สัญญาณเตือน! ฟังก่อนจะสายทำอย่างไรให้จิตหลุดพ้นความลำบากและหนี้กรรม |หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง
870 segments
ท่านประโยคาวจรทั้งหลาย
สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทาน
พระกรรมฐานแล้ว
ต่อนี้ไป
โปรดสดับการแนะนำในเรื่องการเจริญพระ
กรรมฐาน
แต่ว่าการแนะนำกันในระยะนี้ก็จะถือเอา
บุคคลตัวอย่างเป็นสำคัญ
เพราะว่าหลักวิชาสำคัญใหญ่ๆทั้งหมดท่าน
สดับกันมาแล้วเช่นมหาปติปัฏฐานสูตร
และกรรมฐาน 40
นิวรณ์ 5
หรือว่าจริต 6
แล้วก็ไปกินอากาศต่างๆก็พูดกันมาหมด
คืนพูดไปพูดมามันก็ไม่มีอะไรในการเจริญ
พระกรรมฐาน
ถ้าเราจะเอากันจริงๆแล้วก็เป็นคนที่มี
กำลังใจเข้มแข็งซะอย่างเดียว
ไม่ยอมก้มหัวให้แก่กิเลสมันก็หมดเรื่อง
ทุกอย่างมันอยู่ที่กำลังใจไม่ใช่เรื่อง
ของกาย
ฉะนั้นนักเจริญกรรมฐานที่สนใจกับกายมัน
ยังไกลจากความเป็นจริงมาก
คือเรื่องของกายทั้งหมดอย่าไปสนใจมัน
ถ้าเราไปสนใจกับกายว่าต้องนั่งท่านั้น
ต้องนอนท่านี้ต้องเยินเดินท่านั้นต้องยืน
ท่านี้ก็เสร็จ
อย่างนั้นเค้าเรียกกันว่าฝึกกาย
การบรรลุมรรคผลการทรงฌานสมาบัติ
เขาไม่ได้เอากายไปบรรลุเไม่ได้เกายไปไป
ได้ฌานสมาบัติ
คนที่จะพึงได้จากการเจริญไปก็กรรมฐาน
เพื่อหวังความเป็นสุขมันอยู่ที่จิต
ตามที่ฟังมาแล้วเรื่องพระโพธิระ
เมื่อคืนนี้ที่เณรบอกกับท่านบอกว่า
จงปิดทวารทั้ง 5 เสียให้หมดเปิดไว้ทวาร
เดียวคือมโนทววาน
เป็นอันว่าเราจะบรรลุมรรคบรรลุผลก็ดี
จะทรงฌานโลกียก็ดี
จะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ก็ดี
หรือว่าจะเป็นคนปำเปแบบไรก็ดีมันอยู่
ที่ใจตัวเดียว
ถ้าใจของเราพ้นจากสภาวะเป็นธาตุของกิเลส
เมื่อเราสามารถชนะกิเลสได้เราก็เป็นพระ
อรหันต์
เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระวิชิตมารสอนเรา
นี่สอนให้รู้จักคุณค่าในการใช้กำลังใจ
ตามที่ท่านทราบมาแล้วในบารมี 10
บารมี 10 ก็หมายกันทั้งว่าการทำกำลังใจ
ให้เต็มบารมีแปลว่าเต็ม
เอากันจริงๆจังๆก็ไม่รู้ว่าเต็มตรงไหน
อะไรมันเต็ม
ในที่สุดเราก็มาจับกันได้ว่าใช้กำลังใจ
เต็มเท่านั้น
ถ้ากำลังของใจของท่านเต็มในบารมี 10
เรื่องความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่ต้องคุยกัน
เพราะเป็นแล้ว
ความจริงถ้าฝึกบารมีเสร็จไปครบ 10 ครบ
ถ้วนก็เป็นพระอรหันต์ได้
แล้วก็คนที่จะเป็นพระอรหันต์ก็ต้องอาศัย
บารมี 10 นั่นเองถ้าขาดบารมี 10 บกพร่อง
อย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็อย่าพึงคิดว่าแม้แต่พระโสดาบันก็เป็น
ไม่ได้
เป็นอันว่าบารมีศิษย์ประจจำใจของบรรดา
ท่านพุทธบริษัททั้งหลายท่านไปอยู่เป็น
ปกติ
ท่านผู้นั้นก็ถือว่าเข้าถึงที่สุดแห่ง
หลักสูตรในพระพุทธศาสนา
วันนี้ก็มานั่งนั่งฟังเรื่องพระตัวอย่าง
พระตัวอย่างนี้ท่านก็ให้นามว่าภิกษุ 500
รูป
แต่ว่าเบื้องต้นท่านเขียนไว้บอกว่าภิกษุ
เรื่องของภิกษุประมาณ 500 รูป
นี่ท่านใช้คำว่าประมาณ
เพราะว่าศัพท์ว่า 500 นี่ผมเห็นว่าจะเป็น
สาธารณะเกินไป
โจรก็โจร 500 พระก็พระ 500 บางทีจะเป็นคำ
นิยมสำหรับในสมัยนั้นว่าอะไรมันมากสัก
หน่อยก็ยก 500 ขึ้นเป็นที่ตั้ง
เพราะอะไรเพราะว่าสมัยนั้นเ้านับโกรธนับ
แสนกันเ้านับโกธก็ไม่ได้นับล้านนับแสน
ทรัพย์สินบุคคลที่จะเป็นมหาเศรษฐีได้ต้อง
มีทรัพย์ตั้งแต่ 80 โกฏขึ้นไป
ถ้าต่ำกว่า 80 โกฏมาถึง 40 โกฏเค้าเรียก
กันว่าอนุเศรษฐี
ต่ำลงมากว่านั้นเค้าเรียกว่าคหบดี
ฉะนนี้คำว่า 500 จึงเป็นของเล็กอย่างนาง
วิสาขามหาอุบาสิกา
ท่านบอกว่าเมื่อเกิดมาแล้วพ่อแม่ก็หาหญิง
ที่เป็นบริวารให้ 500
ความจริง 500 นี่
เห็นจะเป็น 500 ดีไม่ใช่ 500 เลว
ที่เราด่ากันว่า 500 500 นมันเป็นเพศ 500
เลวฟังเรื่องราวของท่านต่อไป
ตามพระบาลีกล่าวว่าองค์สมเด็จพระจอมไตร
บรมศาสดา
ทรงเสด็จประทับยับย้างสำราญอิตติยาบถ
ปรากฏว่าอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
สมเด็จพระวิชิตมานทรงปรารภิกษุประมาณ 500
รูปให้เป็นเหตุ
สมเด็จพระบรมโลกเชษฐจึงได้ทรงตรัสพระ
ธรรมเทศนาว่าวัสิกาวิยะ
ปุพผานิเป็นตน
เรื่องนี้สั้นนิดเดียว
ตามพระบาลีที่พระอานนท์ได้ทรงกล่าว
ว่าดังสดับมาแล้ว
คำนี้นะเป็นความฉลาดของพระอานนท์
ท่านยกตนว่าเรื่องนี้ท่านไม่ได้รู้เอง
ท่านได้ฟังมาจากองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
ทรงแสดง
จำไว้ด้วยนะเรับ
