HomeVideos

สัญญาณเตือน! ฟังก่อนจะสายทำอย่างไรให้จิตหลุดพ้นความลำบากและหนี้กรรม |หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Now Playing

สัญญาณเตือน! ฟังก่อนจะสายทำอย่างไรให้จิตหลุดพ้นความลำบากและหนี้กรรม |หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Transcript

870 segments

0:01

ท่านประโยคาวจรทั้งหลาย

0:06

สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทาน

0:10

พระกรรมฐานแล้ว

0:14

ต่อนี้ไป

0:16

โปรดสดับการแนะนำในเรื่องการเจริญพระ

0:21

กรรมฐาน

0:23

แต่ว่าการแนะนำกันในระยะนี้ก็จะถือเอา

0:27

บุคคลตัวอย่างเป็นสำคัญ

0:31

เพราะว่าหลักวิชาสำคัญใหญ่ๆทั้งหมดท่าน

0:34

สดับกันมาแล้วเช่นมหาปติปัฏฐานสูตร

0:39

และกรรมฐาน 40

0:42

นิวรณ์ 5

0:45

หรือว่าจริต 6

0:49

แล้วก็ไปกินอากาศต่างๆก็พูดกันมาหมด

0:55

คืนพูดไปพูดมามันก็ไม่มีอะไรในการเจริญ

0:59

พระกรรมฐาน

1:02

ถ้าเราจะเอากันจริงๆแล้วก็เป็นคนที่มี

1:06

กำลังใจเข้มแข็งซะอย่างเดียว

1:10

ไม่ยอมก้มหัวให้แก่กิเลสมันก็หมดเรื่อง

1:16

ทุกอย่างมันอยู่ที่กำลังใจไม่ใช่เรื่อง

1:18

ของกาย

1:22

ฉะนั้นนักเจริญกรรมฐานที่สนใจกับกายมัน

1:26

ยังไกลจากความเป็นจริงมาก

1:30

คือเรื่องของกายทั้งหมดอย่าไปสนใจมัน

1:36

ถ้าเราไปสนใจกับกายว่าต้องนั่งท่านั้น

1:40

ต้องนอนท่านี้ต้องเยินเดินท่านั้นต้องยืน

1:43

ท่านี้ก็เสร็จ

1:46

อย่างนั้นเค้าเรียกกันว่าฝึกกาย

1:50

การบรรลุมรรคผลการทรงฌานสมาบัติ

1:55

เขาไม่ได้เอากายไปบรรลุเไม่ได้เกายไปไป

2:00

ได้ฌานสมาบัติ

2:04

คนที่จะพึงได้จากการเจริญไปก็กรรมฐาน

2:07

เพื่อหวังความเป็นสุขมันอยู่ที่จิต

2:12

ตามที่ฟังมาแล้วเรื่องพระโพธิระ

2:16

เมื่อคืนนี้ที่เณรบอกกับท่านบอกว่า

2:21

จงปิดทวารทั้ง 5 เสียให้หมดเปิดไว้ทวาร

2:25

เดียวคือมโนทววาน

2:30

เป็นอันว่าเราจะบรรลุมรรคบรรลุผลก็ดี

2:36

จะทรงฌานโลกียก็ดี

2:40

จะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ก็ดี

2:44

หรือว่าจะเป็นคนปำเปแบบไรก็ดีมันอยู่

2:47

ที่ใจตัวเดียว

2:51

ถ้าใจของเราพ้นจากสภาวะเป็นธาตุของกิเลส

2:58

เมื่อเราสามารถชนะกิเลสได้เราก็เป็นพระ

3:01

อรหันต์

3:04

เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระวิชิตมารสอนเรา

3:08

นี่สอนให้รู้จักคุณค่าในการใช้กำลังใจ

3:17

ตามที่ท่านทราบมาแล้วในบารมี 10

3:22

บารมี 10 ก็หมายกันทั้งว่าการทำกำลังใจ

3:26

ให้เต็มบารมีแปลว่าเต็ม

3:30

เอากันจริงๆจังๆก็ไม่รู้ว่าเต็มตรงไหน

3:33

อะไรมันเต็ม

3:36

ในที่สุดเราก็มาจับกันได้ว่าใช้กำลังใจ

3:40

เต็มเท่านั้น

3:42

ถ้ากำลังของใจของท่านเต็มในบารมี 10

3:48

เรื่องความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่ต้องคุยกัน

3:52

เพราะเป็นแล้ว

3:55

ความจริงถ้าฝึกบารมีเสร็จไปครบ 10 ครบ

3:59

ถ้วนก็เป็นพระอรหันต์ได้

4:03

แล้วก็คนที่จะเป็นพระอรหันต์ก็ต้องอาศัย

4:06

บารมี 10 นั่นเองถ้าขาดบารมี 10 บกพร่อง

4:10

อย่างใดอย่างหนึ่ง

4:13

ก็อย่าพึงคิดว่าแม้แต่พระโสดาบันก็เป็น

4:17

ไม่ได้

4:20

เป็นอันว่าบารมีศิษย์ประจจำใจของบรรดา

4:23

ท่านพุทธบริษัททั้งหลายท่านไปอยู่เป็น

4:26

ปกติ

4:29

ท่านผู้นั้นก็ถือว่าเข้าถึงที่สุดแห่ง

4:33

หลักสูตรในพระพุทธศาสนา

4:38

วันนี้ก็มานั่งนั่งฟังเรื่องพระตัวอย่าง

4:43

พระตัวอย่างนี้ท่านก็ให้นามว่าภิกษุ 500

4:48

รูป

4:50

แต่ว่าเบื้องต้นท่านเขียนไว้บอกว่าภิกษุ

4:54

เรื่องของภิกษุประมาณ 500 รูป

5:00

นี่ท่านใช้คำว่าประมาณ

5:03

เพราะว่าศัพท์ว่า 500 นี่ผมเห็นว่าจะเป็น

5:06

สาธารณะเกินไป

5:10

โจรก็โจร 500 พระก็พระ 500 บางทีจะเป็นคำ

5:16

นิยมสำหรับในสมัยนั้นว่าอะไรมันมากสัก

5:21

หน่อยก็ยก 500 ขึ้นเป็นที่ตั้ง

5:27

เพราะอะไรเพราะว่าสมัยนั้นเ้านับโกรธนับ

5:29

แสนกันเ้านับโกธก็ไม่ได้นับล้านนับแสน

5:34

ทรัพย์สินบุคคลที่จะเป็นมหาเศรษฐีได้ต้อง

5:38

มีทรัพย์ตั้งแต่ 80 โกฏขึ้นไป

5:42

ถ้าต่ำกว่า 80 โกฏมาถึง 40 โกฏเค้าเรียก

5:46

กันว่าอนุเศรษฐี

5:49

ต่ำลงมากว่านั้นเค้าเรียกว่าคหบดี

5:54

ฉะนนี้คำว่า 500 จึงเป็นของเล็กอย่างนาง

5:57

วิสาขามหาอุบาสิกา

6:02

ท่านบอกว่าเมื่อเกิดมาแล้วพ่อแม่ก็หาหญิง

6:05

ที่เป็นบริวารให้ 500

6:10

ความจริง 500 นี่

6:13

เห็นจะเป็น 500 ดีไม่ใช่ 500 เลว

6:18

ที่เราด่ากันว่า 500 500 นมันเป็นเพศ 500

6:22

เลวฟังเรื่องราวของท่านต่อไป

6:28

ตามพระบาลีกล่าวว่าองค์สมเด็จพระจอมไตร

6:32

บรมศาสดา

6:35

ทรงเสด็จประทับยับย้างสำราญอิตติยาบถ

6:39

ปรากฏว่าอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร

6:44

สมเด็จพระวิชิตมานทรงปรารภิกษุประมาณ 500

6:49

รูปให้เป็นเหตุ

6:52

สมเด็จพระบรมโลกเชษฐจึงได้ทรงตรัสพระ

6:55

ธรรมเทศนาว่าวัสิกาวิยะ

6:59

ปุพผานิเป็นตน

7:04

เรื่องนี้สั้นนิดเดียว

7:07

ตามพระบาลีที่พระอานนท์ได้ทรงกล่าว

7:12

ว่าดังสดับมาแล้ว

7:16

คำนี้นะเป็นความฉลาดของพระอานนท์

7:20

ท่านยกตนว่าเรื่องนี้ท่านไม่ได้รู้เอง

7:23

ท่านได้ฟังมาจากองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

7:26

ทรงแสดง

7:29

