HomeVideos

ทำไมชีวิตติดขัด นั่งสมาธิไม่สงบทำอย่างไร? ทางลัดความสำเร็จด้วยอิทธิบาท 4 | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Now Playing

ทำไมชีวิตติดขัด นั่งสมาธิไม่สงบทำอย่างไร? ทางลัดความสำเร็จด้วยอิทธิบาท 4 | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง

Transcript

922 segments

0:01

สำหรับการแนะนำคำในการเจริญพระกรรมฐานใน

0:05

วันนี้

0:08

ก็ยังจะไม่พูดถึงมหาคติปัฏฐาน

0:11

สูตรทั้ง 4

0:14

เพราะว่าถ้าจะพูดไป

0:17

ก็เกรงไปว่าความสมบูรณ์แบบในการปฏิบัติ

0:21

ของบรรดาท่านทั้งหลายจะไม่ครบถ้วน

0:26

มาจากอิทธิบาต 4 ซึ่งมีความกำลังสำคัญใน

0:30

การทำทุกอย่าง

0:34

คำว่าอิทธิบาต 4 นี้คิดว่าท่านทั้งหลาย

0:37

ยังไม่ลืม

0:40

อิทธิบาต 4 เป็นคุณเครื่องที่ให้ความ

0:44

สำเร็จแก่ท่านทุกอย่างทั้งทางโลกและทาง

0:47

ธรรม

0:49

หากว่าท่านเป็นชาวบ้านจะประกอบกิจการงาน

0:53

ใช้กำลังอิทธิบาท 4 เข้าช่วย

0:57

เป็นอันว่ากิจทุกอย่างที่ท่านทำนั้นจะมี

1:01

ผลสำเร็จตามความประสงค์ทุกประการไม่มี

1:04

อะไรบกพร่อง

1:07

จะได้ผลสมบูรณ์แบบจริงๆ

1:10

อันนี้ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงจง

1:14

รักษาไว้เป็นสมบัติสำคัญทางจิต

1:18

ขอทวนอีกครั้งหนึ่งวธิบาต 4 ก็คือ 1

1:22

ฉันทะความพอใจในจิตที่เราจะพึงธร

1:29

2 วิริยะความเพียรในการต่อต้านอุปสรรค

1:34

3 จิตตะเอาจิตใจจดจ่ออยู่เสมอในจิตที่

1:38

เราจะพึงทำไม่ละเลย

1:43

ไม่ไม่ทำจิตให้เหินห่างไม่พลั้งไม่เผลอจด

1:47

จ่อจ้องอยู่เสมอว่าเราจะทำสิ่งนี้ให้ได้

1:52

แล้วก็ 4 วิมังสาก่อนจะทำอะไรทั้งหมดใช้

1:56

ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญเสียก่อน

1:59

ให้ทราบว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะมีผลดี

2:03

ผลชั่วเป็นประการใด

2:06

แล้วก็เลือกเอาในสายเฉพาะที่มีผลดีเท่า

2:10

นั้นไม่เลือกในสายที่มีผลชั่ว

2:15

นี่ถ้าอธิบาต 4 มีครบถ้วนแล้วก็จรณะ 15

2:19

ประการของบรรดาท่านทั้งหลายก็จะครบถ้วน

2:22

ด้วย

2:24

และก็สามารถจะควบคุมบารมีทั้ง 10 ประการ

2:27

ให้ทรงตัว

2:30

อาการทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้ของบรรดา

2:33

ท่านพยาวจรทั้งหลาย

2:37

จงทรงให้ครบให้ถ้วนอย่าให้บกพร่องเป็นขาด

2:43

ถ้าขืนปล่อยให้บกพร่องแล้วท่านก็อย่าเสีย

2:46

ใจมาก

2:50

เพราะอะไรเพราะว่าถ้าปล่อยให้อาการสานี้

2:53

บกพร่องความสำเร็จต่างๆที่ท่านต้องการจะ

2:57

ไม่มีผลเลย

2:59

เป็นพระก็จะไม่มีผลในด้านความเป็นพระ

3:04

เป็นฆราวาสก็จะไม่มีผลในการงานที่ท่านจะ

3:08

พึงทำ

3:10

เป็นอันว่าต้องพยายามควบคุมให้ทรงตัว

3:15

แต่ว่าการเจริญพระกรรมฐานเพื่อการบรรลุ

3:19

มรรคผล

3:22

คำว่ามรรคผลนี้ก็ไม่ได้เกณฑ์วัดจะต้องให้

3:25

ท่านเป็นพระโสดาบันพระสกิทาคามีอนาี

3:29

อนาคามีหรือพระอรหันต์เสมอไป

3:33

แต่ความตั้งใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

3:38

ก็ควรจะตั้งใจอยู่ในเกณฑ์นั้นว่าเรา

3:41

ต้องการผลสูงไม่ต้องการผลต่ำ

3:46

เพราะทำอะไรถ้าไม่มีกฎไม่มีเกืนไม่มี

3:49

อารมณ์ตั้งใจที่เรียกกันว่าอธิษฐานบารมี

3:52

ดีทำแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำ

3:58

เหมือนกับคนเดินทาง

4:01

ถ้าเราออกจากบ้านแล้วก็คิดว่ามันจะไปไหน

4:05

ก็ช่าง

4:07

ไปมันส่งเดชไปแต่วันเนี้ย

4:10

ไปเรียกว่าไปส่งอย่างนี้ผลมันก็ไม่ดี

4:16

มันจะดีได้ยังไงบรรดาท่านทั้งหลาย

4:20

เพราะว่า

4:24

ไม่กันไปไม่หาจุดหมายปลายทางมันคือจุด

4:28

เข้าถึงจุดหมายปลายทางที่ดีไม่ได้

4:33

ถ้าเรามีเจตนาเจาะจงว่าวันนี้เราจะไปไหน

4:38

แล้วก็เราต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้อย่างนี้

4:42

การเข้าถึงจุดนั้นก็เข้าถึงได้เร็ว

4:47

ก็นี้มีอุปมาชั้นใดในการเจริญกรรมฐานก็

4:51

เหมือนกัน

4:53

เราก็ต้องมีการตั้งใจไว้ก่อนว่าตั้งเกณฑ์

4:56

ไว้ให้สูง

4:59

เกณฑ์อันดับแรกที่เราตั้งไว้ก็คือพระ

5:02

อรหันต์

5:04

เมื่อเรามาความนี้เราต้องการความเป็นพระ

5:07

อรหันต์

5:10

ไม่ใช่บวชสักแต่ว่าบท

5:13

ไม่ใช่บวชตามประเพณีแต่คิดว่าบวชสักวบท

5:16

บวชตามประเพณีก็มีหวังอเวจีมหานนรก

5:21

ไม่มีทางรอด

5:25

เพราะว่าพระนี่แม้แต่พระด่าพระเท่านั้น

5:29

อย่างสุวรรณัจฉา

5:33

เป็นพระอยู่

5:35

แต่ว่าเธอมีพระไม่เป็นพระไม่สำรวม

5:39

ชอบด่าพระด้วยกันเท่านี้เธอตายลงไปแล้วก็

5:43

ไปเกิดในอเวจีมหานรก

5:48

นี่มันเป็นเรื่องใหญ่คือพระเรานี่บาปก็

5:51

บาปหนัก

5:53

ถ้าจะมีบุญก็มีบุญหนัก

5:57

ฉะนั้นในเมื่อการตั้งใจของเราก็ตั้งไว้

6:00

ให้หนักคือตั้งเอาอรหันต์เลย

6:05

เมื่อบวชคราวนี้เราต้องการเป็นพระอรหันต์

6:10

เมื่อตั้งใจไว้สูงเหมือนกับเราขึ้นต้นไม้

6:13

หรือว่าเดินทางไกล

6:16

ขึ้นต้นไม้เราต้องการขึ้นให้ถึงยอด

6:21

ถ้าบังเอิญมันไปหมดแรงจริงๆถ้าไม่ถึงยอด

6:25

อย่างต่ำที่สุดมันก็จะถึงครบค่าครบข้าง

6:28

ล่างคือกิ่งใหญ่ข้างล่างเป็นอันว่าเราก็

6:31

มีโอกาสได้ขึ้น

6:34

ถ้าเราจะคิดว่าเอาขึ้นมันส่งมันจะขึ้นได้

6:37

หรือไม่ได้ก็ช่างขึ้นมันส่ง

6:41

ดีไม่ดีก็แต่กายเหนื่อยเปล่าอยู่ข้างล่าง

6:43

เท่านั้นเพราะขาดวิริยะอุตสาหะ

6:47

ข้อนี้มีอุปมามาชั้นใดการเจริญกรรมฐานและ

6:51

การบวชพระก็เหมือนกัน

6:54

ผมขอนำแบบฉบับเก่าๆที่ท่านพระโบราณาจารย์

6:59

ท่านเขียนคำขอบรรปชาไว้ว่านิพพานัสสะ

7:04

สัจฉิกิริยายะเอตังกาสาวังคเหตวา

7:10

บางทีท่านจะบอกว่าสมัยนี้เขาไม่ใช้แล้วจะ

7:14

ใช้หรือไม่ใช้ก็ตามมันก็มีความจำเป็น

7:19

ถ้าเราไปนิยมตามที่บุคคลที่เขาไม่ใช้นั่น

7:23

แสดงว่าเรามันจะทรามไปตามเขา

7:27

ให้ถือความมุ่งหมายเดิมว่าการบวชเข้ามา

7:30

นี่ท่านแปลว่าข้าพเจ้าขอรับฆ่ากาสาวพัสด

7:35

เพื่อทำให้แจ้งสิ่งพระนิพพาน

7:39

ในเดิมทีเดียวการอุปสมบทบรรชาในพระ