จริยาของพระอานนท์นี่จำท่านไว้ท่านจะไม่
ยอมกล่าวว่าธรรมะเรื่องนี้ท่านรู้มาแล้ว
ท่านจะใช้คำว่าได้ยินมาแล้วอย่างนี้
คำว่าได้สดับจับมาแล้วอย่างนี้ว่าภิกษุ
ทั้งหลายเหล่านั้น
เรียนพระกรรมฐานในสำนักขององค์สมเด็จพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ต่างคนต่างก็บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า
สมณธรรมแปลว่าทำเป็นเครื่องสงบระงับจาก
กิเลส
สมณะแปลว่าสงบสมณะแปลว่าลอยแล้วซึ่งบาป
ทำบาปบาปให้มันพ้นไปจากใจบาปก็คือความ
ชั่วได้แก่กิเลส
ในตอนหนึ่ง
ท่านกำลังนั่งเจริญพระกรรมฐานกันอยู่
คำว่าเจริญพระกรรมฐาน
พอได้โปรดทราบว่าไม่ใช่นั่งหลับตากันเสมอ
กรรมฐานหลับตาก็ได้ลืมตาก็ตาย
เพราะว่าเราสามารถจะคุมกำลังใจให้อยู่ใน
ขอบเขตคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระ
บรมโลกเชษฐ
ทรงตรัสว่าใช้อารมณ์แบบนี้กิเลสจะพินาศไป
ฉะนั้นเวลาที่เราเจริญกรรมฐานตามคำสั่ง
สอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร
นั่งหลับตาเสมอไปเรื่องหลับหลับตาจริงๆผม
ว่ายังไม่เก่ง
คนที่หลับตาเก่งนานๆจะนึกว่าจะได้กรรมฐาน
ดีผมไม่เชื่อ
ถ้าจะดีจริงๆมันต้องดีทั้งหลับตาแล้วก็ดี
ทั้งลืมตา
ดีทั้งอยู่ในที่สงัดแล้วดีทั้งอยู่ในที่
เกือกลวกไปด้วยประชาชน
ดีทั้งที่เวลาร่างกายปกติแล้วก็ดีทั้ง
เวลาร่างร่างกายไม่ปกติ
อารมณ์ต้องดีทั้งในขณะที่เราฟังคำ
สรรเสริญแล้วก็ดีในขณะที่คนเด่าเรา
อารมณ์ของเราจะต้องสม่ำเสมอกันไม่ขึ้นไม่
ลง
ใครเสรรเสริญก็เฉย
ใครเนินทาว่าร้ายก็เฉย
อารมณ์เงียบสงัดเสียงเงียบสงัดเราก็เฉย
เสียงจอกแจกจอแจโวยวายเราก็เฉย
ลงเฉยซะหมดมันก็หมดเรื่องกัน
นี่การเจริญพระกรรมฐานน่ะ
ถ้าเราจะเหาะเข้าป่าเข้าดงอันนี้ผมไม่ได้
ว่าพระที่จะเข้าป่านะ
ความจริงผมก็เข้าป่ามาแล้วตั้ง 10 ปีแต่
ว่าไม่เต็ม 10 ปีนึง 6 เดือนมั่ง 7 เดือน
มั่ง 4 เดือนมั่ง 5 เดือนมั่งแต่ 3 เดือน
ไม่มี
เข้าป่าก็เข้ามาจริงๆแต่ความจริงเข้าป่า
ไม่ยักเก่ง
ไอ้ที่มันจะพอรู้สึกตัวว่าพอจะใช้ได้กับ
เขามั่งนี่มันในบ้านในเมือง
ต้องเอาอารมณ์เข้ามาสู้กับความจริงทุก
อย่าง
เพราะว่าเราเป็นทหารของพระองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้งกองทัพขึ้นเรียกว่ากองทัพธรรมหำหั่น
กับกิเลสตัดให้มันเป็นสมุดเฉตประหาร
มันพังเท่าไรก็พังไป
ถ้ามันไม่พังเราก็พังเอ๊นี่มันจะไม่จบสิ
เรื่องเนี้ยหน้ากระดาษเดียวจะไม่จบซะแล้ว
เป็นอันว่าเวลาที่ท่านเข้าไปเจริญสมณธรทำ
ในป่า
เห็นดอกมะลิ
ที่มีกลีบบาน
แต่แล้วเป็นนีบบานตั้งแต่เวลาเช้าตรู
เอ๊ะท่านว่ายังไงของท่าน
เห็นดอกมะลิที่บานแล้วตั้งแต่เช้าตรู่
หลุดออกจากขั้วในเวลาเย็น
หมายความตอนเช้าเห็นดอกมะลิบานสวยสง่าขาว
สะอาด
มองแล้วชื่นตาชื่นใจ
แต่ว่าพอเวลาเย็น
ไอ้เจ้าดอกมะลิดอกนั้น
มันจะเริ่มแก่มาตั้งแต่เช้านแก่มาทีละนิด
ละนิดละนิดนิดพอตกเย็นมันก็ง่อม
พอง่อมแล้วมันก็หลนจะคั่วในเวลาตอนเย็น
ท่านจึงพากันพยายาม
คิดนะเอาดอกมะลิเป็นโคร
แต่ความจริงนี่พระที่ท่านเจริญสมณธรรม
ที่จะได้ดีกันจริงๆถ้าเกาะตำราก็ครูบา
อาจารย์อยู่เสมอไม่มีทางได้ดี
ถ้าจะได้ดีกันจริงๆก็ต้องใช้ปัญญาของตัว
ตัวเองเป็นสำคัญ
เอาดอกมะลิเป็นครูที่เขาจึงพยายาม
ได้หวังว่าพวกเราจะต้องหลุดพ้นจากกิเลสมี
ราคะเป็นต้น
ก่อนกว่าดอกไม้ทั้งหลายที่จะพึงหลุดออก
จากขั้วนั่นแน่
เอาเป็นคู่แข่งขันก็ดอกมะลิเสียแล้วนี่
แน่จริง
ท่านคิดว่าดอกมะลิมันบานตอนเช้า
แล้วมันก็หลุดจากขั้วในตอนเย็น
เห็นเข้าอย่างนั้นจึงเกิดวิริยะจะถือว่า
มานะไม่ถูกนะ
เป็นวิริยะคือความเพียรตัดสินใจ
ว่าดอกมะลิมันบานเวลาเช้าได้มันก็หลุดไป
ในเวลาเย็นได้
ข้อนี้มีประมาชั้นใดเราเป็นคน
มีชีวิตจิตใจ
เราจะต้องสามารถห้าำหั่นกิเลสทั้งหลายที่
มีอยู่ในใจของเราให้เร็วกว่าดอกมะลิที่
บานบานในเวลาเช้าแล้วก็หล่นในเวลาเย็น
นี่หมายความว่าท่านคิดว่าลืมตาขึ้นมาใน
เวลาเช้า
และเราต้องสามารถจะตัดกิเลสมีราคะโทสะ
โมหะทั้งหมดทั้ง 3 ประการ
ให้มันพ้นไปจากใจซึ่งใช้เวลายังไม่ถึง
เวลาเย็นต้องก่อนดอกมะลินั้น
อ้าดูท่านท่านจะว่ากันยังไง
ตามพระบาลีถึงกล่าวว่าในเวลานั้นองค์
สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงตรวจดูภิกษุเหล่านั้น
เห็นแล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้มี
พระพุทธติกาตรัสว่าิคเวดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย
ธรรมดาว่าภิกษุพึงพยายามเพื่อหลุดพ้นจาก
วัฏทุกข์
ให้ได้หลุดจากดอกไม้ที่หลุดจากขั้วฉัน
นั้น
แล้วก็ทรงประทับเพอยู่ที่นั่งคั้นนี่ก็ดี
นั่นเอง
ทรงเปล่งฉับพันณรังสีรัศมีประการไปเฉพาะ
หน้าบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
ก็มีภาพเหมือนกับองค์สมเด็จพระภควัน
ประทับอยู่ที่หน้าพระทั้งหลายไม่ใช่บน
หน้านะข้างหน้า
และองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้มีพระ
พุทธฎีกาตรัสว่าภิกขเวร
ภิภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจึงปลดเรื่องราคะและโทสะเสีย
เหมือนดอกมะลิเครลือปล่อย
ดอกทั้งหลายที่เหี่ยวและหล่นลงไปฉะนั้น
นี่เป็นพุทธบาสิที่องค์สมเด็จพระวิชิตมาร
ทรงตรัส
กล่าวว่าเมื่อจบพระธรรมเทศนาพระทั้งหลาย
ทั้งหมดประมาณ 500 ลูกก็ได้สำเร็จอรหัตผล
แล้วดังนี้
นี่ความจริงฟังอยู่แล้วสมัยนั้นท่านฟัง
เทศน์ไม่มาก
ท่านฟังคำสั่งคำสอนไม่มากท่านก็ได้บรรลุ
อรหันต์กัน
แล้วก็สมัยนี้มักจะมีคนชอบพูดกันว่าคน
สมัยนั้นท่านมีบารมีเต็ม
เมื่อมีบารมีเต็มแล้วท่านฟังเทศน์ท่านก็
สำเร็จง่ายๆ
คราวนี้ถ้าเราจะเป็นคนเต็มมั่งจะว่ายังไง
ใครจะมานั่งขัดคอเราว่าถ้าเราจะเป็นคนมี
บารมีเต็มบ้างใครจะควับเป็นก้างขวางคอเรา
ผมได้บอกแก่ท่านแล้วว่าคำว่าเต็มแล้วคำ
ว่าบารมีเต็มก็หมายถึงว่ามีกำลังใจเต็ม
ในบารมี 10 ประการคราวนี้เรามาพูดกัน
เฉพาะบรรดาพระ 500 รูป
ท่านเห็นดอกมะลิ
แล้วเอาดอกมะลิเป็นครู
ตอนนี้ก็ยังต้องถือว่าท่านมีบารมีมะลิ
เต็ม
นี่มั้ย
นี่ดีไม่ดีจะบอกว่าผมไม่ดัดแปลงคำสั่งคำ
สอนขององค์สมเด็จพระชินวรเสีย
หาว่าดัดก็ดัดจะหาว่าแต่งก็แต่งจะหาว่า
แปลงก็แปลงจะหาว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยน
มันจะเปลี่ยนมันจะแปลงเป็นยังไงก็องค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพระจอมไตรบรมศาสดาท่าน
ตัดกับพระอย่างนั้น
ท่านบอกว่าจงดูตัวอย่างดอกมะลิ
และก็จงเอาชนะดอกมะลิดอกมะลิมันเกิดขึ้น
ได้มีความสวยสดงดงามในเบื้องต้น
มันก็ทรุดโทรมร่อยหรอมาตามลำดับในที่สุด
มันก็ล่วงหล่นฉั้นใด
แม้พวกเธอทั้งหลายจงสร้างใจของพวกเธอ
ให้มีความเบิกบานเช่นเดียวกับดอกมะลิใน
ยามเช้า
และก็สังหารกิเลสที่มันพอกพูนขึ้นมามี
ความงามมาเสมอกัน
ห้ามหั่นมันให้พินาศไปในเมื่อเวลาใกล้จะ
เย็นหรือก่อนเย็น
เกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงทำลายโรคโทสะ
ไม่ยักบอกว่าโมหะนะ
ดีไม่ดีที่นักปราชญ์ปัจจุบันจะบอกว่าพระ
พุทธเจ้าเจ้าเทศน์ขาดไปซะแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วเทศน์ได้เพียงว่า
ให้พระตัดราคะกับโทสะ 2 ประการ
แล้วพระทั้งหลายเหล่านั้นทำตามก็สำเร็จ
อรหัตผล
นี่ถ้าบรรดาท่านสาธุชน
ติดตำราเกินไปก็จะกล่าวคำคัดค้านองค์
สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่าตรัสน้อยเทศน์
ไม่ครบถ้วน
แต่ความจริงพวกเราฟังกันมามากแล้วที่ผม
เคยบอกว่าถ้าราคะหรือว่าโลภะมันสิ้นไป
โทสะพยาบาทมันสิ้นสิ้นไปโมหะมันจะอยู่ได้
ที่ไหน
โมหะไม่ต้องไปทำไปทำลายเพราะเหยื่อหรือ
พื้นฐานของมันไม่มีมันไม่รู้จะยืนอยู่ที่
ไหนมันก็พังตายไปเอง
คราวนี้เราก็มานั่งดูกำลังใจของเรา
ว่าเวลานี้ราคะมันเกิดขึ้นกับใจแล้วหรือ
ยัง
ไม่ต้องตอบได้มั้ย
เวลาอาบน้ำชำระร่างกายก็ดูซะจนหมดจด
เช็ดที่โน่นถูที่นี่ดูให้มันดีทุก
เวลาแรกจึงอาบน้ำก็ใช้กายดีผัดแป้งแต่ง
ตัว
สีนั้นจะเหมาะไหมสีนี้จะดีมั้ย
สวดทรงผ้าชุดนี้จะเหมาะสำหรับเรามื้อเวลา
นี้สีเนื้อมันเป็นยังไงใช้ผ้าอะไรมันจะ
เหมาะกับเนื้อ
อาการอย่างนี้เป็นอาการของราคะ
แล้วราคะถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้เราจะ
ตัดอะไร
ถ้าเรามีกำลังใจจริงไม่ต้องตัดมาก
ก็นั่งดูตัวเราสิว่าไอ้ตัวเรานี่มันสะอาด
หรือสกปรก
เราไม่ต้องไปดูตับตายไส้พูง
ดูผิวหนังข้างนอกที่มันสกปรกน้อยนี่แหละ
ว่ามันสะอาดหรือสกปรกถ้าสะอาดจริงๆแล้วก็
ไปอาบน้ำทำไม
ชำระร่างกายทำไม
ไอ้การชำระร่างกายแสดงว่าเราทำลายของ
สกปรกใช่มั้ย
ในเมื่อเราตั้งใจทำลายของสกปรก
ก็แสดงว่าร่างกายของเรามันสกปรก
ถ้าร่างกายของเราสกปรกผ้าของเราที่ว่าสวย
ที่สุดดีที่สุดสะอาดที่สุด
เราเคยต้องซักต้องชำระล้างความสกปรกของ
ผ้ามาหรือเปล่า
ถ้าผ้ามันสะอาดจริงๆมันดีจริงๆซื้อมาแล้ว
ตั้งแต่นุ่งไปใช้ไปถึงวันขาดไม่ต้องซัก
น้ำ
อันนี้ถ้าไม่ชำระพระมันไม่กี่วันมันก็ทน