จำไว้ด้วยนะเรับ

7:31

จริยาของพระอานนท์นี่จำท่านไว้ท่านจะไม่

7:36

ยอมกล่าวว่าธรรมะเรื่องนี้ท่านรู้มาแล้ว

7:41

ท่านจะใช้คำว่าได้ยินมาแล้วอย่างนี้

7:47

คำว่าได้สดับจับมาแล้วอย่างนี้ว่าภิกษุ

7:50

ทั้งหลายเหล่านั้น

7:53

เรียนพระกรรมฐานในสำนักขององค์สมเด็จพระ

7:56

ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

8:00

ต่างคนต่างก็บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า

8:06

สมณธรรมแปลว่าทำเป็นเครื่องสงบระงับจาก

8:09

กิเลส

8:11

สมณะแปลว่าสงบสมณะแปลว่าลอยแล้วซึ่งบาป

8:17

ทำบาปบาปให้มันพ้นไปจากใจบาปก็คือความ

8:21

ชั่วได้แก่กิเลส

8:25

ในตอนหนึ่ง

8:28

ท่านกำลังนั่งเจริญพระกรรมฐานกันอยู่

8:33

คำว่าเจริญพระกรรมฐาน

8:36

พอได้โปรดทราบว่าไม่ใช่นั่งหลับตากันเสมอ

8:42

กรรมฐานหลับตาก็ได้ลืมตาก็ตาย

8:48

เพราะว่าเราสามารถจะคุมกำลังใจให้อยู่ใน

8:51

ขอบเขตคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระ

8:54

บรมโลกเชษฐ

8:57

ทรงตรัสว่าใช้อารมณ์แบบนี้กิเลสจะพินาศไป

9:03

ฉะนั้นเวลาที่เราเจริญกรรมฐานตามคำสั่ง

9:07

สอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร

9:13

นั่งหลับตาเสมอไปเรื่องหลับหลับตาจริงๆผม

9:16

ว่ายังไม่เก่ง

9:19

คนที่หลับตาเก่งนานๆจะนึกว่าจะได้กรรมฐาน

9:23

ดีผมไม่เชื่อ

9:27

ถ้าจะดีจริงๆมันต้องดีทั้งหลับตาแล้วก็ดี

9:31

ทั้งลืมตา

9:34

ดีทั้งอยู่ในที่สงัดแล้วดีทั้งอยู่ในที่

9:37

เกือกลวกไปด้วยประชาชน

9:41

ดีทั้งที่เวลาร่างกายปกติแล้วก็ดีทั้ง

9:44

เวลาร่างร่างกายไม่ปกติ

9:48

อารมณ์ต้องดีทั้งในขณะที่เราฟังคำ

9:51

สรรเสริญแล้วก็ดีในขณะที่คนเด่าเรา

9:57

อารมณ์ของเราจะต้องสม่ำเสมอกันไม่ขึ้นไม่

10:01

ลง

10:03

ใครเสรรเสริญก็เฉย

10:07

ใครเนินทาว่าร้ายก็เฉย

10:11

อารมณ์เงียบสงัดเสียงเงียบสงัดเราก็เฉย

10:16

เสียงจอกแจกจอแจโวยวายเราก็เฉย

10:22

ลงเฉยซะหมดมันก็หมดเรื่องกัน

10:25

นี่การเจริญพระกรรมฐานน่ะ

10:29

ถ้าเราจะเหาะเข้าป่าเข้าดงอันนี้ผมไม่ได้

10:32

ว่าพระที่จะเข้าป่านะ

10:36

ความจริงผมก็เข้าป่ามาแล้วตั้ง 10 ปีแต่

10:40

ว่าไม่เต็ม 10 ปีนึง 6 เดือนมั่ง 7 เดือน

10:44

มั่ง 4 เดือนมั่ง 5 เดือนมั่งแต่ 3 เดือน

10:47

ไม่มี

10:50

เข้าป่าก็เข้ามาจริงๆแต่ความจริงเข้าป่า

10:54

ไม่ยักเก่ง

10:57

ไอ้ที่มันจะพอรู้สึกตัวว่าพอจะใช้ได้กับ

11:01

เขามั่งนี่มันในบ้านในเมือง

11:05

ต้องเอาอารมณ์เข้ามาสู้กับความจริงทุก

11:08

อย่าง

11:11

เพราะว่าเราเป็นทหารของพระองค์สมเด็จพระ

11:14

สัมมาสัมพุทธเจ้า

11:18

ตั้งกองทัพขึ้นเรียกว่ากองทัพธรรมหำหั่น

11:21

กับกิเลสตัดให้มันเป็นสมุดเฉตประหาร

11:27

มันพังเท่าไรก็พังไป

11:31

ถ้ามันไม่พังเราก็พังเอ๊นี่มันจะไม่จบสิ

11:34

เรื่องเนี้ยหน้ากระดาษเดียวจะไม่จบซะแล้ว

11:40

เป็นอันว่าเวลาที่ท่านเข้าไปเจริญสมณธรทำ

11:43

ในป่า

11:45

เห็นดอกมะลิ

11:48

ที่มีกลีบบาน

11:52

แต่แล้วเป็นนีบบานตั้งแต่เวลาเช้าตรู

11:58

เอ๊ะท่านว่ายังไงของท่าน

12:02

เห็นดอกมะลิที่บานแล้วตั้งแต่เช้าตรู่

12:08

หลุดออกจากขั้วในเวลาเย็น

12:12

หมายความตอนเช้าเห็นดอกมะลิบานสวยสง่าขาว

12:17

สะอาด

12:19

มองแล้วชื่นตาชื่นใจ

12:23

แต่ว่าพอเวลาเย็น

12:26

ไอ้เจ้าดอกมะลิดอกนั้น

12:29

มันจะเริ่มแก่มาตั้งแต่เช้านแก่มาทีละนิด

12:33

ละนิดละนิดนิดพอตกเย็นมันก็ง่อม

12:38

พอง่อมแล้วมันก็หลนจะคั่วในเวลาตอนเย็น

12:45

ท่านจึงพากันพยายาม

12:48

คิดนะเอาดอกมะลิเป็นโคร

12:53

แต่ความจริงนี่พระที่ท่านเจริญสมณธรรม

12:59

ที่จะได้ดีกันจริงๆถ้าเกาะตำราก็ครูบา

13:03

อาจารย์อยู่เสมอไม่มีทางได้ดี

13:08

ถ้าจะได้ดีกันจริงๆก็ต้องใช้ปัญญาของตัว

13:12

ตัวเองเป็นสำคัญ

13:16

เอาดอกมะลิเป็นครูที่เขาจึงพยายาม

13:21

ได้หวังว่าพวกเราจะต้องหลุดพ้นจากกิเลสมี

13:25

ราคะเป็นต้น

13:28

ก่อนกว่าดอกไม้ทั้งหลายที่จะพึงหลุดออก

13:32

จากขั้วนั่นแน่

13:35

เอาเป็นคู่แข่งขันก็ดอกมะลิเสียแล้วนี่

13:38

แน่จริง

13:42

ท่านคิดว่าดอกมะลิมันบานตอนเช้า

13:47

แล้วมันก็หลุดจากขั้วในตอนเย็น

13:51

เห็นเข้าอย่างนั้นจึงเกิดวิริยะจะถือว่า

13:55

มานะไม่ถูกนะ

13:58

เป็นวิริยะคือความเพียรตัดสินใจ

14:02

ว่าดอกมะลิมันบานเวลาเช้าได้มันก็หลุดไป

14:06

ในเวลาเย็นได้

14:09

ข้อนี้มีประมาชั้นใดเราเป็นคน

14:14

มีชีวิตจิตใจ

14:17

เราจะต้องสามารถห้าำหั่นกิเลสทั้งหลายที่

14:20

มีอยู่ในใจของเราให้เร็วกว่าดอกมะลิที่

14:24

บานบานในเวลาเช้าแล้วก็หล่นในเวลาเย็น

14:29

นี่หมายความว่าท่านคิดว่าลืมตาขึ้นมาใน

14:33

เวลาเช้า

14:36

และเราต้องสามารถจะตัดกิเลสมีราคะโทสะ

14:40

โมหะทั้งหมดทั้ง 3 ประการ

14:44

ให้มันพ้นไปจากใจซึ่งใช้เวลายังไม่ถึง

14:48

เวลาเย็นต้องก่อนดอกมะลินั้น

14:52

อ้าดูท่านท่านจะว่ากันยังไง

14:56

ตามพระบาลีถึงกล่าวว่าในเวลานั้นองค์

15:00

สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา

15:03

สัมมาสัมพุทธเจ้า

15:07

ทรงตรวจดูภิกษุเหล่านั้น

15:11

เห็นแล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้มี

15:15