7:42

พุทธศาสนาเมีความมุ่งหมายอย่างนี้

7:47

นี่ในเมื่อเก่าเมีความมุ่งหมายอย่างนี้

7:50

เราก็ควรจะปฏิบัติหรือตั้งใจตามบุคคลชั้น

7:53

เก่าไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าบวชไม่ใช่สักแต่

7:56

ว่าทำกัน

7:59

คราวนี้การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา

8:03

ครั้งหนึ่ง

8:06

บรรดาพระทั้งหลายจะเข้าไปในป่าเมื่อเรียน

8:09

กรรมฐานจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

8:12

แล้ว

8:14

ตามสมัยโบราณท่านทำอย่างนั้นนะท่านไม่มา

8:18

นั่งรับคำสอนเหมือนเราฟังกันอยู่วันละ 3-4

8:22

ครั้งแบบนี้

8:25

ท่านฟังกันครั้งเดียว

8:28

ฟังครั้งเดียวฟังแล้วก็จำจำแล้วก็เข้าไป

8:31

ปฏิบัติในป่า

8:34

ปฏิบัติให้ได้มรรคได้ผลออกมาเลย

8:38

แต่ความจริงวัดเรานี่ถ้าเหมือนจะคิดว่า

8:42

มันไม่ใช่ป่ามันก็คล้ายป่าป่า

8:45

ป่าก็มีเสียงนกเสียงกา

8:49

มีธรรมวิเวกมีกายวิเวก

8:52

วัดของเราจริงๆนี้ก็มีความสงบสงัดพอ

8:57

เพราะเสียงจากวิทยุเสียงจากขยายเสียงอะไร

9:01

ต่ออะไรของเรานี่เสียงบทเสียงเพลงของเรา

9:03

เี่ไม่มี

9:06

เวลาพักจัดการฟังคำแนะนำแล้วก็มีอาการ

9:09

เงียบสงัด

9:11

จะมีอยู่บ้างก็เสียงสุนัขเข่าสุนักขร

9:16

นี่เราก็ต้องคิดว่าถึงในป่าว่าในป่าน่ะมี

9:19

เสียงนกเสียงกาอยู่ตลอดเวลาเก็ทำความดี

9:23

กันได้งั้น

9:25

เราก็ได้เปรียบกว่าพระที่เข้าป่าพระที่

9:29

เข้าป่าต้องยุงกินต้องลิ้งกัดที่นั่งที่

9:32

นอนก็ไม่สะดวกอาหารก็ไม่สะดวก

9:35

แต่ก็ท่านก็สามารถทำความดีกันได้

9:40

เราอยู่ในสถานที่ดีกว่าท่าน

9:44

มีโอกาสดีกว่าท่านนั่งสบายกว่านอนสบาย

9:48

กว่าอาหารการบริโภคก็ดีกว่าสถานที่ก็ดี

9:52

กว่าแต่ถ้าบังเอิญเราทำดีไม่ได้ก็น่าสลด

9:57

ใจอย่างยิ่ง

10:01

ก็แสดงว่าเราเป็นอภัพพบุคคลเป็นบุคคลที่

10:04

หาความเจริญอะไรไม่ได้

10:08

นี่ก็ขอพูดต่อไปว่าเมื่อพระไปเรียนพระ

10:12

กรรมฐานฐานจากพระพุทธเจ้าความจริงท่านไม่

10:14

ได้สอนมากท่านสอนเล็กๆน้อยๆเท่านั้นนับ

10:19

ตตวันพรุ่งนี้ไปท่านจะเห็นบุคคลตัวอย่าง

10:23

ว่าเวลาที่เขาศึกษากับพระพุทธเจ้าก็ดี

10:28

ศึกษาจากพระอริยสงฆ์ก็ดีเศึกษากันขนาดไหน

10:33

แล้วในที่สุดท่านทั้งหลายเหล่านั้นเข้า

10:36

ป่าชัดกลับออกมาหรือไม่ทันกลับก็เป็น

10:39

อรหันต์กันเลย

10:42

นี่มีกันอยู่มากถ้าลีลาแห่งการเจริญเป็น

10:47

กรรมฐานให้เข้าถึงผลบรรดาท่านสาธุชนและ

10:52

ภิกษุสามเณรนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปเวลา

10:56

ก่อนที่จะอธิบายเริ่มกรรมฐานท่านจะเข้าใจ

10:59

จะได้รับฟังบุคคลตัวอย่าง

11:04

นี้ก็เป็นอันว่าเมื่อพระไปศึกษาพระ

11:07

กรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็สอนไม่

11:10

มาก

11:12

นิดๆหน่อยๆพอเข้าใจ

11:15

บรรดาแล้วบรรดาพระทั้งหลายลาพระพุทธเจ้า

11:18

จะเข้าป่าพระพุทธเจ้าบอกว่าเธอจงไปหาพระ

11:22

สารีบุตรก่อน

11:25

เมื่อพระเข้าไปหาพระสารีบุตรแล้วพระ

11:29

สารีบุตรก็ถามว่าถ้าเธอไปในแดนไกล

11:35

ถ้าชาวบ้านเถามว่าเธอบวชเข้ามาในพระ

11:38

พุทธศาสนาเธอบวชเพื่ออะไร

11:42

เธอจะตอบเขาว่ายังไง

11:46

บรรดาพระทั้งหลายผู้นั้นก็จนใจไม่ทราบว่า

11:49

จะตอบว่ายังไง

11:52

พระสารีบุตรจึงได้สอนว่าถ้าบังเอิญมีใคร

11:56

เข้ามาถามเธออย่างนั้น

11:59

ขอเธอทั้งหลายจงตอบเว่าเราบวชเพื่อความ

12:03

ดับไม่มีเชื้อ

12:07

นี่ก็หมายความว่ากลัดับกิเลสไม่ให้หมด

12:11

หมายความดับให้หมดให้สิ้นไม่มีเชื้อเหลือ

12:15

หมายถึงความเป็นพระอรหันต์

12:18

นี่เป็นอันว่าพระโบราณาจารย์หรือต้นเขต

12:22

แห่งพระพุทธศาสนา

12:25

ท่านมีความมุ่งหมายกันอย่างนี้

12:29

เรื่องการบวชเข้ามานี่ท่านมุ่งความเป็น

12:32

พระอรหันต์เป็นสำคัญ

12:35

ฉะนั้นคำขอบรรชาในสมัยนั้นจึงมีคำว่า

12:39

นิพพานัสสะสัจจิกิริยายะเอตัง

12:42

กาสาวังคเหตุวา

12:45

จึงแปลเป็นเกความว่าข้าพเจ้าขอรับา

12:49

กาสาวพัตให้แจ้งเพื่อทำเพื่อ

12:53

ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาพ้อพัดเพื่อทำให้

12:56

แจ้งสิ่งพระนิพพาน

13:00

ในเดิมท่านว่ากันมาอย่างนี้นะแต่สมัยนี้

13:03

ท่านเปลี่ยนไปท่านแปลงไปก็อย่าเปลี่ยน

13:06

อย่าแปลงกำลังใจค้ำขอบรรชาไม่สำคัญ

13:11

สำคัญที่ความมุ่งหมายของจิตของเราเท่า

13:14

นั้น

13:17

นี่พูดถึงความมุ่งหมาย

13:20

และก็มาพูดกันต่อไปในคราวนี้ก็หลักเกณฑ์

13:23

ในการปฏิบัติเพื่อการต้องการให้เข้าถึง

13:26

มรรคผล

13:29

องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาได้ทรงแนะนำกับ

13:33

ท่านปัญจวัคคีฤาษีทั้งอ่า

13:38

ที่ป่าอิติอีอิสิตนมฤคทายวัน

13:43

เพราะว่าในสมัยนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระ

13:46

พิชิตมารเลิกจากการทรมานกาย

13:51

เมื่อสมเด็จพระจอมไตรหันเข้ามาบริโภค

13:54

อาหารเพื่อให้ร่างกายมีกำลัง

13:57

เพราะว่าพิจารณาแล้วว่าการทรมานกายนี่พระ

14:01

องค์ทรมานมาถึง 6 ปี

14:05

ร่างกายสูบหอมอดอาหารอดกลั้นหมายความ

14:09

กลั้นกลั้นใจกลั้นลมหายใจ

14:13

เอาลิ้งกดเพดานฟันกัดฟันเข้าไว้กลั้นลม

14:18

หายใจอย่างหนักอาหารก็อดจนกระทั่งร่างกาย

14:23

ซูบผอมเอามือลูบกับขนร่วงออกมาตามมือ

14:28

พระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทำอย่าง

14:32

นี้ถึง 6 ปีไม่สำเร็จมรรคผล

14:36

อาศัยที่องค์สมเด็จพระทศพล

14:40

ทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่อความเป็นพระ

14:43

พุทธเจ้า

14:46

ฉะนั้นอำนาจบารมีเดิมจึงดลบันดาลให้องค์

14:49

สมเด็จพระวิชิตมาน

14:52

พิจารณาเห็นว่าการพิจารณการทรมานการนอน

14:56

ทรมานกายอย่างนี้ไม่ใช่ทางสำเร็จมรรคผล

15:00

แน่

15:01

พราหมณ์ทั้งหลายทรมานกายไม่เสมอเท่าเราทำ

15:05

ยิ่งกว่ามาก

15:08

