ทำไมชีวิตติดขัด นั่งสมาธิไม่สงบทำอย่างไร? ทางลัดความสำเร็จด้วยอิทธิบาท 4 | หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง
922 segments
สำหรับการแนะนำคำในการเจริญพระกรรมฐานใน
วันนี้
ก็ยังจะไม่พูดถึงมหาคติปัฏฐาน
สูตรทั้ง 4
เพราะว่าถ้าจะพูดไป
ก็เกรงไปว่าความสมบูรณ์แบบในการปฏิบัติ
ของบรรดาท่านทั้งหลายจะไม่ครบถ้วน
มาจากอิทธิบาต 4 ซึ่งมีความกำลังสำคัญใน
การทำทุกอย่าง
คำว่าอิทธิบาต 4 นี้คิดว่าท่านทั้งหลาย
ยังไม่ลืม
อิทธิบาต 4 เป็นคุณเครื่องที่ให้ความ
สำเร็จแก่ท่านทุกอย่างทั้งทางโลกและทาง
ธรรม
หากว่าท่านเป็นชาวบ้านจะประกอบกิจการงาน
ใช้กำลังอิทธิบาท 4 เข้าช่วย
เป็นอันว่ากิจทุกอย่างที่ท่านทำนั้นจะมี
ผลสำเร็จตามความประสงค์ทุกประการไม่มี
อะไรบกพร่อง
จะได้ผลสมบูรณ์แบบจริงๆ
อันนี้ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงจง
รักษาไว้เป็นสมบัติสำคัญทางจิต
ขอทวนอีกครั้งหนึ่งวธิบาต 4 ก็คือ 1
ฉันทะความพอใจในจิตที่เราจะพึงธร
2 วิริยะความเพียรในการต่อต้านอุปสรรค
3 จิตตะเอาจิตใจจดจ่ออยู่เสมอในจิตที่
เราจะพึงทำไม่ละเลย
ไม่ไม่ทำจิตให้เหินห่างไม่พลั้งไม่เผลอจด
จ่อจ้องอยู่เสมอว่าเราจะทำสิ่งนี้ให้ได้
แล้วก็ 4 วิมังสาก่อนจะทำอะไรทั้งหมดใช้
ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญเสียก่อน
ให้ทราบว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะมีผลดี
ผลชั่วเป็นประการใด
แล้วก็เลือกเอาในสายเฉพาะที่มีผลดีเท่า
นั้นไม่เลือกในสายที่มีผลชั่ว
นี่ถ้าอธิบาต 4 มีครบถ้วนแล้วก็จรณะ 15
ประการของบรรดาท่านทั้งหลายก็จะครบถ้วน
ด้วย
และก็สามารถจะควบคุมบารมีทั้ง 10 ประการ
ให้ทรงตัว
อาการทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้ของบรรดา
ท่านพยาวจรทั้งหลาย
จงทรงให้ครบให้ถ้วนอย่าให้บกพร่องเป็นขาด
ถ้าขืนปล่อยให้บกพร่องแล้วท่านก็อย่าเสีย
ใจมาก
เพราะอะไรเพราะว่าถ้าปล่อยให้อาการสานี้
บกพร่องความสำเร็จต่างๆที่ท่านต้องการจะ
ไม่มีผลเลย
เป็นพระก็จะไม่มีผลในด้านความเป็นพระ
เป็นฆราวาสก็จะไม่มีผลในการงานที่ท่านจะ
พึงทำ
เป็นอันว่าต้องพยายามควบคุมให้ทรงตัว
แต่ว่าการเจริญพระกรรมฐานเพื่อการบรรลุ
มรรคผล
คำว่ามรรคผลนี้ก็ไม่ได้เกณฑ์วัดจะต้องให้
ท่านเป็นพระโสดาบันพระสกิทาคามีอนาี
อนาคามีหรือพระอรหันต์เสมอไป
แต่ความตั้งใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท
ก็ควรจะตั้งใจอยู่ในเกณฑ์นั้นว่าเรา
ต้องการผลสูงไม่ต้องการผลต่ำ
เพราะทำอะไรถ้าไม่มีกฎไม่มีเกืนไม่มี
อารมณ์ตั้งใจที่เรียกกันว่าอธิษฐานบารมี
ดีทำแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำ
เหมือนกับคนเดินทาง
ถ้าเราออกจากบ้านแล้วก็คิดว่ามันจะไปไหน
ก็ช่าง
ไปมันส่งเดชไปแต่วันเนี้ย
ไปเรียกว่าไปส่งอย่างนี้ผลมันก็ไม่ดี
มันจะดีได้ยังไงบรรดาท่านทั้งหลาย
เพราะว่า
ไม่กันไปไม่หาจุดหมายปลายทางมันคือจุด
เข้าถึงจุดหมายปลายทางที่ดีไม่ได้
ถ้าเรามีเจตนาเจาะจงว่าวันนี้เราจะไปไหน
แล้วก็เราต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้อย่างนี้
การเข้าถึงจุดนั้นก็เข้าถึงได้เร็ว
ก็นี้มีอุปมาชั้นใดในการเจริญกรรมฐานก็
เหมือนกัน
เราก็ต้องมีการตั้งใจไว้ก่อนว่าตั้งเกณฑ์
ไว้ให้สูง
เกณฑ์อันดับแรกที่เราตั้งไว้ก็คือพระ
อรหันต์
เมื่อเรามาความนี้เราต้องการความเป็นพระ
อรหันต์
ไม่ใช่บวชสักแต่ว่าบท
ไม่ใช่บวชตามประเพณีแต่คิดว่าบวชสักวบท
บวชตามประเพณีก็มีหวังอเวจีมหานนรก
ไม่มีทางรอด
เพราะว่าพระนี่แม้แต่พระด่าพระเท่านั้น
อย่างสุวรรณัจฉา
เป็นพระอยู่
แต่ว่าเธอมีพระไม่เป็นพระไม่สำรวม
ชอบด่าพระด้วยกันเท่านี้เธอตายลงไปแล้วก็
ไปเกิดในอเวจีมหานรก
นี่มันเป็นเรื่องใหญ่คือพระเรานี่บาปก็
บาปหนัก
ถ้าจะมีบุญก็มีบุญหนัก
ฉะนั้นในเมื่อการตั้งใจของเราก็ตั้งไว้
ให้หนักคือตั้งเอาอรหันต์เลย
เมื่อบวชคราวนี้เราต้องการเป็นพระอรหันต์
เมื่อตั้งใจไว้สูงเหมือนกับเราขึ้นต้นไม้
หรือว่าเดินทางไกล
ขึ้นต้นไม้เราต้องการขึ้นให้ถึงยอด
ถ้าบังเอิญมันไปหมดแรงจริงๆถ้าไม่ถึงยอด
อย่างต่ำที่สุดมันก็จะถึงครบค่าครบข้าง
ล่างคือกิ่งใหญ่ข้างล่างเป็นอันว่าเราก็
มีโอกาสได้ขึ้น
ถ้าเราจะคิดว่าเอาขึ้นมันส่งมันจะขึ้นได้
หรือไม่ได้ก็ช่างขึ้นมันส่ง
ดีไม่ดีก็แต่กายเหนื่อยเปล่าอยู่ข้างล่าง
เท่านั้นเพราะขาดวิริยะอุตสาหะ
ข้อนี้มีอุปมามาชั้นใดการเจริญกรรมฐานและ
การบวชพระก็เหมือนกัน
ผมขอนำแบบฉบับเก่าๆที่ท่านพระโบราณาจารย์
ท่านเขียนคำขอบรรปชาไว้ว่านิพพานัสสะ
สัจฉิกิริยายะเอตังกาสาวังคเหตวา
บางทีท่านจะบอกว่าสมัยนี้เขาไม่ใช้แล้วจะ
ใช้หรือไม่ใช้ก็ตามมันก็มีความจำเป็น
ถ้าเราไปนิยมตามที่บุคคลที่เขาไม่ใช้นั่น
แสดงว่าเรามันจะทรามไปตามเขา
ให้ถือความมุ่งหมายเดิมว่าการบวชเข้ามา
นี่ท่านแปลว่าข้าพเจ้าขอรับฆ่ากาสาวพัสด
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งพระนิพพาน
ในเดิมทีเดียวการอุปสมบทบรรชาในพระ
พุทธศาสนาเมีความมุ่งหมายอย่างนี้
