้สิ่งนี้แม้แต่หม่อมฉันก็อยากได้

34:14

เหมือนกัน

34:16

ทิ้งไว้นิดนึงพญานาคก็ถามว่าอยากได้อะไร

34:21

น้องหญิง

34:23

ถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัยของพี่พี่จะหาให้

34:29

นางจะตอบว่าหม่อมฉันอยากได้หัวใจของ

34:32

วิธุรบัณฑิตพระเจ้าข้าโบเอาก็แล้วสิ

34:37

อ้าเอาเข้าแล้วตอนนี้ชักยุ่งแล้วขอพระ

34:42

องค์ได้โปรดนำมาให้หม่อมฉันด้วย

34:46

โดยที่ไม่ทำให้มีธุรบัณฑิตได้รับอันตราย

34:49

แต่อย่างใดแน่

34:51

ต้องการจะเอาหัวใจของเขา

34:55

ให้พระราชานำมาและก็ต้องนำมาแบบที่

35:00

วิทูรบัณฑิตไม่มีอันตราย

35:04

ถ้าหม่อมฉันไม่ได้หัวใจของวิธูรบัณฑิต

35:08

ก็เห็นจะต้องตายคราวนี้แน่นะพระเจ้าค่ะ

35:13

พระเอ่อพระราชาพญานาคจึงได้ตรัสว่านี่

35:17

วิมาลา

35:20

มาลานี้เจ้าปรารถนาเช่นนั้นชริบัณฑิต

35:26

น่ะเป็นที่รักของคนทั้งชมพูทวีป

35:30

มีคนพิทักษ์รักษาเป็นอย่างมากเห็นมั้ยมี

35:34

คนพิทักษ์รักษาป้องกันอันตรายตั้งเยอะกวด

35:38

ขันกันเป็นอย่างดีจะมีใครไปนำเอามาได้พญา

35:44

นาคราชพูดอย่างนี้ก็วุ่นวายไทยฟังๆแล้วก็

35:47

วุ่นวายพระไทยเอ๊ว่ามันเป็นยังไงกันอยู่

35:52

ก็อยากจะได้หัวใจวิธูรบัณฑิตที่เป็นของ

35:55

ยากที่เราจะหาให้ได้

35:59

มันจะเป็นการเกินความสามารถไปท่านรำพึงใน

36:03

ใจ

36:05

ก็เป็นอันว่านางก็บอกว่าถ้านั้นหม่อมฉัน

36:09

ถ้าไม่ได้หัวใจวิโทบัณฑิตคำนี้ก็จะต้อง

36:11

ตายแน่

36:14

นางทูลแบบนี้แล้วก็เบือนหันหลังให้ยกผ้า

36:18

สบายปิดหน้านอนนิ่งไม่ยอมพูด

36:22

ตอนนี้พญานาคก็น่ากลัวจะสงสารเมียเนะเป็น

36:27

ธรรมดาๆดา

36:30

เพราะตามปกติเธอน่ะเป็นคนดีมาก

36:35

แต่แต่ว่าพอมาถูกท่านี้เข้าอาศัยความดี

36:39

ที่เธอมีมาก่อน

36:42

ก็ทำให้พระราชาคือพระญานาคมีใจอ่อนสงสาร

36:47

เมีย

36:48

ท่านพระญานาคราชจึงได้เสด็จออกจากห้อง

36:51

ด้วยพระทัยกระวนกระวาย

36:55

ทรงประทับอยู่เหนือท่านพระท่านบรรทมแล้ว

36:58

ก็ดำริว่า

37:00

นางจะเอาหัวใจวิธุวิธุรบัณฑิต

37:04

ถ้าไม่ได้นางจะต้องตายนี่เราจะทำแบบไหนทำ

37:10

ไงจะได้มา

37:13

นอนกลุ้มเลยป่วยไปอีกองค์

37:17

เป็นอันว่า 2 องค์นี้ป่วยลักษณะเดียวกัน

37:23

ป่วยไม่ป่วยทั้งร่างกายเป็นการป่วยทางใจ

37:27

ป่วย

37:28

แต่ว่าพระนางวิมาราป่วยเพราะอยากได้หัวใจ

37:32

วิโทรบัณฑิตคืออยากจะพบวิทบัณฑิตนั่นเอง

37:37

แต่ว่าถ้าไม่ได้จะยอมตาย

37:41

สำหรับท่านพญานาคราช

37:43

ก็ต้องป่วยเพราะการกลุ้มใจหมดปัญญาที่จะ

37:47

นำมิธุรบัณฑิตมาได้

37:51

ต่อมาตอนนี้เขากล่าวถึงลูกสาว

37:55

และลูกสาวของพญานาคราชกับพระนางวิมาลา

38:00

มีนามว่า

38:03

นางอริทันตี

38:07

นางอริทันตีนี่เป็นพระยาเป็นธิดาของพญา

38:10

นาคราชเห็นอาการของพระราชบิดาเต็มไปด้วย

38:14

ความวิตกกังวล

38:17

แลรู้สึกว่ามีความกระวนกระวายพระทัยเช่น

38:20

นั้นยิ่งกราบทูลถามว่า

38:24

ข้าแต่สมเด็จพ่อพระพักของพระองค์เป็น

38:27

เหมือนดอกประทมที่ถูกขยำจนช้ำเขียว

38:33

ทรงปริวิตกเรื่องสิ่งใดหรือพระเจ้าค่ะ

38:39

พระญานาคราชจึงได้ตรัสว่านี่ลูกอริต

38:44

แม่ของเจ้าน่ะก็มีความปรารถนาสิ่งที่มัน

38:48

เป็นไปไม่ได้

38:51

แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เขาจะตาย

38:54

พ่อก็นอนกลุ้ม

38:57

กลุ้มไม่รู้จะทำยังไง

38:59

ลูกสาวก็ถามว่าพระเจ้าแม่ต้องการอะไรพระ

39:03

เจ้าค่ะ

39:05

ท่านก็บอกว่าแม่ของเจ้าเนี่ยเค้าอยากได้

39:08

หัวใจของวิธุรบัณฑิต

39:11

ดูสิถ้าเป็นของอื่นน่ะเหาให้ได้

39:16

แต่เรื่องต้องการหัวใจคนนี่มันเอากันยัง

39:20

ไงลูก

39:21

ใจมันเป็นนามธรรม

39:24

ใจไม่ใช่เนื้อที่เราเรียกกันว่าก้อนหัวใจ

39:28

นั่นมันเป็นวัตถุหือไม่ใช่อารมณ์คิด

39:32

มันมีกิจทำงานเกี่ยวกับเลี้ยงร่างกายแต่

39:36

ว่านี่แม่เขาต้องการหัวใจของวิทูรบัณฑิต

39:41

ซึ่งเป็นที่รักสำหรับเฉพาะอย่างยิ่ง

39:44

วิทุรบัณฑิตนี่เป็นที่รักของบรรดามนุษย์

39:47

ทั้งชมโพทวีป

39:51

และเขาก็ยื่นเงื่อนไขว่าต้องเอาหัวใจ

39:54

วิทูรบัณฑิตมาได้โดยที่วิทูรบัณฑิตไม่มี

39:57

อันตราย

40:00

นี่ลูกฟังแม่เขาพูด

40:04

เขาต้องการอย่างนี้พ่อก็นอนตีแขนง

40:09

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะพ่อหมดแรงหมดปัญญา

40:14

แล้วเขายืนยันว่าถ้าว่าไม่ได้หัวใจ

40:16

วิโทรบัณฑิตเขาจะต้องตาย

40:20

พ่อกำลังจนปัญญาจริงๆลูกเจ้าควรจะช่วย

40:24

ชีวิตมารดาของเจ้าไว้

40:28

เมื่อตรัสแล้วท่านก็กระซิบว่าเจ้าควรจะหา

40:33

พระดาสักคนหนึ่งหรือสามีนะให้ลูกหาผัว

40:39

เลือกเอาที่เก่งกล้าสามารถซึ่งจะไปเอาหัว

40:43

ใจของวิโทรบัณฑิตมาให้เราได้เจ้าจะทำได้

40:48

มั้ย

40:51

นี่ความจริงมีลูกผู้หญิงนี่ก็ดีเหมือนกัน

40:54

ถ้ามันจนปัญญายาจริงๆก็หาลูกผู้หญิงใช้

40:58

ให้เป็นประโยชน์เออ

41:02

ก็ว่าใครว่าผู้หญิงไม่ดีก็ไม่ได้นะผู้

41:05

หญิงนัเป็นมารดาของโลก

41:09

จะว่าผู้ชายไม่ดีก็ไม่ได้เพราะผู้ชายก็

41:12

เป็นบิดาของโลก

41:15

นี้ถ้ามีแต่ผู้หญิงก็ไม่มีความงอกงาม

41:20

ถ้าโลกนี้ถ้ามีแต่ผู้ชายก็ไม่มีอะไรต่อ

41:26

เป็นอันว่าโลกนี้ต้องมีทั้งผู้หญิงและก็

41:30

ต้องมีทั้งผู้ชาย

41:33

ถ้าจะถามว่าผู้หญิงผู้กับผู้ชายใครดีกว่า

41:37

กัน

41:38

ก็ต้องตอบว่าต่างคนต่างดี

41:43

ทั้งนี้เพราะอะไรหากว่าท่านจะถามว่าแผ่น

41:45

ดินกับแม่น้ำอย่างไหนจะดีกว่ากัน

41:50

ถ้าเรามีแต่แผ่นดินไม่มีน้ำแล้วก็อดแห้ง

41:54

ตายถ้าเรามีแต่น้ำเราไม่มีแผ่นดินก็เราก็

41:58

ไม่มีที่อาศัย

42:01

เป็นอันว่าดินกับน้ำต่างคนต่างมีค่าต่าง

42:05

กัน

42:07

ฉะนั้นผู้หญิงและผู้ชายก็เหมือนกันก็มี

42:10

ค่าต่างกันจะว่าใครดีกว่ากันมันก็ไม่ถูก

42:15

ผู้ชายผู้ชายเคยกดผู้หญิงไว้ว่าผู้หญิงมี

42:18

ความสามารถไม่เท่าผู้ชาย

42:21

แต่ว่าไอ้ความสามารถของผู้หญิงที่เหนือ

42:24

ผู้ชายผู้ชายไม่ได้คิด

42:28

อเรื่องนี้ทิ้งไปเวลานี้ผู้หญิงเป็นพระ

42:31

ราชาก็เยอะผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรีก็เยอะ

42:36

แล้วก็เก่งด้วย

42:39

เป็นอันว่าต่างคนต่างดี

42:42

เล่าเรื่องของท่านต่อไปเมื่อพระราชายกซิบ

42:45

ว่าลูกรัก

42:47

เจ้าจงมีสามีที่มีความเก่งกล้าสามารถ

42:52

แล้วสามาสามารถไปเอาวิทูรบัณฑิตมาได้อัน

42:55

นี้เจ้าจะยอมเป็นภรรญาเขาจะตกลงมั้ย

43:01

เป็นอันว่านางอริันตี

43:04

นางสาวนะทราบดังนั้นแล้วก็ตัดสินใจ

43:10

ปลอบพระราชบิดาและพระมารดาให้คลายกังวล

43:16

ตกลงใจจะหาสามี

43:21

แหมไปหาที่ไหนก็ไม่ทราบครับโอเอ้าตามใจ

43:26

จึงได้จัดแจงแต่งองค์อย่างงามพลิ้งร่อสวย

43:30

ๆสดงดงามเป็นพิเศษ

43:33

แหวกว่ายน้ำออกจากนาคกวิภพเหาะตรงไปยังภู

43:37

เขา

43:39

เป็นภูเขาที่มีสีเขียวดุจเมตั้งทะมู่ใกล้

43:44

ฝั่งมหาสมุทรในป่าหิมวัน

43:49

และก็เที่ยวเก็บดอกไม้มาประดับพวกเขา

43:52

อย่างสวยงาม

43:55

แล้วก็รแล้วก็ฟ้อนรำขับร้องอย่างไพเราะ

43:59

เป็นใจความว่านั่นแหละ

44:03

อีตอนนี้ที่ไปเทศน์สักคนฮาคือร้องแหล่กับ

44:06

เ้าให้เป็นฝ่ายหนึ่งเร้องแหล่มาแล้วก็

44:10

ร้องไปร้องไปก็ร้องมันส่งคนฮากลิ้งที่ฮา

44:14

กลิ้งไม่ใช่สนุกเพราะอะไรเพราะร้องไม่

44:17

เป็นร้องไม่เข้าท่าเข้าทางก็เลยหาป่า

44:23

ใจความไม่ว่าคนทันก็ดี

44:27

นาคก็ดีครุษก็ดีกินนอนก็ดีคนไหนก็ตามที

44:34

ถ้าสามารถ

44:37

นำเอาหัวใจของวิทรบัณฑิตมาถวายพระมารดา

44:41

ของเราได้

44:43

เราจะยอมเป็นภรญาของคนนั้น

44:47

ก็ร้องเรื่อยก็ไปตามจังหวะจะโคน

44:51

ในขณะนั้นนั่นเอง

44:54

ท่านปุณนักกยักษ์

44:57

หลานของท่านท้าวเวสสุวรรณมหาราช

45:01

ขับม้าผ่านมาได้ยินเสียงเพลงเข้าก็มีความ

45:06

รู้สึกคล้ายก็ว่าเสียงเพลงนั้นเฉือนตัด

45:09

ผิวหนังเข้าไปถึงเยื่อในกระดูก

45:13

เพราะว่าทั้ง 2 ท่านนี้เคยเป็นสามีภรรญา

45:16

กันมาในชาติก่อนที่เรียกว่าปุพเพสนิวาส

45:22

นี่ในเรื่องปุพเพสนิวาสเป็นอย่างนี้เพียง

45:24

ได้ยินเสียงเพียงได้ยินชื่อก็เกิดความรัก

45:29

มันหนีกันไม่ได้จึงได้ชักบาเลี้ยวเข้าไป

45:32

หา

45:34

เห็นนางอริทันตีก็เกิดความปฏิพัติรักใคร่

45:38

ขึ้นมาทันที

45:40

แม้นางอริทันตรีก็เกิดความรักเหมือนกัน

45:44

นี่อุพเพสันนิวาสนะเราห้ามเขาไม่ได้

45:49

จะว่าสำนักไหนที่สอนพระกรรมฐานแล้วก็ห้าม

45:52

ลูกศิษย์แต่งงานน่ะมันไม่ควรพระพุทธเจ้า

45:55

ท่านจะไม่ห้าม

45:58

ถ้าเค้าเป็นคู่ครองกันมันหนีกันไม่พ้นจึง

46:03

ได้ฉวยข้อมือนะเอาล่ะสิเดี๋ก่อน

46:06

นาริทันตรีก็เกิดความรักทันทีเหมือนกัน

46:10

จึงได้จับข้อมือปุณคยักคพาไปเฝ้าพระ

46:14

ราชบิดา

46:16

ท่านปุณักกยัก์จึงได้ถามทูลถามพระญาณนาค

46:20

ว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

46:24

ข้าพระองค์มีนามชื่อว่าปุณนักกยักค

46:29

บัดนี้ปรารถนาจะเป็นจะเป็นฆ่าใต้ฝ่าละออง

46:35

ละอองธุดีพระบาทคือปรารถนาจะได้เจ้าหญิง

46:39

อริตเป็นคู่สมรส

46:43

คำว่ายักษ์ในที่นี้นะบรรดาท่านผู้ฟังฟัง

46:48

อย่าคิดว่ายักษ์มีเขี้ยวอย่างโขน

46:51

เออที่ท่านผู้นี้เรียกว่ายักษ์ยักขะนี่ก็

46:54

แปลว่าผู้บุคคลคนบูชา

46:57

เป็นเทวดาเช่นจาตุมหาราช

47:01

คือจาตุมหาราชมหาราชทั้ง 4 นี้มี 4 องค์

47:06

คือท้าวทศรสท้าววิรุล 6 ท้าววิรุลปักท้าว

47:10

กเวรหรือว่าที่เรียกกันว่าท้าวเวสสุวรรณ

47:15

อันนี้ถ้าราชมีจริง

47:18

แต่หากเพราะว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

47:21

ทรงยืนยันไว้ในหลายที่วันที่องค์สมเด็จ

47:25

พระมหาวณีทรงบรรลุอภิเสธสัมมาสัมพุทธวัน

47:29

หลังที่หิตปุสสพนิกะเอาเข้าตูก้อนเข้าตู

47:34

ผงมาสวายถวาย

47:38

ก็ปรากฏว่าเวลานั้นขององค์สมเด็จพระจอม

47:41

ไตรบรมศาสดาหายไป

47:45

ท้ามหาราชทั้ง 4 จึงได้นำบาตรมาถวายนี่

47:49

พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าท้ามหาราชมี

47:54

แต่ว่ามีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทหลายท่าน

47:57

มาถามว่าบางท่านว่าไม่มี

48:03

ในข้อนี้ก็ไม่ต้องไปยืนยันอะไรกับท่าน

48:06

ท่านว่าไม่มีก็เป็นเรื่องของท่านแต่ว่า

48:10

พระพุทธเจ้ายืนยันว่ามีเราก็ต้องเชื่อ

48:13

เชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อนแต่ว่าวิธีเชื่อ

48:17

ได้อธิโมกขศรัทธาไม่เหมาะสมต้องเชื่อด้วย

48:21

การค้นคว้าตามหลักสูตรของพระพุทธศาสนา

48:25

เมื่อทำได้แล้วจะเห็นว่าท้าวมหาราชน่ามี

48:29

จริงๆ

48:32

อต่อเรื่องของท่านไปว่านางอริตรีเต้องการ

48:35

พระนางอริตรีเป็นคู่สมรส

48:39

ขอพระองค์จงทรง

48:43

รับสินสอดแน่

48:46

มีค่าสินสอดค่าศินสอดนี่คงจะมีมานาน

48:50

ค่าสินสอดคือช้างม้ารสอย่างละร้อย

48:55

เกวียนที่เต็มไปด้วยแก้วมณีเล่มละร้อย

48:58

โอ้โห

49:00

เกวียนที่เต็มไปที่แก้วมณี 100 เล่มแน่

49:04

แหมเอามาที่วัดท่าซุงก็เหมาะ

49:09

และก็ประทานเจ้าหญิงอริตแก่ข้าพระองค์ไอ้

49:13

ที่ประทานอมวัธาตุงไม่ใช่นาริหันตรีนะ

49:16

เกียนแก้วมณีสิ

49:19

เป็นอันนั้นว่าพญานาคจึงได้ทรงตรัสว่าดู

49:22

ก่อนปุณักกยักค

49:25

จงรอไว้สักว่าเดี๋ยวก่อนเราจะไปสาหารือ

49:30

กับญาติมิตรเพื่อนสนิทดูก่อนเพราะว่า

49:34

ประเพณีที่ดี

49:37

จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนมาก

49:41

สิ่งใดที่คนส่วนมากไม่เห็นชอบด้วยถ้าทำลง

49:46

ไปอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน

49:49

ให้สำเร็จ

49:52

ซึ่งจะเป็นการเดือดร้อนหรือเป็นผลร้ายต่อ

49:54

ภายหลัง

49:56

เมื่อพยานาคตรัสดังนี้แล้วจึงได้เสด็จ

49:59

เข้าห้องพระนางวิมาลา

50:02

และก็ทรงปรึกษาว่าแม่วิมาลา

50:06

มีชายผู้หนึ่งเขามีนามว่าปุณนักกยัก์

50:11

มาขอเจ้าอริตรีลูกของเรามาขอกับเรา

50:18

แล้วก็เสนอสอดมากมายเราอยากจะรกยกลูกสาว

50:23

ให้เขาหรือไม่หึ

50:26

ว่าเราควรจะยกลูกสาวให้เขาหรือไม่

50:30

พระนางวิมาลาก็ทูลว่าศีลสอดจะมีค่าสัตว์

50:34

เท่าใดก็ไม่มีความสำคัญ

50:38

ถ้าปุณคยักค

50:39

สามารถเอาหัวใจของวิธุรบัณฑิตมาให้หม่อม

50:43

ฉันได้

50:45

จึงจะควรยอมยกให้เพราะว่าหม่อมฉันไม่

50:49

ปรารถนาทรัพย์สินใดๆยิ่งไปกว่าหัวใจของ

50:53

วิทบัณฑิตพระเจ้าค่ะ

50:57

ยุ่งแบบใช้ยักษ์ยักษ์ก็คือเทวดา

51:03

สำหรับพระญานาคจึงได้เสด็จออกมาหา

51:06

ปุญณกยัก์

51:08

แล้วจึงได้ตรัสว่านี่

51:11

บุญนักกยัก์

51:14

ฉันไปปรึกษาแล้วนะแม่เจะเอาอย่างนี้ก็แม่

51:19

เค้ายินดีที่จะยกเจ้าอิธันตีให้ฉันก็ไม่

51:24

อยากจะขัดใจแม่เขาก็ขึ้นชื่อว่าลูกเนี่ย

51:28

แม่เขาเลี้งมามากกว่าพ่อพ่อ

51:32

มีภารกิจภายนอกแม่เขาต้องอุ้มท้องมาต้อง

51:37

ประคบประคมมันประคบประหงมตั้งแต่อยู่ใน

51:40

ครรภ์เมื่อโตขึ้นหมดแล้วก็เป็นหน้าที่

51:43

หน้าที่ของแม่ทุกวันจะต้องทนุบำรุงลูก

51:48

ฉันน่าเป็นพ่อก็จริงแหละแต่ทว่าการประคบ

51:52

ประหงมลูกมีน้อยเวลามีน้อยฉะนั้นภาระใหญ่

51:56

จริงๆที่มีความต้องการอันใดที่ต้องการลูก

52:00

สาวของเขาไปแม่เค้าต้องการยังไงก็ต้องตาม

52:03

ใจแม่เขา

52:07

ว่าแม่เขาเป็นคนเลี้ยงนี่เอาอย่างี้ก็

52:09

แล้วกันนะเป็นอมแม่เค้าก็ดีฉันก็ดีมีความ

52:14

ยินดีที่จะยกเจ้าอริันตีให้

52:18

แต่้าว่ามีข้อแม้ว่าถ้าท่านสามารถจะนำหัว

52:22

ใจของวิทูรบัณฑิตมาให้เรา

52:25

แต่ว่าการนำมานั้นท่านวิทูรบัณฑิตจะต้อง

52:29

ไม่มีอันตราย

52:31

เพราะเราไม่ปรารถนาทรัพย์สินใดๆทั้งหมด

52:34

นอกจากหัวใจของวิโทรบัณฑิต

52:38

นี่แอบไปใช้คนโง่เนี่นะแต่วิทูรบัณฑิตก็

52:43

แย่

52:45

เป็นอันว่ายักษ์ก็ถามคนนั้นก็ยักษ์ถามว่า

52:50

ท่านมีโทรบัณฑิตน่ะคือใครและก็อยู่ที่ไหน

52:55

ข้าพระพุทธเจ้าจะคบได้ยังไง

52:59

ท่านพยานาคก็ตอบว่าท่านวิโทรบัณฑิตเนี่ย

53:02

นะเป็นมหาราช

53:05

เป็นมหาราชครู

53:08

อยู่ในสำนักข้าพเจ้าชัยโกรยะ

53:12

ในเมืองมนุษย์หากท่านจะต้องการพบต้องไปพบ

53:16

ที่นั่น

53:18

สำหรับท่านปุณนกยัก์ได้ฟังแล้วจึงได้

53:22

เรียกคนใช้ให้นำม้าสินทบมา

53:26

แล้วขึ้นขับขี่ม้าสิทพตรงไปยังสำนักของ

53:30

ท้าเวสสุวรรณทันที

53:34

เพื่อขออนุญาตนะต้องไปหนญาติเจ้านายก่อน

53:39

แต่ขณะนั้นปรากฏว่าท้าเวสสุวรรณเจ้าแห่ง

53:43

เทวดาด้านทิศเหนือกำลังตัดสินคดีการแย่ง

53:48

วิมานกันระหว่างยักษ์ 2 ตนเทวดา 2 องค์

53:53

ท่านปุณรยักค์ฟังดูรู้ว่าใครจะชนะ

53:58

จึงเข้าไปยืนข้างนั้นพอตัดสินให้ฝ่ายชนะ

54:02

เข้าอยู่ในวิมานนั้นได้ด้วยคำว่าเจ้าจงไป

54:07

นะอ๋อนี่แกหากินแบบนี้รู้ว่าคนไหนชนะ

54:13

เมื่อเขาชนะแล้วท่านท้าเวสสุวรรณก็บอกว่า

54:16

เจ้าจงไปอีตาปุญณยักค์นี่แกก็ย่องไปยืน

54:22

อยู่ข้างๆกับคนที่ชนะ

54:25

แกรู้ว่าใครจะชนะพอบอกเจ้าจนไปแกถือเหตุ

54:28

นี้แล้วก็ไปเลยไม่ต้องลา

54:31

นี่เป็นอันว่าเป็นการหากินแบบพิเศษของแก่

54:35

54:36

ก็ยักจึงได้ถือคำว่าได้รับคำเอาคำนั้นว่า

54:40

เจ้าจงไปนี่แหละเป็นการได้รับกาอนุญาตให้

54:43

ไปด้วยนให้หากินดีเหมือนกัน

54:49

เป็นอันว่าวิธีโกงแบบนี้ไม่ได้มีแต่เมือง

54:52

มนุษย์

54:54

เมื่อได้โอกาสจึงได้รีบขึ้นหลังม้าเหาะไป

54:57

ทันที

54:59

พราหมณ์ก็คิดใคร่ครวญอยู่ว่าจะใช้อุบาย

55:03

อย่างไรดีจึงจะได้วิทูรบัณฑิต

55:08

นี้มาเป็นดวงมณีของพระเจ้าโกรยะ

55:13

และขออก็เพราะว่าจะทำยังไงดีนะ

55:16

วิทวรบัณฑิตนี้ความจริงเป็นดวงมณีเป็นดวง

55:20

แก้วของพระเจ้าโกรยะและคนทั้งชมโพทวีป

55:25

แต่ว่าพระเจ้าโกรยะโปรดปรานมาก

55:29

เราท้าพนันเราจะต้องท้าพนันการเล่นสกากัน

55:34

เราชนะแล้วถ้าเราชนะเราจะจับเอา

55:38

วิทธุรบัณฑิตก็คงจะได้

55:41

เราจะต้องหาวิธีท้าพนันเล่นสกากันเสีย

55:46

ก่อนตามธรรมดาพระเจ้าแผ่นดินย่อมปรารถนา

55:50

แก้วมณี

55:52

ของพระของพระเจ้าจักรพรรดิ

55:55

เราจะไปเอาแก้วมณีนี้มาล่อคงจะสำเร็จ

55:59

เพราะแก้วมณีนี้อยู่มีอยู่ในที่ของเราแหม

56:03

มันไม่จบบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

56:09

เป็นอันว่าไม่จบะจะไปเอาแก้วมณีมันเนี่ย

56:12

มันไปเอาไม่ได้เสียแล้วเพราะว่าเวลามัน

56:15

หมดพอดีอ่าสำหรับวันนี้ก็ของดไว้ก่อนยัง

56:20

ไม่ให้ปุณยักคไปเอาแก้วมาณี

56:24

เวลาหมดก็ต้องขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

56:26

วันนี้ขอลาก่อนวันต่อไปวันหน้าพบกันใหม่

56:31

ขอความสุขสวัสิภัตนมงคล

56:34

สมบูรณ์พูผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

56:39

ผู้รับฟังทุกท่าน

56:42

อ่อท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

56:46

สำหรับวันนี้ก็มาต่อเรื่องของวิทูระอ่า

56:50

ของวิทรูรบัณฑิต

56:53

ตอนนี้ต้องขอย้อนไปอีกนิดนึง

56:57

ว่าเมื่อปุณนักกยักษ์ได้รับฟัง

57:01

แล้วก็สั่งเรียกให้คนทำม้าสินทพขึ้นไปขับ

57:05

ขี่

57:06

เป็นนว่าตอนที่เพบแล้วก็ได้ฟังคำพระเจ้า

57:11

ท่านโกรยะ

57:14

ว่าเวลานี้วิทรบัณฑิต

57:16

อยู่ที่เมืองของพระเจ้าโกรยะ

57:20

ถ้าต้องการอยากได้ลูกสาวต้องไปเอา

57:22

วิโทรบัณฑิตที่เมืองนั้นมา

57:26

สำหรับปุณกยะได้ฟังยักษ์ได้ฟังแล้วก็

57:29

เรียกคนใช้ให้นำม้าสินทบมา

57:33

แล้วขึ้นขับขี่ตรงไปยาสำนักของประเทศท้า

57:36

เวสสุวรรณทันที

57:39

เพื่อจะไปขออนุญาตท่านท้าวเวสสุวรรณ

57:43

แต่ว่าเวลาขณะนั้นท้าเวสสุวรรณ

57:47

ซึ่งเป็นเจ้านายกำลังตัดสินคดีเรื่องการ

57:52

แย่งวิมานกันระหว่างเทวดา 2 องค์

57:57

นัคยัก์ได้ฟังรู้ว่าใครจะชนะจึงได้ย่อง

58:00

เข้าไปยืนข้างๆคนที่จะจะจะชนะ

58:05

พอท่านท้าวเวทวันตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะ

58:08

เข้าวิมานนั้นได้

58:11

และก็จงใช้คำไ้วาจาว่าเจ้าจงไป

58:16

ปุนักกยัก์ก็ถือเอาว่าได้รับอนุญาต

58:20

จึงได้รีบขึ้นหลังม้าแล้วก็เหาะไปทันที

58:25

ปรางก็คิดใคร้ครวญอยู่ในใจว่าจะใช้อุบาย

58:29

อย่างไรดีนะ

58:32

วิทูรบัณฑิต

58:34

คนนี้เป็นเหมือนดุจหนึประหนึ่งว่าแก้วมณี

58:38

ของพระเจ้าโกรยะ

58:41

แล้วก็เป็นของคนทั้งชมพูทวีปแต่ว่าพระ

58:45

เจ้าโกรัพพยะเนี่ยโปรดปรานมาก

58:49

ถ้าเราจะท้าพนันเล่นสกาก็จะดีและถ้าเรา

58:54

ชนะเราก็จะจับอวิโทรบัณฑิตไปก็คงจะได้เรา

59:00

ต้องหาวิธีท้าพนันเล่นสกากันก่อนตาม

59:05

ธรรมดาพระเจ้าแผ่นดินย่อมมีความปรารถนา

59:08

แก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ

59:12

เราจะไปเอาแก้วมณีนี้มารอดคงจะสำเร็จ

59:16

เพราะว่าแก้วมณีนี้

59:20

เพราะว่าแก้วมณีนี้อยู่ที่ระหว่าง

59:24

วิบูรวรรพจน์

59:25

ใกล้กรุงราชคฤห์

59:28

เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วจึงได้ชักม้าบ่าย

59:31

ตรงหน้าไปที่วิบูรวรรพน

59:35

เที่ยวเสาะแสวงหาแก้วมณี

59:38

พอถึงระหว่างเขาก็เห็นแสงสว่างบาดรในตา

59:43

ดุจฉายฟ้าแลบ

59:45