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจงคิด

15:12

ว่าผลแห่งการบรรลุมรรคผลน่ากลัวจะอยู่ที่

15:16

กำลังใจ

15:18

ไม่ใช่มาฝึกกันที่กาย

15:21

เอจนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงหันมาเสวย

15:25

พระกยาหาร

15:27

เวลานั้นท่านปัญจวัคีฤาษีทั้ง 5 มีท่าน

15:32

อัญญาโกัญญะท่านวัปปะท่านอือนามะ

15:38

เอ่อก็อัญญาวัปปะ

15:40

อัสิท่านมหานาม

15:43

และใครอีกท่านน่ะลืมซะแล้ว

15:49

เป็นอ 5 ท่านด้วยกัน

15:52

เห็นว่าพระองค์สมเด็จพระทรงทันมรรคมาก

15:55

ด้วยอาหาร

15:57

ไม่ปฏิบัติตามแบบตามคนนี้ไป

16:01

ปล่อยให้องค์สมเด็จจอมไตรอยู่แต่พระองค์

16:04

เดียว

16:06

ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกยาหารมีกำลังดี

16:10

แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

16:14

เข้าไปที่ใต้ต้นโพธิ์คนดีมีพราหมณ์เอาย่า

16:19

คามาถวาย 8 กรรม

16:23

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

16:27

มารับยาคานแล้วก็ปูลงไปที่โคนต้นโพธิ์

16:32

นั่งหันหลังพิงต้นโพธิ์หันหน้าไปทางด้าน

16:35

ทิศตะวันออก

16:38

ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่าวันนี้

16:42

ถ้าเราไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ

16:45

เพียงใด

16:48

เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งลงไปก็ตาม

16:51

ที

16:53

เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้เป็นอันขาด

16:58

อารมณ์อย่างนี้ของท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย

17:03

โปรดรักษากำลังใจตามนี้เพราะว่าการบรรลุ

17:07

มรรคผลในศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสี

17:12

อยู่ในจุดที่เรียกว่าเราไม่สนใจกับร่าง

17:15

กาย

17:19

แม้ว่าร่างกายมันจะตายก็เชิญเราต้องการ

17:23

ความดี

17:25

ในจุดนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงจำให้ดี

17:30

เพราะในคืนวันนั่นเองคือมันแบ่งเป็น 3

17:33

ยามยามแรกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

17:37

ก็ทรงได้

17:39

ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

17:41

คือระลึกชาติได้

17:45

ยามที่ 2 ได้จุตูปปาทิญาณ

17:48

หรือทิพปยุภญาณรู้อาการตายและเกิดของ

17:51

สัตว์

17:52

ว่าสัตว์ที่เกิดมานี่ทั้งหมดเดิมทีมาจาก

17:56

ไหน

17:58

คนและสัตว์ที่ตายไปแล้วตายไปแล้วประโยชน์

18:01

อยู่ที่ไหนอย่างนี้เป็นต้น

18:04

ตอนที่ 3 ยามที่ 3 องค์สมเด็จพระทศพล

18:08

บรรลุ

18:10

อภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ

18:12

คือทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป

18:17

หลังจากนั้นแล้วองค์สมเด็จพระจอมไตรก็มา

18:21

นั่งพิจารณา

18:24

ว่าธรรมที่เราบรรลุนี่ลึกซึ้งคัมภีรภาพ

18:27

มาก

18:29

ยากที่บุคคลจะพึงบรรลุตามได้ท้อพระทัย

18:35

แต่อาศัยที่พระองค์ทรงเป็นพระสัพัญโญ

18:41

สมเด็จพระบรมครูก็ใช้อำนาจกำลัง

18:47

ทราบว่าคนในโลกนี่มีกำลังอยู่ 4 ชั้นด้วย

18:50

กันกำลังของจิต

18:53

1 อุคติตัญญูมีปัญญาดีมาก

18:58

แนะนำเพียงหัวข้อย่อๆก็สามารถจะบรรลุมรร

19:02

ผลได้

19:04

2 วิปตัญญูคนประเภทนี้ปัญญาทรามลงนิดนึง

19:09

เมื่อแนะนำหัวข้อยังไม่เข้าใจต้องอธิบาย

19:13

จึงจะบรรลุมรรคผลได้

19:16

3 เนยะคนประเภทนี้จะสอนให้บรรลุมรรค

19:20

บรรลุผลไม่ได้แต่ว่าจะสอนให้เข้าถึง

19:24

สรณาคมทรงศีลได้

19:27

4 ปะทปรมะคนประเภทนี้ใช้อะไรไม่ได้เลย

19:33

เมื่อพระองค์ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธาณ

19:36

แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็มาพิจารณา

19:39

ว่าใครหนอ

19:42

ควรที่จะรับทำคำสั่งสอนเป็นครั้งแรกแล้ว

19:45

ก็บรรลุมรรคผล

19:48

สมเด็จพระทศพลก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระ

19:51

พุทธาณ

19:53

ว่าท่านอารดาบส

19:55

และอุทกดาบททั้งสองท่านนี้ซึ่งเป็น

19:58

อาจารย์สอนเรามาถ้าฟังพระธรรมเทศนาของเรา

20:03

เพียงจบเดียวก็จะได้บรรลุอรหันต์

20:07

แต่เมื่อองค์สมเด็จพระทรงทันพิจารณาไปก็

20:11

ทราบว่าอาจารย์ทั้งสองตายไปเสียแล้ว

20:15

เวลานี้ไปอยู่ในพในอรูปพรหมเพราะได้

20:18

สมาบัติ 8

20:22

ท่านที่คิดว่าโอหนออาจารย์ของเราชิบหาย

20:26

จากความดีเสียแล้วไม่สามารถจะบรรลุมรรคผล

20:29

ได้

20:31

พิจารณาไปอีกทีก็ทราบว่าท่านปัญจวัคคี

20:35

ฤาษีทั้ง 5 มีทั้งโกตัญญะเป็นต้น

20:41

เรียนท่านอัญญาโกณฑัญญะท่านวัปปะท่าน

20:44

มหานามท่านอัสิ

20:49

เป็นอันว่าท่านปัญจวัคีฤาษีทั้ง 5 นี้

20:54

ถ้ารับพระธรรมเทศนาของเราจะบรรลุมรรคผล

20:59

สมเด็จพระทศพลจึงได้ทรงพิจารณาว่าท่าน

21:02

ทั้ง 5 นี่อยู่ที่ไหน

21:05

ก็ทราบว่าอยู่ที่ป่าอิติอิสิปนมฤขทายวัน

21:10

แขวงเมืองพาราณสีห์

21:15

สมเด็จพระมหามุนีจึงทรงเสด็จไปขอเล่ารัดๆ

21:19

เวลามันน้อย

21:21

เมื่อเข้าไปแล้วบรรดาท่านปัญญวัคคีฤาษี

21:25

ทั้ง 5 ที่แรกก็นัดหมายกันว่าจะไม่ต้อน

21:28

รับเมื่อเข้าไปแล้วก็ลืมความดื่มต้อนรับ

21:32

ท่าน

21:34

ตอนนี้องค์สมเด็จพระทรงทันบรมศาสดา

21:39

จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าท่านทั้ง

21:42

หลาย

21:44

ที่เราเรียกกันว่าแสดงธรรมจักรให้ขอตรัส

21:47

เฉพาะเรื่องตอนสำคัญ

21:52

ว่าเวลาที่จะเจริญให้เข้าถึงมรรคถึงผลที่

21:55

เรียกกันว่าโมกขธรรมธรรมคือทำเป็นเครื่อง

21:58

พ้นจากกิเลส

22:00

หรือว่าทำเป็นเครื่องพ้นจากวัฏสงสาร

22:04

หรือว่าทำเป็นเครื่องพ้นจากความทุกข์

22:08

จะต้องเว้นส่วนสุด 2 อย่าง

22:12

คือ 1 อัตตกิฐานโยค

22:17

เว้นจากการทรมานตัว

22:21

คือว่าอย่าอดอาหาร

22:24

อย่าปล่อยให้ร่างกายหิวหิวอย่างที่เรา

22:27

ปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน

22:31

แล้วอย่าทรมานตัวเกินไปการปฏิบัติอย่าง