นี่ในเมื่อเก่าเมีความมุ่งหมายอย่างนี้
เราก็ควรจะปฏิบัติหรือตั้งใจตามบุคคลชั้น
เก่าไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าบวชไม่ใช่สักแต่
ว่าทำกัน
คราวนี้การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
ครั้งหนึ่ง
บรรดาพระทั้งหลายจะเข้าไปในป่าเมื่อเรียน
กรรมฐานจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้ว
ตามสมัยโบราณท่านทำอย่างนั้นนะท่านไม่มา
นั่งรับคำสอนเหมือนเราฟังกันอยู่วันละ 3-4
ครั้งแบบนี้
ท่านฟังกันครั้งเดียว
ฟังครั้งเดียวฟังแล้วก็จำจำแล้วก็เข้าไป
ปฏิบัติในป่า
ปฏิบัติให้ได้มรรคได้ผลออกมาเลย
แต่ความจริงวัดเรานี่ถ้าเหมือนจะคิดว่า
มันไม่ใช่ป่ามันก็คล้ายป่าป่า
ป่าก็มีเสียงนกเสียงกา
มีธรรมวิเวกมีกายวิเวก
วัดของเราจริงๆนี้ก็มีความสงบสงัดพอ
เพราะเสียงจากวิทยุเสียงจากขยายเสียงอะไร
ต่ออะไรของเรานี่เสียงบทเสียงเพลงของเรา
เี่ไม่มี
เวลาพักจัดการฟังคำแนะนำแล้วก็มีอาการ
เงียบสงัด
จะมีอยู่บ้างก็เสียงสุนัขเข่าสุนักขร
นี่เราก็ต้องคิดว่าถึงในป่าว่าในป่าน่ะมี
เสียงนกเสียงกาอยู่ตลอดเวลาเก็ทำความดี
กันได้งั้น
เราก็ได้เปรียบกว่าพระที่เข้าป่าพระที่
เข้าป่าต้องยุงกินต้องลิ้งกัดที่นั่งที่
นอนก็ไม่สะดวกอาหารก็ไม่สะดวก
แต่ก็ท่านก็สามารถทำความดีกันได้
เราอยู่ในสถานที่ดีกว่าท่าน
มีโอกาสดีกว่าท่านนั่งสบายกว่านอนสบาย
กว่าอาหารการบริโภคก็ดีกว่าสถานที่ก็ดี
กว่าแต่ถ้าบังเอิญเราทำดีไม่ได้ก็น่าสลด
ใจอย่างยิ่ง
ก็แสดงว่าเราเป็นอภัพพบุคคลเป็นบุคคลที่
หาความเจริญอะไรไม่ได้
นี่ก็ขอพูดต่อไปว่าเมื่อพระไปเรียนพระ
กรรมฐานฐานจากพระพุทธเจ้าความจริงท่านไม่
ได้สอนมากท่านสอนเล็กๆน้อยๆเท่านั้นนับ
ตตวันพรุ่งนี้ไปท่านจะเห็นบุคคลตัวอย่าง
ว่าเวลาที่เขาศึกษากับพระพุทธเจ้าก็ดี
ศึกษาจากพระอริยสงฆ์ก็ดีเศึกษากันขนาดไหน
แล้วในที่สุดท่านทั้งหลายเหล่านั้นเข้า
ป่าชัดกลับออกมาหรือไม่ทันกลับก็เป็น
อรหันต์กันเลย
นี่มีกันอยู่มากถ้าลีลาแห่งการเจริญเป็น
กรรมฐานให้เข้าถึงผลบรรดาท่านสาธุชนและ
ภิกษุสามเณรนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปเวลา
ก่อนที่จะอธิบายเริ่มกรรมฐานท่านจะเข้าใจ
จะได้รับฟังบุคคลตัวอย่าง
นี้ก็เป็นอันว่าเมื่อพระไปศึกษาพระ
กรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็สอนไม่
มาก
นิดๆหน่อยๆพอเข้าใจ
บรรดาแล้วบรรดาพระทั้งหลายลาพระพุทธเจ้า
จะเข้าป่าพระพุทธเจ้าบอกว่าเธอจงไปหาพระ
สารีบุตรก่อน
เมื่อพระเข้าไปหาพระสารีบุตรแล้วพระ
สารีบุตรก็ถามว่าถ้าเธอไปในแดนไกล
ถ้าชาวบ้านเถามว่าเธอบวชเข้ามาในพระ
พุทธศาสนาเธอบวชเพื่ออะไร
เธอจะตอบเขาว่ายังไง
บรรดาพระทั้งหลายผู้นั้นก็จนใจไม่ทราบว่า
จะตอบว่ายังไง
พระสารีบุตรจึงได้สอนว่าถ้าบังเอิญมีใคร
เข้ามาถามเธออย่างนั้น
ขอเธอทั้งหลายจงตอบเว่าเราบวชเพื่อความ
ดับไม่มีเชื้อ
นี่ก็หมายความว่ากลัดับกิเลสไม่ให้หมด
หมายความดับให้หมดให้สิ้นไม่มีเชื้อเหลือ
หมายถึงความเป็นพระอรหันต์
นี่เป็นอันว่าพระโบราณาจารย์หรือต้นเขต
แห่งพระพุทธศาสนา
ท่านมีความมุ่งหมายกันอย่างนี้
เรื่องการบวชเข้ามานี่ท่านมุ่งความเป็น
พระอรหันต์เป็นสำคัญ
ฉะนั้นคำขอบรรชาในสมัยนั้นจึงมีคำว่า
นิพพานัสสะสัจจิกิริยายะเอตัง
กาสาวังคเหตุวา
จึงแปลเป็นเกความว่าข้าพเจ้าขอรับา
กาสาวพัตให้แจ้งเพื่อทำเพื่อ
ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาพ้อพัดเพื่อทำให้
แจ้งสิ่งพระนิพพาน
ในเดิมท่านว่ากันมาอย่างนี้นะแต่สมัยนี้
ท่านเปลี่ยนไปท่านแปลงไปก็อย่าเปลี่ยน
อย่าแปลงกำลังใจค้ำขอบรรชาไม่สำคัญ
สำคัญที่ความมุ่งหมายของจิตของเราเท่า
นั้น
นี่พูดถึงความมุ่งหมาย
และก็มาพูดกันต่อไปในคราวนี้ก็หลักเกณฑ์
ในการปฏิบัติเพื่อการต้องการให้เข้าถึง
มรรคผล
องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาได้ทรงแนะนำกับ
ท่านปัญจวัคคีฤาษีทั้งอ่า
ที่ป่าอิติอีอิสิตนมฤคทายวัน
เพราะว่าในสมัยนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระ
พิชิตมารเลิกจากการทรมานกาย
เมื่อสมเด็จพระจอมไตรหันเข้ามาบริโภค
อาหารเพื่อให้ร่างกายมีกำลัง
เพราะว่าพิจารณาแล้วว่าการทรมานกายนี่พระ
องค์ทรมานมาถึง 6 ปี
ร่างกายสูบหอมอดอาหารอดกลั้นหมายความ
กลั้นกลั้นใจกลั้นลมหายใจ
เอาลิ้งกดเพดานฟันกัดฟันเข้าไว้กลั้นลม
หายใจอย่างหนักอาหารก็อดจนกระทั่งร่างกาย
ซูบผอมเอามือลูบกับขนร่วงออกมาตามมือ
พระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทำอย่าง
นี้ถึง 6 ปีไม่สำเร็จมรรคผล
อาศัยที่องค์สมเด็จพระทศพล
ทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่อความเป็นพระ
พุทธเจ้า
ฉะนั้นอำนาจบารมีเดิมจึงดลบันดาลให้องค์
สมเด็จพระวิชิตมาน
พิจารณาเห็นว่าการพิจารณการทรมานการนอน
ทรมานกายอย่างนี้ไม่ใช่ทางสำเร็จมรรคผล
แน่
พราหมณ์ทั้งหลายทรมานกายไม่เสมอเท่าเราทำ
ยิ่งกว่ามาก
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจงคิด
ว่าผลแห่งการบรรลุมรรคผลน่ากลัวจะอยู่ที่
กำลังใจ
