HomeVideos

ทำไมชีวิตมีแต่ทุกข์? อานิสงส์ศีล 5 และวิธีหนีนรกด้วยพระกรรมฐาน | หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง

Now Playing

ทำไมชีวิตมีแต่ทุกข์? อานิสงส์ศีล 5 และวิธีหนีนรกด้วยพระกรรมฐาน | หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง

Transcript

1300 segments

0:00

เอ่อต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้ง

0:05

หลายตั้งใจนมัสการพระรัตนตรัย

0:10

อยู่สู้ภะคะวาอะระหังสัมมาสัมพุทโธ

0:17

โตโสภะคะวาอะระหังสัมมาสัมพุทโธ

0:21

>> สวากขาโตเยนะภะคะวะตาธัมโม

0:27

>> สวากโต

0:28

เยนะภะคะวะตาธัมโม

0:31

>> สุปะฏิปันโน

0:33

ยัสสะภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ

0:38

สุปะฏิปันโน

0:40

ยะตาภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ

0:43

>> ตะมะยังภะคะวันตังสะธัมมังสะสังฆัง

0:49

>> ธัมมะยังภะคะวะตังสะธัมมังสะสังฆัง

0:53

>> อิเมหิสึกาเรหิ

0:56

ยะถาระหัง

0:58

อาโรปิติเตหิอะภิปูชะยามะ

1:02

อิเมหิาเลหิยะ

1:05

สาระหังอาโรปิเตหิอะภิปูชะยามะ

1:09

สาตุโนภันเตภะคะวาสุจิระปะรินิพผุโตปิโน

1:17

ภันเตภะคะวาสุจิระปะริโยปิปัจฉิมา

1:22

ชะนะตานุกัมปะมานัสสาตานุกัม

1:28

สะมานะเมสกาเร

1:32

ทุกขะตะปะนาการะโหเตปะฏิขันหาตุ

1:37

อิเมสะกาเรทุคะตาปันณากาภูเตปะฏิหาุ

1:44

อัมหากังดีคะระัตังหิตายะสุขายะ

1:50

ธัมมากัมพีกะระตัง

1:52

หิตายะสุขายะ

1:54

>> อะระหังสัมมาสัมพุทโธ

1:57

ภะคะวา

1:59

อหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา

2:02

>> พุทธังภะคะวันตังอะภิวาเดมิ

2:06

พุทธังภะคะวันตังอะภิวาเทม

2:10

>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม

2:15

>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม

2:18

>> ธัมมังนะมัสสามิ

2:21

>> ธัมมังนะมัสสามิ

2:23

>> สุปะฏิปันโน

2:25

ภะคะวะโตสาวะกะสังสังโฆ

2:28

>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ

2:32

>> สังฆังนะมามิ

2:35

สังฆังนะมามิ

2:40

>> พระบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

2:43

ตั้งใจสมาทานสปาทิญาณตนเป็นพุทธมาวกชน

2:49

คือบุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนาดังต่อไป

2:52

นี้

2:54

อะระหังสัมมาสัมพุทโธ

2:56

ภะคะวะ

2:58

อังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา

3:00

>> พุทธังภะคะวันตังอะภิวามิ

3:04

>> พุทธังภะคะวันตังอภิวาเทมิ

3:08

>> ข้าขอนมัสการ

3:10

>> ข้าขอนมัสการ

3:12

>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3:14

>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3:16

>> ผู้เป็นจอมพระอรหันต์

3:18

>> ผู้เป็นจอมพระอรหันต์

3:20

>> ด้วยความเคารพ

3:21

>> ด้วยความเคารพ

3:23

>> สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม

3:26

>> สวากขาวะโตภะคะวะตาธัมโม

3:28

>> ธัมมังนะมัสสามิ

3:30

>> ธัมมังนะมัสสามิ

3:33

>> ข้าขอนมัสการพระธรรม

3:36

>> ข้าขอนมัสการพระธรรม

3:38

>> คำสั่งสอน

3:39

>> คำสั่งสอน

3:40

>> ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

3:43

>> ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

3:45

>> ด้วยความเคารพ

3:46

>> ด้วยความเคารพ

3:48

>> และจะปฏิบัติตาม

3:49

>> และจะปฏิบัติตาม

3:50

>> คำสั่งสอนทุกประการ

3:53

>> คำสั่งสอนทุกประการ

3:54

>> ตลอดชีวิต

3:55

>> ตลอดชีวิต

3:56

>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ

4:00

>> สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ

4:04

>> สังฆังนะมามิ

4:05

>> สังฆังนะมามิ

4:08

>> ข้าขอนมัสการพระสงฆ์

4:10

>> ข้าขอนมัสการพระสงฆ์

4:12

>> สาวก

4:13

>> สาวก

4:14

>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

4:16

>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

4:18

>> ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

4:21

>> ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

4:23

>> ด้วยความเคารพ

4:24

>> ด้วยความเคารพ

4:26

นะโมตัสสะ

4:27

>> นะโมตัสสะ

4:29

>> ภะคะวะโต

4:30

>> ภะคะวะโต

4:31

>> อะระหะโต

4:32

>> อะระหะโต

4:33

>> สัมมา

4:34

>> สัมมา

4:35

>> สัมพุทธัสสะ

4:36

>> สัมพุทธัสสะ

4:38

>> นะโมตัสสะ

4:39

>> นะโมตัสสะ

4:40

>> ภะคะวะโต

4:41

>> ภะคะวะโต

4:42

>> อะระหะโต

4:44

>> อะระหะโต

4:45

>> สัมมา

4:46

>> สัมมา

4:46

>> สัมพุทธัสสะ

4:48

>> สัมพุทธัสสะ

4:49

>> นะโมตัสสะ

4:50

>> นะโมตัสสะ

4:51

>> ภะคะวะโต

4:53

>> ภะคะวะโต

4:54

>> อะระหะโตอะระหะโต

4:56

>> สัมมา

4:57

>> สัมมา

4:58

>> สัมพุทธัสสะ

4:59

>> สัมพุทธัสสะ

5:00

>> ข้าขอนมัสการ

5:02

>> ข้าขอนมัสการ

5:03

>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

5:06

>> สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

5:07

>> ผู้เป็นพระอรหันต์

5:09

>> ผู้เป็นพระอรหันต์

5:10

>> พระองค์นั้น

5:11

>> พระองค์นั้น

5:12

>> ด้วยความเคารพ

5:13

>> ด้วยความเคารพ

5:15

>> พุทธังสะระณังคัจฉามิ

5:17

>> พุทธังสะระณังคัจฉามิ

5:19

>> ข้าขอถึงพระพุทธเจ้า

5:21

>> ข้าขอถึงพระพุทธเจ้า

5:23

>> ว่าเป็นที่พึ่ง

5:25

เป็นที่พึ่ง

5:25

>> ตลอดชีวิต

5:27

>> ตลอดชีวิต

5:28

>> ธัมมังสะระณังคัจฉามิ

5:30

>> ธัมมังสะระณังคัจฉามิ

5:32

>> ข้าขอถึงพระธรรม

5:33

>> ข้าขอถึงพระธรรม

5:35

>> คำสั่งสอน

5:36

>> คำสั่งสอน

5:37

>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

5:39

>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

5:41

>> ว่าเป็นที่พึ่ง

5:42

>> ว่าเป็นที่พึ่ง

5:43

>> และจะปฏิบัติตาม

5:45

>> และจะปฏิบัติตาม

5:46

>> พระธรรมนั้น

5:47

>> พระธรรมนั้น

5:48

>> ตลอดชีวิต

5:49

>> ตลอดชีวิต

5:51

>> สังฆังสะระณังคัจฉามิ

5:53

>> สังฆังังสะระณังคัจฉามิ

5:55

>> ข้าขอถึงพระสงฆ์

5:57

>> ข้าขอถึงพระสงฆ์

5:58

>> สาวก

5:59

>> สาวก

6:00

>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

6:02

>> ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

6:04

>> เป็นที่พึ่ง

6:05

>> เป็นที่พึ่ง

6:06

>> ตลอดชีวิต

6:07

>> ตลอดชีวิต

6:08

>> และพวกข้าพุทธเจ้าทั้งหลาย

6:10

>> และพวกข้าพุทธเจ้าทั้งหลาย

6:12

>> จะปฏิบัติทางกาย

6:14

>> จะปฏิบัติทางกาย

6:15

>> วาจา

6:16

>> วาจา

6:17

>> และใจ

6:18

>> และใจ

6:18

>> ตามคำแนะนำ

6:20

>> ตามคำแนะนำ

6:21

>> ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