22:34

นั้นเราทำมาแล้วทุกอย่างแล้วก็ทำมายิ่ง

22:39

กว่าใครทั้งหมดแต่ก็ไม่สามารถจะบรรลุมรรค

22:42

บรรลุผลได้

22:46

ข้อนี้ถ้าเราจะเปรียบกันได้ในปัจจุบัน

22:50

ที่เห็นว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่าน

22:53

นิยมการเจริญพระกรรมกรรมฐานด้วยการทรมาน

22:57

ตัว

22:59

นั่งเครียด

23:02

ตามที่เห็นมาในที่บางแห่งนั่งกลั้นลมหาย

23:06

ใจบ้างบางทีก็แข่งขันเวลากันกุฏินี้เรา

23:12

เจริญมากรรมฐานตั้งแต่ 19:00 น. - 21:00

23:15

น.ตั้งใจว่าจะพักนอนลงไปประเดี๋ยวหนึ่ง

23:20

กุฏิโน้นเสียงนาฬิกากริ๊งขึ้นมาอ้าวเนั่ง

23:24

แล้วดูน่ะเราไม่ยอมแพ้ลุกก็มานั่งใหม่

23:28

นั่งใหม่พอได้กำลังใจดีเกือบจะทนไม่ไหว

23:32

อยากจะพักกุฏินนนเนาฬิกาปลุกลิ้งมันได้

23:36

แต่ความจริงเ้านอนอยู่

23:39

นาฬิกาปลุกครั้งเพิ่งตื่นเราก็ไม่ยอมแพ้

23:42

ทำต่อไป

23:44

เป็นอันว่าคืนเพียงรุ่งทั้งคืนไม่ได้อะไร

23:47

เลยนี่เคยเห็นมา

23:50

อย่างนี้เป็นการทรมานเกินไปท่านนั่งไป

23:53

เห็นว่าอารมณ์ส่ายเดี๋มันปวดเมื่อยทนไม่

23:56

ไหวก็จะเปลี่ยนอติยาบถเสียนั่งนอนยืนเดิน

24:00

ทำได้เหมือนกันถ้าไม่ไหวจริงๆก็พักผ่อน

24:04

อย่าไปทรมานมารมันมันจะเกิดเป็นโรคประสาท

24:09

นี่จำนะจำแล้วก็ฟังฟังแล้วก็จำจำแล้วก็

24:12

ปฏิบัติตามห้ามการทรมานมารกายถ้าใครเป็น

24:17

โรคประสาทเนื่องจากเจริญพระกรรมฐานผมจะ

24:20

ไม่รับผิดชอบทั้งหมด

24:24

เพราะว่าทำแค่พอดิพอดีมันไม่ไหวก็นอน

24:28

ภาวนาให้มันหลับไป

24:31

อย่างนี้เรียกว่าอัตตกิฏฐานิุโยค

24:34

ต้องเว้นเสียประการที่ 2 กามสุขนิกานุโยค

24:39

เวลาที่จะเริ่มภาวนาและพิจารณาขณะเดียว

24:43

กันนั้นก็นึกอยากจะได้ชั้นโน้นนึกอยากจะ

24:47

ได้ชั้นนี้นึกอยากจะได้อย่างนั้นไอ้ตัว

24:51

อยากนี่ท่านแปลว่ากามคือความใคร่มันทำให้

24:55

อารมณ์ใจกระสับกระส่ายไม่มีผลในด้านของ

24:58

ความดี

25:01

ขอท่านโยคาวจรทั้งหลายจงเว้นอาการอย่าง

25:04

นี้เสีย

25:07

อย่าทำอย่าสร้างมันขึ้นมามันจะเป็นโทษ

25:12

มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับบรรดาท่าน

25:15

ทั้งหลาย

25:17

ส่วนที่ทำให้แทนให้ได้ดีองค์สมเด็จพระจอม

25:20

ไตรบรมศาสดากล่าวว่าต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา

25:26

คือทำแค่พอเหมาะพอดี

25:30

ถ้านั่งท่านี้มันเมื่อยเราก็พลิกได้

25:34

เปลี่ยนอิตติยาบถได้ก่อนที่จะเปลี่ยน

25:37

อิติยาบถก็ค่อยๆเปลี่ยนอิริยาบถ

25:40

นั่งนานเกินไปถ้ามันทนไม่ไหวนั่งขัตตมา

25:44

นั่งพับเพียบก็ลุกขึ้นมานั่งเก้าอี้ห้อย

25:48

ขาเได้เองกายนึกว่าเสมอว่าเราไม่ได้ฝึก

25:53

กายนี่เราฝึกฝึกใจ

25:56

นั่งไม่สบายก็ยืน

26:00

ไม่สบายก็เดินเดินเราภาวนาหรือพิจารณา

26:04

อะไรก็ทำอย่างนั้นแหละแต่ว่าเดินหรือว่า

26:07

ยืนมานั่งยืนเดินไม่สบายก็นอนนอนไม่ไหวก็

26:12

ปล่อยให้มันหลับไป

26:15

อย่าทรมานมันานี้เวลาตื่นตั้งใจเสมอว่า

26:20

ก่อนจะหลับถ้าตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่เราจะ

26:22

ยึดอารมณ์นี้ไว้ทันที

26:25

เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็จับอารมณ์นั้นทั้งๆ

26:28

ที่นอนอยู่อย่างนั้นแหละก็ทำตามตอนนั้นไป

26:32

เลยหรือว่าไม่พอใจในการนอนจะนั่งก็ได้จะ

26:37

ยืนก็ได้จะเดินก็ได้จงจะลืมว่าพระกรรมฐาน

26:41

กองใดกองหนึ่งก็ดีถ้าได้จากการเดิน

26:46

กรรมฐานกองนั้นจะไม่เสื่อมเพราะเราได้มา

26:49

จากอิริยาบทที่มีการเคลื่อนไหว

26:53

บรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย

26:57

เวลาที่จะแนะนำกันสำหรับวันนี้ก็หมดแล้ว

27:00

แต่เพียงเท่านี้เพราะเวลามันหมดสำหรับวัน

27:04

นี้ก็งดไว้ก่อนต่อนี้ไปก็ขอสาวกขององค์

27:07

สมเด็จพระชินนวร

27:10

จงพยายามทรงสติสัมปชชัญญะให้สมบูรณ์ตั้ง

27:14

ใจใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย

27:19

จนกว่าจะได้เวลาอันสมควรของท่านสวัสดี

27:30

อ่าสำหรับต่อไปนี้

27:33

ก็จะได้นำเอามหาปฏิปัฏฐานสูตร

27:38

ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญที่องค์สมเด็จพระ

27:41

สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าทรงสอนบรรดาท่าน

27:44

พุทธบริษัท

27:47

มาสอนแทนกรรมฐาน 40 หรือว่าวิสุทธิมรรค

27:52

ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เป็นการเปลื้องความ

27:55

สงสัยของบรรดานักปราชญ์ทั้งหลายหรือบรรดา

27:59

พโยคาวาจรทั้งหลาย

28:02

เมื่อมีคนทั้งหลายเคยคิดอยู่เสมอว่า

28:05

สำหรับวิสุติมรรคไม่ใช่พุทธพจน์บทพระบาลี

28:10

ที่องค์สมเด็จพระชินศีสัมมาสัมพุทธเจ้า

28:14

ทรงแนะนำเองเป็นเรื่องของพระ

28:17

พุทธโฆษาจารย์

28:20

แต่ความจริงพระพุทธโฆษาจารย์ก็เป็น

28:23

อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ

28:27

เมื่อท่านนำมาสอนแล้วก็ไม่ได้ผิดพระ

28:30

พุทธพจน์บทพระบาลีในตอนไหน

28:34

เป็นแต่เพียงว่าท่านเป็นผู้รวบรวมเข้ามา

28:37

เท่านั้น

28:39

เพื่อป้องกันความแคลงใจจึงของดกรรมฐาน 40

28:43

ไว้ก่อน

28:45

จะขอนำเอามหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง 4 4 บั

28:50

ที่เรียกว่ากายานุปัสสนา

28:52

มหาสติปัฏฐาน 1 เวทนานุปัสสนา

28:56

มหาสติปัฏฐาน 1 จิตตานุปัสสนา

29:00

มหาสติปัฏฐาน 1

29:03

และก็ธรรมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 1 มาสอน

29:07

กับท่านแนะนำกัน

29:10

คำว่าสอนและคำว่าแนะนำของบรรดาท่านหลาย

29:14

โปรดรับทราบจงอย่าคิด

29:17

ว่าคำสอนทั้งหมดนี้เป็นความรู้ของผม

29:23

ก็ให้ถือว่าความรู้ที่นำมาแนะนำกันนี่

29:26

เป็นความรู้ของที่องค์สมเด็จพระ

29:28

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้

29:32

แล้วก็จงอย่าถือคณะอย่าถือเพศอย่าถือสาย

29:39

ว่าฉันเป็นลูกศิษย์ของคนนั้นเป็นฉันเป็น

29:42