ไม่ใช่มาฝึกกันที่กาย
เอจนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงหันมาเสวย
พระกยาหาร
เวลานั้นท่านปัญจวัคีฤาษีทั้ง 5 มีท่าน
อัญญาโกัญญะท่านวัปปะท่านอือนามะ
เอ่อก็อัญญาวัปปะ
อัสิท่านมหานาม
และใครอีกท่านน่ะลืมซะแล้ว
เป็นอ 5 ท่านด้วยกัน
เห็นว่าพระองค์สมเด็จพระทรงทันมรรคมาก
ด้วยอาหาร
ไม่ปฏิบัติตามแบบตามคนนี้ไป
ปล่อยให้องค์สมเด็จจอมไตรอยู่แต่พระองค์
เดียว
ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกยาหารมีกำลังดี
แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
เข้าไปที่ใต้ต้นโพธิ์คนดีมีพราหมณ์เอาย่า
คามาถวาย 8 กรรม
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
มารับยาคานแล้วก็ปูลงไปที่โคนต้นโพธิ์
นั่งหันหลังพิงต้นโพธิ์หันหน้าไปทางด้าน
ทิศตะวันออก
ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่าวันนี้
ถ้าเราไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ
เพียงใด
เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งลงไปก็ตาม
ที
เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้เป็นอันขาด
อารมณ์อย่างนี้ของท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย
โปรดรักษากำลังใจตามนี้เพราะว่าการบรรลุ
มรรคผลในศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสี
อยู่ในจุดที่เรียกว่าเราไม่สนใจกับร่าง
กาย
แม้ว่าร่างกายมันจะตายก็เชิญเราต้องการ
ความดี
ในจุดนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงจำให้ดี
เพราะในคืนวันนั่นเองคือมันแบ่งเป็น 3
ยามยามแรกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ทรงได้
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
คือระลึกชาติได้
ยามที่ 2 ได้จุตูปปาทิญาณ
หรือทิพปยุภญาณรู้อาการตายและเกิดของ
สัตว์
ว่าสัตว์ที่เกิดมานี่ทั้งหมดเดิมทีมาจาก
ไหน
คนและสัตว์ที่ตายไปแล้วตายไปแล้วประโยชน์
อยู่ที่ไหนอย่างนี้เป็นต้น
ตอนที่ 3 ยามที่ 3 องค์สมเด็จพระทศพล
บรรลุ
อภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ
คือทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป
หลังจากนั้นแล้วองค์สมเด็จพระจอมไตรก็มา
นั่งพิจารณา
ว่าธรรมที่เราบรรลุนี่ลึกซึ้งคัมภีรภาพ
มาก
ยากที่บุคคลจะพึงบรรลุตามได้ท้อพระทัย
แต่อาศัยที่พระองค์ทรงเป็นพระสัพัญโญ
สมเด็จพระบรมครูก็ใช้อำนาจกำลัง
ทราบว่าคนในโลกนี่มีกำลังอยู่ 4 ชั้นด้วย
กันกำลังของจิต
1 อุคติตัญญูมีปัญญาดีมาก
แนะนำเพียงหัวข้อย่อๆก็สามารถจะบรรลุมรร
ผลได้
2 วิปตัญญูคนประเภทนี้ปัญญาทรามลงนิดนึง
เมื่อแนะนำหัวข้อยังไม่เข้าใจต้องอธิบาย
จึงจะบรรลุมรรคผลได้
3 เนยะคนประเภทนี้จะสอนให้บรรลุมรรค
บรรลุผลไม่ได้แต่ว่าจะสอนให้เข้าถึง
สรณาคมทรงศีลได้
4 ปะทปรมะคนประเภทนี้ใช้อะไรไม่ได้เลย
เมื่อพระองค์ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธาณ
แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็มาพิจารณา
ว่าใครหนอ
ควรที่จะรับทำคำสั่งสอนเป็นครั้งแรกแล้ว
ก็บรรลุมรรคผล
สมเด็จพระทศพลก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระ
พุทธาณ
ว่าท่านอารดาบส
และอุทกดาบททั้งสองท่านนี้ซึ่งเป็น
อาจารย์สอนเรามาถ้าฟังพระธรรมเทศนาของเรา
เพียงจบเดียวก็จะได้บรรลุอรหันต์
แต่เมื่อองค์สมเด็จพระทรงทันพิจารณาไปก็
ทราบว่าอาจารย์ทั้งสองตายไปเสียแล้ว
เวลานี้ไปอยู่ในพในอรูปพรหมเพราะได้
สมาบัติ 8
ท่านที่คิดว่าโอหนออาจารย์ของเราชิบหาย
จากความดีเสียแล้วไม่สามารถจะบรรลุมรรคผล
ได้
พิจารณาไปอีกทีก็ทราบว่าท่านปัญจวัคคี
ฤาษีทั้ง 5 มีทั้งโกตัญญะเป็นต้น
เรียนท่านอัญญาโกณฑัญญะท่านวัปปะท่าน
มหานามท่านอัสิ
เป็นอันว่าท่านปัญจวัคีฤาษีทั้ง 5 นี้
ถ้ารับพระธรรมเทศนาของเราจะบรรลุมรรคผล
สมเด็จพระทศพลจึงได้ทรงพิจารณาว่าท่าน
ทั้ง 5 นี่อยู่ที่ไหน
ก็ทราบว่าอยู่ที่ป่าอิติอิสิปนมฤขทายวัน
แขวงเมืองพาราณสีห์
สมเด็จพระมหามุนีจึงทรงเสด็จไปขอเล่ารัดๆ
เวลามันน้อย
เมื่อเข้าไปแล้วบรรดาท่านปัญญวัคคีฤาษี
ทั้ง 5 ที่แรกก็นัดหมายกันว่าจะไม่ต้อน
รับเมื่อเข้าไปแล้วก็ลืมความดื่มต้อนรับ
ท่าน
ตอนนี้องค์สมเด็จพระทรงทันบรมศาสดา
จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าท่านทั้ง
หลาย
ที่เราเรียกกันว่าแสดงธรรมจักรให้ขอตรัส
เฉพาะเรื่องตอนสำคัญ
ว่าเวลาที่จะเจริญให้เข้าถึงมรรคถึงผลที่
เรียกกันว่าโมกขธรรมธรรมคือทำเป็นเครื่อง
พ้นจากกิเลส
หรือว่าทำเป็นเครื่องพ้นจากวัฏสงสาร
หรือว่าทำเป็นเครื่องพ้นจากความทุกข์
จะต้องเว้นส่วนสุด 2 อย่าง
คือ 1 อัตตกิฐานโยค
เว้นจากการทรมานตัว
คือว่าอย่าอดอาหาร
อย่าปล่อยให้ร่างกายหิวหิวอย่างที่เรา
ปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน
แล้วอย่าทรมานตัวเกินไปการปฏิบัติอย่าง
นั้นเราทำมาแล้วทุกอย่างแล้วก็ทำมายิ่ง
กว่าใครทั้งหมดแต่ก็ไม่สามารถจะบรรลุมรรค
บรรลุผลได้
ข้อนี้ถ้าเราจะเปรียบกันได้ในปัจจุบัน