พระพุทธติกาตรัสว่าิคเวดูก่อนภิกษุทั้ง

15:19

หลาย

15:22

ธรรมดาว่าภิกษุพึงพยายามเพื่อหลุดพ้นจาก

15:26

วัฏทุกข์

15:28

ให้ได้หลุดจากดอกไม้ที่หลุดจากขั้วฉัน

15:31

นั้น

15:34

แล้วก็ทรงประทับเพอยู่ที่นั่งคั้นนี่ก็ดี

15:37

นั่นเอง

15:39

ทรงเปล่งฉับพันณรังสีรัศมีประการไปเฉพาะ

15:43

หน้าบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น

15:47

ก็มีภาพเหมือนกับองค์สมเด็จพระภควัน

15:51

ประทับอยู่ที่หน้าพระทั้งหลายไม่ใช่บน

15:53

หน้านะข้างหน้า

15:57

และองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้มีพระ

16:00

พุทธฎีกาตรัสว่าภิกขเวร

16:03

ภิภิกษุทั้งหลาย

16:06

พวกเธอจึงปลดเรื่องราคะและโทสะเสีย

16:12

เหมือนดอกมะลิเครลือปล่อย

16:16

ดอกทั้งหลายที่เหี่ยวและหล่นลงไปฉะนั้น

16:21

นี่เป็นพุทธบาสิที่องค์สมเด็จพระวิชิตมาร

16:24

ทรงตรัส

16:27

กล่าวว่าเมื่อจบพระธรรมเทศนาพระทั้งหลาย

16:31

ทั้งหมดประมาณ 500 ลูกก็ได้สำเร็จอรหัตผล

16:36

แล้วดังนี้

16:39

นี่ความจริงฟังอยู่แล้วสมัยนั้นท่านฟัง

16:42

เทศน์ไม่มาก

16:46

ท่านฟังคำสั่งคำสอนไม่มากท่านก็ได้บรรลุ

16:50

อรหันต์กัน

16:53

แล้วก็สมัยนี้มักจะมีคนชอบพูดกันว่าคน

16:57

สมัยนั้นท่านมีบารมีเต็ม

17:02

เมื่อมีบารมีเต็มแล้วท่านฟังเทศน์ท่านก็

17:05

สำเร็จง่ายๆ

17:09

คราวนี้ถ้าเราจะเป็นคนเต็มมั่งจะว่ายังไง

17:14

ใครจะมานั่งขัดคอเราว่าถ้าเราจะเป็นคนมี

17:19

บารมีเต็มบ้างใครจะควับเป็นก้างขวางคอเรา

17:26

ผมได้บอกแก่ท่านแล้วว่าคำว่าเต็มแล้วคำ

17:30

ว่าบารมีเต็มก็หมายถึงว่ามีกำลังใจเต็ม

17:36

ในบารมี 10 ประการคราวนี้เรามาพูดกัน

17:40

เฉพาะบรรดาพระ 500 รูป

17:44

ท่านเห็นดอกมะลิ

17:47

แล้วเอาดอกมะลิเป็นครู

17:50

ตอนนี้ก็ยังต้องถือว่าท่านมีบารมีมะลิ

17:54

เต็ม

17:56

นี่มั้ย

17:58

นี่ดีไม่ดีจะบอกว่าผมไม่ดัดแปลงคำสั่งคำ

18:02

สอนขององค์สมเด็จพระชินวรเสีย

18:07

หาว่าดัดก็ดัดจะหาว่าแต่งก็แต่งจะหาว่า

18:10

แปลงก็แปลงจะหาว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยน

18:15

มันจะเปลี่ยนมันจะแปลงเป็นยังไงก็องค์

18:18

สมเด็จพระสัมมาสัมพระจอมไตรบรมศาสดาท่าน

18:22

ตัดกับพระอย่างนั้น

18:25

ท่านบอกว่าจงดูตัวอย่างดอกมะลิ

18:30

และก็จงเอาชนะดอกมะลิดอกมะลิมันเกิดขึ้น

18:34

ได้มีความสวยสดงดงามในเบื้องต้น

18:40

มันก็ทรุดโทรมร่อยหรอมาตามลำดับในที่สุด

18:44

มันก็ล่วงหล่นฉั้นใด

18:48

แม้พวกเธอทั้งหลายจงสร้างใจของพวกเธอ

18:55

ให้มีความเบิกบานเช่นเดียวกับดอกมะลิใน

18:59

ยามเช้า

19:02

และก็สังหารกิเลสที่มันพอกพูนขึ้นมามี

19:05

ความงามมาเสมอกัน

19:09

ห้ามหั่นมันให้พินาศไปในเมื่อเวลาใกล้จะ

19:13

เย็นหรือก่อนเย็น

19:16

เกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงทำลายโรคโทสะ

19:21

ไม่ยักบอกว่าโมหะนะ

19:25

ดีไม่ดีที่นักปราชญ์ปัจจุบันจะบอกว่าพระ

19:28

พุทธเจ้าเจ้าเทศน์ขาดไปซะแล้ว

19:33

องค์สมเด็จพระประทีปแก้วเทศน์ได้เพียงว่า

19:35

ให้พระตัดราคะกับโทสะ 2 ประการ

19:41

แล้วพระทั้งหลายเหล่านั้นทำตามก็สำเร็จ

19:44

อรหัตผล

19:47

นี่ถ้าบรรดาท่านสาธุชน

19:51

ติดตำราเกินไปก็จะกล่าวคำคัดค้านองค์

19:55

สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่าตรัสน้อยเทศน์

20:00

ไม่ครบถ้วน

20:02

แต่ความจริงพวกเราฟังกันมามากแล้วที่ผม

20:06

เคยบอกว่าถ้าราคะหรือว่าโลภะมันสิ้นไป

20:11

โทสะพยาบาทมันสิ้นสิ้นไปโมหะมันจะอยู่ได้

20:15

ที่ไหน

20:19

โมหะไม่ต้องไปทำไปทำลายเพราะเหยื่อหรือ

20:22

พื้นฐานของมันไม่มีมันไม่รู้จะยืนอยู่ที่

20:25

ไหนมันก็พังตายไปเอง

20:29

คราวนี้เราก็มานั่งดูกำลังใจของเรา

20:35

ว่าเวลานี้ราคะมันเกิดขึ้นกับใจแล้วหรือ

20:38

ยัง

20:42

ไม่ต้องตอบได้มั้ย

20:45

เวลาอาบน้ำชำระร่างกายก็ดูซะจนหมดจด

20:51

เช็ดที่โน่นถูที่นี่ดูให้มันดีทุก

20:57

เวลาแรกจึงอาบน้ำก็ใช้กายดีผัดแป้งแต่ง

21:01

ตัว

21:03

สีนั้นจะเหมาะไหมสีนี้จะดีมั้ย

21:07

สวดทรงผ้าชุดนี้จะเหมาะสำหรับเรามื้อเวลา

21:12

นี้สีเนื้อมันเป็นยังไงใช้ผ้าอะไรมันจะ

21:16

เหมาะกับเนื้อ

21:19

อาการอย่างนี้เป็นอาการของราคะ

21:24

แล้วราคะถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้เราจะ

21:27

ตัดอะไร

21:30

ถ้าเรามีกำลังใจจริงไม่ต้องตัดมาก

21:35

ก็นั่งดูตัวเราสิว่าไอ้ตัวเรานี่มันสะอาด

21:39

หรือสกปรก

21:42

เราไม่ต้องไปดูตับตายไส้พูง

21:47

ดูผิวหนังข้างนอกที่มันสกปรกน้อยนี่แหละ

21:53

ว่ามันสะอาดหรือสกปรกถ้าสะอาดจริงๆแล้วก็

21:57

ไปอาบน้ำทำไม

21:59

ชำระร่างกายทำไม

22:03

ไอ้การชำระร่างกายแสดงว่าเราทำลายของ

22:06

สกปรกใช่มั้ย

22:10

ในเมื่อเราตั้งใจทำลายของสกปรก

22:15

ก็แสดงว่าร่างกายของเรามันสกปรก

22:20

ถ้าร่างกายของเราสกปรกผ้าของเราที่ว่าสวย

22:24

ที่สุดดีที่สุดสะอาดที่สุด

22:28

เราเคยต้องซักต้องชำระล้างความสกปรกของ

22:32

ผ้ามาหรือเปล่า

22:35

ถ้าผ้ามันสะอาดจริงๆมันดีจริงๆซื้อมาแล้ว

22:40

ตั้งแต่นุ่งไปใช้ไปถึงวันขาดไม่ต้องซัก

22:43

น้ำ

22:46

อันนี้ถ้าไม่ชำระพระมันไม่กี่วันมันก็ทน