สายของคนนี้นี่มันเป็นเรื่องของกิเลส

29:46

จะเป็นใครก็ช่างถ้าท่านสอนได้แล้วก็สอน

29:50

เอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ

29:52

สัมมาสัมพุทธเจ้ามาสอนถือว่าใช้ได้หมด

29:58

แต่ก่อนนี้ท่านทั้งหลายจะศึกษาหรือ

30:00

ปฏิบัติในข้อใดในกรรมฐานบทใดก็ตามขอเตือน

30:06

ไว้ว่าจรณะ 15 ซึ่งเป็นความประพฤติควรจะ

30:11

ประพฤติให้ครบถ้วน

30:13

แล้วก็ใคร่ครวญในบารมี 10 ให้เป็นปกติ

30:18

ถ้ากำลังใจมันท้อถอยก็ใช้อิทธิบาท 4 เข้า

30:22

ควบคุม

30:24

ถ้าจรณะ 15 ก็เอ้ย 15 ก็ดีบารมี 10 ก็ดี

30:29

อารมณ์จิตของท่านบกพร่อง

30:32

ก็แสดงว่าท่านทั้งหลายจะต้องเป็นเหยื่อ

30:36

ของอบายภูมิ

30:38

เพราะว่ามีกำลังใจไม่ครบถ้วนในฐานะที่

30:42

เป็นสากยบุตรพุทธจิโนรสจะเรียกว่าเป็น

30:45

ปูชนียบุคคล

30:49

เพียงแค่มีจรณะ 15 ครบถ้วนจำบารมี 10 ได้

30:54

ก็ยังดีไม่พอ

30:56

ยังจะต้องปฏิบัติสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น

30:59

ให้ได้ครบถ้วนด้วย

31:02

ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายก่อนจะหลับหรือว่ากม

31:05

มาตื่นใหม่ๆจงทบทวนจรณะ 15 และบารมี 10

31:10

ประการ

31:12

ว่าสิ่งใดในทั้ง 25 ประการนี้เราบกพร่อง

31:16

บ้าง

31:17

แล้วก็ตรวจดูอิทธิบาต 4 ว่าเราบกพร่อง

31:22

บ้างหรือเปล่าถ้าบกพร่องก็แสดงว่าเราเป็น

31:26

ผู้ขาดทุนในวันนั้นแล้วก็ตั้งพยายามตั้ง

31:31

ใจรวบรวมกำลังใจรักษาจะได้ว่าคิดว่าจะ

31:34

รักษาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดให้อยู่

31:36

ครบถ้วนตามกำลังใจของเราให้ใดๆ

31:40

อย่างนี้จึงจะชื่อว่าเป็นสากยบุตร

31:44

พุทธจิโนรสและเป็นการสมควรกับคำที่ใช้ว่า

31:48

นิพพานัสสะสัจฉิกิริยายะ

31:50

เอตังกาสาวังคิตวา

31:54

ซึ่งแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าขอรับา

31:58

กาสาวพัสดมาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

32:03

หรือกับคำที่พระบุตรแนะพระสารีบุตรแนะนำ

32:06

ว่าเราบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ

32:12

นี้ต่อไปเราก็หาทางดับกิเลส

32:16

ดับมากไม่ได้เราก็ดับทีละน้อยค่อยๆดับ

32:22

ถ้าเราค่อยๆดับแล้วก็ดับบ่อยๆกิเลสมันก็

32:25

ดับหมดเหมือนกันส่วนใดที่ดับไปแล้วก็ให้

32:28

ดับไปเลยจะไม่เกิดขึ้นมาใหม่

32:33

ต่อนี้ไปก็จะขอเอากรรมฐานมหิปัฏฐานสูตรใน

32:37

กายานุปัสสนาบทต้น

32:40

ที่เรียกว่าอานาปานบัมากล่าวกับบรรดาท่าน

32:44

ทั้งหลาย

32:46

ทั้งนี้เพื่อกันความเฝือ

32:50

หรือกันความสงสัยขอบาลีมาอ่านให้ฟังก่อน

32:55

กล่าวในตอนนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

33:00

นี่เป็นสำนวนบาลีอาจจะฟังไม่เข้าใจชัดนัก

33:05

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็น

33:08

กายภายในกายเนืองๆอยู่อย่างไรเล่า

33:14

งั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระ

33:17

ธรรมวินัยนี้

33:20

ไปสู่ป่าก็ดี

33:23

ไปสู่โคนไม้ก็ดี

33:26

ไปไปสู่เรือนที่ว่างป่าก็ดี

33:31

นั่งคั้วบัลลังก์คือขัดสมาธิตั้งกายให้

33:34

ตรงตำรวงสติไว้เฉพาะหน้าคือมีสติอยู่เสมอ

33:41

ย่อมมีสติ

33:44

แล้วว่าย่อมมีสติหายใจเข้า

33:48

ย่อมมีสติหายใจออก

33:52

เมื่อหายใจเข้ายาว

33:55

ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว

33:59

หรือว่าเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจ

34:03

ออกยาว

34:06

หายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้า

34:10

สั้น

34:12

หรือหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออก

34:16

สั้น

34:18

ย่อมสำเหนกดังนี้ว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้

34:22

ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง

34:26

คือหายใจเข้า

34:29

ย่อมสำหนัก

34:31

เป็นผู้กำหนดรู้กองตลอดกองลมหายใจทั้งปวง

34:35

หายใจออก

34:38

ย่อมสำหนิกว่าเราจะระงับกายสังขารคือลม

34:43

หายใจเข้าลมหายใจออก

34:47

คือลมอัสสาสะปัสสาสะ

34:49

ที่เรียกว่าลมหายใจเข้าก็หรือว่าหายใจออก

34:52

นั่นเอง

34:55

ย่อมสำหนับ

34:57

กายสังขารหายใจออก

35:01

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

35:05

แม้อันนี้ฉันใด

35:08

นายแช่งกลึงหรือว่าลูกมือของนายแช่งกลึง

35:11

ผู้ฉลาด

35:14

เมื่อชักเชือกกรึงยาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้

35:19

เราชักเชือกกรึงยาว

35:22

เมื่อชักเชือกกรึงสั้นก็รู้ชัดว่าเวลานี้

35:25

เราชักเชือกกรึงสั้น

35:29

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

35:32

ภิกษุก็ฉะนั้นนั่นเหมือนกัน

35:36

เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้เรา

35:40

หายใจเข้ายาว

35:43

หรือว่าหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้เรา

35:47

หายใจออกยาว

35:50

เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจ

35:54

เข้าสั้น

35:56

หรือเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหาย

36:00

ใจออกสั้น

36:02

ย่อมสำเหนิว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด

36:07

กองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า

36:11

ย่อมสำเหนียกว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด

36:15

กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก

36:19

ย่อมสำหนับ

36:21

กายสังขารให้ใจเข้า

36:25

ย่อมสำเหนระงับกายสังขารหายใจออก

36:31

ดังนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็น

36:36

ไปภายในบ้าง

36:39

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นไปในภายนอก

36:43

บ้าง

36:45

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภาย

36:49

นอกบ้าง

36:50