6:23

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

6:25

>> ดังต่อไปนี้

6:27

>> ดังต่อไปนี้

6:28

>> ตลอดชีวิต

6:29

>> ตลอดชีวิต

6:30

>> ปฏิบัติทางกาย

6:32

>> ปฏิบัติทางกาย

6:33

>> 1

6:34

>> 1

6:35

>> จะมีจิตเมตตา

6:36

>> จะมีจิตเมตตา

6:38

>> คือความรัก

6:39

>> คือความรัก

6:40

>> กรุณา

6:41

>> กรุณา

6:42

>> คือความสงสาร

6:43

>> คือความสงสาร

6:45

>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป

6:47

>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป

6:49

>> ไม่ทำ

6:50

>> ไม่ทำ

6:51

>> และ

6:53

อไม่ฆ่า

6:54

>> ไม่ฆ่า

6:55

>> และไม่ทำร้ายร่างกาย

6:57

>> และไม่ทำร้ายร่างกาย

6:58

>> บุคคลและสัตว์

6:59

>> บุคคลและสัตว์

7:00

>> ตลอดชีวิต

7:01

>> ตลอดชีวิต

7:02

>> 2

7:03

>> 2

7:04

>> จะมีอารมณ์พอใจ

7:06

>> จะมีอารมณ์พอใจ

7:08

>> เฉพาะทรัพย์สิน

7:09

>> เฉพาะทรัพย์สิน

7:10

>> ที่หามาได้

7:12

>> ที่หามาได้

7:13

>> โดยชอบธรรม

7:14

>> โดยชอบธรรม

7:15

>> ไม่ยื้อแย่ง

7:16

>> ไม่ยื้อแย่ง

7:17

>> ไม่รักขโมย

7:18

>> ไม่รักขโมย

7:19

>> ทรัพย์สินของคนอื่น

7:21

>> ทรัพย์ศีลของคนอื่น

7:22

>> ตลอดชีวิต

7:23

>> ตลอดชีวิต

7:24

>> 3

7:25

>> 3

7:25

>> จะมีอารมณ์พอใจ

7:27

>> จะมีอารมณ์พอใจ

7:29

>> เฉพาะคู่ครองของตน

7:31

>> เฉพาะคู่ครองของตน

7:32

>> ไม่ยื้อแย่งสามี

7:34

>> ไม่ยื้อแย่งสามี

7:35

>> ภรรญา

7:36

>> ภญา

7:37

>> และคนรัก

7:38

>> และคนรัก

7:38

>> ของผู้อื่น

7:39

>> ของผู้อื่น

7:40

>> ตลอดชีวิต

7:41

>> ตลอดชีวิต

7:42

>> 4

7:43

>> 4

7:44

>> จะทรงสติ

7:45

>> จะทรงสติ

7:47

>> คือความระลึกได้

7:48

>> คือความระลึกได้

7:49

>> สัมปชัญญะสัมปชัญญะ

7:51

>> คือความรู้ตัว

7:53

>> คือความรู้ตัว

7:54

>> ให้สมบูรณ์

7:55

>> ให้สมบูรณ์

7:56

>> ไม่เลอะเลือนเสมอ

7:58

>> ไม่เลอะเรือนเสมอ

8:00

>> โดยไม่ดื่มสุรา

8:01

>> โดยไม่ดื่มสุรา

8:02

>> และมีร

8:04

>> และมีร

8:04

>> และไม่เล่นการพนันทุกประเภท

8:07

>> และไม่เล่นการพนันทุกประเภท

8:08

>> ตลอดชีวิต

8:09

>> ตลอดชีวิต

8:14

>> ปฏิบัติทางวาจา

8:15

>> ปฏิบัติทางวาจา

8:17

>> 1

8:18

>> 1

8:19

>> จะไม่พูดปดจะให้พูดผล

8:21

>> คือวาจาไม่ตรง

8:23

>> คือวาจาไม่ตรง

8:24

>> ตามความเป็นจริง

8:25

>> ตามความเป็นจริง

8:26

>> ตลอดชีวิต

8:28

>> ตลอดชีวิต

8:29

>> 2

8:29

>> 2

8:30

>> ไม่พูดวาจาหยาบคาย

8:32

>> ไม่พูดวาจาหยาบคาย

8:34

>> ให้เป็นที่สะเทือนใจ

8:36

>> ให้เป็นที่สะเทือนใจ

8:37

>> ของบุคคลผู้รับฟัง

8:39

>> ของบุคคลผู้รับฟัง

8:40

>> จะพูดแต่วาจาไพเราะ

8:42

>> จะพูดแต่วาจาไพเราะ

8:44

>> ตลอดชีวิต

8:45

>> ตลอดชีวิต

8:46

>> 3

8:46

>> 3

8:47

>> ไม่พูดวาจาส่อเสียดไม่ให้พูดวาจาสอดเสียด

8:51

>> ยุยงให้ผู้ใดแตกร้าวกัน

8:54

>> ยุยงให้ผู้ใดแตกร้าวกัน

8:56

>> จะพูดแต่วาจา

8:57

>> จะพูดแต่วาจา

8:59

>> ให้ทุกคนมีความรัก

9:01

>> ให้ทุกคนมีความรัก

9:02

>> ความสามัคคี

9:04

>> ความสามัคคี

9:05

>> ซึ่งกันและกัน

9:06

>> ซึ่งกันและกัน

9:07

>> ตลอดชีวิต

9:08

>> ตลอดชีวิต

9:09

>> 4

9:10

>> 4

9:11

>> จะไม่พูดวาจา

9:13

>> จะไม่พูดวาจา

9:14

>> ที่ไม่เป็นประโยชน์

9:15

>> ที่ไม่เป็นประโยชน์

9:17

>> วาจาใด

9:18

>> วาจาใดที่เป็นประโยชน์

9:20

>> ที่เป็นประโยชน์

9:21

>> แก่ผู้รับฟัง

9:22

>> แก่ผู้รับฟัง

9:24

>> พูดเฉพาะวาจานั้น

9:25

>> แกพูดเฉพาะวาจานั้น

9:27

>> ตลอดชีวิต

9:28

>> ตลอดชีวิต

9:29

>> ปฏิบัติทางใจ

9:31

>> ปฏิบัติทางใจ

9:32

>> คือความรู้สึกนึกคิด

9:34

>> คือความรู้สึกนึกคิด

9:35

>> 1

9:36

>> 1

9:37

>> ไม่คิดอยากได้

9:38

>> ไม่คิดอยากได้

9:40

>> ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น

9:41

>> ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น

9:43

>> ตลอดชีวิต

9:44

>> ตลอดชีวิต

9:45

>> 2

9:45

>> 2

9:46

>> ไม่คิดประทุษร้าย

9:48

>> ไม่คิดประทุรใช้

9:49

>> ผู้อื่น

9:50

>> ผู้อื่น

9:50

>> ตลอดชีวิต

9:51

>> ตลอดชีวิต

9:53

>> 3

9:53

>> 3

9:54

>> มีความเห็นถูก

9:56

>> มีความเห็นถูก

9:57

>> คือมีความเห็นว่า

9:59

>> คือมีความเห็นว่า

10:00

>> คำปริญญาณทั้งหมด

10:02

>> คำปริญญาณทั้งหมด

10:03

>> ที่กล่าวมาแล้ว

10:04

>> ที่กล่าวมาแล้ว

10:06

>> และจะกล่าวต่อไป

10:07

>> และจะกล่าวต่อไป

10:09

>> เป็นคุณธรรมที่มีคุณเลิศ

10:11

>> เป็นคุณธรรมที่มีคุณเลิศ

10:13

>> เป็นเหตุให้เกิดความสุข

10:15

>> เป็นเหตุให้เกิดความสุข

10:16

>> และปฏิบัติและจะปฏิบัติตามธรรมนั้น

10:19

>> และจะปฏิบัติตามธรรมนั้น

10:21

>> ตลอดชีวิต

10:22

>> ตลอดชีวิต

10:23

>> ธรรม 4 ประการ

10:25

>> ทำ 4 ประการ

10:26

>> ที่ข้าจะปฏิบัติต่อไปอีก

10:28

>> ที่ข้าจะปฏิบัติต่อไปอีก

10:30

>> คือ

10:30

>> คือ

10:31

>> 1

10:32

>> 1

10:32

>> ทาน

10:33

>> ทาน

10:34

>> การให้

10:35

>> การให้

10:36

>> คือการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

10:38

>> คือการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

10:40

>> เพื่อสร้างความรัก

10:41

>> เพื่อสร้างความรัก

10:42

>> ความสามัคคี

10:44

>> ความสามัคคี

10:45

>> ในเพื่อนผู้ร่วมงาน

10:46

>> ในเพื่อนผู้ร่วมหรือร่วมคณะ

10:49

>> หรือร่วมคณะ

10:50

>> ข้าจะทำเสมอ

10:51

>> ข้าจะทำเสมอ

10:53

>> ตลอดชีวิต

10:54

>> ตลอดชีวิต

10:55

>> 2

10:56

>> 2

10:56

>> ปิาจา

10:58

>> ปิาจา

10:59

>> การพูดดี

11:00

>> การพูดดี

11:01

>> พูดไพเราะ

11:02

>> พูดไพเราะ

11:03

>> เป็นวาจาที่เพื่อนร่วมงาน

11:05

>> เป็นวาจาที่เพื่อนร่วมงาน

11:06

>> หรือเพื่อนร่วมคณะ

11:09

>> หรือเพื่อนร่วมคณะ

11:10

>> ชอบ

11:11

>> ชอบ

11:12

>> ถ้าจะพูดวาจานั้น

11:13

>> ถ้าจะพูดวาจานั้น

11:15

>> ตลอดชีวิต

11:16

>> ตลอดชีวิต 3

11:17

>> 3

11:18

>> จะช่วยเหลือการงาน

11:20

>> จะช่วยเหลือการงาน

11:21

>> ของเพื่อนร่วมงาน

11:23

>> ของเพื่อนร่วมงาน

11:24

>> หรือร่วมคณะ

11:25

>> หรือร่วมคณะ

11:26

>> ที่เกินความสามารถ

11:28

>> ที่เกินความสามารถ

11:29

>> ของเพื่อน

11:30

>> ของเพื่อน

11:30

>> ตลอดชีวิต

11:31

>> ตลอดชีวิต

11:33

>> 4

11:33

>> 4

11:34

>> จะทำตนเสมอกับเพื่อน

11:36

>> จะทำตนเสมอกับเพื่อน

11:38

>> ไม่ถือตนว่าดีกว่าเขา

11:40