ที่เห็นว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่าน
นิยมการเจริญพระกรรมกรรมฐานด้วยการทรมาน
ตัว
นั่งเครียด
ตามที่เห็นมาในที่บางแห่งนั่งกลั้นลมหาย
ใจบ้างบางทีก็แข่งขันเวลากันกุฏินี้เรา
เจริญมากรรมฐานตั้งแต่ 19:00 น. - 21:00
น.ตั้งใจว่าจะพักนอนลงไปประเดี๋ยวหนึ่ง
กุฏิโน้นเสียงนาฬิกากริ๊งขึ้นมาอ้าวเนั่ง
แล้วดูน่ะเราไม่ยอมแพ้ลุกก็มานั่งใหม่
นั่งใหม่พอได้กำลังใจดีเกือบจะทนไม่ไหว
อยากจะพักกุฏินนนเนาฬิกาปลุกลิ้งมันได้
แต่ความจริงเ้านอนอยู่
นาฬิกาปลุกครั้งเพิ่งตื่นเราก็ไม่ยอมแพ้
ทำต่อไป
เป็นอันว่าคืนเพียงรุ่งทั้งคืนไม่ได้อะไร
เลยนี่เคยเห็นมา
อย่างนี้เป็นการทรมานเกินไปท่านนั่งไป
เห็นว่าอารมณ์ส่ายเดี๋มันปวดเมื่อยทนไม่
ไหวก็จะเปลี่ยนอติยาบถเสียนั่งนอนยืนเดิน
ทำได้เหมือนกันถ้าไม่ไหวจริงๆก็พักผ่อน
อย่าไปทรมานมารมันมันจะเกิดเป็นโรคประสาท
นี่จำนะจำแล้วก็ฟังฟังแล้วก็จำจำแล้วก็
ปฏิบัติตามห้ามการทรมานมารกายถ้าใครเป็น
โรคประสาทเนื่องจากเจริญพระกรรมฐานผมจะ
ไม่รับผิดชอบทั้งหมด
เพราะว่าทำแค่พอดิพอดีมันไม่ไหวก็นอน
ภาวนาให้มันหลับไป
อย่างนี้เรียกว่าอัตตกิฏฐานิุโยค
ต้องเว้นเสียประการที่ 2 กามสุขนิกานุโยค
เวลาที่จะเริ่มภาวนาและพิจารณาขณะเดียว
กันนั้นก็นึกอยากจะได้ชั้นโน้นนึกอยากจะ
ได้ชั้นนี้นึกอยากจะได้อย่างนั้นไอ้ตัว
อยากนี่ท่านแปลว่ากามคือความใคร่มันทำให้
อารมณ์ใจกระสับกระส่ายไม่มีผลในด้านของ
ความดี
ขอท่านโยคาวจรทั้งหลายจงเว้นอาการอย่าง
นี้เสีย
อย่าทำอย่าสร้างมันขึ้นมามันจะเป็นโทษ
มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับบรรดาท่าน
ทั้งหลาย
ส่วนที่ทำให้แทนให้ได้ดีองค์สมเด็จพระจอม
ไตรบรมศาสดากล่าวว่าต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา
คือทำแค่พอเหมาะพอดี
ถ้านั่งท่านี้มันเมื่อยเราก็พลิกได้
เปลี่ยนอิตติยาบถได้ก่อนที่จะเปลี่ยน
อิติยาบถก็ค่อยๆเปลี่ยนอิริยาบถ
นั่งนานเกินไปถ้ามันทนไม่ไหวนั่งขัตตมา
นั่งพับเพียบก็ลุกขึ้นมานั่งเก้าอี้ห้อย
ขาเได้เองกายนึกว่าเสมอว่าเราไม่ได้ฝึก
กายนี่เราฝึกฝึกใจ
นั่งไม่สบายก็ยืน
ไม่สบายก็เดินเดินเราภาวนาหรือพิจารณา
อะไรก็ทำอย่างนั้นแหละแต่ว่าเดินหรือว่า
ยืนมานั่งยืนเดินไม่สบายก็นอนนอนไม่ไหวก็
ปล่อยให้มันหลับไป
อย่าทรมานมันานี้เวลาตื่นตั้งใจเสมอว่า
ก่อนจะหลับถ้าตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่เราจะ
ยึดอารมณ์นี้ไว้ทันที
เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็จับอารมณ์นั้นทั้งๆ
ที่นอนอยู่อย่างนั้นแหละก็ทำตามตอนนั้นไป
เลยหรือว่าไม่พอใจในการนอนจะนั่งก็ได้จะ
ยืนก็ได้จะเดินก็ได้จงจะลืมว่าพระกรรมฐาน
กองใดกองหนึ่งก็ดีถ้าได้จากการเดิน
กรรมฐานกองนั้นจะไม่เสื่อมเพราะเราได้มา
จากอิริยาบทที่มีการเคลื่อนไหว
บรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย
เวลาที่จะแนะนำกันสำหรับวันนี้ก็หมดแล้ว
แต่เพียงเท่านี้เพราะเวลามันหมดสำหรับวัน
นี้ก็งดไว้ก่อนต่อนี้ไปก็ขอสาวกขององค์
สมเด็จพระชินนวร
จงพยายามทรงสติสัมปชชัญญะให้สมบูรณ์ตั้ง
ใจใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย
จนกว่าจะได้เวลาอันสมควรของท่านสวัสดี
อ่าสำหรับต่อไปนี้
ก็จะได้นำเอามหาปฏิปัฏฐานสูตร
ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญที่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าทรงสอนบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
มาสอนแทนกรรมฐาน 40 หรือว่าวิสุทธิมรรค
ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เป็นการเปลื้องความ
สงสัยของบรรดานักปราชญ์ทั้งหลายหรือบรรดา
พโยคาวาจรทั้งหลาย
เมื่อมีคนทั้งหลายเคยคิดอยู่เสมอว่า
สำหรับวิสุติมรรคไม่ใช่พุทธพจน์บทพระบาลี
ที่องค์สมเด็จพระชินศีสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแนะนำเองเป็นเรื่องของพระ
พุทธโฆษาจารย์
แต่ความจริงพระพุทธโฆษาจารย์ก็เป็น
อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ
เมื่อท่านนำมาสอนแล้วก็ไม่ได้ผิดพระ
พุทธพจน์บทพระบาลีในตอนไหน
เป็นแต่เพียงว่าท่านเป็นผู้รวบรวมเข้ามา
เท่านั้น
เพื่อป้องกันความแคลงใจจึงของดกรรมฐาน 40
ไว้ก่อน
จะขอนำเอามหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง 4 4 บั
ที่เรียกว่ากายานุปัสสนา
มหาสติปัฏฐาน 1 เวทนานุปัสสนา
มหาสติปัฏฐาน 1 จิตตานุปัสสนา
มหาสติปัฏฐาน 1
และก็ธรรมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 1 มาสอน
กับท่านแนะนำกัน
คำว่าสอนและคำว่าแนะนำของบรรดาท่านหลาย
โปรดรับทราบจงอย่าคิด
ว่าคำสอนทั้งหมดนี้เป็นความรู้ของผม
ก็ให้ถือว่าความรู้ที่นำมาแนะนำกันนี่
เป็นความรู้ของที่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้
แล้วก็จงอย่าถือคณะอย่าถือเพศอย่าถือสาย
ว่าฉันเป็นลูกศิษย์ของคนนั้นเป็นฉันเป็น
สายของคนนี้นี่มันเป็นเรื่องของกิเลส
จะเป็นใครก็ช่างถ้าท่านสอนได้แล้วก็สอน
เอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้ามาสอนถือว่าใช้ได้หมด
แต่ก่อนนี้ท่านทั้งหลายจะศึกษาหรือ
ปฏิบัติในข้อใดในกรรมฐานบทใดก็ตามขอเตือน
ไว้ว่าจรณะ 15 ซึ่งเป็นความประพฤติควรจะ
ประพฤติให้ครบถ้วน
แล้วก็ใคร่ครวญในบารมี 10 ให้เป็นปกติ
ถ้ากำลังใจมันท้อถอยก็ใช้อิทธิบาท 4 เข้า
ควบคุม
ถ้าจรณะ 15 ก็เอ้ย 15 ก็ดีบารมี 10 ก็ดี
อารมณ์จิตของท่านบกพร่อง
ก็แสดงว่าท่านทั้งหลายจะต้องเป็นเหยื่อ
ของอบายภูมิ
เพราะว่ามีกำลังใจไม่ครบถ้วนในฐานะที่
เป็นสากยบุตรพุทธจิโนรสจะเรียกว่าเป็น
ปูชนียบุคคล
เพียงแค่มีจรณะ 15 ครบถ้วนจำบารมี 10 ได้
ก็ยังดีไม่พอ
ยังจะต้องปฏิบัติสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
ให้ได้ครบถ้วนด้วย
ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายก่อนจะหลับหรือว่ากม
มาตื่นใหม่ๆจงทบทวนจรณะ 15 และบารมี 10
ประการ
ว่าสิ่งใดในทั้ง 25 ประการนี้เราบกพร่อง
บ้าง
แล้วก็ตรวจดูอิทธิบาต 4 ว่าเราบกพร่อง
บ้างหรือเปล่าถ้าบกพร่องก็แสดงว่าเราเป็น
ผู้ขาดทุนในวันนั้นแล้วก็ตั้งพยายามตั้ง
ใจรวบรวมกำลังใจรักษาจะได้ว่าคิดว่าจะ
รักษาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดให้อยู่
ครบถ้วนตามกำลังใจของเราให้ใดๆ
อย่างนี้จึงจะชื่อว่าเป็นสากยบุตร
พุทธจิโนรสและเป็นการสมควรกับคำที่ใช้ว่า
นิพพานัสสะสัจฉิกิริยายะ
เอตังกาสาวังคิตวา
ซึ่งแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าขอรับา
กาสาวพัสดมาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หรือกับคำที่พระบุตรแนะพระสารีบุตรแนะนำ
ว่าเราบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ
นี้ต่อไปเราก็หาทางดับกิเลส
ดับมากไม่ได้เราก็ดับทีละน้อยค่อยๆดับ
ถ้าเราค่อยๆดับแล้วก็ดับบ่อยๆกิเลสมันก็
ดับหมดเหมือนกันส่วนใดที่ดับไปแล้วก็ให้
ดับไปเลยจะไม่เกิดขึ้นมาใหม่
ต่อนี้ไปก็จะขอเอากรรมฐานมหิปัฏฐานสูตรใน
กายานุปัสสนาบทต้น
ที่เรียกว่าอานาปานบัมากล่าวกับบรรดาท่าน
ทั้งหลาย
ทั้งนี้เพื่อกันความเฝือ
หรือกันความสงสัยขอบาลีมาอ่านให้ฟังก่อน
กล่าวในตอนนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี่เป็นสำนวนบาลีอาจจะฟังไม่เข้าใจชัดนัก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็น
กายภายในกายเนืองๆอยู่อย่างไรเล่า
งั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระ
ธรรมวินัยนี้
ไปสู่ป่าก็ดี
ไปสู่โคนไม้ก็ดี
ไปไปสู่เรือนที่ว่างป่าก็ดี
นั่งคั้วบัลลังก์คือขัดสมาธิตั้งกายให้
ตรงตำรวงสติไว้เฉพาะหน้าคือมีสติอยู่เสมอ
ย่อมมีสติ
แล้วว่าย่อมมีสติหายใจเข้า
ย่อมมีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว
ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
หรือว่าเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจ
ออกยาว
หายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้า
สั้น
หรือหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออก
สั้น
ย่อมสำเหนกดังนี้ว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้
ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง
คือหายใจเข้า
ย่อมสำหนัก
เป็นผู้กำหนดรู้กองตลอดกองลมหายใจทั้งปวง
หายใจออก
ย่อมสำหนิกว่าเราจะระงับกายสังขารคือลม
หายใจเข้าลมหายใจออก
คือลมอัสสาสะปัสสาสะ
ที่เรียกว่าลมหายใจเข้าก็หรือว่าหายใจออก
นั่นเอง
ย่อมสำหนับ
กายสังขารหายใจออก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
แม้อันนี้ฉันใด
นายแช่งกลึงหรือว่าลูกมือของนายแช่งกลึง
ผู้ฉลาด
เมื่อชักเชือกกรึงยาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้
เราชักเชือกกรึงยาว
เมื่อชักเชือกกรึงสั้นก็รู้ชัดว่าเวลานี้
เราชักเชือกกรึงสั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุก็ฉะนั้นนั่นเหมือนกัน
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้เรา
หายใจเข้ายาว
หรือว่าหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเวลานี้เรา
หายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจ
เข้าสั้น
หรือเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหาย
ใจออกสั้น
ย่อมสำเหนิว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด
กองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่าเราจะเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด
กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำหนับ
กายสังขารให้ใจเข้า
ย่อมสำเหนระงับกายสังขารหายใจออก
ดังนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็น
ไปภายในบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นไปในภายนอก
บ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภาย
นอกบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นใน
กายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปใน
กายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