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นใน

36:54

กายบ้าง

36:56

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปใน

37:00

กายบ้าง

37:02

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้น

37:06

ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง

37:11

ก็หรือสติว่ากายนี้มีอยู่เข้าไปตั้งอยู่

37:15

เฉพาะหน้าแก่เธอ

37:18

แต่เพียงสัตวเป็นที่รู้แต่เพียงสัตวว่า

37:22

เป็นที่อาศัยระลึก

37:25

เธอย่อมไม่ติดอยู่ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลก

37:29

นี้ทั้งหมด

37:31

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็น

37:35

กายในกายเนืองๆอย่างนี้

37:40

นี่สำหรับใน

37:44

อานาปานบัคือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

37:50

ตามที่เอาพระบาลีขององค์สมเด็จพระ

37:53

สัมมาสัมพุทธเจ้า

37:55

มาไหว้ท่านฟัง

37:58

ทั้งนี้ก็เพื่อกันบุคคลทั้งหลาย

38:03

ที่จะมาโมเมบอกว่าเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร

38:07

กองนี้เนี่ยผมเป็นคนตั้งขึ้นเอง

38:12

ความจริงเรื่องอย่างนี้น่ะผมตั้งไม่ได้

38:15

ถ้าผมตั้งเองสร้างขึ้นเองได้ผมก็เป็นพระ

38:18

พุทธเจ้าได้

38:20

ถ้าผมเป็นพระพุทธพุทธเจ้าได้ผมก็ไม่มา

38:23

นั่งอยู่เวลานี้ให้มันลำบาก

38:27

ผมก็ไปนิพพานแล้วสบาย

38:30

แต่ในความจริงความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไม่

38:33

ใช่ความรู้ของผม

38:36

ขอท่านทั้งหลายได้โปรดทราบว่าเป็นความรู้

38:39

ของพระพุทธเจ้า

38:43

มีสำหรับในอานาปานุสติ

38:45

และอนาปานบั

38:48

ในกายในกายานุปัสสนามหาปฏิ

38:53

ถ้าฟังกันดูให้ดีแล้วพระพุทธเจ้าจะสอน

38:57

ทั้งสมถะและวิปัสสนา

39:01

เข้าใจไว้ด้วยนะในความจริงอานาปานบันี่

39:06

เป็นของสำคัญมากเป็นการทรงอารมณ์ป้องกัน

39:10

ความฟุ้งฟุ้งซ่านของจิต

39:14

ถือใจความสั้นๆพระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า

39:20

เวลาที่เราหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า

39:24

มีสติ

39:26

ไอ้สติก็หมายความรู้อยู่ไม่ลืม

39:31

เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่าหายใจออก

39:36

เวลาหายใจเข้ายาวหรือสั้น

39:41

เวลาหายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่

39:45

ท่านบอกว่าเราจะเป็นผู้มีสติรู้กองลมหาย

39:49

ใจเข้าหายใจออกทั้งหมด

39:52

หมายความว่าลมที่หายใจเข้ายาวเท่าไหร่เรา

39:56

รู้

39:58

หรือว่าสั้นเท่าไหร่เราก็รู้หายใจออกยาว

40:03

หรือสั้นเท่าไหร่เราก็รู้

40:06

เป็นอันว่าให้ทรงกำหนดเอาจิตเข้าไปจับลม

40:11

หายใจเข้าหายใจออกไว้ให้เป็นปกติ

40:16

เมื่อเราสามารถทรงอารมณ์รู้ลมหายใจเข้า

40:19

หายใจออกได้เป็นปกติก็ชื่อว่าจิตเราทรง

40:22

สมาธิ

40:26

แต่ว่าท่านทั้งหลาย

40:29

เรื่องอานาปานุสติกรรมฐาน

40:31

เป็นการป้องกันอารมณ์โค้งซ่านของจิต

40:36

ถ้าเราพูดกัน

40:39

ก็เห็นว่าจะเป็นของไม่ยาก

40:44

แต่เวลาที่ปฏิบัติจริงๆก็ไม่ยากแต่ว่ามัน

40:47

ไม่ง่าย

40:50

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าจิตของเรามีสภาพ

40:54

ครบกว่าของอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านมาเสียนานรับ

40:57

นับเป็นแสนๆกัปแล้วเป็นอสงขอสงไขยกัป

41:04

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาตินี้ทั้งชาติ

41:09

เราปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาตั้งแต่วันเกิด

41:12

ถึงวันนี้กี่วันแล้ว

41:16

เราก็ไม่เคยควบควบคุมอารมณ์ลมหายใจเข้า

41:19

หายใจออกเลย

41:22

รวมความว่าเราไม่ยอมใช้สติสัมปชัญญะที่มี

41:27

อยู่ให้เป็นประโยชน์

41:31

ลมหายใจเข้าหายใจออกนี่เรามีกันอยู่เป็น

41:34

ปกติถ้าขาดเมื่อไหร่มันก็ตายเมื่อนั้น

41:39

ไม่ต้องถือว่าเป็นการเว้นสักวัน 2 วันเรา

41:43

จะเว้นชั่วขณะหนึ่งมันก็ไม่มี

41:48

เป็นอันว่าลมหายใจเข้าหายใจออกที่มีอยู่

41:51

กับร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา

41:55

แต่ท้าว่าเราไม่เคยสนใจ

42:01

ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราเป็นคนมีสติหยาบ

42:07

มีอารมณ์หยาบ

42:10

ไม่สนใจก็ลมหายใจเข้าออกซึ่งมีความสำคัญ

42:16

นี่องค์สมเด็จพระพระทรงทรจึงแนะนำใหม่ให้

42:20

ใช้อารมณ์ให้มันดีขึ้น

42:24

บางทีท่านทั้งหลายจะไม่คิดว่าก็มันให้ใจ

42:27

ของมันอยู่แล้วจะไปรู้มันทำไม

42:31

นี่เรารู้เพื่อเป็นการทรงสติสัมปชัญญะให้

42:34

มันดี

42:37

และคนใดถ้ามีสติสัมปชัญญะ 2 ประการหรือ

42:40

ว่ามีสติสมบูรณ์แบบคนนั้นเขาเรียกกันว่า

42:44

พระอรหันต์

42:47

นี่พระพุทธเจ้าที่สอนให้เรา

42:51

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเพื่อให้สติจับ

42:55

อยู่ว่าเวลานี้เราหายใจเข้า

42:59

เวลานี้เราหายใจออกเราหายใจเข้ายาวหรือ

43:04

สั้นเราหายใจออกยาวหรือสั้นก็เพื่อให้เรา

43:08

ฝึกการทรงสติให้สมบูรณ์นั่นเองเพื่อความ

43:11

เป็นพระอรหันต์

43:15

นี้ความสำคัญในเวลาฝึกมันมีอยู่

43:20

ว่าเวลาทำจริงๆในด้านอานาปานุสติกรรมฐาน

43:25

นี้เป็นของหนัก

43:28

อาตมาเองก็รับรองว่าหนัก

43:32

แต่ว่าถ้าเราไม่ทิ้งวิริยะอุตสาหะ

43:37

ก็เห็นว่าไม่หนักเหมือนกัน

43:41

วิธีที่เราจะทำเราจะบังคับจิตให้มันทรง

43:45

อารมณ์เป็นสมาธิรู้ลมเข้าลมออกตลอดเวลาน

43:48

มันไม่ได้

43:51

เราก็ต้องใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาว

43:56

อย่างตามที่องค์สมเด็จพระ

43:57

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเหมือนกับเรา

44:02

ฝึกม้าพยศ

44:07

ตามธรรมดาม้าที่มีกำลังกล้ามีความดื้อ

44:12

ถ้ามันไม่ประยังมันได้ใช้มันได้สะดวก

44:17

เวลาที่มันพยศขึ้นมาจริงๆ

44:21

มันไม่เอาไหนบังคับมันไม่ได้กำลังมันก็ดี

44:24

เราก็สู้มันไม่ได้

44:27