>> ไม่ถือตนว่าดีกว่าเขา

11:42

>> เราเสมอเขา

11:44

>> เราเสมอเขา

11:45

>> หรือเราเลวกว่าเขาเร็วกว่าเขา

11:48

>> ธรรม 4 ประการนี้

11:50

>> ธร 4 ประการนี้

11:51

>> เป็นปัจจัยให้เกิดความรักของเพื่อน

11:53

>> เป็นปัจจัยให้เกิดความรักของเพื่อน

11:56

>> และของผู้พบเห็น

11:57

>> และของผู้พบเห็น

11:58

>> ข้าจะปฏิบัติตาม

12:00

>> ข้าจะปฏิบัติตาม

12:01

>> ธรรม 4 ประการนี้

12:03

>> ี่ประการนี้

12:04

>> ด้วยดี

12:05

>> ด้วยดี

12:05

>> ตลอดชีวิต

12:06

>> ตลอดชีวิต

12:08

>> พรหมวิหาร 4

12:09

>> พรหมวิหาร 4

12:11

>> พรหมวิมหาร 4 นี้

12:12

>> พรหมวิหาร 4 นี้

12:13

>> เป็นธรรมที่ทำคน

12:15

>> เป็นธรรมที่ทำคน

12:17

>> ให้เป็นใหญ่ในความดี

12:19

>> ให้เป็นใหญ่ในความดี

12:20

>> บุคคลผู้ใด

12:21

>> บุคคลผู้ใด

12:23

>> ถ้าไร้การปฏิบัติ

12:24

>> ถ้าไร้การปฏิบัติ

12:25

>> ในพรหมวิหาร 4

12:27

>> ในพรหมวิหาร 4

12:28

>> เป็นปกติแล้ว

12:29

>> เป็นปกติแล้ว

12:31

>> จะมีอายุเท่าไหร่

12:32

>> จะมีอายุเท่าไหร่

12:33

>> มีตำแหน่งหน้าที่ขนาดไหน

12:36

>> มีตำแหน่งหน้าที่ขนาดไหน

12:37

>> มียศฐาบรรดาศักดิ์

12:39

>> มียศถาบรรดาศักดิ์

12:41

>> สูงส่งจากเพียงไรก็ตาม

12:43

>> สูงส่งจากเพียงไรก็าม

12:45

>> พระพุทธเจ้า

12:46

>> พระพุทธเจ้า

12:47

>> ยังถือว่า

12:48

>> ยังถือว่า

12:49

>> ผู้นั้นเป็นคนเลว

12:51

>> ผู้นั้นเป็นคนเลว

12:52

>> ไม่ควรคบ

12:53

>> ไม่ควรคบ

12:54

>> ไม่ควรนับถือ

12:55

>> ไม่ควรนับถือ

12:56

>> ไม่ควรแสดงความเคารพ

12:58

>> ไม่ควรแสดงความเคารพ

13:00

>> พวกข้าทั้งหลาย

13:01

>> พวกข้าทั้งหลาย

13:02

>> จะปฏิบัติตาม

13:03

>> จะปฏิบัติตาม

13:04

>> กรมวิหาร 4 นี้

13:06

>> พรหมวิหาร 4 นี้

13:07

>> ตลอดชีวิต

13:08

>> ตลอดชีวิต

13:09

>> เพื่อเป็นคนดีของพระพุทธเจ้า

13:11

>> เพื่อเป็นคนดีของพระพุทธเจ้า

13:13

>> คือคือ

13:14

>> 1

13:15

>> 1

13:15

>> เมตตาความรัก

13:17

>> เมตตาความรัก

13:19

>> ในบุคคลและสัตว์

13:20

>> ในบุคคลและสัตว์

13:21

>> เสมอด้วยความรักตน

13:23

>> เสมอด้วยความรักตน

13:24

>> ตลอดชีวิต

13:25

>> ตลอดชีวิต

13:26

>> 2

13:27

>> 2

13:28

>> กรุณา

13:29

>> กรุณา

13:29

>> ความสงสาร

13:31

>> ความสงสาร

13:32

>> ในบุคคลและสัตว์

13:33

>> ในบุคคลและสัตว์

13:36

>> อาจจะมีความสงสาร

13:38

>> อาจจะมีความสงสาร

13:40

>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วไป

13:42

>> ในบุคคลและสัตว์ทั่วถ้าไม่เกินวิสัย

13:45

>> ถ้าไม่เกินวิสัย

13:46

>> ที่จะช่วยได้

13:47

>> ที่จะช่วยได้

13:48

>> จะช่วยให้เขามีความสุข

13:50

>> จะช่วยให้เขามีความสุข

13:51

>> ตลอดชีวิต

13:52

>> ตลอดชีวิต

13:53

>> 3

13:54

>> 3

13:55

>> มุทุตา

13:56

>> มุทุตา

13:57

>> มีจิตอ่อนโยน

13:58

>> มีจิตอ่อนโยน

13:59

>> ไม่อิจฉาิษยาใคร

14:01

>> ไม่อิจฉาิสยาใคร

14:02

>> เมื่อเห็นเขาได้ดี

14:04

>> เมื่อเห็นเขาได้ดี

14:05

>> จะพยายามทำตาม

14:07

>> จะพยายามทำตาม

14:08

>> ความดีนั้น

14:09

>> ความดีนั้น

14:10

>> เพื่อรับผลความดีนั้น

14:12

>> เพื่อรับผลความดีนั้น

14:13

>> เหมือนเขา

14:14

>> เหมือนเขา

14:15

>> 4

14:16

>> 4

14:17

>> อุเบกขา

14:18

>> อุเบกขา

14:19

>> ถ้าสิ่งใดเกินวิสัย

14:21

>> ถ้าสิ่งใดเกินวิสัย

14:23

>> ที่จะช่วยเหลือผู้มีทุกข์ได้

14:25

>> ที่จะช่วยเหลือผู้มีทุกข์ได้

14:27

>> จะไม่ซ้ำเติม

14:28

>> จะไม่ซ้ำเติม

14:29

>> ให้ผู้นั้นทุกข์ยิ่งขึ้น

14:31

>> ให้ผู้นั้นทุกข์ยิ่งขึ้น

14:32

>> จะวางเฉยไว้ก่อน

14:33

>> จะวางเฉยไว้ก่อน

14:35

>> ถ้าโอกาส

14:36

>> ถ้าโอกาส

14:37

>> ที่จะช่วยมี

14:38

>> ที่จะช่วยมี

14:40

>> เราจะพึงช่วย

14:41

>> เราจะพึงด้วย

14:42

>> เขาผู้นั้น

14:43

>> เขาผู้นั้น

14:44

>> ให้ได้รับความสุขทันที

14:46

>> ให้ได้รับความสุขทันที

14:48

>> หลังจากนี้ต่อไปขอให้บรรดาท่านทั้งหลาย

14:52

ตั้งใจสมาทานพระกรรมฐาน

14:56

อิมาหังภะคะวา

14:58

>> อิมาหังภะคะวา

14:59

>> อัตตภาวัง

15:01

>> อัตตภาวัง

15:02

>> ตุมหากัง

15:03

>> ตุมหากัง

15:04

>> ปริจัจฉามิ

15:05

>> ปริจัจฉามิ

15:07

>> ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ

15:10

>> ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค

15:12

>> ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

15:14

>> ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

15:15

>> ขอมอบกาย

15:17

>> ขอมอบกาย

15:18

>> ถวายชีวิต

15:19

>> ถวายชีวิต

15:20

>> แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

15:22

>> แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

15:24

>> ตลอดชีวิต

15:25

>> ตลอดชีวิต

15:26

>> ต่อนี้ไปข้าพเจ้าทั้งหลาย

15:28

>> ต่อนี้ไป

15:30

>> ว่าต่อนี้ไป

15:32

>> ต่อนี้ไป

15:33

>> ข้าพเจ้าทั้งหลาย

15:34

>> ข้าพเจ้าทั้งหลาย

15:35

>> ได้ขอเปล่งวาจา

15:36

>> ขอเปล่งวาจา

15:38

>> ระงับจีวร

15:39

>> ระงับจีวร

15:40

>> ซึ่งเป็นกิเลสหยาบ

15:42

>> เป็นกิเลสหยาบ

15:43

>> ทำปัญญาให้ถอยหลัง

15:44

>> ทำปัญญาให้ถอยหลัง

15:46

>> เพื่อหวังพระนิพพาน

15:47

>> เพื่อหวังพระนิพพาน

15:48

>> ดังต่อไปนี้

15:50

>> ดังต่อไปนี้

15:51

>> อธรรมเลว 5 ประการ

15:53

>> อธรรมเลว 5 ประการ

15:54

>> ที่ทำให้ฌาน

15:56

>> ที่ทำให้ฌาน

15:57

>> และปัญญาไม่เกิด

15:58

>> และปัญญาไม่เกิด

16:00

>> ข้าขอระงับ

16:01

>> ข้าขอระงับ

16:02

>> อธรรมนั้น

16:03

>> อธรรมนั้น

16:04

>> ไม่มีในใจ

16:06

>> ไม่มีในใจ

16:07

>> เพื่อมรรคผลนิพพาน

16:08

>> เพื่อมรรคผลนิพพาน

16:10

>> เฉพาะเวลาทำสมาธิ

16:12

>> เฉพาะเวลาทำสมาธิ

16:13

>> อธรรม 5 ประการ

16:15

>> อธรรม 5 ประการ

16:16

>> คือ

16:16

>> คือ

16:17

>> 1

16:18

>> 1

16:18

>> ความรักในระหว่างเพศ

16:20

>> ความรักในระหว่างเพศ

16:22

>> 2

16:23

>> 2

16:23

>> อารมณ์ไม่พอใจ

16:25

>> อารมณ์ไม่พอใจ

16:26

>> 3

16:27

>> 3

16:27

>> ความง่วง

16:28

>> ความง่วง

16:29

>> 4

16:30

>> 4

16:31

>> อารมณ์ฟุ้งซ่าน

16:32

>> อารมณ์ฟุ้งซ่าน

16:33

>> นอกลู่นอกทางที่ภาวนา

16:35

>> นอกรู้นอกทางที่ภาวนา

16:37

>> 5

16:38

>> 5

16:38

>> ความสงสัย

16:40

>> ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ

16:42

>> ในผลของการปฏิบัติ

16:44

>> อธรรม

16:45

>> อธรรม