ก็รู้ได้ว่านั่นเป็นแสงของแก้วมณีของพระ

59:50

เจ้าจักรพรรดิจึงตรงเข้าไปหยิบมา

59:54

เจ้ายักษ์กุมภีที่เฝ้าอยู่บนยอดขัดขวาง

59:57

ทันทีมีคนเฝ้าอยู่นะยักษ์เฝ้า

60:02

ยักษ์ก็คือเทวดาที่เฝ้าไว้ก็เพราะว่าถ้า

60:06

ใครเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมาเขาจะต้อง

60:08

นำแก้วมณีนี้ไปให้

60:13

เมื่อยักษ์คัมภีร์เข้ามาขัดขวางเหลือบ

60:15

เห็นสายตาของปุณักกยักษ์เข้าก็ตกใจ

60:21

เพราะว่าปุณคยักคนี่เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่

60:24

กว่าแล้วก็มีฤทธิ์มาก

60:27

เมื่อตกใจตัวรีบงันงกรีบหนีเข้าไปแอบอยู่

60:31

ในซอกเขา

60:33

เขานี่เ้าเรียกว่าเขาจักรวาล

60:36

สำหรับว่าปุณักกยักษ์ไม่ได้แก้วตามความ

60:40

ปรารถนาแล้วก็รีบชักม้าตรงไปยังเมือง

60:43

อินทรปนคร

60:47

ในขณะนั้นพระราชาต่างๆจากร้อยเอ็ดประเทศ

60:52

กำลังชุมนุมกันอยู่ท่านปุณกยัก์จึงได้

60:57

แปลงเพศเป็นมานพเข้าไปท้าเล่นสกาพนันกัน

61:02

ไม่ว่าจะเป็นพระราองค์ชาองค์ใดก็ได้ทั้ง

61:05

นั้นน่ะไม่ว่าใครท้าเล่นได้หมด

61:09

พระเจ้าโกรปยะทอดประเนมานพมาท้าเล่นการ

61:14

พนันจึงถามว่าท่านเป็นใคร

61:17

จึงกล้าหาญอย่างนี้

61:20

ท่านปุณักกยัก์ก็ตอบว่าข้าพข้าพระพระองค์

61:23

เป็นมานพที่ต้องการจะเล่นสกาท้าเป็นการ

61:28

พนันเท่านั้นพระเจ้าค่ะ

61:31

จะเป็นใครไม่สำคัญและต้องการจะเล่นการ

61:34

พนันในเรื่องของสกา

61:37

พระเจ้าโกรยะจึงได้ถามว่าเจ้าน่ะมีอะไรมา

61:41

ให้เราถ้าเราชนะ

61:44

ปุนักกยักษ์ก็ตอบว่าข้าพเจ้ามีแก้วมณี

61:47

วิเศษอันเป็นของพระเจ้าจักรพรรดิแล้วก็มี

61:51

ม้าวิเศษ

61:53

ซึ่งสามารถจะชนะไพลีได้ทั่วพิภพพระเจ้า

61:57

ค่ะ

61:59

พระเจ้าก็รับพยาจึงตอบว่าไหนๆเอามาดูกัน

62:03

ก่อนซิสิ่งที่เจ้าบอกเเราเชื่อไม่ได้ถ้า

62:08

เรายังไม่เห็นแก้ววณีของเจ้านี่มันอยู่

62:11

ตรงไหน

62:13

วนยัก์จึงได้ตอบว่าแก้วมณีของเรามีอยู่

62:17

มากมายมฌานที่มีกำลังเร็วอยู่ดังลมโกรธก็

62:22

มีอยู่แล้ว

62:24

ไม่ใช่ว่ามีไม่ใช่น้อยแก้วมณีของข้าพเจ้า

62:28

ดวงหนึ่งกับม้าตงหนึ่งจะมีความหมายอะไร

62:33

สำหรับ

62:35

นี่

62:37

แต่ว่าอย่างงั้นพระองค์ไม่น่าจะตรัสดัง

62:40

นั้นเลยม้าของข้าพเจ้าตัวเดียวกับม้าม้า

62:45

พันตัวของพระองค์คุณนัคยัก์อ่ะก็หมายความ

62:49

ว่าไอ้ม้าตัวเดียวของเขาเนี่ยมันจะมีความ

62:53

สามารถดีกว่าม้าพันตัวของพระองค์คุณนั้น

62:57

ก็ยักทูลอย่างมั่นใจขอพระองค์จงทอดพระ

63:00

เนตรดูตอนก่อนเถิดพระเจ้าค่ะว่าแล้วก็ขับ

63:04

มาของตน

63:07

นะ

63:09

อ่าขับม้าของตนให้ปีนขึ้นไปอยู่บนกำแพง

63:13

วิ่งรอบพระนครความเร็วของม้าเนี่ยทำให้

63:16

ปรากฏแก่สายตาเหมือนกับม้าพันตัวโอ้โห

63:23

เอาคอจดกันเรียงรอบพระนคร

63:27

เมื่อปุกก็ยักเร่งม้าให้เร็วขึ้นอีกก็มอง

63:31

เห็นเหมือนกับว่าม้าและคนคงเห็นแต่ผ้านะ

63:36

ทีนี้มองไม่เห็นทั้งม้าทั้งคน

63:40

คือก็มีลูกน้องขี่ขับเมื่อเร่งให้เร็ว

63:43

เข้าก็เลยมองไม่เห็นทั้งม้าทั้งคนเพราะ

63:46

ความเร็วคงเห็นแต่ผ้าสีแดงที่คาดพุงพุณ

63:50

นั้นก็ยักษ์

63:51

ปรากฏเหมือนกับผ้าผืนเดียวอยู่รอบพระนคร

63:55

ขั้นแล้วปุญณยักค์ก็หยุดลงจากหลังม้าและ

63:59

กราบทูลว่าข้าแต่มหาราช

64:02

พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความเร็วม้าแล้ว

64:05

หรือยัง

64:07

พระราชาก็ตรัสว่าเออมนพเราเห็นแล้วและต่อ

64:12

ไปขอจงทอดประเนดูอีกว่ามาของข้าพระองค์

64:17

นี้จะมีความสามารถยอดเยี่ยมเพียงใดใด

64:21

อุณกยัคฆ์กราบทุนแล้วก็ขับมาให้วิ่งข้าม

64:25

สระใหญ่ในพระราชอุติญาณ

64:28

ความเร็วของม้านั้นก็ปรากฏว่าปลายกีบมิ

64:32

ทันจะเปียกน้ำในสระเลยจากนั้นก็ควบไปอีก

64:37

แหมก็เล่นม้าทิพย์ม้าเทวดาเนี่ยพคุณเอ้ย

64:42

จากนั้นก็ให้ม้าวิ่งไปบนใบบัวตบมือแล้วก็

64:46

เหยียดมือออกม้าวิ่งผ่านมาหยุดอยู่บนฝ่า

64:50

มือ

64:52

แล้วก็กราบทูลว่าพระองค์ผู้เป็นจอมแห่ง

64:55

นรชน

64:57

ม้าอย่างนี้ควรจะจัดเป็นม้าแก้วได้หรือ

65:00

ไม่พระเจ้าค่ะ

65:03

พระราชาก็ตรัสว่าเป็นม้าแก้วได้ดีได้แน่

65:07

นอนเพราะมานพ

65:09

เขาย่อได้กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชสำหรับ

65:13

ม้าแก้วเพียงพอแล้วเท่านี้ก่อน

65:17

ขอพระองค์จงทอดพระเนตรดูอนุอนุภาพของ

65:19

แก้วมณีนี้บ้างเมื่อทูลแล้วก็แสดงอานุภาพ

65:24

ของแก้วมณีให้ปรากฏ

65:26

เป็นรูปสตรีมั่งเป็นรูปบุรุษมั่งจำนวนมาก

65:31

เป็นหมู่เนื้อบ้างเป็นหมู่นกบ้างเป็นพญา

65:35

นาคบ้างเป็นพญาครุฑบ้างเป็นกองช้างบ้าง

65:38

เป็นกองรถบ้างเป็นกองม้าบ้างเป็นกองเดิน

65:43

เท้าบ้างเป็นกองช้างบ้าง

65:46

กรมราชองครักษ์บ้างกรมม้าบ้างบ้างกรมรถ

65:49

บ้างกรมคนเดินเท้าบ้างเป็นนครใหญ่มีกำแพง

65:54

และเสาค่าสูงประกอบไปด้วยป้อมเชิงเทนน่า

65:59

เกรงขามมีถนนหนทาง 3 แพร่ง 4 แพร่งมีหมู่

66:05

บ้านร้านตลาด

66:07

พ่อค้าแม่ค้าประชาชนต่างวรรณะมีการเล่น

66:12

ดนตรีมีการเล่นมรสพต่างๆมีมวยปล้ำมีรำนัก

66:18

ร้องมีนักกราบนักร้องมีบุรุษรูปงามกำลัง

66:22

ล่อลวงหญิงมีหญิงรูปงามแต่ใจร้ายกำลังล่อ

66:27

ลวงชายมีสวนสัตว์ประกอบด้วยเชิงเขาเป็น

66:31

ที่อยู่ของราชสีหเสือเสือโคร่งเสือดาวแรด

66:36

โคสุกรละมั่งอีกเก้งกวาง

66:40

ละมาดชะมดแมวป่ากระต่ายกระแต

66:45

มีแม่น้ำสวยงามงาม

66:48

มีผูปลานานาพันธ์มีหิมวันตบรรพจน์ซึ่ง

66:52

เกลื่อนกรนไปด้วยเหล่ากินนอน

66:56

มีปราสาทราชมนเฑียรอันรุ่งเรืองสุขใสมี

66:59

เหล่าเทพกัญญา

67:02

ทรงโฉมวิไลแบร้อมเหล่าเทพบุตรเป็นต้น

67:06

ที่กล่าวมานี้เป็นอานุภาพของแก้วมณี

67:11

หมายความมีแก้วมณีอย่างนี้แล้วก็จะนิรมิต

67:14

เอาอะไรก็ได้ตามชอบใจ

67:18

แล้วก็อย่าเนรมิตอันได้มากไปกว่านี้เมื่อ

67:22

ปุญยัก์แสดงพิหารแก้ววณีอันแสนยม

67:25

มหัศจรรย์อย่างนี้แล้ว

67:28

จึงได้ทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้จอมนรชน

67:32

บุคคลใดชนะข้าพเจ้าด้วยสกาข้าพเจ้าจะยก

67:36

แก้วมณีดวงนี้ให้เป็นค่าการพนัน

67:41

ถ้าพระองค์ชนะข้าพเจ้าก่อนข้าพเจ้าจะมี

67:45

แก้วเจ้านี้ถวาย

67:48

แด่แต่ว่าถ้าข้าพเจ้าชนะข้าพระองค์จะขอ

67:53

พระราชทานอะไร

67:56

จะขอพระราชทานอะไรพระองค์จะต้องให้

68:02

อืมหมายความว่าถ้าเขาแพ้เขาจะให้ม้าด้วย

68:07

เขาให้แก้วมณีด้วยแต่ว่าเขาถ้าเขาชนะเขา

68:11

ต้องการอะไรที่พระองค์มีอยู่พระองค์จะ

68:14

ต้องให้

68:17

ท่านทั้งหลายผู้รับฟังฟังอย่างนี้แล้วจะ

68:19

เห็นว่าแก้วมณีนี้มีอานุภาพมากก็หมายความ

68:23

ว่าเป็นแก้วสารพัดนึกแม้แต่การสร้างเมือง

68:27

สร้างวังสร้างถนนหนทางก็ไม่ต้องสร้างด้วย

68:29

คนใช้แก้วมณีเป็นอานุภาพบันดาลให้ปรากฏ

68:34

อันนี้ความจริงถ้าใครเป็นพระเจ้า

68:37

จักรพรรดิ

68:39

พระเจ้าจักรพรรดิจะมีของดีหลายอย่างคือมี

68:42

เกือกแก้วมีแก้วแก้วมณีมีพระขันธ์แก้วมี

68:46

ช้างแก้วม้าแก้วขุนคลังแก้วขุนพลแก้วแล้ว

68:50

ก็นางแก้วคำว่าแก้วนี่หมายว่าดี

68:56

เป็นอันว่าเล่าเรื่องของท่านต่อไปนั่ง

68:58

บรรยายเรื่องความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมัน

69:01

จะยุ่ง

69:02

เมื่อพระเจ้าโกรยะจึงได้กราบกล่าวต่อไป

69:06

ว่าดูก่อนมน

69:09

ยกเว้นตัวเราเสียกฉัต

69:13

และอมเหสี

69:16

เมื่อไม่คือ 1 เรา 2 สวกฉัตรคือความเป็น

69:20

พระราชา

69:22

2 ภรรญาคือเอกอัครมเหสี

69:26

นอกจากนั้นถ้าเราแพ้เราจะยกให้เป็นค่า

69:29

พนันของท่าน

69:32

บุญนก็ยัก์ได้ฟังว่าถ้ากนั้นก็ทรงชักไม้

69:36

อ่าถ้ากนั้นก็อย่าทรงซักชักช้าอยู่เลยพระ

69:40

เจ้าค่ะมาเล่นการพนันกันเถิดจากนั้นการ

69:45

ขันแข่งขันสการะหว่างพระเจ้าโกรยะกับมานพ

69:50

กับมานพน้อยคือปุณคยักคก็เริ่มขึ้นท่าม

69:54

กลางพระราชาร้อยเอ็ด

69:57

และก็มหาชนเป็นจำนวนมากพระราชาเป็นฝ่าย

70:00

ทอดสกากร

70:04

พระองค์ทรงหยิบลูกเสกาขึ้นมาแล้วก็ทรงขับ

70:07

เพลง

70:09

อขับเพลงเสการะลึกถึงอออารักขาอรุ

70:14

อารักขเทวดา

70:16

และเทพาตนหนึ่งให้ช่วยมีชัยชนะแล้วก็โยน

70:21

ลูกสกาขึ้นไปบนอากาศ

70:24

ด้วยอานุภาพของปุญยัก์ลูกเสกาขึ้นไปสปา

70:29

สกาขึ้นแต้มแพ้

70:32

แต่อรักกเทวดาช่วยให้พระองค์รู้ทัน

70:37

เให้พระองค์รู้ทันแล้วก็รีบ

70:41

รีบรับอรุสกาไว้ได้จึงได้โยนเข้าไปใหม่

70:44

อีกเป็นครั้งที่ 2 แต้มที่แพ้ก็พลิกขึ้น

70:48

มาอีกแล้วก็ทรงรับเอาไว้ได้อีกปุญก็ยักษ์

70:53

แปลกใจจึงเพ่งมองดูว่านี่มันอะไรกันหนอ

70:57

เพราะเห็นว่ามีอรกอรักขเทวดาอรักขา

71:01

อรักขเทวดากลัวตัวสรรรีบหนีไปสุดเขา

71:05

จักรวาล

71:06

เนี่แสดงว่าคุณนัคยักคน่ะเค้าเป็นเทวดา

71:09

ที่มีอานุภาพมากกว่า

71:13

พอพระราชาทอดสกาครั้งที่ 3 ก็ตกลงมาโดย

71:17

รับไว้ไม่ได้

71:20

แต้มก็แพ้พลิกล็อคขึ้นมาทันทีไอ้แต้มแพ้

71:23

โผล่

71:25

ท่านปุณักยักก็ร้องด้วยความดีใจว่าเราชนะ

71:29

แล้วเราชนะแล้ว

71:32

เสียงปุญก็ยักดังก้องไปทั่วทวีปพระราชา

71:36

ทั้งร้อยเอ็ดและมหาชนต่างก็ร้องอึคนหนึ่ง

71:39

ด้วยความเสียใจ

71:42

ที่พระเจ้าโกรยะต้องเสียพระทัยเป็น

71:45

กำลังยักค

71:47

เป็นผู้ชนะจึงได้กล่าวตามกฎของการเล่นคา

71:50

สกาว่ากีฬาว่า

71:53

ท่านเป็นจอมแห่งนรชน

71:56

เราทั้งสองพนันกันด้วยสกาเช่นนี้ก็ต้องมี

72:01

ครั้งใดครั้งหนึ่งแพ้และชนะเป็นธรรมดาบัด

72:05

นี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะขอจงพระราชททาน

72:09

ทรัพย์อันมีค่านั้นแก่ข้าพเจ้าโดยเลวเถิด

72:13

พระเจ้าข้า

72:16

สำหรับพระเจ้าโกรยะจึงได้ถามว่าดูก่อน

72:20

มานพ

72:22

ทรัพย์สินสิ่งใด

72:24

ไม่ว่าจะเป็นช้างไม้โคกระบือแก้วแหวนเงิน

72:28

ทองอันใดที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้ของเรา

72:33

ท่านจึงขนเอาไปตามปรารถนาเถิด

72:37

ฝ่ายปุณคยัก์

72:39

จึงได้กล่าวว่าทรัพย์สินสิ่งใดข้าพเจ้า

72:42

ไม่ต้องการเลย

72:45

ขอข้าพเจ้าขอพระราชทานมิธุรบัณฑิตแก่

72:48

ข้าพเจ้าก็พรแล้วพระเจ้าค่ะ

72:52

ตอนนี้ยุ่ง

72:55

พเจ้าโกรปยะจึงได้ตอบว่าดูก่อน

72:57

มานพูรบัณฑิต

72:59

นั้นเท่ากับตัวของเรา

73:03

เราได้กล่าวแล้วว่านอกจากตัวเราเสวกฉัตร

73:08

และอัลมเหสี

73:10

ยกให้ท่านได้ท่าทั้งนั้นสำหรับ

73:13

วิทูรบัณฑิตนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเรา

73:17

แต่ผู้เดียวยังเป็นที่พึ่งเป็นผู้นำทาง

73:21

เป็นเกาะแก่งที่เล้นลับและเป็นดวงประทีป

73:26

อันหาค่ามิได้ท่านอย่าเปรียบอิธุรบัณฑิต

73:29

เป็นทรัพย์ภายนอกก็หาไม่ได้หาได้ใหม่เขา

73:34

เป็นทรัพย์ภายในเท่ากับชีวิตของเรา

73:38

คือเป็นตัวของเราเองนั่นทีเดียว

73:43

สำหรับท่านปุนยักษ์

73:46

ไม่ใช่นักพูดจึงไม่สามารถจะโต้ตอบข้อขัด

73:51

แย้งคำพูดของพระราชาได้ในที่สุดจึงกล่าว

73:55

ว่าถ้าเราจะโต้เถียงกันก็เสียเวลาเปล่าๆ

74:01

ทางที่ดีต้องให้วิธุรบัณฑิตนั่นแหละเป็น

74:03

ผู้ตัดศีล

74:07

พระราชาเห็นชอบด้วยนึกล่าวว่าถูกแล้วพ่อ

74:11

มานพ

74:12

ถูกแล้วเป็นอันว่า

74:16

พระเจ้าโกพยะตรัสแล้วก็เข้าไปสู่โรง

74:19

ธรรมสภา

74:22

ให้หาวิทูรบัณฑิตมาทันทีให้ไปตามมา

74:27

สำหรับท่านปุณคยัตถามวิทรูรบัณฑิตว่า

74:29

กิตติศักดิ์ของท่านนี่โด่งดังนักว่าท่าน

74:34

เป็นผู้ทรงธรรม

74:36

ไม่พูดเท็จแม้แต่เพื่อชีวิตวันนี้เราจะ

74:41

ได้ทราบความเป็นจริงว่าคำเล่าลือนั้นจะ

74:43

เป็นจความจริงเพียงใดโอ้โหนี่นักปราชญ์

74:47

เหมือนกัน

74:50

แสดงว่าบุญณกยักค์นี่ก็เป็นนักปราชญ์

74:55

ท่านวิทูรบัณฑิตจึงได้บอกว่าเ้าเชิญท่าน

74:58

ถามตามสบายเถิดท่านจะถามยังไงก็เชิญถาม

75:05

นกยักจะได้พูดว่าท่านเป็นทาสของพระราชา

75:10

หรือเสมอหรือว่าสูงกว่าพระราชา

75:14

หรือว่าเป็นพระประโยชของพระราชาอแกถอน

75:18

เต่าตอบตามนี้แต่ถามแบบนี้ักยุ่งฉลาดมาก

75:25

ท่านวิธูรบัณฑิตจึงได้ตอบว่าดูก่อนมานพ

75:29

เราเป็นทาสของพระราชาโดยกำเนิดไปทีเดียว

75:33

แต่พระราชาจะมีอันเป็นอย่างไรก็ไปก็ตาม

75:39

เราจะต้องพูดจริงเสมอพระราชาจะพระราชทาน

75:43

ข้าพเจ้าเป็นข้าพนันแก่ท่านก็พึงพระ

75:46

ราชทานได้โดยธรรม

75:52

สำหรับท่านปุญยัก์ตบมือโรากล่าวด้วยความ

75:56

ดีใจว่าวันนี้เราชนะ 2 ครั้งวิทูรพระ

76:01

บัณฑิตได้ความแจ่มกแจ่มแจ้งแก่เราแล้วแต่

76:05

พระราชามิได้ตั้งอยู่ในธรรม

76:09

เรายอมยกวิทบัณฑิตนะไม่ยอมยกวิทูรบัณฑิต

76:13

ให้แก่เรา

76:16

เดี๋นะพระราชาได้สดับดังนั้นก็ทรงโทมนัส

76:20

ว่าวิโทรบัณฑิต

76:23

นี้ไม่เห็นแก่เราผู้มีคุณอุปการะบ้างเลย

76:28

กลับไปเห็นแก่มานพซึ่งพุ่งจะมาพบกันกับ

76:32

เดี๋ยวนั่นเองแล้วก็ทรงพิโรธ

76:35

จึงได้ตรัสแก่ปุญณคยักว่าถ้าวิทูรบัณฑิต

76:39

กล่าวเช่นนั้น

76:41

ท่านก็จงเอาไปเถิดแต่พอตรัสดังนั้นแล้วก็

76:45

ทรงดำริ้วว่าถ้ามานพนี้เอาวิทูรบัณฑิตไป

76:50

เสียแล้วก็ยากนักที่จะได้ฟังธรรมของเขา

76:54

อีกถึงอย่างไรเราก็ควรจะให้พักรออยู่ใน

76:58

เมืองนี้ชั่วคราวก่อน

77:02

พอจะได้ถามธรรมะบางอย่างหนูบ้างจึงได้

77:06

ตรัสว่าท่านวิโทรบิ

77:09

เราใคร่จะได้ฟังธรรมเขาอีกขอเชิญท่านแสดง

77:13

ธรรมแก่เราก่อนเมื่อวิทบัณฑิตพร้อมแล้ว

77:17

จึงได้ตรัสถามวาสธรรม

77:20

เป็นใจความว่า

77:23

ท่านวิธุระผู้เป็นคฤหัสถ์อยู่ครองเรือน

77:28

จะประพฤติอย่างไรจึงจะปลดโปร่งจึงจะได้

77:32

ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดีเว้นจากความ

77:36

เบียดเบียนและมีคำสัตว์เวลาจากโลกนี้ไปจะ

77:42

ไม่เศร้าโศก

77:45

ฟังแล้วก็จำด้วยนะท่านมีทูรบัณฑิตก็ตอบ

77:49

ว่าผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็น

77:54

ภรญา

77:56

เออจำให้ดีนะข้อนี้นะว่าผู้ครองเรือนไม่

78:01

คบหญิงไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรญา

78:05

และก็ไม่ควรบริโภคอาหารที่มีรสอร่อยแต่

78:09

ผู้เดียว

78:10

รักษาศีลประพฤติตามครองธรรมรักษาวงตระกูล

78:17

ให้วัฒนาถาวร

78:19

ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมีเหตุผลเป็น

78:23

ยุติธรรม

78:25

ไม่แข็งกันได้ต่อผู้ใหญ่ไม่เย่อยิงด้วย

78:29

ความทนงประกอบแต่กิจที่เป็นสุจริตธรรม

78:33

พูดจาแต่ถ้อยคำที่น่าฟังก่อนให้เกิดไมตรี

78:39

สงเคราะห์ญาติมิตรตามสมควรให้ความช่วย

78:43

เหลือทั้งการงานนะทั้งทางการงานทางการ

78:48

เงินเท่าที่จะช่วยได้ไม่ดู

78:52

สามารถสมาคม

78:55

กับผู้มีศีลเป็นพระสูตรบทมีแล้วก็ปฏิบัติ

79:00

บำรุงสมณสมณพราหมณ์เป็นมิตร

79:04

ที่เป็นอันว่าถ้าเป็นฆราวาสในคนปฏิบัติ

79:07

อย่างนี้

79:09

แล้วผู้ครองเรือนคนปฏิบัติดังนี้จะได้

79:12

ชื่อว่าเป็นผู้ปลอดโปร่งเป็นผู้มีการ

79:16

สงเคราะห์ดีไม่มีการเบียดเบียนไม่มีคำ

79:21

สัตย์แล้วก็ไม่ใช่ไม่มีคำสัตว์แล้วจะต้อง

79:25

ไม่เศร้าโศกตไม่ต้องเศร้าเข้าโศกเสียใจ

79:28

แต่ภายหน้าโอ้โห

79:31

เสียงมันแห้งธรรมะของท่านไพเราะจริงๆ

79:34

น่าฟังนะสำหรับท่านผู้รับฟังจะไม่ย้อน

79:38

หลังหรอกเพราะว่าเทปนี่ถ้าสงสัยแล้วก็

79:41

เค้ามีไว้ต้องการอยากจะฟังละเอียดไปเก็บ

79:45

ไปสมบัติก็ได้เมื่อวิทุรบัณฑิตแสดงจบลง

79:49

แล้วก็ลงจากธรรมาสน์

79:52

ถวายความเคารพแก่พระราชาพระราชาพร้อมไป

79:56

ด้วยพระราชาทั้งร้อยเอ็ดเสด็จกลับเข้าสู่

79:59

พระราชนีเวศ

80:01

มีรบัณฑิตก็จะไปกลับหึจะกลับยังเคหดของตน

80:09

แต่ว่าปุญณยะก็กล่าวว่าท่านต้องไปกับ

80:12

ข้าพเจ้า

80:14

เพราะว่าพระราชาพระราชทาน

80:17

ท่านแก่ข้าพเจ้าแล้วท่านตกเป็นของ

80:21

ข้าพเจ้าข้าพเจ้าเป็นนายของท่านท่านจง

80:26

ปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่เจ้านายของท่าน

80:31

วิสัยของบัณฑิตที่แท้จริงย่อมทำตนให้เป็น

80:34

ประโยชน์แก่เจ้านายของตนโอ้โห

80:39

ฝ่ายวิทูรบัณฑิตก็ตอบว่าดูก่อนมานพข้อ

80:42

นั้นนะข้าพเจ้าทราบ

80:45

ทราบดีอยู่แล้วแต่ว่าขอให้ท่านพักอยู่ใน

80:48

เรือนสัก 3 วันก่อน

80:50

ความจริงข้าพเจ้าได้ทำประโยชน์ให้กับท่าน

80:53

มากมายอยู่แล้วเพราะว่าข้าพเจ้านี้พูด

80:57

ความจริงเป็นประโยชน์แก่ท่านดูโดยที่ไม่

81:01

เห็นแก่พระราชา

81:05

ทำให้ท่านได้ตัวข้าพเจ้าด้วยความจริงไม่

81:08

ใช่โดยอย่างอื่นฉะนั้นข้อนี้ท่านจงรู้

81:11

เถิดว่าข้าพเจ้ามีคุณแก่ท่านมากแล้วเพราะ

81:16

เหตุนั้นท่านจงยับยั้งอยู่ก่อนพอให้

81:19

ข้าพเจ้าได้สั่งสอนบทปัญญาไว้บ้างขอให้

81:24

โอกาสกันบ้างอื

81:27

สำหรับปุณคยัก์ได้ฟังแล้วก็เห็นจริงคิด

81:29

ว่าบัณฑิตนี้พูดจริง

81:33

แล้วก็เป็นคนมีคุณกับเรามากทีเดียว

81:37

แม้หากว่าจะให้เราพักอยู่ก่อนสัก 7 วัน

81:43

หรือครึ่งเดือนก็เป็นการสมควรคิดแล้วจึง

81:46

กล่าวว่าตามใจท่านเถิดท่านผู้เจริญ

81:51

ท่านจงสั่งสอนบุตรภรรญาของท่านเถิดเผื่อเ

81:54

ว่าเมื่อท่านไปแล้วอยู่ข้างหลังจะได้มี

81:58

ความสุขพูดแล้วก็เข้าไปพักอยู่ในเรือนของ

82:01

วิธุรบัณฑิตนั่นเอง

82:06

สำหรับท่านวิทบัณฑิต

82:08

ได้ให้การต้อนรับแก่ปุญณักกยักษ์เป็นอัน

82:11

ดีให้พักอยู่ในห้องโถงใหญ่อันสง่างาม

82:16

เพียบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคทั้ง

82:19

ปวงมอบนางบำเรอเร่ง

82:23

มอบชอบนางบำเรอร่างงามดูจะเทพกัญญาให้

82:27

อยู่ปฏิบัตินวดฟั้นอย่างเพียงพอ

82:31

มิให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องตลอดจึงการฟ้อน

82:34

รำขับร้องและดนตรี

82:37

เพื่อขับกล่องให้รืมรมแล้วตนเองก็ไปหานาง

82:41

อโนชาผู้เป็นภรรญาแล้วก็เรียกบุตรธิดา

82:46

เข้ามาพร้อมกัน

82:50

เมื่อในทุกคนในบ้านของธุรบัณฑิต

82:54

คือคนในบ้านของบัณฑิตย่อมเต็มไปด้วยความ

82:57

เศร้าใจ

83:00

ให้เมื่อเข้าให้เข้ามาประชุมพร้อมกันต่อ

83:03

หน้าบิดาด้วยใบหน้าอันอันองไปด้วยน้ำตา

83:07

แม้ธุระบัณฑิตเองก็ทนฝืนซะอื้นไม่ได้สวม

83:12

กอดบุตรทินดาด้วยความอะไรเป็นอย่างยิ่ง

83:16

เพื่อตั้งสติเมื่อได้ตั้งเมื่อตั้งสติได้

83:20

แล้วจึงกล่าวว่าพระราชาและพระราชทาน

83:24

ตัวเราแก่มานพผู้ชนะสิกา

83:27

เพราะการแพ้พนันเราจะมีโอกาสอยู่ในบ้าน

83:31

นี้อีกเพียง 3 วันเท่านั้น

83:36

เป็นอันว่า

83:38

จะสั่งเสียต่อกันไปก็ไม่ไหวบรรดาญาติโยม

83:42

พุทธบริษัท

83:44

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าเวลาหมดพอดี

83:47

เรื่องนี้น่าฟังนะน่าฟังจึงไม่มีการแทรก

83:52

ไม่มีการแซงอะไรมากแต่วันนี้เวลาหมดแล้ว

83:55

ที่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายฉะนั้นก็

83:58

จำเป็นจำใจต้องต้องจากกันก่อนขอบรรดาสาวก

84:02

ขององค์สมเด็จพระชินวร

84:04

ผู้มีความใคร่ในธรรมได้โปรดยับยั้งชั่งใจ

84:08

ไว้ฟังวันหน้าต่อไปสำหรับวันนี้ลาก่อนของ