ไม่ไหวเพราะเหงื่อใครของเราก็มาจับ
นี่ความสกปรกภายนอกมันมีเพียงนี้
ถ้าภายในที่เป็นต้นสายแห่งการสกปรกมันจะ
สกปรกเพียงไหน
แล้วก็ดูทุกสิ่งทุกอย่างในโลกว่ามีอะไร
บ้างที่มันสะอาด
ที่มันมีแล้วไม่ต้องชำระไม่ต้องล้างไม่
ต้องปัดไม่ต้องสีไม่ได้ขัดสีมันจะมีแต่
ความสวยสดงดงามตลอดกาลตลอดสมัย
เพชรนิลจินดาทั้งหลายที่ว่าสวยสดงดงามน่ะ
ไม่ชำระไม่ล้างไม่ทำความสะอาดมันจะผ่องใส
เสมอไปหรือเปล่า
คิดกันตรงนี้นะ
อันนี้สมมุติว่าหญิงจะรักชายชายจะรักหญิง
หวังจะแอบอิงเข้ามาเป็นคู่ครอง
คิดบ้างหรือเปล่าว่าคนที่เรารักสะอาดหรือ
ว่าสกปรก
คนทุกคนรักความสะอาดแต่ว่าในเมื่อทุกสิ่ง
ทุกอย่างมันสกปรกแล้วเอาจิตเข้าไปผูกพัน
มันทำไม
ที่พูดอย่างนี้ถ้าเรียกเป็นกรรมฐาน
เขาก็ถือว่าเป็นกายคตานุสติกรรมฐาน
กับอสุภกรรมฐานควบกัน
ไม่ต้องไปนั่งหรอกเว้ยท้องมันจะขึ้นอืดมี
สีเขียวน้ำเหลืองไหลไม่ต้องนั่งดูมันลืม
ตาดูไม่ต้องหลับตาดู
ถ้าเราพยายามพิจารณาอย่างนี้ไม่ช้าไม่นาน
เท่าไหร่จิตใจมันก็จะตกคลายราคะคือความ
รัก
ไม่เห็นยาก
ไม่มีอะไรยากสักยัง
ถ้าเราเป็นคนจริงที่ยังจะมีอะไรยากไอ้ที่
มันยากเรามันไม่จริง
>> มันชอบโกหกตัวเอง
มาถึงด้านความโกรธความพยาบาทก็เหมือนกัน
จะไปนั่งโกรธนั่งพยาบาทเขาทำไม
นัตถิโลเกนินทิโต
คนที่เกิดมาในโลกที่ไม่ถูกนินทาว่าร้าย
ไม่มี
ก็โลกนี้มันมีธรรมประจำอยู่ 8 อย่างคือ 1
ได้ลาภ 2 เสื่อมลาภ
แล้วก็ 3 ได้ยศ 4 เสื่อมยศ
5 ได้สุขได้ทุกข์
7 ได้นินทา 8 ได้สรรเสริญ
ผมพูดนี่มันจะเรียงหรือไม่เรียงผมไม่
สำคัญไม่ถือเป็นแบบฉบับ
เอาให้มันครบก็แล้วกันก็โลกนี้มันมีธรรม
ประจำอยู่ 8 อย่าง
เหมือนกับเราเดินอยู่กลางแดด
ที่ไม่มีร่มไม่มีเงาแดดมันจะเผากายนี่
ต้องถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าเราไปบ่นไปว่าแดดเราก็จะกลายเป็นคนบ้า
ไม่ใช่คนดี
ข้อนี้มีประมาณชั้นใด
เมื่อโลกธรรมทั้ง 8 ประการมันมีประจำใจ
ของคนทั้งโลกเราจะนั่งหลบมันทำไม
เอาใจเข้าไปสู้กับมันคำว่าสู้หมายความว่า
ไม่ยอมรับนับถือไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของ
มัน
ลาภจะเกิดก็เชิญเกิด
ลาภจะเสื่อมก็เชิญเสื่อม
ยศถาสักดิ์เให้ก็เอา
เขาจะเอากลับไปก็ช่างเขา
ใครอยากจะนินทาก็เชิญ
ใครอยากจะสรรเสริญก็ช่างไม่หนักอกหนักใจ
ความทุกข์คำความลำบากร่างกายหรือจิตใจมัน
จะเกิดมาก็ตามที
ความสุขในกามารมณ์นี้เราไม่สนใจหมดเรื่อง
เป็นอันว่าทำใจได้เท่านี้มันก็หมดเรื่อง
ติดอยู่ในโลกธรรม
เราไม่ติดอยู่ในราคะเราไม่ติดอยู่ในโลภะ
โมหะมันจะเหลือที่ไหน
ถ้าสามารถรักษากำลังใจได้เพียงเท่านี้ทุก
ท่านก็เป็นพระอรหันต์
นี่ความจริงเราก็พูดกันมาก
ผมไม่เห็นมีอะไรพูดมาพูดไปมันก็ลงไอ้ราคะ
โทสะโมหะโลภะโทสะสะโมหะตัดได้แล้วก็ยก
เลิกกัน
มันก็จบจิตที่เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิด
ในวัฏฏะเอาล่ะบรรดาท่านพยาวจรทั้งหลาย
มองดูเวลามันจะเลยไปหน่อยแล้วนี่ก็วันนี้
ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ขอท่าน
ประโยคาวจรทุกท่าน
ที่ตั้งใจเพื่อจะทำดีจงรักษาความดีนี้ไว้
เหมือนเกลือรักษาความเค็ม
จงทำใจของท่านให้ชนะกิเลสให้เป็นสมุดเฉต
ของไม่ยากเราบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระ
ผู้มีพระภาคเวลาเลยแล้วก็ขอยุติไว้แต่
เพียงดังนี้ต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลาย
ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา
และพิจารณาตามอัยธยาอาศัย
โดยที่ท่านทั้งหลายจะใช้อิยาบถนั่งก็ได้
ยืนก็ได้เดินก็ได้นอนก็ได้ตามอัธยาศัยจน
กว่าท่านเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ท่าน
เห็นสมควรสวรรค์บัดนี้บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
ได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
ต่อนี้ไป
โปรดฟังคำแนะนำ
ในการปฏิบัติพระกรรมฐาน
สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติพระกรรมฐานนี้
จะขอนำเอาบุคคลตัวอย่าง
มาเล่าสู่ท่านฟังเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ
หือว่าแนวการสอนในการเจริญพระกรรมฐานได้
สอนมาครบแล้ว
ก็ครบหลายรอบ
หวังว่าบรรดาท่านนักศึกษาผู้ปฏิบัติทั้ง
หลาย
คงจะจำได้ดีแล้วก็ทำได้ด้วย
ฉะนั้นจึงจะไม่ย้อนลอยถอยหลังมาพูดกัน
บ่อยๆเพราะมันหลายรอบเต็มที