16:46

>> คือความเลว 5 ประการนี้

16:48

>> คือความเลว 5 ประการนี้

16:50

>> จะไม่ยอมให้มีในจิตของข้าพเจ้า

16:52

>> จะไม่ยอมให้มีในจิตของข้าพเจ้า

16:54

>> ขณะทำสมาธิ

16:56

>> ขณะทำสมาธิ

16:57

>> และข้าทั้งหลาย

16:58

>> และข้าทั้งหลาย

17:00

>> ขอตัดสินใจ

17:01

>> ขอตัดสินใจ

17:02

>> ตามความเป็นจริง

17:03

>> ตามความเป็นจริง

17:04

>> ที่พระพุทธเจ้าต้องการ

17:06

>> ที่พระพุทธเจ้าต้องการ

17:07

>> ดังต่อไปนี้

17:09

>> ดังต่อไปนี้

17:10

>> 1

17:11

>> 1

17:11

>> เกิดเป็นมนุษย์

17:12

>> เกิดเป็นมนุษย์

17:13

>> มีแต่ความทุกข์

17:15

>> มีแต่ความทุกข์

17:16

>> เราไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์อีก

17:18

>> เราไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์อีก

17:20

>> 2

17:21

>> 2

17:21

>> เกิดเป็นเทวดา

17:22

>> เกิดเป็นเทวดา

17:24

>> หรือพรหม

17:24

>> หรือพรหม

17:25

>> มีความสุข

17:26

>> มีความสุข

17:27

>> แต่อยู่ไม่ได้นาน

17:29

>> แต่อยู่ไม่ได้นาน

17:30

>> ต้องมาลงต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์

17:33

>> ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์

17:34

>> หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน

17:36

>> หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน

17:37

>> หรือบางที

17:38

>> หรือบางก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก

17:41

>> ก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก

17:42

>> ข้าไม่ต้องการเกิด

17:44

>> ข้าไม่ต้องการเกิด

17:45

>> เป็นเทวดาหรือพรหม

17:46

>> เป็นเทวดาหรือพรหม

17:48

>> เมื่อร่างกายนี้

17:49

>> เมื่อร่างกายนี้

17:50

>> เมื่อไหร่

17:51

>> ทั้งเมื่อไหร่

17:52

>> ข้าขอไปนิพพานแห่งเดียว

17:55

>> ข้าขอไปนิพพานแห่งเดียว

17:56

>> อตอนนี้ไปเข้าไปเรื่องมีเวลาเหลือ 10

17:59

นาที

18:01

ก็จะขออธิบายความมุ่งหมายที่นำข้อนี้คำ

18:05

ปริญญาณของเพื่อพระพุทธเจ้า

18:10

ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท

18:12

ทั้งหลายทุกคนถือว่าเป็นพุทธมามกะ

18:17

คำว่าพุทธมามกะนี่แปลว่าผู้นั่งใกล้

18:20

พุทธศาสนา

18:22

หรือว่าผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนาหรือนับถือ

18:26

พุทธศาสนา

18:28

คนที่นับถือพระพุทธศาสนาจริงๆทุกคน

18:33

จะต้องไม่ละเมิดความดีหรือไม่ทำความชั่ว

18:37

ตามที่กล่าวมาแล้ว

18:40

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพระพุทธเจ้า

18:42

ต้องการให้ทุกคนเท่าถึงซึ่งพระนิพพาน

18:47

เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดีเป็นเทวดาก็ดี

18:50

เป็นพรหมก็ดีไม่มีความสุขจริง

18:54

เป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ตลอดชาติ

18:58

เป็นเทวดาหรือพรหมมีความสุขก็จริงแหล่แต่

19:01

ว่าเราไม่สามารถจะทรงชีวิตตลอดกาลได้

19:06

เมื่อบทบุญวาสนาหนาบารมีก็ต้องกลับมาเกิด

19:10

อาศัยที่เราทำความชั่วไว้ก่อนเวลาจะตาย

19:14

รับผลความดีทีหลัง

19:18

เมื่อตายแล้วไปเป็นเทวดาพรหมเมื่อหมด

19:21

บุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์

19:25

ถ้าเบาบาปน้อยหน่อยถ้าบาปน้อยมากหน่อยก็

19:29

ต้องลงอบายภูมิเป็นสัตว์นรกเป็นต้น

19:33

ฉะนั้นการที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนปฏิญาณ

19:37

ตนเป็นพุทธมามกะ

19:39

คือบุคคลผู้ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าให้

19:42

ปฏิบัติปฏิบัติตามกรรมที่กล่าวมาแล้วทั้ง

19:45

หมด

19:47

เพราะการปริญญาณตนตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง

19:50

หมด

19:51

ผลที่จะพึงรับจริงๆถ้าทำได้ครบถ้วนก็คือ

19:56

พระโสดาบันกสกิทาคามี

20:00

ถ้ามีอารมณ์จิตเข้มแข็งแล้วก็สามารถจะ

20:03

เป็นพระอนาคามีได้ถ้ามีปัญญาแจ่มใสใช้

20:08

ความฉลาดเข้าประคับประคองเราก็เป็นพระ

20:10

อรหันต์ได้

20:12

ว่าถ้าบุคคลใดมีความมั่นคงจริงๆในเหตุที่

20:16

กล่าวมาแล้วทั้งหมด

20:18

อย่างน้อยที่สุดทุกคนจะเป็นพระโสดาบันและ

20:22

สกิทาคามี

20:24

ที่ว่าเราเป็นผู้เข้าถือกระแสซึ่งพระ

20:26

นิพพานมีหวังพระนิพพานได้แน่นอน

20:30

ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

20:34

ที่รับฟังและปริญญาณตนแล้วให้ทุกคน

20:38

ปฏิบัติตามคำปฏิญาณให้ครบถ้วนทุกประการ

20:44

อย่างน้อยที่สุดถ้ามีศรัทธาเบา

20:47

ท่านก็ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก

20:50

จะเกิดได้เป็นเทวดาหรือพรหมเท่านั้นถ้า

20:54

หมดบุญวาสนาบารมีมาเกิดเป็นมนุษย์การที่

20:59

มีจิตเมตตาไม่ฆ่าสัตว์ชีวิตจะเป็นปัจจัย

21:02

ให้เกิดเป็นคนสวย

21:04

การไม่รักไม่ขำลโดยของเขาจะเป็นปัจจัยให้

21:08

มีความร่ำรวยในชีวิต

21:10

การที่ไม่ละเมิดสามีภรรญาและคนรักของพวก

21:14

คนอื่นจะเป็นปัจจัยให้คนในปกครองว่าง่าย

21:18

สอนง่ายอยู่ในโอวาท

21:21

การที่ไม่พูดมุสาวาสจะเป็นคนให้เกิดมี

21:25

วาจาเป็นทิพย์พูดอะไรใครก็ชอบฟัง

21:28

การไม่ละเมิดเข้าสุราารเมรจะเป็นปัจจัย

21:31

ให้เราไม่เป็นโรคปวดหัวไม่เป็นโรคประสาท

21:34

และไม่เป็นโรคบ้า

21:37

อย่างนี้เป็นต้นอาการตรงกันข้ามถ้าเรา

21:41

ละเมิดปัญญเวร 5 ประการคือ 1 มีจิตโหด

21:45

ร้ายฆ่าสัตตีวิต

21:48

อย่างนี้ถ้ากลับมาเกิดเป็นคนอีกจะเป็นคน

21:50

มีโรคมากและมีอายุสั้นพลันตายอายุไม่ถึง

21:55

อายุไข 2 ถ้าหากว่าเราระเบิดข้อที่นาทาน

22:01

ทรัพย์สมบัติจะเสียหายเพราะไฟไหม้ถูกโจร

22:05

รักน้ำท่วมน้ำลมพัดให้เสียหาย

22:09

ถ้าเราละเมิดข้อกามสุมิจฉาจารย์

22:11

เกิดมาเป็นคนคนในปกครองจะว่ายากสอนยากไม่

22:15

ไม่อยู่ในโอวาท

22:18

ละเมิดด้วยข้อมุสาวาสชอบผู้โกหกมทิศ

22:23

อย่างนี้ถ้าเกิดมาเป็นคนเราพูดดีแล้วพูด

22:26

ตรงไม่มีใครอยากฟังพูดแล้วมีใครอยากเชื่อ

22:30

ถ้าการดื่มสุรามีอะไรจะเป็นปัจจัยเราเป็น

22:34

โรคปดกับหัวเป็นโรคเสรศาสตร์และเป็นโรค

22:36

บ้าฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธศาสิกชนทั้งหลาย

22:40

โดยถ้วนหน้าจงพากันปฏิบัติตามคำปฏิญาณตน

22:45

ให้ครบถ้วนถ้าท่านเป็นคนรักตัวเอง

22:49

ถ้าปฏิบัติไม่ครบถ้วนทุกคนหวังได้ถึงอบาย

22:52

ภูมิเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็สามารถจะเป็นตาย

22:57

จากความเป็นมนุษย์ก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก

22:59

บ้างเป็นบ้างเป็นสุรกายบ้างเป็น

23:02

สัตติฉานบ้าง

23:04

แต่เกิดมาก็ต้องลบผลรับผลปัญญเวณ 5

23:08

ประการตามที่กล่าวมาแล้วฉะนั้นขอบรรดา

23:11

ท่านพุทธบริษัททุกคนให้ปฏิบัติตนตามนั้น