22:50

ไม่ไหวเพราะเหงื่อใครของเราก็มาจับ

22:54

นี่ความสกปรกภายนอกมันมีเพียงนี้

22:59

ถ้าภายในที่เป็นต้นสายแห่งการสกปรกมันจะ

23:03

สกปรกเพียงไหน

23:06

แล้วก็ดูทุกสิ่งทุกอย่างในโลกว่ามีอะไร

23:09

บ้างที่มันสะอาด

23:13

ที่มันมีแล้วไม่ต้องชำระไม่ต้องล้างไม่

23:16

ต้องปัดไม่ต้องสีไม่ได้ขัดสีมันจะมีแต่

23:19

ความสวยสดงดงามตลอดกาลตลอดสมัย

23:23

เพชรนิลจินดาทั้งหลายที่ว่าสวยสดงดงามน่ะ

23:27

ไม่ชำระไม่ล้างไม่ทำความสะอาดมันจะผ่องใส

23:31

เสมอไปหรือเปล่า

23:35

คิดกันตรงนี้นะ

23:38

อันนี้สมมุติว่าหญิงจะรักชายชายจะรักหญิง

23:43

หวังจะแอบอิงเข้ามาเป็นคู่ครอง

23:47

คิดบ้างหรือเปล่าว่าคนที่เรารักสะอาดหรือ

23:51

ว่าสกปรก

23:55

คนทุกคนรักความสะอาดแต่ว่าในเมื่อทุกสิ่ง

23:59

ทุกอย่างมันสกปรกแล้วเอาจิตเข้าไปผูกพัน

24:02

มันทำไม

24:05

ที่พูดอย่างนี้ถ้าเรียกเป็นกรรมฐาน

24:09

เขาก็ถือว่าเป็นกายคตานุสติกรรมฐาน

24:13

กับอสุภกรรมฐานควบกัน

24:17

ไม่ต้องไปนั่งหรอกเว้ยท้องมันจะขึ้นอืดมี

24:20

สีเขียวน้ำเหลืองไหลไม่ต้องนั่งดูมันลืม

24:24

ตาดูไม่ต้องหลับตาดู

24:28

ถ้าเราพยายามพิจารณาอย่างนี้ไม่ช้าไม่นาน

24:32

เท่าไหร่จิตใจมันก็จะตกคลายราคะคือความ

24:35

รัก

24:39

ไม่เห็นยาก

24:42

ไม่มีอะไรยากสักยัง

24:45

ถ้าเราเป็นคนจริงที่ยังจะมีอะไรยากไอ้ที่

24:48

มันยากเรามันไม่จริง

24:52

>> มันชอบโกหกตัวเอง

24:55

มาถึงด้านความโกรธความพยาบาทก็เหมือนกัน

25:01

จะไปนั่งโกรธนั่งพยาบาทเขาทำไม

25:05

นัตถิโลเกนินทิโต

25:09

คนที่เกิดมาในโลกที่ไม่ถูกนินทาว่าร้าย

25:13

ไม่มี

25:15

ก็โลกนี้มันมีธรรมประจำอยู่ 8 อย่างคือ 1

25:19

ได้ลาภ 2 เสื่อมลาภ

25:23

แล้วก็ 3 ได้ยศ 4 เสื่อมยศ

25:28

5 ได้สุขได้ทุกข์

25:33

7 ได้นินทา 8 ได้สรรเสริญ

25:38

ผมพูดนี่มันจะเรียงหรือไม่เรียงผมไม่

25:40

สำคัญไม่ถือเป็นแบบฉบับ

25:44

เอาให้มันครบก็แล้วกันก็โลกนี้มันมีธรรม

25:49

ประจำอยู่ 8 อย่าง

25:52

เหมือนกับเราเดินอยู่กลางแดด

25:56

ที่ไม่มีร่มไม่มีเงาแดดมันจะเผากายนี่

25:59

ต้องถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

26:03

ถ้าเราไปบ่นไปว่าแดดเราก็จะกลายเป็นคนบ้า

26:07

ไม่ใช่คนดี

26:09

ข้อนี้มีประมาณชั้นใด

26:12

เมื่อโลกธรรมทั้ง 8 ประการมันมีประจำใจ

26:16

ของคนทั้งโลกเราจะนั่งหลบมันทำไม

26:21

เอาใจเข้าไปสู้กับมันคำว่าสู้หมายความว่า

26:25

ไม่ยอมรับนับถือไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของ

26:29

มัน

26:31

ลาภจะเกิดก็เชิญเกิด

26:35

ลาภจะเสื่อมก็เชิญเสื่อม

26:39

ยศถาสักดิ์เให้ก็เอา

26:43

เขาจะเอากลับไปก็ช่างเขา

26:47

ใครอยากจะนินทาก็เชิญ

26:50

ใครอยากจะสรรเสริญก็ช่างไม่หนักอกหนักใจ

26:55

ความทุกข์คำความลำบากร่างกายหรือจิตใจมัน

26:59

จะเกิดมาก็ตามที

27:02

ความสุขในกามารมณ์นี้เราไม่สนใจหมดเรื่อง

27:08

เป็นอันว่าทำใจได้เท่านี้มันก็หมดเรื่อง

27:12

ติดอยู่ในโลกธรรม

27:16

เราไม่ติดอยู่ในราคะเราไม่ติดอยู่ในโลภะ

27:19

โมหะมันจะเหลือที่ไหน

27:22

ถ้าสามารถรักษากำลังใจได้เพียงเท่านี้ทุก

27:26

ท่านก็เป็นพระอรหันต์

27:30

นี่ความจริงเราก็พูดกันมาก

27:34

ผมไม่เห็นมีอะไรพูดมาพูดไปมันก็ลงไอ้ราคะ

27:38

โทสะโมหะโลภะโทสะสะโมหะตัดได้แล้วก็ยก

27:42

เลิกกัน

27:44

มันก็จบจิตที่เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิด

27:47

ในวัฏฏะเอาล่ะบรรดาท่านพยาวจรทั้งหลาย

27:52

มองดูเวลามันจะเลยไปหน่อยแล้วนี่ก็วันนี้

27:56

ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ขอท่าน

28:00

ประโยคาวจรทุกท่าน

28:03

ที่ตั้งใจเพื่อจะทำดีจงรักษาความดีนี้ไว้

28:08

เหมือนเกลือรักษาความเค็ม

28:12

จงทำใจของท่านให้ชนะกิเลสให้เป็นสมุดเฉต

28:17

ของไม่ยากเราบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระ

28:22

ผู้มีพระภาคเวลาเลยแล้วก็ขอยุติไว้แต่

28:25

เพียงดังนี้ต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลาย

28:29

ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น

28:33

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา

28:37

และพิจารณาตามอัยธยาอาศัย

28:41

โดยที่ท่านทั้งหลายจะใช้อิยาบถนั่งก็ได้

28:44

ยืนก็ได้เดินก็ได้นอนก็ได้ตามอัธยาศัยจน

28:48

กว่าท่านเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ท่าน

28:51

เห็นสมควรสวรรค์บัดนี้บรรดาท่าน

28:55

พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

28:59

ได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว

29:04

ต่อนี้ไป

29:06

โปรดฟังคำแนะนำ

29:11

ในการปฏิบัติพระกรรมฐาน

29:14

สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติพระกรรมฐานนี้

29:18

จะขอนำเอาบุคคลตัวอย่าง

29:22

มาเล่าสู่ท่านฟังเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ

29:28

หือว่าแนวการสอนในการเจริญพระกรรมฐานได้

29:31

สอนมาครบแล้ว

29:35

ก็ครบหลายรอบ

29:38

หวังว่าบรรดาท่านนักศึกษาผู้ปฏิบัติทั้ง

29:41

หลาย

29:43

คงจะจำได้ดีแล้วก็ทำได้ด้วย

29:49