ก็หรือสติว่ากายนี้มีอยู่เข้าไปตั้งอยู่
เฉพาะหน้าแก่เธอ
แต่เพียงสัตวเป็นที่รู้แต่เพียงสัตวว่า
เป็นที่อาศัยระลึก
เธอย่อมไม่ติดอยู่ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลก
นี้ทั้งหมด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็น
กายในกายเนืองๆอย่างนี้
นี่สำหรับใน
อานาปานบัคือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ตามที่เอาพระบาลีขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
มาไหว้ท่านฟัง
ทั้งนี้ก็เพื่อกันบุคคลทั้งหลาย
ที่จะมาโมเมบอกว่าเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร
กองนี้เนี่ยผมเป็นคนตั้งขึ้นเอง
ความจริงเรื่องอย่างนี้น่ะผมตั้งไม่ได้
ถ้าผมตั้งเองสร้างขึ้นเองได้ผมก็เป็นพระ
พุทธเจ้าได้
ถ้าผมเป็นพระพุทธพุทธเจ้าได้ผมก็ไม่มา
นั่งอยู่เวลานี้ให้มันลำบาก
ผมก็ไปนิพพานแล้วสบาย
แต่ในความจริงความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไม่
ใช่ความรู้ของผม
ขอท่านทั้งหลายได้โปรดทราบว่าเป็นความรู้
ของพระพุทธเจ้า
มีสำหรับในอานาปานุสติ
และอนาปานบั
ในกายในกายานุปัสสนามหาปฏิ
ถ้าฟังกันดูให้ดีแล้วพระพุทธเจ้าจะสอน
ทั้งสมถะและวิปัสสนา
เข้าใจไว้ด้วยนะในความจริงอานาปานบันี่
เป็นของสำคัญมากเป็นการทรงอารมณ์ป้องกัน
ความฟุ้งฟุ้งซ่านของจิต
ถือใจความสั้นๆพระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า
เวลาที่เราหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
มีสติ
ไอ้สติก็หมายความรู้อยู่ไม่ลืม
เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่าหายใจออก
เวลาหายใจเข้ายาวหรือสั้น
เวลาหายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่
ท่านบอกว่าเราจะเป็นผู้มีสติรู้กองลมหาย
ใจเข้าหายใจออกทั้งหมด
หมายความว่าลมที่หายใจเข้ายาวเท่าไหร่เรา
รู้
หรือว่าสั้นเท่าไหร่เราก็รู้หายใจออกยาว
หรือสั้นเท่าไหร่เราก็รู้
เป็นอันว่าให้ทรงกำหนดเอาจิตเข้าไปจับลม
หายใจเข้าหายใจออกไว้ให้เป็นปกติ
เมื่อเราสามารถทรงอารมณ์รู้ลมหายใจเข้า
หายใจออกได้เป็นปกติก็ชื่อว่าจิตเราทรง
สมาธิ
แต่ว่าท่านทั้งหลาย
เรื่องอานาปานุสติกรรมฐาน
เป็นการป้องกันอารมณ์โค้งซ่านของจิต
ถ้าเราพูดกัน
ก็เห็นว่าจะเป็นของไม่ยาก
แต่เวลาที่ปฏิบัติจริงๆก็ไม่ยากแต่ว่ามัน
ไม่ง่าย
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าจิตของเรามีสภาพ
ครบกว่าของอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านมาเสียนานรับ
นับเป็นแสนๆกัปแล้วเป็นอสงขอสงไขยกัป
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาตินี้ทั้งชาติ
เราปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาตั้งแต่วันเกิด
ถึงวันนี้กี่วันแล้ว
เราก็ไม่เคยควบควบคุมอารมณ์ลมหายใจเข้า
หายใจออกเลย
รวมความว่าเราไม่ยอมใช้สติสัมปชัญญะที่มี
อยู่ให้เป็นประโยชน์
ลมหายใจเข้าหายใจออกนี่เรามีกันอยู่เป็น
ปกติถ้าขาดเมื่อไหร่มันก็ตายเมื่อนั้น
ไม่ต้องถือว่าเป็นการเว้นสักวัน 2 วันเรา
จะเว้นชั่วขณะหนึ่งมันก็ไม่มี
เป็นอันว่าลมหายใจเข้าหายใจออกที่มีอยู่
กับร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา
แต่ท้าว่าเราไม่เคยสนใจ
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราเป็นคนมีสติหยาบ
มีอารมณ์หยาบ
ไม่สนใจก็ลมหายใจเข้าออกซึ่งมีความสำคัญ
นี่องค์สมเด็จพระพระทรงทรจึงแนะนำใหม่ให้
ใช้อารมณ์ให้มันดีขึ้น
บางทีท่านทั้งหลายจะไม่คิดว่าก็มันให้ใจ
ของมันอยู่แล้วจะไปรู้มันทำไม
นี่เรารู้เพื่อเป็นการทรงสติสัมปชัญญะให้
มันดี
และคนใดถ้ามีสติสัมปชัญญะ 2 ประการหรือ
ว่ามีสติสมบูรณ์แบบคนนั้นเขาเรียกกันว่า
พระอรหันต์
นี่พระพุทธเจ้าที่สอนให้เรา
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเพื่อให้สติจับ
อยู่ว่าเวลานี้เราหายใจเข้า
เวลานี้เราหายใจออกเราหายใจเข้ายาวหรือ
สั้นเราหายใจออกยาวหรือสั้นก็เพื่อให้เรา
ฝึกการทรงสติให้สมบูรณ์นั่นเองเพื่อความ
เป็นพระอรหันต์
นี้ความสำคัญในเวลาฝึกมันมีอยู่
ว่าเวลาทำจริงๆในด้านอานาปานุสติกรรมฐาน
นี้เป็นของหนัก
อาตมาเองก็รับรองว่าหนัก
แต่ว่าถ้าเราไม่ทิ้งวิริยะอุตสาหะ
ก็เห็นว่าไม่หนักเหมือนกัน
วิธีที่เราจะทำเราจะบังคับจิตให้มันทรง
อารมณ์เป็นสมาธิรู้ลมเข้าลมออกตลอดเวลาน
มันไม่ได้
เราก็ต้องใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาว
อย่างตามที่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเหมือนกับเรา
ฝึกม้าพยศ
ตามธรรมดาม้าที่มีกำลังกล้ามีความดื้อ
ถ้ามันไม่ประยังมันได้ใช้มันได้สะดวก
เวลาที่มันพยศขึ้นมาจริงๆ
มันไม่เอาไหนบังคับมันไม่ได้กำลังมันก็ดี
เราก็สู้มันไม่ได้
นี่เรื่องอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิตที่จะ
บังคับด้วยอานาปานุสติก็เช่นเดียวกัน
กล่าวว่าในขณะใดเมื่อพบอาการพยศของ
อานาปานุสติเข้าคือสติไม่สามารถจะคมอยู่
ท่านแนะนำไว้ 2 วิธีว่าถ้าไม่ไหวจริงๆให้
พักเสียก่อน
นอนให้สบายแล้วเที่ยวให้สบายจิตใจมันจะ