นี่เรื่องอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิตที่จะ

44:30

บังคับด้วยอานาปานุสติก็เช่นเดียวกัน

44:35

กล่าวว่าในขณะใดเมื่อพบอาการพยศของ

44:38

อานาปานุสติเข้าคือสติไม่สามารถจะคมอยู่

44:44

ท่านแนะนำไว้ 2 วิธีว่าถ้าไม่ไหวจริงๆให้

44:48

พักเสียก่อน

44:51

นอนให้สบายแล้วเที่ยวให้สบายจิตใจมันจะ

44:56

คิดยังไงปล่อยมันไปตามอารมณ์อย่าฝืนนะถ้า

45:00

ไม่ไหวจะฝืนถ้าฝืนเป็นบ้าแน่แล้วจะมาโทษ

45:04

กันไม่ได้จะเป็นโรคประสาท

45:08

ได้แนะนำกันมาแล้วว่าส่วนสุด 2 อย่างที่

45:11

เรียกกันว่าอัตกิรมฐานุิโยค

45:13

จงอย่ามีในคณะของเรา

45:17

ถ้าใครต้องเสียสติมีเป็นโรคประสาทเพราะ

45:21

เจริญกรรมฐานผมจะไม่รับรองไม่รักษาไม่

45:25

ยุ่งโดยเด็ดขาด

45:27

เพราะเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตามอยากจะบ้าก็

45:30

เชิญบ้าไปจะไม่ยอมรักษาไม่ยอมเกี่ยวข้อง

45:38

แนะนำแล้วมันหนัก

45:39

มันไม่ไหวก็เลิกพักเรายังมีวันมีเวลา

45:45

เมื่ออารมณ์สบายก็มาเริ่มใหม่เวลาเริ่มก็

45:48

อย่าใช้เวลาให้มากนักใช้เวลาน้อยๆกะเอา

45:52

ชนะเป็นสำคัญ

45:56

คำว่าชนะก็หมายความน้อยในชั่วระยะเวลา

46:00

น้อยๆเราจะพยายามรู้ลมเข้าลมออกรู้ลมสั้น

46:05

ลมยาว

46:08

ใช้เวลาให้สั้นในเวลานั้นจะไม่ยอมให้จิต

46:11

ฟุ้งซ่านเด็ดขาดจะให้ทรงอยู่ตามอารมณ์ที่

46:14

เราต้องการ

46:16

ถ้ามันเป็นไปโดยสะดวกไม่ได้ก็บังคับมัน

46:20

นี้อย่างหนึ่ง

46:22

อีกอย่างหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าถ้า

46:25

บังคับไม่ได้จริงๆเหมือนกับม้าอยศ

46:29

ก็กอดคอมันถือแซ่ไว้ปล่อยมันวิ่งไป

46:35

จับบังเหียนมันเข้าไว้ปล่อยให้มันวิ่งไป

46:37

ตามอัธยาอาศัย

46:40

มันวิ่งไปวิ่งไปพอหมดแรงไม่สามารถจะ

46:43

ประยุศแล้วก็บังคับให้เข้าจุดตามทางที่

46:46

เราต้องการได้

46:50

ข้อนี้มีอุปมาชั้นใดไม่จิตซ่านก็เหมือน

46:53

กัน

46:55

ถ้าซ่านจริงๆเอาไว้ไม่ไหวก็คิดปล่อยมัน

46:58

อยากจะคิดอะไรก็เชิญคิด

47:01

เคยฝึกมาแล้วเคยทดลองมาแล้วมีผลดีมากมัน

47:07

จะคิดจริงจริงก็ไม่เกิน 20 นาทีไม่เคยถึง

47:12

พอมันเลิกคิดตอนนี้เราเริ่มจับลมหายใจออก

47:16

มันจะทรงเป็นฌานดิ่งมีอารมณ์สงบสงัดนาน

47:21

ยังตั้งครึ่งชั่วโมงค่อนชั่วโมงแล้วถึง 1

47:23

ช่โมง 2 ชั่วโมงมันยังไม่ถอนตัว

47:28

แลการที่การทรงอารมณ์ดีของจิตในด้าน

47:32

สมถะภาวนา

47:34

ก็จงอย่าถือว่ามันจะดีเสมอไป

47:38

บางวันก็ดีบ้างบางวันก็เลวบ้างนี่เป็นของ

47:42

ธรรมดา

47:45

นี่เป็นว่าในเรื่องของอานาปานบั

47:49

ในด้านสมถะภาวนา

47:53

ก็ไม่มีอะไรมากนี่ท่านแนะนำไว้เพียงเท่า

47:56

นี้ก็อธิบายมันก็พอจะเข้าใจก็ขอให้ตั้งใจ

48:00

ฝึกกันให้ได้ก็แล้วกัน

48:04

ตอนนี้มาในตอนท้ายท่านควบวิปัสสนาญาณไว้

48:08

ด้วย

48:10

เมื่อเราทรงอารมณ์ในด้าน

48:12

อานาปานุสติกรรมฐาน

48:14

พอมีจิตสบายตามสมควรคือมีสภาวะทรงอยู่ได้

48:18

บ้าง

48:20

เราก็มาพิจารณาในด้านวิปัสสนาญาณ

48:26

ให้กล่าวว่าภิกษุทั้งหลาย

48:30

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้าง

48:35

ย่อมพิจารณาพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภาย

48:38

นอกบ้างนี่หมายความว่าพิจารณากายเราเอง

48:41

บ้างพิจารณากายบุคคลอื่นบ้าง

48:46

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภาย

48:50

นอกคือพิจารณากายเราด้วยพิจารณากายบุคคล

48:54

อื่นด้วยเปรียบเทียบกันน้อมเข้ามาว่ามัน

48:58

มีสภาพเหมือนกัน

49:02

กล่าวว่าย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความ

49:05

เกิดขึ้นบ้าง

49:08

ว่าตามธรรมดาร่างกายของคนเราและสัตว์มัน

49:12

ก็มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น

49:15

นี่เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย

49:19

แล้วต่อไปท่านบอกว่าย่อมพิจารณาเห็น

49:22

ธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้าง

49:26

นี่ให้เราใช้ปัญญาหาความเป็นจริงว่าร่าง

49:30

กายเี่มันมีสภาพไม่ทรงตัว

49:34

เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความเสื่อมไป

49:38

ถ้าดูร่างกายของเราไม่ถนัดก็ดูร่างกายชาว

49:41

บ้าน

49:43

ที่เเกิดก่อนเราหรือว่าเกิดพร้อมเราหรือ

49:46

ว่าเกิดทีหลังเรา

49:50

ว่าร่างกายมันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง

49:53

บ้างหลังจากความเป็นเด็กเล็กมันก็มาเป็น

49:56

เด็กใหญ่

50:00

จากเด็กก็มาเป็นหนุ่มเป็นสาว

50:04

อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มาเป็นคนแก่

50:09

นี่มันเป็นธรรมดาร่างกายมันเสื่อมไปเป็น

50:12

ปกติอย่างนี้เป็นของธรรมดา

50:16

ที่ถือว่าให้ถือว่าเป็นธรรมดาก็หมายความ

50:19

ว่าไม่ยึดมั่นมันว่าเราจะต้องเป็นเด็ก

50:22

อยู่ตลอดเวลา

50:24

เราจะต้องเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา

50:29

ถ้าว่าอย่างงั้นมันจะต้องเดินเข้าไปหา

50:32

ความเสื่อมหาความสลายตัวเป็นปกติ

50:37

แล้วกล่าวต่อไปว่าย่อมพิจารณาเห็นเป็น

50:40

ธรรมดาว่าคือมันมีทั้งความเกิดขึ้นแล้วก็

50:44

มีทั้งความเสื่อมไปภายในกายนี้บ้าง

50:49

หรือว่ามีสติเรียกว่าหรือว่ามีสติว่ากาย

50:54

นี้มีอยู่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอ

50:59

เพียงแต่สักแต่ว่ารู้อยู่

51:02

อันนี้หมายความว่าไอ้การที่มีร่างกาย

51:05

เนี่ยจะเป็นกายเราก็ดีกายเขาก็ดี

51:11

เป็นกายที่บุคคลเนื่องถึงกันคือกายเราผู้

51:14

เป็นสามีกายเขาที่เป็นภรรญา

51:18

หรือกายเราผู้เป็นภรรญากายเขาซึ่งเป็น

51:21

สามีกายของเขาที่เป็นพ่อเป็นแม่เป็นปู่

51:25

เป็นย่าเป็นตาเป็นยายเป็นลูกเป็นหลานเป็น

51:28

เหลนเป็นเพื่อน

51:32

ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดมีสภาพเกิดขึ้นใน

51:35

เบื้องต้นแล้วก็มีความเสื่อมไปเป็นปกติ

