ทำไมชีวิตมีแต่ทุกข์? อานิสงส์ศีล 5 และวิธีหนีนรกด้วยพระกรรมฐาน | หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง
1300 segments
เอ่อต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้ง
หลายตั้งใจนมัสการพระรัตนตรัย
อยู่สู้ภะคะวาอะระหังสัมมาสัมพุทโธ
โตโสภะคะวาอะระหังสัมมาสัมพุทโธ
>> สวากขาโตเยนะภะคะวะตาธัมโม
>> สวากโต
เยนะภะคะวะตาธัมโม
>> สุปะฏิปันโน
ยัสสะภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ
สุปะฏิปันโน
ยะตาภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ
>> ตะมะยังภะคะวันตังสะธัมมังสะสังฆัง
>> ธัมมะยังภะคะวะตังสะธัมมังสะสังฆัง
>> อิเมหิสึกาเรหิ
ยะถาระหัง
อาโรปิติเตหิอะภิปูชะยามะ
อิเมหิาเลหิยะ
สาระหังอาโรปิเตหิอะภิปูชะยามะ
สาตุโนภันเตภะคะวาสุจิระปะรินิพผุโตปิโน
ภันเตภะคะวาสุจิระปะริโยปิปัจฉิมา
ชะนะตานุกัมปะมานัสสาตานุกัม
สะมานะเมสกาเร
ทุกขะตะปะนาการะโหเตปะฏิขันหาตุ
อิเมสะกาเรทุคะตาปันณากาภูเตปะฏิหาุ
อัมหากังดีคะระัตังหิตายะสุขายะ
ธัมมากัมพีกะระตัง
หิตายะสุขายะ
>> อะระหังสัมมาสัมพุทโธ
ภะคะวา
อหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา
>> พุทธังภะคะวันตังอะภิวาเดมิ
พุทธังภะคะวันตังอะภิวาเทม
>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม
>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม
>> ธัมมังนะมัสสามิ
>> ธัมมังนะมัสสามิ
>> สุปะฏิปันโน
ภะคะวะโตสาวะกะสังสังโฆ
>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ
>> สังฆังนะมามิ
สังฆังนะมามิ
>> พระบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ตั้งใจสมาทานสปาทิญาณตนเป็นพุทธมาวกชน
คือบุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนาดังต่อไป
นี้
อะระหังสัมมาสัมพุทโธ
ภะคะวะ
อังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา
>> พุทธังภะคะวันตังอะภิวามิ
>> พุทธังภะคะวันตังอภิวาเทมิ
>> ข้าขอนมัสการ
>> ข้าขอนมัสการ
>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ผู้เป็นจอมพระอรหันต์
>> ผู้เป็นจอมพระอรหันต์
>> ด้วยความเคารพ
>> ด้วยความเคารพ
>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม
>> สวากขาวะโตภะคะวะตาธัมโม
>> ธัมมังนะมัสสามิ
>> ธัมมังนะมัสสามิ
>> ข้าขอนมัสการพระธรรม
>> ข้าขอนมัสการพระธรรม
>> คำสั่งสอน
>> คำสั่งสอน
>> ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> ด้วยความเคารพ
>> ด้วยความเคารพ
>> และจะปฏิบัติตาม
>> และจะปฏิบัติตาม
>> คำสั่งสอนทุกประการ
>> คำสั่งสอนทุกประการ
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ
>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ
>> สังฆังนะมามิ
>> สังฆังนะมามิ
>> ข้าขอนมัสการพระสงฆ์
>> ข้าขอนมัสการพระสงฆ์
>> สาวก
>> สาวก
>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
>> ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
>> ด้วยความเคารพ
>> ด้วยความเคารพ
นะโมตัสสะ
>> นะโมตัสสะ
>> ภะคะวะโต
>> ภะคะวะโต
>> อะระหะโต
>> อะระหะโต
>> สัมมา
>> สัมมา
>> สัมพุทธัสสะ
>> สัมพุทธัสสะ
>> นะโมตัสสะ
>> นะโมตัสสะ
>> ภะคะวะโต
>> ภะคะวะโต
>> อะระหะโต
>> อะระหะโต
>> สัมมา
>> สัมมา
>> สัมพุทธัสสะ
>> สัมพุทธัสสะ
>> นะโมตัสสะ
>> นะโมตัสสะ
>> ภะคะวะโต
>> ภะคะวะโต
>> อะระหะโตอะระหะโต
>> สัมมา
>> สัมมา
>> สัมพุทธัสสะ
>> สัมพุทธัสสะ
>> ข้าขอนมัสการ
>> ข้าขอนมัสการ
>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ผู้เป็นพระอรหันต์
>> ผู้เป็นพระอรหันต์
>> พระองค์นั้น
>> พระองค์นั้น
>> ด้วยความเคารพ
>> ด้วยความเคารพ
>> พุทธังสะระณังคัจฉามิ
>> พุทธังสะระณังคัจฉามิ
>> ข้าขอถึงพระพุทธเจ้า
>> ข้าขอถึงพระพุทธเจ้า
>> ว่าเป็นที่พึ่ง
เป็นที่พึ่ง
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ธัมมังสะระณังคัจฉามิ
>> ธัมมังสะระณังคัจฉามิ
>> ข้าขอถึงพระธรรม
>> ข้าขอถึงพระธรรม
>> คำสั่งสอน
>> คำสั่งสอน
>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ว่าเป็นที่พึ่ง
>> ว่าเป็นที่พึ่ง
>> และจะปฏิบัติตาม
>> และจะปฏิบัติตาม
>> พระธรรมนั้น
>> พระธรรมนั้น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> สังฆังสะระณังคัจฉามิ
>> สังฆังังสะระณังคัจฉามิ
>> ข้าขอถึงพระสงฆ์
>> ข้าขอถึงพระสงฆ์
>> สาวก
>> สาวก
>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
>> เป็นที่พึ่ง
>> เป็นที่พึ่ง
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> และพวกข้าพุทธเจ้าทั้งหลาย
>> และพวกข้าพุทธเจ้าทั้งหลาย
>> จะปฏิบัติทางกาย
>> จะปฏิบัติทางกาย
>> วาจา
>> วาจา
>> และใจ
>> และใจ
>> ตามคำแนะนำ
>> ตามคำแนะนำ
>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ดังต่อไปนี้
>> ดังต่อไปนี้
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ปฏิบัติทางกาย
>> ปฏิบัติทางกาย
>> 1
>> 1
>> จะมีจิตเมตตา
>> จะมีจิตเมตตา
>> คือความรัก
>> คือความรัก
>> กรุณา
>> กรุณา
>> คือความสงสาร
>> คือความสงสาร
>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป
>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป
>> ไม่ทำ
>> ไม่ทำ
>> และ
อไม่ฆ่า
>> ไม่ฆ่า
>> และไม่ทำร้ายร่างกาย
>> และไม่ทำร้ายร่างกาย
>> บุคคลและสัตว์
>> บุคคลและสัตว์