23:14

ถ้าหวังดีกับตนเอง

23:18

สำหรับข้อวัดปฏิบัติต่อไปท่านที่ปฏิบัติ

23:21

ตนแล้วถว่ำ

23:23

ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งทรมานกายเพราะการ

23:28

เจริญพระกรรมฐานไม่ถือเป็นการนั่งอย่าง

23:30

เดียว

23:32

จะนั่งก็ได้จะยืนก็ได้จะนอนก็ได้ได้ทั้ง 4

23:36

อย่าง

23:38

ท่าทางที่ดีทุกคนเหนื่อยยากตั้งแต่เวลา

23:41

เช้ามืดตื่นเมื่อไหร่ก็ใช้จิตคิดเมื่อ

23:43

นั้น

23:45

ก็เมื่อจิตคิดก็ถือว่าเป็นการทำงานมีความ

23:48

เหน็ดเหนื่อยทุกคนในพักผ่อนจะนอนก็ได้

23:52

เวลาจะนอนกราบพระลงไปที่หมอนก่อน 3 ครั้ง

23:56

ตั้งใจนึกถึงรูปพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระ

23:59

อริยสงฆ์และท่านผู้มีคุณนอนแล้วรวบรวม

24:03

กำลังใจจับคำภาวนาและลมหายใจเข้าออกพอสม

24:07

ควรจับพระรูปพระโฉมองค์สมเด็จพระ

24:10

สัมมาพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใสพุ่งใจไปพระ

24:14

จุฬามุนีเจดียสถาน

24:16

นมัสการพระพุทธเจ้าที่นั่นพร้อมด้วยพระ

24:19

อรหันต์

24:21

หลังจากนั้นไปบรรดุกำพลศิราอาสไปไหว้ท่าน

24:24

ผู้มีคุณหลังจากนั้นทุกคนพุ่งจิตไปนิพพาน

24:29

นมัสการพระพุทธเจ้าเข้าไปอยู่ในสถานที่

24:32

ของเราเพราะทุกคนได้หมดแล้วก็ถึงมโนยิทธิ

24:36

แล้วก็ตัดสินใจอยู่ตรงนั้นจะพบใครก็ได้

24:40

ขณะที่อยู่นั้นตัดสินใจว่าถ้าร่างกายพัง

24:43

มาลัยขอมาที่นี่แห่งเดียว

24:46

เวลาที่ขึ้นไปอย่างนั้นถ้าร่างกายจะหลับ

24:49

ปล่อยหลับไปเลยจะดึงไว้เพราะถ้าหลับในขณะ

24:52

ที่ทำสมาธิวิปัสสนาญาณ

24:55

อารมณ์จิตจะผ่องใสจะมีการหายเหนื่อยตื่น

24:59

ขึ้นมาจะมีอารมณ์ชุ่มชื่น

25:02

สำหรับเวลาเช้าตู่ถ้าตื่นขึ้นมาทุกคน

25:06

นมัสการพระรัตนตรัยเสร็จปริญญาณตนพระ

25:09

พุทธมามกะ

25:11

หลังจากนั้นรวบรวมกำลังใจ

25:15

เข้าใช้มโนยิทธิพุ่งใจไปพระจุฬามุนี

25:18

เจดีย์สถาน

25:21

บรดุกำพลศิระอาสไหว้ท่านผู้มีคุณไปพระ

25:24

นิพพานไหว้พระพุทธเจ้า

25:27

หลังจากนั้นจะไปวิมานของเราแล้วไปที่ไหน

25:29

ก็ไปแล้วก็ตัดสินใจว่าขึ้นชื่อว่าความ

25:34

ชั่วแดนเห็นความชั่วคือเมืองมนุษย์เราไม่

25:37

ต้องการเกิดอีกแดนของเทวดาแล้วพรหมสุขไม่

25:41

จริงเราไม่ต้องการเกิดอีกเราต้องการคือ

25:43

พระนิพพาน

25:45

ถ้ามีโอกาสให้ทุกคนใช้ปุพเพนิวาสุติญาณ

25:50

คือระลึกชาติถอยหลังว่าเราเคยเคยเกิดเป็น

25:54

มนุษย์มากี่ชาติแต่ละชาติเรามีความสุขและ

25:58

มีความทุกข์

26:00

ถ้าขณะใดคิดว่าเรามีความสุขให้ทราบว่า

26:03

เวลานั้นเราเห็นผิดไปแล้วใช้ไม่ได้

26:06

ทุกข์ชาติของมนุษย์ที่มีแต่ความทุกข์เรา

26:09

เกิดจะเป็นมนุษย์แห่งอย่างเดียวใช่มยความ

26:12

จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ถอยหลังไปดู

26:15

เมื่อต้องการเกิดมนุษย์อยากจะรู้ต้องการ

26:18

เกิดเป็นมนุษย์กี่ชาติก็ดูขอดูภาพเป็น

26:20

มนุษย์ชาติแล้ว 1 ภาพความเป็นอยู่เป็นยัง

26:24

ไงมีความทุกข์ขนาดไหนเกิดแล้วมีแก่มีจิต

26:27

มีตายมีทุกข์ร้อนขนาดไหนดูไว้

26:31

แล้วถอยหลังไปเราเคยเกิดเป็นสัตติฉาน

26:34

ประเภทไหนบ้างขอดูภาพทั้งหมดชนิดละกี่

26:38

ชาติขอให้ถือเห็นชาติละตัว

26:41

เราก็จะทราบว่าเราเคยเกิดเป็นสัตวรัจฉาน

26:44

มาเยอะต่อไปก็ขอดูไปสมัยเป็นอสุรกายบ้าง

26:48

เป็นบ้างเป็นสัตว์นรกบ้างเราก็จะเห็น

26:52

ว่าการเกิดเป็นคราวเต็มไปความทุกข์ต่อไป

26:56

ก็ดูชาติในการเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมเราก็

26:59

เกิดมาแล้วแต่ละอย่างหลายชาตินับชาติไม่

27:02

ถ้วนเราก็ไม่สามารถจะทรงตนอยู่ได้ต้อง

27:05

กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่มีความทุกข์

27:09

ปุพเพนิวาสิญาณ

27:11

คือการระลึกชาติได้เป็นปัจจัยให้เกิด

27:13

นิพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายเป็นปัจจัยให้

27:17

เป็นพระอรหันต์นึงนิพพานเร็วฉะนั้นขอ

27:19

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกคนที่ปฏิบัติ

27:23

ธรรมนี้ให้ตั้งใจใช้ปุพนิวาสุญาณให้มาก

27:28

ท่านจะเข้านิพพานได้ตามความประสงค์ของ

27:30

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อนี้ไปของ

27:33

บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทำจิตให้สบาย

27:36

ตามอารมณ์ของตนทุกคนสวัสดี

27:40

>> ขอบรรดาท่านทั้งหลาย

27:44

ตั้งใจฟังคำแนะนำแต่ว่าวันนี้อาจจะใช้

27:48

เวลามากสักนิดนึง

27:51

บางทีจะเป็นหนึ่งหน้าของพระเศษเพราะว่ามี

27:55

พระโบวชใหม่เข้ามาด้วย

28:00

เป็นอันว่าการเจริญพระกรรมฐานทุกแบบ

28:04

ขอทุกท่านจงตั้งใจทำตนให้เข้าถึงความเป็น

28:09

พระอริยเจ้า

28:13

ที่ว่ายาสัตว์แต่ว่าการปฏิบัติ

28:18

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณรที่บวชในพระ

28:22

พุทธศาสนา

28:25

อย่าสักแปลว่าบวช

28:28

หรือว่าถ้าสัตว์แปลว่าบวชนั่นก็หมายถึง

28:31

ว่าเราเอาเงินมาซื้อนรกกัน

28:36

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณรใหม่หรือ

28:40

เก่า

28:41

เก่าก็ไม่แน่นัก

28:44

ก่อนที่จะฉันอาหาร

28:48

ขอให้พิจารณาเป็นอาหารปฏิกิภูมสัญญาเสีย

28:51

ก่อนข้อนี้สำคัญมาก

28:54

เพราะว่าถ้าไม่พิจารณาเป็นอาหาร

28:57

ปฏิโภูสัญญา

28:59

ตกนรกแน่

29:02

คำว่าการพิจารณาเป็นอาหารปฏิโภูสัญญานี่

29:07

ก็หมายถึงว่าเวลาที่เราจะฉันอาหาร

29:11

จงอย่าคิดถึงรสอาหารเป็นเรื่องสำคัญอย่า

29:15

ติดในรสอาหาร

29:18

อย่าติดในสีอย่าติดในกลิ่น

29:24

แล้วก็การฉันอาหารก็จงอย่าคิดว่าเราจะกิน

29:28

เพื่อความอ้วนปีผ่องใส

29:32

เราจะกินผิวพันดีเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส

29:37

จงพิจารณาว่าการฉันอาหารคราวนี้เราจะฉัน

29:42

เพื่อทรงชีวิตอยู่เท่านั้น

29:46

และการชีวิตที่ทรงอยู่นี่เราจะทรงอยู่

29:49

เพื่อปฏิบัติความดี

29:53

ความดีที่เราจะพึงปฏิบัตินั่นก็คือศีล

29:57

บริสุทธิ์

29:59

สมาธิตั้งมั่นวิปัสสนาญาณแจ่มใส

30:04

กัน

30:06

บอกให้องค์นี้ตั้งพระเียบเดี๋ยวจัดสิวัน

30:09

นี้เดี๋

30:13

ก็เดี๋ยวเดี๋ก็วันนี้

30:20

เป็นว่าการฉันอาหารนี่อย่าอย่าชี้รสเป็น

30:24

สำคัญนะที่สุมใหม่ระวังให้ดี

30:28

ก่อนที่ฉันจะคิดว่าอาหารทุกอย่างที่เป็น

30:32

ถืยก็ดีเป็นเนื้อสัตว์ก็ดีมีพื้นฐานมาจาก

30:36

ความสกปร

30:39

ก็ร่างกายเราทั้งร่างกายก็เป็นพื้นฐานของ

30:43

ความสกปรก

30:46

ในเมื่อเรากินของสกปรกเข้าไปร่างกายของ

30:49

เราก็สกปรก

30:51

รวมความว่าร่างกายของเราก็ดีร่างกายของ

30:55

บุคคลอื่นก็ดีเต็มไปด้วยการสกปรก

31:00

ไม่ใช่ขอสะอาดอันนี้การพิจารณาอหารีปฏิโก

31:04

สัญญาเนี่เป็นพื้นฐานของพระอนาคามี

31:10

แต่ได้ว่าพระทุกองค์เณรทุกองค์ถ้าไม่