51:40

และท่านแนะนำว่าเธอจงอย่าเอาจิตเข้าไปติด

51:44

ในกายนั้น

51:47

ให้พิจารณาว่าไอ้ร่างกายทั้งหลายเหล่านี้

51:51

มันมีอยู่ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเราที่เรา

51:54

มองเห็นอยู่ก็สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น

51:58

คือว่าเอาจิตหยาจิตใจเข้าไปผูกไปพันมัน

52:02

อย่าไปยึดถือว่ามันจะเป็นเราจริงเป็นของ

52:05

เราจริงเพราะเราจะต้องอยู่กับมันมันจะ

52:09

ต้องอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย

52:13

ท่านว่าอย่างนี้นะ

52:15

จำไว้ให้ดีว่าเราจะต้องไม่ยึดถือว่าร่าง

52:20

กายนี้มันเป็นเราเป็นของเราอยู่ตลอดกาล

52:23

ตลอดสมัย

52:25

เรามีความรู้สึกว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว

52:28

มันก็เสื่อมไปในที่สุด

52:32

เราจะไม่เอาจิตจิตไปคิดว่าเราจะอยู่กับ

52:35

มันเราจะมีความรู้สึกว่าไอ้ร่างกายประเภท

52:40

นี้มันก็สักเพียงแค่มีขึ้นมาเท่านั้น

52:44

แล้วเมื่อช้ามันก็ต้องสลายตัวไป

52:49

ท่านว่ายังไงต่อไปท่านบอกว่าเพียงแต่สัก

52:53

แต่ว่าร่างกายเป็นที่อาศัย

52:58

เป็นที่ระลึกย่อมไม่ติดอยู่ด้วยให้มีความ

53:02

รู้รู้สึกว่าร่างกายเนี่ยเป็นที่อาศัยของ

53:05

จิตชั่วคราวเท่านั้น

53:08

เราจะไม่ติดอยู่ในมันตลอดกาลตลอดสมัยเป็น

53:13

วางภาระในร่างกายเสียนี่เป็น

53:17

นี่เป็นสกายทิฏฐิ

53:19

สกายทิฏฐินะตัวนี้นะตัวตัดความเข้าถึง

53:23

ความเป็นอรหันต์

53:26

ก็กล่าวแต่ว่าย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกนี้

53:30

ด้วยนี่หมายความว่าในเมื่อเราไม่ยึดถือ

53:34

ร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเราแล้ว

53:38

ขอในโลกนี้ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งหมดจะ

53:42

เป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม

53:47

เราก็ไม่ถือว่าอะไรมันเป็นเราเป็นของเรา

53:49

ทั้งหมด

53:51

ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถือว่าเป็นทรัพย์

53:54

เป็นสิ่งของเราเราจะมีสิทธิ์ใช้มีสิทธิ์

53:58

บังคับมีอำนาจเป็นเจ้าของมันก็เฉพาะเพราะ

54:02

ขณะที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น

54:06

ในเมื่อเราตายไปแล้วเราก็หมดสิทธิที่จะ

54:09

ต้องใช้มัน

54:11

เป็นกล่าวว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุ

54:15

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอย่างนี้

54:20

ผมก็ขอแถมอีนิดว่าหากว่าท่านทั้งหลาย

54:24

พิจารณาอยู่ทั้งหลายอย่างนี้ไปเรื่อยๆคำ

54:29

ว่าเนื่องๆก็หมายความเป็นปกติ

54:32

ไม่ขาดสายจิตใจของเราก็จะหมดจากความรู้

54:37

สึกที่ติดอยู่ในความโลภ

54:41

ที่ติดอยู่ในความรักติดอยู่ในความโกรธติด

54:45

อยู่ในความหลง

54:48

เพราะว่าไอ้สิ่งที่เราโลภมันก็เป็นวัตถุ

54:50

ของโลก

54:52

ที่เรารักมันก็เป็นวัตถุของโลก

54:56

ที่เราก็โกรธก็เนื่องจากวัตถุของโลกซึ่ง

54:59

มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราที่เราหลงกับมัน

55:03

เป็นวัตถุของโลกในเมื่อวัตถุทั้งหลายซึ่ง

55:06

มีร่างกายเราก็ดีร่างกายคำว่าคนอื่นก็ดี

55:10

หรือวัตถุทั้งหลายอย่างอื่นก็ดีซึ่งเรา

55:12

ไม่ติดมันเสียแล้วความโลภมันก็หมดไป

55:17

ความรักมันก็หมดไปความโกรธมันก็หมดไปความ

55:21

หลงมันก็หมดไปนี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระ

55:25

จอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้

55:30

อานาปาการสติกรรมฐานอย่างเดียว

55:33

ขึ้นต้นด้วยสมถะและก็จบด้วยอำนาจ

55:36

วิปัสสนาญาณ

55:38

ถ้าบรรดาทุกท่านใช้กำลังจิตอย่างนี้ได้ก็

55:42

แสดงว่าจะเป็นเพียงแค่อานาปานุสติกรรมฐาน

55:45

อย่างเดียวก็เป็นอรหันต์ได้

55:49

บรรดาพยูคาวจรทั้งหลายเวลาที่จะคุยกันแนะ

55:53

นำกันก็หมดเสียแล้วต่อแต่นี้ไปของบรรดา

55:57

สาวกขององค์สมเด็จพระกทีปแก้วแล้วจงตั้ง

56:02

กายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นยืนก็ได้เดินก็

56:05

ได้นอนก็ได้แน่นก็ได้ตามอัติยาศัย

56:10

จงพิจารณาไปตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์

56:13

สมเด็จพระชินวรบรมศาสดา

56:17

จะเป็นไปตามแนวของพระรวัหรือว่าตามแนวใน

56:21

มหาิมาแนวมหาติปัฏฐานสูตรที่กล่าวมาใน

56:25

อานาปานบัก็ได้เป็นไปตามความประสงค์

56:29

จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นสมควร

Interactive Summary

เนื้อหานี้เป็นการแนะนำการเจริญพระกรรมฐาน โดยเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำถึง "อิทธิบาท 4" ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการทำให้ทุกกิจสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรม ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา พร้อมเตือนให้ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือพระอรหันต์ ไม่ใช่แค่การบวชตามประเพณี จากนั้นได้เล่าเรื่องราวการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ทรงละการทรมานกายแบบสุดโต่งและพบว่าการตรัสรู้มาจากกำลังใจไม่ใช่กาย ตลอดจนการค้นหาบุคคลแรกที่ควรรับธรรมะ คือปัญจวัคคีย์ ท่านได้สอนให้เว้นทางสุด 2 อย่างคือ อัตตกิลมถานุโยค (ทรมานตน) และ กามสุขัลลิกานุโยค (หลงในกามสุข) และให้ดำเนินตาม มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) การปฏิบัตินี้เน้นที่การฝึกอานาปานสติ (การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก) ซึ่งเป็นการรวมสมถะและวิปัสสนา โดยให้รับรู้ลมหายใจอย่างมีสติ เพื่อฝึกใจให้สงบ และพิจารณากายทั้งของตนเองและผู้อื่นถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เพื่อละความยึดมั่นในกายและวัตถุทั้งปวง อันจะนำไปสู่การเป็นพระอรหันต์

Suggested questions

6 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community