ฟังธรรมยามเช้า ทศชาติชาดกฟังยาว3ชั่วโมง พระวิฑูรบัณฑิต หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง | ธรรมะสอนใจ
3602 segments
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับตอนนี้ก็ขอขึ้นเรื่องของ
พิทูรบัณฑิต
เป็นสมัยหนึ่งที่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงบำเพ็ญบารมี
และในชาตินั้นทรงนามว่าวิโทรบัณฑิต
เรื่องราวของวิทบัณฑิตนี่เป็นเรื่องที่
ต้องใช้ปัญญาและความสามารถมาก
เอ่อจะขอนำบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าเรื่อง
กันเลย
ว่าตอนนี้รู้สึกว่าเรื่องแซ่กๆจะมีน้อย
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเห็นใจบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
ดูหนังก็อยากจะฟังเรื่อง
ฉะนั้นจึงได้ขอเล่ากันละลัด
เว้นไว้ว่าจะมีอะไรบางอย่างที่พอจะแทรกลง
ไปได้เพื่อเป็นประโยชน์กับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
เป็นว่าในสมัยนั้น
เมื่อพระเจ้าโกพยะ
ครองราชย์อยู่ในนครอินทรปร์
อินทปัตนะ
ในแคว้นกุรุ
มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งชื่อว่าวิทุระ
วิธุระระรรเรือ
ดำรงตำแหน่งเป็นราชครู
ท่านผู้นี้ปรากฏว่าเป็นนักพูดที่มีถ้อยคำ
ไพเราะมาก
แล้วก็สามารถที่จะพูดกล่อมใจคนในชมพูทวีป
ให้ยินดีเลื่อมใสอย่างน่าอัศจรรย์
ต้องขออภัยตนี้คอไม่ค่อยดี
ถึงแม้ว่าพระราชาจะรัฐต่าง
ถ้าได้สดับถ้อยคำของเขาแล้ว
ก็อย่าทรงเคลิบเคลิ้มจับพระทัยไม่จับใจนะ
ไม่ปรารถนาที่จะเสด็จไปกลับไปสู่รัฐของ
พระองค์โอพูดเพราะจริงๆ
ท่านบอกว่าเสมือนหนึ่งว่ามีกระแสเสียงพิง
ของนายหัตถีกั
ที่บรรเลงชลมล่อฝูงช้างให้ได้ยินและรัก
ใคร่ฉะนั้นนี่เป็นข้อเปรียบเทียบ
ท่านปรากฏในเรื่องราวว่ายังมีพราหมณ์ 4
คน
เป็นเพื่อนมาแต่เก่าก่อน
นะเมื่อตนแก่ลงจังละบ้านเรือนออกบวชเป็น
ฤาษีในป่า
ป่านั้นเ้าเรียกกันว่าป่าหิมพาน
ไอ้ป่าหิมพานหิมะหิมะมะแปลว่ามีหมอกตกลง
มามากมันมีความหนาวสูง
เมื่อต้องการรสเปรี้ยวหรือว่ารสเค็มก็พา
กันจาริกไปถึงกรุง
กาลจำปานะกาลจำปาหรือกาลจำปาแคว้นอังคะ
พักอาศัยอยู่ในพระราชทิญาณรุ่งเช้าก็
ขาจารย์ไปในพระนคร
ยังมีกุมพี 4 คน
เลื่อมใสในของฤาษีทั้ง 4 นั้น
จึงได้ต้อนรับอัญเชิญไปยังบ้านของตนของตน
หมายความว่าเชิญี 4 องค์นั้นไปบ้านของตน
คนละองค์ถวายอาหารแล้วก็เชิญให้พักอยู่ใน
สวนของตน
สำหรับท่านดาบทั้ง 4 เมื่อฉันเสร็จแล้วก็
แยกย้ายกันไปพักผ่อนในที่ต่างๆกัน
องค์หนึ่งไปดาวดึงส์
องค์หนึ่งไปพบของพญานาคอีกองค์หนึ่งไปพบ
ของพยาครุฑอีกองค์หนึ่งไปสู่พระ
ราชพุทิญาณของพระเจ้าโกรยะ
นี่เป็นอันว่ามาถึงจุดนี้ก็ไปขัดคอใครซะ
อีกแล้ว
นั้นว่าฤาษี 4 ท่านคำว่าฤาษีในที่นี้ของ
บรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบ
ก็คือบุคคลผู้หวังในการพจน์ในการเจริญ
กรรมฐานนั่นเอง
แต่ว่าฤษี 4 องค์นี้ปรากฏว่ามีฤทธิ์
เมื่อสรรเสร็จแล้วองค์หนึ่งโน่นไปพักเสีย
ที่ดาวดึงส์
องค์หนึ่งไปพักอยู่ที่นากบิภพ
องค์หนึ่งไปพักอยู่ที่ภพของพยาครุฑอีก
องค์หนึ่งไปพักในพระราชิญาณของพระเจ้า
โกรยะ
เอาท่านที่ว่าเทวดาไม่มีผีไม่มีการเจริญ
พระกรรมฐานทำสมาธิจิต
ไม่มีอำนาจจะเห็นผีเห็นเทวดาได้เหาะเหิน
อากาศไม่ได้ฟังเรื่องนี้แล้วก็โปรดคิดคิด
คิดแล้วก็ควรปฏิบัติตามภิกษุการปฏิบัติ
จริง
การพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงจะเห็นผล
จริงทำตามเขาจะสักแต่ว่าทำจะได้พูดไม่ผิด
อย่าถือว่าการใช้อารมณ์เป็นทิพย์เป็น
โอภาสมันก็ไม่ทุกข์อย่างนี้ถ้ามีความคิด
อย่างนี้ถือว่ามีความรู้ในพุทธศาสศาสนา
ขั้นอนุบาลเกินไป
พอกลับมาจากพอกลับมาต่างก็าถึงอิสริยศคือ
สมบัติ
ของพระอินทร์นะท่านที่ไปถึงพระอินทร์ไปชม
บอกว่าพระอินทร์เนี่ยแหมมีสมบัติมากมี
ทิพปสมบัติเหลือหลายๆสวยสดงดงาม
แล้วก็ท่านที่ไปพกพพยานาคก็ชมพิภคญาณนาค
นาคว่าสวยอีกนั่นแหละมีเครื่องประดับ
ประดาไปท่านที่ไปภพของครุฑก็ไปชมเรื่อง
ของครุฑท่านที่ไปสวนของพระเจ้าโกรปยะ
นะตามไปเห็นมาแล้วในกุดีของตนหมายความว่า
ต่างคนต่างชมไปดูสวนของพุทธเจ้าโกรยะก็
สวย
คุยให้บรรดาท่านที่มีศรัทธาพี
เนี่ยหมายความว่านายบ้านคนโรย
ที่เเชิญไปเล่าให้สู่กันฟังตามลำดับ
ทำให้ท่านกดุมพีมีความปรารถนาจะได้สมบัติ
อย่างนั้นบ้างเออก็ดีเหมือนกัน
อยากจะได้สมบัติในด้านของความดี
ลองฟังไปนะบรรดาท่านที่เขายังเข้าใจน้อย
ฟังไปว่าฤษี 4 ท่าน
ไปแต่ละภพ
แล้วก็เอามาเล่าสู่กันฟังให้เจ้าของบ้าน
ผู้ที่ต่างคนต่างเเลี้ยงอาหาร
ว่าท่านไปพักที่ไหนมาเ้าดียังไงท่านจะของ
บ้านก็เลยอยากจะดีบ้างอันนี้น่าสรรเสริญ
เมื่อท่านอยากจะดีท่านก็ตั้งใจบำเพ็ญบุญ
ให้ทานรักษาศีล
ปรากฏว่าเมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปเกิดตามที่
ปรารถนาหา
ก็หมายความว่าท่านองค์หนึ่งไปอยู่สวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ท่านองค์หนึ่งไปอยู่ในแดนครุฑท่านผู้
หนึ่งไปอยู่ในแดนนาคอีกท่านหนึ่งไปเกิด
เป็นลูกใครล่ะ
คนหนึ่งไปเกิดเป็นท้าวสกเทวราชเป็นพระ
อินทร์ไปเลยฟังคุณสมบัติของพระอินทร์
ปฏิบัติตามนั้นก็ได้เป็นพระอินทร์คนหนึ่ง
ไปเกิดเป็นพญานาคร
ัญญพยานาคราช
ฟังสมบัติแห่งความเป็นนาคติดใจเพราะอาศัย
บุญส่งไปเป็นนาค
คนหนึ่งไปเกิดไปพบกับยาครุฑที่วิมาน
ฉิมพรี
อีกคนหนึ่งไปเกิดในครรภเหสีข้าพเจ้าท่าน
โกรยะเอาล่ะสิมานะย่องเข้าไปจนได้เนี่ย
บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า
เจตนาหังภิกเวปุญญังวะทามิ
ที่กล่าวว่าเจตนาเป็นตัวกรรม
ที่พระพุทธเจ้าสอนให้นึกถึงอนุสติคือ
พุทธานุสติธรมานุสติสังฆานุสติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอยู่บทหนึ่งอนุอนุสติ
ที่มีความสำคัญ
ก็คืออุปสมานุสติให้นึกถึงพระนิพพานเป็น
อารมณ์
แต่ว่าเรามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ตายแล้วก็
ไปนิพพานแต่ว่าการนึกถึงพระนิพพานเป็น
อารมณ์นี่ต้องทำกิจพระนิพพานด้วย
จะได้ช่วยกำลังใจกิจนิพพานไม่มีอะไรมาก
ตัดความโลภตัดความโหลโกรธตัดความหลงโดย
เฉพาะอย่างยิ่งตัดตรงเฉพาะก็คือขันธ์ 5
เห็นว่าขันธ์ 5 นี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของ
เราเราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา
ในเมื่อเราไม่มัวเมาอยู่ในขันธ์ 5 ไม่รัก
ร่างกายเราเกินไปมันก็ไม่รักร่างกายคน
อื่นก็ไม่ติดใจในทรัพย์สินต่างๆไม่ติด
อยู่ในมนุษโลกไม่ติดในเทวโลกไม่ติดใน
พรหมโลก
จิตติดอยู่เฉพาะพระนิพพานในที่สุดก็ไป
นิพพาน
คุยเรื่องราวต่อไปว่าต่อมาคนที่เกิดเป็น
โอรสของพระเจ้านันชัยโกรยะนั้นเมื่อเจริญ
วัยพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ครอง
ราชสมบัติสืบมา
พระองค์ทรงบำเพ็ญกุศลตามคำของวิทูรบัณฑิต
มีการให้ทานรักษาศีลในวันอุโบสถ
น่ะมีการให้ทานแล้วก็รักษาศีลในวันอุโบสถ
ก็รักษาอุโบสถศศีลไม่ได้ขาด
มาวันหนึ่งเสด็จสู่พระราชุตติญาณประทับ
นั่งทำสมาธิอยู่นี่เห็นมั้ยท่านเป็นพระ
ราชาท่านก็ทำสมาธิอย่างพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวที่ 9 ทรงมีสมาธิสูงมี
วิปัสสนาญาณดีมากอันนี้ไม่ได้ชมในฐานะ
ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านมีพระ
ราชภารกิจเยอะแต่หาโอกาสมาทำสมาธิปัญญาจน
ได้
อันนี้ก็ต้องเทิดทูลพระองค์แล้วพระองค์ก็
มีมีการเข้าใจพระธรรมะอย่างลึกซึ้ง
อ่าคำว่าลึกซึ้งนี่บางพระบางท่านจะคิดว่า
ท่านเข้าใจน้อยกว่าท่านแต่สำหรับอาตมาเอง
พูดกันชัดๆอย่างลูกผู้ชาย
ก็บอกว่าถ้าการใช้สมองในการวินิจฉัยธรรมะ
ก็ไม่ขอสู้พระเจ้าอยู่หัวองค์รัชกาลที่ 9
สู้ไม่ได้แน่
เพราะว่าเรามีเวลามากกว่าท่าน
วินิจฉัยธรรมะละเอียดไม่เท่าท่านท่านมี
เวลาน้อยกว่าเราแต่ว่าท่านท่านวินิจฉัย
ธรรมะได้ละเอียดกว่าเราก็แสดงว่าเรา
พูดว่าไงดีเราสู้ท่านไม่ได้นะจะพูดอีกจะ
หยาบไปเราสู้ท่านไม่ได้เป็นอันว่าท้าว
สกเทวราชก็หลีกจากเทวโลก
มานั่งสมาธิอีกด้านหนึ่งขอย้อนนิดนึงว่า
นอกจากรักษาอุโบสถแล้วท่านก็เสด็จสู่พระ
ราชุทยานประทับนั่งสมาธิอยู่
ท้าวสกะก็คือพระอินทร์เพื่อนเก่า
เพื่อนที่ไปเกิดเป็นพระอินทร์ก็หลีกจาก
เทวโลกวนสมาธิด้านหนึ่ง
ของพระราชุทิญาณนั้นพยา
วรุนาคราช
พระยาวรุณนาคราชนะ
แล้วก็พญาครุฑก็มานั่งเช่นเดียวกันทั้ง
นี้ว่าเขารู้ว่าเดิมเป็นเพื่อนกัน
ต่างคนต่างนั่งพอตกเย็น 4 ท่านต่างคนก็
ต่างออกจากที่รับที่นั่งสมาธิของตน
ไปพบกันที่ปากสากโคณี
พอเห็นกันเข้าก็รู้จักรักไข้กันด้วยอำนาจ
แห่งความรักใคร่ซึ่งเคยมีมาในกาลก่อน
ต่างก็สนทนาวิสาสะกันเป็นอันดี
ตอน 1 การสนทนา
ท่านท้าวสกะปรารภขึ้นมาว่าพวกเรา 4 คน
ศีลของใครจะประเสริฐกว่ากันนั่นแน่เกิดมา
แข่งขันศีลกันขึ้นแล้วมั้ล่ะ
เอ้าการแข่งขันแบบนี้ดี
กว่าการแข่งขันเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ต่างคนต่างก็บอกศีลของฉันเนี่ยดีกว่าศีล
ของคุณ
ศีลของคุณสู้ศีลของฉันไม่ได้นะเป็นอันว่า
พญานาคกยันว่าของฉันดีของท่านแหน่
เป็นอันว่าท้าวสกะคือพระอินทร์ถามว่า
เพราะอะไรท่านจึงบอกว่าศีลของท่านดี
ศีลของท่านดีตรงไหนที่ว่าดีกว่าคนอื่นน่ะ
พญานาคก็ตอบว่าตามธรรมดาพญาครุฑ
เป็นข้าศึกของพระญานาคอย่างร้ายกาจ
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้โกรธเคืองไม่เห็น
ศัตรูตัวร้ายเช่นนี้แม้แต่น้อยฉะนั้นศีล
ข้าพเจ้าจริงๆชื่อว่าเป็นศีลที่ประเสริฐ
ที่สุดนะพญานาคยืนยันนะ
เขาว่ายันเมื่อท่านพญานาคยันแบบนั้นองค์
สมเด็จพระภกวันกล่าวเป็นพระพุทธภาษิตว่า
คนใดไม่มีความโกรธในศัตรู
อ่าเป็นคนเรียบร้อยเสมอ
ใครโกรธก็ไม่โกรธตอบเป็นสุภาพชนตลอดกาล
บัณฑิตกล่าวว่าคนนั้นแหละมันเป็นสันติชน
ที่แท้จริง
คำว่าสันตินี่แปลว่าความสงบหมายความว่าคน
ที่มีความสงบเรียบร้อยจิตใจสบายสบายจริงๆ
ที่เรียกกันว่าสันติ
ก็คือคนที่เว้นจากความโกรธนี่เราพูดกัน
ชัดๆนะ
ในเมื่อพระยาครุฑได้สดับดังนั้นจึงกล่าว
ว่าอันที่จริงเนี่ยนาคนี้เป็นอาหารอย่าง
ดีของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็ระงับความอยากเสียดาย
เพราะว่าไม่ยอมทำความชั่ว
เพราะเห็นแก่บาเพราะเห็นว่าเห็นแก่ปากแก่
ทองฉะนั้น
ศีลของข้าพเจ้าจึงจัดว่าเป็นศีลที่มีความ
ประเสริฐ
ประเสริฐกว่าศีลของใครๆนี่พยาครุฑบอกว่า
พญานาคบอกว่าเอ้ยครุฑนี่เป็นศัตรูตัวร้าย
ของฉัน
ฉันเห็นแล้วฉันไม่สะทบสะท้านแล้วก็ฉันก็
ไม่โกรธศีลฉันจริงพระยาครุฑก็บอกว่าพญา
นาคเนี่ยเป็นอาหารชั้นดีของครุฑ
แต่คุณก็ระงับความอยากเสียไม่เห็นแก่ป่า
แก่ทองฉิงศีลของฉันจึงประเสริฐ
เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วท่านก็พรนาเป็น
ภาษิตถือเป็นใจความได้ว่าผู้ใดไม่เห็นแก่
ปากแก่ท้อง
ทนความอยากได้บริโภคอาหารพอประมาณ
ไม่กินจุบไม่กินจิบไม่ฟุ่มเฟือย
ฝึกฝนตนแต่ในทางที่ดีมีความเพียรพยายาม
ที่จะก้าวหน้าเสมอ
ไม่ยอมทำความชั่วเพราะเหตุแห่งอาหาร
ปราชญ์เรียกคนนั้นว่าสันติชนในโลกแนี่
หมายความว่าท่านอดทนไม่เห็นกับปากแก่ท้อง
น่ะในเรื่องกินเป็นเรื่องเล็กๆศีลมีสำคัญ
กว่ากินอย่างนี้อร่อยกินอย่างโน้นมันก็
อร่อยกินอย่างนี้ก็หายหิวกินอย่างโน้นก็
หายหิวหิวเป็นคนที่ไม่พิถีพิถันเรื่อง
อาหาร
ไม่เรื่องอาหารจนเกินไปเป็นคนดีเออฟังให้
ดีนะต่อมาพระอินทร์ก็พูดบ้าง
ว่าศีลข้าพเจ้าก็ดีข้าพเจ้าเองได้ละ
สมบัติและความสุขสำราญทั้งปวงในดาวดึงส์
มายังมนุษโลกนี้ก็เพื่อจะเพื่อประโยชน์
แก่การรักษาศีล
นับเป็นการเสียสละอย่างยิ่งเป็นอย่างมาก
ฉะนั้นศีลข้าพเจ้าจึงจัดว่าเป็นศีลที่
ประเสริฐกับใครหมดแเพราะว่าเมืองของพระ
อินดาวดึงส์นี่ล้วนแล้วแต่ความเป็นทิพย์
ประเสริฐทุกอย่างแต่ก็มาอยู่ในที่สกปรก
โสโลกคือเมืองมนุษย์เมืองมนุษย์นี่มัน
สกปรกจริงๆ
แต่ไม่รังเกียจจึงชื่อว่าศีลข้าพเจ้าดี
ท่านจะได้กล่าวเป็นภาษิตว่าได้ชนใดละความ
สำราญในกามารมณ์เสียได้
ไม่พูดคำเหลวไหลหลอดแหละไม่ประดับตกแต่ง
ร่างกายด้วยของฟุ่มเฟือย
ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่านชนแลเป็นสันติชน
ในโลก
ฟังคำของท่านดีนะเอาละทุกคนต่างคนต่างดี
องค์นี้ไม่พุ่มเพยไม่เลาะแหละ
ไม่ยุ่งกับกามารมณ์
สำหรับพระเจ้านันชัยจึงมีพระราชดำรัสว่า
วันนี้ข้าพเจ้าสละราชสมบัติมาหาความสงบ
หลีกและเอ่อหลีกละพระราชวังที่พรั่งพร้อม
ไปด้วยอะไรนะ
หลีกเล้นจากพระราชทิพร่ำพร้อมด้วยเหล่า
นารีทั้งหลายมาบำเพ็ญเป็นสมณธรรมเพื่อ
ความสงบจริงๆ
ฉะนั้นศีลข้าพเจ้าจึงประเสริฐกว่าใครทั้ง
หมดและจึงทรงตรัสเป็นภาษิตว่านรชนใดแล
กำหนดรู้โทษของกามารมณ์ทั้งหลายแล้วสละ
เสียได้ฝึกฝนตนเองอย่างมั่นคงปราศจาก
ตัณหาความยึดถือและความหวังในทางต่ำ
นักปรากล่าวว่านชนแลสันติชนในโลกแหม
เป็นอันว่าต่างคุยต่างอวดกันว่าต่างคน
ต่างก็มีศีลดีกว่ากันอีตอนนี้สิ
แต่ว่าการอุ่นกันแบบนี้ก็ไม่ถึงกับการ
ทะเลาะกัน
เพราะว่าแต่ละท่านทรงอุโบสีล
น่ารัก
ฟังแล้วก็น่ารักน่าเลื่อมใสน่าไหว้น่า
บูชา
ครั้นเมื่อพระราชาทั้ง 4 ถกเถียงกันไม่
ตกลง
จึงได้พากันไปหาวิทุรบัณฑิต
ตามคำชักชวนของพระเจ้าธนัญญ
เพื่อขอวิทบัณฑิตตัดสินข้อถกเถียงของพระ
องค์ทั้ง 4 นั้นจะเป็นอย่างไรโปรดชี้แจง
ให้ข้าพระองค์ทราบก่อนนี่เพราะนว่าพอไป
ถึงวิโทรบัณฑิต
ก็พระราชาทั้ง 4 องค์คือมีพระอินทร์พระ
ราชาพระญาครญานาค
ก็บอกว่าชั้น 4 คนนี้ต่างคนต่างรักษาศีล
แต่ว่าต่างคนต่างว่าศีลของตนประเสริฐกว่า
ไหนท่านบัณฑิตลองตัดสินทิ
ท่านบัณฑิตก็ถามว่าข้อถกเถียงของทั้ง 4
พระองค์เป็นอย่างไรพระเจ้าค่ะได้โปรดโปรด
ชี้แจงข้าพระองค์ทราบก่อนเพราะว่าบัณฑิต
ที่แท้จริงนั้นก่อนจะตัดสินอรรถอันใดลงไป
จะต้องได้ทราบประเด็นต่างๆจากทุกฝ่ายให้
ถูกต้องเสียก่อนนี่ท่านมีโทบัณฑิตท่านใช้
สมองแบบนี้นะ
ท่านไม่ได้ใช้สมองบอกว่าคนที่เค้าฝึก
อภิญญาสมาธิได้เป็นอุปาทาน
ฝึกอิวิญญาสมาธิได้เป็นโอภาสโอถ้าต่อ
โอภาสนี่มันซวยจัด
หรือว่าเวลานี้อภิญญาสมาธิไม่มี
แบบนี้เเรียกเปิดมุ้งเห็นขโมยต้องดูตัว
อย่างอย่างวิโทบัณฑิต
ตั้งสอบตั้งสวนทยานเอามาพิจารณากันก่อน
ฉะนั้นพระราชาทั้ง 4 คือพญานาคเริ่มก่อน
ว่าข้าพเจ้าถือความอดกลั้นไม่โกรธในบุคคล
ที่คนโกรธนี่นึละของฉันแน่
สำหรับท่านพยาุก็บอกว่าข้าพเจ้าถือการไม่
ทำชั่วเพราะเหตุแห่งอาหารอืมนี่ของฉันก็
หนึ่ง
ท่านท้าวสกะก็บอกว่าข้าพเจ้าถือการละความ
สุขสำราญในกามารมณ์
มารักษาศีลนี่ 1 อีก
พระเจ้าก็ทรัพยะข้าพกล่าวว่าข้าพเจ้าถือ
ความไม่มีกังวลว่าเป็นศีลข้อประเสริฐที่
สุด
ตอนนี้ในเมื่อท่านทั้ง 4 ราชาแจ้งเจตนา
แล้ว
ท่านมีทูรบัณฑิตได้ฟังท่านทั้ง 4 ต่างก็
ยึดหลักธรรม
ไปคนละอย่าง
ก็จับประเด็นได้ว่าจับประเด็นได้นะแล้ว
จึงกราบทูลว่าคุณธรรม 4 ประการนี้
ตามที่พระองค์ทั้ง 4 ตรัสมา
แล้วแต่เป็นคำสภาษิตทั้งนั้นย่อมประกอบ
กันเป็นเหมือนกับกรรมเกวียนที่ประกอบกัน
เป็นกงล้อ
แต่ละรวมจุดอยู่ดุมเดียวกันไอ้ดุมน่ะคือ
จุดศูนย์รวมผู้ใดประกอบตนตั้งมั่นอยู่ใน
คุณธรรมทั้ง 4 นี่นะก็เรียกว่าเป็น
สันติชนในโลกได้
เป็นอันว่าท่านบอกว่า 4 ข้อเนี่ยอย่าง
องค์ที่ 1 บอกว่าถือความอดกลั้นไม่โกรธนะ
องค์ที่ 2 ว่าถือการไม่ทำชั่วเพราะอาหาร
องค์ที่ 3 คือท้าวสกะบอกว่าเราละความ
สำราญจากกามารมณ์
พระเจ้าโกรปยะถือว่าไม่มีกังวลในข้อวัด
ปฏิบัติคือสิ่งที่มีด้วยท่านธุระพระ
บัณฑิตบอกว่า 4 อย่างเนี้ยมันลงในจุด
เดียวกันคือความดี
เป็นว่าถ้าใครปฏิบัติได้ทั้ง 4 ข้อนี่ครบ
ก็ชื่อว่าสันติชนคือคนที่มีความสงบจาก
ความชั่ว
พระราชาทั้ง 4 ได้สดับดังนั้นแล้วก็มีการ
ชื่นชมยินดีตรัสสรรเสริญวิทบัณฑิตว่าเป็น
ผู้มีปัญญายอดเยี่ยมสามารถตัดความสงสัย
ลังเลของตนให้ขาดไปได้
เหมือนกับช่างกลึงที่ตัดงาช้าให้ขาดลง
เรื่อยอันคมฉะนั้น
แล้วต่างคนต่างก็ประทานรางวัลแก่
วิทูรบัณฑิต
ด้วยมีด้วยของมีค่าเป็นการบูชา
นะหมายถึงว่าเป็นการบูชาธรรมและก็บูชา
ปัญญาอันยอดเยี่ยมของวิธุรบัณฑิต
และก็เสด็จกลับไปที่ประทับของพระองค์นี่
ตอนนี้แหละ
ตอนนี้แหละตอนที่พยาท่านทั้งหลายกลับไป
นี่แหละจะยุ่งๆเพราะว่าจะยุ่งเพราะว่า
ท่านพระญานาคเป็นเหตุ
ตอนนี้ก็จะกล่าวถึงพระนางพระนางวิมลาพระ
นางวิมลานี่เป็นไหเหสีของพญานาค
เป็นชายาของพยาวรุนาคราชวรุณาคราชราชนะ
เมื่อเห็นแก้วมณีที่คอของสามีหายไปหายไป
หรือเปล่า
มองไม่เห็นแก้วมณี
ที่คอของพระราชสวามี
จึงได้ถามว่าตอนนี้น่ากลัวคิดว่าผัวจะไป
ติดพันผู้หญิงนะสงสัย
ดีไม่ดีบอกว่าไปรักษาศีลแต่ว่าไปกินเนื้อ
สดชอบ
เมื่อติดใจในเนื้อสดก็เลยปลดแก้วมณีให้
อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้นะหรือว่าท่านไม่
คิดเดี๋ยวจะบาป
ดูกันก่อนถามว่าแก้วมณีที่ประส
คะ
ท่านวิทูเอ่อท่านพยานาคราชก็ตอบกับภรรญา
ว่าฉันน่ะถวายท่านมีโทบัณฑิตไปเสียแล้ว
น่ะน้องหญิง
เอาล่ะสิ
ท่านวินังวิมาลาจึงถามว่าพระองค์น่ะถวาย
เพื่ออะไร
ทำไมจึงจำต้องเอาแก้วมณีสำหรับประจำพระ
องค์ไปถวายท่านมีโทรบัณฑิต
ถ้ามีโทรบัณฑิตมีดีขนาดไหนถึงจต้องเอา
แก้วมณีถวายอีตรงนี้ฟังแล้วสงสัยสงสัยนิด
ๆว่าพระนางิวิวานี่คงไม่คิดว่าถวาย
วิทบัณฑิต
คงจะคิดว่าถวายหนูที่มีหน้าตานิดๆมีจมูก
หน่อยหน่อยนะแล้วก็มาแกล้งกล่าวบอกว่าให้
แก่วิโทรบัณฑิตล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท
วันนี้รู้สึกว่าเสียงจะแห้งไปเพราะว่าบุก
บั่นเรื่องการทำงานมากเกินไปแล้วดูไปดูมา
เวลาก็หมดก็ต้องของดเรื่องของวิทบัณฑิต
สำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ขอบรรดา
ท่านพุทธบริษัทรับฟังต่อไปเรื่องนี้ดีมาก
ต้องใช้ปัญญาอย่างหนักต้องใช้ความอดทน
อย่างหนักสำหรับวันนี้ขอลาก่อนขอความสุข
สวัสดิวิภัตนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่
บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนที่รับฟัง
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
วันนี้ก็คงพบกับบรรดาท่านพุทธบริษัท
ในเรื่องราวของวิทูรบัณฑิตวิธุรบัณฑิตนะ
วันก่อนมาจบลงตอนที่พระนางวิมาลา
มีความสงสัยที่ท่านพระยาวิรุณนาคราชผู้
เป็นพระราชสวามี
ขึ้นไปจำศีลในเมืองมนุษย์วันอุโบสุทธศีล
กลับมาแก้วมณีที่พระส
ได้ทูลถามสำหรับท่านมีทูระอ่าท่านพยา
นาคราชก็บอกว่าฉันถวายท่านมีโทระบัณฑิตไป
แล้วน้องหญิง
พระนางจึงได้ถามว่าพระองค์ถวายท่านมี
โทรบัณฑิตเพื่ออะไรพระเจ้าค่ะ
ต่อทีนี้วันนี้ก็ต่อเลยนะ
ท่านพยานาคราชนี้บอกว่าเพื่อบูชาธรรมของ
เขา
ท่านบุญนี้กล่าวธรรมไปเพราะจับใจมาก
เรามีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่งที่ไม่เคยมีใน
กาลก่อนจึงได้ถอดแก้วมณีถวายไปนะเมื่อ
ท่านพญานาคตอบแล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่านี่มี
ใช่แต่เราผู้เดียวนะหรือว่าไม่ใช่แต่ฉัน
คนเดียวนะเท่าที่ถวายของมีค่าไปเถึงแม้
ว่าท้าวสกเทวราชคือพระอินทร์
ก็ถวายผ้าทิพย์สีดอกบวบนะถวายผ้าทิพย์สี
ดอกบกบัวเขียวเนื้อละเอียด
ท่านมียาครุฑก็ถวายดอกไม้ทองคำบริสุทธิ์
แล้วพระเจ้าก็รับพยะ
อ่าพระเจ้าพระนันชัยโกรยะก็ทรงถวายสมบัติ
หลายอย่างเพื่อบูชาธรรม
ตอนนี้แหละวิทูรบัณฑิตจะแย่กับตรงเนี้ตอน
ที่มีความดีเนี่ยเรื่องนี้ถ้าเวลาเทศน์สา
ธรรมาสตเทศคนฟังไม่อยากถอย
เคยไปเทศน์ที่บางอินรเขาไม่ให้ลงจาก
ธรรมาสน์
เขาเอาบันไดธรรมาสน์ไปที่ศาลธรรมาสิกเอา
ทุ่มอืมคนฟังไม่ถอย
เพราะเรื่องราวของท่านดีมากสำหรับนาม
วิมาลา
ก็เห็นจะนั่งคิด
ว่าวิโทรบัณฑิตนี่กล่าวทำไพเราะมากนะ
นั่งนึกในใจว่าวิทูรบัณฑิตนี่เป็นใคร
กล่าวถ้อยคำดีขนาดไหนทำไมท่านทั้ง 4 ท่าน
นี้จับใจมากถึงมอบของที่มีข้า
ยริว่าวิทูรบัณฑิตกล่าวทำไพเราะอย่างไร
พระเจ้าค่ะ
พระญาณนาคจะได้กล่าวว่าดูก่อนน้องหญิงผู้
เจริญ
พระราชาทั้ง 4 ทวีป
สดับธรรมของพระองค์ท่านผู้นี้แล้วก็ล้วน
พอประทัย
แลก็เพลิดเพลินจึงลืมเสด็จกลับแว่นแคว้น
ของตนถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับเสียง
พิณหัสฎีก
ที่โลมผูงช้างให้ตกมันให้เกิดความรักใคร่
กันฉะนั้น
เธอแสดงความได้ไพเราะมากพินัสฎีกกันฑ์นี่
มีพระเจ้าอุเทนมีสมัยก่อน
สมัยนั้นพระเจ้าอุเทนมีพิณหัสฎีกันเมื่อ
เวลาจะประชุมช้างดีดพิณหัสฎีกกันเข้าจุด
หนึ่งเรียกสัตว์ทั้งป่าช้างทั้งหมดมา
ชุมนุมกันได้
ถ้าต้องการจะให้ฆ่าศึกหนีหรือสัตว์หนีก็
ดีดอีกสายหนึ่งพอยินเสียงปีนี้เข้านั้นก็
วิ่งกันอ้าวไม่เหลียวหลังนี่พิณัสดีกัน
เป็นกรณีพิเศษก็ไม่ทราบว่าใครสร้างเหมือน
กัน
เพราะฉะนั้นว่าเมื่อพระนางได้สดับแล้วก็
ทรงมีพระประสงค์
จะสดับธรรมของวิทูรบัณฑิตบ้าง
แต่ขั้นท่านจะบอกตรงๆก็เกรงว่าพระพั
เจ้าพยานนาคจะไม่อนุญาต
จหาอุบายความจริงผู้หญิงนี่มีเรื่องมาก
จริงๆนะลีลาของผู้หญิงนี่เยอะ
แต่อย่าหาว่าผู้หญิงไม่ดีก็ไม่ได้ดีเมี
ปัญญา
จึงได้ทำอบายปริงไข้
ตอนนี้นอนปร็งไข้โอยย
น่าสงสาร
คือไข้ไข้อะไรไข้มายา
หรือว่าไข้อุบายทำเป็นไข้ถึงเว่อเมื่อถึง
เวลาเฝ้าก็ไม่ยอมเสด็จเข้าเฝ้าตามปกติ
พญานาคจึงได้ถามเหล่าสาสนมว่าพระนาง
วิมาลาไปไหน
บรรดาสาวสนมทั้งหลายก็กราบทูลว่าเวลานี้
สมเด็จทรงไปชวนพระเจ้าค่ะ
พญานาคได้สดับดังนั้นจึงได้เสด็จลุกจาก
ตำหนักของพระของพระองค์ไปสู่ตำหนักของนาง
วิมาลา
ประทับข้างๆพระท่านแล้วก็ตรัสถามว่าเจ้า
สู้ผอมร่วงโรยไปมากเจ้าประชา
วิมนาวิมาลาได้โอกาสจึงกราบทูลว่า
พระองค์ผู้จอมนาคราช
ธรรมดาสตรีทั้งหลายย่อมอยากได้สิ่งโน้น
อยากได้สิ่งนี้แม้แต่หม่อมฉันก็อยากได้
เหมือนกัน
ทิ้งไว้นิดนึงพญานาคก็ถามว่าอยากได้อะไร
น้องหญิง
ถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัยของพี่พี่จะหาให้
นางจะตอบว่าหม่อมฉันอยากได้หัวใจของ
วิธุรบัณฑิตพระเจ้าข้าโบเอาก็แล้วสิ
อ้าเอาเข้าแล้วตอนนี้ชักยุ่งแล้วขอพระ
องค์ได้โปรดนำมาให้หม่อมฉันด้วย
โดยที่ไม่ทำให้มีธุรบัณฑิตได้รับอันตราย
แต่อย่างใดแน่
ต้องการจะเอาหัวใจของเขา
ให้พระราชานำมาและก็ต้องนำมาแบบที่
วิทูรบัณฑิตไม่มีอันตราย
ถ้าหม่อมฉันไม่ได้หัวใจของวิธูรบัณฑิต
ก็เห็นจะต้องตายคราวนี้แน่นะพระเจ้าค่ะ
พระเอ่อพระราชาพญานาคจึงได้ตรัสว่านี่
วิมาลา
มาลานี้เจ้าปรารถนาเช่นนั้นชริบัณฑิต
น่ะเป็นที่รักของคนทั้งชมพูทวีป
มีคนพิทักษ์รักษาเป็นอย่างมากเห็นมั้ยมี
คนพิทักษ์รักษาป้องกันอันตรายตั้งเยอะกวด
ขันกันเป็นอย่างดีจะมีใครไปนำเอามาได้พญา
นาคราชพูดอย่างนี้ก็วุ่นวายไทยฟังๆแล้วก็
วุ่นวายพระไทยเอ๊ว่ามันเป็นยังไงกันอยู่
ก็อยากจะได้หัวใจวิธูรบัณฑิตที่เป็นของ
ยากที่เราจะหาให้ได้
มันจะเป็นการเกินความสามารถไปท่านรำพึงใน
ใจ
ก็เป็นอันว่านางก็บอกว่าถ้านั้นหม่อมฉัน
ถ้าไม่ได้หัวใจวิโทบัณฑิตคำนี้ก็จะต้อง
ตายแน่
นางทูลแบบนี้แล้วก็เบือนหันหลังให้ยกผ้า
สบายปิดหน้านอนนิ่งไม่ยอมพูด
ตอนนี้พญานาคก็น่ากลัวจะสงสารเมียเนะเป็น
ธรรมดาๆดา
เพราะตามปกติเธอน่ะเป็นคนดีมาก
แต่แต่ว่าพอมาถูกท่านี้เข้าอาศัยความดี
ที่เธอมีมาก่อน
ก็ทำให้พระราชาคือพระญานาคมีใจอ่อนสงสาร
เมีย
ท่านพระญานาคราชจึงได้เสด็จออกจากห้อง
ด้วยพระทัยกระวนกระวาย
ทรงประทับอยู่เหนือท่านพระท่านบรรทมแล้ว
ก็ดำริว่า
นางจะเอาหัวใจวิธุวิธุรบัณฑิต
ถ้าไม่ได้นางจะต้องตายนี่เราจะทำแบบไหนทำ
ไงจะได้มา
นอนกลุ้มเลยป่วยไปอีกองค์
เป็นอันว่า 2 องค์นี้ป่วยลักษณะเดียวกัน
ป่วยไม่ป่วยทั้งร่างกายเป็นการป่วยทางใจ
ป่วย
แต่ว่าพระนางวิมาราป่วยเพราะอยากได้หัวใจ
วิโทรบัณฑิตคืออยากจะพบวิทบัณฑิตนั่นเอง
แต่ว่าถ้าไม่ได้จะยอมตาย
สำหรับท่านพญานาคราช
ก็ต้องป่วยเพราะการกลุ้มใจหมดปัญญาที่จะ
นำมิธุรบัณฑิตมาได้
ต่อมาตอนนี้เขากล่าวถึงลูกสาว
และลูกสาวของพญานาคราชกับพระนางวิมาลา
มีนามว่า
นางอริทันตี
นางอริทันตีนี่เป็นพระยาเป็นธิดาของพญา
นาคราชเห็นอาการของพระราชบิดาเต็มไปด้วย
ความวิตกกังวล
แลรู้สึกว่ามีความกระวนกระวายพระทัยเช่น
นั้นยิ่งกราบทูลถามว่า
ข้าแต่สมเด็จพ่อพระพักของพระองค์เป็น
เหมือนดอกประทมที่ถูกขยำจนช้ำเขียว
ทรงปริวิตกเรื่องสิ่งใดหรือพระเจ้าค่ะ
พระญานาคราชจึงได้ตรัสว่านี่ลูกอริต
แม่ของเจ้าน่ะก็มีความปรารถนาสิ่งที่มัน
เป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เขาจะตาย
พ่อก็นอนกลุ้ม
กลุ้มไม่รู้จะทำยังไง
ลูกสาวก็ถามว่าพระเจ้าแม่ต้องการอะไรพระ
เจ้าค่ะ
ท่านก็บอกว่าแม่ของเจ้าเนี่ยเค้าอยากได้
หัวใจของวิธุรบัณฑิต
ดูสิถ้าเป็นของอื่นน่ะเหาให้ได้
แต่เรื่องต้องการหัวใจคนนี่มันเอากันยัง
ไงลูก
ใจมันเป็นนามธรรม
ใจไม่ใช่เนื้อที่เราเรียกกันว่าก้อนหัวใจ
นั่นมันเป็นวัตถุหือไม่ใช่อารมณ์คิด
มันมีกิจทำงานเกี่ยวกับเลี้ยงร่างกายแต่
ว่านี่แม่เขาต้องการหัวใจของวิทูรบัณฑิต
ซึ่งเป็นที่รักสำหรับเฉพาะอย่างยิ่ง
วิทุรบัณฑิตนี่เป็นที่รักของบรรดามนุษย์
ทั้งชมโพทวีป
และเขาก็ยื่นเงื่อนไขว่าต้องเอาหัวใจ
วิทูรบัณฑิตมาได้โดยที่วิทูรบัณฑิตไม่มี
อันตราย
นี่ลูกฟังแม่เขาพูด
เขาต้องการอย่างนี้พ่อก็นอนตีแขนง
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะพ่อหมดแรงหมดปัญญา
แล้วเขายืนยันว่าถ้าว่าไม่ได้หัวใจ
วิโทรบัณฑิตเขาจะต้องตาย
พ่อกำลังจนปัญญาจริงๆลูกเจ้าควรจะช่วย
ชีวิตมารดาของเจ้าไว้
เมื่อตรัสแล้วท่านก็กระซิบว่าเจ้าควรจะหา
พระดาสักคนหนึ่งหรือสามีนะให้ลูกหาผัว
เลือกเอาที่เก่งกล้าสามารถซึ่งจะไปเอาหัว
ใจของวิโทรบัณฑิตมาให้เราได้เจ้าจะทำได้
มั้ย
นี่ความจริงมีลูกผู้หญิงนี่ก็ดีเหมือนกัน
ถ้ามันจนปัญญายาจริงๆก็หาลูกผู้หญิงใช้
ให้เป็นประโยชน์เออ
ก็ว่าใครว่าผู้หญิงไม่ดีก็ไม่ได้นะผู้
หญิงนัเป็นมารดาของโลก
จะว่าผู้ชายไม่ดีก็ไม่ได้เพราะผู้ชายก็
เป็นบิดาของโลก
นี้ถ้ามีแต่ผู้หญิงก็ไม่มีความงอกงาม
ถ้าโลกนี้ถ้ามีแต่ผู้ชายก็ไม่มีอะไรต่อ
เป็นอันว่าโลกนี้ต้องมีทั้งผู้หญิงและก็
ต้องมีทั้งผู้ชาย
ถ้าจะถามว่าผู้หญิงผู้กับผู้ชายใครดีกว่า
กัน
ก็ต้องตอบว่าต่างคนต่างดี
ทั้งนี้เพราะอะไรหากว่าท่านจะถามว่าแผ่น
ดินกับแม่น้ำอย่างไหนจะดีกว่ากัน
ถ้าเรามีแต่แผ่นดินไม่มีน้ำแล้วก็อดแห้ง
ตายถ้าเรามีแต่น้ำเราไม่มีแผ่นดินก็เราก็
ไม่มีที่อาศัย
เป็นอันว่าดินกับน้ำต่างคนต่างมีค่าต่าง
กัน
ฉะนั้นผู้หญิงและผู้ชายก็เหมือนกันก็มี
ค่าต่างกันจะว่าใครดีกว่ากันมันก็ไม่ถูก
ผู้ชายผู้ชายเคยกดผู้หญิงไว้ว่าผู้หญิงมี
ความสามารถไม่เท่าผู้ชาย
แต่ว่าไอ้ความสามารถของผู้หญิงที่เหนือ
ผู้ชายผู้ชายไม่ได้คิด
อเรื่องนี้ทิ้งไปเวลานี้ผู้หญิงเป็นพระ
ราชาก็เยอะผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรีก็เยอะ
แล้วก็เก่งด้วย
เป็นอันว่าต่างคนต่างดี
เล่าเรื่องของท่านต่อไปเมื่อพระราชายกซิบ
ว่าลูกรัก
เจ้าจงมีสามีที่มีความเก่งกล้าสามารถ
แล้วสามาสามารถไปเอาวิทูรบัณฑิตมาได้อัน
นี้เจ้าจะยอมเป็นภรรญาเขาจะตกลงมั้ย
เป็นอันว่านางอริันตี
นางสาวนะทราบดังนั้นแล้วก็ตัดสินใจ
ปลอบพระราชบิดาและพระมารดาให้คลายกังวล
ตกลงใจจะหาสามี
แหมไปหาที่ไหนก็ไม่ทราบครับโอเอ้าตามใจ
จึงได้จัดแจงแต่งองค์อย่างงามพลิ้งร่อสวย
ๆสดงดงามเป็นพิเศษ
แหวกว่ายน้ำออกจากนาคกวิภพเหาะตรงไปยังภู
เขา
เป็นภูเขาที่มีสีเขียวดุจเมตั้งทะมู่ใกล้
ฝั่งมหาสมุทรในป่าหิมวัน
และก็เที่ยวเก็บดอกไม้มาประดับพวกเขา
อย่างสวยงาม
แล้วก็รแล้วก็ฟ้อนรำขับร้องอย่างไพเราะ
เป็นใจความว่านั่นแหละ
อีตอนนี้ที่ไปเทศน์สักคนฮาคือร้องแหล่กับ
เ้าให้เป็นฝ่ายหนึ่งเร้องแหล่มาแล้วก็
ร้องไปร้องไปก็ร้องมันส่งคนฮากลิ้งที่ฮา
กลิ้งไม่ใช่สนุกเพราะอะไรเพราะร้องไม่
เป็นร้องไม่เข้าท่าเข้าทางก็เลยหาป่า
ใจความไม่ว่าคนทันก็ดี
นาคก็ดีครุษก็ดีกินนอนก็ดีคนไหนก็ตามที
ถ้าสามารถ
นำเอาหัวใจของวิทรบัณฑิตมาถวายพระมารดา
ของเราได้
เราจะยอมเป็นภรญาของคนนั้น
ก็ร้องเรื่อยก็ไปตามจังหวะจะโคน
ในขณะนั้นนั่นเอง
ท่านปุณนักกยักษ์
หลานของท่านท้าวเวสสุวรรณมหาราช
ขับม้าผ่านมาได้ยินเสียงเพลงเข้าก็มีความ
รู้สึกคล้ายก็ว่าเสียงเพลงนั้นเฉือนตัด
ผิวหนังเข้าไปถึงเยื่อในกระดูก
เพราะว่าทั้ง 2 ท่านนี้เคยเป็นสามีภรรญา
กันมาในชาติก่อนที่เรียกว่าปุพเพสนิวาส
นี่ในเรื่องปุพเพสนิวาสเป็นอย่างนี้เพียง
ได้ยินเสียงเพียงได้ยินชื่อก็เกิดความรัก
มันหนีกันไม่ได้จึงได้ชักบาเลี้ยวเข้าไป
หา
เห็นนางอริทันตีก็เกิดความปฏิพัติรักใคร่
ขึ้นมาทันที
แม้นางอริทันตรีก็เกิดความรักเหมือนกัน
นี่อุพเพสันนิวาสนะเราห้ามเขาไม่ได้
จะว่าสำนักไหนที่สอนพระกรรมฐานแล้วก็ห้าม
ลูกศิษย์แต่งงานน่ะมันไม่ควรพระพุทธเจ้า
ท่านจะไม่ห้าม
ถ้าเค้าเป็นคู่ครองกันมันหนีกันไม่พ้นจึง
ได้ฉวยข้อมือนะเอาล่ะสิเดี๋ก่อน
นาริทันตรีก็เกิดความรักทันทีเหมือนกัน
จึงได้จับข้อมือปุณคยักคพาไปเฝ้าพระ
ราชบิดา
ท่านปุณักกยัก์จึงได้ถามทูลถามพระญาณนาค
ว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
ข้าพระองค์มีนามชื่อว่าปุณนักกยักค
บัดนี้ปรารถนาจะเป็นจะเป็นฆ่าใต้ฝ่าละออง
ละอองธุดีพระบาทคือปรารถนาจะได้เจ้าหญิง
อริตเป็นคู่สมรส
คำว่ายักษ์ในที่นี้นะบรรดาท่านผู้ฟังฟัง
อย่าคิดว่ายักษ์มีเขี้ยวอย่างโขน
เออที่ท่านผู้นี้เรียกว่ายักษ์ยักขะนี่ก็
แปลว่าผู้บุคคลคนบูชา
เป็นเทวดาเช่นจาตุมหาราช
คือจาตุมหาราชมหาราชทั้ง 4 นี้มี 4 องค์
คือท้าวทศรสท้าววิรุล 6 ท้าววิรุลปักท้าว
กเวรหรือว่าที่เรียกกันว่าท้าวเวสสุวรรณ
อันนี้ถ้าราชมีจริง
แต่หากเพราะว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงยืนยันไว้ในหลายที่วันที่องค์สมเด็จ
พระมหาวณีทรงบรรลุอภิเสธสัมมาสัมพุทธวัน
หลังที่หิตปุสสพนิกะเอาเข้าตูก้อนเข้าตู
ผงมาสวายถวาย
ก็ปรากฏว่าเวลานั้นขององค์สมเด็จพระจอม
ไตรบรมศาสดาหายไป
ท้ามหาราชทั้ง 4 จึงได้นำบาตรมาถวายนี่
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าท้ามหาราชมี
แต่ว่ามีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทหลายท่าน
มาถามว่าบางท่านว่าไม่มี
ในข้อนี้ก็ไม่ต้องไปยืนยันอะไรกับท่าน
ท่านว่าไม่มีก็เป็นเรื่องของท่านแต่ว่า
พระพุทธเจ้ายืนยันว่ามีเราก็ต้องเชื่อ
เชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อนแต่ว่าวิธีเชื่อ
ได้อธิโมกขศรัทธาไม่เหมาะสมต้องเชื่อด้วย
การค้นคว้าตามหลักสูตรของพระพุทธศาสนา
เมื่อทำได้แล้วจะเห็นว่าท้าวมหาราชน่ามี
จริงๆ
อต่อเรื่องของท่านไปว่านางอริตรีเต้องการ
พระนางอริตรีเป็นคู่สมรส
ขอพระองค์จงทรง
รับสินสอดแน่
มีค่าสินสอดค่าศินสอดนี่คงจะมีมานาน
ค่าสินสอดคือช้างม้ารสอย่างละร้อย
เกวียนที่เต็มไปด้วยแก้วมณีเล่มละร้อย
โอ้โห
เกวียนที่เต็มไปที่แก้วมณี 100 เล่มแน่
แหมเอามาที่วัดท่าซุงก็เหมาะ
และก็ประทานเจ้าหญิงอริตแก่ข้าพระองค์ไอ้
ที่ประทานอมวัธาตุงไม่ใช่นาริหันตรีนะ
เกียนแก้วมณีสิ
เป็นอันนั้นว่าพญานาคจึงได้ทรงตรัสว่าดู
ก่อนปุณักกยักค
จงรอไว้สักว่าเดี๋ยวก่อนเราจะไปสาหารือ
กับญาติมิตรเพื่อนสนิทดูก่อนเพราะว่า
ประเพณีที่ดี
จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนมาก
สิ่งใดที่คนส่วนมากไม่เห็นชอบด้วยถ้าทำลง
ไปอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน
ให้สำเร็จ
ซึ่งจะเป็นการเดือดร้อนหรือเป็นผลร้ายต่อ
ภายหลัง
เมื่อพยานาคตรัสดังนี้แล้วจึงได้เสด็จ
เข้าห้องพระนางวิมาลา
และก็ทรงปรึกษาว่าแม่วิมาลา
มีชายผู้หนึ่งเขามีนามว่าปุณนักกยัก์
มาขอเจ้าอริตรีลูกของเรามาขอกับเรา
แล้วก็เสนอสอดมากมายเราอยากจะรกยกลูกสาว
ให้เขาหรือไม่หึ
ว่าเราควรจะยกลูกสาวให้เขาหรือไม่
พระนางวิมาลาก็ทูลว่าศีลสอดจะมีค่าสัตว์
เท่าใดก็ไม่มีความสำคัญ
ถ้าปุณคยักค
สามารถเอาหัวใจของวิธุรบัณฑิตมาให้หม่อม
ฉันได้
จึงจะควรยอมยกให้เพราะว่าหม่อมฉันไม่
ปรารถนาทรัพย์สินใดๆยิ่งไปกว่าหัวใจของ
วิทบัณฑิตพระเจ้าค่ะ
ยุ่งแบบใช้ยักษ์ยักษ์ก็คือเทวดา
สำหรับพระญานาคจึงได้เสด็จออกมาหา
ปุญณกยัก์
แล้วจึงได้ตรัสว่านี่
บุญนักกยัก์
ฉันไปปรึกษาแล้วนะแม่เจะเอาอย่างนี้ก็แม่
เค้ายินดีที่จะยกเจ้าอิธันตีให้ฉันก็ไม่
อยากจะขัดใจแม่เขาก็ขึ้นชื่อว่าลูกเนี่ย
แม่เขาเลี้งมามากกว่าพ่อพ่อ
มีภารกิจภายนอกแม่เขาต้องอุ้มท้องมาต้อง
ประคบประคมมันประคบประหงมตั้งแต่อยู่ใน
ครรภ์เมื่อโตขึ้นหมดแล้วก็เป็นหน้าที่
หน้าที่ของแม่ทุกวันจะต้องทนุบำรุงลูก
ฉันน่าเป็นพ่อก็จริงแหละแต่ทว่าการประคบ
ประหงมลูกมีน้อยเวลามีน้อยฉะนั้นภาระใหญ่
จริงๆที่มีความต้องการอันใดที่ต้องการลูก
สาวของเขาไปแม่เค้าต้องการยังไงก็ต้องตาม
ใจแม่เขา
ว่าแม่เขาเป็นคนเลี้ยงนี่เอาอย่างี้ก็
แล้วกันนะเป็นอมแม่เค้าก็ดีฉันก็ดีมีความ
ยินดีที่จะยกเจ้าอริันตีให้
แต่้าว่ามีข้อแม้ว่าถ้าท่านสามารถจะนำหัว
ใจของวิทูรบัณฑิตมาให้เรา
แต่ว่าการนำมานั้นท่านวิทูรบัณฑิตจะต้อง
ไม่มีอันตราย
เพราะเราไม่ปรารถนาทรัพย์สินใดๆทั้งหมด
นอกจากหัวใจของวิโทรบัณฑิต
นี่แอบไปใช้คนโง่เนี่นะแต่วิทูรบัณฑิตก็
แย่
เป็นอันว่ายักษ์ก็ถามคนนั้นก็ยักษ์ถามว่า
ท่านมีโทรบัณฑิตน่ะคือใครและก็อยู่ที่ไหน
ข้าพระพุทธเจ้าจะคบได้ยังไง
ท่านพยานาคก็ตอบว่าท่านวิโทรบัณฑิตเนี่ย
นะเป็นมหาราช
เป็นมหาราชครู
อยู่ในสำนักข้าพเจ้าชัยโกรยะ
ในเมืองมนุษย์หากท่านจะต้องการพบต้องไปพบ
ที่นั่น
สำหรับท่านปุณนกยัก์ได้ฟังแล้วจึงได้
เรียกคนใช้ให้นำม้าสินทบมา
แล้วขึ้นขับขี่ม้าสิทพตรงไปยังสำนักของ
ท้าเวสสุวรรณทันที
เพื่อขออนุญาตนะต้องไปหนญาติเจ้านายก่อน
แต่ขณะนั้นปรากฏว่าท้าเวสสุวรรณเจ้าแห่ง
เทวดาด้านทิศเหนือกำลังตัดสินคดีการแย่ง
วิมานกันระหว่างยักษ์ 2 ตนเทวดา 2 องค์
ท่านปุณรยักค์ฟังดูรู้ว่าใครจะชนะ
จึงเข้าไปยืนข้างนั้นพอตัดสินให้ฝ่ายชนะ
เข้าอยู่ในวิมานนั้นได้ด้วยคำว่าเจ้าจงไป
นะอ๋อนี่แกหากินแบบนี้รู้ว่าคนไหนชนะ
เมื่อเขาชนะแล้วท่านท้าเวสสุวรรณก็บอกว่า
เจ้าจงไปอีตาปุญณยักค์นี่แกก็ย่องไปยืน
อยู่ข้างๆกับคนที่ชนะ
แกรู้ว่าใครจะชนะพอบอกเจ้าจนไปแกถือเหตุ
นี้แล้วก็ไปเลยไม่ต้องลา
นี่เป็นอันว่าเป็นการหากินแบบพิเศษของแก่
เ
ก็ยักจึงได้ถือคำว่าได้รับคำเอาคำนั้นว่า
เจ้าจงไปนี่แหละเป็นการได้รับกาอนุญาตให้
ไปด้วยนให้หากินดีเหมือนกัน
เป็นอันว่าวิธีโกงแบบนี้ไม่ได้มีแต่เมือง
มนุษย์
เมื่อได้โอกาสจึงได้รีบขึ้นหลังม้าเหาะไป
ทันที
พราหมณ์ก็คิดใคร่ครวญอยู่ว่าจะใช้อุบาย
อย่างไรดีจึงจะได้วิทูรบัณฑิต
นี้มาเป็นดวงมณีของพระเจ้าโกรยะ
และขออก็เพราะว่าจะทำยังไงดีนะ
วิทวรบัณฑิตนี้ความจริงเป็นดวงมณีเป็นดวง
แก้วของพระเจ้าโกรยะและคนทั้งชมโพทวีป
แต่ว่าพระเจ้าโกรยะโปรดปรานมาก
เราท้าพนันเราจะต้องท้าพนันการเล่นสกากัน
เราชนะแล้วถ้าเราชนะเราจะจับเอา
วิทธุรบัณฑิตก็คงจะได้
เราจะต้องหาวิธีท้าพนันเล่นสกากันเสีย
ก่อนตามธรรมดาพระเจ้าแผ่นดินย่อมปรารถนา
แก้วมณี
ของพระของพระเจ้าจักรพรรดิ
เราจะไปเอาแก้วมณีนี้มาล่อคงจะสำเร็จ
เพราะแก้วมณีนี้อยู่มีอยู่ในที่ของเราแหม
มันไม่จบบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
เป็นอันว่าไม่จบะจะไปเอาแก้วมณีมันเนี่ย
มันไปเอาไม่ได้เสียแล้วเพราะว่าเวลามัน
หมดพอดีอ่าสำหรับวันนี้ก็ของดไว้ก่อนยัง
ไม่ให้ปุณยักคไปเอาแก้วมาณี
เวลาหมดก็ต้องขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
วันนี้ขอลาก่อนวันต่อไปวันหน้าพบกันใหม่
ขอความสุขสวัสิภัตนมงคล
สมบูรณ์พูผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟังทุกท่าน
อ่อท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็มาต่อเรื่องของวิทูระอ่า
ของวิทรูรบัณฑิต
ตอนนี้ต้องขอย้อนไปอีกนิดนึง
ว่าเมื่อปุณนักกยักษ์ได้รับฟัง
แล้วก็สั่งเรียกให้คนทำม้าสินทพขึ้นไปขับ
ขี่
เป็นนว่าตอนที่เพบแล้วก็ได้ฟังคำพระเจ้า
ท่านโกรยะ
ว่าเวลานี้วิทรบัณฑิต
อยู่ที่เมืองของพระเจ้าโกรยะ
ถ้าต้องการอยากได้ลูกสาวต้องไปเอา
วิโทรบัณฑิตที่เมืองนั้นมา
สำหรับปุณกยะได้ฟังยักษ์ได้ฟังแล้วก็
เรียกคนใช้ให้นำม้าสินทบมา
แล้วขึ้นขับขี่ตรงไปยาสำนักของประเทศท้า
เวสสุวรรณทันที
เพื่อจะไปขออนุญาตท่านท้าวเวสสุวรรณ
แต่ว่าเวลาขณะนั้นท้าเวสสุวรรณ
ซึ่งเป็นเจ้านายกำลังตัดสินคดีเรื่องการ
แย่งวิมานกันระหว่างเทวดา 2 องค์
นัคยัก์ได้ฟังรู้ว่าใครจะชนะจึงได้ย่อง
เข้าไปยืนข้างๆคนที่จะจะจะชนะ
พอท่านท้าวเวทวันตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะ
เข้าวิมานนั้นได้
และก็จงใช้คำไ้วาจาว่าเจ้าจงไป
ปุนักกยัก์ก็ถือเอาว่าได้รับอนุญาต
จึงได้รีบขึ้นหลังม้าแล้วก็เหาะไปทันที
ปรางก็คิดใคร้ครวญอยู่ในใจว่าจะใช้อุบาย
อย่างไรดีนะ
วิทูรบัณฑิต
คนนี้เป็นเหมือนดุจหนึประหนึ่งว่าแก้วมณี
ของพระเจ้าโกรยะ
แล้วก็เป็นของคนทั้งชมพูทวีปแต่ว่าพระ
เจ้าโกรัพพยะเนี่ยโปรดปรานมาก
ถ้าเราจะท้าพนันเล่นสกาก็จะดีและถ้าเรา
ชนะเราก็จะจับอวิโทรบัณฑิตไปก็คงจะได้เรา
ต้องหาวิธีท้าพนันเล่นสกากันก่อนตาม
ธรรมดาพระเจ้าแผ่นดินย่อมมีความปรารถนา
แก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ
เราจะไปเอาแก้วมณีนี้มารอดคงจะสำเร็จ
เพราะว่าแก้วมณีนี้