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 2
>> 2
>> จะมีอารมณ์พอใจ
>> จะมีอารมณ์พอใจ
>> เฉพาะทรัพย์สิน
>> เฉพาะทรัพย์สิน
>> ที่หามาได้
>> ที่หามาได้
>> โดยชอบธรรม
>> โดยชอบธรรม
>> ไม่ยื้อแย่ง
>> ไม่ยื้อแย่ง
>> ไม่รักขโมย
>> ไม่รักขโมย
>> ทรัพย์สินของคนอื่น
>> ทรัพย์ศีลของคนอื่น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 3
>> 3
>> จะมีอารมณ์พอใจ
>> จะมีอารมณ์พอใจ
>> เฉพาะคู่ครองของตน
>> เฉพาะคู่ครองของตน
>> ไม่ยื้อแย่งสามี
>> ไม่ยื้อแย่งสามี
>> ภรรญา
>> ภญา
>> และคนรัก
>> และคนรัก
>> ของผู้อื่น
>> ของผู้อื่น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 4
>> 4
>> จะทรงสติ
>> จะทรงสติ
>> คือความระลึกได้
>> คือความระลึกได้
>> สัมปชัญญะสัมปชัญญะ
>> คือความรู้ตัว
>> คือความรู้ตัว
>> ให้สมบูรณ์
>> ให้สมบูรณ์
>> ไม่เลอะเลือนเสมอ
>> ไม่เลอะเรือนเสมอ
>> โดยไม่ดื่มสุรา
>> โดยไม่ดื่มสุรา
>> และมีร
>> และมีร
>> และไม่เล่นการพนันทุกประเภท
>> และไม่เล่นการพนันทุกประเภท
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ปฏิบัติทางวาจา
>> ปฏิบัติทางวาจา
>> 1
>> 1
>> จะไม่พูดปดจะให้พูดผล
>> คือวาจาไม่ตรง
>> คือวาจาไม่ตรง
>> ตามความเป็นจริง
>> ตามความเป็นจริง
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 2
>> 2
>> ไม่พูดวาจาหยาบคาย
>> ไม่พูดวาจาหยาบคาย
>> ให้เป็นที่สะเทือนใจ
>> ให้เป็นที่สะเทือนใจ
>> ของบุคคลผู้รับฟัง
>> ของบุคคลผู้รับฟัง
>> จะพูดแต่วาจาไพเราะ
>> จะพูดแต่วาจาไพเราะ
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 3
>> 3
>> ไม่พูดวาจาส่อเสียดไม่ให้พูดวาจาสอดเสียด
>> ยุยงให้ผู้ใดแตกร้าวกัน
>> ยุยงให้ผู้ใดแตกร้าวกัน
>> จะพูดแต่วาจา
>> จะพูดแต่วาจา
>> ให้ทุกคนมีความรัก
>> ให้ทุกคนมีความรัก
>> ความสามัคคี
>> ความสามัคคี
>> ซึ่งกันและกัน
>> ซึ่งกันและกัน
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 4
>> 4
>> จะไม่พูดวาจา
>> จะไม่พูดวาจา
>> ที่ไม่เป็นประโยชน์
>> ที่ไม่เป็นประโยชน์
>> วาจาใด
>> วาจาใดที่เป็นประโยชน์
>> ที่เป็นประโยชน์
>> แก่ผู้รับฟัง
>> แก่ผู้รับฟัง
>> พูดเฉพาะวาจานั้น
>> แกพูดเฉพาะวาจานั้น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ปฏิบัติทางใจ
>> ปฏิบัติทางใจ
>> คือความรู้สึกนึกคิด
>> คือความรู้สึกนึกคิด
>> 1
>> 1
>> ไม่คิดอยากได้
>> ไม่คิดอยากได้
>> ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น
>> ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 2
>> 2
>> ไม่คิดประทุษร้าย
>> ไม่คิดประทุรใช้
>> ผู้อื่น
>> ผู้อื่น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 3
>> 3
>> มีความเห็นถูก
>> มีความเห็นถูก
>> คือมีความเห็นว่า
>> คือมีความเห็นว่า
>> คำปริญญาณทั้งหมด
>> คำปริญญาณทั้งหมด
>> ที่กล่าวมาแล้ว
>> ที่กล่าวมาแล้ว
>> และจะกล่าวต่อไป
>> และจะกล่าวต่อไป
>> เป็นคุณธรรมที่มีคุณเลิศ
>> เป็นคุณธรรมที่มีคุณเลิศ
>> เป็นเหตุให้เกิดความสุข
>> เป็นเหตุให้เกิดความสุข
>> และปฏิบัติและจะปฏิบัติตามธรรมนั้น
>> และจะปฏิบัติตามธรรมนั้น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ธรรม 4 ประการ
>> ทำ 4 ประการ
>> ที่ข้าจะปฏิบัติต่อไปอีก
>> ที่ข้าจะปฏิบัติต่อไปอีก
>> คือ
>> คือ
>> 1
>> 1
>> ทาน
>> ทาน
>> การให้
>> การให้
>> คือการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน
>> คือการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน
>> เพื่อสร้างความรัก
>> เพื่อสร้างความรัก
>> ความสามัคคี
>> ความสามัคคี
>> ในเพื่อนผู้ร่วมงาน
>> ในเพื่อนผู้ร่วมหรือร่วมคณะ
>> หรือร่วมคณะ
>> ข้าจะทำเสมอ
>> ข้าจะทำเสมอ
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 2
>> 2
>> ปิาจา
>> ปิาจา
>> การพูดดี
>> การพูดดี
>> พูดไพเราะ
>> พูดไพเราะ
>> เป็นวาจาที่เพื่อนร่วมงาน
>> เป็นวาจาที่เพื่อนร่วมงาน
>> หรือเพื่อนร่วมคณะ
>> หรือเพื่อนร่วมคณะ
>> ชอบ
>> ชอบ
>> ถ้าจะพูดวาจานั้น
>> ถ้าจะพูดวาจานั้น
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต 3
>> 3
>> จะช่วยเหลือการงาน
>> จะช่วยเหลือการงาน
>> ของเพื่อนร่วมงาน
>> ของเพื่อนร่วมงาน
>> หรือร่วมคณะ
>> หรือร่วมคณะ
>> ที่เกินความสามารถ
>> ที่เกินความสามารถ
>> ของเพื่อน
>> ของเพื่อน
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 4
>> 4
>> จะทำตนเสมอกับเพื่อน
>> จะทำตนเสมอกับเพื่อน
>> ไม่ถือตนว่าดีกว่าเขา
>> ไม่ถือตนว่าดีกว่าเขา
>> เราเสมอเขา
>> เราเสมอเขา
>> หรือเราเลวกว่าเขาเร็วกว่าเขา
>> ธรรม 4 ประการนี้
>> ธร 4 ประการนี้
>> เป็นปัจจัยให้เกิดความรักของเพื่อน
>> เป็นปัจจัยให้เกิดความรักของเพื่อน
>> และของผู้พบเห็น
>> และของผู้พบเห็น
>> ข้าจะปฏิบัติตาม
>> ข้าจะปฏิบัติตาม
>> ธรรม 4 ประการนี้
>> ี่ประการนี้
>> ด้วยดี
>> ด้วยดี
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> พรหมวิหาร 4
>> พรหมวิหาร 4
>> พรหมวิมหาร 4 นี้
>> พรหมวิหาร 4 นี้
>> เป็นธรรมที่ทำคน
>> เป็นธรรมที่ทำคน
>> ให้เป็นใหญ่ในความดี
>> ให้เป็นใหญ่ในความดี
>> บุคคลผู้ใด
>> บุคคลผู้ใด
>> ถ้าไร้การปฏิบัติ
>> ถ้าไร้การปฏิบัติ
>> ในพรหมวิหาร 4
>> ในพรหมวิหาร 4
>> เป็นปกติแล้ว