84:12

ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูผลจงมี

84:17

แด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุก

84:20

ท่านท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

84:26

สำหรับวันนี้ก็คงจะมาพบกับบรรดาท่าน

84:29

พุทธบริษัท

84:32

ในเรื่องของ

84:35

อ่าวิธุรบัณฑิตต่อไป

84:38

แต่ถ้าว่าวันนี้อาตมาจะต้องขออภัยบรรดา

84:42

ญาติโยมพุทธบริษัทสักนิดนึง

84:45

เพราะว่าการที่พูดมาในวันก่อน

84:50

มันเป็นการเร่งรัดจริงๆเพราะว่าเทปบันทึก

84:54

เสียงขาดมาเป็นเดือนๆ

84:57

การเร่งรัดก็รู้สึกว่าจะเหนื่อยๆการใช้

85:03

สมองก็ไม่ทันกับเวลา

85:07

สำหรับเรื่องของท่านวิธุรบัณฑิตนี้มีตอน

85:10

หนึ่งจัดว่าเป็นตอนสำคัญ

85:13

คือเมื่อวันก่อนที่ผ่านมาแล้วก็รู้สึกว่า

85:18

วันนั้นมันเป็นวันที่เรียกว่าอ่านกันตาม

85:22

หนังสือจริงๆ

85:24

ไม่มีการวินิจฉัยแต่ว่าเรื่องที่จะ

85:27

วินิจฉัยก็เห็นว่าไม่ควรวินิจฉัยเหมือน

85:30

กัน

85:32

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าของท่านดีอยู่

85:35

แล้ว

85:37

ถ้ามีอะไรไปต่อเติมเข้าบางทีอาจจะเป็นการ

85:41

ทำลายความดีคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ

85:44

สัมมาสัมพุทธเจ้าเรา

85:48

แต่สำหรับวันนี้ขอย้อนต้นอีกนิดนึง

85:52

ที่ตรงที่ว่าเมื่อท่าน

85:56

พระเอ่อพระราชา

85:59

โกรยะ

86:01

ขอต่อท้ายเลยนะเมื่อพระราชาท่านโกรยะ

86:07

ตอนต้นตอนที่ปุณคยักค

86:11

จะต้องการท่านวิธุรบัณฑิต

86:15

ซึ่งท่านให้สัญญากับวิทุรบัณฑิตว่าการแพ้

86:19

คราวนี้

86:21

หรือว่าถ้าหากว่าพนันสกาแพ้

86:25

จะต้องการอะไรท่านก็ให้เว้นไว้แต่ 1 พระ

86:29

องค์ท่าน 2 พระมเหสีแล้วก็3กฉัตร

86:36

ครั้นเมื่อท่านแพ้เข้าจริงๆก็ปรากฏว่า

86:42

มีทั่วปุณนก็ยักษ์ต้องการท่านวิธุรบัณฑิต

86:47

พอบอกว่าต้องการวิธุรบัณฑิตท่านก็ใจหาย

86:52

ท่านจึงได้บอกแก่คุณคว่าวิทูรบัณฑิตเนี่ย

86:56

เหมือนกับตัวของฉัน

86:59

แล้วก็เหมือนกับคนของท้องประเทศทั้ง

87:01

ประเทศทั้งนี้เพราะว่าท่านเป็นแก้วประณี

87:04

แก้วมณีอันสดใส

87:07

ทำจิตใจคนให้เบิกบาน

87:12

ต่อมา

87:14

เนี่การที่แสดงออกแบบนี้ก็แสดงว่าท่านมี

87:18

ความกตัญญูรู้คุณแก่วิธุรบัณฑิตที่มีเป็น

87:23

ผู้ทรงธรรมแล้วก็สอนธรรมบุคคลให้มีความ

87:27

สุข

87:29

จะหาว่าท่านเป็นคนปรับสัตว์เตบัดสัตว์

87:33

หมายความว่าเป็นคนกลับกรอกก็ยากอยู่

87:38

เพราะว่าวิทธุรบัณฑิตเป็นหัวใจของคนทั้ง

87:41

ประเทศก็เป็นความหวังดี

87:44

แต่ว่ามาตอนที่ปุณกยักค์ถามวิธุรบัณฑิต

87:49

ว่าท่านเป็นเพื่อนหรือท่านเป็นทาสหรือ

87:51

ท่านเป็นมิตรที่ดีของพระราชา

87:56

ท่านวิธุรบัณฑิตก็บอกว่าเราเป็นทาสโดย

87:59

กำเนิด

88:02

ทั้งนี้ถ้าฟังไปแล้วก็รู้สึกว่าทั้ง 2

88:05

ท่านเนี่ยมีเจตนาดีทั้ง 2 ฝ่าย

88:10

แต่ว่าฝ่ายแรกจะพูดกลับกรอกจากความเป็น

88:13

จริงไปบ้างแต่ก็เป็นการหวังดี

88:17

ประการหนึ่งมุ่งในธรรมปรารถนาอย่า

88:21

สงเคราะห์ให้บุคคลอื่นทั้งหมดมีความสุข

88:24

ด้วย

88:26

เป็นอันว่าถึงแม้ว่าท่านจะพลาดสัจจะไปนิด

88:29

นึงแต่ก็ด้วยการหวังในธรรม

88:35

นักธรรมนี่เ้าปฏิบัติกันอย่างนี้บรรดา

88:38

ญาติโยมพุทธบริษัท

88:41

คติติของนักปฏิบัติในธรรมเขาถือว่า 1 เรา

88:45

จะยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ

88:51

แล้วก็ถ้าจำเป็นเราจะยอมเสียอวัยวะเพื่อ

88:56

รักษาชีวิต

88:59

ถ้ามีความจิตจำเป็นจริงๆเราก็จะยอมเสีย

89:02

ชีวิตเพื่อรักษาธรรม

89:06

ฉะนั้นพระเจ้าโกรยะท่านพยายามยอมเสียทุก

89:10

จังแม้ศักดิ์ศรี

89:13

แต่เพื่อรักษาวิธุรบัณฑิตไว้เพราะว่า

89:16

วิธุรบัณฑิตเป็นผู้ทรงธรรม

89:20

คนในประเทศนั้นจะมีความสุขก็เพราะว่าท่าน

89:23

วิธุรบัณฑิตนี่แหละบรรดาญาติโยม

89:26

พุทธบริษัท

89:29

เห็นน้ำพระทัยของท่านยอมเสียเพื่อคนดี

89:35

เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ไพศาล

89:39

นี่ถ้าเราจะย้อนกันไปอีกนิดนึงแล้วก็ต้อง

89:42

เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าตากสิน์มหาราช

89:47

และก็สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

89:51

ทั้ง 2 ท่านนี่ก็ยอมเสียศักดิ์ศรีด้วย

89:54

ประการทั้งปวง

89:56

เป็นอันว่าพระเจ้าตากสินยอมเสียศักดิ์ศรี

90:00

ในอันดับแรกที่ทำตนเหมือนคนบ้า

90:05

แล้วก็ยอมเสียศักดิ์ศรีคือยอมเสียยศ

90:08

ตำแหน่งคือความเป็นพระราชา

90:13

สำหรับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ยอม

90:16

เสียศักดิศรีในฐานะที่ตนต้องมีคนเข้าใจ

90:21

ว่าเป็นขบฏ

90:24

แต่ว่าความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างทำด้วย

90:27

เจตนาดี

90:30

ทั้งนี้ก็เพราะว่าในระหว่างนั้นประเทศไทย

90:33

เราเป็นหนี้เขามาก

90:37

และก็เป็นหนี้พ่อค้าแบบประชาประชาชนเงิน

90:40

ต้นจะไม่มีให้เขาแถมเงินปลายคืนดอกเบี้ย

90:45

เขาก็จะมาเก็บเขาจะเก็บทั้งเงินต้นและ

90:48

เงินปลาย

90:50

แต่เงินที่มีอยู่ถ้าให้ไปก็หมายความว่า

90:54

ไทยเราทั้งชาติจะไม่มีเงินใช้

90:58

ข้าราชการทั้งหมดพระเจ้าตากสินไม่มีเงิน

91:01

จ่าย

91:03

จะต้องทำยังไงก็ต้องเป็นว่าต้องทำเป็นแบบ

91:07

เปลี่ยนแผ่นดิน

91:10

ถ้าจะเปลี่ยนแผ่นดินคือเปลี่ยนพระเจ้า

91:12

แผ่นดินเฉยๆ

91:15

เขาจะเชื่อได้ยังไงเขาก็ถือว่ายังมี

91:17

สิทธิ์ในการทวง

91:20

การเป็นหนี้พระเจ้าตักสินเป็นหนี้เป็นผู้

91:23

เซ็นสัญญา

91:25

ฉะนั้นก็ต้องตัดสินพระทัยยอม

91:29

ยอมเสียชื่อยอมเสียตำแหน่งพระราชา

91:34

แกล้งทำเป็นบ้า

91:37

แล้วก็ให้พระเจ้าเอพระพุทธสมเด็จพุทยอด

91:40

ฟ้าจับ

91:42

จับแล้วก็สั่งประหารชีวิต

91:45

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าในตอนแรกท่านไม่ยอม

91:48

ปฏิบัติตาม

91:50

ว่าเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีแต่ถ้าว่าพอ

91:53

ทราบเนื้อแท้ความจริงเก็เรียกว่าจำใจ

91:56

จำเป็นจำจะต้องทำ

92:00

และเป็นการตกลงกันในการคราวนั้นว่าการไป

92:04

ตีเขมรคราวนั้นให้เอาพระราชโอรสของพระ

92:07

เจ้าตัดสินไปด้วยถ้าตีได้ก็ให้ลูกชายท่าน

92:12

ครองอยู่ที่นั่น

92:14

นโยบายทั้งหมดนี้ทำเพื่อชาติเป็นนักเสีย

92:18

สละ

92:19

แต่ว่าเนื้อแท้จริงๆการที่พระเจ้าตัดสิน

92:24

ต้องถูกปลงพระชนม์

92:27

ตอนนี้ในเมื่อเบื้องต้นมันเป็นนโยบายตอน

92:30

หลังก็เป็นนโยบายเหมือนกันภายหลังจึงมา

92:34

ทราบกันว่าพระเจ้าตากศิลมหาราชไม่ได้ทรง

92:38

สิ้นพระชนม์แต่ว่ากลับเป็นนักบวชที่ทรง

92:43

ธรรมจำศิลอยู่แห่งหนึ่งในเขต

92:47

นครศรีธรรมราช

92:48

นี่แะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

92:52

คนไทยเราที่ดี

92:55

แต่ว่าต้องเสียชื่อเสียงยอมเสียศักดิ์ศรี

92:59

เพื่อชาติและปวงชนชาวไทยมีมาแล้ว

93:04

ตอนนี้เราก็ไปมองข้าพเจ้าก็รัพพยะก็

93:07

วิทูรบัณฑิตบ้างพระเจ้าโกรัพพยะก็ยอมเสีย

93:12

ชื่อเพื่อหวังจะได้ป้องกันวิธุรบัณฑิตไว้

93:17

แต่ว่าท่านวิธุรบัณฑิตก็ดีเหลือใจเป็นผู้

93:22

ทรงธรรมจริงๆทั้งๆที่รู้ว่าตัวจะต้องจาก

93:26

ลูกจากเมียจากประเทศชาติจากพระราชาอัน

93:31

เป็นที่รักแต่ก็เพื่อรักษาสัจวาจา

93:35

จึงได้บอกความจริงกับวิธุระอ่ากับปุนก็

93:39

ยักว่าเราเป็นทาส

93:42

ถึงแม้ว่าพระราชาจะคิดยังไงก็จำยอมเพื่อ

93:45

รักษาธรรม

93:48

ตอนนี้ท่านเป็นคติดีก่อนที่เมื่อพระเ่อ

93:53

พระเมื่อวิธุรบัณฑิตจะต้องไปกับปุณคยักค

93:59

พระราชาจะได้ขอความเมตตาจะวิธุระปุนยักษ์

94:05

ว่าไหนๆท่านบัณฑิตจะต้องไปกับท่านแล้ว

94:09

จึงได้ถามความจึงได้ถามการปฏิบัติเพื่อ

94:14

ฆราวาสคือฟังธรรมะเป็นครั้งสุดท้าย

94:19

ในเรื่องฆราวาสผู้ครองเรือนจะต้องปฏิบัติ

94:21

ยังไงอาตมาเห็นว่าเรื่องนี้มีความดีมาก

94:27

แล้วก็ถ้าจะถามอาตมาเองอาตมาเองก็ไม่มี

94:31

ความสามารถจะอธิบายได้อย่าง

94:35

จึงขอย้อนถอยหลังในครั้งหนึ่งเพื่อการฟัง

94:38

ก็เพื่อหวังการประโยชน์

94:41

แล้วประการที่ 2 การพูดให้บรรดาญาติโยม

94:44

พุทธบริษัทฟังก็ไม่ได้หวังชื่อเสียง

94:48

ไม่ได้หวังผลประโยชน์ในการเงินการทอง

94:52

ต้องการให้บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ทราบชัด

94:56

ว่าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาค

95:00

คือพระพุทธเจ้าของเราทรงอุบัติมาในโลก

95:04

เพื่อต้องการความสุขแก่ปวงชนชาวโลกทั้ง

95:08

หมด

95:10

สมเด็จพระบรมสุคตไม่ได้มุ่งเฉพาะบุคคลใด

95:14

บุคคลหนึ่ง

95:17

ต่อนี้ไปก็ขอนำมาเรื่องราวของความเป็น

95:20

ฆราวาส

95:22

ที่ท่านวิธุรบัณฑิตหรือว่าองค์สมเด็จพระ

95:25

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นธุรบัณฑิตใน

95:29

ชาตินั้น

95:31

เป็นอันว่าเมื่อพระราชาทรงถาม

95:35

ว่าขอท่านจงแสดงแก่เราในเมในเรื่องวาส

95:41

ครองเรียนทำยังไงมันจึงจะต้องเป็นมันจึง

95:44

จะเป็นความสุข

95:47

ฟังท่านอีกครั้งหนึ่งในญาติโยมพุทธบริษัท

95:51

ท่านวิทิธุรบัณฑิต

95:53

จึงได้กราบทูลว่า

95:56

ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์อยู่ครองเรือน

96:02

จะต้องประพฤติอย่างไรจึงจะปลดโปร่ง

96:06

จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดี

96:10

เว้นจากความเบียดเบียน

96:13

มีคำสัตย์เวลาละจะจโลกนี้ไปแล้วจะได้ไม่

96:18

เศร้าโศก

96:21

ท่านมีธุรบัณฑิตว่าผู้ครองเรียน

96:25

ไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรญา

96:31

ตอนนี้ต้องคิดนะ

96:33

คำว่าหญิงสาธารณะนี่หมายความว่าเป็นผู้

96:37

ขายตัว

96:41

ท่านบอกว่าคนขายตัวประเภทนี้ไม่ควรจะเอา

96:45

มาเป็นภรรญา

96:47

แต่ว่าความหมายนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

96:51

เป็นฆราวาสย่อมรู้

96:54

ว่าจะมีดีหรือไม่มีเป็นประการใด

96:58

สำหรับอาตมาเป็นพระก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือน

97:01

กันเรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านเพราะความ

97:05

เป็นฆราวาสนี่พระรู้ได้ยาก

97:08

แล้วต่อไปถึงกล่าวว่าไม่ควรบริโภคอาหาร

97:12

ที่มีรสอร่อยแต่ผู้เดียว

97:17

จุดนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่

97:20

คือว่าการบริโภคอาหารที่มีรสอร่อยแต่ผู้

97:23

เดียวเนี่ยคนอื่นเขาจะมองไปในแง่ร้ายไว้

97:27

ว่าเราเป็นผู้มักมากในรสอาหารอย่างหนึ่ง

97:31

และอีกประการหนึ่งถ้าเรากินอร่อยคนเดียว

97:36

มันก็ไม่เป็นสุขเพราะเป็นที่รังเกียจพวก

97:38

ที่ร่วมกินด้วยกัน

97:41

ตามพระบาลีบทหนึ่งที่มีอยู่ว่าเนกา

97:45

สีลวเตสุขัง

97:48

การกินคนเดียวไม่มีความสุขถ้าเรามีอะไร

97:53

กินแบ่งคนนั้นบ้างแบ่งคนนี้บ้างถึงแม้ว่า

97:56

มันจะไม่พอแก่การบริโภคให้อิ่ม

98:00

แต่ก็เป็นการได้กำลังใจของบุคคลที่เรา

98:03

แบ่งให้เป็นการสร้างความรักและการสร้าง

98:07

ความสามัคคีความเป็นอยู่มันก็เป็นสุขอีก

98:12

จุดหนึ่งที่บอกว่ารักษาศีล

98:16

และประพฤติตามทำนองครองธรรม

98:21

ศีลนี่เป็นปัจจัยของความสุขของคนทุกคน

98:26

หรือว่าคนทุกคน 1 ไม่ต้องการให้ใครมา

98:29

ทำลายชีวิตของเรา 2 ไม่ต้องการให้ใครมา

98:33

รักมาขโมยื้อแย่งทรัพย์สินของเรา 3 เรา

98:37

ไม่ต้องการให้ใครมาแย่งคนรักของเรา

98:42

และข้อ 4 เราไม่ต้องการฟังคำเท็จข้อ 5

98:46

เราไม่ต้องการบ้า

98:49

ในเมื่อเราไม่ต้องการอย่างนั้นคนอื่นเขา

98:52

ก็ไม่ต้องการอย่างนั้นในเมื่อต่างคนต่าง

98:56

ไม่ทำลายชีวิตซึ่งกันและกันไม่ประพฤษร้าย

99:00

ซึ่งกันและกัน

99:02

ไม่รักไม่ขโมยไม่คดโกงกันไม่แย่งคนรักกัน

99:07

พูดแต่ความจริงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

99:12

คนประเภทนี้อยู่ที่ไหนก็มีความสุขที่นั้น

99:17

และการต่อไปท่านบอกว่าจงประพฤติตามทำนอง

99:21

ครองธรรมประพฤติตามทำนองครองธรรมนี่ถ้า

99:25

หักวาทก็ควรจะเป็นสังฆหัตโท 4

99:31

คือ 1 ทางการให้มีการสงเคราะห์ยื่นโยนกัน

99:35

ด้วยปัจจัยคืออมิตได้กับสิ่งของ

99:39

เค้าขาดเราให้เราขาดเขาให้ใจมันก็เป็นสุข

99:45

รายการที่ 2 ปิาจาเวลาที่จะคุยกันก็คุย

99:50

กันด้วยวาจาไพเราะเพราะวาจาใดที่เป็น

99:54

เครื่องสะเทือนใจคนอื่นเราไม่กล่าว

99:58

อันนี้ก็เป็นปัจจัยให้สร้างความรักความ

100:01

สามัคคี

100:03

และการที่ 3 อัถจริยา

100:06

ช่วยทำการงานกันทุกอย่างถ้าไม่เกินความ

100:10

สามารถของเรา

100:12

4 สมานัตตาเราไม่ถือตัวเกินไป

100:17

ในอย่างนี้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติตามทำนอง

100:20

ครองกองธรรมของฆราวาสซึ่งก็เป็นของทำง่าย

100:24

ๆเป็นการรักษากำลังใจซึ่งเป็นกันนี่การ

100:28

เป็นฆราวาสก็เป็นเหตุให้ทรงความสุข

100:33

ในข้อต่อไปท่านบอกว่ารักษาวงตระกูลไว้ให้

100:37

วัฒนาถาวร

100:40

คำว่ารักษาวงตระกูลให้วัฒนาวัฒนานี่แปล

100:44

ว่าเจริญถาวรแปลว่ามั่นคงก็หมายความว่าจง

100:48

รักษากันไว้ด้วยความสามัคคีมีคติคือ

100:53

สังคหัตถุมีศีลมีทาน

100:57

แล้วก็มีพรหมวิหาร 4 ประจำใจ

101:02

พรหมวิหาร 4 ก็ได้ 1 เมตตาต่างคนต่างรัก

101:06

กัน

101:08

2 กรุณากรุณาต่างคนต่างสงสารกันเกื้อกูล

101:13

กัน 4 มุทธุาต่างคนต่างไม่อิจฉาริษยาซึ่ง

101:18

กันและกันแล้วก็ 5 อุเบกขาถ้ากรณีใดๆไม่

101:23

เกิดขึ้นความโกรธจะมีขึ้นการเพี่ยงพร้ำ

101:28

ของพวกเดียวกันจะมีขึ้นวางเฉยไว้ก่อนอย่า

101:31

เพิ่งเอาโทษ

101:33

เอาไว้มาพูดกันเมื่อเวลาหายโกรธจะมี

101:37

ประโยชน์ในความสามัคคีสร้างความเป็นสุข

101:41

กายสุขใจให้เกิดขึ้น

101:45

ข้อต่อไปกล่าวว่าไม่ประมาทในกิจการทุก

101:48

อย่าง

101:50

คำว่าไม่ประมาทนี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ

101:54

ทรงสรรเสริญมาก

101:56

เพราะความประมาทเป็นทางของความตาย

102:00

คำว่าไม่เป็นไรในการครองชีพ

102:05

คำว่าไม่เป็นไรในการระมัดระวังรักษา

102:08

ทรัพย์สิน

102:10

คำว่าไม่เป็นไรในการประสานความสามัคคีจง

102:14

ยามมีขึ้นจงคิดไว้เสมอว่าถ้าความประมาท

102:19

พลาดพลั้งมีเมื่อไหร่ไม่ระมัดระวังความดี

102:23

ไว้ความชั่วมันจะปรากฏนั่นมันจะมีผลเป็น

102:27

ทุกข์

102:30

ท่านบอกว่าไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมี

102:33

เหตุมีผลเป็นไปตามความยุติธรรม

102:37

หนังสือธรรมนึถือธรรมเป็นใหญ่แล้วก็ต่อไป

102:41

ท่านบอกว่าไม่แข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่แหม

102:46

ตัวนี้เบรรดาญาติญาติโยมพุทธบริษัท

102:50

มันเป็นเสน่ห์มหาศาลอัปจายกรรม

102:55

ทำเป็นเครื่องอ่อนน้อมเป็นการสร้างความ

102:58

เป็นมิตรเป็นการสร้างเมตตาบางท่านที่หา

103:03

ได้กรุฎเมตตาหาคาถาเมตตาหาแป้งเมตตา

103:09

แล้วหาอะไรต่ออะไรเมตตาใช้วิชาความรู้

103:13

สร้างความเมตตา

103:16

เป่าคาถาคมมันประโยชน์น้อย

103:21

หรืออาจจะไม่มีเลยถ้าหากว่าท่านเป็นคน

103:23

แข็งกระด้าง

103:25

แต่ว่าท่านเป็นคนอ่อนโยนมีความเคารพนบนอบ

103:29

ให้การเคารพต่อผู้ใหญ่ไม่แข็งกระด้างหาก

103:33

ว่าผู้ใหญ่จะพลาดพลั้งไปบ้างเราก็ไม่ดึง

103:37

ดันถือว่าเราวิเศษกว่า

103:40

บางทีเราท่านสั่งอะไรมาถ้าบังเอิญ

103:45

เป็นการบังเอิญอื่นที่การสั่งของท่าน

103:48

พลั้งพลาดจากความเป็นจริง

103:51

ตอนนี้เราจะใช้ยังไง

103:54

ถ้าปฏิบัติตามไปเราก็พัง

103:57

ถ้าไม่ทำตามท่านถือว่าเป็นการขัดคำสั่ง

104:01

อันตรายมันก็จะเกิดก็ต้องใช้วิธีโบราณ

104:07

โบราณท่านบอกว่ามีนายทหารท่านหนึ่ง

104:12

ท่านแม่ทัพสั่งให้ขึ้นกำลังเข้าตีข่าศึก

104:19

ตอนนี้ท่านแม่ทัพท่านอยู่หลังทัพท่านไม่

104:22

ได้เข้าใจเรื่องหน้าทัพไม่เห็นความเป็น

104:24

จริง

104:26

ข้าศึกมีกำลังเข้มแข็งมาก

104:30

แต่คลื่นกำลังเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับแมลง

104:33

เม่าจะเข้ากองไฟ

104:36

ตอนนี้ทำยังไงท่านายทหารผู้นั้นถ้าจะคัด

104:39

ค้านก็เป็นการแข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่

104:43

ท่านจึงเล่าความเป็นมาของข้าศึกให้ท่าน

104:48

ไม่ทับทราบ

104:50

แล้วก็ท่านก็หารือด้วยปัญญาของท่านว่าทำ

104:55

อย่างนี้จะดีไม่ก็รับทำอย่างนั้นจะดีไม่

104:59

รับในที่สุดท่านแม่ทัพเห็นชอบด้วยสั่งตาม

105:04

นั้น

105:06

เมื่อท่านรับคำสั่งออกไปแล้วแทนที่ท่านจะ

105:09

ไปประกาศกับทหารว่าท่านไม่ทัพสั่งการ

105:13

พลั้งราชเนื้อแท้จริงๆนะไอ้ที่จะทำอย่าง

105:18

นี้ที่เราได้เปรียบกับข้าศึกเป็นเรื่อง

105:20

ของฉันท่านไม่ได้พูดอย่างงั้น

105:23

ท่านกล่าวแก่ทหารทั้งปวงว่าอันนี้เป็น

105:26

ความเห็นของท่านไม่ทัพเป็นมันสมองของท่าน

105:31

แม่ทัพ

105:33

ว่าเป็นเรียกว่าเป็นปัญญาที่เฉลยเชลของ

105:36

ท่านแม่ทัพพวกเราจึงจะชนะข้าศึกถึงแม้ว่า

105:41

เราจะมีกำลังน้อยแต่ถ้าหากว่าแม่ทัพมี

105:44

ความเข้มแข็ง

105:46

มีความละเอียดอ่อนในด้านความคิด

105:50

และก็มีความฉลาดในปฏิพาณปัญญาอย่างนี้พวก

105:54

เราจึงจะปลอดได้จึงได้ปลอดภัย

105:59

นี่เป็นอันว่าเวลาที่ท่านค้านผู้ใหญ่ก็

106:02

ไม่โกรธ

106:04

เมื่อผู้ใหญ่ได้ฟังถ้อยคำที่ท่านไป

106:07

สรรเสริญทั้งๆที่เป็นความคิดของท่านเอง

106:11

ผู้ใหญ่ก็ทราบว่าความคิดนี้เป็นความคิด

106:14

ของผู้น้อยแต่ในเมื่อได้รับฟังคำความคิด

106:18

ของผู้น้อยไปแพร่หลายอย่างนั้นผู้ใหญ่ก็

106:21

ดีใจ

106:23

นี่การที่ทำตนเป็นคนไม่แข็งกระด้างแต่ผู้

106:27

ใหญ่เนี่ยประโยชน์มันเป็นอย่างนี้อีกตอน

106:30

หนึ่งกล่าวว่าไม่เย่อยิงด้วยความทนงตน

106:36

นี่การถือตนว่ามีความรู้มีความสามารถมี

106:40

ความฉลาด

106:42

อันนี้ไม่เป็นของดีเลย

106:46

สู่อปจายตนกรรมคือการถ่อมตนเสมอไม่ได้การ

106:52

ถ่อมตนน่ะถึงว่าเป็นเสน่ห์ใหญ่แต่ว่าเรา

106:55

ไม่ใช่ถ่อมจนเลยไป

106:58

ก็มีโอกาสใช้ความคิดความอ่านให้มันเป็น

107:01

ประโยชน์

107:03

ก็เหมือนกับข้อแรกนั่นแหละจะใช้วิธีการ

107:06

อย่างไรก็ใช้ด้วยวิธีการลำบุญละม่อม

107:10

จะสร้างกำลังใจของบุคคลผู้พบเห็นให้เกิด

107:13

ความรัก

107:17

นี้ท่านพูดต่อไปอีกว่าประกอบแต่กิจที่

107:20

เป็นสุจริตธรรม

107:22

คือความจริงเป็นสัจจะอันหนึ่งที่ทรงความ

107:26

สุขให้แก่คนทุกคน

107:29

เพราะว่าพระบาลีมีว่านัถิโลเกีลโหนามะ

107:33

ความลับไม่มีในโลก

107:36

ในเมื่อโลกมันไม่มีความลับเราไปทำทุจริต

107:39

ไว้ที่ไหนไม่ช้าเขาก็จับได้งั้น

107:43

การปฏิบัติกิจการสุจริตคือความบริสุทธิ์

107:46

ใจตรงไปตรงมาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข

107:52

น่าคิด

107:54

ท่านพูดอีกตอนหนึ่งว่าวาจาแต่ละถ้อยคำ

107:59

ที่น่าฟังก่อให้เกิดไมตรี

108:03

นี่ท่านที่ท่านบอกว่า

108:06