คิดยังไงปล่อยมันไปตามอารมณ์อย่าฝืนนะถ้า
ไม่ไหวจะฝืนถ้าฝืนเป็นบ้าแน่แล้วจะมาโทษ
กันไม่ได้จะเป็นโรคประสาท
ได้แนะนำกันมาแล้วว่าส่วนสุด 2 อย่างที่
เรียกกันว่าอัตกิรมฐานุิโยค
จงอย่ามีในคณะของเรา
ถ้าใครต้องเสียสติมีเป็นโรคประสาทเพราะ
เจริญกรรมฐานผมจะไม่รับรองไม่รักษาไม่
ยุ่งโดยเด็ดขาด
เพราะเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตามอยากจะบ้าก็
เชิญบ้าไปจะไม่ยอมรักษาไม่ยอมเกี่ยวข้อง
แนะนำแล้วมันหนัก
มันไม่ไหวก็เลิกพักเรายังมีวันมีเวลา
เมื่ออารมณ์สบายก็มาเริ่มใหม่เวลาเริ่มก็
อย่าใช้เวลาให้มากนักใช้เวลาน้อยๆกะเอา
ชนะเป็นสำคัญ
คำว่าชนะก็หมายความน้อยในชั่วระยะเวลา
น้อยๆเราจะพยายามรู้ลมเข้าลมออกรู้ลมสั้น
ลมยาว
ใช้เวลาให้สั้นในเวลานั้นจะไม่ยอมให้จิต
ฟุ้งซ่านเด็ดขาดจะให้ทรงอยู่ตามอารมณ์ที่
เราต้องการ
ถ้ามันเป็นไปโดยสะดวกไม่ได้ก็บังคับมัน
นี้อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าถ้า
บังคับไม่ได้จริงๆเหมือนกับม้าอยศ
ก็กอดคอมันถือแซ่ไว้ปล่อยมันวิ่งไป
จับบังเหียนมันเข้าไว้ปล่อยให้มันวิ่งไป
ตามอัธยาอาศัย
มันวิ่งไปวิ่งไปพอหมดแรงไม่สามารถจะ
ประยุศแล้วก็บังคับให้เข้าจุดตามทางที่
เราต้องการได้
ข้อนี้มีอุปมาชั้นใดไม่จิตซ่านก็เหมือน
กัน
ถ้าซ่านจริงๆเอาไว้ไม่ไหวก็คิดปล่อยมัน
อยากจะคิดอะไรก็เชิญคิด
เคยฝึกมาแล้วเคยทดลองมาแล้วมีผลดีมากมัน
จะคิดจริงจริงก็ไม่เกิน 20 นาทีไม่เคยถึง
พอมันเลิกคิดตอนนี้เราเริ่มจับลมหายใจออก
มันจะทรงเป็นฌานดิ่งมีอารมณ์สงบสงัดนาน
ยังตั้งครึ่งชั่วโมงค่อนชั่วโมงแล้วถึง 1
ช่โมง 2 ชั่วโมงมันยังไม่ถอนตัว
แลการที่การทรงอารมณ์ดีของจิตในด้าน
สมถะภาวนา
ก็จงอย่าถือว่ามันจะดีเสมอไป
บางวันก็ดีบ้างบางวันก็เลวบ้างนี่เป็นของ
ธรรมดา
นี่เป็นว่าในเรื่องของอานาปานบั
ในด้านสมถะภาวนา
ก็ไม่มีอะไรมากนี่ท่านแนะนำไว้เพียงเท่า
นี้ก็อธิบายมันก็พอจะเข้าใจก็ขอให้ตั้งใจ
ฝึกกันให้ได้ก็แล้วกัน
ตอนนี้มาในตอนท้ายท่านควบวิปัสสนาญาณไว้
ด้วย
เมื่อเราทรงอารมณ์ในด้าน
อานาปานุสติกรรมฐาน
พอมีจิตสบายตามสมควรคือมีสภาวะทรงอยู่ได้
บ้าง
เราก็มาพิจารณาในด้านวิปัสสนาญาณ
ให้กล่าวว่าภิกษุทั้งหลาย
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้าง
ย่อมพิจารณาพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภาย
นอกบ้างนี่หมายความว่าพิจารณากายเราเอง
บ้างพิจารณากายบุคคลอื่นบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภาย
นอกคือพิจารณากายเราด้วยพิจารณากายบุคคล
อื่นด้วยเปรียบเทียบกันน้อมเข้ามาว่ามัน
มีสภาพเหมือนกัน
กล่าวว่าย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความ
เกิดขึ้นบ้าง
ว่าตามธรรมดาร่างกายของคนเราและสัตว์มัน
ก็มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น
นี่เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย
แล้วต่อไปท่านบอกว่าย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้าง
นี่ให้เราใช้ปัญญาหาความเป็นจริงว่าร่าง
กายเี่มันมีสภาพไม่ทรงตัว
เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความเสื่อมไป
ถ้าดูร่างกายของเราไม่ถนัดก็ดูร่างกายชาว
บ้าน
ที่เเกิดก่อนเราหรือว่าเกิดพร้อมเราหรือ
ว่าเกิดทีหลังเรา
ว่าร่างกายมันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง
บ้างหลังจากความเป็นเด็กเล็กมันก็มาเป็น
เด็กใหญ่
จากเด็กก็มาเป็นหนุ่มเป็นสาว
อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มาเป็นคนแก่
นี่มันเป็นธรรมดาร่างกายมันเสื่อมไปเป็น
ปกติอย่างนี้เป็นของธรรมดา
ที่ถือว่าให้ถือว่าเป็นธรรมดาก็หมายความ
ว่าไม่ยึดมั่นมันว่าเราจะต้องเป็นเด็ก
อยู่ตลอดเวลา
เราจะต้องเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา
ถ้าว่าอย่างงั้นมันจะต้องเดินเข้าไปหา
ความเสื่อมหาความสลายตัวเป็นปกติ
แล้วกล่าวต่อไปว่าย่อมพิจารณาเห็นเป็น
ธรรมดาว่าคือมันมีทั้งความเกิดขึ้นแล้วก็
มีทั้งความเสื่อมไปภายในกายนี้บ้าง
หรือว่ามีสติเรียกว่าหรือว่ามีสติว่ากาย
นี้มีอยู่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอ
เพียงแต่สักแต่ว่ารู้อยู่
อันนี้หมายความว่าไอ้การที่มีร่างกาย
เนี่ยจะเป็นกายเราก็ดีกายเขาก็ดี
เป็นกายที่บุคคลเนื่องถึงกันคือกายเราผู้
เป็นสามีกายเขาที่เป็นภรรญา
หรือกายเราผู้เป็นภรรญากายเขาซึ่งเป็น
สามีกายของเขาที่เป็นพ่อเป็นแม่เป็นปู่
เป็นย่าเป็นตาเป็นยายเป็นลูกเป็นหลานเป็น
เหลนเป็นเพื่อน
ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดมีสภาพเกิดขึ้นใน
เบื้องต้นแล้วก็มีความเสื่อมไปเป็นปกติ
และท่านแนะนำว่าเธอจงอย่าเอาจิตเข้าไปติด
ในกายนั้น
ให้พิจารณาว่าไอ้ร่างกายทั้งหลายเหล่านี้
มันมีอยู่ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเราที่เรา
มองเห็นอยู่ก็สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น
คือว่าเอาจิตหยาจิตใจเข้าไปผูกไปพันมัน