>> เป็นปกติแล้ว
>> จะมีอายุเท่าไหร่
>> จะมีอายุเท่าไหร่
>> มีตำแหน่งหน้าที่ขนาดไหน
>> มีตำแหน่งหน้าที่ขนาดไหน
>> มียศฐาบรรดาศักดิ์
>> มียศถาบรรดาศักดิ์
>> สูงส่งจากเพียงไรก็ตาม
>> สูงส่งจากเพียงไรก็าม
>> พระพุทธเจ้า
>> พระพุทธเจ้า
>> ยังถือว่า
>> ยังถือว่า
>> ผู้นั้นเป็นคนเลว
>> ผู้นั้นเป็นคนเลว
>> ไม่ควรคบ
>> ไม่ควรคบ
>> ไม่ควรนับถือ
>> ไม่ควรนับถือ
>> ไม่ควรแสดงความเคารพ
>> ไม่ควรแสดงความเคารพ
>> พวกข้าทั้งหลาย
>> พวกข้าทั้งหลาย
>> จะปฏิบัติตาม
>> จะปฏิบัติตาม
>> กรมวิหาร 4 นี้
>> พรหมวิหาร 4 นี้
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> เพื่อเป็นคนดีของพระพุทธเจ้า
>> เพื่อเป็นคนดีของพระพุทธเจ้า
>> คือคือ
>> 1
>> 1
>> เมตตาความรัก
>> เมตตาความรัก
>> ในบุคคลและสัตว์
>> ในบุคคลและสัตว์
>> เสมอด้วยความรักตน
>> เสมอด้วยความรักตน
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 2
>> 2
>> กรุณา
>> กรุณา
>> ความสงสาร
>> ความสงสาร
>> ในบุคคลและสัตว์
>> ในบุคคลและสัตว์
>> อาจจะมีความสงสาร
>> อาจจะมีความสงสาร
>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป
>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วถ้าไม่เกินวิสัย
>> ถ้าไม่เกินวิสัย
>> ที่จะช่วยได้
>> ที่จะช่วยได้
>> จะช่วยให้เขามีความสุข
>> จะช่วยให้เขามีความสุข
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> 3
>> 3
>> มุทุตา
>> มุทุตา
>> มีจิตอ่อนโยน
>> มีจิตอ่อนโยน
>> ไม่อิจฉาิษยาใคร
>> ไม่อิจฉาิสยาใคร
>> เมื่อเห็นเขาได้ดี
>> เมื่อเห็นเขาได้ดี
>> จะพยายามทำตาม
>> จะพยายามทำตาม
>> ความดีนั้น
>> ความดีนั้น
>> เพื่อรับผลความดีนั้น
>> เพื่อรับผลความดีนั้น
>> เหมือนเขา
>> เหมือนเขา
>> 4
>> 4
>> อุเบกขา
>> อุเบกขา
>> ถ้าสิ่งใดเกินวิสัย
>> ถ้าสิ่งใดเกินวิสัย
>> ที่จะช่วยเหลือผู้มีทุกข์ได้
>> ที่จะช่วยเหลือผู้มีทุกข์ได้
>> จะไม่ซ้ำเติม
>> จะไม่ซ้ำเติม
>> ให้ผู้นั้นทุกข์ยิ่งขึ้น
>> ให้ผู้นั้นทุกข์ยิ่งขึ้น
>> จะวางเฉยไว้ก่อน
>> จะวางเฉยไว้ก่อน
>> ถ้าโอกาส
>> ถ้าโอกาส
>> ที่จะช่วยมี
>> ที่จะช่วยมี
>> เราจะพึงช่วย
>> เราจะพึงด้วย
>> เขาผู้นั้น
>> เขาผู้นั้น
>> ให้ได้รับความสุขทันที
>> ให้ได้รับความสุขทันที
>> หลังจากนี้ต่อไปขอให้บรรดาท่านทั้งหลาย
ตั้งใจสมาทานพระกรรมฐาน
อิมาหังภะคะวา
>> อิมาหังภะคะวา
>> อัตตภาวัง
>> อัตตภาวัง
>> ตุมหากัง
>> ตุมหากัง
>> ปริจัจฉามิ
>> ปริจัจฉามิ
>> ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ
>> ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค
>> ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
>> ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
>> ขอมอบกาย
>> ขอมอบกาย
>> ถวายชีวิต
>> ถวายชีวิต
>> แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
>> ตลอดชีวิต
>> ตลอดชีวิต
>> ต่อนี้ไปข้าพเจ้าทั้งหลาย
>> ต่อนี้ไป
>> ว่าต่อนี้ไป
>> ต่อนี้ไป
>> ข้าพเจ้าทั้งหลาย
>> ข้าพเจ้าทั้งหลาย
>> ได้ขอเปล่งวาจา
>> ขอเปล่งวาจา
>> ระงับจีวร
>> ระงับจีวร
>> ซึ่งเป็นกิเลสหยาบ
>> เป็นกิเลสหยาบ
>> ทำปัญญาให้ถอยหลัง
>> ทำปัญญาให้ถอยหลัง
>> เพื่อหวังพระนิพพาน
>> เพื่อหวังพระนิพพาน
>> ดังต่อไปนี้
>> ดังต่อไปนี้
>> อธรรมเลว 5 ประการ
>> อธรรมเลว 5 ประการ
>> ที่ทำให้ฌาน
>> ที่ทำให้ฌาน
>> และปัญญาไม่เกิด
>> และปัญญาไม่เกิด
>> ข้าขอระงับ
>> ข้าขอระงับ
>> อธรรมนั้น
>> อธรรมนั้น
>> ไม่มีในใจ
>> ไม่มีในใจ
>> เพื่อมรรคผลนิพพาน
>> เพื่อมรรคผลนิพพาน
>> เฉพาะเวลาทำสมาธิ
>> เฉพาะเวลาทำสมาธิ
>> อธรรม 5 ประการ
>> อธรรม 5 ประการ
>> คือ
>> คือ
>> 1
>> 1
>> ความรักในระหว่างเพศ
>> ความรักในระหว่างเพศ
>> 2
>> 2
>> อารมณ์ไม่พอใจ
>> อารมณ์ไม่พอใจ
>> 3
>> 3
>> ความง่วง
>> ความง่วง
>> 4
>> 4
>> อารมณ์ฟุ้งซ่าน
>> อารมณ์ฟุ้งซ่าน
>> นอกลู่นอกทางที่ภาวนา
>> นอกรู้นอกทางที่ภาวนา
>> 5
>> 5
>> ความสงสัย
>> ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ
>> ในผลของการปฏิบัติ
>> อธรรม
>> อธรรม
>> คือความเลว 5 ประการนี้
>> คือความเลว 5 ประการนี้
>> จะไม่ยอมให้มีในจิตของข้าพเจ้า
>> จะไม่ยอมให้มีในจิตของข้าพเจ้า
>> ขณะทำสมาธิ
>> ขณะทำสมาธิ
>> และข้าทั้งหลาย
>> และข้าทั้งหลาย
>> ขอตัดสินใจ
>> ขอตัดสินใจ
>> ตามความเป็นจริง
>> ตามความเป็นจริง
>> ที่พระพุทธเจ้าต้องการ
>> ที่พระพุทธเจ้าต้องการ
>> ดังต่อไปนี้
>> ดังต่อไปนี้
>> 1
>> 1
>> เกิดเป็นมนุษย์
>> เกิดเป็นมนุษย์
>> มีแต่ความทุกข์
>> มีแต่ความทุกข์
>> เราไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์อีก
>> เราไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์อีก
>> 2
>> 2
>> เกิดเป็นเทวดา
>> เกิดเป็นเทวดา
>> หรือพรหม
>> หรือพรหม
>> มีความสุข
>> มีความสุข
>> แต่อยู่ไม่ได้นาน
>> แต่อยู่ไม่ได้นาน
>> ต้องมาลงต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์
>> ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์
>> หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน
>> หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน
>> หรือบางที
>> หรือบางก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
>> ก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