วาจาเนี่ยเป็นอาวุธที่มีความสำคัญมาก

108:12

การจะพูดอะไรออกไปนี่ต้องคิดก่อน

108:16

อย่าใช้วาจาให้เป็นเครื่องกระทบกระเทือน

108:19

ใจตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงกล่าวว่า 1

108:24

เราไม่พูดปด

108:27

พูดปลดเป็นวาจาที่ทุกคนไม่ชอบ

108:31

2 อย่าพูดคำหยาบ

108:34

พูดคำหยาบก็เป็นวาจาที่คนอื่นไม่ชอบ

108:37

เหมือนกัน 3 อย่าใช้วาจาส่อเสียดยุแยงให้

108:43

เค้าแตกร้าวซึ่งกันและกันนี่มันจะมีผล

108:46

ร้ายมาถึงเรา

108:49

แล้วก็ 4 วาจาเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์

108:53

เราไม่พูด

108:55

เป็นอันว่าวาจาเนี่ยเป็นของดีต้องระมัด

108:59

ระวังถ้าพูดพลาดไปคำเดียวประโยชน์ใหญ่อาจ

109:03

จะพ้นไปจากเราก็ได้หรือมิฉะนั้นชีชีวิต

109:07

ของเราอาจจะตายก็ได้

109:11

ในข้อต่อไปถึงกล่าวว่าสงเคราะห์ญาติมิตร

109:14

ตามสมตามสมควร

109:19

หมายความว่าญาติก็ดีมิตรก็ดีถ้าเค้าขาดไฟ

109:24

เราก็ให้ไฟขาดน้ำเราก็ให้น้ำแล้วขาดอะไร

109:29

เราก็ให้สิ่งนั้นตามความเหมาะสมคำว่าตาม

109:33

สมควรนะไม่ใช่ทุ่มเทเกินไป

109:37

ถ้าว่าเขานำเอาไปกินดื่มสุราเมรเล่นกา

109:41

พนันนี่เราไม่ควรให้

109:44

คือไปใช้อีรุยช่วยแฉกติดผู้หญิงหากินนอก

109:47

บ้านอันนี้ไม่ควรให้แต่ว่าถ้าเราจะให้การ

109:52

สงเคราะห์เขาหิวเราให้บรรเทาความหิว

109:57

เขาเดือดร้อนให้บรรเทาการเดือดร้อนอันนี้

109:59

เป็นการสมควรนี้ก็ตนเป็นตัวเสน่ห์มี

110:02

ฆราวาสน่าจะทำกัน

110:05

อาตมาคิดว่าไม่ใช่ใช่แต่ฆราวาสหรอกแม้แต่

110:08

พระก็ควรจะทำ

110:11

เพราะว่าพระที่บวชมาจากฆราวาสเนี่ยไม่แน่

110:14

นักว่าจิตใจท่านจะเป็นพระ 100%

110:19

ดีไม่ดีท่านก็คัดค้านคำสอนขององค์สมเด็จ

110:22

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

110:24

แต่หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

110:28

คงจะเข้าใจว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์

110:32

สมเด็จพระจอมไตร

110:35

สอนเลิศหลอกลอยไปจนเกินความสุขปัจจุบัน

110:39

ท่านสอนมีเหตุมีผลสอนคนให้มีความสุขในการ

110:45

ครองเรือนด้วยสอนคนให้มีความสุขในการทรง

110:50

ตัวเพื่อธรรมะเพื่อเกิดในภพต่างๆที่มี

110:54

ความสุขเช่นสวรรค์พรหมโลกและนิพพาน

110:59

นี่จะเห็นว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระ

111:01

วิชิตมานน่ะไม่ใช่เกินวิสัยที่คนทั้งหลาย

111:04

จะพึงปฏิบัติได้

111:07

ว่ากันในข้อต่อไปท่านบอกว่าให้ความช่วย

111:11

เหลือทั้งทางการงานและการเงินเท่าที่จะ

111:16

ช่วยเหลือได้โดยไม่ดูอันนี้ไม่ต้องอธิบาย

111:22

และก็สมคบกับผู้มีศีล

111:26

เป็นผู้มีความทรงจำดีในด้านของธรรมะและ

111:31

ปฏิบัติบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิจิตจะเป็น

111:35

ความสุข

111:37

บรรดาท่านพุทธบริษัทตอนนี้ก็คงจะไม่ต้อง

111:40

อธิบายมากผู้มีศีลคือคนดี

111:45

ผู้สูตรไม่ทรงจำมาได้ดีอย่างทรงจำพระ

111:49

ไตรปิฎก

111:51

นี่เรื่องนี้ก็อยู่ในพระไตรปิฎกไม่ใช่มา

111:54

ค้านพระพุทธเจ้าว่าเทวดาไม่มีผีไม่มีอะไร

111:58

พวกเนี้ยแล้วก็การเ่อปฏิบัติเพื่อท่อง

112:03

เที่ยวนรกสวรรค์ไม่มีมีพระพุทธเจ้าท่าน

112:06

สอนไว้นะมี

112:10

แล้วบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิจ

112:14

กิจที่เราไม่เกินความสามารถ

112:17

เอาล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท

112:20

วันนี้มาย้อนวิจารณ์กันในคำแนะนำในด้าน

112:23

ฆราวาสของท่านพิธุรบัณฑิตก็ยังไม่หมด

112:28

แต่ว่าเวลามันหมดแต่ต้องขอลาบรรดาท่าน

112:31

พุทธบริษัทไปก่อนขอความสุขสวัสดิ์

112:35

พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่าน

112:40

พุทธศาสนิกชน

112:41

ผู้รับฟัง

112:44

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

112:49

สำหรับวันนี้ก็ขอเก็บตกเรื่องวิทบัณฑิต

112:54

ต่อไป

112:56

หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายคง

113:01

จะยังไม่เบื่อ

113:04

ว่าวันก่อนได้พูดรูดมหาราชแต่ความจริงมัน

113:08

เหนื่อยจัดบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

113:13

นี้เพราะว่าร่างกายมันแก่เกินไปอันนี้งวด

113:18

ที่แล้วมาก็เก็บตกแต่เก็บไม่หมด

113:23

วันนี้ก็ขอเก็บต่อ

113:27

ว่าตอนหนึ่งที่ท่านวิธุรบัณฑิต

113:30

ได้กราบทูลพระเจ้าโกรยะ

113:35

ว่าผู้ครองเรือนถ้าปฏิบัติได้ดังนี้

113:40

จะได้ชื่อว่าเป็นผู้โปรดโปร่ง

113:44

เป็นผู้มีการสงเคราะห์ดี

113:48

ไม่มีการเบียดเบียนมีคำสัตย์และก็ไปต้อง

113:53

เศร้าโสดใหม่ภายหน้า

113:57

เป็นอันว่าถ้อยคำที่กล่าวไว้ในวันก่อน

114:01

ท่านมีธุระพระบัณฑิตท่านมาซ้อมไว้นะท่าน

114:06

มาซ้อมแต่วันนี้จะขอซ้อมอีกสักนิดดีมั้ย

114:11

ซ้อมเพราะว่าถ้อยคำอย่างนี้เราฟังได้ยาก

114:14

ที่ท่านขอซ้อมต้นนี้นึงนะเล่าตลอดว่า

114:18

เมื่อท่านพระเจ้าโกรปยะต้องการธรรมของ

114:24

ฆราวาส

114:26

ว่าปฏิบัติยังไงจึงมีความสุขวันนี้ไม่ไม่

114:31

จอยนะเล่าเรื่องตลอดเป็นว่าท่าน

114:35

วิธุรบัณฑิตก็บอกกราบทูลว่าผู้เป็น

114:38

คฤหัสถ์

114:40

อยู่ครองเรือนจะต้องประพฤติอย่างไรจึงจะ

114:44

ปลอดโปร่ง

114:45

จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดีเว้น

114:49

การเบียดเบียนมีคำสัตว์เวลาจากโลกนี้ไป

114:54

แล้วจะได้ไม่เศร้าโศกนี่เป็นปัญหา

114:58

ที่พระราชาทรงถาม

115:01

ท่านมีธุรกัณฑิตก็บอกว่าผู้ครองเรือนไม่

115:05

ควรคบหญิงสาธารณะมาเป็นภรรญา

115:09

ไม่ควรบริโภคอาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว

115:14

รักษาศีลประพฤติตามทำนองครองธรรมรักษาวง

115:20

ตระกูลไว้ให้วัฒนาถาวร

115:23

ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมีเหตุมีผลเป็น

115:28

ยุติธรรมธรรม

115:30

ไม่แข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่ไม่เย่อยิ่งด้วย

115:34

ความทนงตนประกอบแต่กิจที่เป็นพุจเป็น

115:39

สุจริตธรรมพูดแต่ถ้อยคำที่น่าฟังก่อให้

115:44

เกิดไมตรี

115:46

สงเคราะห์ญาติมิตรตามสมควรให้ความช่วย

115:50

เหลือในทางการงานและการเงินที่ถ้าจะช่วย

115:55

ได้ไม่ดูดายสมาสมาคมกับผู้มีศีลเป็น

116:00

พหุสูตรคือทรงจำดี

116:03

และปฏิบัติบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิ

116:09

ผู้ครองเดือนปฏิบัติได้อย่างนี้จะได้ชื่อ

116:12

ว่าเป็นผู้ปลอดโปร่งเป็นผู้มีการ

116:16

สงเคราะห์ดีไม่มีการเบียดเบียนมีคำสัตว์

116:21

และไม่ต้องเศร้าโศกในภายหน้านี่ขอย้อนนะ

116:27

เว้นว่าตอนนี้มาย้อนกันถึง 3 วาระ

116:32

เพราะอะไรเพราะว่าเป็นพระพุทธพจน์บทพระ

116:35

บาลี

116:37

ที่องค์สมเด็จพระชินสีบรมศาสดา

116:40

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์

116:43

อาตมาเห็นว่าอาตมาเองก็ไม่มีปัญญาอธิบาย

116:47

แบบนี้เมื่อมาจดเจอะจุดนี้เข้าก็ดีใจคิด

116:54

ว่าได้มีโอกาสศึกษาไปพร้อมๆกับบรรดาญาติ

116:58

โยมพุทธบริษัท

117:01

นี่เป็นอันว่าญาติโยมพุทธบริษัทคงจะเข้า

117:04

ใจ

117:06

บางท่านที่คิดว่าอาตมานี่มีความรู้มีความ

117:10

เลิศประเสริฐในการปฏิบัติ

117:13

แต่ความจริงยังไม่ใช่

117:16

เนื้อแท้จริงๆอาตมาคิดว่าอย่างดีที่สุด

117:22

อย่างประเสริฐที่สุดอาตมาคงจะใกล้ๆกับ

117:25

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

117:29

แต่อาจจะมีหลายท่านที่ท่านมีความดียิ่ง

117:32

กว่าอาตมาอาตมาทราบ

117:35

แต่ว่าท่านเป็นฆราวาสเพศของพระก็ห้ามไม่

117:39

แต่ใจนับถือใจมีความเคารพ

117:44

ฉะนั้นวาจาใดที่กล่าวไปในด้านธรรมะของ

117:48

ชาดก

117:50

ถ้าบังเอิญบังเอิญจะไม่ละเอียดไม่เป็นที่

117:53

ถูกใจก็ต้องขออภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

117:57

ที่รับฟัง

118:00

วันนี้ก็เล่าเรื่องต่อไป

118:03

ว่าเมื่อเมื่อท่านธุรบัณฑิตวิธุรบัณฑิต

118:07

แสดงจบลงแล้วก็ลงจากธรรมาสน์ถวายความ

118:12

เคารพกับพระราชานี่ย้อนตอนต้นไปนิดนึงนะ

118:17

ถ้าพระราชาพร้อมไปด้วยพระราชาร้อยเอ็ดก็

118:20

เสด็จกลับพระราชนิเวศ

118:23

ถ้ามีบัณฑิตก็จะกลับมายังเคหยะ

118:30

เกล่าวว่า

118:32

นี่ความจริงตอนนี้วันก่อนกล่าวมาแล้วแต่

118:35

ย้อนหน่อยนึงเพื่อเป็นการประสานกัน

118:39

จึงกล่าวว่าท่านต้องไปกับข้าพเจ้า

118:44

เพราะว่าพระราชาเนี่ยพระราชทานท่านให้แก่

118:47

ข้าพเจ้าแล้ว

118:49

ท่านตกเป็นเจ้าของข้าพเจ้าเราหมายความว่า

118:53

ท่านเนี่ยตกเป็นของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้า

118:56

จะหอบจะหิ้วไปไหนมันก็ได้ไม่ใช่ว่าจะทำ

119:01

อะไรตามใจท่านใด

119:04

เนี่ท่านกล่าวต่อไปว่านี่ข้าพเจ้าเป็นนาย

119:07

ของท่านนะท่านจงปฏิบัติให้เป็นประโยชน์

119:12

แก่นายของตนแเอาเท่านั้นแล้วนายใหม่วิสัย

119:17

ของบัณฑิตที่แท้จริงย่อมทำตนให้เป็น

119:21

ประโยชน์แก่เจ้านายของตนอื

119:25

ปุนกยัก์แปลงเป็นคนเพูดมีคำคมไม่น้อย

119:31

อุณกยักคนี่เป็นใครตอนจบเรื่องจะรู้พระ

119:34

พุทธเจ้าจะชำนชาดกให้ว่าใครมาเกิดเป็น

119:37

อะไร

119:41

เป็นอันนั้นอันว่าท่านวิรุทวิธุรบัณฑิต

119:44

ก็ตอบว่าดูก่อนท่านมานพผู้เจริญ

119:49

ข้อนั้นข้าพเจ้าทราบดีแต่ขอท่านได้โปรด

119:54

พักในเรือนข้าพเจ้าสัก 3 วันก่อน

119:59

ความจริงน่ะข้าพเจ้าได้ทำประโยชน์ให้แก่

120:02

ท่านมากอยู่แล้วเพราะว่าข้าพเจ้าพูดความ

120:06

จริงก็เป็นประโยชน์แก่ท่าน

120:09

โดยที่ไม่เห็นแก่พระราชา

120:13

ทำให้ท่านได้ตัวข้าพเจ้าด้วยความเป็นจริง

120:17

ไม่ใช่โดยอย่างอื่นทานี้ข้อเนี้ยเนี่ยจง

120:20

รู้ให้เถิดว่าข้าพเจ้าน่ะ

120:24

มีคุณแก่ท่านมากแล้วเพราะเหตุว่าเพราะ

120:27

เหตุเช่นนั้นท่านจงยับยั้งไว้ก่อน

120:32

พอที่ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสสอนบุตภัญญา

120:35

ข้าพเจ้าบ้างเพราะการที่จะจากไปเนี่ย

120:40

มันก็ไม่แน่นักว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่

120:43

หรือไม่ได้กลับ

120:45

ฉะนั้นก่อนที่จากไปท่านที่เป็นบุตรเป็น

120:48

ภรรญาควรจะมีความไว้อะไรสั่งเสียกันบ้าง

120:52

ในวาระสุดท้ายของชีวิต

120:56

ท่านปุณกยะได้ฟังแล้วก็เห็นจริงแล้วจึง

120:59

ได้คิดว่าแหม

121:02

ท่านบัณฑิตคนนี้เนี่ยพูดจริงตรงไปตรงมา

121:06

จริงๆเป็นคนที่มีบุญคุณแก่เรามาก

121:12

ถึงแม้หากว่าจะให้เราพักอยู่ก่อนเนี่ยสัก

121:17

7 วัน

121:19

หรือว่าจะให้อยู่สักครึ่งเดือนคือ 15 วัน

121:22

เราก็อยู่เมื่อคิดแล้วจึงกล่าวว่านี่ท่าน

121:28

ตามใจเถนะจะให้เราอยู่แล้วก็อยู่ 3 วัน

121:33

เราก็อยู่ 7 วันเราก็อยู่ 15 วันแล้วก็

121:36

อยู่

121:38

เพื่อความสุขใจของท่านในฐานะที่ท่านเป็น

121:42

คนดี

121:45

ทั้งนี้ก็เผื่อว่าเมื่อท่านได้ไปแล้วอยู่

121:48

ข้างหลังจะได้มีความสุขเนี่คนอยู่ข้าง

121:51

หลังนะเมื่อเขาพูดแล้วก็เข้าพักอยู่ใน

121:54

เรือนของท่านวิธุรบัณฑิตนั่นเอง

121:58

สำหรับท่านมีธุรบัณฑิต

122:01

ก็ได้ให้การต้อนรับแก้ปุญแยคเป็นอย่างดี

122:06

ให้พักในห้องโถงใหญ่อันสง่างามเพียบพร้อม

122:10

ไปด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวง

122:15

แล้วก็มีนางบำเรอร่างงามดุจเทพด้วยกันยา

122:20

ให้อยู่ปฏิบัตินวดฟั้นให้จนเพียงพอ

122:25

ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องตลอดจนกระทั่งการ

122:29

ขับฟ้อนรำขับร้องและมีดนตรี

122:34

เพื่อขับกล่อมให้มีจิตรื่นรมด้วยแล้วตน

122:38

เองก็ไปหานางอโนชาผู้เป็นภรรญา

122:42

แล้วจึงได้บอกจึงได้เรียกให้บุตรธิดามา

122:45

พร้อมกัน

122:48

แหมดูท่านทำนะนี่ความเป็นบัณฑิตของท่าน

122:52

น่ะเป็นบัณฑิตจริงๆ

122:55

เอบัณฑิตอย่างมโหสถนี่ท่านไม่ได้แตะคน

122:59

อื่นเลย

123:01

ไม่ได้กล้าวร้าวคนอื่นเลยถ้าไม่ได้ค้าน

123:04

ความจริงสักอย่างให้น่าฟังแล้วก็น่าคบ

123:07

แล้วก็น่าคิดแล้วก็น่าปฏิบัติตาม

123:12

เป็นอันว่าเมื่อทุกคนในบ้านของท่านมี

123:14

ธุรบัณฑิต

123:17

ทราบเรื่องราวทุกอย่างแล้วนี่ก็เต็มไป

123:22

ด้วยความเศร้าใจ

123:25

เมื่อมาประชุมพร้อมกันต่อหน้าบิดาด้วยไป

123:28

หน้าอันนองไปด้วยน้ำตาแม้ธุระบัณฑิตเองก็

123:32

ทนผืนการสะอื้นไว้ไม่ได้สวมกอดบุตรธิดา

123:37

ไว้ด้วยความอะไรรักเป็นอย่างยิ่งเพื่อ

123:40

เมื่อพอตั้งสติได้แล้วก็กล่าวว่า

123:44

นี่เราต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาธรรมดา

123:47

ในญาติโยมพุทธบริษัท

123:50

พุทธเจ้าจึงกล่าวว่าปิยะโตชายเตโสโก

123:55

ความเศร้าโศกเสียใจเกิดจากความรักนี่คน

124:00

รักที่จะจากกัน

124:04

โดยเฉพาะพ่อกับลูก

124:07

สามีกับภรรญา

124:10

แล้วก็มาเพื่อนกับเพื่อน

124:14

อันเป็นที่รักจะจากกันก็มีความอะไรเสียใจ

124:18

กันเป็นเรื่องธรรมดา

124:20

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึง

124:23

ทรงสอน

124:25

ว่าถ้าเรายังมีความอะไรรักมีความเยื่อ

124:31

ใหญ่อยู่ในกิเลสเพียงใด

124:34

ความผ่องใสของใจยังไม่มีกับเราเพียงนั้น

124:39

เป็นอันว่าอย่าอธิบายเลยเรื่องจะไม่จบ

124:43

ท่านจะสั่งให้ตัดความอาลัยในร่างกายเสีย

124:46

เพื่อพระนิพพาน

124:49

เป็นอันว่าต่อมาพระราชา

124:53

ได้พระราชทานตัวให้อ่าได้พูดไปนะพอตั้ง

124:56

สติแล้วก็บอกกับลูกว่าบอกลูกกับเมียว่า

125:01

นี่ลูกรัก

125:03

แล้วภรรญาที่รักภรรญาเค้าเรียกอะไรก็ไม่

125:06

รู้หนูที่รักเธอที่รักน้องที่รัก

125:11

แล้วขวัญใจที่รักอะไรก็ไม่ทราบน้อโอไม่

125:14

เคยมีปัญญากับเขาอ่ะ

125:18

พูดยังไงภรรญาจึงจะชอบใจเี่ไม่รู้เหมือน

125:21

กันแต่บางทีเขาจะเกณฑให้พระรู้หมดก็ไปโธ่

125:25

เอ้ย

125:27

จะไปถามนกยุงที่บินอยู่ในอากาศ

125:31

ว่าก้นมหาสมุทรมีอะไรบ้าง

125:34

แล้วไปถามปลาวราวาฬที่จมในน้ำลึกว่าบน

125:38

อากาศมีอะไรบ้างมันจะตอบถูกที่ไหนนี่จะ

125:42

ถามพระว่าพูดยังไงภรรญาจึงจะชอบใจก็พระ

125:46

ไม่เคยมีภรรญา

125:49

ว่าไม่ได้ถ้าไปถามพระญี่ปุ่นบางทีท่านรู้

125:52

เหมือนกันเพราะว่าพระญี่ปุ่นท่านมีภรรญา

125:56

ถ้าถามพระไทยเลยก็ขอจนด้วยกล่าวไม่สามารถ

126:00

จะตอบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออาตมา

126:05

สำหรับท่านอื่นท่านอาจจะมีความฉลาดมาก

126:08

กว่านี้อาตมาก็ขอยอมรับท่าน

126:12

เป็นอันว่าเมื่อพอท่านตั้งสติได้ท่านก็

126:15

กล่าวกับบทภรรญาว่าพระราชาได้พระอริยทาน

126:19

ตัวเราให้แก่มานพผู้ชนะเอ่อผู้ชนะสกาใน

126:25

การพนัน

126:27

เราจะมีโอกาสอยู่ในบ้านนี้เพียง 3 วัน

126:30

เท่านั้น

126:33

ท่านจะรู้หรือเปล่าก็ไม่ทราบว่า

126:35

ปุณักกยักคเนี่ยแกมีความเข้าใจผิด

126:40

จากนั้นก็จะต้องไปกับท่านมานพ

126:44

พ่อไม่อาจจะทราบได้ว่าเขาจะพาพ่อไปไหน

126:49

แล้วจะทำอะไรบ้างพ่ออยากจะสั่งสอนข้อวัด

126:53

ปฏิบัติบางประการไว้แหมน่าชื่นใจในเรื่อง

126:57

นี้นะเพื่อจะได้เป็นเครื่องคุ้มครองป้อง

127:01

กันพวกเจ้าให้มีความปลอดภัย

127:06

เมื่อพระราชาต้องการกัยาณมิตร

127:09

ฟังให้ดีนะก็คงจะตรัสถามพวกเจ้าว่ามีความ

127:15

รู้เกี่ยวกับธรรมะเก่าๆอะไรบ้าง

127:19

นี่ในฐานะที่เป็นลูกบัณฑิต

127:22

ลูกที่คนที่มีความสามารถน่ะเมื่อพ่อทำ

127:26

อะไรก็ควรจะศึกษาตามนั้นเผื่อไว้เพื่อใคร

127:30

เขาถามหรือไม่ฉะนั้นก็เพื่อตัวเองจะได้

127:34

ประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์

127:37

บิดาของเจ้าได้เคยสั่งสอนอะไรไว้เมื่อพวก

127:42

เจ้ากราบทูลที่พ่อสอนไว้

127:46

แล้วก็ถ้าหากพระองค์พอพระทัยจะตรัสว่าพวก

127:49

เจ้าจงมานั่งบนอาสนะเสมอกับเรานี่เถอะ

127:55

เจ้าจะต้องจำไว้ว่าขึ้นชื่อว่าราชทระกูล

127:59

นั้น

128:00

จะมีผู้ใดตีเสมอไม่ได้เป็นอันขาด

128:05

เจ้าจะต้องกราบทูลว่าขอพระองค์อย่าตรัส

128:08

อย่างนั้นเลย

128:11

เพราะว่าถ้าหากว่าข้าพระองค์จะทำดังนั้น

128:15

ก็จะหาชอบด้วยประเพณีใหม่

128:19

ด้วยธรรมดาสุนัขจิ้งจอก

128:22

จะไปนั่งอาศนะเสมอกับพระราชสีห์เป็นการ

128:25

ไม่สมควร

128:28

แล้วก็ยังพากันนั่งอยู่ในที่เฝ้าตามสมควร

128:32

กับฐานะของตนของตนแหมท่านสอนดีนะ

128:38

ว่าเป็นเด็กอย่าตีเสมอผู้ใหญ่

128:42

เราเป็นคนมีฐานะเช่นใดจงทรงตนในฐานะเช่น

128:46

นั้นอื

128:49

ถ้าอย่างงั้นแล้วก็แหมเอางี้ก็แล้วกันคำ

128:53

สอนของท่านดีขออ่านขอว่ากับตามท่านต่อไป

129:01

เป็นอันว่าเมื่อท่านบัณฑิตได้กล่าวเตือน

129:05

เช่นนี้แล้วจึงได้บรรยาย

129:08

นะ

129:10

ราชวัราชวสดี

129:14

ราชวสฎีธรรม

129:17

คือได้ปัญ

129:20

ท่านวิโทรบัณฑิตกล่าวเตือนเช่นนี้แล้ว

129:24

บาลีท่านฟังๆบาลีนะมันตีธรรมความตีความ

129:30

หมายให้ท่านฟังไม่เข้าใจจะขอพูดเป็นภาษา

129:33

ไทย

129:36

ว่าเมื่อท่านมีธุรบัณฑิตที่กล่าวเตือน

129:38

เช่นนี้แล้วจึงได้บรรยายธรรมของข้าราชการ

129:45

เป็นกล่าวว่าข้าราชการ

129:48

ที่ประจำพระราชสำนัก

129:52

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงทราบความ

129:56

สามารถ

129:58

อันนี้จะค่อยๆพูดไปพูดช้าๆ

130:02

ก็ยังไม่พระราชทานยศฐาบรรดาศักดิ์อยู่เอง

130:06

เป็นธรรมดา

130:08

อันนี้ต้องจำเต้องดูความสามารถกันก่อนและ

130:13

ข้าราชการ

130:15

ยังกล้าจนเกินพอดีแน่

130:21

เป็นข้าเการอย่ากล้าจนเกินพอดีนะเมื่อกี้

130:25

พลาดไปว่าเป็นข้าราชการอย่ากล้าจนเกินพอ

130:30

ดีก็แล้วก็จงอย่าขลาดจนเสียราชการอันนี้

130:36

หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเข้าใจและ

130:40

คนที่เพเป็นข้าราชการก็คิดว่าคงฉลาดแต่ก็

130:44

ไม่แน่นักนะ

130:47

ไม่แน่นักแว่าถ้าคนมีความประมาทก็ไม่แน่

130:52

นักว่าจะฉลาดพอพอสมควรแก่ฐานะของตน

130:58

เป็นอันว่าอย่าประมาทในราชกิจ

131:02

แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

131:07

ต้องระมัดระวังไว้เสมอ

131:10

ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทุกเรื่อง

131:14

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคุณสมบัติว่า

131:18

เป็นคนมีศีลมีความประพฤติดี

131:23

มีปัญญารอบรู้และก็มีความบริสุทธิ์ด้วยใจ

131:27

จริงแล้วย่อมทรงวางพระราชรทัยไม่รังเกียจ

131:33

อ้าว่าของท่านต่อไปก็ไม่ยาก

131:37

แล้วก็จงปฏิบัติราชกิจโดยเที่ยงธรรม

131:42

ไม่มีความลำเอียง

131:45

ไม่ปฏิบัติเสมออ่าขอโทษปฏิบัติให้เสมอต้น

131:49

เสมอปลาย

131:51

ดุจจะตราชูที่เที่ยงตรงฉะนั้นแหมท่านสอน

131:56

เพราะนะ

131:59

แล้วก็จงศึกษาให้ฉลาดรอบรู้ในราชกิจที่

132:04

ทรงรับใช้

132:07

ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

132:10

ต้องปฏิบัติให้สำเร็จตามพระราชประสงค์โดย

132:14

รวดเร็วนะโดยรวดเร็วก็เรียบร้อยนะ