ต่อนี้ไปก็จะนำมาเรื่องบุคคลตัวอย่างคือ
พระกุณฑดกุณัตกะ
พระพระกุณฑกเถระ
ที่ว่าพระละุณฑกติยเถระ
เรื่องของท่านชื่ออย่างนี้
จำไว้ดีว่าขันธ์ 5 มันไม่ดี
เวลาจะพูดขึ้นมามันก็ขัดคอไอ้คอมันขัด
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ 5
ถ้าเราไปสนใจกับมันเกินเกินไปมันก็จะเป็น
ทุกข์
ก็ไม่ควรจะสนใจมันมันจะดีก็เชิญดีมันจะ
เลวก็เชิญเลวมันอยากจะพังก็เชิญมันพังไม่
เห็นจะแปลกอะไร
ขันธ์ 5 เป็นอันตรายสำหรับคนที่เมาใน
ขันธ์
ถ้าเราไม่เมาในขันธ์ 5 ที่อย่างเดียวความ
สุขใจมันก็เกิด
ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่ยังอาศัยขันธ์ 5
อยู่
แล้วเราก็ต้องเลี้ยงขันธ์ 5 เมื่อเรา
เลี้ยงขันธ์ 5 เราก็ต้องทำขันธ์ 5 ให้
เป็นประโยชน์
ประโยชน์ที่เราจะพึงได้จากขันธ์ 5 ก็คือ
เอาขันธ์ 5 เป็นครู
ว่าขันธ์ 5 ทั้งหมดมันเป็นอนิจจังหาความ
เที่ยงไม่ได้
แล้วขันธ์ 5 ทุกอย่างมันก็เป็นทุกขังถ้า
เราไปเกาะมันเข้ามันก็เป็นความทุกข์
ในที่สุดขันธ์ 5 มันก็เป็นอนัตตา
คือมีการสลายตัวไปในที่สุดอย่างเวลานี้
ที่จะพูดนี่มันก็คันคอขึ้นมามันก็อยากจะ
ไอ
เวลาที่จะไอก็ห้ามมันไม่ได้อ่ะ
เพมันอยากจะไอก็ให้มันไอไป
ไอไม่พอมันอยากจะตายก็ให้มันตายไปไม่เห็น
จะเป็นเรื่องเป็นราวอะไรขันธ์ 5 เป็นภัย
ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ไม่มีใครจะมีความสุขได้
ด้วยอำนาจของขันธ์ 5
มันจะไอขึ้นมามันจะคันคอขึ้นมาจะว่าอะไร
กับมันถึงแม้ว่าเวลาที่มันจะตายเราก็ไม่
สามารถจะห้ามปรามันได้
เป็นอันว่าขันธ์ 5 เป็นภัยสำหรับ
ในเมื่อขันธ์ 5 มันเป็นภัยทำไมเราจึงได้
มีขันธ์ 5
ที่เรามีขันธ์ 5 ก็เพราะอาศัยความโง่เป็น
ปัจจัย
โง่หลงอยู่ในอำนาจของความรัก
โง่หลงอยู่ในอำนาจของความความโลภ
หลงอยู่ในอำนาจของความโกรธ
หลงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเราเป็นของเรา
นี่เราจึงได้มีขันธ์ 5
เมื่อเรามีขันธ์ 5 เรารู้ว่าขันธ์ 5 มัน
เป็นปัจจัยของความทุกข์
ถ้าเรายังเกาะขันธ์ 5 อยู่มันก็ไม่มีความ
สุข
ฉะนั้นขันธ์ 5 มันอยากจะพังก็เชิญพัง
มันจะเป็นอะไรก็เชิญเป็น
มันจะเป็นของมันมันจะพังของมันก็ช่างมัน
เมื่อมันพังเมื่อไหร่เรากับมันถือว่าอย่า
กันเพียงนั้น
ความผูกพันสำหรับขันธ์ 5 จะไม่มีสำหรับ
เราจิตคิดอย่างนี้มันเป็นสุข
แต่ว่าในระดับแรกเราอาจจะคิดแต่เพียง
สัญญา
จำเขาว่ามาอย่างนี้เมื่อฉันใช้สัญญาถี่ๆ
ปรากฏขึ้นปัญญามันก็เกิด
ปัญญาถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ความสุขใจมี
เมื่อนั้น
ปัญญาตัวนี้ได้แก่ปัญญาเห็นขันธ์ 5 ตาม
สภาวะความเป็นจริง
ว่าขันธ์ 5 มีสภาพไม่เที่ยง
ถ้าเรายึดยึดเรายึดขันธ์ 5 ใจเรามันเป็น
ทุกข์
ขันธ์ 5 มีสภาพเป็นอนัตตาคือสลายตนไปใน
ที่สุด
ไม่มีขันธ์ 5 ใดที่จะมีความสุขอย่างแท้
จริง
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงพระ
โยคาวจรทั้งปวงจงวางภาระคือขันธ์ 5 เสีย
แล้วท่านจะเป็นสุข
นี่จะพูดของเรื่องพระลกุณกะ
พรกุณฑกเถระ
ก็พอดีขันธ์ 5 มันดันขึ้นมายุ่งก็เลยพูด
กับมันก่อน
ต่อไปนี้ก็ขอนำเอาเรื่องราวขององค์สมเด็จ
พระชินวร
ที่ทรงตรัสเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บรรดา
ท่านพุทธบริษัทมาเล่าสู่กันฟัง
ฟังแล้วจะจำหรือไม่จำก็ตามใจ
จำได้แล้วจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม
ก็ตามใจ
ใครอยากทุกข์ก็เกาะขันธ์ 5 ต่อไป
ใครไม่อยากทุกข์ก็ละขัน 5 สิก็แล้วกันมัน
ก็หมดเรื่อง
เป็นอันว่าเนื้อความตามพระบาลีมีอยู่ว่า
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
พระองค์ทรงปรารภ
ระลกุณฑกเถระ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่านะเตนะเถโรโหติ
เป็นต้น
ความพิสมันความพิสันดารมีอยู่ว่า
วันหนึ่งเมื่อพระเถระนั้นไปสู่ที่บำรุง
ของพระศาสดา
พอหลีกไปแล้ว
บรรดาภิกษุที่อยู่ป่าประมาณ 30 รูปท่าน
ใช้คำว่าประมาณในหัวรับฟังให้ดี
เวลาใครเขถามว่าจะไปยันว่า 30 รูปตรง
ท่านใช้ศัพท์ว่าประมาณ 30 รูปนี่เป็นถ้อย
คำของพระอานนท์
พอได้เห็นก็ถวายบังโคมองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
สมเด็จพระบรมศาสดา
ทอดประเนตเห็นอุปนิสัย
แห่งความเป็นอรหันต์ของบรรดาภิกษุทั้ง
หลายเหล่านั้นแล้ว
สมเด็จพระีพแก้วจึงได้ทรงถับตรัสถามปัญหา
ว่า
ภิกเว
ภิกษุทั้งหลาย
พระเถระองค์หนึ่งไปจากนี้พวกเธอเห็นไหม