>> ข้าไม่ต้องการเกิด
>> ข้าไม่ต้องการเกิด
>> เป็นเทวดาหรือพรหม
>> เป็นเทวดาหรือพรหม
>> เมื่อร่างกายนี้
>> เมื่อร่างกายนี้
>> เมื่อไหร่
>> ทั้งเมื่อไหร่
>> ข้าขอไปนิพพานแห่งเดียว
>> ข้าขอไปนิพพานแห่งเดียว
>> อตอนนี้ไปเข้าไปเรื่องมีเวลาเหลือ 10
นาที
ก็จะขออธิบายความมุ่งหมายที่นำข้อนี้คำ
ปริญญาณของเพื่อพระพุทธเจ้า
ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท
ทั้งหลายทุกคนถือว่าเป็นพุทธมามกะ
คำว่าพุทธมามกะนี่แปลว่าผู้นั่งใกล้
พุทธศาสนา
หรือว่าผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนาหรือนับถือ
พุทธศาสนา
คนที่นับถือพระพุทธศาสนาจริงๆทุกคน
จะต้องไม่ละเมิดความดีหรือไม่ทำความชั่ว
ตามที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพระพุทธเจ้า
ต้องการให้ทุกคนเท่าถึงซึ่งพระนิพพาน
เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดีเป็นเทวดาก็ดี
เป็นพรหมก็ดีไม่มีความสุขจริง
เป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ตลอดชาติ
เป็นเทวดาหรือพรหมมีความสุขก็จริงแหล่แต่
ว่าเราไม่สามารถจะทรงชีวิตตลอดกาลได้
เมื่อบทบุญวาสนาหนาบารมีก็ต้องกลับมาเกิด
อาศัยที่เราทำความชั่วไว้ก่อนเวลาจะตาย
รับผลความดีทีหลัง
เมื่อตายแล้วไปเป็นเทวดาพรหมเมื่อหมด
บุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ถ้าเบาบาปน้อยหน่อยถ้าบาปน้อยมากหน่อยก็
ต้องลงอบายภูมิเป็นสัตว์นรกเป็นต้น
ฉะนั้นการที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนปฏิญาณ
ตนเป็นพุทธมามกะ
คือบุคคลผู้ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าให้
ปฏิบัติปฏิบัติตามกรรมที่กล่าวมาแล้วทั้ง
หมด
เพราะการปริญญาณตนตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง
หมด
ผลที่จะพึงรับจริงๆถ้าทำได้ครบถ้วนก็คือ
พระโสดาบันกสกิทาคามี
ถ้ามีอารมณ์จิตเข้มแข็งแล้วก็สามารถจะ
เป็นพระอนาคามีได้ถ้ามีปัญญาแจ่มใสใช้
ความฉลาดเข้าประคับประคองเราก็เป็นพระ
อรหันต์ได้
ว่าถ้าบุคคลใดมีความมั่นคงจริงๆในเหตุที่
กล่าวมาแล้วทั้งหมด
อย่างน้อยที่สุดทุกคนจะเป็นพระโสดาบันและ
สกิทาคามี
ที่ว่าเราเป็นผู้เข้าถือกระแสซึ่งพระ
นิพพานมีหวังพระนิพพานได้แน่นอน
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ที่รับฟังและปริญญาณตนแล้วให้ทุกคน
ปฏิบัติตามคำปฏิญาณให้ครบถ้วนทุกประการ
อย่างน้อยที่สุดถ้ามีศรัทธาเบา
ท่านก็ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก
จะเกิดได้เป็นเทวดาหรือพรหมเท่านั้นถ้า
หมดบุญวาสนาบารมีมาเกิดเป็นมนุษย์การที่
มีจิตเมตตาไม่ฆ่าสัตว์ชีวิตจะเป็นปัจจัย
ให้เกิดเป็นคนสวย
การไม่รักไม่ขำลโดยของเขาจะเป็นปัจจัยให้
มีความร่ำรวยในชีวิต
การที่ไม่ละเมิดสามีภรรญาและคนรักของพวก
คนอื่นจะเป็นปัจจัยให้คนในปกครองว่าง่าย
สอนง่ายอยู่ในโอวาท
การที่ไม่พูดมุสาวาสจะเป็นคนให้เกิดมี
วาจาเป็นทิพย์พูดอะไรใครก็ชอบฟัง
การไม่ละเมิดเข้าสุราารเมรจะเป็นปัจจัย
ให้เราไม่เป็นโรคปวดหัวไม่เป็นโรคประสาท
และไม่เป็นโรคบ้า
อย่างนี้เป็นต้นอาการตรงกันข้ามถ้าเรา
ละเมิดปัญญเวร 5 ประการคือ 1 มีจิตโหด
ร้ายฆ่าสัตตีวิต
อย่างนี้ถ้ากลับมาเกิดเป็นคนอีกจะเป็นคน
มีโรคมากและมีอายุสั้นพลันตายอายุไม่ถึง
อายุไข 2 ถ้าหากว่าเราระเบิดข้อที่นาทาน
ทรัพย์สมบัติจะเสียหายเพราะไฟไหม้ถูกโจร
รักน้ำท่วมน้ำลมพัดให้เสียหาย
ถ้าเราละเมิดข้อกามสุมิจฉาจารย์
เกิดมาเป็นคนคนในปกครองจะว่ายากสอนยากไม่
ไม่อยู่ในโอวาท
ละเมิดด้วยข้อมุสาวาสชอบผู้โกหกมทิศ
อย่างนี้ถ้าเกิดมาเป็นคนเราพูดดีแล้วพูด
ตรงไม่มีใครอยากฟังพูดแล้วมีใครอยากเชื่อ
ถ้าการดื่มสุรามีอะไรจะเป็นปัจจัยเราเป็น
โรคปดกับหัวเป็นโรคเสรศาสตร์และเป็นโรค
บ้าฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธศาสิกชนทั้งหลาย
โดยถ้วนหน้าจงพากันปฏิบัติตามคำปฏิญาณตน
ให้ครบถ้วนถ้าท่านเป็นคนรักตัวเอง
ถ้าปฏิบัติไม่ครบถ้วนทุกคนหวังได้ถึงอบาย
ภูมิเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็สามารถจะเป็นตาย
จากความเป็นมนุษย์ก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
บ้างเป็นบ้างเป็นสุรกายบ้างเป็น
สัตติฉานบ้าง
แต่เกิดมาก็ต้องลบผลรับผลปัญญเวณ 5
ประการตามที่กล่าวมาแล้วฉะนั้นขอบรรดา
ท่านพุทธบริษัททุกคนให้ปฏิบัติตนตามนั้น
ถ้าหวังดีกับตนเอง
สำหรับข้อวัดปฏิบัติต่อไปท่านที่ปฏิบัติ
ตนแล้วถว่ำ
ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งทรมานกายเพราะการ
เจริญพระกรรมฐานไม่ถือเป็นการนั่งอย่าง
เดียว
จะนั่งก็ได้จะยืนก็ได้จะนอนก็ได้ได้ทั้ง 4
อย่าง
ท่าทางที่ดีทุกคนเหนื่อยยากตั้งแต่เวลา
เช้ามืดตื่นเมื่อไหร่ก็ใช้จิตคิดเมื่อ
นั้น
ก็เมื่อจิตคิดก็ถือว่าเป็นการทำงานมีความ
เหน็ดเหนื่อยทุกคนในพักผ่อนจะนอนก็ได้
เวลาจะนอนกราบพระลงไปที่หมอนก่อน 3 ครั้ง
ตั้งใจนึกถึงรูปพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระ
อริยสงฆ์และท่านผู้มีคุณนอนแล้วรวบรวม
กำลังใจจับคำภาวนาและลมหายใจเข้าออกพอสม
ควรจับพระรูปพระโฉมองค์สมเด็จพระ
สัมมาพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใสพุ่งใจไปพระ
จุฬามุนีเจดียสถาน
นมัสการพระพุทธเจ้าที่นั่นพร้อมด้วยพระ
อรหันต์
หลังจากนั้นไปบรรดุกำพลศิราอาสไปไหว้ท่าน
ผู้มีคุณหลังจากนั้นทุกคนพุ่งจิตไปนิพพาน
นมัสการพระพุทธเจ้าเข้าไปอยู่ในสถานที่
ของเราเพราะทุกคนได้หมดแล้วก็ถึงมโนยิทธิ