ฉะนั้นจึงจะไม่ย้อนลอยถอยหลังมาพูดกัน

29:52

บ่อยๆเพราะมันหลายรอบเต็มที

29:56

ต่อนี้ไปก็จะนำมาเรื่องบุคคลตัวอย่างคือ

30:00

พระกุณฑดกุณัตกะ

30:05

พระพระกุณฑกเถระ

30:11

ที่ว่าพระละุณฑกติยเถระ

30:15

เรื่องของท่านชื่ออย่างนี้

30:18

จำไว้ดีว่าขันธ์ 5 มันไม่ดี

30:24

เวลาจะพูดขึ้นมามันก็ขัดคอไอ้คอมันขัด

30:29

ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ 5

30:33

ถ้าเราไปสนใจกับมันเกินเกินไปมันก็จะเป็น

30:36

ทุกข์

30:39

ก็ไม่ควรจะสนใจมันมันจะดีก็เชิญดีมันจะ

30:44

เลวก็เชิญเลวมันอยากจะพังก็เชิญมันพังไม่

30:49

เห็นจะแปลกอะไร

30:52

ขันธ์ 5 เป็นอันตรายสำหรับคนที่เมาใน

30:55

ขันธ์

30:57

ถ้าเราไม่เมาในขันธ์ 5 ที่อย่างเดียวความ

31:00

สุขใจมันก็เกิด

31:04

ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่ยังอาศัยขันธ์ 5

31:08

อยู่

31:10

แล้วเราก็ต้องเลี้ยงขันธ์ 5 เมื่อเรา

31:12

เลี้ยงขันธ์ 5 เราก็ต้องทำขันธ์ 5 ให้

31:15

เป็นประโยชน์

31:18

ประโยชน์ที่เราจะพึงได้จากขันธ์ 5 ก็คือ

31:21

เอาขันธ์ 5 เป็นครู

31:24

ว่าขันธ์ 5 ทั้งหมดมันเป็นอนิจจังหาความ

31:28

เที่ยงไม่ได้

31:31

แล้วขันธ์ 5 ทุกอย่างมันก็เป็นทุกขังถ้า

31:34

เราไปเกาะมันเข้ามันก็เป็นความทุกข์

31:39

ในที่สุดขันธ์ 5 มันก็เป็นอนัตตา

31:43

คือมีการสลายตัวไปในที่สุดอย่างเวลานี้

31:48

ที่จะพูดนี่มันก็คันคอขึ้นมามันก็อยากจะ

31:52

ไอ

31:53

เวลาที่จะไอก็ห้ามมันไม่ได้อ่ะ

31:59

เพมันอยากจะไอก็ให้มันไอไป

32:03

ไอไม่พอมันอยากจะตายก็ให้มันตายไปไม่เห็น

32:07

จะเป็นเรื่องเป็นราวอะไรขันธ์ 5 เป็นภัย

32:12

ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ไม่มีใครจะมีความสุขได้

32:16

ด้วยอำนาจของขันธ์ 5

32:19

มันจะไอขึ้นมามันจะคันคอขึ้นมาจะว่าอะไร

32:24

กับมันถึงแม้ว่าเวลาที่มันจะตายเราก็ไม่

32:28

สามารถจะห้ามปรามันได้

32:36

เป็นอันว่าขันธ์ 5 เป็นภัยสำหรับ

32:40

ในเมื่อขันธ์ 5 มันเป็นภัยทำไมเราจึงได้

32:43

มีขันธ์ 5

32:45

ที่เรามีขันธ์ 5 ก็เพราะอาศัยความโง่เป็น

32:48

ปัจจัย

32:52

โง่หลงอยู่ในอำนาจของความรัก

32:56

โง่หลงอยู่ในอำนาจของความความโลภ

33:02

หลงอยู่ในอำนาจของความโกรธ

33:05

หลงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเราเป็นของเรา

33:10

นี่เราจึงได้มีขันธ์ 5

33:13

เมื่อเรามีขันธ์ 5 เรารู้ว่าขันธ์ 5 มัน

33:16

เป็นปัจจัยของความทุกข์

33:20

ถ้าเรายังเกาะขันธ์ 5 อยู่มันก็ไม่มีความ

33:24

สุข

33:25

ฉะนั้นขันธ์ 5 มันอยากจะพังก็เชิญพัง

33:30

มันจะเป็นอะไรก็เชิญเป็น

33:33

มันจะเป็นของมันมันจะพังของมันก็ช่างมัน

33:38

เมื่อมันพังเมื่อไหร่เรากับมันถือว่าอย่า

33:41

กันเพียงนั้น

33:45

ความผูกพันสำหรับขันธ์ 5 จะไม่มีสำหรับ

33:48

เราจิตคิดอย่างนี้มันเป็นสุข

33:53

แต่ว่าในระดับแรกเราอาจจะคิดแต่เพียง

33:56

สัญญา

33:58

จำเขาว่ามาอย่างนี้เมื่อฉันใช้สัญญาถี่ๆ

34:04

ปรากฏขึ้นปัญญามันก็เกิด

34:09

ปัญญาถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ความสุขใจมี

34:12

เมื่อนั้น

34:14

ปัญญาตัวนี้ได้แก่ปัญญาเห็นขันธ์ 5 ตาม

34:18

สภาวะความเป็นจริง

34:21

ว่าขันธ์ 5 มีสภาพไม่เที่ยง

34:25

ถ้าเรายึดยึดเรายึดขันธ์ 5 ใจเรามันเป็น

34:29

ทุกข์

34:31

ขันธ์ 5 มีสภาพเป็นอนัตตาคือสลายตนไปใน

34:35

ที่สุด

34:37

ไม่มีขันธ์ 5 ใดที่จะมีความสุขอย่างแท้

34:41

จริง

34:42

ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงพระ

34:46

โยคาวจรทั้งปวงจงวางภาระคือขันธ์ 5 เสีย

34:52

แล้วท่านจะเป็นสุข

34:56

นี่จะพูดของเรื่องพระลกุณกะ

35:02

พรกุณฑกเถระ

35:07

ก็พอดีขันธ์ 5 มันดันขึ้นมายุ่งก็เลยพูด

35:11

กับมันก่อน

35:13

ต่อไปนี้ก็ขอนำเอาเรื่องราวขององค์สมเด็จ

35:16

พระชินวร

35:19

ที่ทรงตรัสเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บรรดา

35:22

ท่านพุทธบริษัทมาเล่าสู่กันฟัง

35:26

ฟังแล้วจะจำหรือไม่จำก็ตามใจ

35:31

จำได้แล้วจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม

35:34

ก็ตามใจ

35:37

ใครอยากทุกข์ก็เกาะขันธ์ 5 ต่อไป

35:41

ใครไม่อยากทุกข์ก็ละขัน 5 สิก็แล้วกันมัน

35:45

ก็หมดเรื่อง

35:48

เป็นอันว่าเนื้อความตามพระบาลีมีอยู่ว่า

35:53

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

35:56

ทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร

36:02

พระองค์ทรงปรารภ

36:04

ระลกุณฑกเถระ

36:09

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่านะเตนะเถโรโหติ

36:15

เป็นต้น

36:20

ความพิสมันความพิสันดารมีอยู่ว่า

36:25

วันหนึ่งเมื่อพระเถระนั้นไปสู่ที่บำรุง

36:29

ของพระศาสดา

36:32

พอหลีกไปแล้ว

36:35

บรรดาภิกษุที่อยู่ป่าประมาณ 30 รูปท่าน

36:40

ใช้คำว่าประมาณในหัวรับฟังให้ดี

36:46

เวลาใครเขถามว่าจะไปยันว่า 30 รูปตรง

36:52

ท่านใช้ศัพท์ว่าประมาณ 30 รูปนี่เป็นถ้อย

36:56

คำของพระอานนท์

36:59

พอได้เห็นก็ถวายบังโคมองค์สมเด็จพระ

37:02

สัมมาสัมพุทธเจ้า

37:06

สมเด็จพระบรมศาสดา

37:08

ทอดประเนตเห็นอุปนิสัย

37:11