อย่าไปยึดถือว่ามันจะเป็นเราจริงเป็นของ
เราจริงเพราะเราจะต้องอยู่กับมันมันจะ
ต้องอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย
ท่านว่าอย่างนี้นะ
จำไว้ให้ดีว่าเราจะต้องไม่ยึดถือว่าร่าง
กายนี้มันเป็นเราเป็นของเราอยู่ตลอดกาล
ตลอดสมัย
เรามีความรู้สึกว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว
มันก็เสื่อมไปในที่สุด
เราจะไม่เอาจิตจิตไปคิดว่าเราจะอยู่กับ
มันเราจะมีความรู้สึกว่าไอ้ร่างกายประเภท
นี้มันก็สักเพียงแค่มีขึ้นมาเท่านั้น
แล้วเมื่อช้ามันก็ต้องสลายตัวไป
ท่านว่ายังไงต่อไปท่านบอกว่าเพียงแต่สัก
แต่ว่าร่างกายเป็นที่อาศัย
เป็นที่ระลึกย่อมไม่ติดอยู่ด้วยให้มีความ
รู้รู้สึกว่าร่างกายเนี่ยเป็นที่อาศัยของ
จิตชั่วคราวเท่านั้น
เราจะไม่ติดอยู่ในมันตลอดกาลตลอดสมัยเป็น
วางภาระในร่างกายเสียนี่เป็น
นี่เป็นสกายทิฏฐิ
สกายทิฏฐินะตัวนี้นะตัวตัดความเข้าถึง
ความเป็นอรหันต์
ก็กล่าวแต่ว่าย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกนี้
ด้วยนี่หมายความว่าในเมื่อเราไม่ยึดถือ
ร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเราแล้ว
ขอในโลกนี้ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งหมดจะ
เป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม
เราก็ไม่ถือว่าอะไรมันเป็นเราเป็นของเรา
ทั้งหมด
ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถือว่าเป็นทรัพย์
เป็นสิ่งของเราเราจะมีสิทธิ์ใช้มีสิทธิ์
บังคับมีอำนาจเป็นเจ้าของมันก็เฉพาะเพราะ
ขณะที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น
ในเมื่อเราตายไปแล้วเราก็หมดสิทธิที่จะ
ต้องใช้มัน
เป็นกล่าวว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุ
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอย่างนี้
ผมก็ขอแถมอีนิดว่าหากว่าท่านทั้งหลาย
พิจารณาอยู่ทั้งหลายอย่างนี้ไปเรื่อยๆคำ
ว่าเนื่องๆก็หมายความเป็นปกติ
ไม่ขาดสายจิตใจของเราก็จะหมดจากความรู้
สึกที่ติดอยู่ในความโลภ
ที่ติดอยู่ในความรักติดอยู่ในความโกรธติด
อยู่ในความหลง
เพราะว่าไอ้สิ่งที่เราโลภมันก็เป็นวัตถุ
ของโลก
ที่เรารักมันก็เป็นวัตถุของโลก
ที่เราก็โกรธก็เนื่องจากวัตถุของโลกซึ่ง
มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราที่เราหลงกับมัน
เป็นวัตถุของโลกในเมื่อวัตถุทั้งหลายซึ่ง
มีร่างกายเราก็ดีร่างกายคำว่าคนอื่นก็ดี
หรือวัตถุทั้งหลายอย่างอื่นก็ดีซึ่งเรา
ไม่ติดมันเสียแล้วความโลภมันก็หมดไป
ความรักมันก็หมดไปความโกรธมันก็หมดไปความ
หลงมันก็หมดไปนี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระ
จอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้
อานาปาการสติกรรมฐานอย่างเดียว
ขึ้นต้นด้วยสมถะและก็จบด้วยอำนาจ
วิปัสสนาญาณ
ถ้าบรรดาทุกท่านใช้กำลังจิตอย่างนี้ได้ก็
แสดงว่าจะเป็นเพียงแค่อานาปานุสติกรรมฐาน
อย่างเดียวก็เป็นอรหันต์ได้
บรรดาพยูคาวจรทั้งหลายเวลาที่จะคุยกันแนะ
นำกันก็หมดเสียแล้วต่อแต่นี้ไปของบรรดา
สาวกขององค์สมเด็จพระกทีปแก้วแล้วจงตั้ง
กายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นยืนก็ได้เดินก็
ได้นอนก็ได้แน่นก็ได้ตามอัติยาศัย
จงพิจารณาไปตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์
สมเด็จพระชินวรบรมศาสดา
จะเป็นไปตามแนวของพระรวัหรือว่าตามแนวใน
มหาิมาแนวมหาติปัฏฐานสูตรที่กล่าวมาใน
อานาปานบัก็ได้เป็นไปตามความประสงค์
จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นสมควร
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
เนื้อหานี้เป็นการแนะนำการเจริญพระกรรมฐาน โดยเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำถึง "อิทธิบาท 4" ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการทำให้ทุกกิจสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรม ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา พร้อมเตือนให้ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือพระอรหันต์ ไม่ใช่แค่การบวชตามประเพณี จากนั้นได้เล่าเรื่องราวการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ทรงละการทรมานกายแบบสุดโต่งและพบว่าการตรัสรู้มาจากกำลังใจไม่ใช่กาย ตลอดจนการค้นหาบุคคลแรกที่ควรรับธรรมะ คือปัญจวัคคีย์ ท่านได้สอนให้เว้นทางสุด 2 อย่างคือ อัตตกิลมถานุโยค (ทรมานตน) และ กามสุขัลลิกานุโยค (หลงในกามสุข) และให้ดำเนินตาม มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) การปฏิบัตินี้เน้นที่การฝึกอานาปานสติ (การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก) ซึ่งเป็นการรวมสมถะและวิปัสสนา โดยให้รับรู้ลมหายใจอย่างมีสติ เพื่อฝึกใจให้สงบ และพิจารณากายทั้งของตนเองและผู้อื่นถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เพื่อละความยึดมั่นในกายและวัตถุทั้งปวง อันจะนำไปสู่การเป็นพระอรหันต์
Videos recently processed by our community