เพราะว่าแก้วมณีนี้อยู่ที่ระหว่าง
วิบูรวรรพจน์
ใกล้กรุงราชคฤห์
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วจึงได้ชักม้าบ่าย
ตรงหน้าไปที่วิบูรวรรพน
เที่ยวเสาะแสวงหาแก้วมณี
พอถึงระหว่างเขาก็เห็นแสงสว่างบาดรในตา
ดุจฉายฟ้าแลบ
ก็รู้ได้ว่านั่นเป็นแสงของแก้วมณีของพระ
เจ้าจักรพรรดิจึงตรงเข้าไปหยิบมา
เจ้ายักษ์กุมภีที่เฝ้าอยู่บนยอดขัดขวาง
ทันทีมีคนเฝ้าอยู่นะยักษ์เฝ้า
ยักษ์ก็คือเทวดาที่เฝ้าไว้ก็เพราะว่าถ้า
ใครเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมาเขาจะต้อง
นำแก้วมณีนี้ไปให้
เมื่อยักษ์คัมภีร์เข้ามาขัดขวางเหลือบ
เห็นสายตาของปุณักกยักษ์เข้าก็ตกใจ
เพราะว่าปุณคยักคนี่เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่
กว่าแล้วก็มีฤทธิ์มาก
เมื่อตกใจตัวรีบงันงกรีบหนีเข้าไปแอบอยู่
ในซอกเขา
เขานี่เ้าเรียกว่าเขาจักรวาล
สำหรับว่าปุณักกยักษ์ไม่ได้แก้วตามความ
ปรารถนาแล้วก็รีบชักม้าตรงไปยังเมือง
อินทรปนคร
ในขณะนั้นพระราชาต่างๆจากร้อยเอ็ดประเทศ
กำลังชุมนุมกันอยู่ท่านปุณกยัก์จึงได้
แปลงเพศเป็นมานพเข้าไปท้าเล่นสกาพนันกัน
ไม่ว่าจะเป็นพระราองค์ชาองค์ใดก็ได้ทั้ง
นั้นน่ะไม่ว่าใครท้าเล่นได้หมด
พระเจ้าโกรปยะทอดประเนมานพมาท้าเล่นการ
พนันจึงถามว่าท่านเป็นใคร
จึงกล้าหาญอย่างนี้
ท่านปุณักกยัก์ก็ตอบว่าข้าพข้าพระพระองค์
เป็นมานพที่ต้องการจะเล่นสกาท้าเป็นการ
พนันเท่านั้นพระเจ้าค่ะ
จะเป็นใครไม่สำคัญและต้องการจะเล่นการ
พนันในเรื่องของสกา
พระเจ้าโกรยะจึงได้ถามว่าเจ้าน่ะมีอะไรมา
ให้เราถ้าเราชนะ
ปุนักกยักษ์ก็ตอบว่าข้าพเจ้ามีแก้วมณี
วิเศษอันเป็นของพระเจ้าจักรพรรดิแล้วก็มี
ม้าวิเศษ
ซึ่งสามารถจะชนะไพลีได้ทั่วพิภพพระเจ้า
ค่ะ
พระเจ้าก็รับพยาจึงตอบว่าไหนๆเอามาดูกัน
ก่อนซิสิ่งที่เจ้าบอกเเราเชื่อไม่ได้ถ้า
เรายังไม่เห็นแก้ววณีของเจ้านี่มันอยู่
ตรงไหน
วนยัก์จึงได้ตอบว่าแก้วมณีของเรามีอยู่
มากมายมฌานที่มีกำลังเร็วอยู่ดังลมโกรธก็
มีอยู่แล้ว
ไม่ใช่ว่ามีไม่ใช่น้อยแก้วมณีของข้าพเจ้า
ดวงหนึ่งกับม้าตงหนึ่งจะมีความหมายอะไร
สำหรับ
นี่
แต่ว่าอย่างงั้นพระองค์ไม่น่าจะตรัสดัง
นั้นเลยม้าของข้าพเจ้าตัวเดียวกับม้าม้า
พันตัวของพระองค์คุณนัคยัก์อ่ะก็หมายความ
ว่าไอ้ม้าตัวเดียวของเขาเนี่ยมันจะมีความ
สามารถดีกว่าม้าพันตัวของพระองค์คุณนั้น
ก็ยักทูลอย่างมั่นใจขอพระองค์จงทอดพระ
เนตรดูตอนก่อนเถิดพระเจ้าค่ะว่าแล้วก็ขับ
มาของตน
นะ
อ่าขับม้าของตนให้ปีนขึ้นไปอยู่บนกำแพง
วิ่งรอบพระนครความเร็วของม้าเนี่ยทำให้
ปรากฏแก่สายตาเหมือนกับม้าพันตัวโอ้โห
เอาคอจดกันเรียงรอบพระนคร
เมื่อปุกก็ยักเร่งม้าให้เร็วขึ้นอีกก็มอง
เห็นเหมือนกับว่าม้าและคนคงเห็นแต่ผ้านะ
ทีนี้มองไม่เห็นทั้งม้าทั้งคน
คือก็มีลูกน้องขี่ขับเมื่อเร่งให้เร็ว
เข้าก็เลยมองไม่เห็นทั้งม้าทั้งคนเพราะ
ความเร็วคงเห็นแต่ผ้าสีแดงที่คาดพุงพุณ
นั้นก็ยักษ์
ปรากฏเหมือนกับผ้าผืนเดียวอยู่รอบพระนคร
ขั้นแล้วปุญณยักค์ก็หยุดลงจากหลังม้าและ
กราบทูลว่าข้าแต่มหาราช
พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความเร็วม้าแล้ว
หรือยัง
พระราชาก็ตรัสว่าเออมนพเราเห็นแล้วและต่อ
ไปขอจงทอดประเนดูอีกว่ามาของข้าพระองค์
นี้จะมีความสามารถยอดเยี่ยมเพียงใดใด
อุณกยัคฆ์กราบทุนแล้วก็ขับมาให้วิ่งข้าม
สระใหญ่ในพระราชอุติญาณ
ความเร็วของม้านั้นก็ปรากฏว่าปลายกีบมิ
ทันจะเปียกน้ำในสระเลยจากนั้นก็ควบไปอีก
แหมก็เล่นม้าทิพย์ม้าเทวดาเนี่ยพคุณเอ้ย
จากนั้นก็ให้ม้าวิ่งไปบนใบบัวตบมือแล้วก็
เหยียดมือออกม้าวิ่งผ่านมาหยุดอยู่บนฝ่า
มือ
แล้วก็กราบทูลว่าพระองค์ผู้เป็นจอมแห่ง
นรชน
ม้าอย่างนี้ควรจะจัดเป็นม้าแก้วได้หรือ
ไม่พระเจ้าค่ะ
พระราชาก็ตรัสว่าเป็นม้าแก้วได้ดีได้แน่
นอนเพราะมานพ
เขาย่อได้กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชสำหรับ
ม้าแก้วเพียงพอแล้วเท่านี้ก่อน
ขอพระองค์จงทอดพระเนตรดูอนุอนุภาพของ
แก้วมณีนี้บ้างเมื่อทูลแล้วก็แสดงอานุภาพ
ของแก้วมณีให้ปรากฏ
เป็นรูปสตรีมั่งเป็นรูปบุรุษมั่งจำนวนมาก
เป็นหมู่เนื้อบ้างเป็นหมู่นกบ้างเป็นพญา
นาคบ้างเป็นพญาครุฑบ้างเป็นกองช้างบ้าง
เป็นกองรถบ้างเป็นกองม้าบ้างเป็นกองเดิน
เท้าบ้างเป็นกองช้างบ้าง
กรมราชองครักษ์บ้างกรมม้าบ้างบ้างกรมรถ
บ้างกรมคนเดินเท้าบ้างเป็นนครใหญ่มีกำแพง
และเสาค่าสูงประกอบไปด้วยป้อมเชิงเทนน่า
เกรงขามมีถนนหนทาง 3 แพร่ง 4 แพร่งมีหมู่
บ้านร้านตลาด
พ่อค้าแม่ค้าประชาชนต่างวรรณะมีการเล่น
ดนตรีมีการเล่นมรสพต่างๆมีมวยปล้ำมีรำนัก
ร้องมีนักกราบนักร้องมีบุรุษรูปงามกำลัง
ล่อลวงหญิงมีหญิงรูปงามแต่ใจร้ายกำลังล่อ
ลวงชายมีสวนสัตว์ประกอบด้วยเชิงเขาเป็น
ที่อยู่ของราชสีหเสือเสือโคร่งเสือดาวแรด
โคสุกรละมั่งอีกเก้งกวาง
ละมาดชะมดแมวป่ากระต่ายกระแต
มีแม่น้ำสวยงามงาม
มีผูปลานานาพันธ์มีหิมวันตบรรพจน์ซึ่ง
เกลื่อนกรนไปด้วยเหล่ากินนอน
มีปราสาทราชมนเฑียรอันรุ่งเรืองสุขใสมี
เหล่าเทพกัญญา
ทรงโฉมวิไลแบร้อมเหล่าเทพบุตรเป็นต้น
ที่กล่าวมานี้เป็นอานุภาพของแก้วมณี
หมายความมีแก้วมณีอย่างนี้แล้วก็จะนิรมิต
เอาอะไรก็ได้ตามชอบใจ
แล้วก็อย่าเนรมิตอันได้มากไปกว่านี้เมื่อ
ปุญยัก์แสดงพิหารแก้ววณีอันแสนยม
มหัศจรรย์อย่างนี้แล้ว
จึงได้ทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้จอมนรชน
บุคคลใดชนะข้าพเจ้าด้วยสกาข้าพเจ้าจะยก
แก้วมณีดวงนี้ให้เป็นค่าการพนัน
ถ้าพระองค์ชนะข้าพเจ้าก่อนข้าพเจ้าจะมี
แก้วเจ้านี้ถวาย
แด่แต่ว่าถ้าข้าพเจ้าชนะข้าพระองค์จะขอ
พระราชทานอะไร
จะขอพระราชทานอะไรพระองค์จะต้องให้
อืมหมายความว่าถ้าเขาแพ้เขาจะให้ม้าด้วย
เขาให้แก้วมณีด้วยแต่ว่าเขาถ้าเขาชนะเขา
ต้องการอะไรที่พระองค์มีอยู่พระองค์จะ
ต้องให้
ท่านทั้งหลายผู้รับฟังฟังอย่างนี้แล้วจะ
เห็นว่าแก้วมณีนี้มีอานุภาพมากก็หมายความ
ว่าเป็นแก้วสารพัดนึกแม้แต่การสร้างเมือง
สร้างวังสร้างถนนหนทางก็ไม่ต้องสร้างด้วย
คนใช้แก้วมณีเป็นอานุภาพบันดาลให้ปรากฏ
อันนี้ความจริงถ้าใครเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ
พระเจ้าจักรพรรดิจะมีของดีหลายอย่างคือมี
เกือกแก้วมีแก้วแก้วมณีมีพระขันธ์แก้วมี
ช้างแก้วม้าแก้วขุนคลังแก้วขุนพลแก้วแล้ว
ก็นางแก้วคำว่าแก้วนี่หมายว่าดี
เป็นอันว่าเล่าเรื่องของท่านต่อไปนั่ง
บรรยายเรื่องความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมัน
จะยุ่ง
เมื่อพระเจ้าโกรยะจึงได้กราบกล่าวต่อไป
ว่าดูก่อนมน
ยกเว้นตัวเราเสียกฉัต
และอมเหสี
เมื่อไม่คือ 1 เรา 2 สวกฉัตรคือความเป็น
พระราชา
2 ภรรญาคือเอกอัครมเหสี
นอกจากนั้นถ้าเราแพ้เราจะยกให้เป็นค่า
พนันของท่าน
บุญนก็ยัก์ได้ฟังว่าถ้ากนั้นก็ทรงชักไม้
อ่าถ้ากนั้นก็อย่าทรงซักชักช้าอยู่เลยพระ
เจ้าค่ะมาเล่นการพนันกันเถิดจากนั้นการ
ขันแข่งขันสการะหว่างพระเจ้าโกรยะกับมานพ
กับมานพน้อยคือปุณคยักคก็เริ่มขึ้นท่าม
กลางพระราชาร้อยเอ็ด
และก็มหาชนเป็นจำนวนมากพระราชาเป็นฝ่าย
ทอดสกากร
พระองค์ทรงหยิบลูกเสกาขึ้นมาแล้วก็ทรงขับ
เพลง
อขับเพลงเสการะลึกถึงอออารักขาอรุ
อารักขเทวดา
และเทพาตนหนึ่งให้ช่วยมีชัยชนะแล้วก็โยน
ลูกสกาขึ้นไปบนอากาศ
ด้วยอานุภาพของปุญยัก์ลูกเสกาขึ้นไปสปา
สกาขึ้นแต้มแพ้
แต่อรักกเทวดาช่วยให้พระองค์รู้ทัน
เให้พระองค์รู้ทันแล้วก็รีบ
รีบรับอรุสกาไว้ได้จึงได้โยนเข้าไปใหม่
อีกเป็นครั้งที่ 2 แต้มที่แพ้ก็พลิกขึ้น
มาอีกแล้วก็ทรงรับเอาไว้ได้อีกปุญก็ยักษ์
แปลกใจจึงเพ่งมองดูว่านี่มันอะไรกันหนอ
เพราะเห็นว่ามีอรกอรักขเทวดาอรักขา
อรักขเทวดากลัวตัวสรรรีบหนีไปสุดเขา
จักรวาล
เนี่แสดงว่าคุณนัคยักคน่ะเค้าเป็นเทวดา
ที่มีอานุภาพมากกว่า
พอพระราชาทอดสกาครั้งที่ 3 ก็ตกลงมาโดย
รับไว้ไม่ได้
แต้มก็แพ้พลิกล็อคขึ้นมาทันทีไอ้แต้มแพ้
โผล่
ท่านปุณักยักก็ร้องด้วยความดีใจว่าเราชนะ
แล้วเราชนะแล้ว
เสียงปุญก็ยักดังก้องไปทั่วทวีปพระราชา
ทั้งร้อยเอ็ดและมหาชนต่างก็ร้องอึคนหนึ่ง
ด้วยความเสียใจ
ที่พระเจ้าโกรยะต้องเสียพระทัยเป็น
กำลังยักค
เป็นผู้ชนะจึงได้กล่าวตามกฎของการเล่นคา
สกาว่ากีฬาว่า
ท่านเป็นจอมแห่งนรชน
เราทั้งสองพนันกันด้วยสกาเช่นนี้ก็ต้องมี
ครั้งใดครั้งหนึ่งแพ้และชนะเป็นธรรมดาบัด
นี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะขอจงพระราชททาน
ทรัพย์อันมีค่านั้นแก่ข้าพเจ้าโดยเลวเถิด
พระเจ้าข้า
สำหรับพระเจ้าโกรยะจึงได้ถามว่าดูก่อน
มานพ
ทรัพย์สินสิ่งใด
ไม่ว่าจะเป็นช้างไม้โคกระบือแก้วแหวนเงิน
ทองอันใดที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้ของเรา
ท่านจึงขนเอาไปตามปรารถนาเถิด
ฝ่ายปุณคยัก์
จึงได้กล่าวว่าทรัพย์สินสิ่งใดข้าพเจ้า
ไม่ต้องการเลย
ขอข้าพเจ้าขอพระราชทานมิธุรบัณฑิตแก่
ข้าพเจ้าก็พรแล้วพระเจ้าค่ะ
ตอนนี้ยุ่ง
พเจ้าโกรปยะจึงได้ตอบว่าดูก่อน
มานพูรบัณฑิต
นั้นเท่ากับตัวของเรา
เราได้กล่าวแล้วว่านอกจากตัวเราเสวกฉัตร
และอัลมเหสี
ยกให้ท่านได้ท่าทั้งนั้นสำหรับ
วิทูรบัณฑิตนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเรา
แต่ผู้เดียวยังเป็นที่พึ่งเป็นผู้นำทาง
เป็นเกาะแก่งที่เล้นลับและเป็นดวงประทีป
อันหาค่ามิได้ท่านอย่าเปรียบอิธุรบัณฑิต
เป็นทรัพย์ภายนอกก็หาไม่ได้หาได้ใหม่เขา
เป็นทรัพย์ภายในเท่ากับชีวิตของเรา
คือเป็นตัวของเราเองนั่นทีเดียว
สำหรับท่านปุนยักษ์
ไม่ใช่นักพูดจึงไม่สามารถจะโต้ตอบข้อขัด
แย้งคำพูดของพระราชาได้ในที่สุดจึงกล่าว
ว่าถ้าเราจะโต้เถียงกันก็เสียเวลาเปล่าๆ
ทางที่ดีต้องให้วิธุรบัณฑิตนั่นแหละเป็น
ผู้ตัดศีล
พระราชาเห็นชอบด้วยนึกล่าวว่าถูกแล้วพ่อ
มานพ
ถูกแล้วเป็นอันว่า
พระเจ้าโกพยะตรัสแล้วก็เข้าไปสู่โรง
ธรรมสภา
ให้หาวิทูรบัณฑิตมาทันทีให้ไปตามมา
สำหรับท่านปุณคยัตถามวิทรูรบัณฑิตว่า
กิตติศักดิ์ของท่านนี่โด่งดังนักว่าท่าน
เป็นผู้ทรงธรรม
ไม่พูดเท็จแม้แต่เพื่อชีวิตวันนี้เราจะ
ได้ทราบความเป็นจริงว่าคำเล่าลือนั้นจะ
เป็นจความจริงเพียงใดโอ้โหนี่นักปราชญ์
เหมือนกัน
แสดงว่าบุญณกยักค์นี่ก็เป็นนักปราชญ์
ท่านวิทูรบัณฑิตจึงได้บอกว่าเ้าเชิญท่าน
ถามตามสบายเถิดท่านจะถามยังไงก็เชิญถาม
นกยักจะได้พูดว่าท่านเป็นทาสของพระราชา
หรือเสมอหรือว่าสูงกว่าพระราชา
หรือว่าเป็นพระประโยชของพระราชาอแกถอน
เต่าตอบตามนี้แต่ถามแบบนี้ักยุ่งฉลาดมาก
ท่านวิธูรบัณฑิตจึงได้ตอบว่าดูก่อนมานพ
เราเป็นทาสของพระราชาโดยกำเนิดไปทีเดียว
แต่พระราชาจะมีอันเป็นอย่างไรก็ไปก็ตาม
เราจะต้องพูดจริงเสมอพระราชาจะพระราชทาน
ข้าพเจ้าเป็นข้าพนันแก่ท่านก็พึงพระ
ราชทานได้โดยธรรม
สำหรับท่านปุญยัก์ตบมือโรากล่าวด้วยความ
ดีใจว่าวันนี้เราชนะ 2 ครั้งวิทูรพระ
บัณฑิตได้ความแจ่มกแจ่มแจ้งแก่เราแล้วแต่
พระราชามิได้ตั้งอยู่ในธรรม
เรายอมยกวิทบัณฑิตนะไม่ยอมยกวิทูรบัณฑิต
ให้แก่เรา
เดี๋นะพระราชาได้สดับดังนั้นก็ทรงโทมนัส
ว่าวิโทรบัณฑิต
นี้ไม่เห็นแก่เราผู้มีคุณอุปการะบ้างเลย
กลับไปเห็นแก่มานพซึ่งพุ่งจะมาพบกันกับ
เดี๋ยวนั่นเองแล้วก็ทรงพิโรธ
จึงได้ตรัสแก่ปุญณคยักว่าถ้าวิทูรบัณฑิต
กล่าวเช่นนั้น
ท่านก็จงเอาไปเถิดแต่พอตรัสดังนั้นแล้วก็
ทรงดำริ้วว่าถ้ามานพนี้เอาวิทูรบัณฑิตไป
เสียแล้วก็ยากนักที่จะได้ฟังธรรมของเขา
อีกถึงอย่างไรเราก็ควรจะให้พักรออยู่ใน
เมืองนี้ชั่วคราวก่อน
พอจะได้ถามธรรมะบางอย่างหนูบ้างจึงได้
ตรัสว่าท่านวิโทรบิ
เราใคร่จะได้ฟังธรรมเขาอีกขอเชิญท่านแสดง
ธรรมแก่เราก่อนเมื่อวิทบัณฑิตพร้อมแล้ว
จึงได้ตรัสถามวาสธรรม
เป็นใจความว่า
ท่านวิธุระผู้เป็นคฤหัสถ์อยู่ครองเรือน
จะประพฤติอย่างไรจึงจะปลดโปร่งจึงจะได้
ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดีเว้นจากความ
เบียดเบียนและมีคำสัตว์เวลาจากโลกนี้ไปจะ
ไม่เศร้าโศก
ฟังแล้วก็จำด้วยนะท่านมีทูรบัณฑิตก็ตอบ
ว่าผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็น
ภรญา
เออจำให้ดีนะข้อนี้นะว่าผู้ครองเรือนไม่
คบหญิงไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรญา
และก็ไม่ควรบริโภคอาหารที่มีรสอร่อยแต่
ผู้เดียว
รักษาศีลประพฤติตามครองธรรมรักษาวงตระกูล
ให้วัฒนาถาวร
ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมีเหตุผลเป็น
ยุติธรรม
ไม่แข็งกันได้ต่อผู้ใหญ่ไม่เย่อยิงด้วย
ความทนงประกอบแต่กิจที่เป็นสุจริตธรรม
พูดจาแต่ถ้อยคำที่น่าฟังก่อนให้เกิดไมตรี
สงเคราะห์ญาติมิตรตามสมควรให้ความช่วย
เหลือทั้งการงานนะทั้งทางการงานทางการ
เงินเท่าที่จะช่วยได้ไม่ดู
สามารถสมาคม
กับผู้มีศีลเป็นพระสูตรบทมีแล้วก็ปฏิบัติ
บำรุงสมณสมณพราหมณ์เป็นมิตร
ที่เป็นอันว่าถ้าเป็นฆราวาสในคนปฏิบัติ
อย่างนี้
แล้วผู้ครองเรือนคนปฏิบัติดังนี้จะได้
ชื่อว่าเป็นผู้ปลอดโปร่งเป็นผู้มีการ
สงเคราะห์ดีไม่มีการเบียดเบียนไม่มีคำ
สัตย์แล้วก็ไม่ใช่ไม่มีคำสัตว์แล้วจะต้อง
ไม่เศร้าโศกตไม่ต้องเศร้าเข้าโศกเสียใจ
แต่ภายหน้าโอ้โห
เสียงมันแห้งธรรมะของท่านไพเราะจริงๆ
น่าฟังนะสำหรับท่านผู้รับฟังจะไม่ย้อน
หลังหรอกเพราะว่าเทปนี่ถ้าสงสัยแล้วก็
เค้ามีไว้ต้องการอยากจะฟังละเอียดไปเก็บ
ไปสมบัติก็ได้เมื่อวิทุรบัณฑิตแสดงจบลง
แล้วก็ลงจากธรรมาสน์
ถวายความเคารพแก่พระราชาพระราชาพร้อมไป
ด้วยพระราชาทั้งร้อยเอ็ดเสด็จกลับเข้าสู่
พระราชนีเวศ
มีรบัณฑิตก็จะไปกลับหึจะกลับยังเคหดของตน
แต่ว่าปุญณยะก็กล่าวว่าท่านต้องไปกับ
ข้าพเจ้า
เพราะว่าพระราชาพระราชทาน
ท่านแก่ข้าพเจ้าแล้วท่านตกเป็นของ
ข้าพเจ้าข้าพเจ้าเป็นนายของท่านท่านจง
ปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่เจ้านายของท่าน
วิสัยของบัณฑิตที่แท้จริงย่อมทำตนให้เป็น
ประโยชน์แก่เจ้านายของตนโอ้โห
ฝ่ายวิทูรบัณฑิตก็ตอบว่าดูก่อนมานพข้อ
นั้นนะข้าพเจ้าทราบ
ทราบดีอยู่แล้วแต่ว่าขอให้ท่านพักอยู่ใน
เรือนสัก 3 วันก่อน
ความจริงข้าพเจ้าได้ทำประโยชน์ให้กับท่าน
มากมายอยู่แล้วเพราะว่าข้าพเจ้านี้พูด
ความจริงเป็นประโยชน์แก่ท่านดูโดยที่ไม่
เห็นแก่พระราชา
ทำให้ท่านได้ตัวข้าพเจ้าด้วยความจริงไม่
ใช่โดยอย่างอื่นฉะนั้นข้อนี้ท่านจงรู้
เถิดว่าข้าพเจ้ามีคุณแก่ท่านมากแล้วเพราะ
เหตุนั้นท่านจงยับยั้งอยู่ก่อนพอให้
ข้าพเจ้าได้สั่งสอนบทปัญญาไว้บ้างขอให้
โอกาสกันบ้างอื
สำหรับปุณคยัก์ได้ฟังแล้วก็เห็นจริงคิด
ว่าบัณฑิตนี้พูดจริง
แล้วก็เป็นคนมีคุณกับเรามากทีเดียว
แม้หากว่าจะให้เราพักอยู่ก่อนสัก 7 วัน
หรือครึ่งเดือนก็เป็นการสมควรคิดแล้วจึง
กล่าวว่าตามใจท่านเถิดท่านผู้เจริญ
ท่านจงสั่งสอนบุตรภรรญาของท่านเถิดเผื่อเ
ว่าเมื่อท่านไปแล้วอยู่ข้างหลังจะได้มี
ความสุขพูดแล้วก็เข้าไปพักอยู่ในเรือนของ
วิธุรบัณฑิตนั่นเอง
สำหรับท่านวิทบัณฑิต
ได้ให้การต้อนรับแก่ปุญณักกยักษ์เป็นอัน
ดีให้พักอยู่ในห้องโถงใหญ่อันสง่างาม
เพียบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคทั้ง
ปวงมอบนางบำเรอเร่ง
มอบชอบนางบำเรอร่างงามดูจะเทพกัญญาให้
อยู่ปฏิบัตินวดฟั้นอย่างเพียงพอ
มิให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องตลอดจึงการฟ้อน
รำขับร้องและดนตรี
เพื่อขับกล่องให้รืมรมแล้วตนเองก็ไปหานาง
อโนชาผู้เป็นภรรญาแล้วก็เรียกบุตรธิดา
เข้ามาพร้อมกัน
เมื่อในทุกคนในบ้านของธุรบัณฑิต
คือคนในบ้านของบัณฑิตย่อมเต็มไปด้วยความ
เศร้าใจ
ให้เมื่อเข้าให้เข้ามาประชุมพร้อมกันต่อ
หน้าบิดาด้วยใบหน้าอันอันองไปด้วยน้ำตา
แม้ธุระบัณฑิตเองก็ทนฝืนซะอื้นไม่ได้สวม
กอดบุตรทินดาด้วยความอะไรเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อตั้งสติเมื่อได้ตั้งเมื่อตั้งสติได้
แล้วจึงกล่าวว่าพระราชาและพระราชทาน
ตัวเราแก่มานพผู้ชนะสิกา
เพราะการแพ้พนันเราจะมีโอกาสอยู่ในบ้าน
นี้อีกเพียง 3 วันเท่านั้น
เป็นอันว่า
จะสั่งเสียต่อกันไปก็ไม่ไหวบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าเวลาหมดพอดี
เรื่องนี้น่าฟังนะน่าฟังจึงไม่มีการแทรก
ไม่มีการแซงอะไรมากแต่วันนี้เวลาหมดแล้ว
ที่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายฉะนั้นก็
จำเป็นจำใจต้องต้องจากกันก่อนขอบรรดาสาวก
ขององค์สมเด็จพระชินวร
ผู้มีความใคร่ในธรรมได้โปรดยับยั้งชั่งใจ
ไว้ฟังวันหน้าต่อไปสำหรับวันนี้ลาก่อนของ
ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูผลจงมี
แด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุก
ท่านท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็คงจะมาพบกับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ในเรื่องของ
อ่าวิธุรบัณฑิตต่อไป
แต่ถ้าว่าวันนี้อาตมาจะต้องขออภัยบรรดา
ญาติโยมพุทธบริษัทสักนิดนึง
เพราะว่าการที่พูดมาในวันก่อน
มันเป็นการเร่งรัดจริงๆเพราะว่าเทปบันทึก
เสียงขาดมาเป็นเดือนๆ
การเร่งรัดก็รู้สึกว่าจะเหนื่อยๆการใช้
สมองก็ไม่ทันกับเวลา
สำหรับเรื่องของท่านวิธุรบัณฑิตนี้มีตอน
หนึ่งจัดว่าเป็นตอนสำคัญ
คือเมื่อวันก่อนที่ผ่านมาแล้วก็รู้สึกว่า
วันนั้นมันเป็นวันที่เรียกว่าอ่านกันตาม
หนังสือจริงๆ
ไม่มีการวินิจฉัยแต่ว่าเรื่องที่จะ
วินิจฉัยก็เห็นว่าไม่ควรวินิจฉัยเหมือน
กัน
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าของท่านดีอยู่
แล้ว
ถ้ามีอะไรไปต่อเติมเข้าบางทีอาจจะเป็นการ
ทำลายความดีคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเรา
แต่สำหรับวันนี้ขอย้อนต้นอีกนิดนึง
ที่ตรงที่ว่าเมื่อท่าน
พระเอ่อพระราชา
โกรยะ
ขอต่อท้ายเลยนะเมื่อพระราชาท่านโกรยะ
ตอนต้นตอนที่ปุณคยักค
จะต้องการท่านวิธุรบัณฑิต
ซึ่งท่านให้สัญญากับวิทุรบัณฑิตว่าการแพ้
คราวนี้
หรือว่าถ้าหากว่าพนันสกาแพ้
จะต้องการอะไรท่านก็ให้เว้นไว้แต่ 1 พระ
องค์ท่าน 2 พระมเหสีแล้วก็3กฉัตร
ครั้นเมื่อท่านแพ้เข้าจริงๆก็ปรากฏว่า
มีทั่วปุณนก็ยักษ์ต้องการท่านวิธุรบัณฑิต
พอบอกว่าต้องการวิธุรบัณฑิตท่านก็ใจหาย
ท่านจึงได้บอกแก่คุณคว่าวิทูรบัณฑิตเนี่ย
เหมือนกับตัวของฉัน
แล้วก็เหมือนกับคนของท้องประเทศทั้ง
ประเทศทั้งนี้เพราะว่าท่านเป็นแก้วประณี
แก้วมณีอันสดใส
ทำจิตใจคนให้เบิกบาน
ต่อมา
เนี่การที่แสดงออกแบบนี้ก็แสดงว่าท่านมี
ความกตัญญูรู้คุณแก่วิธุรบัณฑิตที่มีเป็น
ผู้ทรงธรรมแล้วก็สอนธรรมบุคคลให้มีความ
สุข
จะหาว่าท่านเป็นคนปรับสัตว์เตบัดสัตว์
หมายความว่าเป็นคนกลับกรอกก็ยากอยู่
เพราะว่าวิทธุรบัณฑิตเป็นหัวใจของคนทั้ง
ประเทศก็เป็นความหวังดี