31:13

พิจารณาก่อนกินเข้าไปตกนรกกันแน่

31:18

ก็รวมความว่าอย่าลืมฉันหารประการที่ 2

31:23

เวลาที่จะเดินไปเดินมาแล้วเดินเป็นบาต

31:27

ให้เดินด้วยความสำรวม

31:30

ให้ทอดสายตาชั่วแอกหนึ่งหมายความวัดจาก

31:35

เท้าเราไปประมาณ 4 ศอก

31:38

มันจะเห็นคนดีเห็นไกลพอสมควรใกล้พอสมควร

31:44

ไม่เลี้ยวหน้าเลี้ยวซ้ายแลขวา

31:48

แล้วก็เวลารับบิณฑบาตให้รับด้วยความเคารพ

31:51

ด้วยอาการสำรวม

31:54

อย่าถือธรวาสที่ใสวาสเอามาใช้

31:59

ถ้ายังละนิสัยวาทไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ก็

32:03

สิกไปเสีย

32:06

มิฉะนั้นก็จะต้องนรกไป

32:09

เพราะว่าเป็นการทำลายพระศาสนา

32:13

รายการอีกประการหนึ่งภิกษุใหม่ที่เข้ามา

32:16

ใหม่ถึงทราบ

32:19

ว่าที่วัดนี้เห้ามเข้าไปคุยห้องของคนอื่น

32:23

ระเบียบก็รู้กันแล้วอย่าฝ่าฝืน

32:28

ถ้าเราคิดว่าบวชทนไม่ไหวก็สิไป

32:32

อย่ามาอยู่ให้มันหนักกว่าศาสนา

32:37

เป็นอันว่าการบวชเราบวชเพื่อศีลสมาธิ

32:41

ปัญญา

32:43

ไม่ใช่บวชก็ตามประเพณีนิยม

32:47

ที่นี่ไม่ต้องการคนที่บวชตามประเพณีนิยม

32:52

เพราะการบวชตามประเพณีนิยมนี่คือการบวช

32:55

เพื่อทำลายพระศาสนา

32:58

ฉะนั้นถ้าจะชั่วก็ให้ไปชั่วในฐานะเป็น

33:02

ฆราวาสอย่าฆ่ากาสาวพัตของพุทธเจ้าไปชั่ว

33:06

ด้วย

33:09

ต่อไปก็ขอทุกท่านความจริงพระที่เป็นเจ้า

33:13

ของถิ่นนี้

33:15

ก็ควรจะฝึกพระกรรมฐานให้ได้เหมือนกับคน

33:21

คนอื่นที่เมาในคัมภีร์บางทีเมาวันเดียวเ

33:24

ก็ฝึกได้มโนยิธิ

33:28

ซึ่งเป็นกรรมฐานที่มีความสำคัญบวชที่นี่

33:31

ก็รู้แล้วว่าเป็นสำนักพระกรรมฐาน

33:35

แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านให้บวชอยู่ถึง

33:39

2-3 เดือนไม่ได้ถ้าชาวบ้านก็มาวันเดียว

33:43

ได้ก็ลองเปรียบเทียบความดีกับความชั่วของ

33:47

จิตของเราดูว่าเรามันดีว่าเรามันชั่ว

33:52

นี้ขอทุกองค์จงคิดว่าการบวชเข้ามาใน

33:56

พุทธศาสนาเราต้องการศีลบริสุทธิ์

34:01

สมาธิตั้งมั่นวิปัสสนาญาณแจ่มใส

34:06

นี่เป็นหลักกายของนักการบวชทั้งหมดนักการ

34:09

บวชทั้งหมดถ้าขาดบกอย่างใดอย่างหนึ่ง

34:13

หมายถึงว่าอบายภูมิเป็นที่ไป

34:18

ทีนี้ต่อไปก็จะขอพูดถึงแนวการปฏิบัติ

34:22

สำหรับท่านผู้เก่าก็ดีผู้ใหม่ก็ดี

34:27

การที่ปฏิบัติกรรมฐานนี่มันมีอุปสรรค

34:33

คำว่าอุปสรรคนี่ก็หมายความว่าถ้าจิตเรา

34:36

ไม่เข้าถึงฌาน

34:39

จิตเป็นกยเ้าเข้าไปสู่ความเป็นฌานนิวรณ์

34:43

มันจะรบกวน

34:46

บางทีสิ่งที่เราไม่คิดมันก็คิดขึ้นมา

34:51

แต่นี้เมื่อจิตของเราเข้าถึงสู่ทั้งฌาน

34:53

ละเอียดสมมุติว่าทุกท่านได้พิได้มโนยิธิ

35:00

ทุกท่านที่ได้มโนยิทธิเขาถือว่าเป็นฌาน

35:04

ละเอียด

35:06

ฌานที่พึ่งได้คือการเคลื่อนไปก็คือฌาน 4

35:12

ฌาน 4 มี 2 อันดับ

35:14

ก็อยากกับละเอียด

35:17

ถ้าหมายความว่าการเคลื่อนไปมีการคล่องตัว

35:21

ดีวันนั้นเป็นฌาน 4 ละเอียด

35:25

ถ้าวันไหนมันฝืดวันนั้นก็เป็นฌาน 4 อย่าง

35:30

ถ้าว่าวันไหนไปไม่ได้เลยก็แสดงว่าวันนั้น

35:34

จิตเข้าไม่ถึงฌาน 4

35:38

ถ้าว่าวันไหนที่เข้าไม่ถึงฌาน 4

35:43

ก็มีวิธีแก้มันไปไม่ได้เราก็ไม่ไป

35:48

เราไม่ไปเราทำยังไงแล้วก็นั่งพิจารณาตัด

35:52

ขันธ์ 5 ตามอารมณ์ที่เรามีความเข้าใจ

35:56

คือคล่องในอารมณ์ไหนก็ตัดในอารมณ์นั้น

36:01

ถ้าตัดขั้น 5 ไปไม่ไหวก็จับลมหายใจเข้า

36:05

ออก

36:07

แล้วก็ภาวนาไปเฉยเฉยทำจิตเป็นสุขและสบายๆ

36:12

ถือว่าได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น

36:16

เพราะว่าถ้าทำอย่างนี้ดีไม่ดีก็เดี๋ยวก็

36:19

ไปอันนี้เป็นการแก้นะแก้อารมณ์ที่เราเข้า

36:24

ถึงเรียกว่าเราใช้มโนธิได้่องตัว

36:30

แต่บางวันมันเกิดไม่คล่องขึ้นมา

36:34

แต่การไม่คล่องเกิดขึ้นทั้งทางที่ดีก็ควร

36:38

จะพิจารณามาว่าตั้งแต่เช้าถึงตอนที่เราจะ

36:41

ทำ

36:43

มันมีอารมณ์ตอนไหนบ้างที่ขัดต่อคำสอนของ

36:47

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

36:51

ถ้ารู้อารมณ์ไม่ขัดก็หาทางสัตว์การ

36:54

พิจารณาไปขันธ์ 5

36:58

ถ้าทางที่ดีถ้าวันไหนมันไม่คล่องถ้าวัน

37:01

ไหนคล่องดีพอเริ่มปั๊บจิตก็เคลื่อนปุ๊บ

37:04

ทันที

37:06

นี่ก็ปล่อยวันนั้นเป็นวันชาละเอียดดีทั้ง

37:09

ศีลดีทั้งสมาธิดีทั้งปัญญา

37:13

ถ้าบางวันจับได้มาตื้อถ้ามันตื้อลงมาก็

37:17

ปล่อยอารมณ์ทั้งหมด

37:20

ถ้าจิตมันพยายามคิดจะใช้วิปัสสนาญาณคือ

37:24

ตัดขันธ์ 5 ก็ตัดขันธ์ 5

37:27

ถ้าจิตมันไม่พอใจในการตัดขันธ์ 5 ก็ใช้

37:31

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

37:34

แล้วก็ภาวนาเฉยๆโดยที่ไม่คิดถึงอะไรทั้ง

37:38

หมด

37:40

หมายความให้รักษาอารมณ์ธรรมดาธรรมดาไม่

37:43

คิดอะไรสักอย่าง

37:46

จุดหนึ่งนะ

37:49

จุดหนึ่งที่มันเป็นจุดที่แปลกที่สุด

37:53

ว่าทั้งผมทั้งคนอื่นก็โดนลงมาแล้วทั้ง

37:57

นั้น

37:58

นั่นก็คือ

38:01

อิงคาตัวแบบนั้นที่เข้าๆออกก็ออกไปแมลง

38:05

เ่า

38:08

ว่ามันมีอารมณ์อันหนึ่งคือเป็นอารมณ์ของ

38:10

กิเลสอันนี้ทุกท่านอาจจะ

38:14

เอทุกท่านอาจจะเดินหรือบางท่านจะไม่โดนนะ

38:18

มันมีอารมณ์เบื่อพิเศษ

38:22

คือว่าอารมณ์เบื่อพิเศษเนี่ยบางทีเรา

38:25

ภาวนาภาวนาไปพิจารณาไปี่ใจสบาย

38:29

แต่บางครั้งมันนึกจะด่าพระพุทธเจ้าเสียก็

38:32

มี

38:34

อยาจะคิดทำลายพระวินัยเสียก็มี

38:39

ถ้างนี้เกิดขึ้นนะจะต้องทราบ

38:43

ว่าจิตของท่านตอนนั้นกำลังจะตัดกิเลส

38:46

ละเอียด

38:49

เถ้าจิตมันจะตัดกิเลสละเอียดเ้าเรียกกัน

38:52

ว่ากิเลสสมาน

38:55

มันจะเข้ามาสิงจิตตนี้ไอ้ที่จิตมันที่มี

38:59

อารมณ์คิดอย่างนั้นน่ะมันมีกิเลส

39:03

มันก็จะมีความมัวไปในบางขณะแล้วก็ในบาง

39:07

ขณะ

39:08

ที่เรามีความแจ่มใสขึ้นแล้วก็มานั่งปลงใจ

39:13

ว่านี่เราจะแพ้กิเลสแล้วหรือยังไง

39:18

เราอุตส่าห์ยกตนขึ้นจากน้ำเราเป็นฆวาสมัน

39:23

ก็มีอุปมาณก็ไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำด้วยที่

39:29

แช่อยู่ในเปลือกตมด้วยคือกิเลส

39:33

เวลานี้เราเป็นพระก็เหมือนกับไม้ศพที่ยก

39:37

ขึ้นมาจากเปลือกตมแล้วก็น้ำเอามาวางไว้บน

39:40

บกมันรอเวลาที่จะแห้งไปทีละน้อยละน้อย

39:44

เท่านั้น

39:48

อันนี้เราก็ต้องมาตัดสินใจว่ากิเลสประเภท

39:51

นี้มันมีสำหรับเราแล้วก็มีสำหรับคนอื่น

39:54

ด้วยตัวอย่างในพระพุทธศาสนาก็มีสานุสมเณร

39:59

เป็นตัวอย่าง

40:01

สานุสมเณรก็มีสภาพแบบนี้บทในสมัยพุทธเจ้า

40:06

ก็อยากจะสิกซะเหมือนกัน

40:09

ในที่สุดมารดาของท่านเป็นนางฟ้าในอดีต

40:13

บรรดาในอดีตก็มาเตือน

40:16

เกิดความรู้สึกของกลับใจเสียใหม่

40:20

ขึ้นชื่อว่าความต้องการในกามฉันทะก็ดีใน

40:25

โลภะความโลภก็ดีในความโกรธก็ดีในความหลง