132:19

นี่หมายความเร็วด้วยแล้วก็เรียบร้อยด้วย

132:23

แล้วทำงานทุกอย่างตามภาระหน้าที่จะเป็น

132:27

กลางวันหรือกลางคืนก็ตามกลางคืนทำได้ไม่

132:31

ต้องมีโอเวอร์ไทก็ได้

132:34

เพราะว่าการทำทำไร่ไถนาของเรากลางคืนเรา

132:37

ทำได้เราเที่ยวกลางคืนเราเที่ยวได้เราไป

132:43

สนุกกลางคืนไปยุ่งไปยากทำได้พอราชการสั่ง

132:47

บอกต้องมีโอเวอร์ไทเอาก็แย่นะ

132:52

เป็นอันว่าทางที่เขาปูราฎไว้เพื่อเสด็จ

132:56

พระราชดำเนิน

132:58

แม้จะทรงญาติให้เดินก็ไม่ควรจะเดินบนนั้น

133:03

เครื่องอุปโภคบริโภคอันใดที่เป็นของพระ

133:06

เจ้าอยู่หัว

133:08

อย่าพึงใช้ให้ทัดเทียมกับพระองค์เป็นอัน

133:12

ขาด

133:14

เพราะว่าจะทรงพิโรธผู้กระทำสิ่งที่เสมอ

133:17

กับพระองค์เนี่ยนเห็นมั้ย

133:21

ในการหนึ่งต้องเดินข้างหลังพระองค์และ

133:26

ปฏิบัติต่ำกว่าพระองค์ปฏิบัติต่ำกว่าการ

133:31

จะทำอะไรตีเสมอ

133:34

เป็นอันว่าทุกสิ่งทุกอย่างทุกเวลาและทุก

133:38

ประการเสื้ออาภรณ์

133:41

เครื่องประดับรูปไร้ไม่ควรใช้สอยให้ทัด

133:45

เทียมกับพระองค์อืมนี่ต้องคิดนะ

133:50

ต้องคิดนจะพูดไปเลยมันลำบาก

133:55

ต่อไปตลอดจนกระทั่งอัปปกิริยาการจะพูดจา

133:59

ก็ต้องทำให้ต่างออกไปอย่าให้เหมือนกับพระ

134:04

องค์ท่านจึงจะพ้นราคีไม่มีโทษแหม

134:11

อันนี้ไม่ขอย้อนนะเพราะอ่านเพราะว่าพูด

134:13

ช้าๆอยู่แล้วนะ

134:17

ถ้าชอบใจก็หาเทปไปฟังก็แล้วกัน

134:21

แล้วต่อไปนะท่านว่าต่อไปเวลาที่เสด็จเล่น

134:26

อยู่กับหมู่อมาตย์

134:28

มีพระสนมกำนันเฝ้าแผนอยู่ด้วยอย่าแสดง

134:34

อาการทอดสนิทกับสนมกำนันอันนี้สำคัญมาก

134:38

สำคัญมากอย่าอย่ายชู้

134:41

อย่าให้ฟุ้งซ่าน

134:44

กายวาจาให้เสียจริยาของข้าข้าเฝ้า

134:50

ต้องสำรวมอินทรีย์

134:52

มีอธิยาศัยสุจิริตต่อพระองค์แม้ในที่รับ

134:58

ก็อย่าได้จินจาปราศรัยเล่นหัวกับพระสนม

135:03

จะเป็นทางให้เกิดการระแวงสงสัยอันไม่

135:06

บังควนเกิดขึ้นได้โอ้โห

135:11

นี่ถ้าละเอียดจริงๆนะบรรดาญาติโยม

135:14

พุทธบริษัท

135:17

ความจริงน่าจะลอกเก็บไว้ประจำบ้านนะ

135:22

และต่อไปท่านกล่าวสอนต่อไปว่าอย่าลอบพระ

135:26

ราชทรัพย์

135:28

จากพระคังหลวง

135:30

จะเป็นการเสียสัจจะตัดประโยชน์แล้วก็มี

135:34

โทษมหันมหันก็โทษมาก

135:38

อย่าได้เห็นแก่การหลับกันนอนอันเป็น

135:40

ลักษณะของคน 7 คร้านไม่สมควรแก่การงาน

135:45

ที่จะพึงมอบหมายให้แล้วก็อย่าดื่มสุราจน

135:50

เมามายจนทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของผู้

135:54

ดีเออน่าจำนะ

135:57

อย่าฆ่ามรกคีคือฆ่าสัตว์ที่โปรดปรานให้

136:01

เป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัย

136:05

เพราะว่าเป็นการฝืนพระราชอำนาจ

136:09

ขาดความเคารพ

136:11

พระท่านที่ประทับทั้งในรถทั้งในเรือ

136:17

อย่าทนงตนว่าเป็นคนโปรดแล้วก็ขึ้นไปร่วม

136:21

จะต้องมีไหวพริบในกิจอุปัฏฐากอุปัฏฐากแปล

136:27

ว่าการปฏิบัติ

136:30

อย่าเฝ้าให้ไกลนัก

136:33

หรืออย่าให้ใกล้นักควรเฝ้าแต่พอทอดพระ

136:38

เนตรเห็นถนัด

136:40

และก็พอได้ยินพระราชดำรัสที่ตรัสใช้คือจะ

136:44

นั่งให้คิดเกินไปจะอยู่ให้ไกลเกินไปนะอ๋อ

136:50

ดีจริงๆท่านสอนต่อไปว่าจงอย่าชันล่าใจว่า

136:56

พระเจ้าอยู่ผัวเนี่ยเป็นเพื่อนของเราแน

136:59

อย่าระวังระวังนะเพราะว่าพระราชาพิโรธไว

137:05

หมายความราชาในโกรธไวเหมือนกับในตายกระทบ

137:11

ผง

137:12

ไอ้กตากระทบผงแป๊บมันกระพริบทันทีพระราชา

137:16

อาจจะโกรธไวก็ได้

137:19

มันมีโทษความจริงไม่ประโยชน์มากท่านสอน

137:23

ต่อไปว่าจงอย่าถือตัวว่าเป็นนักปราชญ์

137:27

ราชบัณฑิตที่ทรงโปรด

137:30

กล่าววาจาจงจาบหยาบคายในขณะที่ประทับต่อ

137:35

หน้าต่อหน้าราชสมาคม

137:39

ให้เป็นการท่านงอดีจะมีภัยนี่มั้นะเพะ

137:44

เด็กจงอย่าสอนผู้ใหญ่จนเกินไปก่อนจะสอนดู

137:48

ตัวเสียก่อนว่าอย่างงี้ถูกมั้ย

137:53

น่าจะถูก

137:55

แล้วว่าไปอีกท่านว่ายังไงแม้จะได้รับ

137:58

อนุญาตพิเศษ

138:01

ให้เข้านอกออกได้ในได้ไม่ว่าจะเป็นเวลา

138:05

อะไรก็ตามก็อย่าวางใจในพระราชฐาน

138:10

เพราะว่ากรณีที่ไม่บังควร

138:14

ที่จะต้องได้รับพระราชานุญาตเสียก่อนนะใน

138:17

กรณีที่นั้นไม่ควรจะต้องได้รับอนุญาตจาก

138:21

พระราชาเสียก่อน

138:23

เพราะว่าพระราชาเป็นบุรุษเป็นประดุจหนึ่ง

138:27

ว่าไฟ

138:29

อย่าได้ประมาทต้องมีสติดำรงตนให้เป็นคน

138:33

รอบคอบ

138:35

เมื่อทรงพระราชทานยกย่องพระราชโอรสหรือ

138:40

พระราชวงศ์

138:42

ก็ไม่ควรด่วนที่จะเพชรทูลคุณหรือโทษ

138:47

จะนิ่งควรจะนิ่งอยู่ก่อนหมายความว่าท่าน

138:52

จะทรงโปรดปรานยกย่องใครก็ตามคนนั้นจะดี

138:56

หรือไม่ดีถ้าไม่ดีก็ไม่ควรค้านถ้าดีก็

139:01

อย่าเพิ่งยกมองดูเหตุมองดูผลซะก่อนว่า

139:05

สิ่งที่ตนจะพูดน่ะมันจะควรหรือไม่ควรแหม

139:08

น่ารักจริงๆ

139:11

ท่านพูดสวยท่านพูดเพราะน่าศึกษา

139:15

แล้วฟังกันต่อไปเมื่อจะทรงพระราชทานปูน

139:19

บำเหน็จรางวัลความดีนะความดีความชอบในข้า

139:24

ราชการคนใด

139:27

ก็ไม่ควรจะทูลขัดตัดลาภของบุคคลผู้นั้น

139:31

เห็นมั้ยไม่ทั้งนี้ไม่ว่าใครทั้งหมดอ่ะ

139:35

ถ้าเขาจะรับบำเหน็จรางวัลก็ปล่อยเค้ามัน

139:38

เป็นเรื่องความดีที่เขาจะพึงได้บางทีจะดี

139:41

เพราะการประจบสพ.ก็ช่าง

139:45

มันเป็นเวลาที่เขาจะได้ทั้งนี้เพราะอะไร

139:48

เพราะให้เป็นคนมีจิตอ่อนโยน

139:52

วนไปตามในกรณีที่สมควร

139:56

ดุจแย่คัญจทโนที่น้อมเข้าหากันหรือว่ากอ

140:01

ไผ่อวนไปตามลม

140:04

อย่าทูลทัดทานให้เสียราชการงานเมืองแหม

140:08

น่ารักจริงๆนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

140:13

อาตมาดูวาทะของท่านแล้วไม่ชื่นใจเป็นอัน

140:18

นั้นอันนั้นว่าวาทะอย่างนี้ความรู้อย่าง

140:21

นี้อาตมาไม่มีจึงได้ต้องย้อนไปย้อนมาหวัง

140:25

ว่าคงได้รับอภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

140:31

เป็นอันว่าเวลานี้อาตมากับญาติโยม

140:33

พุทธบริษัทกำลังศึกษาร่วมกันคือเป็นนัก

140:37

เรียนอนุบาลด้วยกันสำหรับวันนี้บรรดาญาติ

140:40

โยมพุทธบริษัททุกท่านพูดไปพูดมาดูเวลาก็

140:45

หมดเสียแล้วนี่ญาติโยมฉะนั้นก็ต้องขอลา

140:49

ก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์

140:53

พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

140:57

ผู้รับฟัง

141:00

เอ่อญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

141:05

สำหรับวันนี้ก็คงพบกับบรรดาญาติโยม

141:09

พุทธบริษัท

141:11

เรื่องในเรื่องของท่านมีธุรบัณฑิต

141:15

เอ่อตอนนี้แล้วก็ตอนที่แล้วน่าจะได้นาม

141:18

ว่าวิทรบัณฑิตสอนลูก

141:22

แต่ความจริงคำสอนของท่านน่ารักจริงๆ

141:27

สดชื่นจริงๆวันนี้ก็ไม่ขอทานไม่ไม่ขอทวน

141:31

ของเดิม

141:33

ก็อย่าว่ากันไปเลยนะบรรดาญาติโยม

141:36

พุทธบริษัท

141:39

อย่าลืมว่าถ้าพอใจแล้วก็เทปที่วัดเมีนะ

141:44

แต่ความจริงเทปที่วัดมีเนี่ยไม่ได้โฆษณา

141:48

ขาย

141:49

เพราะว่าตามที่เค้าเอาออกจำหน่ายไปราคา

141:53

มันไม่เท่าเท็จเปล่าในท้องตลาด

141:58

ถามว่าขาดทุนมั้ยก็ต้องตอบว่าได้กำไร

142:03

ได้กำไรตอนไหนได้กำไรตอนที่พระพุทธเจ้า

142:07

จึงกล่าวว่าสัพพทานังธัมมทานังชินาติ

142:12

การให้ทำเป็นทานทานทั้งปวง

142:16

ฉะนั้นส่วนที่ขาดจึงถือว่าเป็นธรรมทาน

142:22

คุยกันเรื่องต่อไปในเรื่องราวที่ท่าน

142:24

วิธุรบัณฑิต

142:27

ท่านสอนลูกชายของท่านต่อ

142:31

เป็นว่าท่านบอกว่าเป็นข้าราชการ

142:35

จะต้องเป็นคนที่มีท้องน้อยดุจคันธธโนโอ

142:40

เอาล่ะสิล่ะ

142:43

เอ๊แต่ว่าข้าได้การสมัยปัจจุบันนี้ท้อง

142:46

น้อยและท้องยาง

142:48

มันมีสมัยหนึ่งนะท่านเรียกว่าพุงยางคือ

142:52

ท้องยาง

142:54

พอกินอะไรเข้าไปมันก็ยืด

142:57

มันเลยไม่รู้จักเต็ม

143:00

คือหมายความว่าเค้ารวยกันจนแสนรวยนี่

143:03

เฉพาะบางคนนี่สมัยนี้นานมาแล้วนะ

143:08

เรื่องนี้นานมาแล้วตั้งแต่สมัยปู่อาตมา

143:10

เป็นเด็ก

143:12

ตอนนั้นท่านบอกว่ามีขดการรุ่นหนึ่งหรือ

143:17

ว่าคณะหนึ่งเป็นคนท้องยาง

143:22

หรือว่าเป็นคนพวงยางอาตมาโตแล้วตอนนี้

143:26

กำลังจะรับราชการอยู่สมัยนั้น

143:30

ท่านก็เรียกไปท่านบอกว่าหลานรัก

143:34

ปู่รับราชการมาจนกระทั่งแก่

143:38

ปู่ก็ไม่รวย

143:40

แต่ว่าปู่ไม่รวยปู่ก็ไม่จน

143:44

ปู่เป็นคนมีจิตสบาย

143:48

เลือกันว่าโกงที่ไหนกินที่ไหนปู่ก็มีใจ

143:51

เป็นสุขถือว่าเรามีน้อยแล้วก็กินน้อยเรา

143:56

มีมากแล้วก็กินมากกินน้อยกินมากกินของดี

144:01

กินของเลวก็กินซึ่งรสอาหารจะปลงแบบไหนก็

144:06

ตามมันก็มีรสเปรี้ยวรสเค็มรสหวานรสขมมัน

144:09

ก็มีแค่นั้น

144:12

กินหมูก็อิ่มกินผักจิ้มปลาร้าน้ำพริกก็

144:16

อิ่ม

144:18

กินปลาก็อิ่มไม่จำเป็นต้องเลือกกินกิน

144:22

เพื่อยังชีวิตให้ทรงตัวอยู่แล้วถ้าเป็น

144:25

ข้าการจงอย่าทุจริต

144:29

ทำตนเป็นคนพุงยางนะท่านชี้ตัวอย่างว่า

144:34

สมัยท่านเป็นเด็กเห็นข้าราชการพุงยาง

144:38

ติงเข้าไปเท่าไหร่มันก็ไม่อิ่มมันยืดออก

144:42

มายืดออกมายืดออกมา

144:45

แต่ว่าที่สุดของยางมันมีอยู่นั่นก็คือ

144:49

เพราะบางจัดยัดเข้าไปพุงแตกตอนนี้ความ

144:53

ชั่วปรากฏ

144:56

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทไอ้เรื่อง

144:59

พุงยางนั้นมันไม่ดี

145:03

จะคิดว่าใครเไม่รู้นัถิโลเกเกลโหนามะความ

145:08

ลับไม่มีในโลก

145:10

คุยเรื่องของท่านต่อไปดีกว่าท่านบอกว่า

145:14

ถ้าเป็นข้าราชการ

145:16

ต้องเป็นคนมีท้องน้อยเหมือนกับครันธนูคือ

145:21

ว่าอย่ามักใหญ่สูงจงใหญ่แล้วก็อย่าเห็น

145:26

กันได้ฝ่ายเดียวต้องเป็นคนที่มีลิ้น

145:31

เหมือนปลาแลิ้นปลามันเป็นยังไงน้อมีลิ้น

145:36

เหมือนปลาคือไม่เจาหาเรื่องให้เดือดร้อน

145:40

ให้เคืองพระราชหฤทัย

145:43

แล้วก็ต้องเป็นผู้มีอาหารน้อยคือไม่มัก

145:48

มากในลาภผลที่จะใช้จ่ายให้ฟุ่มเฟือย

145:53

พึงสอดส่องรักษาราชกิจไม่ผิดพระ

145:57

ราชประเพณี

146:00

ต้องกล้าพอที่จะสู้กับอุปสรรคคือแก้ข้อ

146:04

ข้องใจ

146:06

และก็ไม่มัวเมาในอิสตรี

146:10

ไม่สัมผัสเป็นเหตุให้สิ้นเดชแหม

146:15

ไอ้มัวเมาเรื่องผู้หญิงกินอะไรต้องให้หนู

146:18

ป้อน

146:20

แล้วเมื่อสิ้นเดชอันเป็นเหตุแก่งการต่อ

146:24

สู้กับความหลงแล้วนะเมื่อสิ้นเดชอันเป็น

146:29

เหตุต่อสู้กับความหลงเสียแล้วผลก็คือไอ

146:35

หรือหอบกระวนกระวายแล้วก็อ่อนกำลังอืม

146:41

ฟังให้ดีย้อนตรงนี้ท่านนิดิท่านว่ายังไง

146:44

เนาะ

146:45

ท่านว่ายังไงคือไม่พึงมัวเมาในอิสตรี

146:50

เพราะสัมผัสเป็นเหตุให้สิ้นเดชนี่หมาย

146:55

ความว่าสุรานารีภาคีจิราบัตร

147:00

เป็นทางแห่งความชิบหายของบุคคลหลงอยู่

147:04

แล้วท่านพูดต่อไปว่าเมื่อสิ้นเดชอันเป็น

147:08

เหตุต่อสู้กับความหลงแล้ว

147:11

ผลที่จะได้รับก็คือไอหรือหอบหมายความมัน

147:15

ทุกข์อ่ะกระวนกระวายและอ่อนกำลัง

147:20

หมดฤทธิ์หมดแรงหมดทรัพย์สินหมดศักดิ์ศรี

147:24

มันก็มีแต่ความทุกข์

147:29

เป็นอันว่าคุยกันต่อไปท่านบอกว่าอย่าพูด

147:33

มากจนเกินประมาณนะ

147:36

คืออย่าเป็นนักฟุ้งพูดมากเกินไปเฟ้อมัน

147:41

ต้องดูความสามารถของตัวเสียก่อน

147:44

แล้วก็จงจะนิ่งเสียที่เดียวก็ไม่ควร

147:50

ในเมื่อถึงคราจะพูดก็พูดพอประมาณไม่พ่ำ

147:54

เพื่อ

147:56

ต้องอดทนไม่ฉุนเฉียวไม่โกรธง่าย

148:02

แล้วก็อย่ากระทบกระเทียบเปรียบเปรยให้

148:05

รำคาญโหคน

148:08

รักษาสัตว์ระวังถ้อยคำมิให้ปฏิบัติจาก

148:13

ความเป็นจริงเอาใหม่นะรักษาสัจจะระวัง

148:18

ถ้อยคำ

148:20

มิให้วิบัติจากความเป็นจริงคือไม่ให้ผิด

148:24

จากความเป็นจริง

148:26

พูดถ้อยคำที่นิ่มที่นุ่มนวลควรดื่ม

148:32

ไว้ใจไว้ในใจนะพูดแต่ถ้อยคำที่นุ่มนวลอ

148:39

ควรดื่มไว้ในใจ

148:42

อย่าเป็นคนส่อเสียดเดียดฉันก่อความบาด

148:48

หมางในหมู่คณะ

148:50

ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

148:54

อื

148:56

น่าฟังน่าฟัง

148:59

ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามใจ

149:04

ทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นเรื่องของท่าน

149:08

แต่ว่าคนพูดเห็นว่าคิดว่ามีประโยชน์มาก

149:12

นี้ต่อไปท่านก็สอนต่อไป

149:16

ว่าเป็นข้าราชการ

149:19

จะต้องบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาให้ผาสุข

149:25

ว่าแล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลคุณจะ

149:28

เกื้อกูลนอบน้อมให้ชอบธรร

149:32

หมายความว่าควรจะนอบน้อมอนอ่อนปราณี

149:36

ไม่ตีเสมอท่านควรจะมีหิริความอาย

149:43

โอตปะความกลัว

149:46

คือว่าอายความชั่วถ้าเราจะทำความชั่วแล้ว

149:49

ก็รู้จักหน้าบางๆเสียบ้าง

149:53

อยากให้มันหนามันก็หน้าถนน

149:56

ไอ้หน้าถนนนรถวิ่งไปเวียนเกวียนวิ่งไปคน

150:00

เดินไปช้างม้าโคกระบือเดินไปมันไม่รู้สึก

150:07

อย่างนี้เ้าเรียกว่าหน้าถนน

150:10

แต่ว่าเป็นข้าการจะต้องทำเป็นหน้าผิว

150:13

เปลือกเปลือกกระเทียม

150:17

ผิวเปลือกกระเทียมเนี่ยมันผิวบางๆหน้าบาง

150:20

ๆรู้จักอายอายความชั่วอายความทุจริต

150:26

แล้วก็มีโอตตปะเกรงกลัวว่าหน้ามันจะขาด

150:31

คือผลของความชั่วน่ะมันจะฉีกหน้าให้หน้า

150:35

ขาดนะ

150:37

แล้วก็ควรจะพบเอ่อควรเดี๋ยวก่อนควร

150:42

ปฏิบัติตนให้เป็นกริยาิตรคือมิตรที่ดีงาม

150:46

กัญญานี่งามนะ

150:51

คือมีความประพฤติดี 1 ไม่ทำตนให้ผิดกฎ

150:55

หมาย

150:57

ของ 2 ไม่ทำตนให้ผิดกฎกฎข้อบังคับในการ

151:01

ปฏิบัติคือระเบียบวินัย

151:03

3 ไม่ฝ่าฝืนประเพณี 4 มีศีลธรรม

151:08

อย่างนี้เค้าเรียกว่าหน้าเปลือกเปลือก

151:10

กระเทียม

151:12

ไม่ใช่หน้าถนน

151:14

นะแล้วก็ต่อไป

151:17

จงบำรุงจิตและความประพฤติให้ดีงาม

151:23

คือว่ามีหิริโอตปะนั่นแหละหน้ามันดีแล้ว

151:27

ก็มีเมตตาทรงพรหมวิหาร 4 แล้วควรจะมี

151:32

อาจารสมบัติ

151:35

อาจารประพฤติทั่ว

151:40

พูดง่ายๆว่าควรจะมีปฏิปทาคือความประพฤติ

151:44

ทั่วไปด้วยความดีที่ได้ฝึกหัดไม่ดีแล้ว

151:49

แล้วก็มีศิลปะคือศึกษาพอสามารถในราชกิจ

151:56

หมายความว่ามีความรู้ด้วยมีความสามารถ

152:00

ด้วยในการปฏิบัติราชการ

152:03

ไม่ใช่ว่ามานั่งทุจริตคิดไม่ชอบ

152:07

แล้วต่อไปท่านกล่าวว่าจงรู้จักข่มจิตไม่

152:12

ทำตนให้วิปริตเพราะขาดสังวรไอ้คำว่าสังวร

152:16

นี่ความระวังสำรวมนะระมัดระวังคือือว่า

152:21

ข่มใจไว้ไม่ทำตนให้ขาดจากการสำรวมคือ

152:26

ระมัดระวัง

152:28

ว่าวินัยมียังไงกฎหมายมียังไงประเพณีมี

152:32

ยังไงศีลธรรมมียังไงหน้าที่ของเราควรจะ

152:35

ปฏิบัติยังไงอันนี้ต้องทำใจให้สม่ำเสมอ

152:39

ถึงแม้จะยากลำบากอยู่บ้างจะวุ่นวายอยู่

152:42

บ้างก็ช่างถือว่ามันเป็นหน้าที่เราต้องทำ

152:48

กิจนี้ให้มันดีที่สุดที่จะพึงดีได้

152:53

แล้วต่อไปว่าจงมีตนฝึกฝนพร้อมทั้งวิทยา

152:59

คือความรู้

153:01

และก็จริยาคือความประพฤตินะจริยาสมบัติ

153:06

เป็นผู้คงไม่แปรผัน

153:10

ทั้งในคราวสมบัติ

153:13

และวิบัติ

153:16

ตอนนี้ท่านบอกว่าคือไม่ดีใจลิงโลดในเวลา

153:22

ที่มีโชค

153:24

และก็ไม่เศร้าโศกเมื่อเวลาที่มีเคราะห์

153:27

ร้าย

153:27

นะไอ้สมบัติและวิบัติ

153:31

หมายความคงเป็นผู้คงที่หมายความมีอารมณ์

153:35

ทรงตัว

153:38

เราเคยทรงกำลังใจยังไงก็ปฏิบัติตนให้ทรง

153:42

ยืนแบบนั้นถ้าสมบัติใหญ่ได้ลาภสักการะบาง

153:47

ทีก็ลิงโลจยทานเผ่นโผนโจรทยทยานก็แสดงว่า

153:52

ฉันเนี่ยเด่นฉันเนี่ยดี

153:56

โอ้อวดบทด้วยประการทั้งปวง

154:00

นี่ดิ่งโลดโดดเต้นนะแต่ถึงคราววิบัติเ

154:04

ผลักให้กระเด็นไปโมโหโทโสนั่งเศา

154:09

แล้วประกอบด้วยการตีเสมอใจท่านหมายความ

154:13

แหมเวลาฉันไม่ได้ทำงานนั้นฉันก็นั่งด่า

154:16

ชาวบ้านให้มันชอบใจถ้ากูทำแล้วก็จะต้องทำ

154:20

แบบนั้นทำแบบนี้จะได้มีประโยชน์อย่างนั้น

154:23

มีประโยชน์แบบนี้แต่ว่าเวลาที่มีเวลาทำ

154:27

ความดีไม่ยักทำแต่ความชั่วเห็นกับตัวเป็น

154:31

ใหญ่อย่างนี้ถือว่าไม่ควรปฏิบัติ

154:37

ท่านกล่าวแต่ต่อไปว่า

154:40

จงอาศัยความอ่อนโยนไม่เย่อหยิ่งนะ

154:46

ไม่ประมาทในราชกิจ

154:48

มีความประพฤติสุจริตและขยันไม่เกียดคร้าน

154:52

ในการปฏิบัติทนบำรุง

154:57

การปฏิบัติทนบำรุงในหน้าที่ราชการที่ตนจะ

155:01

พึงจะทำน่ะนะแล้วต่อไปท่านก็บอกว่าถ้า

155:06

เป็นข้าราชการหรือว่าเป็นข้าราชการ

155:10

ควรจะประพฤติอ่อนน้อมมีความเคารพยำเกรงใน

155:15

ผู้หลักผู้ใหญ่

155:17

เป็นคนเรียบร้อยทั้งกายและวาจา

155:22

ให้ผู้ที่สมาคมคบหาได้รับความสุขทั้งกาย

155:26

และใจ

155:28

ทูตต่างประเทศที่เขมาส่งเขาเ่อที่เขาส่ง

155:33

มาด้วยเรื่องเนื่องด้วยความลับ

155:37

ควรเว้นไว้ให้ห่างไกลอย่าเข้าไปใกล้เคียง

155:41

นี่หมายความส่งทูตมาเพื่อความลับน่ะอย่า

155:44

เข้าไปยุ่ง

155:45

พึงเอาใจใส่ดูแลแต่เจ้านายของตน

155:50

อย่าสารวลด้วยคนของ

155:54

ราชราชปรักษ์

155:58

ก็พึงดูแลใจใส่แก่แต่เฉพาะนายของตน

156:04

อย่าสารวลด้วยคนของราชปรักษ์

156:08

นี่หมายความควรจะทนบำรุงบ้านเมืองของตนคน

156:13

ของตนในประเทศของตนให้มีความสุขอย่าไปรับ

156:18

ศีลบาทฆ่าศีลบนอย่าเป็นขี้ฆ่าศัตรูที่

156:22

ทำลายชาติใช่มั้ย

156:26

จำไว้นะเวลานี้มีมั้ยรับเงินกันตั้ง 4,000

156:30

ล้านมีบ้างมั้ย

156:33

นี่สมมุตินนะว่าให้ 1 ล้านไม่เอาประเทศ

156:38

ชาติของฉันไม่เอาฉันจะอยู่ให้มันเป็นสุข

156:42

แกมาเป็นนายฉันเดี๋แกก็ขับฉันเอ้าเขาเลย

156:45

ให้รั

156:47

ไม่เอาพันล้านเอามั้ยไม่เอา 4,000 ล้าน

156:51

เอามั้สักหน้ามืด

156:55

เชือกหน้ามืดเอาเงินมาวางทับตัวตั้ง 4,000

156:58

ล้านนี่ตายนี่สมมุติเอานะไอ้เรื่องปัจจัย

157:02

คือเงินเนี่ยระมัดระวังมากเพราะทำให้ใจ

157:05

อ่อนง่าย

157:09

ท่านสอนต่อไปว่าข้าเป็นข้าราชการ

157:14

เมื่อหวังความเจริญแก่ตนควรเข้าหาสมาคม

157:19

พราหมณ์ผู้มีศีลที่เป็นพระวิสุสูตร

157:24

และก็สมาทานศีลบำรุงด้วยข้าวด้วยน้ำ

157:29

และก็พึงไตถามบาปบุญคุณโทษประโยชน์ไม่ใช่

157:32

ประโยชน์แก่พระสมณชีพราหมณ์นั้น

157:37

ความจริงสมณชีพราหมณ์เนี่ย

157:41

ก็ย่อมเป็นคุณแก่ประเทศชาติคือราชการอยู่

157:45

มาก

157:46

เพราะข่าวต่างๆนมักจะมารวมอยู่ที่วัด

157:50

ฉะนั้นกษัตริย์ในสมัยโบราณและข้ารดการ

157:53

สมัยนั้นท่านจึงใกล้คิดวัดการบริหาร

157:57

ราชกิจของท่านจึงเป็นไปด้วยดี

158:01

อต่อไปท่านว่ายังไงเป็นขิการต้องเป็นผู้

158:05

สุขุมรอบคอบฉลาดในราชกิจ

158:09

และก็สามารถจัดการให้ดำเนินไปโดยเรียบ

158:12

ร้อย

158:14

รู้จักการรู้จักสมัยว่าควรไม่ควรจะ

158:17

ปฏิบัติยังไงเี่ต้องฉลาด

158:21