แห่งความเป็นอรหันต์ของบรรดาภิกษุทั้ง

37:14

หลายเหล่านั้นแล้ว

37:17

สมเด็จพระีพแก้วจึงได้ทรงถับตรัสถามปัญหา

37:21

ว่า

37:25

ภิกเว

37:26

ภิกษุทั้งหลาย

37:29

พระเถระองค์หนึ่งไปจากนี้พวกเธอเห็นไหม

37:35

บรรดาภิกษุท่านหลายได้กราบทูลองค์สมเด็จ

37:38

พระจอมไตร

37:41

ว่าภันเตภะคะวาข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มี

37:45

พระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า

37:51

บรรดาพวกข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นพระเจ้าข้า

37:56

สมเด็จพระบรมศาสดา

37:58

จึงได้มีพระพุทธดำรัสว่าพวกเธอเห็นพระ

38:02

เถระนั้นใช่มิใช่หรือ

38:06

บรรดาภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลว่าเห็น

38:09

สามเณรรูปหนึ่งเท่านั้นพระเจ้าข้า

38:13

สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้มีพระพุทธฎีกา

38:17

ตรัสว่าภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

38:22

นั่นไม่ใช่สามเณร

38:25

นั่นเป็นพระมหาเถระ

38:29

บรรดาภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเธอยังเป็น

38:33

เด็กเล็กนักนี่พระพุทธค่ะทำไมจะเป็น

38:36

มหาเถระได้

38:41

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงตรัสว่า

38:45

ภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งทั้งหลาย

38:49

เราไม่เรียกเถระคำว่าเถระนี่ก็แปลว่าพระ

38:53

ผู้ใหญ่

38:56

จำให้ดีนะเถระไม่ใช่แปลว่าเถร

39:01

ไอ้เถรนั้นมันมี 2 เถร

39:06

ถ้าหากว่าเถระสระเอถอถุงเแปลว่าผู้ใหญ่

39:13

ถ้าเถนะสระเอรเแปลว่าหัวขโมยแปลไม่เหมือน

39:17

กันจำไว้ด้วย

39:20

ฟังคำว่าเถระเถระแล้วก็ทราบว่าพระผู้ใหญ่

39:25

ท่านผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่

39:29

องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย

39:33

เราไม่เรียกว่าเถระเพราะความเป็นคนแก่

39:39

เพราะศักดิ์แต่ว่านั่งบนอาสนะของพระเถระ

39:46

เป็นอันนะของเถระหมายถึงว่านั่งข้างหน้า

39:50

เขา

39:52

ส่วนผู้ใดแทงตลอด

39:56

อ่าส่วนผู้ใดแทงตลอดสัจจะทั้งหลายแล้ว

40:01

ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนมหาชน

40:06

ผู้นี้ชื่อว่าเถระ

40:10

เมื่อพระองค์ทรงตรัสดังนี้แล้วที่ตรัสบาท

40:13

คาถาว่า

40:15

เออคอมันยุ่งจริงมานี้นะ

40:20

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ

40:24

เพราะมีผมหงอกบนศีรษะ

40:29

มาพูดภาษาไทยดีกว่าบุคคลไม่ชื่อว่าเป็น

40:32

ผู้ใหญ่

40:34

เพราะมีผมหงอกบนทิสะ

40:38

หรือว่าผู้มีวัยแก่รอบแล้ว

40:42

เราเรียกเรียกว่าแก่เปล่าเอาล่ะสิไม่ล่ะ

40:48

จำให้ดีนะส่วนผู้ใดมีสัจจะธรรมะอหิงสา

40:54

สัญญมะ

40:56

และธรรมะ

40:58

ผู้นั้นแหละเป็นผู้มีมลทินอันตนคลายแล้ว

41:03

เป็นผู้มีปัญญาแล้วกล่าวว่าเป็นเถระคือ

41:07

ผู้ใหญ่

41:10

นี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จสมเด็จพระจอมไตร

41:13

บรมศาสดา

41:16

ทรงตรัสว่าท่านผู้เป็นเถระนั้นไม่ใช่หมาย

41:20

ผู้เป็นผู้ใหญ่นั้นไม่ใช่หมายว่าคนแก่ที่

41:23

มีผมหงอก

41:26

แล้วมีร่างกายค้อมไปมีหนังเหี่ยวมีหนัง

41:30

ย่นอย่างนี้องค์สมเด็จพระทศพุลเรียกว่าคน

41:34

แก่เปล่า

41:36

คือแก่แต่ว่าไม่ได้มีประโยชน์

41:39

อย่างที่นักเทศน์เบอกว่าแก่ฟักแก่แก่แฟง

41:42

แก่แตงแก่น้ำเต้ามันไม่มีประโยชน์อะไรสู้

41:47

แก่มะพร้าวไม่ได้มันยิ่งแก่มันยิ่งมัน

41:52

แล้วก็องค์สมเด็จพระกล่าวว่าคนที่จะเป็น

41:56

ผู้ใหญ่ก็คือมีสัจจะ

42:01

สัจจะแปลว่าความจริงใจ

42:05

แต่ความจริงใจในที่นี้ไม่ใช่จริงเลวต้อง

42:09

จริงดี

42:12

หมายความว่าอย่างพวกเราบรรดาท่าน

42:15

พุทธบริษัท

42:17

น้อมใจเข้ามาเคารพในศาสนาขององค์สมเด็จ

42:21

พระชินสีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าใน

42:25

ปัจจุบัน

42:29

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณร

42:34

แล้วก็ทราบความมุ่งมั่นในเขตของพระ

42:36

พุทธศาสนาแล้ว

42:40

ว่าศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วมีกิจ

42:44

ที่จะถึงต้องพึงปฏิบัติอยู่ 3 อย่าง

42:49

คือ 1 อธิศีลสิกขา

42:53

ปฏิบัติศีลให้ครบถ้วนทุกสิกขาบทไม่มัว

42:58

หมองไม่บกพร่อง

43:02

2 อาทิจิตสิกขา

43:05

ต้องพยายามทำฌานสมาบัติบัตให้ทรงตัว

43:10

3 อธิปัญญาสิกขา

43:14

ใช้พิจารณารู้เท่าทันสภาวะของขันธ์ 5

43:20

เห็นว่าขันธ์ 5 มันไม่เที่ยง

43:24

ถ้าเกาะขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มันก็เป็นทุกข์

43:27

แล้วในที่สุดขันธ์ 5 ก็เป็นอนัตตาหวังไว้

43:31

ก่อน

43:34

เป็นอันว่าขันธ์ 5 เป็นปัจจัยภแห่งความ

43:38

ทุกข์

43:41

เราไม่ยุ่งกับขันธ์ 5

43:44

ขันธ์ 5 มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน

43:48

ความเมาในขันธ์ 5 ก็ชื่อว่าเมาในกิเลส

43:54

ขันธ์ 5 มันดีตรงไหน

43:57

ตื่นขึ้นเช้าขันธ์ 5 มันก็หิว

44:02

กินเข้าไปแล้วขันธ์ 5 มันอิ่มมั้ย

44:06

ขันธ์ 5 มันก็ไม่ยอมอิ่ม

44:10

เมื่อขันธ์ 5 มันไม่ยอมอิ่มก็ต้องกินใหม่

44:14

กินเข้าไปเท่าไหร่ขันธ์ 5 มันก็ไม่พอ

44:18