บรรดาภิกษุท่านหลายได้กราบทูลองค์สมเด็จ
พระจอมไตร
ว่าภันเตภะคะวาข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า
บรรดาพวกข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นพระเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดา
จึงได้มีพระพุทธดำรัสว่าพวกเธอเห็นพระ
เถระนั้นใช่มิใช่หรือ
บรรดาภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลว่าเห็น
สามเณรรูปหนึ่งเท่านั้นพระเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้มีพระพุทธฎีกา
ตรัสว่าภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นั่นไม่ใช่สามเณร
นั่นเป็นพระมหาเถระ
บรรดาภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเธอยังเป็น
เด็กเล็กนักนี่พระพุทธค่ะทำไมจะเป็น
มหาเถระได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงตรัสว่า
ภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งทั้งหลาย
เราไม่เรียกเถระคำว่าเถระนี่ก็แปลว่าพระ
ผู้ใหญ่
จำให้ดีนะเถระไม่ใช่แปลว่าเถร
ไอ้เถรนั้นมันมี 2 เถร
ถ้าหากว่าเถระสระเอถอถุงเแปลว่าผู้ใหญ่
ถ้าเถนะสระเอรเแปลว่าหัวขโมยแปลไม่เหมือน
กันจำไว้ด้วย
ฟังคำว่าเถระเถระแล้วก็ทราบว่าพระผู้ใหญ่
ท่านผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่
องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย
เราไม่เรียกว่าเถระเพราะความเป็นคนแก่
เพราะศักดิ์แต่ว่านั่งบนอาสนะของพระเถระ
เป็นอันนะของเถระหมายถึงว่านั่งข้างหน้า
เขา
ส่วนผู้ใดแทงตลอด
อ่าส่วนผู้ใดแทงตลอดสัจจะทั้งหลายแล้ว
ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนมหาชน
ผู้นี้ชื่อว่าเถระ
เมื่อพระองค์ทรงตรัสดังนี้แล้วที่ตรัสบาท
คาถาว่า
เออคอมันยุ่งจริงมานี้นะ
บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ
เพราะมีผมหงอกบนศีรษะ
มาพูดภาษาไทยดีกว่าบุคคลไม่ชื่อว่าเป็น
ผู้ใหญ่
เพราะมีผมหงอกบนทิสะ
หรือว่าผู้มีวัยแก่รอบแล้ว
เราเรียกเรียกว่าแก่เปล่าเอาล่ะสิไม่ล่ะ
จำให้ดีนะส่วนผู้ใดมีสัจจะธรรมะอหิงสา
สัญญมะ
และธรรมะ
ผู้นั้นแหละเป็นผู้มีมลทินอันตนคลายแล้ว
เป็นผู้มีปัญญาแล้วกล่าวว่าเป็นเถระคือ
ผู้ใหญ่
นี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จสมเด็จพระจอมไตร
บรมศาสดา
ทรงตรัสว่าท่านผู้เป็นเถระนั้นไม่ใช่หมาย
ผู้เป็นผู้ใหญ่นั้นไม่ใช่หมายว่าคนแก่ที่
มีผมหงอก
แล้วมีร่างกายค้อมไปมีหนังเหี่ยวมีหนัง
ย่นอย่างนี้องค์สมเด็จพระทศพุลเรียกว่าคน
แก่เปล่า
คือแก่แต่ว่าไม่ได้มีประโยชน์
อย่างที่นักเทศน์เบอกว่าแก่ฟักแก่แก่แฟง
แก่แตงแก่น้ำเต้ามันไม่มีประโยชน์อะไรสู้
แก่มะพร้าวไม่ได้มันยิ่งแก่มันยิ่งมัน
แล้วก็องค์สมเด็จพระกล่าวว่าคนที่จะเป็น
ผู้ใหญ่ก็คือมีสัจจะ
สัจจะแปลว่าความจริงใจ
แต่ความจริงใจในที่นี้ไม่ใช่จริงเลวต้อง
จริงดี
หมายความว่าอย่างพวกเราบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
น้อมใจเข้ามาเคารพในศาสนาขององค์สมเด็จ
พระชินสีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าใน
ปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณร
แล้วก็ทราบความมุ่งมั่นในเขตของพระ
พุทธศาสนาแล้ว
ว่าศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วมีกิจ
ที่จะถึงต้องพึงปฏิบัติอยู่ 3 อย่าง
คือ 1 อธิศีลสิกขา
ปฏิบัติศีลให้ครบถ้วนทุกสิกขาบทไม่มัว
หมองไม่บกพร่อง
2 อาทิจิตสิกขา
ต้องพยายามทำฌานสมาบัติบัตให้ทรงตัว
3 อธิปัญญาสิกขา
ใช้พิจารณารู้เท่าทันสภาวะของขันธ์ 5
เห็นว่าขันธ์ 5 มันไม่เที่ยง
ถ้าเกาะขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มันก็เป็นทุกข์
แล้วในที่สุดขันธ์ 5 ก็เป็นอนัตตาหวังไว้
ก่อน
เป็นอันว่าขันธ์ 5 เป็นปัจจัยภแห่งความ
ทุกข์
เราไม่ยุ่งกับขันธ์ 5
ขันธ์ 5 มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน
ความเมาในขันธ์ 5 ก็ชื่อว่าเมาในกิเลส
ขันธ์ 5 มันดีตรงไหน
ตื่นขึ้นเช้าขันธ์ 5 มันก็หิว
กินเข้าไปแล้วขันธ์ 5 มันอิ่มมั้ย
ขันธ์ 5 มันก็ไม่ยอมอิ่ม
เมื่อขันธ์ 5 มันไม่ยอมอิ่มก็ต้องกินใหม่
กินเข้าไปเท่าไหร่ขันธ์ 5 มันก็ไม่พอ
เลี้ยงขันธ์ 5 ด้วยสภาวะทั้งปวงต้องการ
เย็นเราหาความเย็นให้
ต้องการร้อนเราหาความร้อนให้
ต้องการผ้าผ่อนพสบายที่เราพึงปรารถนาเรา
ก็หาให้
ทุกอย่างมันต้องการอะไรเราหาให้หมด