จึงกล่าวต่อไปว่าบุตรหรือพี่น้องวงญาติ

158:27

ผู้ไม่ตั้งอยู่ในศรีจารศรีจารวั

158:31

ศีราจารวัฏนะนใหม่บุตรหรือพี่น้องโกงญาติ

158:39

ผู้ไม่ตั้งอยู่ในศรีราจารวัฏ

158:43

ไม่ควรยกย่องให้เป็นใหญ่ปกครองในหมู่คณะ

158:47

เพราะว่าเขาเป็นคนพานคือคนเลว

158:52

อันคนพาลท่านกล่าวว่าไม่ใช่ญาตินี่หมาย

158:56

ความว่าถ้าใครเเลวนะสั่งสอนแนะนำกันไม่

158:59

ได้

159:01

ป่าผืนออกนอกลู่นอกทางเี่ต้องถือว่าคน

159:05

นั้นไม่ใช่ญาติอื

159:08

เปรียบเหมือนกับคนตายที่ถอดถูกทอดทิ้งไว้

159:12

แล้วในป่า

159:14

มีแต่จะผลาญทรัพย์ให้พินาศ

159:17

แล้วไปอาจจะราชกิจให้สมบูรณ์ได้คนเช่นนี้

159:22

ไม่ควรยกย่องแต่เมื่อเขาเข้ามาก็หาคนให้

159:29

เสื้อผ้าและอาหารพอเลี้ยงชีพฟังอีกนิดนึง

159:35

ท่านบอกว่าคนพ่านน่ะมีแต่จะผลาญทรัพย์ให้

159:38

พินาศไม่ควรจะคิดว่าเป็นญาตินะ

159:42

และก็ไม่อาจจะทำราชกิจขราชการให้สมบูรณ์

159:46

บริบูรณ์ได้

159:49

คนเช่นนี้ก็ไม่ควรจะยกย่อง

159:53

เว้นไว้แต่ว่าเมื่อเขาเข้ามาหา

159:57

ก็ควรสงเคราะห์เกื้อกูลด้วยเสื้อผ้าและ

160:00

อาหารพอเลี้ยงชีพหมายความว่าไม่ตัดสินเลย

160:04

ไม่คบไม่ปฏิบัติด้วยไม่เดินตามแต่เขาจะอด

160:09

ตายก็ให้เขาบ้างตามสมควรไม่มากนักนะ

160:14

เท่านว่าดีแต่ว่าผู้ทาสกผู้ใด

160:20

ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม

160:24

เป็นคนขยันหมั่นเพียร

160:27

ก็ควรจะยกย่องให้เป็นใหญ่ปกครองในหมู่คณะ

160:32

นี่หมายความญาติไม่ดีก็อย่ายกย่องแต่ทาส

160:36

กรรมกรลูกจ้างคนรับใช้ถ้าเา้าดีมีศีลธรรม

160:41

มีความสามารถเราตั้งให้เขาเป็นใหญ่ใน

160:44

ตระกูลในหมู่คณะหรือในงานที่เราจะพึง

160:47

ปฏิบัติได้อันนี้แหมน่ารักน่ารัก

160:51

ท่านให้เลือกเอาแต่คนดีจริงๆ

160:55

ท่านกล่าวต่อไปว่าเป็นข้าราชยการพึง

160:59

ประกอบไปด้วยศีราจารวัฏ

161:01

มีสัจธรรม

161:05

ไม่ละมบโลภมากไม่เห็นแกนได้จนออกหน้าออก

161:09

ตา

161:11

พึงประพฤติตามใจเจ้าเอ่อตามใจเจ้าไม่เข้า

161:16

เข้าไม่เข้าข้างคนผิดนะว่าจงประพฤติตามใจ

161:22

เจ้านะไม่เข้าข้างคนผิดนะมีความจงรัก

161:28

ภักดีคงที่ต่อหน้าลับหลัง

161:33

ต้องรู้จักพระราชนิยม

161:37

หรือพระราชานี่ชอบใจอะไรพระราชนิยมนะ

161:43

และก็ปฏิบัติตามพระราชประสงค์

161:47

อย่าขัดพระราชอัธยาศัย

161:52

เวลาที่จะผลัดผ้าพระภูษาแล้วก็สงสาน

161:58

พึงก้ม 10 ศีรษะชำระพระบาท

162:02

แม้จะทรงกริ้วกก็ต้อง

162:06

อแม้จะทรงกริ้วก

162:09

ต้องพระราชอริยาก็อย่ามีการโกรธตอบ

162:15

นี่หมายความว่าท่านจะโกรธท่านจะกริ้วจง

162:18

อย่าโกรธตอบนะไอ้ตัวขันติเนี่ยมันทำให้

162:22

เกิดความสุข

162:25

ท่านสอนต่อไปว่าพระเจ้าแผ่นดิน

162:29

เป็นพวกเป็นผู้เป็นที่พึ่งที่พึ่ง

162:33

สักการะบูชา

162:35

นี่หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินเนี่ยเป็น

162:38

ผู้ที่ควรจะเป็นที่พึ่งของเราแล้วเราก็

162:42

ควรเสร็จสักการบูชา

162:45

เพราะว่าพระองค์พระราชทานทั้งที่นอนหมอน

162:50

มุ้ง

162:52

ผ้านุ่งผ้าห่มยวดยานบ้านเรือนที่อยู่

162:56

อาศัย

162:58

สามารถจะบันดาลพุกสมบัติใดๆคืออิสิริยศ

163:04

และบริวารยศ

163:06

ให้ตกทั่วถึงกัน

163:10

เหมือนกับมหาเมผลที่ทำเ่อเหมือนกับมหาเมฆ

163:15

ที่ทำให้ฝนตก

163:17

ทั่วไปจหมู่สัตว์

163:20

จึงสมควรที่จะบูชาพระองค์ท่านโดยแท้จริง

163:26

นี่พยายามพูดช้าๆเพื่อประโยชน์กับบรรดา

163:29

ญาติโยมพุทธบริษัทผู้รับฟัง

163:34

ถ้ารำคาญว่าเนิบๆเกินไปแล้วขออภัยด้วยว่า

163:38

เร็วปรือเดี๋ยวท่านก็บอกฟังไม่ทัน

163:42

แต่พูดอย่างนี้อาตมาพูดแล้วยังจำไม่ได้

163:45

เลยว่าพูดอะไรได้บ้างไปบ้างท่านผู้ฟังอาจ

163:49

จะจำได้ดีกว่าอาตมา

163:52

แล้วเวลานี้ถือว่าเป็นนักเรียนอนุบาลด้วย

163:55

กันก็แล้วกันนะหรือบางทีบรรดาญาติโยม

163:59

พุทธบริษัทอาจจะตกอยู่ในฐานะนักเรียนชั้น

164:02

มัธยมหรือชั้นอุดม

164:05

แต่อาตมาเองเี่กำลังเป็นอนุบาลกำลังศึกษา

164:09

อยู่ด้วย

164:11

ต่อไปท่านบอกว่านี่แหละเจ้าทั้งหลาย

164:16

คือ

164:18

ราชวสฎี

164:20

ธรรมหมายความว่าธรรมที่ทำความดีแก่ในใน

164:25

ราชกิจในฐานะที่เป็นข้าราชการของพระราชา

164:30

สำหรับข้าราชการก็ควรจะประพฤติตาม

164:35

จะได้มีจะได้เป็นที่โปรดปรานได้รับความ

164:39

นับถือจากเจ้านายทั้งหลาย

164:43

ท่านรวมความว่าข้าราชการทั้งหมดเ

164:48

ถ้าทำอย่างนี้นะไม่ใช่ทำแก่พระราชาองค์

164:52

เดียว

164:53

แม้แต่ผู้ข้าพชาชั้นรองลงมาเราก็ควรจะ

164:57

ปฏิบัติแบบนี้ถ้าปฏิบัติแบบได้แบบนี้ความ

165:02

ดีมันทรงตัวเราก็มีแต่ความเจริญ

165:06

ที่การทรุดตัวไม่มี

165:10

เป็นอันว่าข้าราชการที่ฉลาดสมัยหนึ่ง

165:15

มีความจริงมีหลายท่านแต่ยกตัวอย่างท่าน

165:18

หนึ่งเช่นอะไรหลวงวิจิตรวาทการ

165:24

ท่านผู้นี้ราชการของท่านไม่ตกไม่ว่าใครจะ

165:29

ขึ้นมาหลวงพิจิตรก็มีส่วนร่วมในการ

165:32

ปฏิบัติราชการตลอดเวลาจนกระทั่งสิ้นชีวิต

165:36

ซึ่งหลายๆคนเพื่อนกันพับฐานไปหมดแต่ปรากฏ

165:40

ว่าท่านเจริญขึ้น

165:43

ก็จงดูตัวอย่างว่าท่านหลวงวิจิตรวาทกาล

165:47

น่ะท่านมีความฉลาดขนาดไหนท่านใช้อะไรความ

165:51

จริงหลวงวิจิตรวาดกาลเป็นประเรียน 5

165:54

ประโยคท่านอาจจะเอาคำสอนของท่าน

165:58

บิธูรบัณฑิตนี้ไปปฏิบัติก็ได้

166:02

ฉะนั้นข้าราชการทั้งหลายที่ยังคิดว่าท่าน

166:05

ยังฉลาดไม่พอก็ลองนำไปประพฤติปฏิบัติ

166:09

แต่คิดว่าท่านมีความเห็นฉลาดกว่านี้ก็ไม่

166:12

ต้องนำเอาไป

166:14

ทั้งนี้ที่กล่าวมานี้พรหมสมเด็จพระจอมไตร

166:18

บรมศาสดาทรงเทศน์ไว้เป็นธรรมทาน

166:23

หมายความว่าเอาของเนี่ยไปตั้งวางไว้เป็น

166:27

สาธารณะ

166:29

ใครจะใช้ใครจะบริโภคก็ได้ใครไม่ใช้ใครไม่

166:34

บริโภคก็ได้ถ้าที่พูดมานี้ก็เช่นเดียวกัน

166:39

อาตมาในฐานะเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระทรง

166:42

ทร

166:45

พูดไว้เป็นกลางๆหนังสือท่านบอกว่าข้า

166:48

ราชการอาตมาก็บอกว่าข้าราชการ

166:52

แต่ที่พูดมานี้นั้นอาตมาก็บอกแล้วนี่ไม่

166:55

ใช่ปัญญาของอาตมาเองเป็นพระพุทธพจน์บทพระ

167:00

บาลีขององค์สมเด็จพระชินสีที่ทรงตรัสไว้

167:03

ในเรื่องวิทูรบัณฑิต

167:06

ว่าสมัยนั้นพระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็น

167:09

ธุรบัณฑิต

167:11

เคุยกันต่อไปเมื่อเมื่อพระวิทูรบัณฑิต

167:16

สั่งสอนบทภรรญาจบลง

167:20

ก็เป็นเวลาถึง 3 วันตามกำหนดพอดีโอ้โห

167:26

พอรุ่งเช้าจึงได้อาบน้ำชำระร่างกายและ

167:29

บริโภคโภคนาหารลดเลิศต่างๆเสร็จแล้ว

167:34

จึงได้พาหมู่ญาติัดไปสู่พระราชนิเวศ

167:38

เพื่อเข้าเฝ้าทุนลาไปกับมานพถวายบังคม

167:43

แล้วก็กราบทูลว่า

167:46

ไปมั้ย

167:48

ขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้จอมราช

167:53

ข้าพระองค์จะขอถวายบังคมลาใต้ฝาน

167:56

อองธลีสบา

167:59

ไปกับมานพในวันนี้เขาจะนำไปร้ายดีอย่างไร

168:04

ก็ยังไม่ทราบเกล้าก็ยังไม่ทราบเกล้าเกล้า

168:10

กระหม่อมจะขอใต้ฝ่าอองธุลีพระบาท

168:15

ทรงคอยฟังข่าวด้วยข้าพระพุทธเจ้าขอฝาก

168:20

ภรรญาญาติแลก็มิตรของข้าพระองค์ขอให้พระ

168:25

องค์ทรงกรุณาชุบเลี้ยงเหมือนเมื่อข้าพระ

168:28

พุทธเจ้ายังพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

168:32

อยู่

168:34

การที่ข้าข้าพระองค์ตอบคำถามของมานพว่า

168:38

เป็นทาสนั้นข้อนี้เป็นความผิดพลาดของข้า

168:42

พระพุทธเจ้าของข้าพระองค์เองนะข้าพระราช

168:48

พระราชอัธยาไม่พ้นกล่าวข้าพระองค์เห็นโทษ

168:53

แล้วขอพระองค์จงมีพระมหากรุณา

168:57

พระอ่าพระราชอภัยโทษ

169:00

แก่ข้าพระองค์ได้เถิดข้าพระองค์มิได้มี

169:05

ที่พึ่งอื่นอีกแล้วแม้พลั้งพลาดอพลาด

169:11

พลั้งในใต้ฝ่าละองธุรีสบาทเป็นประการใดก็

169:16

ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งบรมโพธิสมภาร์

169:20

ของข้าพพุทธเจ้าต่อไปเถิดพระเจ้าค่ะ

169:24

ตอนนี้ขุกขลักไปนิดเพราะระวังเวลา

169:28

เป็นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดย

169:31

ถ้วนหน้าตอนนี้วิทูรบัณฑิตกำลังลาพระราชา

169:37

จะต้องไปกับปุณคยักคแต่ความจริงตอนนี้

169:41

ปุณคยัก์เข้าใจผิด

169:44

คิดว่าเขาต้องการแต่หัวใจ

169:48

จึงมุ่งทำร้ายวิธุรบัณฑิตแต่ว่าเกียรติ

169:51

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บรรดาท่าน

169:53

พุทธบริษัทจะพิ่งได้รับฟังในวันต่อไป

169:57

สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วขอลาก่อนขอความ

170:01

สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล

170:04

สมบูรณ์พุนผลจงมีแด่บรรดาท่าน

170:07

พุทธศาสนิกชน

170:08

ผู้รับฟังทุก

170:11

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

170:16

สำหรับวันนี้ก็ยังมาพบกับบรรดาท่าน

170:19

พุทธบริษัท

170:22

ในเรื่องราวของท่านธุรกบัณฑิตต่อไป

170:27

วันนี้ขอย้อนสักนิดนึงนะญาติโยม

170:29

พุทธบริษัท

170:32

เพราะว่าวันก่อน

170:34

มาจบลงตอนที่ท่านธุรบัณฑิตแสดงธรรม 4 ข้อ

170:41

คือธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นคนดี

170:45

ย้อนนิดนึงขออภัยโยมนะถ้าบังเอิญจะเผือ

170:49

เกินไปจะคิดว่าแหมน่ารำคาญตอนนี้ย้อนหน้า

170:53

ย้อนหลังอยู่เรื่อยก็ทั้งนี้ก็เพื่อ

170:56

เรื่องประสานกัน

170:59

เป็นว่าท่านกล่าวโดยอรรถ

171:02

หมายความว่าหรือว่ากล่าวโดยพยัญชนะ

171:06

ว่ากันภาษาไทยดีกว่าท่านกล่าวเป็นหัวข้อ

171:10

ไว้ว่า 1

171:13

เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว

171:17

2 อย่าเผาฝ่ามือที่ชุ่มเสีย

171:22

3 อย่าประทุษร้ายมิตรไม่ว่าในเวลาไหนๆ

171:28

4 อย่าตกอยู่ในอำนาจของพวกพวกอิสตรี

171:34

นี่ท่านว่าย่อๆไว้อย่างนี้ถ้าอาตมาที่

171:37

อธิบายก็รู้สึกว่างงๆเหมือนกัน

171:42

งงอยู่มากเพราะว่าปัญญาขององค์สมเด็จพระ

171:45

ผู้มีพระภาคเจ้า

171:48

อาตมาไม่มีทางที่เข้าไปเทียบได้เพราะว่า

171:52

พระพุทธเจ้ามีปัญญาเหนืออาตมานับเป็นพันๆ

171:57

ล้านเท่า

171:59

หรืออาจจะเป็นแสนล้านเท่า

172:03

อธิบายไปเองก็จะว่าจะผิด

172:06

ฉะนั้นก็ขอบรรดาญาติโยมจนฟังถ้อยคำของ

172:10

องค์สมเด็จพระธรรมสามิต

172:13

ซึ่งปุญยัก์อาจจะไม่เข้าใจเหมือนอาตมา

172:16

เหมือนกันแล้วก็คงจะถามท่านวิทูรบัณฑิตก็

172:21

คือพระพุทธเจ้าแต่ว่ายังไม่ได้บรรลุในตอน

172:24

นั้น

172:26

ฟังเรื่องของท่านต่อไป

172:30

เมื่อปุณคยัก์ได้ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ

172:34

หมายความเข้าใจหรือไม่รู้เรื่องเอาเลยว่า

172:37

เอ๊ะเทศน์แบบนี้นี่ฟังไม่รู้เรื่อง

172:42

จึงได้ขอให้วิท่านวิธุรบัณฑิตอธิบายเป็น

172:45

ข้อๆแหมค่อยฟังท่านญาติโยมนะ

172:51

ให้ญาติโยมฟังท่านอาตมาก็ฟังเหมือนกัน

172:55

เพราะอาตมาก็คิดไม่ออกเ้าเอ้าเราเรียน

172:58

ด้วยกันก็แล้วกันนะญาติโยมก็กำลังศึกษา

173:03

ธรรมะ 4 ข้ออาตมาก็กำลังจะศึกษาเหมือนกัน

173:09

อาตมาได้บอกแล้วอาตมาในเวลานี้กำลังเป็น

173:12

นักเรียนอนุอนุบาลในพระพุทธศาสนา

173:17

คือต้องถือว่าเป็นอนุบาลรุ่นจิ๋ว

173:21

ไม่ใช่อนุบาลรุ่นใกล้จบ

173:25

ท่านมีธุรกบัณฑิตจึงจะอธิบายให้ฟังเป็น

173:29

ข้อๆดังต่อไปนี้

173:31

ว่าท่านว่าบุคคลที่มีอุปการคุณ

173:35

นะ

173:37

หรือว่าผู้ที่ทำประโยชน์ให้

173:41

ให้ก่อนชื่อว่าเป็นผู้ที่เดินไปข้างหน้า

173:45

นี่หมายถึงข้อหนึ่งนะข้อ 1 ที่ท่านบอก

173:48

เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้วท่านอธิบาย

173:51

อย่างนี้ว่าบุคคลที่มีอุปการะคุณก็ดีหรือ

173:56

ผู้ที่ทำประโยชน์ให้ก่อนก็ชื่อว่าเป็นผู้

174:00

เดินไปข้างหน้า

174:02

ผู้ที่รรู้สึกบุญคุณท่านแล้วก็ทำประโยชน์

174:06

ตอบแทนท่าน

174:09

ชื่อว่าเป็นผู้เดินตามหลังท่าน

174:13

ผู้ร้ายต่อผู้มีอุปการคุณ

174:16

โดยที่ท่านให้ข้าวให้น้ำและก็เป็นที่แล้ว

174:21

ก็ให้ที่พักพิงแม้แต่เพียงคืนเดียวผู้

174:25

นั้นชื่อว่าเป็นผู้เผาฝ่ามืออันชุ่มเสีย

174:29

เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวก่อน

174:31

ฟังใหม่อธิบายอย่างนี้ว่าบุคคลที่มี

174:35

อุปการคุณหรือผู้ที่ทำประโยชน์ให้ก่อน

174:39

ชื่อว่าเป็นผู้เดินไปข้างหน้านะนี่ท่าน

174:43

ตอบท่านแก้ข้อที่ 1 แล้วท่านกล่าวต่อไป

174:47

ว่าผู้ที่รู้สึกบุญคุณท่านแล้วและทำ

174:51

ประโยชน์ตอบแทนท่านชื่อว่าเป็นผู้เดินตาม

174:55

หลังนี่เป็นการแก้ข้อที่ 1 เดินตามบุทาง

174:58

ที่ท่านเดินไปแล้วนะเ

175:02

ท่านแก้เก่งของท่านเก่งแล้วท่านก็ว่าผู้

175:07

ที่ไม่คิดร้ายต่อผู้ที่มีอุปการคุณโดยให้

175:11

ข้าวให้น้ำและให้ที่พักพิงแม้แต่เพียงคืน

175:15

เดียวผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้

175:21

เป็นว่าเผาฝ่ามืออันชุ่มเสียอืมอื

175:26

แล้วก็ยังได้ชื่อว่าพระทุร้ายมิตรด้วย

175:30

เพราะตามธรรมดาของคนดีนั้นนะความจริงข้อ

175:34

นี้คนจะตกไม่มั้อ๋อ

175:41

ท่านว่ายังไงเพราะตามธรรมดาของคนดีนั้นคน

175:45

ดีนั้นแม้แต่ต้นไม้ที่เคยอาศัยร่มเงาก็

175:50

ย่อมไม่หักก้านรานกิ่งเสียคนที่

175:54

ประทุษร้ายมิตรนั้นจัดว่าชั่วชั่วช้า

175:58

สามานอย่างยิ่งโอ้โห

176:01

อันหนึ่งหญิงใดรับการยกย่องเป็นอย่างดี

176:06

จากสามีแล้ว

176:08

เมื่อมีโอกาสยังอาจดูหมิ่นสามีได้หญิง

176:12

นั้นชื่อว่าอสตรีคือไม่ใช่คุณสตรี

176:16

เป็นคนเลว

176:19

เถ้าอธิบายอย่างนี้บรรดาญาติโยม

176:22

พุทธบริษัทพ่อฟังเข้าใจมั้ย

176:25

ความจริงอาตมาเองก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจนะ

176:30

แต่หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทฟังธรรม

176:33

มากคงจะเข้าใจ

176:36

แล้วก็ว่าเรื่องของท่านต่อไปถ้าบังเอิญ

176:38

ไม่เข้าใจนะขอเทปที่เขาออกอากาศถ่ายทอดก็

176:44

ได้

176:46

เพื่อจะได้รับฟังไว้หรือไม่ใช่นั้นก็มา

176:48

ติดต่อที่วัดท่าสุงเ้ามีล่ะมั้ง

176:53

หรือว่าเจ้าเจ้าหน้าที่เคงจะบันทึกเก็บ

176:55

เข้าไว้เพราะว่าเค้าเก็บตุนเข้าไว้อาตมา

176:58

พูดอะไรไปบ้างทางวัดเค้าเก็บไว้หมดทั้ง

177:03

นี้ก็บอกว่าเท่านอาจจะคิดกันว่าเมื่อ

177:06

อาตมาตายไปแล้วเสียงมันคงยังอยู่

177:11

ได้คัดเสียงที่มีประโยชน์เอาไว้ให้เป็น

177:14

ประโยชน์กับบรรดาท่านพุทธบริษัทอาตมาคิด

177:17

อย่างนั้นนะแล้วพระทุกองค์โดยมากท่านก็

177:21

คิดแบบนี้เหมือน

177:23

เมื่อทำอะไรไว้แล้วท่านก็เก็บตนๆเข้าไว้

177:26

เวลานี้เสียงที่ตุนเข้าไปแล้วคิดเป็นค่า

177:30

ของเงินหลายแสนบาท

177:34

เงินนี้ได้มาจากไหนได้มาจากบรรดาญาติโยม

177:38

พุทธบริษัท

177:39

ท่านให้มาเป็นธรรมทาน

177:42

คือว่าช่วยในการซื้อเครื่องบันทึกบ้าง

177:46

ช่วยค่าเทปบันทึกเสียงบ้างอย่างพระบาท

177:50

สมเด็จพระเจ้าอยู่ผัวท่านก็ทรงถวาย

177:54

เครื่องถ่ายทอดมาไว้ 1 เครื่อง

177:57

แล้วก็คุณโยมปิ่นแล้วก็คุณอำไพทอง

178:02

ท่านก็ซื้อถวายมาอีก 1 เครื่องและคุณโยม

178:07

อะไรลืมชื่อเสียแล้วนะ

178:10

โยมอะไรก็ไม่ทราบอีกท่านหนึ่งก็ได้พยายาม

178:14

ซื้อเครื่องมาถวาย 1 เครื่องจะพยายามดู

178:17

ชื่อของท่านชื่อของท่านอยู่ที่ไหนก็ไม่

178:19

ทราบ

178:22

ท่านเขียนชื่อของท่านมาจำชื่อท่านไม่ได้

178:25

ซะแล้ว

178:32

คนมาคนไปเสียงครมครามคมครามอ๋อโยม

178:36

ประสิทธิ์ศักดิ์นะกลิ่นสุนทร

178:40

ท่านก็ได้ถวายเครื่องถ่ายทอดเสียงมาอีก 1

178:44

เครื่องเครื่องแต่ละเครื่องนี้ถ้าซื้อใน

178:46

ประเทศไทย

178:49

ก็ราคาประมาณ 170,000

178:53

ถ้าซื้อที่ต่างประเทศพระบาทสมเด็จพระเจ้า

178:56

อยู่หัวท่านทรงสั่งซื้อก็ 40,000 เศษคุณ

179:01

โยมปิ่นพวงทองกับคุณอำไพทองร่วมกันซื้อมา

179:06

ประมาณ 50,000 เศษซื้อต่างประเทศคงจะผ่าน

179:10

ภาษีมาแล้ว

179:12

แต่ว่าคุณโยม

179:15

เมื่อกี้นี้

179:17

เอ่อท่านพยพยายามซื้อมาเซื้อจากคนอื่น

179:21

เข้ามาอีกทอดหนึ่ง

179:26

ท่านซื้อมาจากคนอื่นเทอดนึงท่านบอกว่าถ้า

179:29

จะซื้อมาก็ราคาแสนเศษนี่เป็นความจริง

179:33

เมื่อบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิงเกื้อ

179:36

กูลอย่างนี้พระท่านก็พยายามเก็บเสียง

179:42

เก็บเสียงไว้แล้วก็มีใครล่ะชอบเอาถวายเทป

179:45

กันอยู่เรื่อยๆฉะนั้นเทปเทปที่วัดจึงราคา

179:50

ถูกคือเทปที่มีเสียง

179:53

จึงมีราคาถูกกว่าเทปเปล่าในท้องตลาดทั้ง

179:57

นี้ก็เพราะว่าต้องการให้ธรรมะขององค์

179:59

สมเด็จพระบรมโลกนาถ

180:02

มีประโยชน์แก่บรรดาท่านพุทธบริษัทอันนี้

180:04

ไม่ได้ประกาศขายของนะเล่าให้ฟังถึงความดี

180:09

ของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่ทำ

180:13

คุยกันต่อไปท่านกล่าวว่าดูก่อนมานพ

180:17

ธรรม 4 ประการนี้ชื่อว่าสาธุนรธรรมนรธรรม

180:23

คือว่าธรรมของคนดี

180:26

ท่านจงตั้งอยู่ในธรรมนี้เถิดและจงละอธรรม

180:30

คือความชั่วเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

180:36

ความจริงท่านกล้าพูดแต่บางคนอาจจะไม่กล้า

180:40

พูดอย่างนี้ก็ได้สำหรับท่านปุญยัก์ฟัง

180:44

แล้วก็รู้สึกในความผิดของตน

180:48

รู้ได้ว่าแท้ที่จริงในวิทูรบัณฑิต

180:52

เป็นผู้มีอุปการะมากแก่เราเคยให้ข้าวให้

180:57

น้ำให้อาศัยที่พักแก่เรา

181:01

การที่เราทำความชั่วคราวนี้ก็เพราะว่า

181:06

ปรารถนาในหญิงคนหนึ่งเท่านั้นไม่จัดว่า

181:09

ได้ประพฤติเป็นคนดี

181:16

เพราะเพราะว่าเมาในกามารมณ์จึงมีความหลง

181:20

ผิดจึงมีความประพฤติชั่ว

181:25

โดยเมื่อเค้าคิดพลังก็ถอนใจไปด้วยความรู้

181:29

สึกสำนึกตัว

181:31

ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจว่า

181:35

ประโยชน์อะไรกับหญิงคนหนึ่งที่เราจะกลับ

181:39

ไปเช็ดน้ำหนอง

181:42

นะเอาใหม่แต่ว่าประโยชน์อะไรกับหญิงคน

181:47

หนึ่งเราจะกลับไปเช็ดหน้านองน้ำตาของชาว

181:52

อินทรปนครให้เบิกบาน

181:57

เป็นอันว่าเขาตัดสินใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งเ

182:00

ไม่เอา่ะเลิก

182:03

อีใหยคนนี้ก็ทำให้เราเป็นคนชั่วเราจะกลับ

182:06

ไปเช็ดน้ำตาของชาวเมืองอินทรปัดให้เบิก

182:09

บานก็หมายความว่าจะนำวิทบัณฑิตไปส่งคืน

182:15

โดยนำวิทบัณฑิตนี้ไปส่งที่โรงธรรมสภาให้

182:19

โดยเร็วที่สุด

182:22

นี่คิดได้นะมันน่าสรรเสริญ

182:27

เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วเราจะรู้สึกว่า

182:29

เทวดานี่ก็ยังโง่เหมือนกันนะ

182:33

คือความจริงเทวดาก็ไปจากคนที่สร้างความดี

182:38

แต่ว่าถ้ายังเป็นเทวดาอยู่หรือก็ยังเป็น

182:41

พรหมอยู่ก็ยังชื่อว่ามีอวิชชา

182:46

คำว่าอวิชชานี่ก็หมายถึงความโง่ที่รู้

182:49

เท่าไม่ถึงการยังมีอยู่

182:52

ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้ประเสริฐเทวดาแปล

182:55

ว่าประเสริฐแต่ก็ประเสริฐไม่ทั่ว

182:58

พรหมแปลว่าประเสริฐก็ยังประเสริฐไม่ทั่ว

183:01

ยังประเสริฐไม่เท่าพระอรหันต์

183:05

สำหรับพระอรหันต์บางทีท่านตรัสอวิชชาได้

183:10

แต่ความฉลาดก็ยังไม่เท่าพระพุทธเจ้า

183:14

ฉะนั้นท่านที่ฉลาดที่สุดจริงๆก็คือพระ

183:17

พุทธเจ้าฉะนั้นอาตมา

183:20

มาเล่าเรื่องราวขององค์สมเด็จพระ

183:22

สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเทศน์

183:26

จริงถ้าหากว่ามีข้อธรรมะที่ท่านอธิบาย

183:29

อยู่จึงไม่อยากแทรกเพราะว่ารู้ตัวดีว่า

183:32

ยังโง่อยู่มาก

183:36

เมื่อเคิดอย่างนี้แล้วจึงได้บอกกับท่าน

183:38

มีรบัณฑิตว่าท่านบัณฑิตผู้มีปัญญาสูง

183:44

เชิญท่านกลับเรียนของท่านเถอะเราไม่

183:47

ต้องการที่จะได้นางอริันตีแล้ว

183:51

และก็ท่านก็กล่าวถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต

183:56

เตือนใจเรานี่มันดีจริงๆ

183:59

ดีอย่างชนิดที่เรียกว่าเราไม่เคยได้ยินมา

184:02

ในกอน

184:04

ต่อไปนี้เราไปเราไม่ขอฆ่าทนะเลิก

184:09

1 เราไม่อยากได้ผู้หญิงคนนั้นด้วยแล้ว

184:13

เราก็จะไม่ฆ่าท่านด้วย

184:17

ตอนนี้มาฟังขั้นธุรบัณฑิตท่านว่ายังไง

184:20

ความเป็นบัณฑิตของท่าน

184:24

ท่านจึงได้ตอบว่านี่ท่านปุณยักษ์หรือท่าน

184:28

มานพ

184:30

ท่านคิดว่าเราไม่รู้จักชื่อท่านอย่างนั้น

184:33

รึการเห็นท่านครั้งแรกเราก็ทราบว่าท่าน

184:38

เป็นใคร

184:40

แต่ว่าอย่าเลยท่านมานพ

184:43

อย่าคิดอย่างนั้นจงนำข้าพเจ้าไปให้ถึง

184:46

นาวิภพเถอะ

184:48

ข้าพเจ้าอยากจะเห็นนาควิภพและทิพสมบัติใน

184:53

นาควิภพ

184:55

จงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเถิด

184:58

แหมท่านเล่นท่านี้นะหวนกลับพับยักษ์หรือ

185:04

เทวดาอยู่หมัดหใครฉลาดกว่ากัน

185:08

เป็นนั้นว่าปุญยักคไม่อาจที่จะขัดความ

185:11

ประสงค์ของท่านวิถุบัณฑิตผู้มีอุปการคุณ

185:15

ได้

185:17

จึงได้กล่าวด้วยความสงสัยว่าธรรมดาผู้มี

185:21

ปัญญา

185:23

รู้ว่าสิ่งใดเป็นข้าศึกย่อมไม่ปรารถนาจะ

185:27

เห็นสิ่งนั้น

185:29

เพราะเหตุใดแล้วท่านจึงได้ปรารถนาจะไปยัง

185:33

สำนักนาวิภพ

185:36

ผู้ต้องการดวงหทัยของท่านแหมสวยจริงๆ

185:43

ท่านพูดกันสวยรู้สึกว่าท่านเป็นปราชญด้วย

185:45

กันทั้งคู่เอาล่ะว่ากันไปเมื่อท่านมี

185:49

ธุรบัณฑิตจึงตอบว่าดูก่อนท่านปุญยัก์

185:54

ความจริงเช่นนั้นนั่นมันเป็นความจริงตาม

185:58

ธรรมดาปราชญ์ย่อมไม่ไปในแหล่งที่มี

186:01

อันตราย

186:02

แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่ได้ทำความชั่วไว้ใน

186:06

ที่ไหน

186:08

หมายความชั่วเนี่ไม่ใครไม่เคยทำเลในชีวิต

186:12

และในที่ทุกสถาน

186:14

จึงไม่รู้สึกกลัวความตายจะมาถึงเมื่อไหร่

186:19

และอีกประการหนึ่งท่านก็เป็นผู้กล้าแข็ง

186:22

อย่างนี้ข้าพเจ้ายังไปรับบลมให้ใจอ่อนลง

186:27

ได้ด้วยธรรมกาถา

186:30

สำหรับพญานาคนั้นก็คงไม่มีอะไรยากเป็น

186:34

หน้าที่ของข้าพเจ้าเราเองที่จะเล้าลมให้

186:37

อ่อนให้ใจอ่อนลงท่านจงพาข้าพเจ้าไปที่

186:41

นั้นเถิดแหสวยๆนะ

186:45

พูดกันอย่างนิ่มๆนอนน่ารัก

186:49

ท่านปุณกยักค์จึงได้ให้ท่านมีทรบัณฑิต

186:52

ขึ้นนั่งหลังม้าอาชานัย

186:55

พาตรงไปยังหน้ากิภพทันที

187:00

เอนี้ก็สงสัยนะ

187:03

เทวดาเ้าไปไหนเค้าก็หอกได้ทำไมต้องมีม้า

187:07

ขี่

187:08

ตอนนี้ก็ต้องว่ากันถึงบุญบารมีในการสร้าง

187:12

มาในกันก่อนเค้าคงจะถวายม้าไว้ในพระ

187:14

พุทธศาสนา

187:17

หรือว่าใช้หรือว่าเขาเคยเป็นม้าให้คนขับ

187:20

ขี่หรือว่าจะใช้ม้านี้สำหรับในการ

187:24

สงเคราะห์คนบุญกุศลจึงบันดาลให้มี

187:27

ม้าทิพย์อันนี้อาตมาก็ไม่ขออธิบายอีกและ

187:32

ที่กล่าวมานี่ญาติโยมอย่าเพิ่งเชื่อนะ

187:35

อาตมาคิดคาดคะเนียเท่านั้นเดี๋จะหาว่าไป

187:39

ตู่คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสงธรดีไม่ดี

187:44

อาตมาจะไปอยู่กับพระเทวทัตอาตมาไม่เอา

187:46

แล้วกลัว

187:49

เป็นอันว่าต่อนี้ไปก็เมื่อพยานาคทั้งหลาย

187:53

เห็นปุณกยัก์มา

187:56

จึงได้ทักทายก่อนแล้วว่าเจ้าไปมนุษโลกมา

188:02

ได้หัวใจวิทูรบัณฑิตหรือไม่หรือว่าเจ้า

188:06

เอาตัวมาได้เลยอื

188:09

ท่านปุณคยัก์จึงตอบว่านี่ฉันเอาตัวมาเลย

188:13

เจ้าค่ะนะ

188:15

เอาตัววิทูรบัณฑิตมานะ

188:19

สำหรับวิทูรบัณฑิตนี่เป็นผู้แสดงธรรม

188:22

ไพเราะ

188:24

มาอยู่เฉพาะตรงประพัก์นี่แล้วนี่นั่งลง

188:27

ตรงนี้แล้ว

188:29

คนนั่งอยู่ข้างหน้านี่แหละพระเจ้าค่ะคือ

188:32

วิทูรบัณฑิต

188:34

ขอพระองค์ทรงทราบเถิดว่าการสมาคมกับ

188:39

สัตบุรุษ

188:40

เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญพระเจ้าค่ะแน่

188:44

ปกยักษ์นี่ก็นักปราชญ์ไม่ใช่น้อย

188:48

ท่านเป็นเทวดา

188:50

คำว่ายักษ์แปลว่าผู้บุคคลคนบูชานะไม่ใช่

188:54

ยักษ์ทศกรร์มีเขี้ยว

188:57

ต่อไปท่านพญานาคได้ทอดพระเนตร

189:00

หิมิโทบัณฑิตแล้วก็ตรัสถามว่าดูก่อนท่าน

189:04

บัณฑิต

189:06

ท่านถูกนำมารยังหน้ากิภพนี้ก็นับว่าตก

189:10

อยู่ในอุ้งมือของมุมฤตยูแล้ว

189:14

หมายความตกอยู่ในอุ้มมือของเพชรฆาตแล้ว

189:19

เหตุไรท่านจึงไม่กลัวและก็ไม่ถวายความ

189:23

เคารพข้าพเจ้า

189:25

อาการที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่อาการของคนที่มี

189:29

ปัญญาเลยเอ้าโต้กันอีก

189:33

ตอนนี้มาสู้กันอีกด้วยวาทะ

189:37

ท่านมีธุรบัณฑิตก็ตอบว่าข้าพเจ้าไม่ถวาย

189:40

บังโคมพระองค์

189:43

ก็เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นเสมือนนักโทษที่

189:45

กำลังที่จะถูกฆ่าเออฟังให้ดีนะ

189:50

พระองค์ก็เป็นเหมือนเพชรฆาต

189:53

นักโทษไม่ต้องการจะกราบไหว้เพชรฆาต

189:58

และเพชรฆาตก็ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้นัก

190:02

โทษกราบไหว้

190:04

เพราะว่าการกราบไหว้นั้นไม่สำเร็จ

190:07

ประโยชน์อะไรเลยนี่หมายความว่าจะไหว้ก็

190:10

ตายไม่ไหว้ก็ตายจะไปไหว้กันทำไม

190:14

ในเมื่อคนหนึ่งประกาศตนเป็นศัตรูหวังจะ

190:18

ฆ่ากันแล้วถ้าจะไหว้มันก็เสียมือเปล่าการ

190:22

ไหว้นี่อัปจายกรรม

190:24

คำกรรมคือการอ่อนน้อมที่พระพุทธเจ้ากล่าว

190:28

ว่าวรรณโกปฏิวัติ

190:32

ผู้ไหว้ยมการได้รับการไหว้ตอบปูชาและปตีบ

190:37

ปูชังผู้บูชาด้วยกันบูชาตอบแต่การที่คน

190:41

ที่จะถูกประหารชีวิตไปไหว้เพชรฆาตไม่มี

190:45

การได้รับการไหว้ตอบก็ไม่ไหว้ซะดีกว่า

190:50

พระยานาคได้ฟังก็พอพระทัยในคำกล่าวนั้น

190:54

จึงได้ตรัสว่าจริงๆจริงเลยนะนักโทษต้อง

190:59

ไม่กราบไหว้พี่เพชรฆาต

191:02

และพระฆาตก็ไม่พึงบังคับให้นักโทษกราบไว้

191:06

เพราะว่าจะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรในการ

191:09

ไหว้ขึ้นมาเลยการกราบไหว้ระหว่างเขานะหมด

191:14

ความหมายจริงๆเออท่านก็รู้

191:19

วิทูรบัณฑิตเห็นพญานาคเตามจึงได้ซักถาม

191:22

ว่าข้าแต่พญานาค

191:26

วิมานนี้ก็ดี

191:28

ความมีฤทธิ์ก็ดีรัศมีกายอันรุ่งเรืองและ

191:33

ทิพปสมบัติทั้งหมดก็ดีพระองค์ได้มายังไง

191:39

เกิดมีขึ้นมาตามฤดูกาลหรือว่าใครให้ทรง

191:45

สร้างเองหรือเทวดานิรมิตถวายพระเจ้าค่ะ

191:48

เอาล่ะสิตอนนี้เล่นกันอีกแหมดีจริงๆ

191:53

เรื่องนี้ดีจริงๆโอถ้าพยานาคจึงได้ตอบว่า

191:57

ดูก่อนท่านบัณฑิต

191:59

เราได้มาเพื่อผลบุญของเราเองการที่จะได้

192:04

วิมานก็ดีได้ทิพปสมบัติก็ดีการมีฤทธิ์ก็

192:08

ดี

192:10

ทั้งหมดนี้ไม่มีใครสร้างให้เราสร้างด้วย

192:13

ความดีที่เราสร้างเราได้มาด้วยความดีที่

192:16

เราสร้างไว้ในสมัยที่เป็นมนุษย์

192:19

เอาแหละคราวนี้ตกหลุมแล้วถ้าเล่นเสียตก

192:22

ถังอ้าพญานาคก็ตกถังป๋อมนี่คราวนี้

192:27

ท่านเก่งจริงจริงท่านมีทูรบัณฑิตจึงได้

192:31

ถามว่าพระองค์ทำบุญอันใดไว้พระเจ้าค่ะจึง

192:36

ได้มีวิมานนะมีฤทธิ์และมีรัศมีอัน

192:40

รุ่งเรืองประเภทนี้

192:44

ท่านพยาน่าได้ตอบว่าดูก่อนบัณฑิต

192:47

เราได้ถวายทาน

192:50

ให้อาหารให้ที่อยู่อาศัยแก่สมณชีพราหมณ์

192:56

ในสมัยที่เป็นกระดุมพีดีอยู่ในเมือง

192:58

มนุษย์

193:00

เราได้ถวายทานโดยเคารพจึงได้ทิพสมบัติ

193:05

เห็นปานนี้แหมสวยจริงๆนะเออแล้วก็ท่าน

193:10

ตรัสต่อไปว่า

193:13

ท่านตรัสนะเป็นตอนนี้เกล่าวว่าท่านพญานาค

193:17

ตรัสอย่างปีติในผลบุญที่ตนได้รับ

193:22

หมายว่าการทำบุญตามที่กล่าวมาแล้วนี่ 1

193:25

ได้ถวายทาน

193:27

ให้อาหารให้ที่อยู่กับสมณชีพราหมณ์ในสมัย

193:32

ที่เป็นอดมภีความจริงท่านไม่มีอารมณ์เป็น

193:35

ทิพย์ท่านระลึกชาติได้

193:38

เราได้ถวายทานคนโดยเคารพจึงได้ทิพปสมบัติ

193:41

เห็นป่านนี้ท่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

193:45

แต่การภาคภูมิใจของท่านน่ะตกหลุมพรางป๋อง

193:50

เป็นอันว่า

193:52

ท่านวิทูรบัณฑิตก็ย้อนอีกคราวนี้ย้อน

193:57

ถ้านั้นพระองค์ก็ทรงทราบเรื่องกรรมและผล

194:02

ของกรรมดีนะ

194:05

ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประมาท

194:08

และจงประพฤติธรรมให้ได้แล้วก็เสด็จเสด็จ

194:12

อยู่ครองวิมานนี้ต่อไปเถิดพระเจ้าค่ะเออ

194:16

ไอ้ลูกไม้อันนี้ต้องฟังแนท่านย้อนพับเข้า

194:19

ไปแบบนั้นว่าถ้าอย่างนั้นพระองค์ก็จงทรง

194:23

ทราบก็ทรงทราบเรื่องของกฎของกรรมดีและผล

194:27

ของกรรม

194:30

ขอพระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท

194:33

ประพฤติธรรมให้ได้เสด็จอยู่ครองวิมานนี้

194:37

ต่อไปเถิดนี่นี่ความหมายนี่ลึกๆอยู่นะ

194:41

ฟังให้ดูให้ลึกๆถ้าคิดฆ่ากันแล้วก็ไอ้

194:45

วิมานนี้มันจะไม่มีโอกาสจะได้ครอง

194:48

สิ่งที่จะได้ครองใหม่ถึงมันใหญ่โตกว่านี้

194:51

ก็คือนรก

194:54

ท่านพระยานาคจึงได้ตรัสว่าดูก่อนบัณฑิต

194:59

ในนากวิภพนี้ไม่มีสมณพราหมณ์

195:03

ที่จะบำเพ็ญทานโดยเคารพเลยเราจะประพฤติ

195:07

ได้ยังไงเเราจะประพฤติความดีได้ยังไง

195:10

เนี่ยในเมื่อเขาไม่มีที่จะทำบุญโอ้โห

195:16

นี่ความจริงพญานาคก็เก่งนะไม่ใช่ท่านไม่

195:19

รู้ท่านรู้ท่านย่องไปรักษาอุโบสถเรื่อยๆ

195:23

แต่ว่าตอนนี้ปัญญาท่านโง่ไปนิดที่เมียบอก

195:27

ว่าต้องการหัวใจของวิทูรบัณฑิต

195:30

แต่นางวิมาราก็บอกแล้วว่าต้องการหัวใจของ

195:34

วิทูรบัณฑิตโดยที่วิทูรบัณฑิตไม่มี

195:36

อันตราย

195:38

แต่อย่าลืมไปว่าเทวดาหรือนาคก็ยังมี

195:42

อวิชชาครอบงำจิต

195:45

จิตยังไม่ผ่องใสจิตยังไม่สะอาดแท้จึงไม่

195:49

เข้าใจเป็นว่าผัวนี่โง่กว่าเมีย

195:52

ลูกโง่กว่าแม่ลูกเขยโง่กว่าแม่ยาย

195:58

ว่ากันไปว่าท่านมีโทรบัณฑิตจึงได้กล่าว

196:00

ว่าในนาคกิภพนี้ไม่มีสมณพราหมณ์

196:05

แต่ก็มีนาคบริษัททั้งที่เป็นโอรสและพระ

196:11

ชายาที่เป็นมิตรนบอกว่าไอ้บุญเเนี่ยถึงแม

196:15

ไม่มีพระก็ทำได้

196:18

มีมิตรละหมาดเสนาข้าเฝ้า

196:21

ขอพระองค์จงมีพระเมตตาทั้งทางกาย

196:26

ทางวาจาตลอดจนทางใจ

196:30

ไม่ทรงประุทธร้ายใครในนาคเรานั้นเช่นนี้

196:36

พระองค์ก็จะได้ทรงเสด็จอยู่ในวิมานนี้

196:40

ตราบเท่าสิ้นอายุของพระองค์แลก็มีความ

196:44

อยู่นานๆกว่านั้นยิ่งกว่านั้นยังจะได้

196:48

เสด็จไปสู่เทวโลกที่สูงกว่านาคพิภพนี้อีก

196:52

พระเจ้าค่ะนั่นแ

196:55

ว่าสวยพญานาคเมื่อได้ฟังแล้วก็พอพระทัย

197:00

มากถึงจะตรัสถามต่อไปว่าดูก่อนบัณฑิต

197:05

ปุณนักกยัก์น่ะจับตัวท่านมาได้ยังไง

197:11

จะตอบดีหรือไม่ดีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

197:14

ทั้งหลาย

197:16

บุญนก็ท่านมีโทบัณฑิตจะตอบหรือไม่ตอบ

197:21

มองดูเวลาตอบไม่ได้เสียแล้วที่บรรดาญาติ

197:24

โยมทั้งหลายเอาไว้ฟังคำตอบกันวันต่อไป

197:29

ข้างหน้าก็แล้วกันนะเพราะว่าเวลานี้หมด

197:32

เวลาเสียแล้วต้องขออภัยด้วยช่วยให้อภัย

197:36

อาตมาด้วยแต่ความจริงอยากจะให้ญาติโยมฟัง

197:39

ให้จบเรื่องภายในวันเดียว

197:42

แต่เวลาไม่อำนวยอันนี้ก็ต้องขอลาก่อนขอ

197:46

ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมี

197:51

แด่บรรดาบดาท่านพุทธศาสนิกชน

197:54

ผู้มีจิตเป็นธรรมผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี

197:59

เอ่อท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

198:03

วันนี้คงพบกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

198:09

เรื่องราวของวิทบัณฑิตต่อไป

198:12

เป็นที่น่าสิ้นดายที่วันก่อน

198:16

พญานาคถามแต่ว่าท่านวิถบัณฑิตไม่ทันตอบ

198:22

วันนี้ก็ขอย้อนคำถามสักนิดนึง

198:27

เพื่อเรื่องต่อกันท่านพญานาคท่านมีความพอ

198:31

พระทัยมากได้ตรัสถามต่อไปว่าดูก่อนท่าน

198:35

บัณฑิต

198:37

อุณกยักค์จับตัวท่านมาเนี่ยจับมันได้ยัง

198:40

ไง

198:43

วทูรบัณฑิตจึงได้ถวายพระกราบทูลว่า

198:46

ปุณกยักค์ได้ข้าพเจ้ามาด้วยการเล่นสกา

198:51

คือเล่นสกาพนันนะข้าพเจ้าเป็นข้าพนันที่

198:56

พระเจ้าทนันชัยโกรยะมอบมาตามข้อตกลงพระ

199:01

เจ้าค่ะ

199:05

เป็นั้นว่าพญานาคได้รับสั่งให้นางวิมาลา

199:09

นะอะไรเพยานาคได้รับสั่งให้นางวิมาลามา

199:15

เรียกนางวิมาลามา

199:18

นางวิราม

199:19

วิมาลาก็พอได้ทอดประเนินวิโทบัณฑิต

199:24

ก็ประคองอัญชลีขึ้นแล้วก็ตรัสถามว่านี่

199:28

ไหว้เลยนะดูก่อนท่านบัณฑิต

199:33

ท่านกำลังตกอยู่ในมรณภัยเช่นนี้

199:38

เหตุไหนท่านจึงไม่สลดใจเสียเลยคนที่ตก

199:43

เป็นเชลยเขาย่อมเศร้าเศร้าโศกนะแล้วก็หมด

199:48

ทางรัศมี

199:50

แต่ว่าท่านดูเหมือนว่าไม่เป็นเช่นนั้นซะ

199:53

เลยท่านมีดีอะไรรึแน่เมืองนี้มีแต่ปัญหา

199:58

นะเรื่องนี้มีแต่ปัญหาเรื่อยๆโอน่าฟัง

200:03

อาตมาเป็นคนพูด

200:06

อาตมาเป็นคนพูดบอกว่าน่าฟังแต่ว่าโยมผู้

200:10

ฟังรำคาญหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

200:15

ท่านมีโทรบัณฑิตท่านยังตอบว่าคนไม่เคยทำ

200:19

ความชั่วย่อมไม่กลัวตาย

200:22

คือจะตายเมื่อไหร่ก็ตายได้ในเวลาที่เข้า

200:25

ที่คับขันข้าพเจ้าก็ยิ่งมีสติปัญญาฉับไว

200:30

ขึ้น

200:31

ข้าพเจ้ามีปัญญาเป็นของดีอยู่พระเจ้าค่ะ

200:35

จึงไม่กลัวตายนะเก่งซะด้วย

200:40

นี่ว่าถึงคราวคราวอวดดีนะอย่างนี้เค้า

200:43

เรียกว่าอวดดีไม่ใช่อวดเลว

200:47

คนส่วนใหญ่เท่าที่เคยเห็นมาชอบอดเลวกัน

200:52

แต่อดเลวมันเป็นทุกข์อวดดีเป็นสุข

200:57

เพราะว่าท่านมีดีจะอวดแต่เสียงแห้งหน่อย

200:59

นะญาติโยมวันนี้นะท่านพยานานางวิมัลามี

201:04

ความพึงพอพระพระทัยในปัญญาของท่าน

201:08

วิทรบัณฑิต

201:09

อย่างเห็นได้ชัดมีทูรบัณฑิตจึงได้ทูลว่า

201:14

บัดนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้วพุเจ้า

201:18

ขอพระองค์จงจัดการเรื่องเนื้อหัวใจของ

201:22

ข้าพเจ้าตามพระราชประสงค์เถิดแน่อ้าก็

201:26

แล้วท้าล่ะสิแต่ถ้าว่ามีพระประสงค์จะฟัง

201:31

ธรรมในคาถาของข้าพเจ้าอีกข้าพเจ้าจะกล่าว

201:35

ทำถวายก่อนพระเจ้าค่ะเอาสิเอ้าอยากจะกิน

201:39

หัวใจก็เชิญกินถ้ายังไม่อยากกินหัวใจจะ

201:43

ฟังเสียงก็ฟังก่อนจะพูดถวาย

201:48

นี่พูดก็ยังภาษาไทยแท้ๆดูสำนวนของท่านต่อ

201:52

ไปไพเราะมากไม่อยากจะแทรกท่านยังตรัสถาม

201:56

ว่าดูก่อนบัณฑิตเนี่ยพญานาคนะพญานาคถามนะ

202:01

ว่าปัญญานั่นแหละเป็นดวงใจของบัณฑิตทั้ง

202:04

หลายข้าพเจ้าทั้งสองยินดีมาก

202:09

ในปัญญาของท่านจะยกนาริสันตรีให้แก่

202:13

ปุญณกยักษ์นและก็ให้ไปส่งท่านยัง

202:18

อินทรปัตนครในวันนี้ให้จงได้

202:23

ฝ่ายปุณคยักคมีใจชื่นบานด้วยปีติอย่าง

202:27

เต็มที่นะตอนนี้จะได้เมียนะจึงได้นางอริต

202:32

สมความปรารถนา

202:35

ทีนี้กล่าวกว่าท่านวิทุรบัณฑิตว่าท่าน

202:38

เป็นผู้มีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้ามาก

202:42

ข้าพเจ้าขอมอบแก้วมณียินดวงนี้ให้แก่ท่าน

202:47

และจะส่งท่านให้ถึงเมืองอินทรปนครในวัน

202:50

นี้ด้วยโอ๊เออแก้วมณีดวงนี้มันเป็นแก้ว

202:54

ของพระเจ้าจักรพรรดินี่ลุงปุนก็ยักษ์แกไป

202:58

มอบให้แก่ท่านวิทุรบัณฑิตแต่อ้อไม่เป็นไร

203:02

ไม่เป็นไรพระวิทบัณฑิตถ้ายังทรงชีวิตอยู่

203:05

ก็เก็บไว้ถ้าตายเมื่อไหร่เขาก็กลับไปเก็บ

203:09

ที่เดิมนะยักษ์ที่รักษาเดำไปเก็บที่เดิม

203:14

เมื่อท่านปุณคยัก์ว่าแล้วก็เชิญท่าน

203:17

อิธุรบัณฑิตขึ้นนั่งบัลลังม้าอาชานัย

203:21

ลงไปยังเมืองอินทรปนครทันทีเอ้าเอาก็เท่า

203:25

นั้นเอง

203:28

นี่ว่ากันมาเกือบตายนี่จะต้องต่ออะไรอีก

203:30

หรือเปล่าก็ไม่ทราบทั้งนี้เพราะว่าไม่ได้

203:34

ดูเรื่องว่าจะจบตรงไหนอ้านี่จะจบกันง่ายๆ

203:37

เอาถ้าจบกันง่ายๆแบบนี้โอเหลืออีกนิด

203:41

เดียวน่ะไม่ได้ดูข้างหน้าข้างหลังว่าเทป

203:44

หน้านี้ก็น่าจะต้องแถมอะไรต่ออะไรกันยุ่ง

203:47

ไปอีกเพราะไม่เต็มหน้าเสียแล้วนี่

203:52

เป็นอันนั้นว่าในคืนวันนั้นตลอดรุ่ง

203:56

พระเจ้าทนันชัยโกรยะ

204:00

แห่งอินทรปนครทรงพระสุบินว่า

204:05

เจ้ายักษ์นุ่งผ้าแดงทัดดอกไม้แดงต้นหนึ่ง

204:11

ได้นำเอาต้นไม้ต้นหนึ่งที่บ้านนะนำได้นำ

204:17

เอาต้นไม้ต้นหนึ่งที่บ้านถอนเอาไปแล้วเอา

204:21

เอากลับมาคืนนะถอนต้นไม้ไปแล้วก็เอากลับ

204:25

มาคืน

204:27

และก็ปลูกลงหน้าพระราชนิเวศ

204:32

เมื่อทรงพิจารณาดูแล้วก็ทรงสันนิษฐานว่า

204:36

ต้นไม้ต้นนั้นก็คือวิทูรบัณฑิต

204:41

และก็เชื่อว่าวันนี้จะต้องมีคนนำ

204:44

วิทูรบัณฑิต

204:45

มาส่งคืนให้เป็นแน่

204:49

จึงได้รับสั่งให้ประดับตกแต่งพระนคร

204:53

จัดแจงโรงธรรมสภาเพื่อเป็นการต้อนรับ

204:58

และก็ทรงเสด็จสู่โรงธรรมสภา

205:02

ตรัสแก่บรรดาประชาชนว่าท่านทั้งหลาย

205:06

ท่านจะได้เห็นวิทูรบัณฑิตกลับมาในวันนี้

205:10

แน่นอน

205:12

ซึ่งในขณะนั้นท่านปุญณกยักษ์ก็ได้นำ

205:14

วิโทรบัณฑิตมาถึงประตูพอดี

205:18

และก็มอบท่านวิโทรบัณฑิตเรียบร้อยแล้ว

205:22

ท่านปุณคยัก์กับนางอริันตีก็กลับไปทันที

205:29

เวลาเหลือตั้งเยอะ

205:31

เป็นอันว่าพระราชาและบรรดาประชาชนต้อนรับ

205:36

ด้วยความดีเป็นอย่างยิ่งวิทบัณฑิตได้เล่า

205:40

เหตุการณ์ให้ฟังโดยตลอดทุกคนก็ฟังด้วย

205:44

ความตื่นเต้นในที่สุดพระเจ้าทนัญชัย

205:49

รับสั่งให้ทำการฉลองต้อนรับ

205:53

เป็นเวลา 1 เดือนโอ้โห

205:56

และให้ปล่อยกับนักโทษปล่อยสัตว์ทั้ง 2

205:59

เท้า 4 เท้าที่จองจำขังไว้และให้บรรดา

206:03

ประชาชนทุกคนประสบกับความรื่นเริงสุข

206:06

สำราญเบิกบานใจอย่างเต็มที่

206:10

ตามสมควรอัติยาศัยของตนของตน

206:15

สำหรับท่านวิทรูรบัณฑิตได้แสดงธรรมทานแก่

206:18

มหาชน

206:20

และพระราชาตลอดมาจนสิ้นชีวิตแล้วต่างคน

206:24

ต่างก็ตายไปตามยทามอวัโท

206:27

ที่สุดแล้วก็ตายเรื่องนี้ท่านบอกว่าเก็บ

206:31

ความมาจากวิทุรชาดก

206:34

กติคติธรรมนี้ได้จากในความนี้ความดีชนะ