แต่ว่ามาตอนที่ปุณกยักค์ถามวิธุรบัณฑิต
ว่าท่านเป็นเพื่อนหรือท่านเป็นทาสหรือ
ท่านเป็นมิตรที่ดีของพระราชา
ท่านวิธุรบัณฑิตก็บอกว่าเราเป็นทาสโดย
กำเนิด
ทั้งนี้ถ้าฟังไปแล้วก็รู้สึกว่าทั้ง 2
ท่านเนี่ยมีเจตนาดีทั้ง 2 ฝ่าย
แต่ว่าฝ่ายแรกจะพูดกลับกรอกจากความเป็น
จริงไปบ้างแต่ก็เป็นการหวังดี
ประการหนึ่งมุ่งในธรรมปรารถนาอย่า
สงเคราะห์ให้บุคคลอื่นทั้งหมดมีความสุข
ด้วย
เป็นอันว่าถึงแม้ว่าท่านจะพลาดสัจจะไปนิด
นึงแต่ก็ด้วยการหวังในธรรม
นักธรรมนี่เ้าปฏิบัติกันอย่างนี้บรรดา
ญาติโยมพุทธบริษัท
คติติของนักปฏิบัติในธรรมเขาถือว่า 1 เรา
จะยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ
แล้วก็ถ้าจำเป็นเราจะยอมเสียอวัยวะเพื่อ
รักษาชีวิต
ถ้ามีความจิตจำเป็นจริงๆเราก็จะยอมเสีย
ชีวิตเพื่อรักษาธรรม
ฉะนั้นพระเจ้าโกรยะท่านพยายามยอมเสียทุก
จังแม้ศักดิ์ศรี
แต่เพื่อรักษาวิธุรบัณฑิตไว้เพราะว่า
วิธุรบัณฑิตเป็นผู้ทรงธรรม
คนในประเทศนั้นจะมีความสุขก็เพราะว่าท่าน
วิธุรบัณฑิตนี่แหละบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
เห็นน้ำพระทัยของท่านยอมเสียเพื่อคนดี
เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ไพศาล
นี่ถ้าเราจะย้อนกันไปอีกนิดนึงแล้วก็ต้อง
เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าตากสิน์มหาราช
และก็สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทั้ง 2 ท่านนี่ก็ยอมเสียศักดิ์ศรีด้วย
ประการทั้งปวง
เป็นอันว่าพระเจ้าตากสินยอมเสียศักดิ์ศรี
ในอันดับแรกที่ทำตนเหมือนคนบ้า
แล้วก็ยอมเสียศักดิ์ศรีคือยอมเสียยศ
ตำแหน่งคือความเป็นพระราชา
สำหรับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ยอม
เสียศักดิศรีในฐานะที่ตนต้องมีคนเข้าใจ
ว่าเป็นขบฏ
แต่ว่าความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างทำด้วย
เจตนาดี
ทั้งนี้ก็เพราะว่าในระหว่างนั้นประเทศไทย
เราเป็นหนี้เขามาก
และก็เป็นหนี้พ่อค้าแบบประชาประชาชนเงิน
ต้นจะไม่มีให้เขาแถมเงินปลายคืนดอกเบี้ย
เขาก็จะมาเก็บเขาจะเก็บทั้งเงินต้นและ
เงินปลาย
แต่เงินที่มีอยู่ถ้าให้ไปก็หมายความว่า
ไทยเราทั้งชาติจะไม่มีเงินใช้
ข้าราชการทั้งหมดพระเจ้าตากสินไม่มีเงิน
จ่าย
จะต้องทำยังไงก็ต้องเป็นว่าต้องทำเป็นแบบ
เปลี่ยนแผ่นดิน
ถ้าจะเปลี่ยนแผ่นดินคือเปลี่ยนพระเจ้า
แผ่นดินเฉยๆ
เขาจะเชื่อได้ยังไงเขาก็ถือว่ายังมี
สิทธิ์ในการทวง
การเป็นหนี้พระเจ้าตักสินเป็นหนี้เป็นผู้
เซ็นสัญญา
ฉะนั้นก็ต้องตัดสินพระทัยยอม
ยอมเสียชื่อยอมเสียตำแหน่งพระราชา
แกล้งทำเป็นบ้า
แล้วก็ให้พระเจ้าเอพระพุทธสมเด็จพุทยอด
ฟ้าจับ
จับแล้วก็สั่งประหารชีวิต
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าในตอนแรกท่านไม่ยอม
ปฏิบัติตาม
ว่าเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีแต่ถ้าว่าพอ
ทราบเนื้อแท้ความจริงเก็เรียกว่าจำใจ
จำเป็นจำจะต้องทำ
และเป็นการตกลงกันในการคราวนั้นว่าการไป
ตีเขมรคราวนั้นให้เอาพระราชโอรสของพระ
เจ้าตัดสินไปด้วยถ้าตีได้ก็ให้ลูกชายท่าน
ครองอยู่ที่นั่น
นโยบายทั้งหมดนี้ทำเพื่อชาติเป็นนักเสีย
สละ
แต่ว่าเนื้อแท้จริงๆการที่พระเจ้าตัดสิน
ต้องถูกปลงพระชนม์
ตอนนี้ในเมื่อเบื้องต้นมันเป็นนโยบายตอน
หลังก็เป็นนโยบายเหมือนกันภายหลังจึงมา
ทราบกันว่าพระเจ้าตากศิลมหาราชไม่ได้ทรง
สิ้นพระชนม์แต่ว่ากลับเป็นนักบวชที่ทรง
ธรรมจำศิลอยู่แห่งหนึ่งในเขต
นครศรีธรรมราช
นี่แะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
คนไทยเราที่ดี
แต่ว่าต้องเสียชื่อเสียงยอมเสียศักดิ์ศรี
เพื่อชาติและปวงชนชาวไทยมีมาแล้ว
ตอนนี้เราก็ไปมองข้าพเจ้าก็รัพพยะก็
วิทูรบัณฑิตบ้างพระเจ้าโกรัพพยะก็ยอมเสีย
ชื่อเพื่อหวังจะได้ป้องกันวิธุรบัณฑิตไว้
แต่ว่าท่านวิธุรบัณฑิตก็ดีเหลือใจเป็นผู้
ทรงธรรมจริงๆทั้งๆที่รู้ว่าตัวจะต้องจาก
ลูกจากเมียจากประเทศชาติจากพระราชาอัน
เป็นที่รักแต่ก็เพื่อรักษาสัจวาจา
จึงได้บอกความจริงกับวิธุระอ่ากับปุนก็
ยักว่าเราเป็นทาส
ถึงแม้ว่าพระราชาจะคิดยังไงก็จำยอมเพื่อ
รักษาธรรม
ตอนนี้ท่านเป็นคติดีก่อนที่เมื่อพระเ่อ
พระเมื่อวิธุรบัณฑิตจะต้องไปกับปุณคยักค
พระราชาจะได้ขอความเมตตาจะวิธุระปุนยักษ์
ว่าไหนๆท่านบัณฑิตจะต้องไปกับท่านแล้ว
จึงได้ถามความจึงได้ถามการปฏิบัติเพื่อ
ฆราวาสคือฟังธรรมะเป็นครั้งสุดท้าย
ในเรื่องฆราวาสผู้ครองเรือนจะต้องปฏิบัติ
ยังไงอาตมาเห็นว่าเรื่องนี้มีความดีมาก
แล้วก็ถ้าจะถามอาตมาเองอาตมาเองก็ไม่มี
ความสามารถจะอธิบายได้อย่าง
จึงขอย้อนถอยหลังในครั้งหนึ่งเพื่อการฟัง
ก็เพื่อหวังการประโยชน์
แล้วประการที่ 2 การพูดให้บรรดาญาติโยม
พุทธบริษัทฟังก็ไม่ได้หวังชื่อเสียง
ไม่ได้หวังผลประโยชน์ในการเงินการทอง
ต้องการให้บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ทราบชัด
ว่าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาค
คือพระพุทธเจ้าของเราทรงอุบัติมาในโลก
เพื่อต้องการความสุขแก่ปวงชนชาวโลกทั้ง
หมด
สมเด็จพระบรมสุคตไม่ได้มุ่งเฉพาะบุคคลใด
บุคคลหนึ่ง
ต่อนี้ไปก็ขอนำมาเรื่องราวของความเป็น
ฆราวาส
ที่ท่านวิธุรบัณฑิตหรือว่าองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นธุรบัณฑิตใน
ชาตินั้น
เป็นอันว่าเมื่อพระราชาทรงถาม
ว่าขอท่านจงแสดงแก่เราในเมในเรื่องวาส
ครองเรียนทำยังไงมันจึงจะต้องเป็นมันจึง
จะเป็นความสุข
ฟังท่านอีกครั้งหนึ่งในญาติโยมพุทธบริษัท
ท่านวิทิธุรบัณฑิต
จึงได้กราบทูลว่า
ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์อยู่ครองเรือน
จะต้องประพฤติอย่างไรจึงจะปลดโปร่ง
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดี
เว้นจากความเบียดเบียน
มีคำสัตย์เวลาละจะจโลกนี้ไปแล้วจะได้ไม่
เศร้าโศก
ท่านมีธุรบัณฑิตว่าผู้ครองเรียน
ไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรญา
ตอนนี้ต้องคิดนะ
คำว่าหญิงสาธารณะนี่หมายความว่าเป็นผู้
ขายตัว
ท่านบอกว่าคนขายตัวประเภทนี้ไม่ควรจะเอา
มาเป็นภรรญา
แต่ว่าความหมายนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
เป็นฆราวาสย่อมรู้
ว่าจะมีดีหรือไม่มีเป็นประการใด
สำหรับอาตมาเป็นพระก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือน
กันเรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านเพราะความ
เป็นฆราวาสนี่พระรู้ได้ยาก
แล้วต่อไปถึงกล่าวว่าไม่ควรบริโภคอาหาร
ที่มีรสอร่อยแต่ผู้เดียว
จุดนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่
คือว่าการบริโภคอาหารที่มีรสอร่อยแต่ผู้
เดียวเนี่ยคนอื่นเขาจะมองไปในแง่ร้ายไว้
ว่าเราเป็นผู้มักมากในรสอาหารอย่างหนึ่ง
และอีกประการหนึ่งถ้าเรากินอร่อยคนเดียว
มันก็ไม่เป็นสุขเพราะเป็นที่รังเกียจพวก
ที่ร่วมกินด้วยกัน
ตามพระบาลีบทหนึ่งที่มีอยู่ว่าเนกา
สีลวเตสุขัง
การกินคนเดียวไม่มีความสุขถ้าเรามีอะไร
กินแบ่งคนนั้นบ้างแบ่งคนนี้บ้างถึงแม้ว่า
มันจะไม่พอแก่การบริโภคให้อิ่ม
แต่ก็เป็นการได้กำลังใจของบุคคลที่เรา
แบ่งให้เป็นการสร้างความรักและการสร้าง
ความสามัคคีความเป็นอยู่มันก็เป็นสุขอีก
จุดหนึ่งที่บอกว่ารักษาศีล
และประพฤติตามทำนองครองธรรม
ศีลนี่เป็นปัจจัยของความสุขของคนทุกคน
หรือว่าคนทุกคน 1 ไม่ต้องการให้ใครมา
ทำลายชีวิตของเรา 2 ไม่ต้องการให้ใครมา
รักมาขโมยื้อแย่งทรัพย์สินของเรา 3 เรา
ไม่ต้องการให้ใครมาแย่งคนรักของเรา
และข้อ 4 เราไม่ต้องการฟังคำเท็จข้อ 5
เราไม่ต้องการบ้า
ในเมื่อเราไม่ต้องการอย่างนั้นคนอื่นเขา
ก็ไม่ต้องการอย่างนั้นในเมื่อต่างคนต่าง
ไม่ทำลายชีวิตซึ่งกันและกันไม่ประพฤษร้าย
ซึ่งกันและกัน
ไม่รักไม่ขโมยไม่คดโกงกันไม่แย่งคนรักกัน
พูดแต่ความจริงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
คนประเภทนี้อยู่ที่ไหนก็มีความสุขที่นั้น
และการต่อไปท่านบอกว่าจงประพฤติตามทำนอง
ครองธรรมประพฤติตามทำนองครองธรรมนี่ถ้า
หักวาทก็ควรจะเป็นสังฆหัตโท 4
คือ 1 ทางการให้มีการสงเคราะห์ยื่นโยนกัน
ด้วยปัจจัยคืออมิตได้กับสิ่งของ
เค้าขาดเราให้เราขาดเขาให้ใจมันก็เป็นสุข
รายการที่ 2 ปิาจาเวลาที่จะคุยกันก็คุย
กันด้วยวาจาไพเราะเพราะวาจาใดที่เป็น
เครื่องสะเทือนใจคนอื่นเราไม่กล่าว
อันนี้ก็เป็นปัจจัยให้สร้างความรักความ
สามัคคี
และการที่ 3 อัถจริยา
ช่วยทำการงานกันทุกอย่างถ้าไม่เกินความ
สามารถของเรา
4 สมานัตตาเราไม่ถือตัวเกินไป
ในอย่างนี้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติตามทำนอง
ครองกองธรรมของฆราวาสซึ่งก็เป็นของทำง่าย
ๆเป็นการรักษากำลังใจซึ่งเป็นกันนี่การ
เป็นฆราวาสก็เป็นเหตุให้ทรงความสุข
ในข้อต่อไปท่านบอกว่ารักษาวงตระกูลไว้ให้
วัฒนาถาวร
คำว่ารักษาวงตระกูลให้วัฒนาวัฒนานี่แปล
ว่าเจริญถาวรแปลว่ามั่นคงก็หมายความว่าจง
รักษากันไว้ด้วยความสามัคคีมีคติคือ
สังคหัตถุมีศีลมีทาน
แล้วก็มีพรหมวิหาร 4 ประจำใจ
พรหมวิหาร 4 ก็ได้ 1 เมตตาต่างคนต่างรัก
กัน
2 กรุณากรุณาต่างคนต่างสงสารกันเกื้อกูล
กัน 4 มุทธุาต่างคนต่างไม่อิจฉาริษยาซึ่ง
กันและกันแล้วก็ 5 อุเบกขาถ้ากรณีใดๆไม่
เกิดขึ้นความโกรธจะมีขึ้นการเพี่ยงพร้ำ
ของพวกเดียวกันจะมีขึ้นวางเฉยไว้ก่อนอย่า
เพิ่งเอาโทษ
เอาไว้มาพูดกันเมื่อเวลาหายโกรธจะมี
ประโยชน์ในความสามัคคีสร้างความเป็นสุข
กายสุขใจให้เกิดขึ้น
ข้อต่อไปกล่าวว่าไม่ประมาทในกิจการทุก
อย่าง
คำว่าไม่ประมาทนี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ
ทรงสรรเสริญมาก
เพราะความประมาทเป็นทางของความตาย
คำว่าไม่เป็นไรในการครองชีพ
คำว่าไม่เป็นไรในการระมัดระวังรักษา
ทรัพย์สิน
คำว่าไม่เป็นไรในการประสานความสามัคคีจง
ยามมีขึ้นจงคิดไว้เสมอว่าถ้าความประมาท
พลาดพลั้งมีเมื่อไหร่ไม่ระมัดระวังความดี
ไว้ความชั่วมันจะปรากฏนั่นมันจะมีผลเป็น
ทุกข์
ท่านบอกว่าไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมี
เหตุมีผลเป็นไปตามความยุติธรรม
หนังสือธรรมนึถือธรรมเป็นใหญ่แล้วก็ต่อไป
ท่านบอกว่าไม่แข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่แหม
ตัวนี้เบรรดาญาติญาติโยมพุทธบริษัท
มันเป็นเสน่ห์มหาศาลอัปจายกรรม
ทำเป็นเครื่องอ่อนน้อมเป็นการสร้างความ
เป็นมิตรเป็นการสร้างเมตตาบางท่านที่หา
ได้กรุฎเมตตาหาคาถาเมตตาหาแป้งเมตตา
แล้วหาอะไรต่ออะไรเมตตาใช้วิชาความรู้
สร้างความเมตตา
เป่าคาถาคมมันประโยชน์น้อย
หรืออาจจะไม่มีเลยถ้าหากว่าท่านเป็นคน
แข็งกระด้าง
แต่ว่าท่านเป็นคนอ่อนโยนมีความเคารพนบนอบ
ให้การเคารพต่อผู้ใหญ่ไม่แข็งกระด้างหาก
ว่าผู้ใหญ่จะพลาดพลั้งไปบ้างเราก็ไม่ดึง
ดันถือว่าเราวิเศษกว่า
บางทีเราท่านสั่งอะไรมาถ้าบังเอิญ
เป็นการบังเอิญอื่นที่การสั่งของท่าน
พลั้งพลาดจากความเป็นจริง
ตอนนี้เราจะใช้ยังไง
ถ้าปฏิบัติตามไปเราก็พัง
ถ้าไม่ทำตามท่านถือว่าเป็นการขัดคำสั่ง
อันตรายมันก็จะเกิดก็ต้องใช้วิธีโบราณ
โบราณท่านบอกว่ามีนายทหารท่านหนึ่ง
ท่านแม่ทัพสั่งให้ขึ้นกำลังเข้าตีข่าศึก
ตอนนี้ท่านแม่ทัพท่านอยู่หลังทัพท่านไม่
ได้เข้าใจเรื่องหน้าทัพไม่เห็นความเป็น
จริง
ข้าศึกมีกำลังเข้มแข็งมาก
แต่คลื่นกำลังเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับแมลง
เม่าจะเข้ากองไฟ
ตอนนี้ทำยังไงท่านายทหารผู้นั้นถ้าจะคัด
ค้านก็เป็นการแข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่
ท่านจึงเล่าความเป็นมาของข้าศึกให้ท่าน
ไม่ทับทราบ
แล้วก็ท่านก็หารือด้วยปัญญาของท่านว่าทำ
อย่างนี้จะดีไม่ก็รับทำอย่างนั้นจะดีไม่
รับในที่สุดท่านแม่ทัพเห็นชอบด้วยสั่งตาม
นั้น
เมื่อท่านรับคำสั่งออกไปแล้วแทนที่ท่านจะ
ไปประกาศกับทหารว่าท่านไม่ทัพสั่งการ
พลั้งราชเนื้อแท้จริงๆนะไอ้ที่จะทำอย่าง
นี้ที่เราได้เปรียบกับข้าศึกเป็นเรื่อง
ของฉันท่านไม่ได้พูดอย่างงั้น
ท่านกล่าวแก่ทหารทั้งปวงว่าอันนี้เป็น
ความเห็นของท่านไม่ทัพเป็นมันสมองของท่าน
แม่ทัพ
ว่าเป็นเรียกว่าเป็นปัญญาที่เฉลยเชลของ
ท่านแม่ทัพพวกเราจึงจะชนะข้าศึกถึงแม้ว่า
เราจะมีกำลังน้อยแต่ถ้าหากว่าแม่ทัพมี
ความเข้มแข็ง
มีความละเอียดอ่อนในด้านความคิด
และก็มีความฉลาดในปฏิพาณปัญญาอย่างนี้พวก
เราจึงจะปลอดได้จึงได้ปลอดภัย
นี่เป็นอันว่าเวลาที่ท่านค้านผู้ใหญ่ก็
ไม่โกรธ
เมื่อผู้ใหญ่ได้ฟังถ้อยคำที่ท่านไป
สรรเสริญทั้งๆที่เป็นความคิดของท่านเอง
ผู้ใหญ่ก็ทราบว่าความคิดนี้เป็นความคิด
ของผู้น้อยแต่ในเมื่อได้รับฟังคำความคิด
ของผู้น้อยไปแพร่หลายอย่างนั้นผู้ใหญ่ก็
ดีใจ
นี่การที่ทำตนเป็นคนไม่แข็งกระด้างแต่ผู้
ใหญ่เนี่ยประโยชน์มันเป็นอย่างนี้อีกตอน
หนึ่งกล่าวว่าไม่เย่อยิงด้วยความทนงตน
นี่การถือตนว่ามีความรู้มีความสามารถมี
ความฉลาด
อันนี้ไม่เป็นของดีเลย
สู่อปจายตนกรรมคือการถ่อมตนเสมอไม่ได้การ
ถ่อมตนน่ะถึงว่าเป็นเสน่ห์ใหญ่แต่ว่าเรา
ไม่ใช่ถ่อมจนเลยไป
ก็มีโอกาสใช้ความคิดความอ่านให้มันเป็น
ประโยชน์
ก็เหมือนกับข้อแรกนั่นแหละจะใช้วิธีการ
อย่างไรก็ใช้ด้วยวิธีการลำบุญละม่อม
จะสร้างกำลังใจของบุคคลผู้พบเห็นให้เกิด
ความรัก
นี้ท่านพูดต่อไปอีกว่าประกอบแต่กิจที่
เป็นสุจริตธรรม
คือความจริงเป็นสัจจะอันหนึ่งที่ทรงความ
สุขให้แก่คนทุกคน
เพราะว่าพระบาลีมีว่านัถิโลเกีลโหนามะ
ความลับไม่มีในโลก
ในเมื่อโลกมันไม่มีความลับเราไปทำทุจริต
ไว้ที่ไหนไม่ช้าเขาก็จับได้งั้น
การปฏิบัติกิจการสุจริตคือความบริสุทธิ์
ใจตรงไปตรงมาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข
น่าคิด
ท่านพูดอีกตอนหนึ่งว่าวาจาแต่ละถ้อยคำ
ที่น่าฟังก่อให้เกิดไมตรี
นี่ท่านที่ท่านบอกว่า
วาจาเนี่ยเป็นอาวุธที่มีความสำคัญมาก
การจะพูดอะไรออกไปนี่ต้องคิดก่อน
อย่าใช้วาจาให้เป็นเครื่องกระทบกระเทือน
ใจตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงกล่าวว่า 1
เราไม่พูดปด
พูดปลดเป็นวาจาที่ทุกคนไม่ชอบ
2 อย่าพูดคำหยาบ
พูดคำหยาบก็เป็นวาจาที่คนอื่นไม่ชอบ
เหมือนกัน 3 อย่าใช้วาจาส่อเสียดยุแยงให้
เค้าแตกร้าวซึ่งกันและกันนี่มันจะมีผล
ร้ายมาถึงเรา
แล้วก็ 4 วาจาเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์
เราไม่พูด
เป็นอันว่าวาจาเนี่ยเป็นของดีต้องระมัด
ระวังถ้าพูดพลาดไปคำเดียวประโยชน์ใหญ่อาจ
จะพ้นไปจากเราก็ได้หรือมิฉะนั้นชีชีวิต
ของเราอาจจะตายก็ได้
ในข้อต่อไปถึงกล่าวว่าสงเคราะห์ญาติมิตร
ตามสมตามสมควร
หมายความว่าญาติก็ดีมิตรก็ดีถ้าเค้าขาดไฟ
เราก็ให้ไฟขาดน้ำเราก็ให้น้ำแล้วขาดอะไร
เราก็ให้สิ่งนั้นตามความเหมาะสมคำว่าตาม
สมควรนะไม่ใช่ทุ่มเทเกินไป
ถ้าว่าเขานำเอาไปกินดื่มสุราเมรเล่นกา
พนันนี่เราไม่ควรให้
คือไปใช้อีรุยช่วยแฉกติดผู้หญิงหากินนอก
บ้านอันนี้ไม่ควรให้แต่ว่าถ้าเราจะให้การ
สงเคราะห์เขาหิวเราให้บรรเทาความหิว
เขาเดือดร้อนให้บรรเทาการเดือดร้อนอันนี้
เป็นการสมควรนี้ก็ตนเป็นตัวเสน่ห์มี
ฆราวาสน่าจะทำกัน
อาตมาคิดว่าไม่ใช่ใช่แต่ฆราวาสหรอกแม้แต่
พระก็ควรจะทำ
เพราะว่าพระที่บวชมาจากฆราวาสเนี่ยไม่แน่
นักว่าจิตใจท่านจะเป็นพระ 100%
ดีไม่ดีท่านก็คัดค้านคำสอนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
คงจะเข้าใจว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์
สมเด็จพระจอมไตร
สอนเลิศหลอกลอยไปจนเกินความสุขปัจจุบัน
ท่านสอนมีเหตุมีผลสอนคนให้มีความสุขในการ
ครองเรือนด้วยสอนคนให้มีความสุขในการทรง
ตัวเพื่อธรรมะเพื่อเกิดในภพต่างๆที่มี
ความสุขเช่นสวรรค์พรหมโลกและนิพพาน
นี่จะเห็นว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระ
วิชิตมานน่ะไม่ใช่เกินวิสัยที่คนทั้งหลาย
จะพึงปฏิบัติได้
ว่ากันในข้อต่อไปท่านบอกว่าให้ความช่วย
เหลือทั้งทางการงานและการเงินเท่าที่จะ
ช่วยเหลือได้โดยไม่ดูอันนี้ไม่ต้องอธิบาย
และก็สมคบกับผู้มีศีล
เป็นผู้มีความทรงจำดีในด้านของธรรมะและ
ปฏิบัติบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิจิตจะเป็น
ความสุข
บรรดาท่านพุทธบริษัทตอนนี้ก็คงจะไม่ต้อง
อธิบายมากผู้มีศีลคือคนดี
ผู้สูตรไม่ทรงจำมาได้ดีอย่างทรงจำพระ
ไตรปิฎก
นี่เรื่องนี้ก็อยู่ในพระไตรปิฎกไม่ใช่มา
ค้านพระพุทธเจ้าว่าเทวดาไม่มีผีไม่มีอะไร
พวกเนี้ยแล้วก็การเ่อปฏิบัติเพื่อท่อง
เที่ยวนรกสวรรค์ไม่มีมีพระพุทธเจ้าท่าน
สอนไว้นะมี
แล้วบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิจ
กิจที่เราไม่เกินความสามารถ
เอาล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท
วันนี้มาย้อนวิจารณ์กันในคำแนะนำในด้าน
ฆราวาสของท่านพิธุรบัณฑิตก็ยังไม่หมด
แต่ว่าเวลามันหมดแต่ต้องขอลาบรรดาท่าน
พุทธบริษัทไปก่อนขอความสุขสวัสดิ์
พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟัง
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็ขอเก็บตกเรื่องวิทบัณฑิต
ต่อไป
หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายคง
จะยังไม่เบื่อ
ว่าวันก่อนได้พูดรูดมหาราชแต่ความจริงมัน
เหนื่อยจัดบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
นี้เพราะว่าร่างกายมันแก่เกินไปอันนี้งวด
ที่แล้วมาก็เก็บตกแต่เก็บไม่หมด
วันนี้ก็ขอเก็บต่อ
ว่าตอนหนึ่งที่ท่านวิธุรบัณฑิต
ได้กราบทูลพระเจ้าโกรยะ
ว่าผู้ครองเรือนถ้าปฏิบัติได้ดังนี้
จะได้ชื่อว่าเป็นผู้โปรดโปร่ง
เป็นผู้มีการสงเคราะห์ดี
ไม่มีการเบียดเบียนมีคำสัตย์และก็ไปต้อง
เศร้าโสดใหม่ภายหน้า
เป็นอันว่าถ้อยคำที่กล่าวไว้ในวันก่อน
ท่านมีธุระพระบัณฑิตท่านมาซ้อมไว้นะท่าน
มาซ้อมแต่วันนี้จะขอซ้อมอีกสักนิดดีมั้ย
ซ้อมเพราะว่าถ้อยคำอย่างนี้เราฟังได้ยาก
ที่ท่านขอซ้อมต้นนี้นึงนะเล่าตลอดว่า
เมื่อท่านพระเจ้าโกรปยะต้องการธรรมของ
ฆราวาส
ว่าปฏิบัติยังไงจึงมีความสุขวันนี้ไม่ไม่
จอยนะเล่าเรื่องตลอดเป็นว่าท่าน
วิธุรบัณฑิตก็บอกกราบทูลว่าผู้เป็น
คฤหัสถ์
อยู่ครองเรือนจะต้องประพฤติอย่างไรจึงจะ
ปลอดโปร่ง
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ดีเว้น
การเบียดเบียนมีคำสัตว์เวลาจากโลกนี้ไป
แล้วจะได้ไม่เศร้าโศกนี่เป็นปัญหา
ที่พระราชาทรงถาม
ท่านมีธุรกัณฑิตก็บอกว่าผู้ครองเรือนไม่
ควรคบหญิงสาธารณะมาเป็นภรรญา
ไม่ควรบริโภคอาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว
รักษาศีลประพฤติตามทำนองครองธรรมรักษาวง
ตระกูลไว้ให้วัฒนาถาวร
ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างมีเหตุมีผลเป็น
ยุติธรรมธรรม
ไม่แข็งกระด้างต่อผู้ใหญ่ไม่เย่อยิ่งด้วย
ความทนงตนประกอบแต่กิจที่เป็นพุจเป็น
สุจริตธรรมพูดแต่ถ้อยคำที่น่าฟังก่อให้
เกิดไมตรี
สงเคราะห์ญาติมิตรตามสมควรให้ความช่วย
เหลือในทางการงานและการเงินที่ถ้าจะช่วย
ได้ไม่ดูดายสมาสมาคมกับผู้มีศีลเป็น
พหุสูตรคือทรงจำดี
และปฏิบัติบำรุงสมณชีพราหมณ์เป็นนิ
ผู้ครองเดือนปฏิบัติได้อย่างนี้จะได้ชื่อ
ว่าเป็นผู้ปลอดโปร่งเป็นผู้มีการ
สงเคราะห์ดีไม่มีการเบียดเบียนมีคำสัตว์
และไม่ต้องเศร้าโศกในภายหน้านี่ขอย้อนนะ
เว้นว่าตอนนี้มาย้อนกันถึง 3 วาระ
เพราะอะไรเพราะว่าเป็นพระพุทธพจน์บทพระ
บาลี
ที่องค์สมเด็จพระชินสีบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์
อาตมาเห็นว่าอาตมาเองก็ไม่มีปัญญาอธิบาย
แบบนี้เมื่อมาจดเจอะจุดนี้เข้าก็ดีใจคิด
ว่าได้มีโอกาสศึกษาไปพร้อมๆกับบรรดาญาติ
โยมพุทธบริษัท
นี่เป็นอันว่าญาติโยมพุทธบริษัทคงจะเข้า
ใจ
บางท่านที่คิดว่าอาตมานี่มีความรู้มีความ
เลิศประเสริฐในการปฏิบัติ
แต่ความจริงยังไม่ใช่
เนื้อแท้จริงๆอาตมาคิดว่าอย่างดีที่สุด
อย่างประเสริฐที่สุดอาตมาคงจะใกล้ๆกับ
บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
แต่อาจจะมีหลายท่านที่ท่านมีความดียิ่ง
กว่าอาตมาอาตมาทราบ
แต่ว่าท่านเป็นฆราวาสเพศของพระก็ห้ามไม่
แต่ใจนับถือใจมีความเคารพ
ฉะนั้นวาจาใดที่กล่าวไปในด้านธรรมะของ
ชาดก
ถ้าบังเอิญบังเอิญจะไม่ละเอียดไม่เป็นที่
ถูกใจก็ต้องขออภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
ที่รับฟัง
วันนี้ก็เล่าเรื่องต่อไป
ว่าเมื่อเมื่อท่านธุรบัณฑิตวิธุรบัณฑิต
แสดงจบลงแล้วก็ลงจากธรรมาสน์ถวายความ
เคารพกับพระราชานี่ย้อนตอนต้นไปนิดนึงนะ
ถ้าพระราชาพร้อมไปด้วยพระราชาร้อยเอ็ดก็
เสด็จกลับพระราชนิเวศ
ถ้ามีบัณฑิตก็จะกลับมายังเคหยะ
เกล่าวว่า
นี่ความจริงตอนนี้วันก่อนกล่าวมาแล้วแต่
ย้อนหน่อยนึงเพื่อเป็นการประสานกัน
จึงกล่าวว่าท่านต้องไปกับข้าพเจ้า
เพราะว่าพระราชาเนี่ยพระราชทานท่านให้แก่
ข้าพเจ้าแล้ว
ท่านตกเป็นเจ้าของข้าพเจ้าเราหมายความว่า
ท่านเนี่ยตกเป็นของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้า
จะหอบจะหิ้วไปไหนมันก็ได้ไม่ใช่ว่าจะทำ
อะไรตามใจท่านใด
เนี่ท่านกล่าวต่อไปว่านี่ข้าพเจ้าเป็นนาย
ของท่านนะท่านจงปฏิบัติให้เป็นประโยชน์
แก่นายของตนแเอาเท่านั้นแล้วนายใหม่วิสัย
ของบัณฑิตที่แท้จริงย่อมทำตนให้เป็น
ประโยชน์แก่เจ้านายของตนอื
ปุนกยัก์แปลงเป็นคนเพูดมีคำคมไม่น้อย
อุณกยักคนี่เป็นใครตอนจบเรื่องจะรู้พระ
พุทธเจ้าจะชำนชาดกให้ว่าใครมาเกิดเป็น
อะไร
เป็นอันนั้นอันว่าท่านวิรุทวิธุรบัณฑิต
ก็ตอบว่าดูก่อนท่านมานพผู้เจริญ
ข้อนั้นข้าพเจ้าทราบดีแต่ขอท่านได้โปรด
พักในเรือนข้าพเจ้าสัก 3 วันก่อน
ความจริงน่ะข้าพเจ้าได้ทำประโยชน์ให้แก่
ท่านมากอยู่แล้วเพราะว่าข้าพเจ้าพูดความ
จริงก็เป็นประโยชน์แก่ท่าน
โดยที่ไม่เห็นแก่พระราชา
ทำให้ท่านได้ตัวข้าพเจ้าด้วยความเป็นจริง
ไม่ใช่โดยอย่างอื่นทานี้ข้อเนี้ยเนี่ยจง
รู้ให้เถิดว่าข้าพเจ้าน่ะ
มีคุณแก่ท่านมากแล้วเพราะเหตุว่าเพราะ
เหตุเช่นนั้นท่านจงยับยั้งไว้ก่อน
พอที่ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสสอนบุตภัญญา
ข้าพเจ้าบ้างเพราะการที่จะจากไปเนี่ย
มันก็ไม่แน่นักว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่
หรือไม่ได้กลับ
ฉะนั้นก่อนที่จากไปท่านที่เป็นบุตรเป็น
ภรรญาควรจะมีความไว้อะไรสั่งเสียกันบ้าง
ในวาระสุดท้ายของชีวิต
ท่านปุณกยะได้ฟังแล้วก็เห็นจริงแล้วจึง
ได้คิดว่าแหม
ท่านบัณฑิตคนนี้เนี่ยพูดจริงตรงไปตรงมา
จริงๆเป็นคนที่มีบุญคุณแก่เรามาก
ถึงแม้หากว่าจะให้เราพักอยู่ก่อนเนี่ยสัก
7 วัน
หรือว่าจะให้อยู่สักครึ่งเดือนคือ 15 วัน
เราก็อยู่เมื่อคิดแล้วจึงกล่าวว่านี่ท่าน
ตามใจเถนะจะให้เราอยู่แล้วก็อยู่ 3 วัน
เราก็อยู่ 7 วันเราก็อยู่ 15 วันแล้วก็
อยู่
เพื่อความสุขใจของท่านในฐานะที่ท่านเป็น
คนดี
ทั้งนี้ก็เผื่อว่าเมื่อท่านได้ไปแล้วอยู่
ข้างหลังจะได้มีความสุขเนี่คนอยู่ข้าง
หลังนะเมื่อเขาพูดแล้วก็เข้าพักอยู่ใน
เรือนของท่านวิธุรบัณฑิตนั่นเอง
สำหรับท่านมีธุรบัณฑิต
ก็ได้ให้การต้อนรับแก้ปุญแยคเป็นอย่างดี
ให้พักในห้องโถงใหญ่อันสง่างามเพียบพร้อม
ไปด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวง
แล้วก็มีนางบำเรอร่างงามดุจเทพด้วยกันยา
ให้อยู่ปฏิบัตินวดฟั้นให้จนเพียงพอ
ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องตลอดจนกระทั่งการ
ขับฟ้อนรำขับร้องและมีดนตรี
เพื่อขับกล่อมให้มีจิตรื่นรมด้วยแล้วตน
เองก็ไปหานางอโนชาผู้เป็นภรรญา
แล้วจึงได้บอกจึงได้เรียกให้บุตรธิดามา
พร้อมกัน
แหมดูท่านทำนะนี่ความเป็นบัณฑิตของท่าน
น่ะเป็นบัณฑิตจริงๆ
เอบัณฑิตอย่างมโหสถนี่ท่านไม่ได้แตะคน
อื่นเลย
ไม่ได้กล้าวร้าวคนอื่นเลยถ้าไม่ได้ค้าน
ความจริงสักอย่างให้น่าฟังแล้วก็น่าคบ
แล้วก็น่าคิดแล้วก็น่าปฏิบัติตาม
เป็นอันว่าเมื่อทุกคนในบ้านของท่านมี
ธุรบัณฑิต
ทราบเรื่องราวทุกอย่างแล้วนี่ก็เต็มไป
ด้วยความเศร้าใจ
เมื่อมาประชุมพร้อมกันต่อหน้าบิดาด้วยไป
หน้าอันนองไปด้วยน้ำตาแม้ธุระบัณฑิตเองก็
ทนผืนการสะอื้นไว้ไม่ได้สวมกอดบุตรธิดา
ไว้ด้วยความอะไรรักเป็นอย่างยิ่งเพื่อ
เมื่อพอตั้งสติได้แล้วก็กล่าวว่า
นี่เราต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาธรรมดา
ในญาติโยมพุทธบริษัท
พุทธเจ้าจึงกล่าวว่าปิยะโตชายเตโสโก
ความเศร้าโศกเสียใจเกิดจากความรักนี่คน
รักที่จะจากกัน
โดยเฉพาะพ่อกับลูก
สามีกับภรรญา
แล้วก็มาเพื่อนกับเพื่อน
อันเป็นที่รักจะจากกันก็มีความอะไรเสียใจ
กันเป็นเรื่องธรรมดา
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึง
ทรงสอน
ว่าถ้าเรายังมีความอะไรรักมีความเยื่อ
ใหญ่อยู่ในกิเลสเพียงใด
ความผ่องใสของใจยังไม่มีกับเราเพียงนั้น
เป็นอันว่าอย่าอธิบายเลยเรื่องจะไม่จบ
ท่านจะสั่งให้ตัดความอาลัยในร่างกายเสีย
เพื่อพระนิพพาน
เป็นอันว่าต่อมาพระราชา
ได้พระราชทานตัวให้อ่าได้พูดไปนะพอตั้ง
สติแล้วก็บอกกับลูกว่าบอกลูกกับเมียว่า
นี่ลูกรัก
แล้วภรรญาที่รักภรรญาเค้าเรียกอะไรก็ไม่
รู้หนูที่รักเธอที่รักน้องที่รัก
แล้วขวัญใจที่รักอะไรก็ไม่ทราบน้อโอไม่
เคยมีปัญญากับเขาอ่ะ
พูดยังไงภรรญาจึงจะชอบใจเี่ไม่รู้เหมือน
กันแต่บางทีเขาจะเกณฑให้พระรู้หมดก็ไปโธ่
เอ้ย
จะไปถามนกยุงที่บินอยู่ในอากาศ
ว่าก้นมหาสมุทรมีอะไรบ้าง
แล้วไปถามปลาวราวาฬที่จมในน้ำลึกว่าบน
อากาศมีอะไรบ้างมันจะตอบถูกที่ไหนนี่จะ
ถามพระว่าพูดยังไงภรรญาจึงจะชอบใจก็พระ
ไม่เคยมีภรรญา
ว่าไม่ได้ถ้าไปถามพระญี่ปุ่นบางทีท่านรู้
เหมือนกันเพราะว่าพระญี่ปุ่นท่านมีภรรญา
ถ้าถามพระไทยเลยก็ขอจนด้วยกล่าวไม่สามารถ
จะตอบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออาตมา
สำหรับท่านอื่นท่านอาจจะมีความฉลาดมาก
กว่านี้อาตมาก็ขอยอมรับท่าน
เป็นอันว่าเมื่อพอท่านตั้งสติได้ท่านก็
กล่าวกับบทภรรญาว่าพระราชาได้พระอริยทาน
ตัวเราให้แก่มานพผู้ชนะเอ่อผู้ชนะสกาใน
การพนัน
เราจะมีโอกาสอยู่ในบ้านนี้เพียง 3 วัน
เท่านั้น
ท่านจะรู้หรือเปล่าก็ไม่ทราบว่า
ปุณักกยักคเนี่ยแกมีความเข้าใจผิด
จากนั้นก็จะต้องไปกับท่านมานพ
พ่อไม่อาจจะทราบได้ว่าเขาจะพาพ่อไปไหน
แล้วจะทำอะไรบ้างพ่ออยากจะสั่งสอนข้อวัด
ปฏิบัติบางประการไว้แหมน่าชื่นใจในเรื่อง
นี้นะเพื่อจะได้เป็นเครื่องคุ้มครองป้อง
กันพวกเจ้าให้มีความปลอดภัย
เมื่อพระราชาต้องการกัยาณมิตร
ฟังให้ดีนะก็คงจะตรัสถามพวกเจ้าว่ามีความ
รู้เกี่ยวกับธรรมะเก่าๆอะไรบ้าง
นี่ในฐานะที่เป็นลูกบัณฑิต
ลูกที่คนที่มีความสามารถน่ะเมื่อพ่อทำ
อะไรก็ควรจะศึกษาตามนั้นเผื่อไว้เพื่อใคร
เขาถามหรือไม่ฉะนั้นก็เพื่อตัวเองจะได้
ประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์
บิดาของเจ้าได้เคยสั่งสอนอะไรไว้เมื่อพวก
เจ้ากราบทูลที่พ่อสอนไว้
แล้วก็ถ้าหากพระองค์พอพระทัยจะตรัสว่าพวก
เจ้าจงมานั่งบนอาสนะเสมอกับเรานี่เถอะ
เจ้าจะต้องจำไว้ว่าขึ้นชื่อว่าราชทระกูล
นั้น
จะมีผู้ใดตีเสมอไม่ได้เป็นอันขาด
เจ้าจะต้องกราบทูลว่าขอพระองค์อย่าตรัส
อย่างนั้นเลย
เพราะว่าถ้าหากว่าข้าพระองค์จะทำดังนั้น
ก็จะหาชอบด้วยประเพณีใหม่
ด้วยธรรมดาสุนัขจิ้งจอก
จะไปนั่งอาศนะเสมอกับพระราชสีห์เป็นการ
ไม่สมควร
แล้วก็ยังพากันนั่งอยู่ในที่เฝ้าตามสมควร
กับฐานะของตนของตนแหมท่านสอนดีนะ
ว่าเป็นเด็กอย่าตีเสมอผู้ใหญ่
เราเป็นคนมีฐานะเช่นใดจงทรงตนในฐานะเช่น
นั้นอื
ถ้าอย่างงั้นแล้วก็แหมเอางี้ก็แล้วกันคำ
สอนของท่านดีขออ่านขอว่ากับตามท่านต่อไป
เป็นอันว่าเมื่อท่านบัณฑิตได้กล่าวเตือน
เช่นนี้แล้วจึงได้บรรยาย
นะ
ราชวัราชวสดี
ราชวสฎีธรรม
คือได้ปัญ
ท่านวิโทรบัณฑิตกล่าวเตือนเช่นนี้แล้ว
บาลีท่านฟังๆบาลีนะมันตีธรรมความตีความ
หมายให้ท่านฟังไม่เข้าใจจะขอพูดเป็นภาษา
ไทย
ว่าเมื่อท่านมีธุรบัณฑิตที่กล่าวเตือน
เช่นนี้แล้วจึงได้บรรยายธรรมของข้าราชการ
เป็นกล่าวว่าข้าราชการ
ที่ประจำพระราชสำนัก
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงทราบความ
สามารถ
อันนี้จะค่อยๆพูดไปพูดช้าๆ
ก็ยังไม่พระราชทานยศฐาบรรดาศักดิ์อยู่เอง
เป็นธรรมดา
อันนี้ต้องจำเต้องดูความสามารถกันก่อนและ
ข้าราชการ
ยังกล้าจนเกินพอดีแน่
เป็นข้าเการอย่ากล้าจนเกินพอดีนะเมื่อกี้
พลาดไปว่าเป็นข้าราชการอย่ากล้าจนเกินพอ
ดีก็แล้วก็จงอย่าขลาดจนเสียราชการอันนี้
หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเข้าใจและ
คนที่เพเป็นข้าราชการก็คิดว่าคงฉลาดแต่ก็
ไม่แน่นักนะ
ไม่แน่นักแว่าถ้าคนมีความประมาทก็ไม่แน่
นักว่าจะฉลาดพอพอสมควรแก่ฐานะของตน
เป็นอันว่าอย่าประมาทในราชกิจ
แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
ต้องระมัดระวังไว้เสมอ
ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทุกเรื่อง
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคุณสมบัติว่า
เป็นคนมีศีลมีความประพฤติดี
มีปัญญารอบรู้และก็มีความบริสุทธิ์ด้วยใจ
จริงแล้วย่อมทรงวางพระราชรทัยไม่รังเกียจ
อ้าว่าของท่านต่อไปก็ไม่ยาก
แล้วก็จงปฏิบัติราชกิจโดยเที่ยงธรรม
ไม่มีความลำเอียง
ไม่ปฏิบัติเสมออ่าขอโทษปฏิบัติให้เสมอต้น
เสมอปลาย
ดุจจะตราชูที่เที่ยงตรงฉะนั้นแหมท่านสอน
เพราะนะ
แล้วก็จงศึกษาให้ฉลาดรอบรู้ในราชกิจที่
ทรงรับใช้
ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ต้องปฏิบัติให้สำเร็จตามพระราชประสงค์โดย
รวดเร็วนะโดยรวดเร็วก็เรียบร้อยนะ
นี่หมายความเร็วด้วยแล้วก็เรียบร้อยด้วย
แล้วทำงานทุกอย่างตามภาระหน้าที่จะเป็น
กลางวันหรือกลางคืนก็ตามกลางคืนทำได้ไม่
ต้องมีโอเวอร์ไทก็ได้
เพราะว่าการทำทำไร่ไถนาของเรากลางคืนเรา
ทำได้เราเที่ยวกลางคืนเราเที่ยวได้เราไป
สนุกกลางคืนไปยุ่งไปยากทำได้พอราชการสั่ง
บอกต้องมีโอเวอร์ไทเอาก็แย่นะ
เป็นอันว่าทางที่เขาปูราฎไว้เพื่อเสด็จ
พระราชดำเนิน
แม้จะทรงญาติให้เดินก็ไม่ควรจะเดินบนนั้น
เครื่องอุปโภคบริโภคอันใดที่เป็นของพระ
เจ้าอยู่หัว
อย่าพึงใช้ให้ทัดเทียมกับพระองค์เป็นอัน
ขาด
เพราะว่าจะทรงพิโรธผู้กระทำสิ่งที่เสมอ
กับพระองค์เนี่ยนเห็นมั้ย
ในการหนึ่งต้องเดินข้างหลังพระองค์และ
ปฏิบัติต่ำกว่าพระองค์ปฏิบัติต่ำกว่าการ
จะทำอะไรตีเสมอ
เป็นอันว่าทุกสิ่งทุกอย่างทุกเวลาและทุก
ประการเสื้ออาภรณ์
เครื่องประดับรูปไร้ไม่ควรใช้สอยให้ทัด
เทียมกับพระองค์อืมนี่ต้องคิดนะ
ต้องคิดนจะพูดไปเลยมันลำบาก
ต่อไปตลอดจนกระทั่งอัปปกิริยาการจะพูดจา
ก็ต้องทำให้ต่างออกไปอย่าให้เหมือนกับพระ
องค์ท่านจึงจะพ้นราคีไม่มีโทษแหม
อันนี้ไม่ขอย้อนนะเพราะอ่านเพราะว่าพูด
ช้าๆอยู่แล้วนะ
ถ้าชอบใจก็หาเทปไปฟังก็แล้วกัน
แล้วต่อไปนะท่านว่าต่อไปเวลาที่เสด็จเล่น
อยู่กับหมู่อมาตย์
มีพระสนมกำนันเฝ้าแผนอยู่ด้วยอย่าแสดง
อาการทอดสนิทกับสนมกำนันอันนี้สำคัญมาก
สำคัญมากอย่าอย่ายชู้
อย่าให้ฟุ้งซ่าน
กายวาจาให้เสียจริยาของข้าข้าเฝ้า
ต้องสำรวมอินทรีย์
มีอธิยาศัยสุจิริตต่อพระองค์แม้ในที่รับ
ก็อย่าได้จินจาปราศรัยเล่นหัวกับพระสนม
จะเป็นทางให้เกิดการระแวงสงสัยอันไม่
บังควนเกิดขึ้นได้โอ้โห
นี่ถ้าละเอียดจริงๆนะบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
ความจริงน่าจะลอกเก็บไว้ประจำบ้านนะ
และต่อไปท่านกล่าวสอนต่อไปว่าอย่าลอบพระ
ราชทรัพย์
จากพระคังหลวง
จะเป็นการเสียสัจจะตัดประโยชน์แล้วก็มี
โทษมหันมหันก็โทษมาก
อย่าได้เห็นแก่การหลับกันนอนอันเป็น
ลักษณะของคน 7 คร้านไม่สมควรแก่การงาน
ที่จะพึงมอบหมายให้แล้วก็อย่าดื่มสุราจน
เมามายจนทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของผู้
ดีเออน่าจำนะ
อย่าฆ่ามรกคีคือฆ่าสัตว์ที่โปรดปรานให้
เป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัย
เพราะว่าเป็นการฝืนพระราชอำนาจ
ขาดความเคารพ
พระท่านที่ประทับทั้งในรถทั้งในเรือ
อย่าทนงตนว่าเป็นคนโปรดแล้วก็ขึ้นไปร่วม
จะต้องมีไหวพริบในกิจอุปัฏฐากอุปัฏฐากแปล
ว่าการปฏิบัติ
อย่าเฝ้าให้ไกลนัก
หรืออย่าให้ใกล้นักควรเฝ้าแต่พอทอดพระ
เนตรเห็นถนัด
และก็พอได้ยินพระราชดำรัสที่ตรัสใช้คือจะ
นั่งให้คิดเกินไปจะอยู่ให้ไกลเกินไปนะอ๋อ
ดีจริงๆท่านสอนต่อไปว่าจงอย่าชันล่าใจว่า
พระเจ้าอยู่ผัวเนี่ยเป็นเพื่อนของเราแน
อย่าระวังระวังนะเพราะว่าพระราชาพิโรธไว
หมายความราชาในโกรธไวเหมือนกับในตายกระทบ
ผง
ไอ้กตากระทบผงแป๊บมันกระพริบทันทีพระราชา
อาจจะโกรธไวก็ได้
มันมีโทษความจริงไม่ประโยชน์มากท่านสอน
ต่อไปว่าจงอย่าถือตัวว่าเป็นนักปราชญ์
ราชบัณฑิตที่ทรงโปรด
กล่าววาจาจงจาบหยาบคายในขณะที่ประทับต่อ
หน้าต่อหน้าราชสมาคม
ให้เป็นการท่านงอดีจะมีภัยนี่มั้นะเพะ
เด็กจงอย่าสอนผู้ใหญ่จนเกินไปก่อนจะสอนดู
ตัวเสียก่อนว่าอย่างงี้ถูกมั้ย
น่าจะถูก
แล้วว่าไปอีกท่านว่ายังไงแม้จะได้รับ
อนุญาตพิเศษ
ให้เข้านอกออกได้ในได้ไม่ว่าจะเป็นเวลา
อะไรก็ตามก็อย่าวางใจในพระราชฐาน
เพราะว่ากรณีที่ไม่บังควร
ที่จะต้องได้รับพระราชานุญาตเสียก่อนนะใน
กรณีที่นั้นไม่ควรจะต้องได้รับอนุญาตจาก
พระราชาเสียก่อน
เพราะว่าพระราชาเป็นบุรุษเป็นประดุจหนึ่ง
ว่าไฟ
อย่าได้ประมาทต้องมีสติดำรงตนให้เป็นคน
รอบคอบ
เมื่อทรงพระราชทานยกย่องพระราชโอรสหรือ
พระราชวงศ์
ก็ไม่ควรด่วนที่จะเพชรทูลคุณหรือโทษ
จะนิ่งควรจะนิ่งอยู่ก่อนหมายความว่าท่าน
จะทรงโปรดปรานยกย่องใครก็ตามคนนั้นจะดี
หรือไม่ดีถ้าไม่ดีก็ไม่ควรค้านถ้าดีก็
อย่าเพิ่งยกมองดูเหตุมองดูผลซะก่อนว่า
สิ่งที่ตนจะพูดน่ะมันจะควรหรือไม่ควรแหม
น่ารักจริงๆ
ท่านพูดสวยท่านพูดเพราะน่าศึกษา
แล้วฟังกันต่อไปเมื่อจะทรงพระราชทานปูน
บำเหน็จรางวัลความดีนะความดีความชอบในข้า
ราชการคนใด
ก็ไม่ควรจะทูลขัดตัดลาภของบุคคลผู้นั้น
เห็นมั้ยไม่ทั้งนี้ไม่ว่าใครทั้งหมดอ่ะ
ถ้าเขาจะรับบำเหน็จรางวัลก็ปล่อยเค้ามัน
เป็นเรื่องความดีที่เขาจะพึงได้บางทีจะดี
เพราะการประจบสพ.ก็ช่าง
มันเป็นเวลาที่เขาจะได้ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะให้เป็นคนมีจิตอ่อนโยน
วนไปตามในกรณีที่สมควร
ดุจแย่คัญจทโนที่น้อมเข้าหากันหรือว่ากอ
ไผ่อวนไปตามลม
อย่าทูลทัดทานให้เสียราชการงานเมืองแหม
น่ารักจริงๆนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
อาตมาดูวาทะของท่านแล้วไม่ชื่นใจเป็นอัน
นั้นอันนั้นว่าวาทะอย่างนี้ความรู้อย่าง
นี้อาตมาไม่มีจึงได้ต้องย้อนไปย้อนมาหวัง
ว่าคงได้รับอภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
เป็นอันว่าเวลานี้อาตมากับญาติโยม
พุทธบริษัทกำลังศึกษาร่วมกันคือเป็นนัก
เรียนอนุบาลด้วยกันสำหรับวันนี้บรรดาญาติ
โยมพุทธบริษัททุกท่านพูดไปพูดมาดูเวลาก็
หมดเสียแล้วนี่ญาติโยมฉะนั้นก็ต้องขอลา
ก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์
พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟัง
เอ่อญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็คงพบกับบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
เรื่องในเรื่องของท่านมีธุรบัณฑิต
เอ่อตอนนี้แล้วก็ตอนที่แล้วน่าจะได้นาม
ว่าวิทรบัณฑิตสอนลูก
แต่ความจริงคำสอนของท่านน่ารักจริงๆ
สดชื่นจริงๆวันนี้ก็ไม่ขอทานไม่ไม่ขอทวน
ของเดิม
ก็อย่าว่ากันไปเลยนะบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
อย่าลืมว่าถ้าพอใจแล้วก็เทปที่วัดเมีนะ
แต่ความจริงเทปที่วัดมีเนี่ยไม่ได้โฆษณา
ขาย
เพราะว่าตามที่เค้าเอาออกจำหน่ายไปราคา
มันไม่เท่าเท็จเปล่าในท้องตลาด
ถามว่าขาดทุนมั้ยก็ต้องตอบว่าได้กำไร
ได้กำไรตอนไหนได้กำไรตอนที่พระพุทธเจ้า
จึงกล่าวว่าสัพพทานังธัมมทานังชินาติ
การให้ทำเป็นทานทานทั้งปวง
ฉะนั้นส่วนที่ขาดจึงถือว่าเป็นธรรมทาน
คุยกันเรื่องต่อไปในเรื่องราวที่ท่าน
วิธุรบัณฑิต
ท่านสอนลูกชายของท่านต่อ
เป็นว่าท่านบอกว่าเป็นข้าราชการ
จะต้องเป็นคนที่มีท้องน้อยดุจคันธธโนโอ
เอาล่ะสิล่ะ
เอ๊แต่ว่าข้าได้การสมัยปัจจุบันนี้ท้อง
น้อยและท้องยาง
มันมีสมัยหนึ่งนะท่านเรียกว่าพุงยางคือ
ท้องยาง
พอกินอะไรเข้าไปมันก็ยืด
มันเลยไม่รู้จักเต็ม
คือหมายความว่าเค้ารวยกันจนแสนรวยนี่
เฉพาะบางคนนี่สมัยนี้นานมาแล้วนะ
เรื่องนี้นานมาแล้วตั้งแต่สมัยปู่อาตมา
เป็นเด็ก
ตอนนั้นท่านบอกว่ามีขดการรุ่นหนึ่งหรือ
ว่าคณะหนึ่งเป็นคนท้องยาง
หรือว่าเป็นคนพวงยางอาตมาโตแล้วตอนนี้
กำลังจะรับราชการอยู่สมัยนั้น
ท่านก็เรียกไปท่านบอกว่าหลานรัก
ปู่รับราชการมาจนกระทั่งแก่
ปู่ก็ไม่รวย
แต่ว่าปู่ไม่รวยปู่ก็ไม่จน
ปู่เป็นคนมีจิตสบาย
เลือกันว่าโกงที่ไหนกินที่ไหนปู่ก็มีใจ
เป็นสุขถือว่าเรามีน้อยแล้วก็กินน้อยเรา
มีมากแล้วก็กินมากกินน้อยกินมากกินของดี
กินของเลวก็กินซึ่งรสอาหารจะปลงแบบไหนก็
ตามมันก็มีรสเปรี้ยวรสเค็มรสหวานรสขมมัน
ก็มีแค่นั้น
กินหมูก็อิ่มกินผักจิ้มปลาร้าน้ำพริกก็
อิ่ม
กินปลาก็อิ่มไม่จำเป็นต้องเลือกกินกิน
เพื่อยังชีวิตให้ทรงตัวอยู่แล้วถ้าเป็น
ข้าการจงอย่าทุจริต
ทำตนเป็นคนพุงยางนะท่านชี้ตัวอย่างว่า
สมัยท่านเป็นเด็กเห็นข้าราชการพุงยาง
ติงเข้าไปเท่าไหร่มันก็ไม่อิ่มมันยืดออก
มายืดออกมายืดออกมา
แต่ว่าที่สุดของยางมันมีอยู่นั่นก็คือ
เพราะบางจัดยัดเข้าไปพุงแตกตอนนี้ความ