แล้วก็ตัดสินใจอยู่ตรงนั้นจะพบใครก็ได้
ขณะที่อยู่นั้นตัดสินใจว่าถ้าร่างกายพัง
มาลัยขอมาที่นี่แห่งเดียว
เวลาที่ขึ้นไปอย่างนั้นถ้าร่างกายจะหลับ
ปล่อยหลับไปเลยจะดึงไว้เพราะถ้าหลับในขณะ
ที่ทำสมาธิวิปัสสนาญาณ
อารมณ์จิตจะผ่องใสจะมีการหายเหนื่อยตื่น
ขึ้นมาจะมีอารมณ์ชุ่มชื่น
สำหรับเวลาเช้าตู่ถ้าตื่นขึ้นมาทุกคน
นมัสการพระรัตนตรัยเสร็จปริญญาณตนพระ
พุทธมามกะ
หลังจากนั้นรวบรวมกำลังใจ
เข้าใช้มโนยิทธิพุ่งใจไปพระจุฬามุนี
เจดีย์สถาน
บรดุกำพลศิระอาสไหว้ท่านผู้มีคุณไปพระ
นิพพานไหว้พระพุทธเจ้า
หลังจากนั้นจะไปวิมานของเราแล้วไปที่ไหน
ก็ไปแล้วก็ตัดสินใจว่าขึ้นชื่อว่าความ
ชั่วแดนเห็นความชั่วคือเมืองมนุษย์เราไม่
ต้องการเกิดอีกแดนของเทวดาแล้วพรหมสุขไม่
จริงเราไม่ต้องการเกิดอีกเราต้องการคือ
พระนิพพาน
ถ้ามีโอกาสให้ทุกคนใช้ปุพเพนิวาสุติญาณ
คือระลึกชาติถอยหลังว่าเราเคยเคยเกิดเป็น
มนุษย์มากี่ชาติแต่ละชาติเรามีความสุขและ
มีความทุกข์
ถ้าขณะใดคิดว่าเรามีความสุขให้ทราบว่า
เวลานั้นเราเห็นผิดไปแล้วใช้ไม่ได้
ทุกข์ชาติของมนุษย์ที่มีแต่ความทุกข์เรา
เกิดจะเป็นมนุษย์แห่งอย่างเดียวใช่มยความ
จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ถอยหลังไปดู
เมื่อต้องการเกิดมนุษย์อยากจะรู้ต้องการ
เกิดเป็นมนุษย์กี่ชาติก็ดูขอดูภาพเป็น
มนุษย์ชาติแล้ว 1 ภาพความเป็นอยู่เป็นยัง
ไงมีความทุกข์ขนาดไหนเกิดแล้วมีแก่มีจิต
มีตายมีทุกข์ร้อนขนาดไหนดูไว้
แล้วถอยหลังไปเราเคยเกิดเป็นสัตติฉาน
ประเภทไหนบ้างขอดูภาพทั้งหมดชนิดละกี่
ชาติขอให้ถือเห็นชาติละตัว
เราก็จะทราบว่าเราเคยเกิดเป็นสัตวรัจฉาน
มาเยอะต่อไปก็ขอดูไปสมัยเป็นอสุรกายบ้าง
เป็นบ้างเป็นสัตว์นรกบ้างเราก็จะเห็น
ว่าการเกิดเป็นคราวเต็มไปความทุกข์ต่อไป
ก็ดูชาติในการเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมเราก็
เกิดมาแล้วแต่ละอย่างหลายชาตินับชาติไม่
ถ้วนเราก็ไม่สามารถจะทรงตนอยู่ได้ต้อง
กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่มีความทุกข์
ปุพเพนิวาสิญาณ
คือการระลึกชาติได้เป็นปัจจัยให้เกิด
นิพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายเป็นปัจจัยให้
เป็นพระอรหันต์นึงนิพพานเร็วฉะนั้นขอ
บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกคนที่ปฏิบัติ
ธรรมนี้ให้ตั้งใจใช้ปุพนิวาสุญาณให้มาก
ท่านจะเข้านิพพานได้ตามความประสงค์ของ
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อนี้ไปของ
บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทำจิตให้สบาย
ตามอารมณ์ของตนทุกคนสวัสดี
>> ขอบรรดาท่านทั้งหลาย
ตั้งใจฟังคำแนะนำแต่ว่าวันนี้อาจจะใช้
เวลามากสักนิดนึง
บางทีจะเป็นหนึ่งหน้าของพระเศษเพราะว่ามี
พระโบวชใหม่เข้ามาด้วย
เป็นอันว่าการเจริญพระกรรมฐานทุกแบบ
ขอทุกท่านจงตั้งใจทำตนให้เข้าถึงความเป็น
พระอริยเจ้า
ที่ว่ายาสัตว์แต่ว่าการปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณรที่บวชในพระ
พุทธศาสนา
อย่าสักแปลว่าบวช
หรือว่าถ้าสัตว์แปลว่าบวชนั่นก็หมายถึง
ว่าเราเอาเงินมาซื้อนรกกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณรใหม่หรือ
เก่า
เก่าก็ไม่แน่นัก
ก่อนที่จะฉันอาหาร
ขอให้พิจารณาเป็นอาหารปฏิกิภูมสัญญาเสีย
ก่อนข้อนี้สำคัญมาก
เพราะว่าถ้าไม่พิจารณาเป็นอาหาร
ปฏิโภูสัญญา
ตกนรกแน่
คำว่าการพิจารณาเป็นอาหารปฏิโภูสัญญานี่
ก็หมายถึงว่าเวลาที่เราจะฉันอาหาร
จงอย่าคิดถึงรสอาหารเป็นเรื่องสำคัญอย่า
ติดในรสอาหาร
อย่าติดในสีอย่าติดในกลิ่น
แล้วก็การฉันอาหารก็จงอย่าคิดว่าเราจะกิน
เพื่อความอ้วนปีผ่องใส
เราจะกินผิวพันดีเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส
จงพิจารณาว่าการฉันอาหารคราวนี้เราจะฉัน
เพื่อทรงชีวิตอยู่เท่านั้น
และการชีวิตที่ทรงอยู่นี่เราจะทรงอยู่
เพื่อปฏิบัติความดี
ความดีที่เราจะพึงปฏิบัตินั่นก็คือศีล
บริสุทธิ์
สมาธิตั้งมั่นวิปัสสนาญาณแจ่มใส
กัน
บอกให้องค์นี้ตั้งพระเียบเดี๋ยวจัดสิวัน
นี้เดี๋
ก็เดี๋ยวเดี๋ก็วันนี้
เป็นว่าการฉันอาหารนี่อย่าอย่าชี้รสเป็น
สำคัญนะที่สุมใหม่ระวังให้ดี
ก่อนที่ฉันจะคิดว่าอาหารทุกอย่างที่เป็น
ถืยก็ดีเป็นเนื้อสัตว์ก็ดีมีพื้นฐานมาจาก
ความสกปร
ก็ร่างกายเราทั้งร่างกายก็เป็นพื้นฐานของ
ความสกปรก
ในเมื่อเรากินของสกปรกเข้าไปร่างกายของ
เราก็สกปรก
รวมความว่าร่างกายของเราก็ดีร่างกายของ
บุคคลอื่นก็ดีเต็มไปด้วยการสกปรก
ไม่ใช่ขอสะอาดอันนี้การพิจารณาอหารีปฏิโก
สัญญาเนี่เป็นพื้นฐานของพระอนาคามี
แต่ได้ว่าพระทุกองค์เณรทุกองค์ถ้าไม่
พิจารณาก่อนกินเข้าไปตกนรกกันแน่
ก็รวมความว่าอย่าลืมฉันหารประการที่ 2
เวลาที่จะเดินไปเดินมาแล้วเดินเป็นบาต
ให้เดินด้วยความสำรวม
ให้ทอดสายตาชั่วแอกหนึ่งหมายความวัดจาก
เท้าเราไปประมาณ 4 ศอก
มันจะเห็นคนดีเห็นไกลพอสมควรใกล้พอสมควร
ไม่เลี้ยวหน้าเลี้ยวซ้ายแลขวา
แล้วก็เวลารับบิณฑบาตให้รับด้วยความเคารพ
ด้วยอาการสำรวม
อย่าถือธรวาสที่ใสวาสเอามาใช้
ถ้ายังละนิสัยวาทไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ก็
สิกไปเสีย
มิฉะนั้นก็จะต้องนรกไป
เพราะว่าเป็นการทำลายพระศาสนา
รายการอีกประการหนึ่งภิกษุใหม่ที่เข้ามา
ใหม่ถึงทราบ
ว่าที่วัดนี้เห้ามเข้าไปคุยห้องของคนอื่น
ระเบียบก็รู้กันแล้วอย่าฝ่าฝืน
ถ้าเราคิดว่าบวชทนไม่ไหวก็สิไป
อย่ามาอยู่ให้มันหนักกว่าศาสนา
เป็นอันว่าการบวชเราบวชเพื่อศีลสมาธิ
ปัญญา