แต่ว่าเจ้าขันธ์ 5 มันแสนจะทรยศ
มันไม่เคยซื่อสัจจริตสุจริตไม่มีความ
กตัญญูรู้คุณ
ไม่ต้องการให้มันแก่มันก็จะแก่
เราไม่ต้องการให้มันป่วยมันก็จะป่วย
เราไม่ต้องการให้มันตายมันก็จะตาย
ในเมื่อสภาพขันธ์ 5 เป็นแดนอกตัญญูไม่รู้
คุณอย่างนี้
ทำไมในฐานะที่เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จ
พระชินสีห์จึงจะมัวเมาในขันธ์ 5 ต่อไป
ความจริงเท่านี้ก็พอ
ถ้ามีความรู้สึกเพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าจบ
กิจแห่งพระพุทธศาสนาหา
จบตรงไหนคือว่าจบตอนตัดกิเลสให้เป็น
สมุทเฉตประหารหมด
ที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงตรัสว่ากิจ
อื่นของท่านไม่มีแล้ว
คำว่ากิจอื่นที่ต้องตรัสไม่มีคือกิจอื่น
ที่เป็นความเศร้าหมองของจิตไม่มีสำหรับ
เราถ้าเราวางขันธ์ 5 เสียได้
นี่สัจจะตัวนี้ที่เราบวชเข้ามาในศาสนาของ
องค์สมเด็จพระจอมไตร
ที่เราให้คำปฏิญาว่านิพพานัสสะ
สัจฉิกิริยายะเอตังกาสาวังคตวา
จึงแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าจะขอพับฆ่า
ผ้ากาสาวพัสดเพื่อทำให้แจ้งสิ่งพระนิพพาน
ถ้าจิตใจของบรรดาพวกท่านทั้งหมดมีสัจจะ
ก็ไม่ต้องเรียนอะไรพอ
เท่านี้พอ
พอจริงๆ
ไม่ต้องไปทำอะไรเรียนกันแค่สัจจะตัวเดียว
ก็เป็นพระอรหันต์
ความเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ของยาก
ความเป็นพระอรหันต์ไม่มีอะไรลำบาก
เราจะเป็นพระอรหันต์ไม่ต้องมีการลงทุน
เพียงแค่เรามีกำลังใจเข้มแข็งทรงอยู่ใน
สัจจบารมีเท่านี้ก็พอ
สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส
ก็ทรงสัจจะไว้ว่ากิบุญในกิริยาวัตถุทั้ง 3
ประการ 1 ทานบุญสำเร็จในการบริจาคทาน
การให้ทานเป็นปัจจัยตัดความโลภซึ่งเป็น
กิลาก้าของกิเลสอันหนึ่งที่จะดึงเราไม่
ให้ถึงพระนิพพาน
ตัดให้มันพินาศไปด้วยกำลังทานที่เราพึง
ให้
ขณะใดที่ใจของเราพอใจในการให้ทานขณะนั้น
ความโลภสลายตัว
เราฉลาดชนิดก็ชนะไม่ยาก
2 เรามีสัจจะอยู่ว่าศีลมัยบุญสำเร็จใน
การรักษาศีล
ที่องค์สมเด็จพระมหามนินทแนะนำสั่งสอน
เราก็ทรงศีลให้บริสุทธิ์ศีล 5 เป็นปัจจัย
สำคัญ
ถ้ากำลังปัจจัยของท่านมีกำลังใหญ่คือทรง
ศีล 5 ได้ครบถ้วนบริบูรณ์เต็มอัตรา
ต่อมาก็ยังมีศีล 8 เข้าประจำใจโดยไม่ต้อง
ไปดึงมายึดมาถือเข้าไว้นั่นหมายความว่า
ท่านเป็นพระอนาคา
การทรงศีล 5 ได้ดีก็เป็นพระโสดากับ
สกิทาคา
ทรงศีล 8 เป็นปกติเป็นจริยาของพระอนาคามี
อีกนิดหนึ่งเท่านี้คือโอคือว่ากิเลสที่
เป็นอนุสัยทำลายเสียได้แผลบเดียวก็เป็น
อรหันต์
ได้แก่ภาวนาใหม่บุญสำเร็จด้วยการภาวนา
ความจริงมันไม่มีอะไรยาก
ไม่ต้องลงทุนไม่ต้องลงแรงนั่งเฉยๆนอนเฉยๆ
ก็เป็นพระอรหันต์ได้
ไม่มีอะไรลำบากกายลำบากใจนี่ความเป็นผู้
ใหญ่ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่าต้องมี
สัจจะ
2 ธรรมะทรงไว้ซึ่งความดี
ความดีตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสอน
ธรรมะที่เราจะต้องส่งก็ถึงคือหนึ่งไม่ติด
อยู่ในสกายทิฏฐิ
เห็นว่าสภาพร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา
เรามีในร่างกายร่างกายไม่มีในเราอารมณ์
นี้ไม่มีในใจของเรา
เห็นว่าธาตุร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่
ของเราเราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีใน
เราคือจิตเขมาศัยกายโดยเฉพาะ
นี่ธรรมะที่ต้องประจำใจ 2 วิจิกิจฉา
เราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
จอมไตรด้วยใช้ปัญจาปัญญาพิจารณาแล้ว
3 สีรปรมาส
ศีลอันใดที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรง
ประทานเรารักษาให้ครบถ้วน
4 กามฉันทะกามกุณเป็นปัจจัยลงโทษเราละ
ได้โดยอำนาจสกายทิฏฐิ
ขอโทษกายคตานุสติ
และอสุปกรรมฐาน
แล้วก็ 5 ปฏิฆะได้แก่ความกระทบกระทั่งมี
อารมณ์หงุดหงิคิโกรธอยู่เสมอ
เราก็ตัดสินได้ด้วยในอำนาจของพรหมวิหาร 4
หรือก็ศีล 4
และรูปราคะอรูปราคะความเมาในรูปฌานและใน
อรูปฌานไม่มีสำหรับเราเห็นว่ารูปฌานแล้ว
รูปฌานเป็นบันไดเพื่อจะก้าวเข้าไปสู่พระ
นิพพานเท่านั้นไม่ใช่ตัวพระนิพพานแท้
มานะความถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขาเรา
เสมอเขาเราเลวกว่าเขาไม่มีสำหรับเราเห็น
ว่าสัตว์และบุคคลทั้งหมดเป็นเพื่อนเกิด
แก่เจ็บตายเหมือนกันทำใจให้สม่ำเสมอเออ
อุตจอารมณ์ที่จะฟุ้งซ่านคิดจะจะยับยั้ง
ความสุขไว้แต่เพียงเท่านี้ไม่มีสำหรับเรา