ชั่วปรากฏ
นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทไอ้เรื่อง
พุงยางนั้นมันไม่ดี
จะคิดว่าใครเไม่รู้นัถิโลเกเกลโหนามะความ
ลับไม่มีในโลก
คุยเรื่องของท่านต่อไปดีกว่าท่านบอกว่า
ถ้าเป็นข้าราชการ
ต้องเป็นคนมีท้องน้อยเหมือนกับครันธนูคือ
ว่าอย่ามักใหญ่สูงจงใหญ่แล้วก็อย่าเห็น
กันได้ฝ่ายเดียวต้องเป็นคนที่มีลิ้น
เหมือนปลาแลิ้นปลามันเป็นยังไงน้อมีลิ้น
เหมือนปลาคือไม่เจาหาเรื่องให้เดือดร้อน
ให้เคืองพระราชหฤทัย
แล้วก็ต้องเป็นผู้มีอาหารน้อยคือไม่มัก
มากในลาภผลที่จะใช้จ่ายให้ฟุ่มเฟือย
พึงสอดส่องรักษาราชกิจไม่ผิดพระ
ราชประเพณี
ต้องกล้าพอที่จะสู้กับอุปสรรคคือแก้ข้อ
ข้องใจ
และก็ไม่มัวเมาในอิสตรี
ไม่สัมผัสเป็นเหตุให้สิ้นเดชแหม
ไอ้มัวเมาเรื่องผู้หญิงกินอะไรต้องให้หนู
ป้อน
แล้วเมื่อสิ้นเดชอันเป็นเหตุแก่งการต่อ
สู้กับความหลงแล้วนะเมื่อสิ้นเดชอันเป็น
เหตุต่อสู้กับความหลงเสียแล้วผลก็คือไอ
หรือหอบกระวนกระวายแล้วก็อ่อนกำลังอืม
ฟังให้ดีย้อนตรงนี้ท่านนิดิท่านว่ายังไง
เนาะ
ท่านว่ายังไงคือไม่พึงมัวเมาในอิสตรี
เพราะสัมผัสเป็นเหตุให้สิ้นเดชนี่หมาย
ความว่าสุรานารีภาคีจิราบัตร
เป็นทางแห่งความชิบหายของบุคคลหลงอยู่
แล้วท่านพูดต่อไปว่าเมื่อสิ้นเดชอันเป็น
เหตุต่อสู้กับความหลงแล้ว
ผลที่จะได้รับก็คือไอหรือหอบหมายความมัน
ทุกข์อ่ะกระวนกระวายและอ่อนกำลัง
หมดฤทธิ์หมดแรงหมดทรัพย์สินหมดศักดิ์ศรี
มันก็มีแต่ความทุกข์
เป็นอันว่าคุยกันต่อไปท่านบอกว่าอย่าพูด
มากจนเกินประมาณนะ
คืออย่าเป็นนักฟุ้งพูดมากเกินไปเฟ้อมัน
ต้องดูความสามารถของตัวเสียก่อน
แล้วก็จงจะนิ่งเสียที่เดียวก็ไม่ควร
ในเมื่อถึงคราจะพูดก็พูดพอประมาณไม่พ่ำ
เพื่อ
ต้องอดทนไม่ฉุนเฉียวไม่โกรธง่าย
แล้วก็อย่ากระทบกระเทียบเปรียบเปรยให้
รำคาญโหคน
รักษาสัตว์ระวังถ้อยคำมิให้ปฏิบัติจาก
ความเป็นจริงเอาใหม่นะรักษาสัจจะระวัง
ถ้อยคำ
มิให้วิบัติจากความเป็นจริงคือไม่ให้ผิด
จากความเป็นจริง
พูดถ้อยคำที่นิ่มที่นุ่มนวลควรดื่ม
ไว้ใจไว้ในใจนะพูดแต่ถ้อยคำที่นุ่มนวลอ
ควรดื่มไว้ในใจ
อย่าเป็นคนส่อเสียดเดียดฉันก่อความบาด
หมางในหมู่คณะ
ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
อื
น่าฟังน่าฟัง
ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามใจ
ทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นเรื่องของท่าน
แต่ว่าคนพูดเห็นว่าคิดว่ามีประโยชน์มาก
นี้ต่อไปท่านก็สอนต่อไป
ว่าเป็นข้าราชการ
จะต้องบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาให้ผาสุข
ว่าแล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลคุณจะ
เกื้อกูลนอบน้อมให้ชอบธรร
หมายความว่าควรจะนอบน้อมอนอ่อนปราณี
ไม่ตีเสมอท่านควรจะมีหิริความอาย
โอตปะความกลัว
คือว่าอายความชั่วถ้าเราจะทำความชั่วแล้ว
ก็รู้จักหน้าบางๆเสียบ้าง
อยากให้มันหนามันก็หน้าถนน
ไอ้หน้าถนนนรถวิ่งไปเวียนเกวียนวิ่งไปคน
เดินไปช้างม้าโคกระบือเดินไปมันไม่รู้สึก
อย่างนี้เ้าเรียกว่าหน้าถนน
แต่ว่าเป็นข้าการจะต้องทำเป็นหน้าผิว
เปลือกเปลือกกระเทียม
ผิวเปลือกกระเทียมเนี่ยมันผิวบางๆหน้าบาง
ๆรู้จักอายอายความชั่วอายความทุจริต
แล้วก็มีโอตตปะเกรงกลัวว่าหน้ามันจะขาด
คือผลของความชั่วน่ะมันจะฉีกหน้าให้หน้า
ขาดนะ
แล้วก็ควรจะพบเอ่อควรเดี๋ยวก่อนควร
ปฏิบัติตนให้เป็นกริยาิตรคือมิตรที่ดีงาม
กัญญานี่งามนะ
คือมีความประพฤติดี 1 ไม่ทำตนให้ผิดกฎ
หมาย
ของ 2 ไม่ทำตนให้ผิดกฎกฎข้อบังคับในการ
ปฏิบัติคือระเบียบวินัย
3 ไม่ฝ่าฝืนประเพณี 4 มีศีลธรรม
อย่างนี้เค้าเรียกว่าหน้าเปลือกเปลือก
กระเทียม
ไม่ใช่หน้าถนน
นะแล้วก็ต่อไป
จงบำรุงจิตและความประพฤติให้ดีงาม
คือว่ามีหิริโอตปะนั่นแหละหน้ามันดีแล้ว
ก็มีเมตตาทรงพรหมวิหาร 4 แล้วควรจะมี
อาจารสมบัติ
อาจารประพฤติทั่ว
พูดง่ายๆว่าควรจะมีปฏิปทาคือความประพฤติ
ทั่วไปด้วยความดีที่ได้ฝึกหัดไม่ดีแล้ว
แล้วก็มีศิลปะคือศึกษาพอสามารถในราชกิจ
หมายความว่ามีความรู้ด้วยมีความสามารถ
ด้วยในการปฏิบัติราชการ
ไม่ใช่ว่ามานั่งทุจริตคิดไม่ชอบ
แล้วต่อไปท่านกล่าวว่าจงรู้จักข่มจิตไม่
ทำตนให้วิปริตเพราะขาดสังวรไอ้คำว่าสังวร
นี่ความระวังสำรวมนะระมัดระวังคือือว่า
ข่มใจไว้ไม่ทำตนให้ขาดจากการสำรวมคือ
ระมัดระวัง
ว่าวินัยมียังไงกฎหมายมียังไงประเพณีมี
ยังไงศีลธรรมมียังไงหน้าที่ของเราควรจะ
ปฏิบัติยังไงอันนี้ต้องทำใจให้สม่ำเสมอ
ถึงแม้จะยากลำบากอยู่บ้างจะวุ่นวายอยู่
บ้างก็ช่างถือว่ามันเป็นหน้าที่เราต้องทำ
กิจนี้ให้มันดีที่สุดที่จะพึงดีได้
แล้วต่อไปว่าจงมีตนฝึกฝนพร้อมทั้งวิทยา
คือความรู้
และก็จริยาคือความประพฤตินะจริยาสมบัติ
เป็นผู้คงไม่แปรผัน
ทั้งในคราวสมบัติ
และวิบัติ
ตอนนี้ท่านบอกว่าคือไม่ดีใจลิงโลดในเวลา
ที่มีโชค
และก็ไม่เศร้าโศกเมื่อเวลาที่มีเคราะห์
ร้าย
นะไอ้สมบัติและวิบัติ
หมายความคงเป็นผู้คงที่หมายความมีอารมณ์
ทรงตัว
เราเคยทรงกำลังใจยังไงก็ปฏิบัติตนให้ทรง
ยืนแบบนั้นถ้าสมบัติใหญ่ได้ลาภสักการะบาง
ทีก็ลิงโลจยทานเผ่นโผนโจรทยทยานก็แสดงว่า
ฉันเนี่ยเด่นฉันเนี่ยดี
โอ้อวดบทด้วยประการทั้งปวง
นี่ดิ่งโลดโดดเต้นนะแต่ถึงคราววิบัติเ
ผลักให้กระเด็นไปโมโหโทโสนั่งเศา
แล้วประกอบด้วยการตีเสมอใจท่านหมายความ
แหมเวลาฉันไม่ได้ทำงานนั้นฉันก็นั่งด่า
ชาวบ้านให้มันชอบใจถ้ากูทำแล้วก็จะต้องทำ
แบบนั้นทำแบบนี้จะได้มีประโยชน์อย่างนั้น
มีประโยชน์แบบนี้แต่ว่าเวลาที่มีเวลาทำ
ความดีไม่ยักทำแต่ความชั่วเห็นกับตัวเป็น
ใหญ่อย่างนี้ถือว่าไม่ควรปฏิบัติ
ท่านกล่าวแต่ต่อไปว่า
จงอาศัยความอ่อนโยนไม่เย่อหยิ่งนะ
ไม่ประมาทในราชกิจ
มีความประพฤติสุจริตและขยันไม่เกียดคร้าน
ในการปฏิบัติทนบำรุง
การปฏิบัติทนบำรุงในหน้าที่ราชการที่ตนจะ
พึงจะทำน่ะนะแล้วต่อไปท่านก็บอกว่าถ้า
เป็นข้าราชการหรือว่าเป็นข้าราชการ
ควรจะประพฤติอ่อนน้อมมีความเคารพยำเกรงใน
ผู้หลักผู้ใหญ่
เป็นคนเรียบร้อยทั้งกายและวาจา
ให้ผู้ที่สมาคมคบหาได้รับความสุขทั้งกาย
และใจ
ทูตต่างประเทศที่เขมาส่งเขาเ่อที่เขาส่ง
มาด้วยเรื่องเนื่องด้วยความลับ
ควรเว้นไว้ให้ห่างไกลอย่าเข้าไปใกล้เคียง
นี่หมายความส่งทูตมาเพื่อความลับน่ะอย่า
เข้าไปยุ่ง
พึงเอาใจใส่ดูแลแต่เจ้านายของตน
อย่าสารวลด้วยคนของ
ราชราชปรักษ์
ก็พึงดูแลใจใส่แก่แต่เฉพาะนายของตน
อย่าสารวลด้วยคนของราชปรักษ์
นี่หมายความควรจะทนบำรุงบ้านเมืองของตนคน
ของตนในประเทศของตนให้มีความสุขอย่าไปรับ
ศีลบาทฆ่าศีลบนอย่าเป็นขี้ฆ่าศัตรูที่
ทำลายชาติใช่มั้ย
จำไว้นะเวลานี้มีมั้ยรับเงินกันตั้ง 4,000
ล้านมีบ้างมั้ย
นี่สมมุตินนะว่าให้ 1 ล้านไม่เอาประเทศ
ชาติของฉันไม่เอาฉันจะอยู่ให้มันเป็นสุข
แกมาเป็นนายฉันเดี๋แกก็ขับฉันเอ้าเขาเลย
ให้รั
ไม่เอาพันล้านเอามั้ยไม่เอา 4,000 ล้าน
เอามั้สักหน้ามืด
เชือกหน้ามืดเอาเงินมาวางทับตัวตั้ง 4,000
ล้านนี่ตายนี่สมมุติเอานะไอ้เรื่องปัจจัย
คือเงินเนี่ยระมัดระวังมากเพราะทำให้ใจ
อ่อนง่าย
ท่านสอนต่อไปว่าข้าเป็นข้าราชการ
เมื่อหวังความเจริญแก่ตนควรเข้าหาสมาคม
พราหมณ์ผู้มีศีลที่เป็นพระวิสุสูตร
และก็สมาทานศีลบำรุงด้วยข้าวด้วยน้ำ
และก็พึงไตถามบาปบุญคุณโทษประโยชน์ไม่ใช่
ประโยชน์แก่พระสมณชีพราหมณ์นั้น
ความจริงสมณชีพราหมณ์เนี่ย
ก็ย่อมเป็นคุณแก่ประเทศชาติคือราชการอยู่
มาก
เพราะข่าวต่างๆนมักจะมารวมอยู่ที่วัด
ฉะนั้นกษัตริย์ในสมัยโบราณและข้ารดการ
สมัยนั้นท่านจึงใกล้คิดวัดการบริหาร
ราชกิจของท่านจึงเป็นไปด้วยดี
อต่อไปท่านว่ายังไงเป็นขิการต้องเป็นผู้
สุขุมรอบคอบฉลาดในราชกิจ
และก็สามารถจัดการให้ดำเนินไปโดยเรียบ
ร้อย
รู้จักการรู้จักสมัยว่าควรไม่ควรจะ
ปฏิบัติยังไงเี่ต้องฉลาด
จึงกล่าวต่อไปว่าบุตรหรือพี่น้องวงญาติ
ผู้ไม่ตั้งอยู่ในศรีจารศรีจารวั
ศีราจารวัฏนะนใหม่บุตรหรือพี่น้องโกงญาติ
ผู้ไม่ตั้งอยู่ในศรีราจารวัฏ
ไม่ควรยกย่องให้เป็นใหญ่ปกครองในหมู่คณะ
เพราะว่าเขาเป็นคนพานคือคนเลว
อันคนพาลท่านกล่าวว่าไม่ใช่ญาตินี่หมาย
ความว่าถ้าใครเเลวนะสั่งสอนแนะนำกันไม่
ได้
ป่าผืนออกนอกลู่นอกทางเี่ต้องถือว่าคน
นั้นไม่ใช่ญาติอื
เปรียบเหมือนกับคนตายที่ถอดถูกทอดทิ้งไว้
แล้วในป่า
มีแต่จะผลาญทรัพย์ให้พินาศ
แล้วไปอาจจะราชกิจให้สมบูรณ์ได้คนเช่นนี้
ไม่ควรยกย่องแต่เมื่อเขาเข้ามาก็หาคนให้
เสื้อผ้าและอาหารพอเลี้ยงชีพฟังอีกนิดนึง
ท่านบอกว่าคนพ่านน่ะมีแต่จะผลาญทรัพย์ให้
พินาศไม่ควรจะคิดว่าเป็นญาตินะ
และก็ไม่อาจจะทำราชกิจขราชการให้สมบูรณ์
บริบูรณ์ได้
คนเช่นนี้ก็ไม่ควรจะยกย่อง
เว้นไว้แต่ว่าเมื่อเขาเข้ามาหา
ก็ควรสงเคราะห์เกื้อกูลด้วยเสื้อผ้าและ
อาหารพอเลี้ยงชีพหมายความว่าไม่ตัดสินเลย
ไม่คบไม่ปฏิบัติด้วยไม่เดินตามแต่เขาจะอด
ตายก็ให้เขาบ้างตามสมควรไม่มากนักนะ
เท่านว่าดีแต่ว่าผู้ทาสกผู้ใด
ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม
เป็นคนขยันหมั่นเพียร
ก็ควรจะยกย่องให้เป็นใหญ่ปกครองในหมู่คณะ
นี่หมายความญาติไม่ดีก็อย่ายกย่องแต่ทาส
กรรมกรลูกจ้างคนรับใช้ถ้าเา้าดีมีศีลธรรม
มีความสามารถเราตั้งให้เขาเป็นใหญ่ใน
ตระกูลในหมู่คณะหรือในงานที่เราจะพึง
ปฏิบัติได้อันนี้แหมน่ารักน่ารัก
ท่านให้เลือกเอาแต่คนดีจริงๆ
ท่านกล่าวต่อไปว่าเป็นข้าราชยการพึง
ประกอบไปด้วยศีราจารวัฏ
มีสัจธรรม
ไม่ละมบโลภมากไม่เห็นแกนได้จนออกหน้าออก
ตา
พึงประพฤติตามใจเจ้าเอ่อตามใจเจ้าไม่เข้า
เข้าไม่เข้าข้างคนผิดนะว่าจงประพฤติตามใจ
เจ้านะไม่เข้าข้างคนผิดนะมีความจงรัก
ภักดีคงที่ต่อหน้าลับหลัง
ต้องรู้จักพระราชนิยม
หรือพระราชานี่ชอบใจอะไรพระราชนิยมนะ
และก็ปฏิบัติตามพระราชประสงค์
อย่าขัดพระราชอัธยาศัย
เวลาที่จะผลัดผ้าพระภูษาแล้วก็สงสาน
พึงก้ม 10 ศีรษะชำระพระบาท
แม้จะทรงกริ้วกก็ต้อง
อแม้จะทรงกริ้วก
ต้องพระราชอริยาก็อย่ามีการโกรธตอบ
นี่หมายความว่าท่านจะโกรธท่านจะกริ้วจง
อย่าโกรธตอบนะไอ้ตัวขันติเนี่ยมันทำให้
เกิดความสุข
ท่านสอนต่อไปว่าพระเจ้าแผ่นดิน
เป็นพวกเป็นผู้เป็นที่พึ่งที่พึ่ง
สักการะบูชา
นี่หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินเนี่ยเป็น
ผู้ที่ควรจะเป็นที่พึ่งของเราแล้วเราก็
ควรเสร็จสักการบูชา
เพราะว่าพระองค์พระราชทานทั้งที่นอนหมอน
มุ้ง
ผ้านุ่งผ้าห่มยวดยานบ้านเรือนที่อยู่
อาศัย
สามารถจะบันดาลพุกสมบัติใดๆคืออิสิริยศ
และบริวารยศ
ให้ตกทั่วถึงกัน
เหมือนกับมหาเมผลที่ทำเ่อเหมือนกับมหาเมฆ
ที่ทำให้ฝนตก
ทั่วไปจหมู่สัตว์
จึงสมควรที่จะบูชาพระองค์ท่านโดยแท้จริง
นี่พยายามพูดช้าๆเพื่อประโยชน์กับบรรดา
ญาติโยมพุทธบริษัทผู้รับฟัง
ถ้ารำคาญว่าเนิบๆเกินไปแล้วขออภัยด้วยว่า
เร็วปรือเดี๋ยวท่านก็บอกฟังไม่ทัน
แต่พูดอย่างนี้อาตมาพูดแล้วยังจำไม่ได้
เลยว่าพูดอะไรได้บ้างไปบ้างท่านผู้ฟังอาจ
จะจำได้ดีกว่าอาตมา
แล้วเวลานี้ถือว่าเป็นนักเรียนอนุบาลด้วย
กันก็แล้วกันนะหรือบางทีบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัทอาจจะตกอยู่ในฐานะนักเรียนชั้น
มัธยมหรือชั้นอุดม
แต่อาตมาเองเี่กำลังเป็นอนุบาลกำลังศึกษา
อยู่ด้วย
ต่อไปท่านบอกว่านี่แหละเจ้าทั้งหลาย
คือ
ราชวสฎี
ธรรมหมายความว่าธรรมที่ทำความดีแก่ในใน
ราชกิจในฐานะที่เป็นข้าราชการของพระราชา
สำหรับข้าราชการก็ควรจะประพฤติตาม
จะได้มีจะได้เป็นที่โปรดปรานได้รับความ
นับถือจากเจ้านายทั้งหลาย
ท่านรวมความว่าข้าราชการทั้งหมดเ
ถ้าทำอย่างนี้นะไม่ใช่ทำแก่พระราชาองค์
เดียว
แม้แต่ผู้ข้าพชาชั้นรองลงมาเราก็ควรจะ
ปฏิบัติแบบนี้ถ้าปฏิบัติแบบได้แบบนี้ความ
ดีมันทรงตัวเราก็มีแต่ความเจริญ
ที่การทรุดตัวไม่มี
เป็นอันว่าข้าราชการที่ฉลาดสมัยหนึ่ง
มีความจริงมีหลายท่านแต่ยกตัวอย่างท่าน
หนึ่งเช่นอะไรหลวงวิจิตรวาทการ
ท่านผู้นี้ราชการของท่านไม่ตกไม่ว่าใครจะ
ขึ้นมาหลวงพิจิตรก็มีส่วนร่วมในการ
ปฏิบัติราชการตลอดเวลาจนกระทั่งสิ้นชีวิต
ซึ่งหลายๆคนเพื่อนกันพับฐานไปหมดแต่ปรากฏ
ว่าท่านเจริญขึ้น
ก็จงดูตัวอย่างว่าท่านหลวงวิจิตรวาทกาล
น่ะท่านมีความฉลาดขนาดไหนท่านใช้อะไรความ
จริงหลวงวิจิตรวาดกาลเป็นประเรียน 5
ประโยคท่านอาจจะเอาคำสอนของท่าน
บิธูรบัณฑิตนี้ไปปฏิบัติก็ได้
ฉะนั้นข้าราชการทั้งหลายที่ยังคิดว่าท่าน
ยังฉลาดไม่พอก็ลองนำไปประพฤติปฏิบัติ
แต่คิดว่าท่านมีความเห็นฉลาดกว่านี้ก็ไม่
ต้องนำเอาไป
ทั้งนี้ที่กล่าวมานี้พรหมสมเด็จพระจอมไตร
บรมศาสดาทรงเทศน์ไว้เป็นธรรมทาน
หมายความว่าเอาของเนี่ยไปตั้งวางไว้เป็น
สาธารณะ
ใครจะใช้ใครจะบริโภคก็ได้ใครไม่ใช้ใครไม่
บริโภคก็ได้ถ้าที่พูดมานี้ก็เช่นเดียวกัน
อาตมาในฐานะเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระทรง
ทร
พูดไว้เป็นกลางๆหนังสือท่านบอกว่าข้า
ราชการอาตมาก็บอกว่าข้าราชการ
แต่ที่พูดมานี้นั้นอาตมาก็บอกแล้วนี่ไม่
ใช่ปัญญาของอาตมาเองเป็นพระพุทธพจน์บทพระ
บาลีขององค์สมเด็จพระชินสีที่ทรงตรัสไว้
ในเรื่องวิทูรบัณฑิต
ว่าสมัยนั้นพระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็น
ธุรบัณฑิต
เคุยกันต่อไปเมื่อเมื่อพระวิทูรบัณฑิต
สั่งสอนบทภรรญาจบลง
ก็เป็นเวลาถึง 3 วันตามกำหนดพอดีโอ้โห
พอรุ่งเช้าจึงได้อาบน้ำชำระร่างกายและ
บริโภคโภคนาหารลดเลิศต่างๆเสร็จแล้ว
จึงได้พาหมู่ญาติัดไปสู่พระราชนิเวศ
เพื่อเข้าเฝ้าทุนลาไปกับมานพถวายบังคม
แล้วก็กราบทูลว่า
ไปมั้ย
ขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้จอมราช
ข้าพระองค์จะขอถวายบังคมลาใต้ฝาน
อองธลีสบา
ไปกับมานพในวันนี้เขาจะนำไปร้ายดีอย่างไร
ก็ยังไม่ทราบเกล้าก็ยังไม่ทราบเกล้าเกล้า
กระหม่อมจะขอใต้ฝ่าอองธุลีพระบาท
ทรงคอยฟังข่าวด้วยข้าพระพุทธเจ้าขอฝาก
ภรรญาญาติแลก็มิตรของข้าพระองค์ขอให้พระ
องค์ทรงกรุณาชุบเลี้ยงเหมือนเมื่อข้าพระ
พุทธเจ้ายังพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
อยู่
การที่ข้าข้าพระองค์ตอบคำถามของมานพว่า
เป็นทาสนั้นข้อนี้เป็นความผิดพลาดของข้า
พระพุทธเจ้าของข้าพระองค์เองนะข้าพระราช
พระราชอัธยาไม่พ้นกล่าวข้าพระองค์เห็นโทษ
แล้วขอพระองค์จงมีพระมหากรุณา
พระอ่าพระราชอภัยโทษ
แก่ข้าพระองค์ได้เถิดข้าพระองค์มิได้มี
ที่พึ่งอื่นอีกแล้วแม้พลั้งพลาดอพลาด
พลั้งในใต้ฝ่าละองธุรีสบาทเป็นประการใดก็
ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งบรมโพธิสมภาร์
ของข้าพพุทธเจ้าต่อไปเถิดพระเจ้าค่ะ
ตอนนี้ขุกขลักไปนิดเพราะระวังเวลา
เป็นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดย
ถ้วนหน้าตอนนี้วิทูรบัณฑิตกำลังลาพระราชา
จะต้องไปกับปุณคยักคแต่ความจริงตอนนี้
ปุณคยัก์เข้าใจผิด
คิดว่าเขาต้องการแต่หัวใจ
จึงมุ่งทำร้ายวิธุรบัณฑิตแต่ว่าเกียรติ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บรรดาท่าน
พุทธบริษัทจะพิ่งได้รับฟังในวันต่อไป
สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วขอลาก่อนขอความ
สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
สมบูรณ์พุนผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟังทุก
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้ก็ยังมาพบกับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ในเรื่องราวของท่านธุรกบัณฑิตต่อไป
วันนี้ขอย้อนสักนิดนึงนะญาติโยม
พุทธบริษัท
เพราะว่าวันก่อน
มาจบลงตอนที่ท่านธุรบัณฑิตแสดงธรรม 4 ข้อ
คือธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นคนดี
ย้อนนิดนึงขออภัยโยมนะถ้าบังเอิญจะเผือ
เกินไปจะคิดว่าแหมน่ารำคาญตอนนี้ย้อนหน้า
ย้อนหลังอยู่เรื่อยก็ทั้งนี้ก็เพื่อ
เรื่องประสานกัน
เป็นว่าท่านกล่าวโดยอรรถ
หมายความว่าหรือว่ากล่าวโดยพยัญชนะ
ว่ากันภาษาไทยดีกว่าท่านกล่าวเป็นหัวข้อ
ไว้ว่า 1
เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว
2 อย่าเผาฝ่ามือที่ชุ่มเสีย
3 อย่าประทุษร้ายมิตรไม่ว่าในเวลาไหนๆ
4 อย่าตกอยู่ในอำนาจของพวกพวกอิสตรี
นี่ท่านว่าย่อๆไว้อย่างนี้ถ้าอาตมาที่
อธิบายก็รู้สึกว่างงๆเหมือนกัน
งงอยู่มากเพราะว่าปัญญาขององค์สมเด็จพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า
อาตมาไม่มีทางที่เข้าไปเทียบได้เพราะว่า
พระพุทธเจ้ามีปัญญาเหนืออาตมานับเป็นพันๆ
ล้านเท่า
หรืออาจจะเป็นแสนล้านเท่า
อธิบายไปเองก็จะว่าจะผิด
ฉะนั้นก็ขอบรรดาญาติโยมจนฟังถ้อยคำของ
องค์สมเด็จพระธรรมสามิต
ซึ่งปุญยัก์อาจจะไม่เข้าใจเหมือนอาตมา
เหมือนกันแล้วก็คงจะถามท่านวิทูรบัณฑิตก็
คือพระพุทธเจ้าแต่ว่ายังไม่ได้บรรลุในตอน
นั้น
ฟังเรื่องของท่านต่อไป
เมื่อปุณคยัก์ได้ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ
หมายความเข้าใจหรือไม่รู้เรื่องเอาเลยว่า
เอ๊ะเทศน์แบบนี้นี่ฟังไม่รู้เรื่อง
จึงได้ขอให้วิท่านวิธุรบัณฑิตอธิบายเป็น
ข้อๆแหมค่อยฟังท่านญาติโยมนะ
ให้ญาติโยมฟังท่านอาตมาก็ฟังเหมือนกัน
เพราะอาตมาก็คิดไม่ออกเ้าเอ้าเราเรียน
ด้วยกันก็แล้วกันนะญาติโยมก็กำลังศึกษา
ธรรมะ 4 ข้ออาตมาก็กำลังจะศึกษาเหมือนกัน
อาตมาได้บอกแล้วอาตมาในเวลานี้กำลังเป็น
นักเรียนอนุอนุบาลในพระพุทธศาสนา
คือต้องถือว่าเป็นอนุบาลรุ่นจิ๋ว
ไม่ใช่อนุบาลรุ่นใกล้จบ
ท่านมีธุรกบัณฑิตจึงจะอธิบายให้ฟังเป็น
ข้อๆดังต่อไปนี้
ว่าท่านว่าบุคคลที่มีอุปการคุณ
นะ
หรือว่าผู้ที่ทำประโยชน์ให้
ให้ก่อนชื่อว่าเป็นผู้ที่เดินไปข้างหน้า
นี่หมายถึงข้อหนึ่งนะข้อ 1 ที่ท่านบอก
เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้วท่านอธิบาย
อย่างนี้ว่าบุคคลที่มีอุปการะคุณก็ดีหรือ
ผู้ที่ทำประโยชน์ให้ก่อนก็ชื่อว่าเป็นผู้
เดินไปข้างหน้า
ผู้ที่รรู้สึกบุญคุณท่านแล้วก็ทำประโยชน์
ตอบแทนท่าน
ชื่อว่าเป็นผู้เดินตามหลังท่าน
ผู้ร้ายต่อผู้มีอุปการคุณ
โดยที่ท่านให้ข้าวให้น้ำและก็เป็นที่แล้ว
ก็ให้ที่พักพิงแม้แต่เพียงคืนเดียวผู้
นั้นชื่อว่าเป็นผู้เผาฝ่ามืออันชุ่มเสีย
เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวก่อน
ฟังใหม่อธิบายอย่างนี้ว่าบุคคลที่มี
อุปการคุณหรือผู้ที่ทำประโยชน์ให้ก่อน
ชื่อว่าเป็นผู้เดินไปข้างหน้านะนี่ท่าน
ตอบท่านแก้ข้อที่ 1 แล้วท่านกล่าวต่อไป
ว่าผู้ที่รู้สึกบุญคุณท่านแล้วและทำ
ประโยชน์ตอบแทนท่านชื่อว่าเป็นผู้เดินตาม
หลังนี่เป็นการแก้ข้อที่ 1 เดินตามบุทาง
ที่ท่านเดินไปแล้วนะเ
ท่านแก้เก่งของท่านเก่งแล้วท่านก็ว่าผู้
ที่ไม่คิดร้ายต่อผู้ที่มีอุปการคุณโดยให้