ไม่ใช่บวชก็ตามประเพณีนิยม
ที่นี่ไม่ต้องการคนที่บวชตามประเพณีนิยม
เพราะการบวชตามประเพณีนิยมนี่คือการบวช
เพื่อทำลายพระศาสนา
ฉะนั้นถ้าจะชั่วก็ให้ไปชั่วในฐานะเป็น
ฆราวาสอย่าฆ่ากาสาวพัตของพุทธเจ้าไปชั่ว
ด้วย
ต่อไปก็ขอทุกท่านความจริงพระที่เป็นเจ้า
ของถิ่นนี้
ก็ควรจะฝึกพระกรรมฐานให้ได้เหมือนกับคน
คนอื่นที่เมาในคัมภีร์บางทีเมาวันเดียวเ
ก็ฝึกได้มโนยิธิ
ซึ่งเป็นกรรมฐานที่มีความสำคัญบวชที่นี่
ก็รู้แล้วว่าเป็นสำนักพระกรรมฐาน
แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านให้บวชอยู่ถึง
2-3 เดือนไม่ได้ถ้าชาวบ้านก็มาวันเดียว
ได้ก็ลองเปรียบเทียบความดีกับความชั่วของ
จิตของเราดูว่าเรามันดีว่าเรามันชั่ว
นี้ขอทุกองค์จงคิดว่าการบวชเข้ามาใน
พุทธศาสนาเราต้องการศีลบริสุทธิ์
สมาธิตั้งมั่นวิปัสสนาญาณแจ่มใส
นี่เป็นหลักกายของนักการบวชทั้งหมดนักการ
บวชทั้งหมดถ้าขาดบกอย่างใดอย่างหนึ่ง
หมายถึงว่าอบายภูมิเป็นที่ไป
ทีนี้ต่อไปก็จะขอพูดถึงแนวการปฏิบัติ
สำหรับท่านผู้เก่าก็ดีผู้ใหม่ก็ดี
การที่ปฏิบัติกรรมฐานนี่มันมีอุปสรรค
คำว่าอุปสรรคนี่ก็หมายความว่าถ้าจิตเรา
ไม่เข้าถึงฌาน
จิตเป็นกยเ้าเข้าไปสู่ความเป็นฌานนิวรณ์
มันจะรบกวน
บางทีสิ่งที่เราไม่คิดมันก็คิดขึ้นมา
แต่นี้เมื่อจิตของเราเข้าถึงสู่ทั้งฌาน
ละเอียดสมมุติว่าทุกท่านได้พิได้มโนยิธิ
ทุกท่านที่ได้มโนยิทธิเขาถือว่าเป็นฌาน
ละเอียด
ฌานที่พึ่งได้คือการเคลื่อนไปก็คือฌาน 4
ฌาน 4 มี 2 อันดับ
ก็อยากกับละเอียด
ถ้าหมายความว่าการเคลื่อนไปมีการคล่องตัว
ดีวันนั้นเป็นฌาน 4 ละเอียด
ถ้าวันไหนมันฝืดวันนั้นก็เป็นฌาน 4 อย่าง
ถ้าว่าวันไหนไปไม่ได้เลยก็แสดงว่าวันนั้น
จิตเข้าไม่ถึงฌาน 4
ถ้าว่าวันไหนที่เข้าไม่ถึงฌาน 4
ก็มีวิธีแก้มันไปไม่ได้เราก็ไม่ไป
เราไม่ไปเราทำยังไงแล้วก็นั่งพิจารณาตัด
ขันธ์ 5 ตามอารมณ์ที่เรามีความเข้าใจ
คือคล่องในอารมณ์ไหนก็ตัดในอารมณ์นั้น
ถ้าตัดขั้น 5 ไปไม่ไหวก็จับลมหายใจเข้า
ออก
แล้วก็ภาวนาไปเฉยเฉยทำจิตเป็นสุขและสบายๆ
ถือว่าได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น
เพราะว่าถ้าทำอย่างนี้ดีไม่ดีก็เดี๋ยวก็
ไปอันนี้เป็นการแก้นะแก้อารมณ์ที่เราเข้า
ถึงเรียกว่าเราใช้มโนธิได้่องตัว
แต่บางวันมันเกิดไม่คล่องขึ้นมา
แต่การไม่คล่องเกิดขึ้นทั้งทางที่ดีก็ควร
จะพิจารณามาว่าตั้งแต่เช้าถึงตอนที่เราจะ
ทำ
มันมีอารมณ์ตอนไหนบ้างที่ขัดต่อคำสอนของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้ารู้อารมณ์ไม่ขัดก็หาทางสัตว์การ
พิจารณาไปขันธ์ 5
ถ้าทางที่ดีถ้าวันไหนมันไม่คล่องถ้าวัน
ไหนคล่องดีพอเริ่มปั๊บจิตก็เคลื่อนปุ๊บ
ทันที
นี่ก็ปล่อยวันนั้นเป็นวันชาละเอียดดีทั้ง
ศีลดีทั้งสมาธิดีทั้งปัญญา
ถ้าบางวันจับได้มาตื้อถ้ามันตื้อลงมาก็
ปล่อยอารมณ์ทั้งหมด
ถ้าจิตมันพยายามคิดจะใช้วิปัสสนาญาณคือ
ตัดขันธ์ 5 ก็ตัดขันธ์ 5
ถ้าจิตมันไม่พอใจในการตัดขันธ์ 5 ก็ใช้
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
แล้วก็ภาวนาเฉยๆโดยที่ไม่คิดถึงอะไรทั้ง
หมด
หมายความให้รักษาอารมณ์ธรรมดาธรรมดาไม่
คิดอะไรสักอย่าง
จุดหนึ่งนะ
จุดหนึ่งที่มันเป็นจุดที่แปลกที่สุด
ว่าทั้งผมทั้งคนอื่นก็โดนลงมาแล้วทั้ง
นั้น
นั่นก็คือ
อิงคาตัวแบบนั้นที่เข้าๆออกก็ออกไปแมลง
เ่า
ว่ามันมีอารมณ์อันหนึ่งคือเป็นอารมณ์ของ
กิเลสอันนี้ทุกท่านอาจจะ
เอทุกท่านอาจจะเดินหรือบางท่านจะไม่โดนนะ
มันมีอารมณ์เบื่อพิเศษ
คือว่าอารมณ์เบื่อพิเศษเนี่ยบางทีเรา
ภาวนาภาวนาไปพิจารณาไปี่ใจสบาย
แต่บางครั้งมันนึกจะด่าพระพุทธเจ้าเสียก็
มี
อยาจะคิดทำลายพระวินัยเสียก็มี
ถ้างนี้เกิดขึ้นนะจะต้องทราบ
ว่าจิตของท่านตอนนั้นกำลังจะตัดกิเลส
ละเอียด
เถ้าจิตมันจะตัดกิเลสละเอียดเ้าเรียกกัน
ว่ากิเลสสมาน
มันจะเข้ามาสิงจิตตนี้ไอ้ที่จิตมันที่มี
อารมณ์คิดอย่างนั้นน่ะมันมีกิเลส
มันก็จะมีความมัวไปในบางขณะแล้วก็ในบาง
ขณะ
ที่เรามีความแจ่มใสขึ้นแล้วก็มานั่งปลงใจ
ว่านี่เราจะแพ้กิเลสแล้วหรือยังไง
เราอุตส่าห์ยกตนขึ้นจากน้ำเราเป็นฆวาสมัน
ก็มีอุปมาณก็ไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำด้วยที่
แช่อยู่ในเปลือกตมด้วยคือกิเลส
เวลานี้เราเป็นพระก็เหมือนกับไม้ศพที่ยก
ขึ้นมาจากเปลือกตมแล้วก็น้ำเอามาวางไว้บน
บกมันรอเวลาที่จะแห้งไปทีละน้อยละน้อย
เท่านั้น
อันนี้เราก็ต้องมาตัดสินใจว่ากิเลสประเภท
นี้มันมีสำหรับเราแล้วก็มีสำหรับคนอื่น
ด้วยตัวอย่างในพระพุทธศาสนาก็มีสานุสมเณร
เป็นตัวอย่าง
สานุสมเณรก็มีสภาพแบบนี้บทในสมัยพุทธเจ้า
ก็อยากจะสิกซะเหมือนกัน
ในที่สุดมารดาของท่านเป็นนางฟ้าในอดีต
บรรดาในอดีตก็มาเตือน
เกิดความรู้สึกของกลับใจเสียใหม่
ขึ้นชื่อว่าความต้องการในกามฉันทะก็ดีใน
โลภะความโลภก็ดีในความโกรธก็ดีในความหลง
ก็ดีมันเป็นของเลว
ไม่ดีสำหรับเรา
ฉะนั้นมารดาของเรามาเตือนซึ่งเป็นเทวดา
ท่านยกย่องสรรเสริญการบวชเป็นของดีเราก็
จะขอประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์ต่อไปโดย
ไม่มีความอะไรในทุกสิ่งทุกอย่างภายนอก
ทั้งหมดเป็นร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี
วัตถุธาตุก็ดีไม่พึงปรารถนา
แม้แต่ร่างกายของตัวเองก็ดีก็ไม่ต้องการ
ในที่สุดท่านก็เป็นพระอรหันต์ในชั่วระยะ
ในช่วงของอายุ 7 ปีเท่านั้น
แต่ว่าไม่กี่วันท่านก็เป็นอรหันต์
นี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่บังเอิญมีกำลัง
ใจสูง
และก็ถูกกิเลสประเภทนี้รบกวนท่าทราบว่า