เลี้ยงขันธ์ 5 ด้วยสภาวะทั้งปวงต้องการ

44:22

เย็นเราหาความเย็นให้

44:27

ต้องการร้อนเราหาความร้อนให้

44:32

ต้องการผ้าผ่อนพสบายที่เราพึงปรารถนาเรา

44:36

ก็หาให้

44:38

ทุกอย่างมันต้องการอะไรเราหาให้หมด

44:43

แต่ว่าเจ้าขันธ์ 5 มันแสนจะทรยศ

44:48

มันไม่เคยซื่อสัจจริตสุจริตไม่มีความ

44:51

กตัญญูรู้คุณ

44:55

ไม่ต้องการให้มันแก่มันก็จะแก่

44:59

เราไม่ต้องการให้มันป่วยมันก็จะป่วย

45:04

เราไม่ต้องการให้มันตายมันก็จะตาย

45:08

ในเมื่อสภาพขันธ์ 5 เป็นแดนอกตัญญูไม่รู้

45:12

คุณอย่างนี้

45:15

ทำไมในฐานะที่เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จ

45:19

พระชินสีห์จึงจะมัวเมาในขันธ์ 5 ต่อไป

45:25

ความจริงเท่านี้ก็พอ

45:29

ถ้ามีความรู้สึกเพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าจบ

45:33

กิจแห่งพระพุทธศาสนาหา

45:37

จบตรงไหนคือว่าจบตอนตัดกิเลสให้เป็น

45:40

สมุทเฉตประหารหมด

45:44

ที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงตรัสว่ากิจ

45:48

อื่นของท่านไม่มีแล้ว

45:52

คำว่ากิจอื่นที่ต้องตรัสไม่มีคือกิจอื่น

45:55

ที่เป็นความเศร้าหมองของจิตไม่มีสำหรับ

45:58

เราถ้าเราวางขันธ์ 5 เสียได้

46:02

นี่สัจจะตัวนี้ที่เราบวชเข้ามาในศาสนาของ

46:06

องค์สมเด็จพระจอมไตร

46:09

ที่เราให้คำปฏิญาว่านิพพานัสสะ

46:12

สัจฉิกิริยายะเอตังกาสาวังคตวา

46:19

จึงแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าจะขอพับฆ่า

46:23

ผ้ากาสาวพัสดเพื่อทำให้แจ้งสิ่งพระนิพพาน

46:29

ถ้าจิตใจของบรรดาพวกท่านทั้งหมดมีสัจจะ

46:34

ก็ไม่ต้องเรียนอะไรพอ

46:38

เท่านี้พอ

46:41

พอจริงๆ

46:43

ไม่ต้องไปทำอะไรเรียนกันแค่สัจจะตัวเดียว

46:47

ก็เป็นพระอรหันต์

46:50

ความเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ของยาก

46:55

ความเป็นพระอรหันต์ไม่มีอะไรลำบาก

46:59

เราจะเป็นพระอรหันต์ไม่ต้องมีการลงทุน

47:04

เพียงแค่เรามีกำลังใจเข้มแข็งทรงอยู่ใน

47:08

สัจจบารมีเท่านี้ก็พอ

47:13

สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส

47:18

ก็ทรงสัจจะไว้ว่ากิบุญในกิริยาวัตถุทั้ง 3

47:22

ประการ 1 ทานบุญสำเร็จในการบริจาคทาน

47:28

การให้ทานเป็นปัจจัยตัดความโลภซึ่งเป็น

47:32

กิลาก้าของกิเลสอันหนึ่งที่จะดึงเราไม่

47:35

ให้ถึงพระนิพพาน

47:37

ตัดให้มันพินาศไปด้วยกำลังทานที่เราพึง

47:41

ให้

47:43

ขณะใดที่ใจของเราพอใจในการให้ทานขณะนั้น

47:47

ความโลภสลายตัว

47:51

เราฉลาดชนิดก็ชนะไม่ยาก

47:56

2 เรามีสัจจะอยู่ว่าศีลมัยบุญสำเร็จใน

48:00

การรักษาศีล

48:03

ที่องค์สมเด็จพระมหามนินทแนะนำสั่งสอน

48:08

เราก็ทรงศีลให้บริสุทธิ์ศีล 5 เป็นปัจจัย

48:12

สำคัญ

48:14

ถ้ากำลังปัจจัยของท่านมีกำลังใหญ่คือทรง

48:18

ศีล 5 ได้ครบถ้วนบริบูรณ์เต็มอัตรา

48:22

ต่อมาก็ยังมีศีล 8 เข้าประจำใจโดยไม่ต้อง

48:26

ไปดึงมายึดมาถือเข้าไว้นั่นหมายความว่า

48:29

ท่านเป็นพระอนาคา

48:33

การทรงศีล 5 ได้ดีก็เป็นพระโสดากับ

48:36

สกิทาคา

48:39

ทรงศีล 8 เป็นปกติเป็นจริยาของพระอนาคามี

48:45

อีกนิดหนึ่งเท่านี้คือโอคือว่ากิเลสที่

48:48

เป็นอนุสัยทำลายเสียได้แผลบเดียวก็เป็น

48:51

อรหันต์

48:54

ได้แก่ภาวนาใหม่บุญสำเร็จด้วยการภาวนา

48:59

ความจริงมันไม่มีอะไรยาก

49:03

ไม่ต้องลงทุนไม่ต้องลงแรงนั่งเฉยๆนอนเฉยๆ

49:08

ก็เป็นพระอรหันต์ได้

49:11

ไม่มีอะไรลำบากกายลำบากใจนี่ความเป็นผู้

49:15

ใหญ่ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่าต้องมี

49:19

สัจจะ

49:22

2 ธรรมะทรงไว้ซึ่งความดี

49:26

ความดีตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสอน

49:31

ธรรมะที่เราจะต้องส่งก็ถึงคือหนึ่งไม่ติด

49:35

อยู่ในสกายทิฏฐิ

49:38

เห็นว่าสภาพร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา

49:41

เรามีในร่างกายร่างกายไม่มีในเราอารมณ์

49:45

นี้ไม่มีในใจของเรา

49:48

เห็นว่าธาตุร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่

49:51

ของเราเราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีใน

49:55

เราคือจิตเขมาศัยกายโดยเฉพาะ

50:00

นี่ธรรมะที่ต้องประจำใจ 2 วิจิกิจฉา

50:05

เราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ

50:09

จอมไตรด้วยใช้ปัญจาปัญญาพิจารณาแล้ว

50:14

3 สีรปรมาส

50:16

ศีลอันใดที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรง

50:20

ประทานเรารักษาให้ครบถ้วน

50:24

4 กามฉันทะกามกุณเป็นปัจจัยลงโทษเราละ

50:28

ได้โดยอำนาจสกายทิฏฐิ

50:31

ขอโทษกายคตานุสติ

50:33

และอสุปกรรมฐาน

50:36

แล้วก็ 5 ปฏิฆะได้แก่ความกระทบกระทั่งมี

50:41

อารมณ์หงุดหงิคิโกรธอยู่เสมอ

50:44

เราก็ตัดสินได้ด้วยในอำนาจของพรหมวิหาร 4

50:48

หรือก็ศีล 4

50:51

และรูปราคะอรูปราคะความเมาในรูปฌานและใน

50:56

อรูปฌานไม่มีสำหรับเราเห็นว่ารูปฌานแล้ว

51:01

รูปฌานเป็นบันไดเพื่อจะก้าวเข้าไปสู่พระ

51:04

นิพพานเท่านั้นไม่ใช่ตัวพระนิพพานแท้

51:08

มานะความถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขาเรา

51:13

เสมอเขาเราเลวกว่าเขาไม่มีสำหรับเราเห็น

51:17