ข้าวให้น้ำและให้ที่พักพิงแม้แต่เพียงคืน
เดียวผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้
เป็นว่าเผาฝ่ามืออันชุ่มเสียอืมอื
แล้วก็ยังได้ชื่อว่าพระทุร้ายมิตรด้วย
เพราะตามธรรมดาของคนดีนั้นนะความจริงข้อ
นี้คนจะตกไม่มั้อ๋อ
ท่านว่ายังไงเพราะตามธรรมดาของคนดีนั้นคน
ดีนั้นแม้แต่ต้นไม้ที่เคยอาศัยร่มเงาก็
ย่อมไม่หักก้านรานกิ่งเสียคนที่
ประทุษร้ายมิตรนั้นจัดว่าชั่วชั่วช้า
สามานอย่างยิ่งโอ้โห
อันหนึ่งหญิงใดรับการยกย่องเป็นอย่างดี
จากสามีแล้ว
เมื่อมีโอกาสยังอาจดูหมิ่นสามีได้หญิง
นั้นชื่อว่าอสตรีคือไม่ใช่คุณสตรี
เป็นคนเลว
เถ้าอธิบายอย่างนี้บรรดาญาติโยม
พุทธบริษัทพ่อฟังเข้าใจมั้ย
ความจริงอาตมาเองก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจนะ
แต่หวังว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทฟังธรรม
มากคงจะเข้าใจ
แล้วก็ว่าเรื่องของท่านต่อไปถ้าบังเอิญ
ไม่เข้าใจนะขอเทปที่เขาออกอากาศถ่ายทอดก็
ได้
เพื่อจะได้รับฟังไว้หรือไม่ใช่นั้นก็มา
ติดต่อที่วัดท่าสุงเ้ามีล่ะมั้ง
หรือว่าเจ้าเจ้าหน้าที่เคงจะบันทึกเก็บ
เข้าไว้เพราะว่าเค้าเก็บตุนเข้าไว้อาตมา
พูดอะไรไปบ้างทางวัดเค้าเก็บไว้หมดทั้ง
นี้ก็บอกว่าเท่านอาจจะคิดกันว่าเมื่อ
อาตมาตายไปแล้วเสียงมันคงยังอยู่
ได้คัดเสียงที่มีประโยชน์เอาไว้ให้เป็น
ประโยชน์กับบรรดาท่านพุทธบริษัทอาตมาคิด
อย่างนั้นนะแล้วพระทุกองค์โดยมากท่านก็
คิดแบบนี้เหมือน
เมื่อทำอะไรไว้แล้วท่านก็เก็บตนๆเข้าไว้
เวลานี้เสียงที่ตุนเข้าไปแล้วคิดเป็นค่า
ของเงินหลายแสนบาท
เงินนี้ได้มาจากไหนได้มาจากบรรดาญาติโยม
พุทธบริษัท
ท่านให้มาเป็นธรรมทาน
คือว่าช่วยในการซื้อเครื่องบันทึกบ้าง
ช่วยค่าเทปบันทึกเสียงบ้างอย่างพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่ผัวท่านก็ทรงถวาย
เครื่องถ่ายทอดมาไว้ 1 เครื่อง
แล้วก็คุณโยมปิ่นแล้วก็คุณอำไพทอง
ท่านก็ซื้อถวายมาอีก 1 เครื่องและคุณโยม
อะไรลืมชื่อเสียแล้วนะ
โยมอะไรก็ไม่ทราบอีกท่านหนึ่งก็ได้พยายาม
ซื้อเครื่องมาถวาย 1 เครื่องจะพยายามดู
ชื่อของท่านชื่อของท่านอยู่ที่ไหนก็ไม่
ทราบ
ท่านเขียนชื่อของท่านมาจำชื่อท่านไม่ได้
ซะแล้ว
คนมาคนไปเสียงครมครามคมครามอ๋อโยม
ประสิทธิ์ศักดิ์นะกลิ่นสุนทร
ท่านก็ได้ถวายเครื่องถ่ายทอดเสียงมาอีก 1
เครื่องเครื่องแต่ละเครื่องนี้ถ้าซื้อใน
ประเทศไทย
ก็ราคาประมาณ 170,000
ถ้าซื้อที่ต่างประเทศพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวท่านทรงสั่งซื้อก็ 40,000 เศษคุณ
โยมปิ่นพวงทองกับคุณอำไพทองร่วมกันซื้อมา
ประมาณ 50,000 เศษซื้อต่างประเทศคงจะผ่าน
ภาษีมาแล้ว
แต่ว่าคุณโยม
เมื่อกี้นี้
เอ่อท่านพยพยายามซื้อมาเซื้อจากคนอื่น
เข้ามาอีกทอดหนึ่ง
ท่านซื้อมาจากคนอื่นเทอดนึงท่านบอกว่าถ้า
จะซื้อมาก็ราคาแสนเศษนี่เป็นความจริง
เมื่อบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิงเกื้อ
กูลอย่างนี้พระท่านก็พยายามเก็บเสียง
เก็บเสียงไว้แล้วก็มีใครล่ะชอบเอาถวายเทป
กันอยู่เรื่อยๆฉะนั้นเทปเทปที่วัดจึงราคา
ถูกคือเทปที่มีเสียง
จึงมีราคาถูกกว่าเทปเปล่าในท้องตลาดทั้ง
นี้ก็เพราะว่าต้องการให้ธรรมะขององค์
สมเด็จพระบรมโลกนาถ
มีประโยชน์แก่บรรดาท่านพุทธบริษัทอันนี้
ไม่ได้ประกาศขายของนะเล่าให้ฟังถึงความดี
ของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่ทำ
คุยกันต่อไปท่านกล่าวว่าดูก่อนมานพ
ธรรม 4 ประการนี้ชื่อว่าสาธุนรธรรมนรธรรม
คือว่าธรรมของคนดี
ท่านจงตั้งอยู่ในธรรมนี้เถิดและจงละอธรรม
คือความชั่วเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ความจริงท่านกล้าพูดแต่บางคนอาจจะไม่กล้า
พูดอย่างนี้ก็ได้สำหรับท่านปุญยัก์ฟัง
แล้วก็รู้สึกในความผิดของตน
รู้ได้ว่าแท้ที่จริงในวิทูรบัณฑิต
เป็นผู้มีอุปการะมากแก่เราเคยให้ข้าวให้
น้ำให้อาศัยที่พักแก่เรา
การที่เราทำความชั่วคราวนี้ก็เพราะว่า
ปรารถนาในหญิงคนหนึ่งเท่านั้นไม่จัดว่า
ได้ประพฤติเป็นคนดี
เพราะเพราะว่าเมาในกามารมณ์จึงมีความหลง
ผิดจึงมีความประพฤติชั่ว
โดยเมื่อเค้าคิดพลังก็ถอนใจไปด้วยความรู้
สึกสำนึกตัว
ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจว่า
ประโยชน์อะไรกับหญิงคนหนึ่งที่เราจะกลับ
ไปเช็ดน้ำหนอง
นะเอาใหม่แต่ว่าประโยชน์อะไรกับหญิงคน
หนึ่งเราจะกลับไปเช็ดหน้านองน้ำตาของชาว
อินทรปนครให้เบิกบาน
เป็นอันว่าเขาตัดสินใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งเ
ไม่เอา่ะเลิก
อีใหยคนนี้ก็ทำให้เราเป็นคนชั่วเราจะกลับ
ไปเช็ดน้ำตาของชาวเมืองอินทรปัดให้เบิก
บานก็หมายความว่าจะนำวิทบัณฑิตไปส่งคืน
โดยนำวิทบัณฑิตนี้ไปส่งที่โรงธรรมสภาให้
โดยเร็วที่สุด
นี่คิดได้นะมันน่าสรรเสริญ
เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วเราจะรู้สึกว่า
เทวดานี่ก็ยังโง่เหมือนกันนะ
คือความจริงเทวดาก็ไปจากคนที่สร้างความดี
แต่ว่าถ้ายังเป็นเทวดาอยู่หรือก็ยังเป็น
พรหมอยู่ก็ยังชื่อว่ามีอวิชชา
คำว่าอวิชชานี่ก็หมายถึงความโง่ที่รู้
เท่าไม่ถึงการยังมีอยู่
ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้ประเสริฐเทวดาแปล
ว่าประเสริฐแต่ก็ประเสริฐไม่ทั่ว
พรหมแปลว่าประเสริฐก็ยังประเสริฐไม่ทั่ว
ยังประเสริฐไม่เท่าพระอรหันต์
สำหรับพระอรหันต์บางทีท่านตรัสอวิชชาได้
แต่ความฉลาดก็ยังไม่เท่าพระพุทธเจ้า
ฉะนั้นท่านที่ฉลาดที่สุดจริงๆก็คือพระ
พุทธเจ้าฉะนั้นอาตมา
มาเล่าเรื่องราวขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเทศน์
จริงถ้าหากว่ามีข้อธรรมะที่ท่านอธิบาย
อยู่จึงไม่อยากแทรกเพราะว่ารู้ตัวดีว่า
ยังโง่อยู่มาก
เมื่อเคิดอย่างนี้แล้วจึงได้บอกกับท่าน
มีรบัณฑิตว่าท่านบัณฑิตผู้มีปัญญาสูง
เชิญท่านกลับเรียนของท่านเถอะเราไม่
ต้องการที่จะได้นางอริันตีแล้ว
และก็ท่านก็กล่าวถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต
เตือนใจเรานี่มันดีจริงๆ
ดีอย่างชนิดที่เรียกว่าเราไม่เคยได้ยินมา
ในกอน
ต่อไปนี้เราไปเราไม่ขอฆ่าทนะเลิก
1 เราไม่อยากได้ผู้หญิงคนนั้นด้วยแล้ว
เราก็จะไม่ฆ่าท่านด้วย
ตอนนี้มาฟังขั้นธุรบัณฑิตท่านว่ายังไง
ความเป็นบัณฑิตของท่าน
ท่านจึงได้ตอบว่านี่ท่านปุณยักษ์หรือท่าน
มานพ
ท่านคิดว่าเราไม่รู้จักชื่อท่านอย่างนั้น
รึการเห็นท่านครั้งแรกเราก็ทราบว่าท่าน
เป็นใคร
แต่ว่าอย่าเลยท่านมานพ
อย่าคิดอย่างนั้นจงนำข้าพเจ้าไปให้ถึง
นาวิภพเถอะ
ข้าพเจ้าอยากจะเห็นนาควิภพและทิพสมบัติใน
นาควิภพ
จงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเถิด
แหมท่านเล่นท่านี้นะหวนกลับพับยักษ์หรือ
เทวดาอยู่หมัดหใครฉลาดกว่ากัน
เป็นนั้นว่าปุญยักคไม่อาจที่จะขัดความ
ประสงค์ของท่านวิถุบัณฑิตผู้มีอุปการคุณ
ได้
จึงได้กล่าวด้วยความสงสัยว่าธรรมดาผู้มี
ปัญญา
รู้ว่าสิ่งใดเป็นข้าศึกย่อมไม่ปรารถนาจะ
เห็นสิ่งนั้น
เพราะเหตุใดแล้วท่านจึงได้ปรารถนาจะไปยัง
สำนักนาวิภพ
ผู้ต้องการดวงหทัยของท่านแหมสวยจริงๆ
ท่านพูดกันสวยรู้สึกว่าท่านเป็นปราชญด้วย
กันทั้งคู่เอาล่ะว่ากันไปเมื่อท่านมี
ธุรบัณฑิตจึงตอบว่าดูก่อนท่านปุญยัก์
ความจริงเช่นนั้นนั่นมันเป็นความจริงตาม
ธรรมดาปราชญ์ย่อมไม่ไปในแหล่งที่มี
อันตราย
แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่ได้ทำความชั่วไว้ใน
ที่ไหน
หมายความชั่วเนี่ไม่ใครไม่เคยทำเลในชีวิต
และในที่ทุกสถาน
จึงไม่รู้สึกกลัวความตายจะมาถึงเมื่อไหร่
และอีกประการหนึ่งท่านก็เป็นผู้กล้าแข็ง
อย่างนี้ข้าพเจ้ายังไปรับบลมให้ใจอ่อนลง
ได้ด้วยธรรมกาถา
สำหรับพญานาคนั้นก็คงไม่มีอะไรยากเป็น
หน้าที่ของข้าพเจ้าเราเองที่จะเล้าลมให้
อ่อนให้ใจอ่อนลงท่านจงพาข้าพเจ้าไปที่
นั้นเถิดแหสวยๆนะ
พูดกันอย่างนิ่มๆนอนน่ารัก
ท่านปุณกยักค์จึงได้ให้ท่านมีทรบัณฑิต
ขึ้นนั่งหลังม้าอาชานัย
พาตรงไปยังหน้ากิภพทันที
เอนี้ก็สงสัยนะ
เทวดาเ้าไปไหนเค้าก็หอกได้ทำไมต้องมีม้า
ขี่
ตอนนี้ก็ต้องว่ากันถึงบุญบารมีในการสร้าง
มาในกันก่อนเค้าคงจะถวายม้าไว้ในพระ
พุทธศาสนา
หรือว่าใช้หรือว่าเขาเคยเป็นม้าให้คนขับ
ขี่หรือว่าจะใช้ม้านี้สำหรับในการ
สงเคราะห์คนบุญกุศลจึงบันดาลให้มี
ม้าทิพย์อันนี้อาตมาก็ไม่ขออธิบายอีกและ
ที่กล่าวมานี่ญาติโยมอย่าเพิ่งเชื่อนะ
อาตมาคิดคาดคะเนียเท่านั้นเดี๋จะหาว่าไป
ตู่คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสงธรดีไม่ดี
อาตมาจะไปอยู่กับพระเทวทัตอาตมาไม่เอา
แล้วกลัว
เป็นอันว่าต่อนี้ไปก็เมื่อพยานาคทั้งหลาย
เห็นปุณกยัก์มา
จึงได้ทักทายก่อนแล้วว่าเจ้าไปมนุษโลกมา
ได้หัวใจวิทูรบัณฑิตหรือไม่หรือว่าเจ้า
เอาตัวมาได้เลยอื
ท่านปุณคยัก์จึงตอบว่านี่ฉันเอาตัวมาเลย
เจ้าค่ะนะ
เอาตัววิทูรบัณฑิตมานะ
สำหรับวิทูรบัณฑิตนี่เป็นผู้แสดงธรรม
ไพเราะ
มาอยู่เฉพาะตรงประพัก์นี่แล้วนี่นั่งลง
ตรงนี้แล้ว
คนนั่งอยู่ข้างหน้านี่แหละพระเจ้าค่ะคือ
วิทูรบัณฑิต
ขอพระองค์ทรงทราบเถิดว่าการสมาคมกับ
สัตบุรุษ
เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญพระเจ้าค่ะแน่
ปกยักษ์นี่ก็นักปราชญ์ไม่ใช่น้อย
ท่านเป็นเทวดา
คำว่ายักษ์แปลว่าผู้บุคคลคนบูชานะไม่ใช่
ยักษ์ทศกรร์มีเขี้ยว
ต่อไปท่านพญานาคได้ทอดพระเนตร
หิมิโทบัณฑิตแล้วก็ตรัสถามว่าดูก่อนท่าน
บัณฑิต
ท่านถูกนำมารยังหน้ากิภพนี้ก็นับว่าตก
อยู่ในอุ้งมือของมุมฤตยูแล้ว
หมายความตกอยู่ในอุ้มมือของเพชรฆาตแล้ว
เหตุไรท่านจึงไม่กลัวและก็ไม่ถวายความ
เคารพข้าพเจ้า
อาการที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่อาการของคนที่มี
ปัญญาเลยเอ้าโต้กันอีก
ตอนนี้มาสู้กันอีกด้วยวาทะ
ท่านมีธุรบัณฑิตก็ตอบว่าข้าพเจ้าไม่ถวาย
บังโคมพระองค์
ก็เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นเสมือนนักโทษที่
กำลังที่จะถูกฆ่าเออฟังให้ดีนะ
พระองค์ก็เป็นเหมือนเพชรฆาต
นักโทษไม่ต้องการจะกราบไหว้เพชรฆาต
และเพชรฆาตก็ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้นัก
โทษกราบไหว้
เพราะว่าการกราบไหว้นั้นไม่สำเร็จ
ประโยชน์อะไรเลยนี่หมายความว่าจะไหว้ก็
ตายไม่ไหว้ก็ตายจะไปไหว้กันทำไม
ในเมื่อคนหนึ่งประกาศตนเป็นศัตรูหวังจะ
ฆ่ากันแล้วถ้าจะไหว้มันก็เสียมือเปล่าการ
ไหว้นี่อัปจายกรรม
คำกรรมคือการอ่อนน้อมที่พระพุทธเจ้ากล่าว
ว่าวรรณโกปฏิวัติ
ผู้ไหว้ยมการได้รับการไหว้ตอบปูชาและปตีบ
ปูชังผู้บูชาด้วยกันบูชาตอบแต่การที่คน
ที่จะถูกประหารชีวิตไปไหว้เพชรฆาตไม่มี
การได้รับการไหว้ตอบก็ไม่ไหว้ซะดีกว่า
พระยานาคได้ฟังก็พอพระทัยในคำกล่าวนั้น
จึงได้ตรัสว่าจริงๆจริงเลยนะนักโทษต้อง
ไม่กราบไหว้พี่เพชรฆาต
และพระฆาตก็ไม่พึงบังคับให้นักโทษกราบไว้
เพราะว่าจะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรในการ
ไหว้ขึ้นมาเลยการกราบไหว้ระหว่างเขานะหมด
ความหมายจริงๆเออท่านก็รู้
วิทูรบัณฑิตเห็นพญานาคเตามจึงได้ซักถาม
ว่าข้าแต่พญานาค
วิมานนี้ก็ดี
ความมีฤทธิ์ก็ดีรัศมีกายอันรุ่งเรืองและ
ทิพปสมบัติทั้งหมดก็ดีพระองค์ได้มายังไง
เกิดมีขึ้นมาตามฤดูกาลหรือว่าใครให้ทรง
สร้างเองหรือเทวดานิรมิตถวายพระเจ้าค่ะ
เอาล่ะสิตอนนี้เล่นกันอีกแหมดีจริงๆ
เรื่องนี้ดีจริงๆโอถ้าพยานาคจึงได้ตอบว่า
ดูก่อนท่านบัณฑิต
เราได้มาเพื่อผลบุญของเราเองการที่จะได้
วิมานก็ดีได้ทิพปสมบัติก็ดีการมีฤทธิ์ก็
ดี
ทั้งหมดนี้ไม่มีใครสร้างให้เราสร้างด้วย
ความดีที่เราสร้างเราได้มาด้วยความดีที่
เราสร้างไว้ในสมัยที่เป็นมนุษย์
เอาแหละคราวนี้ตกหลุมแล้วถ้าเล่นเสียตก
ถังอ้าพญานาคก็ตกถังป๋อมนี่คราวนี้
ท่านเก่งจริงจริงท่านมีทูรบัณฑิตจึงได้
ถามว่าพระองค์ทำบุญอันใดไว้พระเจ้าค่ะจึง
ได้มีวิมานนะมีฤทธิ์และมีรัศมีอัน
รุ่งเรืองประเภทนี้
ท่านพยาน่าได้ตอบว่าดูก่อนบัณฑิต
เราได้ถวายทาน
ให้อาหารให้ที่อยู่อาศัยแก่สมณชีพราหมณ์
ในสมัยที่เป็นกระดุมพีดีอยู่ในเมือง
มนุษย์
เราได้ถวายทานโดยเคารพจึงได้ทิพสมบัติ
เห็นปานนี้แหมสวยจริงๆนะเออแล้วก็ท่าน
ตรัสต่อไปว่า
ท่านตรัสนะเป็นตอนนี้เกล่าวว่าท่านพญานาค
ตรัสอย่างปีติในผลบุญที่ตนได้รับ
หมายว่าการทำบุญตามที่กล่าวมาแล้วนี่ 1
ได้ถวายทาน
ให้อาหารให้ที่อยู่กับสมณชีพราหมณ์ในสมัย
ที่เป็นอดมภีความจริงท่านไม่มีอารมณ์เป็น
ทิพย์ท่านระลึกชาติได้
เราได้ถวายทานคนโดยเคารพจึงได้ทิพปสมบัติ
เห็นป่านนี้ท่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
แต่การภาคภูมิใจของท่านน่ะตกหลุมพรางป๋อง
เป็นอันว่า
ท่านวิทูรบัณฑิตก็ย้อนอีกคราวนี้ย้อน
ถ้านั้นพระองค์ก็ทรงทราบเรื่องกรรมและผล
ของกรรมดีนะ
ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประมาท
และจงประพฤติธรรมให้ได้แล้วก็เสด็จเสด็จ
อยู่ครองวิมานนี้ต่อไปเถิดพระเจ้าค่ะเออ
ไอ้ลูกไม้อันนี้ต้องฟังแนท่านย้อนพับเข้า
ไปแบบนั้นว่าถ้าอย่างนั้นพระองค์ก็จงทรง
ทราบก็ทรงทราบเรื่องของกฎของกรรมดีและผล
ของกรรม
ขอพระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท
ประพฤติธรรมให้ได้เสด็จอยู่ครองวิมานนี้
ต่อไปเถิดนี่นี่ความหมายนี่ลึกๆอยู่นะ
ฟังให้ดูให้ลึกๆถ้าคิดฆ่ากันแล้วก็ไอ้
วิมานนี้มันจะไม่มีโอกาสจะได้ครอง
สิ่งที่จะได้ครองใหม่ถึงมันใหญ่โตกว่านี้
ก็คือนรก
ท่านพระยานาคจึงได้ตรัสว่าดูก่อนบัณฑิต
ในนากวิภพนี้ไม่มีสมณพราหมณ์
ที่จะบำเพ็ญทานโดยเคารพเลยเราจะประพฤติ
ได้ยังไงเเราจะประพฤติความดีได้ยังไง
เนี่ยในเมื่อเขาไม่มีที่จะทำบุญโอ้โห
นี่ความจริงพญานาคก็เก่งนะไม่ใช่ท่านไม่
รู้ท่านรู้ท่านย่องไปรักษาอุโบสถเรื่อยๆ
แต่ว่าตอนนี้ปัญญาท่านโง่ไปนิดที่เมียบอก
ว่าต้องการหัวใจของวิทูรบัณฑิต
แต่นางวิมาราก็บอกแล้วว่าต้องการหัวใจของ
วิทูรบัณฑิตโดยที่วิทูรบัณฑิตไม่มี
อันตราย
แต่อย่าลืมไปว่าเทวดาหรือนาคก็ยังมี
อวิชชาครอบงำจิต
จิตยังไม่ผ่องใสจิตยังไม่สะอาดแท้จึงไม่
เข้าใจเป็นว่าผัวนี่โง่กว่าเมีย
ลูกโง่กว่าแม่ลูกเขยโง่กว่าแม่ยาย
ว่ากันไปว่าท่านมีโทรบัณฑิตจึงได้กล่าว
ว่าในนาคกิภพนี้ไม่มีสมณพราหมณ์
แต่ก็มีนาคบริษัททั้งที่เป็นโอรสและพระ
ชายาที่เป็นมิตรนบอกว่าไอ้บุญเเนี่ยถึงแม
ไม่มีพระก็ทำได้
มีมิตรละหมาดเสนาข้าเฝ้า
ขอพระองค์จงมีพระเมตตาทั้งทางกาย
ทางวาจาตลอดจนทางใจ
ไม่ทรงประุทธร้ายใครในนาคเรานั้นเช่นนี้
พระองค์ก็จะได้ทรงเสด็จอยู่ในวิมานนี้
ตราบเท่าสิ้นอายุของพระองค์แลก็มีความ
อยู่นานๆกว่านั้นยิ่งกว่านั้นยังจะได้
เสด็จไปสู่เทวโลกที่สูงกว่านาคพิภพนี้อีก
พระเจ้าค่ะนั่นแ
ว่าสวยพญานาคเมื่อได้ฟังแล้วก็พอพระทัย
มากถึงจะตรัสถามต่อไปว่าดูก่อนบัณฑิต
ปุณนักกยัก์น่ะจับตัวท่านมาได้ยังไง
จะตอบดีหรือไม่ดีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
ทั้งหลาย
บุญนก็ท่านมีโทบัณฑิตจะตอบหรือไม่ตอบ
มองดูเวลาตอบไม่ได้เสียแล้วที่บรรดาญาติ
โยมทั้งหลายเอาไว้ฟังคำตอบกันวันต่อไป
ข้างหน้าก็แล้วกันนะเพราะว่าเวลานี้หมด
เวลาเสียแล้วต้องขออภัยด้วยช่วยให้อภัย
อาตมาด้วยแต่ความจริงอยากจะให้ญาติโยมฟัง
ให้จบเรื่องภายในวันเดียว
แต่เวลาไม่อำนวยอันนี้ก็ต้องขอลาก่อนขอ
ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมี
แด่บรรดาบดาท่านพุทธศาสนิกชน
ผู้มีจิตเป็นธรรมผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี
เอ่อท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
วันนี้คงพบกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
เรื่องราวของวิทบัณฑิตต่อไป
เป็นที่น่าสิ้นดายที่วันก่อน
พญานาคถามแต่ว่าท่านวิถบัณฑิตไม่ทันตอบ
วันนี้ก็ขอย้อนคำถามสักนิดนึง
เพื่อเรื่องต่อกันท่านพญานาคท่านมีความพอ
พระทัยมากได้ตรัสถามต่อไปว่าดูก่อนท่าน
บัณฑิต
อุณกยักค์จับตัวท่านมาเนี่ยจับมันได้ยัง
ไง
วทูรบัณฑิตจึงได้ถวายพระกราบทูลว่า
ปุณกยักค์ได้ข้าพเจ้ามาด้วยการเล่นสกา
คือเล่นสกาพนันนะข้าพเจ้าเป็นข้าพนันที่
พระเจ้าทนันชัยโกรยะมอบมาตามข้อตกลงพระ
เจ้าค่ะ
เป็นั้นว่าพญานาคได้รับสั่งให้นางวิมาลา
นะอะไรเพยานาคได้รับสั่งให้นางวิมาลามา
เรียกนางวิมาลามา
นางวิราม
วิมาลาก็พอได้ทอดประเนินวิโทบัณฑิต
ก็ประคองอัญชลีขึ้นแล้วก็ตรัสถามว่านี่
ไหว้เลยนะดูก่อนท่านบัณฑิต
ท่านกำลังตกอยู่ในมรณภัยเช่นนี้
เหตุไหนท่านจึงไม่สลดใจเสียเลยคนที่ตก
เป็นเชลยเขาย่อมเศร้าเศร้าโศกนะแล้วก็หมด
ทางรัศมี
แต่ว่าท่านดูเหมือนว่าไม่เป็นเช่นนั้นซะ
เลยท่านมีดีอะไรรึแน่เมืองนี้มีแต่ปัญหา
นะเรื่องนี้มีแต่ปัญหาเรื่อยๆโอน่าฟัง
อาตมาเป็นคนพูด
อาตมาเป็นคนพูดบอกว่าน่าฟังแต่ว่าโยมผู้
ฟังรำคาญหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ท่านมีโทรบัณฑิตท่านยังตอบว่าคนไม่เคยทำ
ความชั่วย่อมไม่กลัวตาย
คือจะตายเมื่อไหร่ก็ตายได้ในเวลาที่เข้า
ที่คับขันข้าพเจ้าก็ยิ่งมีสติปัญญาฉับไว
ขึ้น
ข้าพเจ้ามีปัญญาเป็นของดีอยู่พระเจ้าค่ะ
จึงไม่กลัวตายนะเก่งซะด้วย
นี่ว่าถึงคราวคราวอวดดีนะอย่างนี้เค้า
เรียกว่าอวดดีไม่ใช่อวดเลว
คนส่วนใหญ่เท่าที่เคยเห็นมาชอบอดเลวกัน
แต่อดเลวมันเป็นทุกข์อวดดีเป็นสุข
เพราะว่าท่านมีดีจะอวดแต่เสียงแห้งหน่อย
นะญาติโยมวันนี้นะท่านพยานานางวิมัลามี
ความพึงพอพระพระทัยในปัญญาของท่าน
วิทรบัณฑิต
อย่างเห็นได้ชัดมีทูรบัณฑิตจึงได้ทูลว่า
บัดนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้วพุเจ้า
ขอพระองค์จงจัดการเรื่องเนื้อหัวใจของ
ข้าพเจ้าตามพระราชประสงค์เถิดแน่อ้าก็
แล้วท้าล่ะสิแต่ถ้าว่ามีพระประสงค์จะฟัง
ธรรมในคาถาของข้าพเจ้าอีกข้าพเจ้าจะกล่าว
ทำถวายก่อนพระเจ้าค่ะเอาสิเอ้าอยากจะกิน
หัวใจก็เชิญกินถ้ายังไม่อยากกินหัวใจจะ
ฟังเสียงก็ฟังก่อนจะพูดถวาย
นี่พูดก็ยังภาษาไทยแท้ๆดูสำนวนของท่านต่อ
ไปไพเราะมากไม่อยากจะแทรกท่านยังตรัสถาม
ว่าดูก่อนบัณฑิตเนี่ยพญานาคนะพญานาคถามนะ
ว่าปัญญานั่นแหละเป็นดวงใจของบัณฑิตทั้ง
หลายข้าพเจ้าทั้งสองยินดีมาก
ในปัญญาของท่านจะยกนาริสันตรีให้แก่
ปุญณกยักษ์นและก็ให้ไปส่งท่านยัง
อินทรปัตนครในวันนี้ให้จงได้
ฝ่ายปุณคยักคมีใจชื่นบานด้วยปีติอย่าง
เต็มที่นะตอนนี้จะได้เมียนะจึงได้นางอริต
สมความปรารถนา
ทีนี้กล่าวกว่าท่านวิทุรบัณฑิตว่าท่าน
เป็นผู้มีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้ามาก
ข้าพเจ้าขอมอบแก้วมณียินดวงนี้ให้แก่ท่าน
และจะส่งท่านให้ถึงเมืองอินทรปนครในวัน
นี้ด้วยโอ๊เออแก้วมณีดวงนี้มันเป็นแก้ว
ของพระเจ้าจักรพรรดินี่ลุงปุนก็ยักษ์แกไป