นั่นเรากำลังจะตัดกิเลสตัวละเอียด
แต่ว่ากิเลสเข้ามาสิงใจเราทำให้เราเกิด
ความท้อถอยอย่างสานุสเณรอยากจะสึกแต่ใน
ที่สุดไม่สึกตัดสินใจว่าชีวิตเกิดมาเพื่อ
ตาย
เราเป็นพระเป็นเณรเราก็ตายเราเป็นฆราวาส
เราก็ตายแต่ว่าถ้าตายอย่างพระอย่างเณร
เป็นผู้ทรงศีลทรงสมาธิทรงวิปัสสนาญาณ
เราอย่างน้อยเราเป็นเทวดาก็ได้เป็นพรหมก็
ได้หรือมฉะนั้นก็ไปนิพพาน
ที่ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่อาจจะพบกำลังใจ
แบบนี้ก็บ้างอย่างคุณอรุณพายศิริที่จะมา
บวชวันที่ 9 นี่ก็เคยโดนอาการแบบนี้มา
เหมือนกันผมก็โดนมาแต่ว่าไม่มีใครเบอกก็
ต้องต่อสู้ด้วยตนเองทุกคนก็รู้สึกว่ามี
กำไร
ต่อนี้ไปก็ขอพูดกันทั่วๆไป
ว่าทุกท่านหากว่าตั้งใจคิดว่าใช้กำลังใจ
มันมีอารมณ์แจ่มใสเป็นปกติอยู่เสมอ
จงคิดไว้เสมอว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่อตาย
แล้วความตายไม่มีนิมิตไม่มีเครื่องทั้ง
หลาย
มันอาจจะตายเสียเวลานี้เดี๋ยวนี้ก็ได้
ความตายถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ
ร่างกายคือขันธ์
ถ้ามันจะตายก็เชิญ
ว่าการตายของเราเราจะไม่ตายแบบคนโง่เราจะ
ตายแบบคนฉลาด
นั่นก็คือ 1 เราจะขอยึดคุณของพระพุทธเจ้า
คุณของพระธรรมคุณของพระอริยสงฆ์เป็นสรณะ
เป็นที่พึ่ง
ตามที่เราพูดว่าพุทธังสะระณังคัจฉามิ
ธัมมังสะระณังคัจฉามิสังฆังสะระณัง
คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งข้าพเจ้า
ขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
นี่เรียกว่าเป็นผู้ถึงสรณาคม
เมื่อถึงสรณาคมแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด
ในสวรรค์ได้
เหมือนกับเ่อมัตกุนรีเทพบุตร
ไม่ได้ทำความดีอะไรเลยเพียงแค่นึกถึงความ
ดีของพุทธพเจ้าก็ทำเป็นสงฆ์เป็นอารมณ์ก็
ไปสวรรค์ได้แต่ยังดีไม่พอ
ถ้าจะดีพอต้องตัดอบายภูมิซะเลยไม่ยอมลง
นรกเป็นไปสุรกายเป็นสัตวเดรัจฉาน
นั่นก็หมายความว่าเราจะเป็นพระโสดาบัน
อารมณ์ของพระโสดาบันก็กล้าปีเราเป็นคนมี
ศีลบริสุทธิ์
เป็นพระดูสิขะสาวสีครบถ้วนนวาทบ
หรือว่าฟังวินัยทุกวันฟังแล้วก็ตั้งใจจำ
ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
การ 2 ทรงกำลังใจไว้เพียงแค่ปฐมฌานเป็น
อย่างต่ำ
คำว่าปฐมฌานก็คือมีอารมณ์ทรงตัวอยู่ใน
ด้านของกุศล
นอกจากนั้นเราก็มีศีลบริสุทธิ์
จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์แค่นี้พระ
โสดาบัน
จำกันไว้ให้ดีนะว่าเราปฏิบัติเพื่อความ
เป็นพระอริยเจ้าอย่างน้อยที่สุดเราจะเป็น
พระโสดาบันให้ได้
พระโสดาบันมีอะไรอันดับแรกที่เราคิดว่า
เราจะตายเนี่ยเราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ
คือจะเคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระ
อริสงฆ์
จะมีศีลบริสุทธิ์จะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์
คำว่ามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็หมายความที่
เราทำความดีทุกอย่างเราทำเพื่อพระนิพพาน
อันนี้เป็นปัจจัยของพระโสดาบัน
หือว่าเป็นลีลาของพระโสดาบัน
ความจริงอารมณ์ใจของทุกคนถ้าตั้งอยู่
ระดับแค่เป็นโสดาบัน
ความวุ่นวายของจิตจิตมันไม่มี
ข้อ 1 ที่คิดว่าเราจะต้องตายเป็นกฎธรรมดา
2 ถ้าจะตายจะยึดคุณพระพุทธเจ้าเพื่อธรรม
พระอริยสงฆ์
ยึดศีลเป็นสรณะที่จริงมีพระนิพพานเป็นที่
ไป
แล้วจิตก็วางโลกธรรม 8 ประการเสีย
ไม่เมาในลาภไม่เสียใจลาภหลาย
ไม่เมาในยศได้เสียใจไม่ยศสลายตัวไป
ไม่เมาในสุขไม่เกิดความทุกข์มาทุกข์ใจว่า
ทุกข์มันเกิดขึ้น
ไม่หวั่นไหวในคำนินทาและก็ไม่ยินดีในการ
สรรเสริญ
รวมความว่าอะไรจะมาทางเหนือทางใต้ก็ตาม
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตอนที่บำเพ็ญบารมีก็โดนกลั่น
แกล้งจากพระเทวทัตในเหตุนานาประการ
มีชาติหนึ่งที่ท่านถือขันติบารมี
ขันติบารมีนี่แปลความอดใจอดทน
พระเทวทัตเป็นพระราชามิจฉาทิฏฐิ
พระพุทธเจ้าเป็นฤือฤาษี
ใครคนไปถามว่าฤาษีมีอะไรดีท่านฤาษีก็ตอบ
ว่าฉันมีดีคือขันติคือความอดทน
แกก็ให้จับฤาษีนอนลง
ตักขาข้างซ้ายข้างหนึ่งขาดไป
ถามว่าโกรธมั้ย
ท่านฤาษีก็บอกว่าไม่โกรธตัดขวาข้างๆขวาง
ซ้ายขวาทางขาขวาอีกข้างนึงขาดไปถามว่า
โกรธมั้ยสีก็บ่อยไม่โกรธตัดแขนซ้ายถามว่า
โกรธมั้ยไม่โกรธตัดแขนขวาถามว่าโกรธไหม
ไม่โกรธจนที่สุดฤาษีทนความโกรธไม่ไหวก็
ตาย
นี่เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าตอนบำเพ็ญบารมี
หนักมาก
แต่ตอนมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งหนัก
ใหญ่ไปที่ไหนถูกด่าที่นั่นไปถูกไหนถูกว่า
ที่นั่นถูกแกล่งแกล้งที่นั่นพระพุทธเจ้า
ก็ทรงเฉย
อันนี้ที่พูดอย่างนี้ก็ถือว่าไอ้เราเนี่ย
ถ้าบังเอิญไปกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ถูก
ใจเขา
เราก็ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของการมี
ขันธ์ 5 คือร่างกาย
จิตใจเราจะดีขนาดไหนก็ตามคนอื่นก็อาจจะ
ไม่เห็นว่าเราดีก็ช่างเถอะไม่อยากจะด่าก็
ด่าเอยากจะว่าก็ว่าอยากจะนทาก็นินทาก็
ปล่อยเขาทำใจเป็นสุขคิดมั่นใจในความดีว่า
เวลานี้เราทรงความเป็นพระโสดาบัน
ใครจะว่ายังไงยังไงเราก็เป็นพระโสดาบัน
พระโสดาบันเป็นยังไง 1 เราไม่เล็งความตาย
ไอ้คนจะด่าเราเด่าไม่นานหรอกเมื่อเช้าเรา
ตายเราก็ไม่ได้ยิน
บริสุทธิ์
เราก็จะมีพระพุทธพระธรรมสงฆ์เป็นที่พึ่ง
เรามีศีลบริสุทธิ์เรามีพระนิพพานเป็น
อารมณ์ภูมิใจในความดีในความเป็นพระ
อริยเจ้าของเรา
ให้จิตมันมีความเป็นสุขจิตมีอารมณ์ชุ่มชี
อย่าลืมว่าถ้าจิตเข้าถึงความเป็นพระ