40:30

ก็ดีมันเป็นของเลว

40:33

ไม่ดีสำหรับเรา

40:35

ฉะนั้นมารดาของเรามาเตือนซึ่งเป็นเทวดา

40:39

ท่านยกย่องสรรเสริญการบวชเป็นของดีเราก็

40:44

จะขอประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์ต่อไปโดย

40:48

ไม่มีความอะไรในทุกสิ่งทุกอย่างภายนอก

40:51

ทั้งหมดเป็นร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี

40:55

วัตถุธาตุก็ดีไม่พึงปรารถนา

40:59

แม้แต่ร่างกายของตัวเองก็ดีก็ไม่ต้องการ

41:02

ในที่สุดท่านก็เป็นพระอรหันต์ในชั่วระยะ

41:06

ในช่วงของอายุ 7 ปีเท่านั้น

41:10

แต่ว่าไม่กี่วันท่านก็เป็นอรหันต์

41:14

นี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่บังเอิญมีกำลัง

41:17

ใจสูง

41:20

และก็ถูกกิเลสประเภทนี้รบกวนท่าทราบว่า

41:23

นั่นเรากำลังจะตัดกิเลสตัวละเอียด

41:27

แต่ว่ากิเลสเข้ามาสิงใจเราทำให้เราเกิด

41:32

ความท้อถอยอย่างสานุสเณรอยากจะสึกแต่ใน

41:37

ที่สุดไม่สึกตัดสินใจว่าชีวิตเกิดมาเพื่อ

41:41

ตาย

41:42

เราเป็นพระเป็นเณรเราก็ตายเราเป็นฆราวาส

41:47

เราก็ตายแต่ว่าถ้าตายอย่างพระอย่างเณร

41:50

เป็นผู้ทรงศีลทรงสมาธิทรงวิปัสสนาญาณ

41:56

เราอย่างน้อยเราเป็นเทวดาก็ได้เป็นพรหมก็

41:59

ได้หรือมฉะนั้นก็ไปนิพพาน

42:03

ที่ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่อาจจะพบกำลังใจ

42:07

แบบนี้ก็บ้างอย่างคุณอรุณพายศิริที่จะมา

42:10

บวชวันที่ 9 นี่ก็เคยโดนอาการแบบนี้มา

42:13

เหมือนกันผมก็โดนมาแต่ว่าไม่มีใครเบอกก็

42:17

ต้องต่อสู้ด้วยตนเองทุกคนก็รู้สึกว่ามี

42:21

กำไร

42:24

ต่อนี้ไปก็ขอพูดกันทั่วๆไป

42:28

ว่าทุกท่านหากว่าตั้งใจคิดว่าใช้กำลังใจ

42:32

มันมีอารมณ์แจ่มใสเป็นปกติอยู่เสมอ

42:37

จงคิดไว้เสมอว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่อตาย

42:44

แล้วความตายไม่มีนิมิตไม่มีเครื่องทั้ง

42:46

หลาย

42:49

มันอาจจะตายเสียเวลานี้เดี๋ยวนี้ก็ได้

42:54

ความตายถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ

42:57

ร่างกายคือขันธ์

43:01

ถ้ามันจะตายก็เชิญ

43:04

ว่าการตายของเราเราจะไม่ตายแบบคนโง่เราจะ

43:08

ตายแบบคนฉลาด

43:11

นั่นก็คือ 1 เราจะขอยึดคุณของพระพุทธเจ้า

43:17

คุณของพระธรรมคุณของพระอริยสงฆ์เป็นสรณะ

43:20

เป็นที่พึ่ง

43:22

ตามที่เราพูดว่าพุทธังสะระณังคัจฉามิ

43:26

ธัมมังสะระณังคัจฉามิสังฆังสะระณัง

43:29

คัจฉามิ

43:31

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

43:34

ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งข้าพเจ้า

43:37

ขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

43:40

นี่เรียกว่าเป็นผู้ถึงสรณาคม

43:44

เมื่อถึงสรณาคมแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด

43:47

ในสวรรค์ได้

43:49

เหมือนกับเ่อมัตกุนรีเทพบุตร

43:54

ไม่ได้ทำความดีอะไรเลยเพียงแค่นึกถึงความ

43:57

ดีของพุทธพเจ้าก็ทำเป็นสงฆ์เป็นอารมณ์ก็

44:00

ไปสวรรค์ได้แต่ยังดีไม่พอ

44:04

ถ้าจะดีพอต้องตัดอบายภูมิซะเลยไม่ยอมลง

44:08

นรกเป็นไปสุรกายเป็นสัตวเดรัจฉาน

44:13

นั่นก็หมายความว่าเราจะเป็นพระโสดาบัน

44:19

อารมณ์ของพระโสดาบันก็กล้าปีเราเป็นคนมี

44:23

ศีลบริสุทธิ์

44:26

เป็นพระดูสิขะสาวสีครบถ้วนนวาทบ

44:33

หรือว่าฟังวินัยทุกวันฟังแล้วก็ตั้งใจจำ

44:37

ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

44:41

การ 2 ทรงกำลังใจไว้เพียงแค่ปฐมฌานเป็น

44:45

อย่างต่ำ

44:47

คำว่าปฐมฌานก็คือมีอารมณ์ทรงตัวอยู่ใน

44:52

ด้านของกุศล

44:54

นอกจากนั้นเราก็มีศีลบริสุทธิ์

44:58

จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์แค่นี้พระ

45:01

โสดาบัน

45:03

จำกันไว้ให้ดีนะว่าเราปฏิบัติเพื่อความ

45:08

เป็นพระอริยเจ้าอย่างน้อยที่สุดเราจะเป็น

45:12

พระโสดาบันให้ได้

45:15

พระโสดาบันมีอะไรอันดับแรกที่เราคิดว่า

45:17

เราจะตายเนี่ยเราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ

45:22

คือจะเคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระ

45:25

อริสงฆ์

45:27

จะมีศีลบริสุทธิ์จะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

45:31

คำว่ามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็หมายความที่

45:34

เราทำความดีทุกอย่างเราทำเพื่อพระนิพพาน

45:39

อันนี้เป็นปัจจัยของพระโสดาบัน

45:43

หือว่าเป็นลีลาของพระโสดาบัน

45:47

ความจริงอารมณ์ใจของทุกคนถ้าตั้งอยู่

45:50

ระดับแค่เป็นโสดาบัน

45:54

ความวุ่นวายของจิตจิตมันไม่มี

45:58

ข้อ 1 ที่คิดว่าเราจะต้องตายเป็นกฎธรรมดา

46:04

2 ถ้าจะตายจะยึดคุณพระพุทธเจ้าเพื่อธรรม

46:08

พระอริยสงฆ์

46:10

ยึดศีลเป็นสรณะที่จริงมีพระนิพพานเป็นที่

46:15

ไป

46:17

แล้วจิตก็วางโลกธรรม 8 ประการเสีย

46:21

ไม่เมาในลาภไม่เสียใจลาภหลาย

46:27

ไม่เมาในยศได้เสียใจไม่ยศสลายตัวไป

46:33

ไม่เมาในสุขไม่เกิดความทุกข์มาทุกข์ใจว่า

46:37

ทุกข์มันเกิดขึ้น

46:39

ไม่หวั่นไหวในคำนินทาและก็ไม่ยินดีในการ

46:44

สรรเสริญ

46:46

รวมความว่าอะไรจะมาทางเหนือทางใต้ก็ตาม

46:50

ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

46:53

ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

46:59

พระพุทธเจ้าตอนที่บำเพ็ญบารมีก็โดนกลั่น

47:03

แกล้งจากพระเทวทัตในเหตุนานาประการ

47:08

มีชาติหนึ่งที่ท่านถือขันติบารมี

47:13

ขันติบารมีนี่แปลความอดใจอดทน

47:17

พระเทวทัตเป็นพระราชามิจฉาทิฏฐิ

47:22

พระพุทธเจ้าเป็นฤือฤาษี

47:26

ใครคนไปถามว่าฤาษีมีอะไรดีท่านฤาษีก็ตอบ

47:31

ว่าฉันมีดีคือขันติคือความอดทน

47:35

แกก็ให้จับฤาษีนอนลง

47:39

ตักขาข้างซ้ายข้างหนึ่งขาดไป

47:44

ถามว่าโกรธมั้ย

47:47

ท่านฤาษีก็บอกว่าไม่โกรธตัดขวาข้างๆขวาง

47:53

ซ้ายขวาทางขาขวาอีกข้างนึงขาดไปถามว่า

47:55

โกรธมั้ยสีก็บ่อยไม่โกรธตัดแขนซ้ายถามว่า

48:00

โกรธมั้ยไม่โกรธตัดแขนขวาถามว่าโกรธไหม

48:04

ไม่โกรธจนที่สุดฤาษีทนความโกรธไม่ไหวก็

48:09

ตาย

48:11

นี่เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าตอนบำเพ็ญบารมี

48:14

หนักมาก

48:16

แต่ตอนมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งหนัก

48:19

ใหญ่ไปที่ไหนถูกด่าที่นั่นไปถูกไหนถูกว่า

48:23

ที่นั่นถูกแกล่งแกล้งที่นั่นพระพุทธเจ้า

48:26

ก็ทรงเฉย

48:29

อันนี้ที่พูดอย่างนี้ก็ถือว่าไอ้เราเนี่ย

48:32

ถ้าบังเอิญไปกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ถูก

48:35

ใจเขา

48:37

เราก็ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของการมี

48:41

ขันธ์ 5 คือร่างกาย

48:44

จิตใจเราจะดีขนาดไหนก็ตามคนอื่นก็อาจจะ

48:47

ไม่เห็นว่าเราดีก็ช่างเถอะไม่อยากจะด่าก็