206:39

ความชั่วหลักแล้วก็มีหลักธรรมของขดการ

206:43

ประกอบอยู่ด้วย

206:46

ตอนนี้ก็เหลือเวลาเกือเกือบจะ 20 นาทีจะ

206:50

ต้องแถมกันซะแล้ว

206:53

ความจริงวาดแล้วก็ไม่อยากจะแถมอ้าเมื่อ

206:56

เวลามันเหลือก็ต้องแถม

206:59

ในก่อนที่จะแถม

207:01

ตามฌานกทั้งหลายเมื่อเวลาที่จบลงไปองค์

207:06

สมเด็จพระจอมไตรบบรมศาสดา

207:09

สัมมาสัมพุทธเจ้า

207:12

จะต้องสรุปด้วยอริยสัจ

207:16

บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้ฟังหรือว่าบางที

207:19

บัณฑิตนักปราชญ์สมัยใหม่

207:24

เเรียกว่านักปราชญ์สมัยใหม่อ่านชาดกก็ดี

207:29

อ่านพระสูตรก็ดีบางทีท่านก็ตำหนิว่าแหม

207:34

เรื่องนี้ต่ำเกินเกินกว่าสมองของท่าน

207:38

สำหรับสมองของท่านต้องเรียนเฉพาะธรรมชั้น

207:41

สูงที่เรียกกันว่าอภิธรรม

207:46

คำว่าอภิธรรมนี่เป็นธรรมยิ่งยวดที่สูงสุด

207:50

ในคำสอนของพระพุทธศาสนา

207:55

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าในสมัยเมื่อองค์

207:58

สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

208:03

ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมพุทธาณ

208:06

แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

208:10

ทรงปรารภพระพุทธมารดา

208:14

ซึ่งทรงพระนามว่าสิริมหามาราชเทวี

208:19

เพราะว่าพระองค์อาศัยพระครรภ์ของพระมารดา

208:22

นี้แต่ความจริงอาศัยมาไม่รู้กี่ชาตินาน

208:27

แต่ว่าเป็นชาติสุดท้ายนี้สมเด็จพระ

208:30

ราชชนนี

208:32

แล้วก็สมเด็จพระพุทธชนนีดีกว่า

208:35

ท่านต้องสวรรคตเมื่อพระองค์ทรงคลอดจากพระ

208:39

ครรภ์ได้ 7 วัน

208:43

ถ้าการอย่างนี้ปรากฏขึ้นบางท่านจะหาว่า

208:46

ลูกทำลายแม่

208:49

หรือว่าลูกมาเป็นพิฆาตฆ่าแม่แต่ความจริง

208:53

ไม่ใช่อย่างนั้นถึงกล่าวว่าครั้นใดที่

208:57

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนา

209:00

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยเกิด

209:04

ขั้นนั้นไม่ควรที่สัตว์อื่นจะมาเกิดร่วม

209:07

ด้วย

209:09

ฉะนั้นเมื่อพระองค์คลอดได้ 7 วัน

209:13

พระมารดาจึงต้องสวรรคต

209:16

จากคนไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดสิท

209:22

ถ้าจะถามว่าทำไมไปเกิดเป็นเทวดาผู้ชาย

209:27

ก็เพราะว่าคันนั้นไม่ต้องการให้ใครมาเกิด

209:30

ใหม่ถ้าไปเกิดเป็นผู้หญิงแล้วก็ยังไม่

209:34

นิพพานในชาตินี้

209:37

จะต้องกลับมาเกิดเป็นคนใหม่ก็จะต้องมีลูก

209:40

ใหม่

209:42

ฉะนั้นถ้าเกิดเป็นผู้ชายลูกของผู้ชายไม่

209:45

ได้อยู่ในครรภ์ของตัว

209:48

ไปอยู่ในครรภ์ของภรรญาจึงหมดภาระที่ใครจะ

209:51

มาใครจะเข้ามาทับท้องใหม่

209:56

เพราะเป็นว่าในเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตร

209:59

คิดถึงคุณพระมารดา

210:02

ว่าเคยให้น้ำนมและเข้าป้อนมานับชาติไม่

210:06

ทวนไม่ใช่ชาติเดียว

210:09

เวลานี้ทรงไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้น

210:12

ดุสิต

210:14

องค์สมเด็จพระธรรมสามิตเป็นผู้มีความ

210:17

ประกอบด้วยความกตัญญูรู้คุณ

210:21

จึงได้มาดำริว่าโอหนอเราจะขอสงเคราะห์คุณ

210:26

พระมารดา

210:28

แต่ว่าธรรมเทศนา

210:30

ที่ทรงบรรลุก็มี 3 อย่าง

210:33

คือ 1 พระวินัย

210:36

2 พระสูตรพระสูตรนี่เล่าเรื่องความเป็น

210:39

มาของแต่ละคนที่ประพฤติปฏิบัติ

210:43

คือให้บรรดาท่านพุทธบริษัทนำเอาไปประพฤติ

210:46

เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติธรรมและที่ 3 ก็

210:50

อภิธรรม

210:53

ทรงพิจารณาแล้วว่าธรรม 3 ขั้น 1 พระวินัย

210:59

ของพระสูตร 2 พระสูตร 3 อภิธรรม

211:03

อภิธรรมนี้ 2 อย่างไม่คู่ควรกับคุณของ

211:07

มารดา

211:08

แต่อภิธรรมนี้คู่ควรอย่างยิ่งแก่พระมารดา

211:13

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้

211:17

ไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดาโดยอภิธรรมจิต

211:20

คัมภีร์

211:21

ใช้เวลาเทศน์นี้ 3 เดือนเต็มทั้งกลางคืน

211:25

และกลางวัน

211:27

ไม่มีเวลาพักผ่อน 3 เดือนเท่ากับ 90 วัน

211:31

ของเมืองมนุษย์

211:34

แต่ว่าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ใช้เวลา 100

211:38

ปีของมนุษย์เป็น 1 วัน

211:41

สวรรค์ชั้นดุสิต

211:44

ใช้เวลาเสีย 800 ปีของมนุษย์เป็น 1 วัน

211:49

ฉะนั้นที่องค์สมเด็จพระทรงทันบรมศาสดาไป

211:52

เทศน์โปรดพุทธมารดา 3 เดือนของมนุษย์ก็คง

211:57

จะใช้เวลาไม่ถึง 1 ช่โมงของชั้นดุสิต

212:02

อาจจะเป็นประมาณ 1 ชั่วโมงของชั้น

212:04

ดาวดึงส์ก็ได้

212:07

ในอภิธรรมค่าใหญ่บางท่านเห็นว่าการฟังพระ

212:11

สูตรก็ดีฟังชาดกก็ดีต่ำเกินไป

212:15

แต่ว่าถ้าจะรู้จักใช้แล้วก็พระสูตรก็ดี

212:19

ชาดกก็ดีไม่ต่ำ

212:23

ไม่ต่ำเพราะอะไรเพราะว่าคนฟังเพลินดี

212:27

ได้เรื่องราวไปด้วยได้ข้อวัดปฏิบัตินั้น

212:31

ไปเสร็จ

212:32

ถ้ามีความฉลาดการฟังพระสูตรก็ไปนิพพานได้

212:40

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าจิตใจของเราน่ะ

212:43

สูงพอที่จะไปนิพพานแล้วหรือยัง

212:47

ถ้ามีกำลังใจยังไม่เข้มแข็งมากฟังท้อง

212:51

เรื่องไปแล้วฟังข้อวัดปฏิบัติไปอย่าง

212:55

เรื่องวิทูรบัณฑิตนี้มีข้อวัดปฏิบัติ

212:59

เพื่อความสุขในชาตินี้อยู่เยอะ

213:03

และก็มีข้อวัดปฏิบัติเพื่อความสุขในชาติ

213:06

หน้าอยู่มากแต่ก็ดูหนึเหมือนว่าในท้อง

213:10

เรื่ององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

213:14

ตรัสไว้ในคราวนั้น

213:16

แต่ว่าเรื่องที่ทรงตรัสนี่ไม่ใช่ร่างขึ้น

213:19

มาใหม่

213:21

ไม่ใช่ว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรง

213:25

ร่างขึ้นมาเฉยๆแล้วก็มาเล่าสู่กันฟังเป็น

213:29

การเขียนเห็นนิยายสู่กันฟังไม่ใช่อย่าง

213:32

นั้น

213:35

เนื้อแท้จริงๆพระองค์ใช้อำนาจ

213:38

ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

213:41

เป็นญาณของพระพุทธเจ้าที่มีความแจ่มใส

213:46

ย้อนถอยหลังลงไปถึงเรื่องเก่าๆที่องค์

213:50

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงผ่านมาแล้ว

213:54

แต่ความจริงหนังสือที่เแปลนี่ที่ก็น่า

213:57

เสียดาย

213:59

ที่ตัดต้นเค้าก่อนเกินหายไปเสียคือไม่เอา

214:04

เหตุเข้ามาเขียนเข้าไว้เห็นว่าองค์สมเด็จ

214:07

พระจอมไตรตรัสไว้ไม่ดีหรือยังไงก็ไม่ทราบ

214:11

ตรัสต้นเหตุไปความจริงพระพุทธเจ้าจะทรง

214:14

ตรัสชาดกเรื่องอะไรก็ตาม

214:17

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้องปรารภเหตุ

214:21

ปัจจุบันก่อน

214:23

แล้วองค์สมเด็จพระชินนวรจึงจะตรัสพระชาดก

214:27

แต่นี้น่าเสียดายเตัดทิ้งไปก็เลยไม่รู้จะ

214:30

หาที่ไหนเหมือนกันหามันยาก

214:34

ไปอยู่บ้านนอกคอกนาไม่มีเวลาจะหาในท้อง

214:39

เรื่องของวิทูรบัณฑิตถ้าฟังแล้วก็ยังไม่

214:41

ถึงนิพพาน

214:44

แต่ว่าเป็นข้อวัดปฏิบัติที่ใกล้พระนิพพาน

214:47

มาก

214:49

ฟังลงไปแล้วนะนี่ถ้าฟังอย่างคนคิด

214:54

ฟังอย่างที่มีจิตที่จะคิดได้

214:59

ไม่ใช่ฟังแบบทุกฟัง

215:03

คือถ้าฟังแบบทุกฟังฟังแล้วไม่รู้เรื่องที

215:07

นี้ท้องเรื่องของวิทูตบัณฑิตบางตอนก็น่า

215:10

รักมีแสดงความฉลาดออกมาชัด

215:15

โต้ตอบการสนองธรรมซึ่งกันและกันเป็น

215:18

เรื่องที่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้มีความสน

215:21

ใจ

215:23

ถ้ามีกำลังใจยังไม่ถึงอรหัตผลก็ควรจะนำไป

215:27

ประพฤติปฏิบัติให้มันมีความสุขทั้งในชาติ

215:30

ปัจจุบันและสัมปราภพได้

215:35

ถ้าหากว่าปรารถนาจะได้แบบอภิธรรมก็มีใน

215:38

ตอนท้าย

215:40

แต่ว่าตอนท้ายของหนังสือที่นำมาใช้ท่านก็

215:43

ตัดทิ้งไปอีกเหมือนกันเป็นอันว่าเรื่อง

215:47

นี้หนังสือเล่มนี้ท่านจะนำมาใช้ถ้าเป็น

215:50

เรือก็ถูกตัดหัวแล้วก็ถูกตัดท้ายน่าเสีย

215:54

ดาย

215:56

เป็นอันว่าจบพระสูตรเมื่อไหร่ก็ดีจบเ่อ

216:00

เรียกว่าจบชาดกเมื่อไหร่ก็ดีสมเด็จพระ

216:03

จินสีห์ก็ทรงยกอริยสัจขึ้น

216:07

อริยสัจเนี่ยเป็นหัวใจของอภิธรรม

216:12

อภิธรรมทั้งหมดเมื่อเรียนไปก็เพื่อจะเข้า

216:16

ใจในอริยสัจ

216:19

เพราะว่าอริยสัจเป็นธรรมะที่ทำบุคคลให้

216:23

เป็นพระอริยเจ้า

216:26

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสสสัมพุทธเจ้าทรง

216:28

บรรลุอภิเสธสัมมาสัมโมติญาณ

216:32

ก็เพราะอริยสัจ

216:34

พระอรหันต์ทั้งหลายที่จะได้อรหันต์ก็

216:37

เพราะอริยสัจ

216:39

สำหรับอภิธรรมนั้นสอนอ้อมๆเข้ามา

216:44

คล้ายกับอ่วนที่เตีดักปลาลากมาแต่ไกลแล้ว

216:49

ก็มารวมตัวกันเข้าเป็นถุงแล้วก็ยกขึ้นมา

216:53

จับปลาที่ติดฉั้นใด

216:56

บรรดาพระอภีธรรมที่สอนกันนั้นก็เหมือนกับ

216:59

โอนตีอ้อมเข้ามาเพื่อหาอริยสัจ

217:05

การหาอริยสัจในท้องเรื่องนี้ควรจะหาแบบ

217:08

ไหน

217:10

อริยสัจกล่าวว่า 1 ทุกข์

217:14

2 เหตุให้เกิดทุกข์

217:17

3 ความดับทุกข์ 4 เหตุที่ทำให้ทุกข์ดับ

217:23

ทุกข์ตัวไหนที่เราจะพึงเห็นก็คือว่าตัว

217:26

ท้องเรื่องทั้งหมด

217:29

อย่างพญานาคพญาครุฑพระอินทร์หรือว่าพระ

217:33

เจ้าโกรยะทนันญชัยโกรยะก็ดี

217:37

วีธุรบัณฑิตก็ดีปุณยัก์ก็ดีนางวิมาลาก็ดี

217:44

นางอริทันตีก็ดี

217:48

ทั้งหมดนี้ที่ท่านทรงกายอยู่ท่านก็เป็น

217:51

ทุกข์

217:53

ทุกข์ในการทรงตัวต้องทำมาหากินระมัดระวัง

217:57

ในความรักระแวงระวซึ่งกันและกัน

218:01

นี่เป็นอาการของความทุกข์ท่านเกิดมาท่าน

218:04

ก็รู้จักแก่ท่านรู้จักป่วยท่านรู้จักตาย

218:06

เวลานี้ท่านตายไปหมดแล้ว

218:10

ก็ไอ้ตัวทุกข์ตัวนี้มันมาจากไหนมาจาก

218:12

ตัณหา

218:15

ตัวที่นางวิมาลาไม่สบายใจอยากได้หัวใจ

218:19

วิโทรบัณฑิตไอ้ตัวอยากนี่มันเป็นตัณหา

218:24

สำหรับบุญนั้นก็ยักอยากได้นางอริันตี

218:28

จึงได้ทรมานด้วยประการต่างๆทำให้ผิด

218:31

ระเบียบผิดศีลผิดธรรมถึงกับคิดแจฆ่า

218:35

วิทบัณฑิตก็เพราะความอยากคือตัณหา

218:40

แต่ต่อมาถ้ามีธุรบัณฑิตตัดความอยากตัด

218:44

ตัณหาของปุณกยักษ์เสียได้ด้วยการอธิบาย

218:49

ธรรม 4 ข้อมีความเข้าใจ

218:53

ในขณะที่ตัณหามันเข้ามาคลุมใจก็มีแต่ความ

218:56

ทุกข์จะทำทุกอย่างดีก็ตามชั่วก็ตามให้ได้

219:00

มาในของที่ตนต้องการเนี่ยทำเพราะความโง่

219:03

ตัณหาเข้าถึงใจใครคนนั้นมันก็เกิดความโง่

219:08

ท่านวิธูรบัณฑิตอธิบายธรรม 4 ข้อทำให้

219:12

ปุญักกยัก์คลายตัณหาลงได้เลยไม่อยากได้

219:15

นางอริต

219:17

จะนำท่านเอ่อวิทุรบัณฑิตไปส่งที่เมือง

219:23

อินทรปัด

219:26

แต่ว่าท่านบัณฑิตมีความต้องการจะโปรด

219:30

สัตว์คือพญานาคและก็นางวิมาลา

219:35

ในที่สุดท่านก็ไปโปรดได้นี่แหละบรรดาท่าน

219:37

พุทธบริษัทไอ้ตัวนี้เกี่ยวด้วยตัณหามัน

219:41

เป็นตัณหาพาโง่

219:44

ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะว่าการเกิดมานี้

219:47

มันเป็นทุกข์ทุกข์เพราะตัณหาคือความอยาก

219:50

คืออยากที่ไม่ถูกต้องในทำนองครองธรรม

219:55

การอยากมีสามีภรรญามันเป็นหน้าที่ของ

219:58

มนุษย์ที่เป็นมีตัณหาก็จริงแลแต่ว่าการ

220:03

อยากประเภทนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์

220:07

เกิดมาเป็นคนวันเดียวก็หาความสุขไม่ได้ใน

220:11

ชีวิตมีชีวิตที่ 50 ปี 60 ปี 100 ปี 100

220:16

ปีเสร็จมันไม่มีอะไรเป็นสุขมีแต่ทุกข์หิว

220:19

ทุกวัน

220:21

ร้อนทุกวันหนาวทุกวัน

220:25

แล้วก็มีการปวดอุจจาระผัสสาวะทุกวันมี

220:29

อารมณ์ยุ่งทุกวันมีการงานทุกวันแก่ลงไป

220:33

ทุกวันป่วยมีเสมอในที่สุดก็ต้องตายการ

220:38

กระทบกกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ไม่ชอบใจมันก็

220:42

มีอยู่เสมอนี่เป็นอาการของความทุกข์

220:46

ทุกข์เพราะอะไรทุกข์เพราะเราคิดว่าเป็น

220:48

มนุษย์เป็นมีร่างกายมันดีแต่ว่าองค์

220:52

สมเด็จพระจินสีทรงตรัสว่าร่างกายมันไม่ดี

220:57

ไม่ดีเพราะอะไรเพราะว่ามันเป็นทุกข์

221:01

ถ้าเราจะตัดทุกข์เราต้องตัดตัณหาคือความ

221:04

อยากการตัดตัณหาตัดตรงไหนตัดด้วยกำลังของ

221:09

ศีลของสมาธิของปัญญานี่เป็นอริยสัจ

221:14

เรียกว่าอริยมรรคจนนำมาเป็น 3 คืออันดับ

221:18

แรกทำศีลให้บริสุทธิ์

221:21

ทำสมาธิให้ทรงตัวจิตตั้งอยู่ในอารมณ์ของ

221:24

กุศลมั่นคงแล้วชั้นปัญญาพิจารณาตามความ

221:29

เป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มี

221:32

อะไรทรงตัวมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้ว

221:36

ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลางมีการแตก

221:39

สลายไปในที่สุดการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี

221:43

เทวดาก็ดีพรหมก็ดีไม่ใช่มีความสุขจริง

221:47

ฉะนั้นต้องการความสุขแล้วก็ก็ต้องการคือ

221:51

พระนิพพาน

221:54

มีการไปพระนิพพานทำยังไงก็ทำอย่างนั้น

221:57

แหละคือตัดโลภะความโลภด้วยการให้ทาน

222:01

ตัดโทสะความโกรธด้วยการรักษาศีลเพราะมี

222:05

เมตตากรุณา

222:07

ตัดความหลงใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็น

222:11

จริงว่าอะไรมันสุขอะไรมันทุกข์ในที่สุด

222:15

จิตใจก็ไม่ติดอยู่ในร่างกายของตน

222:19

ไม่ติดอยู่ในร่างกายของมุคนอื่นไม่ติด

222:22

อยู่ในวัตถุธาตุใดๆในเมื่อมีร่างกายอยู่

222:26

ก็บริหารตามหน้าที่ไม่อย่างงั้นจะถูก

222:29

ทรมาน

222:30

แต่ใจนี้นั้นไม่มีการผูกพันคิดว่าตาย

222:33

เมื่อไหร่ก็เลิกกันมานั้นสิ่งที่ฉัน

222:35

ต้องการคือพระนิพพาน

222:38

เป็นว่าอารมณ์ที่จะถึงพระนิพพานนี่เตัด

222:41

ตัวเดียวคือสกายทิฏฐิ

222:45

ให้มีอารมณ์ชัดเห็นชัดว่าร่างกายนี้มัน

222:49

ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเราไม่มีในร่างกาย

222:53

ร่างกายไม่มีในเราทั้งนี้เพราะอะไรแต่ว่า

222:57

ถ้าร่างกายเป็นเราจริงเป็นของเราจริงคำ

223:00

ว่าตายมันก็ต้องไม่มีเพราะเราไม่อยากให้

223:03

มันตายคำว่าแก่มันก็ต้องไม่มีเพราะไม่

223:07

อยากให้มันแก่การป่วยไข้ไม่สบายมันก็ต้อง

223:11

ไม่มีเพราะเราไม่ต้องการป่วยไข้ไม่สบาย

223:14

การทรุดโทรมของร่างกายมันก็ไม่มีเพราะเรา

223:17

ไม่ต้องการทรุดโทรมมันต้องเป็นหนุ่มเป็น

223:19

สาวอยู่เสมอ

223:22

แต่ว่านี่เราบังคับมันไม่ได้บังคับไม่ได้

223:26

แสดงว่าเขาไม่ได้ตกอยู่นภายใต้อำนาจของ

223:28

เราเราเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ

223:33

เขาฉะนั้นเราก็ไม่ต้องการเจ้านายที่มี

223:37

ความโลเลแบบนี้ที่หาความดีอะไรไม่ได้ทำ

223:42

กำลังใจตั้งไว้โดยเฉพาะคือไม่ปรารถนาอะไร

223:46

ทั้งหมดจิตงดจากความอยากเกิดเป็นมนุษย์

223:52

จากการเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมมีอารมณ์เข้า

223:56

ไปตัดกามฉันทะ

223:58

โลภะพยาบาทและอวิชชา

224:02

ในที่สุดถ้ามีบารมีแก่กล้าทำเต็มกำลังใจ

224:07

เราก็ไปนิพพานได้ความจริงอภีธรรมทั้งหลาย

224:11

มารวมอยู่ที่อริยสัจนี่แบรรดาท่าน

224:14

พุทธบริษัท

224:15

ฉะนั้นธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตร

224:18

บรมศักดิศาสดาตรัสจะเป็นพระสูตรก็ดีวินัย

224:21

ก็ดีอภิธรรมก็ดีสมเด็จพระชินสีมุ่งให้

224:25

บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังแล้วไปนิพพาน

224:29

ถึงพระนิพพานเหมือนกันเวลาเหลืออีก 1

224:32

นาที

224:33

พูดมาก็ให้เวลามันพอดีตอนนี้พระองค์

224:37

สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

224:42

ทรงเทศน์เรื่องนี้จบก็ทรงประชุมชาดกกล่าว

224:46

ว่า

224:48

มารดาของมีวิธุรบัณฑิตในสมัยนั้นเป็นใคร

224:53

ก็ไม่ทราบออมีพ่อมีแม่นะก็มาเกิดเป็นพระ

224:57

นาสิริมหามายราชเทวีพระพุทธมารดา

225:03

แล้วก็ภรรญาคนใหญ่ของวิทบัณฑิตที่น่ากลัว

225:07

จะล่อมีหลายคนก็มาเกิดเป็นพระนาง

225:11

พิมพาราชเทวี

225:14

สำหรับบุตรผู้ใหญ่ของวิทบัณฑิตในสมัยนั้น

225:17

ก็มาเกิดเป็นพระราหุน

225:20

พระนางวิมาลาในสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระ

225:23

นางอุวนาเถรี

225:25

คนนี้เคยเป็นลูกของพุทธเจ้าสมัยเป็นคัณหา

225:30

สำหรับพญานาคในสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระ

225:33

สารีบุตร

225:35

พญาครุฑสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระอนุรุ

225:39

อนุรุษพระเจ้าทนันชัยโกรยะสมัยนั้นก็มา

225:43

เกิดเป็นพระอานนท์

225:46

สำหรับปุญยัก์สมัยสมัยนั้นก็มาเกิดเป็น

225:49

พระฉันนะอ้อแค่ทันนี้โง่นะ

225:52

ม้าชานัยสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นม้ากัถกะ

225:58

สำหรับวิทบัณฑิต

226:00

ในสมัยนั้นอหังเอวะมาเกิดเป็นตถาคต

226:06

สำหรับบริวารทั้งหมดปรากฏว่ามาเกิดเป็น

226:09

พุทธบริษัทในเวลานี้อลบรรดาท่าน

226:12

พุทธบริษัททั้งหลายประชุมชาดกเวลาก็หมดพอ

226:16

ดีขอลาก่อนสำหรับคราวนี้นะในคราวต่อไปฟัง

226:21

เรื่องราวของพระเวสสันดรต่อไปขอความสุข

226:25

สวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พลผลจงมีแด่

226:29

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุก

Interactive Summary

เรื่องราวของวิทูรบัณฑิตเริ่มต้นด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติเป็นวิทูรบัณฑิต ผู้ซึ่งเป็นราชครูและนักปราชญ์ผู้มีวาจาไพเราะและปัญญาหลักแหลม ฤาษีสี่ท่านผู้มีฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมชมภพภูมิต่างๆ แล้วนำเรื่องราวมาเล่าแก่คฤหบดีผู้ศรัทธาสี่คน ซึ่งในที่สุดได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ พญานาค พญาครุฑ และพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ บุคคลทั้งสี่นี้มาพบกันอีกครั้งและเกิดข้อถกเถียงเรื่องศีลของตนใครประเสริฐกว่ากัน จึงได้ไปขอให้วิทูรบัณฑิตตัดสิน วิทูรบัณฑิตชี้ว่าคุณธรรมทั้งสี่นั้นล้วนประเสริฐและเกี่ยวพันกันดุจดุมล้อเกวียน ทำให้ทุกคนคลายสงสัยและมอบรางวัลให้ นางวิมาลา มเหสีพญานาค อยากฟังธรรมจากวิทูรบัณฑิต จึงแกล้งป่วยและขอ "หัวใจ" ของวิทูรบัณฑิต ทำให้พญานาคกังวลใจ ลูกสาวของพญานาคคือนางอริทันตีจึงเสนอหาผู้กล้ามานำหัวใจนั้นมาให้ นางพบกับปุณณกยักษ์ ผู้ซึ่งเคยเป็นสามีในชาติก่อน ปุณณกยักษ์รับปากว่าจะนำวิทูรบัณฑิตมาโดยการท้าเล่นสกาพนันกับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะและชนะไปได้ วิทูรบัณฑิตยอมตามคำตัดสินและได้สั่งสอนโอวาทการครองเรือนและราชกิจแก่พระเจ้าธนัญชัยและครอบครัว ก่อนที่จะเดินทางไปกับปุณณกยักษ์ ด้วยปัญญาของวิทูรบัณฑิต ทำให้ปุณณกยักษ์และพญานาคเกิดความเข้าใจธรรม ไม่ทำร้ายท่าน และพากลับคืนสู่เมืองอินทรปัตนะอย่างปลอดภัย ซึ่งพระเจ้าธนัญชัยได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่

Suggested questions

6 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community