ตั้งจิตใจเฉพาะอย่างยิ่งคือพระนิพพาน
อวิชชาตัดฉันทะกับราคะทั้งสกำ
ความพอใจเป็นเทวดาความใจความพอใจเป็นพรหม
และมีความพอใจเป็นมนุษย์ไม่มีสำหรับเรา
จิตมุ่งมั่งจะพ้นมุ่งมั่นเฉพาะพระนิพพาน
ทรงธรรมะอย่างนี้ไว้เท่านั้นทุกท่านก็
เป็นพระอรหันต์ไม่เห็นมีอะไรยาก
อหิงสาความเบียดเบียนย่อมไม่มีสำหรับเรา
เรา
มีความจิตเมตตาปราณีในพรหมวิหาร 4 อย่าง
นี้ไม่เห็นมีอะไรหนัก
สัญญมะ
การทนงตนไม่มีในเราธรรมะการข่มขี่
ไม่มีแล้วในเรา
เป็นอันว่าความเลวทั้งหมดไม่ปรากฏว่ามีใน
จิต
อย่างนี้องค์สมเด็จพระธรรมสามิตกล่าวว่า
บุคคลนั้นเป็นผู้ใหญ่
เป็นผู้ใหญ่นะไม่ใช่คนเป็นภูใหญ่
ไอ้ภูใหญ่นี่ก้ามมันโตกล้ามมันมาก
ไปไหนก็เกกะมันมีความหนักด้วยอำนาจของ
กิเลสครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ
แสดงพระธรรมเทศนาจบ
ปรากฏว่าบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นพระอรหันต์
นี่แหละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ทุกท่าน
ตามที่นำเอาเรื่องนี้มากล่าวแก่ท่านทั้ง
หลาย
ก็เพราะว่าถ้าเราจะสอนสอนกันตามแบบฉบับ
มันก็คงไม่ไหวเมื่อยปากเปล่าๆ
เพราะอะไรเราสอนกันมายาวแสนยาวกรรมฐาน 40
ไม่รู้กี่รอบ
มหาปฏิปัฏฐานสูตร
ไม่รู้กี่รอบ
ว่ากินะรอบๆตัวเป็นคำสอนแนะนำสอนก็มาไม่
รู้กี่รอบ
ตอนนี้เราก็เอานำเอาบุคคลตัวอย่างมาพูด
สู่สู่กันฟัง
นี่แต่ต่อไปเราก็จะเห็นได้ว่าใครล่ะคน
จริงจังต่อการที่จะหวังความสุขส่วนตน
คือทำจิตใจของเราให้พ้นจากความทุกข์ได้
การยึดขันธ์ 5
สามเณรน้อยถึงมีอายุเพียง 7 ขวบ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าว
ถามพระทั้งหลายเหล่านั้นว่าเธอเห็นพระ
มหาเถระไหม
นั่นความจริงองค์สมเด็จพระจอมไตรสอนเธอ
เพียงเดี๋ยวๆเธอก็เป็นพระอรหันต์
แล้วก็อย่าไปนั่งแก้ตัวนะเพราะเด็กไม่มี
อารมณ์มาก
เด็กไม่มีนิวรณ์มากความจริงนิวรณ์หรือ
อารมณ์ไม่มีความสำคัญ
ความสำคัญมันอยู่ที่ความเข้มแข็งของใจ
เพราะถ้าเรามีกำลังใจว่าเราจะทำอะไรแล้ว
เราต้องทำจริงๆ
ถ้าสิ่งนั้นมันไม่สำเร็จผลตามที่ตน
ปรารถนาเรายอมตายเสียดีกว่า
นี่แหละบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายโดยถ้วน
หน้า
กระแสพระสัทธรรมเทศนา
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรง
ตรัส
สมเด็จผู้ทรงสมบัติทรงคัดถ้อยคำที่มี
ประโยชน์กับบรรดาท่านทั้งหลาย
ว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความไม่ประมาท
แล้วหวังว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระประทีป
แก้วที่สอนไว้จะเป็นปัจจัยให้ท่านหลายมี
ความสุข
เข้าถึงอรหัตผลเป็นอริยบุคคลสูงสุดในพระ
พุทธศาสนาชื่อว่าจบกิจเอาล่ะบรรดาท่าน
พุทธบริษัททุกท่านมองมองดูเวลาก็หมดเสีย
แล้ววันนี้ก็ของดแต่ไว้แต่เพียงเท่านี้
ต่อแต่นี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง
หลายตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา
และพิจารณาตามอัธยาศัย
ตามอิริยาบถทั้งหลายที่ท่านเห็นว่าสมควร y
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
การบรรลุธรรมที่แท้จริงในการเจริญพระกรรมฐานไม่ได้อยู่ที่ร่างกายหรืออิริยาบถ แต่เป็นเรื่องของกำลังใจที่เข้มแข็งในการเอาชนะกิเลส ผู้บรรยายเน้นว่า 'บารมีเต็ม' คือการมีกำลังใจที่เปี่ยมล้นในบารมี 10 ประการ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นพระอรหันต์ มีการยกตัวอย่างพระภิกษุ 500 รูปที่ใช้ดอกมะลิเป็นครูสอนให้เร่งความเพียรในการละราคะและโทสะ โดยพระพุทธองค์ทรงยืนยันและทำให้พระเหล่านั้นบรรลุอรหัตผล การละกิเลสสามารถทำได้โดยการพิจารณากายให้เห็นความไม่สะอาดเพื่อละราคะ และการยอมรับโลกธรรม 8 เพื่อละโทสะ นอกจากนี้ยังมีการอธิบายว่า 'เถระ' หรือผู้ใหญ่ที่แท้จริงคือผู้มีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่อายุหรือสังขารที่แก่ชรา พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิกขา 3 และการพิจารณาขันธ์ 5 ว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เพื่อให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นและเข้าถึงความสุขที่แท้จริง โดยสรุปว่าการเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีกำลังใจที่มั่นคงและปฏิบัติตามหลักธรรมที่กล่าวมา
Videos recently processed by our community