48:52

ด่าเอยากจะว่าก็ว่าอยากจะนทาก็นินทาก็

48:56

ปล่อยเขาทำใจเป็นสุขคิดมั่นใจในความดีว่า

49:02

เวลานี้เราทรงความเป็นพระโสดาบัน

49:06

ใครจะว่ายังไงยังไงเราก็เป็นพระโสดาบัน

49:11

พระโสดาบันเป็นยังไง 1 เราไม่เล็งความตาย

49:16

ไอ้คนจะด่าเราเด่าไม่นานหรอกเมื่อเช้าเรา

49:20

ตายเราก็ไม่ได้ยิน

49:23

บริสุทธิ์

49:25

เราก็จะมีพระพุทธพระธรรมสงฆ์เป็นที่พึ่ง

49:28

เรามีศีลบริสุทธิ์เรามีพระนิพพานเป็น

49:31

อารมณ์ภูมิใจในความดีในความเป็นพระ

49:35

อริยเจ้าของเรา

49:38

ให้จิตมันมีความเป็นสุขจิตมีอารมณ์ชุ่มชี

49:42

อย่าลืมว่าถ้าจิตเข้าถึงความเป็นพระ

49:45

อริยเจ้าการถือตัวสีตนหรือเราถือสีเขาไม่

49:51

เว้นเหมือนแต่ว่าถ้าเค้าชั่วเราไม่ชั่ว

49:54

ตามเท่านั้นนี่เป็นอารมณ์ใจนะ

49:58

ก็คิดว่าบรรดาท่านที่ปฏิบัติทั้งหลายเป็น

50:01

คนเก่าอาจจะทรงได้ดีแล้ว

50:05

ต่อนี้ไปก็ขอแนะนำวิธีปฏิบัติสำหรับบรรดา

50:09

ท่านพุทธบริษัทใหม่หรือพระใหม่

50:12

เอ่อพระเจ้าของตำบลน่ะขอเตือนอีกครั้งนะ

50:17

ว่าอย่าปล่อยให้ของดีที่เรามีอยู่ที่วัด

50:21

ของเรา

50:23

ให้คนอื่นเข้าไปนี้เข้าไปนี่เกือบหมื่นคน

50:26

แล้วนะ

50:28

เพียงแค่ชั่วเดือนธันวาคมเนี่ยเจ้าของ

50:31

ตำบลน่ะอย่าอย่าอย่าเรียกว่าอย่าทำให้

50:35

อย่าอย่าเสียทีเค้า

50:38

รักษากำลังใจสบายๆวิธีปฏิบัติทำยังไง

50:43

พยายามฝึกใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

50:49

ภาวนาว่ามะพะทะ

50:53

เวลาหายใจเข้านึกว่ามะ

50:57

เวลาหายใจออกนึกว่าพระทะอันนี้ทั้งเก่า

51:00

ทั้งใหม่ก็จะทำแล้วเวลาที่ภาวนาน่ะทำใจ

51:05

สบายๆ

51:07

บางครั้งถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่ได้แล้ว

51:12

อยากจะไปให้มันเร็วก็ได้ไปช้าก็ได้ถ้าจะ

51:17

ไปก็รวบรวมกำลังใจทันทีโดยไม่สนใจไม่ตลง

51:21

หายใจเข้าออกจิตจากจดแล้วพุ่งเข้าไปสู่

51:24

พระนิพพาน

51:26

สำหรับท่านผู้ปฏิบัติใหม่

51:29

พยายามนึกถึงลมหายใจเออกกับคำภาวนานะ

51:34

หรือว่าอย่าถ้าคำว่าสมาธิเนี่ยจำไม่ให้ดี

51:37

แล้วก็การตั้งใจเท่านั้นเอง

51:41

อย่าไปนึกว่าสมาธิทำไปแล้วมันจะต้องไม่

51:45

ได้ยินอะไรทั้งหมดไม่ใช่อย่างงั้นไอ้ไม่

51:49

ได้ยินไม่ได้ยินอะไรทั้งหมดเนี่ยมันเป็น

51:51

ฌาน 4 ละเอียดแต่ว่าการฝึกมโนิธิแบบนี้

51:56

ได้ยินทั้งหมดเพราะว่าการฝึกแบบพิเศษ

52:01

ฉะนั้นขอทุกท่านตั้งใจภาวนาว่านะมะปะทะ

52:07

เวลาหายใจเข้านึกว่านะมะ

52:11

เวลาหายใจออกนึกว่าผาทะ

52:14

แลเวลาที่กำหนดรู้ลมหายใจทำใจสบายๆอย่า

52:18

ให้มันหนักหน่วงเกินไป

52:21

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกพร้อมด้วยคำภาวนา

52:25

แบบเป็นสุข

52:27

คือว่าอย่ากดอารมณ์ให้มันเครียด

52:30

ถ้าเครียดถ้าเกรงเกินไปมันก็ไม่มีผลเป็น

52:34

อัตตินฐานโยค

52:37

เวลาภาวนาไปนึกอยากจะเห็นนู่นนึกอยากจะ

52:40

เห็นนี่นึกอยากจะไปนู่นนึกอยากจะไปนี่มัน

52:43

ก็ไม่ได้อีกเป็นกามสุขนิกาิโยค

52:47

ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา

52:51

คือทำแบบสบายๆรู้ลมเข้ารู้ลมออกทำจิตให้

52:56

เป็นสุข

52:57

อันนี้ถ้าถึงเวลาที่ครูผู้สอนเข้าไปแนะนำ

53:02

ตอนนั้นของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน

53:07

ให้หยุดภาวนาเสีย

53:10

หยุดกำหนดรู้ลมหายใจเขาออกคือไม่สนใจกับ

53:13

ลมหายใจเขาออกด้วยไม่สนใจกับคำภาวนาด้วย

53:18

ทางอารมณ์สบาย

53:21

ฟังเสียงครูผู้สอนแนะนำถ้าหากว่าครูผู้

53:26

สอนถามไม่เห็นอะไรมั้ยให้ใช้อารมณ์เดิม

53:29

อารมณ์แรกสำคัญไอ้คำว่าเห็นนี่มันเป็น

53:33

ความรู้สึกเพราะว่าคำว่ามโนวิทินี่แปลว่า

53:36

มีนิทางใจ

53:39

คือเราไม่ได้ใช้ตาดูเราใช้จิตรู้

53:45

ที่ว่าเถามเห็นพระพุทธเจ้ามอารมณ์จิตมัน

53:48

บ้าเห็นเตอบไม่เห็นนี่เถามว่าพระพุทธเจ้า

53:52

สีอะไรเห็นใครสีอะไรความรู้สึกมันบอกว่า

53:56

ยังไงตอบทันทีคนข้างๆเราก็เรียกว่าเหลือง

54:00

แต่ของเราขาวก็กระตอกขาวเไม่เหลืองตามเขา

54:06

เพราะว่าเริ่มต้นเข้าจุดตอนนี้เป็นเรื่อง

54:09

ของทิพยจุญาณมีอารมณ์สำคัญ

54:12

ก็คือพระตรัสขันธ์ 5 นึกถึงบารมีพระ

54:15

พุทธเจ้าชั่วจิตมีกำลังพุ่งจิตเข้าไปสู่

54:18

พระจุฬามณีที่ดีสาน

54:21

ตอนนี้ถ้าขึ้นจนถึงจุฬามณีเพทราบว่าจิต

54:25

ตรงนี้เป็นจิตของฌาน 4

54:28

และถ้าประกอบกับการตัดขัน 5 เด็ดขาดจิตใจ

54:32

ของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีความรู้สึก

54:35

สัมผัสกับภาพชัดเจนแจ่มใส

54:38

แล้วต่อนี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง

54:41

หลายท่านวิโสสุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา

54:46

ร่างกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลม

54:49

หายใจเข้าออกใช้คำภาวนาและพิจารณาตาม

54:52

ปฏิยาศัย

54:55

สำหรับผู้ใหม่ได้ยินเสียงกรี๊ดอย่าเพิ่ง

54:57

ลืมตานะเป็นวาระที่ครูก็แนะนำเข้าไปแนะนำ

55:02

ท่านอเรื่องปฏิบัติ Yeah.

Interactive Summary

วิดีโอนี้เป็นการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเริ่มต้นจากการนมัสการพระรัตนตรัยและการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ซึ่งหมายถึงการยอมรับและยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะ เนื้อหาหลักเน้นไปที่การปฏิบัติทางกาย วาจา และใจ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การพูดจาสุภาพ การไม่คิดร้าย รวมถึงการปฏิบัติตามหลักธรรม 4 ประการ (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา, สมานัตตตา) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) นอกจากนี้ยังมีการสอนให้ละนิวรณ์ 5 ประการที่ขัดขวางปัญญา และตัดสินใจมุ่งสู่พระนิพพานโดยไม่ปรารถนาการเกิดในภพภูมิอื่นอีก เพราะทุกภพล้วนมีความทุกข์ชั่วคราว ผู้บรรยายได้อธิบายถึงประโยชน์ของการปฏิบัติและผลของการละเมิดหลักธรรม พร้อมทั้งแนะนำวิธีการเจริญพระกรรมฐานในอิริยาบถต่างๆ การพิจารณาอาหารก่อนฉัน (อาหารปฏิกูลสัญญา) สำหรับพระภิกษุสามเณร และการรับมือกับอุปสรรคทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์เบื่อหน่ายหรือคิดลบ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจิตกำลังจะตัดกิเลสละเอียด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการใช้มรณานุสสติ (การระลึกถึงความตาย) และปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การระลึกชาติ) เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายในวัฏสงสารและมุ่งสู่ความเป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่า จนถึงพระอรหันต์ในที่สุด

Suggested questions

5 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community