มอบให้แก่ท่านวิทุรบัณฑิตแต่อ้อไม่เป็นไร
ไม่เป็นไรพระวิทบัณฑิตถ้ายังทรงชีวิตอยู่
ก็เก็บไว้ถ้าตายเมื่อไหร่เขาก็กลับไปเก็บ
ที่เดิมนะยักษ์ที่รักษาเดำไปเก็บที่เดิม
เมื่อท่านปุณคยัก์ว่าแล้วก็เชิญท่าน
อิธุรบัณฑิตขึ้นนั่งบัลลังม้าอาชานัย
ลงไปยังเมืองอินทรปนครทันทีเอ้าเอาก็เท่า
นั้นเอง
นี่ว่ากันมาเกือบตายนี่จะต้องต่ออะไรอีก
หรือเปล่าก็ไม่ทราบทั้งนี้เพราะว่าไม่ได้
ดูเรื่องว่าจะจบตรงไหนอ้านี่จะจบกันง่ายๆ
เอาถ้าจบกันง่ายๆแบบนี้โอเหลืออีกนิด
เดียวน่ะไม่ได้ดูข้างหน้าข้างหลังว่าเทป
หน้านี้ก็น่าจะต้องแถมอะไรต่ออะไรกันยุ่ง
ไปอีกเพราะไม่เต็มหน้าเสียแล้วนี่
เป็นอันนั้นว่าในคืนวันนั้นตลอดรุ่ง
พระเจ้าทนันชัยโกรยะ
แห่งอินทรปนครทรงพระสุบินว่า
เจ้ายักษ์นุ่งผ้าแดงทัดดอกไม้แดงต้นหนึ่ง
ได้นำเอาต้นไม้ต้นหนึ่งที่บ้านนะนำได้นำ
เอาต้นไม้ต้นหนึ่งที่บ้านถอนเอาไปแล้วเอา
เอากลับมาคืนนะถอนต้นไม้ไปแล้วก็เอากลับ
มาคืน
และก็ปลูกลงหน้าพระราชนิเวศ
เมื่อทรงพิจารณาดูแล้วก็ทรงสันนิษฐานว่า
ต้นไม้ต้นนั้นก็คือวิทูรบัณฑิต
และก็เชื่อว่าวันนี้จะต้องมีคนนำ
วิทูรบัณฑิต
มาส่งคืนให้เป็นแน่
จึงได้รับสั่งให้ประดับตกแต่งพระนคร
จัดแจงโรงธรรมสภาเพื่อเป็นการต้อนรับ
และก็ทรงเสด็จสู่โรงธรรมสภา
ตรัสแก่บรรดาประชาชนว่าท่านทั้งหลาย
ท่านจะได้เห็นวิทูรบัณฑิตกลับมาในวันนี้
แน่นอน
ซึ่งในขณะนั้นท่านปุญณกยักษ์ก็ได้นำ
วิโทรบัณฑิตมาถึงประตูพอดี
และก็มอบท่านวิโทรบัณฑิตเรียบร้อยแล้ว
ท่านปุณคยัก์กับนางอริันตีก็กลับไปทันที
เวลาเหลือตั้งเยอะ
เป็นอันว่าพระราชาและบรรดาประชาชนต้อนรับ
ด้วยความดีเป็นอย่างยิ่งวิทบัณฑิตได้เล่า
เหตุการณ์ให้ฟังโดยตลอดทุกคนก็ฟังด้วย
ความตื่นเต้นในที่สุดพระเจ้าทนัญชัย
รับสั่งให้ทำการฉลองต้อนรับ
เป็นเวลา 1 เดือนโอ้โห
และให้ปล่อยกับนักโทษปล่อยสัตว์ทั้ง 2
เท้า 4 เท้าที่จองจำขังไว้และให้บรรดา
ประชาชนทุกคนประสบกับความรื่นเริงสุข
สำราญเบิกบานใจอย่างเต็มที่
ตามสมควรอัติยาศัยของตนของตน
สำหรับท่านวิทรูรบัณฑิตได้แสดงธรรมทานแก่
มหาชน
และพระราชาตลอดมาจนสิ้นชีวิตแล้วต่างคน
ต่างก็ตายไปตามยทามอวัโท
ที่สุดแล้วก็ตายเรื่องนี้ท่านบอกว่าเก็บ
ความมาจากวิทุรชาดก
กติคติธรรมนี้ได้จากในความนี้ความดีชนะ
ความชั่วหลักแล้วก็มีหลักธรรมของขดการ
ประกอบอยู่ด้วย
ตอนนี้ก็เหลือเวลาเกือเกือบจะ 20 นาทีจะ
ต้องแถมกันซะแล้ว
ความจริงวาดแล้วก็ไม่อยากจะแถมอ้าเมื่อ
เวลามันเหลือก็ต้องแถม
ในก่อนที่จะแถม
ตามฌานกทั้งหลายเมื่อเวลาที่จบลงไปองค์
สมเด็จพระจอมไตรบบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า
จะต้องสรุปด้วยอริยสัจ
บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้ฟังหรือว่าบางที
บัณฑิตนักปราชญ์สมัยใหม่
เเรียกว่านักปราชญ์สมัยใหม่อ่านชาดกก็ดี
อ่านพระสูตรก็ดีบางทีท่านก็ตำหนิว่าแหม
เรื่องนี้ต่ำเกินเกินกว่าสมองของท่าน
สำหรับสมองของท่านต้องเรียนเฉพาะธรรมชั้น
สูงที่เรียกกันว่าอภิธรรม
คำว่าอภิธรรมนี่เป็นธรรมยิ่งยวดที่สูงสุด
ในคำสอนของพระพุทธศาสนา
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าในสมัยเมื่อองค์
สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมพุทธาณ
แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
ทรงปรารภพระพุทธมารดา
ซึ่งทรงพระนามว่าสิริมหามาราชเทวี
เพราะว่าพระองค์อาศัยพระครรภ์ของพระมารดา
นี้แต่ความจริงอาศัยมาไม่รู้กี่ชาตินาน
แต่ว่าเป็นชาติสุดท้ายนี้สมเด็จพระ
ราชชนนี
แล้วก็สมเด็จพระพุทธชนนีดีกว่า
ท่านต้องสวรรคตเมื่อพระองค์ทรงคลอดจากพระ
ครรภ์ได้ 7 วัน
ถ้าการอย่างนี้ปรากฏขึ้นบางท่านจะหาว่า
ลูกทำลายแม่
หรือว่าลูกมาเป็นพิฆาตฆ่าแม่แต่ความจริง
ไม่ใช่อย่างนั้นถึงกล่าวว่าครั้นใดที่
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนา
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยเกิด
ขั้นนั้นไม่ควรที่สัตว์อื่นจะมาเกิดร่วม
ด้วย
ฉะนั้นเมื่อพระองค์คลอดได้ 7 วัน
พระมารดาจึงต้องสวรรคต
จากคนไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดสิท
ถ้าจะถามว่าทำไมไปเกิดเป็นเทวดาผู้ชาย
ก็เพราะว่าคันนั้นไม่ต้องการให้ใครมาเกิด
ใหม่ถ้าไปเกิดเป็นผู้หญิงแล้วก็ยังไม่
นิพพานในชาตินี้
จะต้องกลับมาเกิดเป็นคนใหม่ก็จะต้องมีลูก
ใหม่
ฉะนั้นถ้าเกิดเป็นผู้ชายลูกของผู้ชายไม่
ได้อยู่ในครรภ์ของตัว
ไปอยู่ในครรภ์ของภรรญาจึงหมดภาระที่ใครจะ
มาใครจะเข้ามาทับท้องใหม่
เพราะเป็นว่าในเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตร
คิดถึงคุณพระมารดา
ว่าเคยให้น้ำนมและเข้าป้อนมานับชาติไม่
ทวนไม่ใช่ชาติเดียว
เวลานี้ทรงไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้น
ดุสิต
องค์สมเด็จพระธรรมสามิตเป็นผู้มีความ
ประกอบด้วยความกตัญญูรู้คุณ
จึงได้มาดำริว่าโอหนอเราจะขอสงเคราะห์คุณ
พระมารดา
แต่ว่าธรรมเทศนา
ที่ทรงบรรลุก็มี 3 อย่าง
คือ 1 พระวินัย
2 พระสูตรพระสูตรนี่เล่าเรื่องความเป็น
มาของแต่ละคนที่ประพฤติปฏิบัติ
คือให้บรรดาท่านพุทธบริษัทนำเอาไปประพฤติ
เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติธรรมและที่ 3 ก็
อภิธรรม
ทรงพิจารณาแล้วว่าธรรม 3 ขั้น 1 พระวินัย
ของพระสูตร 2 พระสูตร 3 อภิธรรม
อภิธรรมนี้ 2 อย่างไม่คู่ควรกับคุณของ
มารดา
แต่อภิธรรมนี้คู่ควรอย่างยิ่งแก่พระมารดา
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้
ไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดาโดยอภิธรรมจิต
คัมภีร์
ใช้เวลาเทศน์นี้ 3 เดือนเต็มทั้งกลางคืน
และกลางวัน
ไม่มีเวลาพักผ่อน 3 เดือนเท่ากับ 90 วัน
ของเมืองมนุษย์
แต่ว่าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ใช้เวลา 100
ปีของมนุษย์เป็น 1 วัน
สวรรค์ชั้นดุสิต
ใช้เวลาเสีย 800 ปีของมนุษย์เป็น 1 วัน
ฉะนั้นที่องค์สมเด็จพระทรงทันบรมศาสดาไป
เทศน์โปรดพุทธมารดา 3 เดือนของมนุษย์ก็คง
จะใช้เวลาไม่ถึง 1 ช่โมงของชั้นดุสิต
อาจจะเป็นประมาณ 1 ชั่วโมงของชั้น
ดาวดึงส์ก็ได้
ในอภิธรรมค่าใหญ่บางท่านเห็นว่าการฟังพระ
สูตรก็ดีฟังชาดกก็ดีต่ำเกินไป
แต่ว่าถ้าจะรู้จักใช้แล้วก็พระสูตรก็ดี
ชาดกก็ดีไม่ต่ำ
ไม่ต่ำเพราะอะไรเพราะว่าคนฟังเพลินดี
ได้เรื่องราวไปด้วยได้ข้อวัดปฏิบัตินั้น
ไปเสร็จ
ถ้ามีความฉลาดการฟังพระสูตรก็ไปนิพพานได้
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าจิตใจของเราน่ะ
สูงพอที่จะไปนิพพานแล้วหรือยัง
ถ้ามีกำลังใจยังไม่เข้มแข็งมากฟังท้อง
เรื่องไปแล้วฟังข้อวัดปฏิบัติไปอย่าง
เรื่องวิทูรบัณฑิตนี้มีข้อวัดปฏิบัติ
เพื่อความสุขในชาตินี้อยู่เยอะ
และก็มีข้อวัดปฏิบัติเพื่อความสุขในชาติ
หน้าอยู่มากแต่ก็ดูหนึเหมือนว่าในท้อง
เรื่ององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตรัสไว้ในคราวนั้น
แต่ว่าเรื่องที่ทรงตรัสนี่ไม่ใช่ร่างขึ้น
มาใหม่
ไม่ใช่ว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรง
ร่างขึ้นมาเฉยๆแล้วก็มาเล่าสู่กันฟังเป็น
การเขียนเห็นนิยายสู่กันฟังไม่ใช่อย่าง
นั้น
เนื้อแท้จริงๆพระองค์ใช้อำนาจ
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
เป็นญาณของพระพุทธเจ้าที่มีความแจ่มใส
ย้อนถอยหลังลงไปถึงเรื่องเก่าๆที่องค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงผ่านมาแล้ว
แต่ความจริงหนังสือที่เแปลนี่ที่ก็น่า
เสียดาย
ที่ตัดต้นเค้าก่อนเกินหายไปเสียคือไม่เอา
เหตุเข้ามาเขียนเข้าไว้เห็นว่าองค์สมเด็จ
พระจอมไตรตรัสไว้ไม่ดีหรือยังไงก็ไม่ทราบ
ตรัสต้นเหตุไปความจริงพระพุทธเจ้าจะทรง
ตรัสชาดกเรื่องอะไรก็ตาม
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้องปรารภเหตุ
ปัจจุบันก่อน
แล้วองค์สมเด็จพระชินนวรจึงจะตรัสพระชาดก
แต่นี้น่าเสียดายเตัดทิ้งไปก็เลยไม่รู้จะ
หาที่ไหนเหมือนกันหามันยาก
ไปอยู่บ้านนอกคอกนาไม่มีเวลาจะหาในท้อง
เรื่องของวิทูรบัณฑิตถ้าฟังแล้วก็ยังไม่
ถึงนิพพาน
แต่ว่าเป็นข้อวัดปฏิบัติที่ใกล้พระนิพพาน
มาก
ฟังลงไปแล้วนะนี่ถ้าฟังอย่างคนคิด
ฟังอย่างที่มีจิตที่จะคิดได้
ไม่ใช่ฟังแบบทุกฟัง
คือถ้าฟังแบบทุกฟังฟังแล้วไม่รู้เรื่องที
นี้ท้องเรื่องของวิทูตบัณฑิตบางตอนก็น่า
รักมีแสดงความฉลาดออกมาชัด
โต้ตอบการสนองธรรมซึ่งกันและกันเป็น
เรื่องที่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้มีความสน
ใจ
ถ้ามีกำลังใจยังไม่ถึงอรหัตผลก็ควรจะนำไป
ประพฤติปฏิบัติให้มันมีความสุขทั้งในชาติ
ปัจจุบันและสัมปราภพได้
ถ้าหากว่าปรารถนาจะได้แบบอภิธรรมก็มีใน
ตอนท้าย
แต่ว่าตอนท้ายของหนังสือที่นำมาใช้ท่านก็
ตัดทิ้งไปอีกเหมือนกันเป็นอันว่าเรื่อง
นี้หนังสือเล่มนี้ท่านจะนำมาใช้ถ้าเป็น
เรือก็ถูกตัดหัวแล้วก็ถูกตัดท้ายน่าเสีย
ดาย
เป็นอันว่าจบพระสูตรเมื่อไหร่ก็ดีจบเ่อ
เรียกว่าจบชาดกเมื่อไหร่ก็ดีสมเด็จพระ
จินสีห์ก็ทรงยกอริยสัจขึ้น
อริยสัจเนี่ยเป็นหัวใจของอภิธรรม
อภิธรรมทั้งหมดเมื่อเรียนไปก็เพื่อจะเข้า
ใจในอริยสัจ
เพราะว่าอริยสัจเป็นธรรมะที่ทำบุคคลให้
เป็นพระอริยเจ้า
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสสสัมพุทธเจ้าทรง
บรรลุอภิเสธสัมมาสัมโมติญาณ
ก็เพราะอริยสัจ
พระอรหันต์ทั้งหลายที่จะได้อรหันต์ก็
เพราะอริยสัจ
สำหรับอภิธรรมนั้นสอนอ้อมๆเข้ามา
คล้ายกับอ่วนที่เตีดักปลาลากมาแต่ไกลแล้ว
ก็มารวมตัวกันเข้าเป็นถุงแล้วก็ยกขึ้นมา
จับปลาที่ติดฉั้นใด
บรรดาพระอภีธรรมที่สอนกันนั้นก็เหมือนกับ
โอนตีอ้อมเข้ามาเพื่อหาอริยสัจ
การหาอริยสัจในท้องเรื่องนี้ควรจะหาแบบ
ไหน
อริยสัจกล่าวว่า 1 ทุกข์
2 เหตุให้เกิดทุกข์
3 ความดับทุกข์ 4 เหตุที่ทำให้ทุกข์ดับ
ทุกข์ตัวไหนที่เราจะพึงเห็นก็คือว่าตัว
ท้องเรื่องทั้งหมด
อย่างพญานาคพญาครุฑพระอินทร์หรือว่าพระ
เจ้าโกรยะทนันญชัยโกรยะก็ดี
วีธุรบัณฑิตก็ดีปุณยัก์ก็ดีนางวิมาลาก็ดี
นางอริทันตีก็ดี
ทั้งหมดนี้ที่ท่านทรงกายอยู่ท่านก็เป็น
ทุกข์
ทุกข์ในการทรงตัวต้องทำมาหากินระมัดระวัง
ในความรักระแวงระวซึ่งกันและกัน
นี่เป็นอาการของความทุกข์ท่านเกิดมาท่าน
ก็รู้จักแก่ท่านรู้จักป่วยท่านรู้จักตาย
เวลานี้ท่านตายไปหมดแล้ว
ก็ไอ้ตัวทุกข์ตัวนี้มันมาจากไหนมาจาก
ตัณหา
ตัวที่นางวิมาลาไม่สบายใจอยากได้หัวใจ
วิโทรบัณฑิตไอ้ตัวอยากนี่มันเป็นตัณหา
สำหรับบุญนั้นก็ยักอยากได้นางอริันตี
จึงได้ทรมานด้วยประการต่างๆทำให้ผิด
ระเบียบผิดศีลผิดธรรมถึงกับคิดแจฆ่า
วิทบัณฑิตก็เพราะความอยากคือตัณหา
แต่ต่อมาถ้ามีธุรบัณฑิตตัดความอยากตัด
ตัณหาของปุณกยักษ์เสียได้ด้วยการอธิบาย
ธรรม 4 ข้อมีความเข้าใจ
ในขณะที่ตัณหามันเข้ามาคลุมใจก็มีแต่ความ
ทุกข์จะทำทุกอย่างดีก็ตามชั่วก็ตามให้ได้
มาในของที่ตนต้องการเนี่ยทำเพราะความโง่
ตัณหาเข้าถึงใจใครคนนั้นมันก็เกิดความโง่
ท่านวิธูรบัณฑิตอธิบายธรรม 4 ข้อทำให้
ปุญักกยัก์คลายตัณหาลงได้เลยไม่อยากได้
นางอริต
จะนำท่านเอ่อวิทุรบัณฑิตไปส่งที่เมือง
อินทรปัด
แต่ว่าท่านบัณฑิตมีความต้องการจะโปรด
สัตว์คือพญานาคและก็นางวิมาลา
ในที่สุดท่านก็ไปโปรดได้นี่แหละบรรดาท่าน
พุทธบริษัทไอ้ตัวนี้เกี่ยวด้วยตัณหามัน
เป็นตัณหาพาโง่
ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะว่าการเกิดมานี้
มันเป็นทุกข์ทุกข์เพราะตัณหาคือความอยาก
คืออยากที่ไม่ถูกต้องในทำนองครองธรรม
การอยากมีสามีภรรญามันเป็นหน้าที่ของ
มนุษย์ที่เป็นมีตัณหาก็จริงแลแต่ว่าการ
อยากประเภทนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์
เกิดมาเป็นคนวันเดียวก็หาความสุขไม่ได้ใน
ชีวิตมีชีวิตที่ 50 ปี 60 ปี 100 ปี 100
ปีเสร็จมันไม่มีอะไรเป็นสุขมีแต่ทุกข์หิว
ทุกวัน
ร้อนทุกวันหนาวทุกวัน
แล้วก็มีการปวดอุจจาระผัสสาวะทุกวันมี
อารมณ์ยุ่งทุกวันมีการงานทุกวันแก่ลงไป
ทุกวันป่วยมีเสมอในที่สุดก็ต้องตายการ
กระทบกกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ไม่ชอบใจมันก็
มีอยู่เสมอนี่เป็นอาการของความทุกข์
ทุกข์เพราะอะไรทุกข์เพราะเราคิดว่าเป็น
มนุษย์เป็นมีร่างกายมันดีแต่ว่าองค์
สมเด็จพระจินสีทรงตรัสว่าร่างกายมันไม่ดี
ไม่ดีเพราะอะไรเพราะว่ามันเป็นทุกข์
ถ้าเราจะตัดทุกข์เราต้องตัดตัณหาคือความ
อยากการตัดตัณหาตัดตรงไหนตัดด้วยกำลังของ
ศีลของสมาธิของปัญญานี่เป็นอริยสัจ
เรียกว่าอริยมรรคจนนำมาเป็น 3 คืออันดับ
แรกทำศีลให้บริสุทธิ์
ทำสมาธิให้ทรงตัวจิตตั้งอยู่ในอารมณ์ของ
กุศลมั่นคงแล้วชั้นปัญญาพิจารณาตามความ
เป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มี
อะไรทรงตัวมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้ว
ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลางมีการแตก
สลายไปในที่สุดการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี
เทวดาก็ดีพรหมก็ดีไม่ใช่มีความสุขจริง
ฉะนั้นต้องการความสุขแล้วก็ก็ต้องการคือ
พระนิพพาน
มีการไปพระนิพพานทำยังไงก็ทำอย่างนั้น
แหละคือตัดโลภะความโลภด้วยการให้ทาน
ตัดโทสะความโกรธด้วยการรักษาศีลเพราะมี
เมตตากรุณา
ตัดความหลงใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็น
จริงว่าอะไรมันสุขอะไรมันทุกข์ในที่สุด
จิตใจก็ไม่ติดอยู่ในร่างกายของตน
ไม่ติดอยู่ในร่างกายของมุคนอื่นไม่ติด
อยู่ในวัตถุธาตุใดๆในเมื่อมีร่างกายอยู่
ก็บริหารตามหน้าที่ไม่อย่างงั้นจะถูก
ทรมาน
แต่ใจนี้นั้นไม่มีการผูกพันคิดว่าตาย
เมื่อไหร่ก็เลิกกันมานั้นสิ่งที่ฉัน
ต้องการคือพระนิพพาน
เป็นว่าอารมณ์ที่จะถึงพระนิพพานนี่เตัด
ตัวเดียวคือสกายทิฏฐิ
ให้มีอารมณ์ชัดเห็นชัดว่าร่างกายนี้มัน
ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเราไม่มีในร่างกาย
ร่างกายไม่มีในเราทั้งนี้เพราะอะไรแต่ว่า
ถ้าร่างกายเป็นเราจริงเป็นของเราจริงคำ
ว่าตายมันก็ต้องไม่มีเพราะเราไม่อยากให้
มันตายคำว่าแก่มันก็ต้องไม่มีเพราะไม่
อยากให้มันแก่การป่วยไข้ไม่สบายมันก็ต้อง
ไม่มีเพราะเราไม่ต้องการป่วยไข้ไม่สบาย
การทรุดโทรมของร่างกายมันก็ไม่มีเพราะเรา
ไม่ต้องการทรุดโทรมมันต้องเป็นหนุ่มเป็น
สาวอยู่เสมอ
แต่ว่านี่เราบังคับมันไม่ได้บังคับไม่ได้
แสดงว่าเขาไม่ได้ตกอยู่นภายใต้อำนาจของ
เราเราเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ
เขาฉะนั้นเราก็ไม่ต้องการเจ้านายที่มี
ความโลเลแบบนี้ที่หาความดีอะไรไม่ได้ทำ
กำลังใจตั้งไว้โดยเฉพาะคือไม่ปรารถนาอะไร
ทั้งหมดจิตงดจากความอยากเกิดเป็นมนุษย์
จากการเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมมีอารมณ์เข้า
ไปตัดกามฉันทะ
โลภะพยาบาทและอวิชชา
ในที่สุดถ้ามีบารมีแก่กล้าทำเต็มกำลังใจ
เราก็ไปนิพพานได้ความจริงอภีธรรมทั้งหลาย
มารวมอยู่ที่อริยสัจนี่แบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ฉะนั้นธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตร
บรมศักดิศาสดาตรัสจะเป็นพระสูตรก็ดีวินัย
ก็ดีอภิธรรมก็ดีสมเด็จพระชินสีมุ่งให้
บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังแล้วไปนิพพาน
ถึงพระนิพพานเหมือนกันเวลาเหลืออีก 1
นาที
พูดมาก็ให้เวลามันพอดีตอนนี้พระองค์
สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเทศน์เรื่องนี้จบก็ทรงประชุมชาดกกล่าว
ว่า
มารดาของมีวิธุรบัณฑิตในสมัยนั้นเป็นใคร
ก็ไม่ทราบออมีพ่อมีแม่นะก็มาเกิดเป็นพระ
นาสิริมหามายราชเทวีพระพุทธมารดา
แล้วก็ภรรญาคนใหญ่ของวิทบัณฑิตที่น่ากลัว
จะล่อมีหลายคนก็มาเกิดเป็นพระนาง
พิมพาราชเทวี
สำหรับบุตรผู้ใหญ่ของวิทบัณฑิตในสมัยนั้น
ก็มาเกิดเป็นพระราหุน
พระนางวิมาลาในสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระ
นางอุวนาเถรี
คนนี้เคยเป็นลูกของพุทธเจ้าสมัยเป็นคัณหา
สำหรับพญานาคในสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระ
สารีบุตร
พญาครุฑสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นพระอนุรุ
อนุรุษพระเจ้าทนันชัยโกรยะสมัยนั้นก็มา
เกิดเป็นพระอานนท์
สำหรับปุญยัก์สมัยสมัยนั้นก็มาเกิดเป็น
พระฉันนะอ้อแค่ทันนี้โง่นะ
ม้าชานัยสมัยนั้นก็มาเกิดเป็นม้ากัถกะ
สำหรับวิทบัณฑิต
ในสมัยนั้นอหังเอวะมาเกิดเป็นตถาคต
สำหรับบริวารทั้งหมดปรากฏว่ามาเกิดเป็น
พุทธบริษัทในเวลานี้อลบรรดาท่าน
พุทธบริษัททั้งหลายประชุมชาดกเวลาก็หมดพอ
ดีขอลาก่อนสำหรับคราวนี้นะในคราวต่อไปฟัง
เรื่องราวของพระเวสสันดรต่อไปขอความสุข
สวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พลผลจงมีแด่
บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุก
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
เรื่องราวของวิทูรบัณฑิตเริ่มต้นด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติเป็นวิทูรบัณฑิต ผู้ซึ่งเป็นราชครูและนักปราชญ์ผู้มีวาจาไพเราะและปัญญาหลักแหลม ฤาษีสี่ท่านผู้มีฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมชมภพภูมิต่างๆ แล้วนำเรื่องราวมาเล่าแก่คฤหบดีผู้ศรัทธาสี่คน ซึ่งในที่สุดได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ พญานาค พญาครุฑ และพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ บุคคลทั้งสี่นี้มาพบกันอีกครั้งและเกิดข้อถกเถียงเรื่องศีลของตนใครประเสริฐกว่ากัน จึงได้ไปขอให้วิทูรบัณฑิตตัดสิน วิทูรบัณฑิตชี้ว่าคุณธรรมทั้งสี่นั้นล้วนประเสริฐและเกี่ยวพันกันดุจดุมล้อเกวียน ทำให้ทุกคนคลายสงสัยและมอบรางวัลให้ นางวิมาลา มเหสีพญานาค อยากฟังธรรมจากวิทูรบัณฑิต จึงแกล้งป่วยและขอ "หัวใจ" ของวิทูรบัณฑิต ทำให้พญานาคกังวลใจ ลูกสาวของพญานาคคือนางอริทันตีจึงเสนอหาผู้กล้ามานำหัวใจนั้นมาให้ นางพบกับปุณณกยักษ์ ผู้ซึ่งเคยเป็นสามีในชาติก่อน ปุณณกยักษ์รับปากว่าจะนำวิทูรบัณฑิตมาโดยการท้าเล่นสกาพนันกับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะและชนะไปได้ วิทูรบัณฑิตยอมตามคำตัดสินและได้สั่งสอนโอวาทการครองเรือนและราชกิจแก่พระเจ้าธนัญชัยและครอบครัว ก่อนที่จะเดินทางไปกับปุณณกยักษ์ ด้วยปัญญาของวิทูรบัณฑิต ทำให้ปุณณกยักษ์และพญานาคเกิดความเข้าใจธรรม ไม่ทำร้ายท่าน และพากลับคืนสู่เมืองอินทรปัตนะอย่างปลอดภัย ซึ่งพระเจ้าธนัญชัยได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่
Videos recently processed by our community