อริยเจ้าการถือตัวสีตนหรือเราถือสีเขาไม่
เว้นเหมือนแต่ว่าถ้าเค้าชั่วเราไม่ชั่ว
ตามเท่านั้นนี่เป็นอารมณ์ใจนะ
ก็คิดว่าบรรดาท่านที่ปฏิบัติทั้งหลายเป็น
คนเก่าอาจจะทรงได้ดีแล้ว
ต่อนี้ไปก็ขอแนะนำวิธีปฏิบัติสำหรับบรรดา
ท่านพุทธบริษัทใหม่หรือพระใหม่
เอ่อพระเจ้าของตำบลน่ะขอเตือนอีกครั้งนะ
ว่าอย่าปล่อยให้ของดีที่เรามีอยู่ที่วัด
ของเรา
ให้คนอื่นเข้าไปนี้เข้าไปนี่เกือบหมื่นคน
แล้วนะ
เพียงแค่ชั่วเดือนธันวาคมเนี่ยเจ้าของ
ตำบลน่ะอย่าอย่าอย่าเรียกว่าอย่าทำให้
อย่าอย่าเสียทีเค้า
รักษากำลังใจสบายๆวิธีปฏิบัติทำยังไง
พยายามฝึกใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ภาวนาว่ามะพะทะ
เวลาหายใจเข้านึกว่ามะ
เวลาหายใจออกนึกว่าพระทะอันนี้ทั้งเก่า
ทั้งใหม่ก็จะทำแล้วเวลาที่ภาวนาน่ะทำใจ
สบายๆ
บางครั้งถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่ได้แล้ว
อยากจะไปให้มันเร็วก็ได้ไปช้าก็ได้ถ้าจะ
ไปก็รวบรวมกำลังใจทันทีโดยไม่สนใจไม่ตลง
หายใจเข้าออกจิตจากจดแล้วพุ่งเข้าไปสู่
พระนิพพาน
สำหรับท่านผู้ปฏิบัติใหม่
พยายามนึกถึงลมหายใจเออกกับคำภาวนานะ
หรือว่าอย่าถ้าคำว่าสมาธิเนี่ยจำไม่ให้ดี
แล้วก็การตั้งใจเท่านั้นเอง
อย่าไปนึกว่าสมาธิทำไปแล้วมันจะต้องไม่
ได้ยินอะไรทั้งหมดไม่ใช่อย่างงั้นไอ้ไม่
ได้ยินไม่ได้ยินอะไรทั้งหมดเนี่ยมันเป็น
ฌาน 4 ละเอียดแต่ว่าการฝึกมโนิธิแบบนี้
ได้ยินทั้งหมดเพราะว่าการฝึกแบบพิเศษ
ฉะนั้นขอทุกท่านตั้งใจภาวนาว่านะมะปะทะ
เวลาหายใจเข้านึกว่านะมะ
เวลาหายใจออกนึกว่าผาทะ
แลเวลาที่กำหนดรู้ลมหายใจทำใจสบายๆอย่า
ให้มันหนักหน่วงเกินไป
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกพร้อมด้วยคำภาวนา
แบบเป็นสุข
คือว่าอย่ากดอารมณ์ให้มันเครียด
ถ้าเครียดถ้าเกรงเกินไปมันก็ไม่มีผลเป็น
อัตตินฐานโยค
เวลาภาวนาไปนึกอยากจะเห็นนู่นนึกอยากจะ
เห็นนี่นึกอยากจะไปนู่นนึกอยากจะไปนี่มัน
ก็ไม่ได้อีกเป็นกามสุขนิกาิโยค
ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา
คือทำแบบสบายๆรู้ลมเข้ารู้ลมออกทำจิตให้
เป็นสุข
อันนี้ถ้าถึงเวลาที่ครูผู้สอนเข้าไปแนะนำ
ตอนนั้นของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน
ให้หยุดภาวนาเสีย
หยุดกำหนดรู้ลมหายใจเขาออกคือไม่สนใจกับ
ลมหายใจเขาออกด้วยไม่สนใจกับคำภาวนาด้วย
ทางอารมณ์สบาย
ฟังเสียงครูผู้สอนแนะนำถ้าหากว่าครูผู้
สอนถามไม่เห็นอะไรมั้ยให้ใช้อารมณ์เดิม
อารมณ์แรกสำคัญไอ้คำว่าเห็นนี่มันเป็น
ความรู้สึกเพราะว่าคำว่ามโนวิทินี่แปลว่า
มีนิทางใจ
คือเราไม่ได้ใช้ตาดูเราใช้จิตรู้
ที่ว่าเถามเห็นพระพุทธเจ้ามอารมณ์จิตมัน
บ้าเห็นเตอบไม่เห็นนี่เถามว่าพระพุทธเจ้า
สีอะไรเห็นใครสีอะไรความรู้สึกมันบอกว่า
ยังไงตอบทันทีคนข้างๆเราก็เรียกว่าเหลือง
แต่ของเราขาวก็กระตอกขาวเไม่เหลืองตามเขา
เพราะว่าเริ่มต้นเข้าจุดตอนนี้เป็นเรื่อง
ของทิพยจุญาณมีอารมณ์สำคัญ
ก็คือพระตรัสขันธ์ 5 นึกถึงบารมีพระ
พุทธเจ้าชั่วจิตมีกำลังพุ่งจิตเข้าไปสู่
พระจุฬามณีที่ดีสาน
ตอนนี้ถ้าขึ้นจนถึงจุฬามณีเพทราบว่าจิต
ตรงนี้เป็นจิตของฌาน 4
และถ้าประกอบกับการตัดขัน 5 เด็ดขาดจิตใจ
ของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีความรู้สึก
สัมผัสกับภาพชัดเจนแจ่มใส
แล้วต่อนี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง
หลายท่านวิโสสุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา
ร่างกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลม
หายใจเข้าออกใช้คำภาวนาและพิจารณาตาม
ปฏิยาศัย
สำหรับผู้ใหม่ได้ยินเสียงกรี๊ดอย่าเพิ่ง
ลืมตานะเป็นวาระที่ครูก็แนะนำเข้าไปแนะนำ
ท่านอเรื่องปฏิบัติ Yeah.
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
วิดีโอนี้เป็นการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเริ่มต้นจากการนมัสการพระรัตนตรัยและการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ซึ่งหมายถึงการยอมรับและยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะ เนื้อหาหลักเน้นไปที่การปฏิบัติทางกาย วาจา และใจ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การพูดจาสุภาพ การไม่คิดร้าย รวมถึงการปฏิบัติตามหลักธรรม 4 ประการ (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา, สมานัตตตา) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) นอกจากนี้ยังมีการสอนให้ละนิวรณ์ 5 ประการที่ขัดขวางปัญญา และตัดสินใจมุ่งสู่พระนิพพานโดยไม่ปรารถนาการเกิดในภพภูมิอื่นอีก เพราะทุกภพล้วนมีความทุกข์ชั่วคราว ผู้บรรยายได้อธิบายถึงประโยชน์ของการปฏิบัติและผลของการละเมิดหลักธรรม พร้อมทั้งแนะนำวิธีการเจริญพระกรรมฐานในอิริยาบถต่างๆ การพิจารณาอาหารก่อนฉัน (อาหารปฏิกูลสัญญา) สำหรับพระภิกษุสามเณร และการรับมือกับอุปสรรคทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์เบื่อหน่ายหรือคิดลบ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจิตกำลังจะตัดกิเลสละเอียด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการใช้มรณานุสสติ (การระลึกถึงความตาย) และปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การระลึกชาติ) เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายในวัฏสงสารและมุ่งสู่ความเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า จนถึงพระอรหันต์ในที่สุด
Videos recently processed by our community