ว่าสัตว์และบุคคลทั้งหมดเป็นเพื่อนเกิด

51:19

แก่เจ็บตายเหมือนกันทำใจให้สม่ำเสมอเออ

51:26

อุตจอารมณ์ที่จะฟุ้งซ่านคิดจะจะยับยั้ง

51:30

ความสุขไว้แต่เพียงเท่านี้ไม่มีสำหรับเรา

51:33

ตั้งจิตใจเฉพาะอย่างยิ่งคือพระนิพพาน

51:37

อวิชชาตัดฉันทะกับราคะทั้งสกำ

51:42

ความพอใจเป็นเทวดาความใจความพอใจเป็นพรหม

51:48

และมีความพอใจเป็นมนุษย์ไม่มีสำหรับเรา

51:51

จิตมุ่งมั่งจะพ้นมุ่งมั่นเฉพาะพระนิพพาน

51:55

ทรงธรรมะอย่างนี้ไว้เท่านั้นทุกท่านก็

51:59

เป็นพระอรหันต์ไม่เห็นมีอะไรยาก

52:04

อหิงสาความเบียดเบียนย่อมไม่มีสำหรับเรา

52:07

เรา

52:09

มีความจิตเมตตาปราณีในพรหมวิหาร 4 อย่าง

52:13

นี้ไม่เห็นมีอะไรหนัก

52:16

สัญญมะ

52:18

การทนงตนไม่มีในเราธรรมะการข่มขี่

52:23

ไม่มีแล้วในเรา

52:27

เป็นอันว่าความเลวทั้งหมดไม่ปรากฏว่ามีใน

52:31

จิต

52:33

อย่างนี้องค์สมเด็จพระธรรมสามิตกล่าวว่า

52:37

บุคคลนั้นเป็นผู้ใหญ่

52:41

เป็นผู้ใหญ่นะไม่ใช่คนเป็นภูใหญ่

52:45

ไอ้ภูใหญ่นี่ก้ามมันโตกล้ามมันมาก

52:51

ไปไหนก็เกกะมันมีความหนักด้วยอำนาจของ

52:55

กิเลสครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ

52:59

แสดงพระธรรมเทศนาจบ

53:03

ปรากฏว่าบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง

53:06

หมดเป็นพระอรหันต์

53:09

นี่แหละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

53:12

ทุกท่าน

53:14

ตามที่นำเอาเรื่องนี้มากล่าวแก่ท่านทั้ง

53:17

หลาย

53:19

ก็เพราะว่าถ้าเราจะสอนสอนกันตามแบบฉบับ

53:22

มันก็คงไม่ไหวเมื่อยปากเปล่าๆ

53:28

เพราะอะไรเราสอนกันมายาวแสนยาวกรรมฐาน 40

53:32

ไม่รู้กี่รอบ

53:35

มหาปฏิปัฏฐานสูตร

53:37

ไม่รู้กี่รอบ

53:40

ว่ากินะรอบๆตัวเป็นคำสอนแนะนำสอนก็มาไม่

53:45

รู้กี่รอบ

53:47

ตอนนี้เราก็เอานำเอาบุคคลตัวอย่างมาพูด

53:50

สู่สู่กันฟัง

53:54

นี่แต่ต่อไปเราก็จะเห็นได้ว่าใครล่ะคน

53:57

จริงจังต่อการที่จะหวังความสุขส่วนตน

54:03

คือทำจิตใจของเราให้พ้นจากความทุกข์ได้

54:07

การยึดขันธ์ 5

54:10

สามเณรน้อยถึงมีอายุเพียง 7 ขวบ

54:14

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าว

54:17

ถามพระทั้งหลายเหล่านั้นว่าเธอเห็นพระ

54:20

มหาเถระไหม

54:24

นั่นความจริงองค์สมเด็จพระจอมไตรสอนเธอ

54:29

เพียงเดี๋ยวๆเธอก็เป็นพระอรหันต์

54:34

แล้วก็อย่าไปนั่งแก้ตัวนะเพราะเด็กไม่มี

54:37

อารมณ์มาก

54:39

เด็กไม่มีนิวรณ์มากความจริงนิวรณ์หรือ

54:43

อารมณ์ไม่มีความสำคัญ

54:46

ความสำคัญมันอยู่ที่ความเข้มแข็งของใจ

54:51

เพราะถ้าเรามีกำลังใจว่าเราจะทำอะไรแล้ว

54:55

เราต้องทำจริงๆ

54:58

ถ้าสิ่งนั้นมันไม่สำเร็จผลตามที่ตน

55:02

ปรารถนาเรายอมตายเสียดีกว่า

55:06

นี่แหละบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายโดยถ้วน

55:09

หน้า

55:11

กระแสพระสัทธรรมเทศนา

55:14

ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรง

55:17

ตรัส

55:18

สมเด็จผู้ทรงสมบัติทรงคัดถ้อยคำที่มี

55:22

ประโยชน์กับบรรดาท่านทั้งหลาย

55:26

ว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความไม่ประมาท

55:29

แล้วหวังว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระประทีป

55:33

แก้วที่สอนไว้จะเป็นปัจจัยให้ท่านหลายมี

55:37

ความสุข

55:39

เข้าถึงอรหัตผลเป็นอริยบุคคลสูงสุดในพระ

55:42

พุทธศาสนาชื่อว่าจบกิจเอาล่ะบรรดาท่าน

55:47

พุทธบริษัททุกท่านมองมองดูเวลาก็หมดเสีย

55:50

แล้ววันนี้ก็ของดแต่ไว้แต่เพียงเท่านี้

55:54

ต่อแต่นี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง

55:57

หลายตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น

56:01

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา

56:05

และพิจารณาตามอัธยาศัย

56:08

ตามอิริยาบถทั้งหลายที่ท่านเห็นว่าสมควร y

Interactive Summary

การบรรลุธรรมที่แท้จริงในการเจริญพระกรรมฐานไม่ได้อยู่ที่ร่างกายหรืออิริยาบถ แต่เป็นเรื่องของกำลังใจที่เข้มแข็งในการเอาชนะกิเลส ผู้บรรยายเน้นว่า 'บารมีเต็ม' คือการมีกำลังใจที่เปี่ยมล้นในบารมี 10 ประการ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นพระอรหันต์ มีการยกตัวอย่างพระภิกษุ 500 รูปที่ใช้ดอกมะลิเป็นครูสอนให้เร่งความเพียรในการละราคะและโทสะ โดยพระพุทธองค์ทรงยืนยันและทำให้พระเหล่านั้นบรรลุอรหัตผล การละกิเลสสามารถทำได้โดยการพิจารณากายให้เห็นความไม่สะอาดเพื่อละราคะ และการยอมรับโลกธรรม 8 เพื่อละโทสะ นอกจากนี้ยังมีการอธิบายว่า 'เถระ' หรือผู้ใหญ่ที่แท้จริงคือผู้มีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่อายุหรือสังขารที่แก่ชรา พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิกขา 3 และการพิจารณาขันธ์ 5 ว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เพื่อให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นและเข้าถึงความสุขที่แท้จริง โดยสรุปว่าการเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีกำลังใจที่มั่นคงและปฏิบัติตามหลักธรรมที่กล่าวมา

Suggested questions

8 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community