HomeVideos

ทำไมยิ่งทำ ยิ่งแย่? หลวงพ่อฤาษีฯ สอนวิธีแก้กรรมฐาน... ตัดตัวถ่วงความเจริญ #ธรรมะสอนใจ

Now Playing

ทำไมยิ่งทำ ยิ่งแย่? หลวงพ่อฤาษีฯ สอนวิธีแก้กรรมฐาน... ตัดตัวถ่วงความเจริญ #ธรรมะสอนใจ

Transcript

1808 segments

0:01

โยคคราวจรทั้งหลาย

0:05

และบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย

0:09

สำหรับวันนี้

0:12

ก็ขอพูดเรื่องสรุปถึงการเจริญพระกรรมฐาน

0:19

ถ้าจะว่ากันก็ถือว่าเป็นการสอนกันในขั้น

0:23

จบ

0:25

เพราะว่าการศึกษาพระกรรมฐานของบรรดาท่าน

0:28

ทั้งหลาย

0:31

ถ้าจะสร้างแบบสร้างแผนเรื่อยไป

0:35

ความจบเป็นการสร้างแบบมันก็ไม่มี

0:40

แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากว่า

0:45

การศึกษาพระกรรมฐานเราต้องการตัดอวิชชา

0:50

คือความโง่

0:53

แล้วก็สร้างวิชาให้เกิดขึ้น

0:57

ฉะนั้นการแนะนำในการนี้จึงถือว่าเป็นการ

1:01

แนะนำขั้นสุดท้าย

1:05

สำหรับเสียงตามสายที่แต้มท่านเจ้าหน้าที่

1:09

จัด

1:11

เวลาหัวค่ำหรือว่าให้เปิดติดต่อกันไป

1:17

คือในหมวดของพระกรรมฐานที่สร้างขึ้นมา

1:20

ใหม่

1:22

เป็นแบบหมวดผสม

1:26

แล้วก็ต่อด้วยหมวดที่กล่าวต่อไปนี้

1:30

ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนขั้นต้นแล้วก็จน

1:34

กระทั่งถึงวาระจบ

1:37

จะได้ฟังกันอยู่ในขอบเขตเป็นเครื่อง

1:40

พิจารณา

1:43

หากว่าเราจะเปิดกันทุกอย่างนักปฏิบัติก็

1:47

ไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงจุดได้

1:54

วันนี้จะให้ท่านรู้จักคำว่าอวิชชาแล้วก็

1:58

วิชา

2:00

อวิชชานี่ท่านแปลว่าไม่รู้

2:05

แล้วก็ขอโปรดทราบ

2:08

คำว่าไม่รู้ในที่นี้

2:12

ไม่ใช่ไม่ใช่หมายความว่าไม่รู้อะไรเสีย

2:16

ทั้งหมด

2:18

ความจริงคนสัตว์เกิดมาย่อมมีความรู้

2:25

เช่นรู้หิวรู้ร้อนรู้ก็หายรู้จักพ่อรู้

2:30

จักแม่รู้จักกิจการงาน

2:34

รู้จักปวดอุจจาระรู้จักปวดสาปัสสาวะเป็น

2:37

ต้น

2:41

เป็นเอาว่าคนเรามีความรู้

2:45

แต่ว่าสำหรับคำอวิชชาที่ว่าไม่รู้นี่ท่าน

2:49

มีขอบเขตจำกัด

2:52

คือว่าไม่รู้ที่สุดของความทุกข์

2:57

หมายความว่าไม่รู้จักหาเหตุที่ทำทางให้

3:01

เกิดความทุกข์

3:04

ท่านเรียงไว้อย่างนี้คือ 1 ไม่รู้จัก

3:08

ทุกข์

3:10

2 ไม่รู้จักเหตุแห่งให้เกิดทุกข์

3:15

3 ไม่รู้จักความดับทุกข์

3:19

แล้วก็ 4

3:22

ไม่รู้จักทางให้ถึงความดับทุกข์

3:26

5 ไม่รู้จักอดีต

3:30

6 ไม่รู้จักอนาคต

3:34

7 ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต

3:38

8 ไม่รู้จักเอ่อปฏิจจสมุทบาท

3:44

นี่เป็นอันว่าวิชาที่เรียกว่าไม่รู้นี่มี

3:48

ขอบเขตจือตามนี้

3:52

รวมความว่าไม่รู้ทุกข์

3:56

และก็ไม่รู้เหตุแห่งความดับทุกข์

4:01

นี่เป็นเรื่องสำคัญ

4:04

แล้วก็สำหรับคำวิชชาแปลว่าความรู้

4:10

ในด้านวิชาที่เรียกกันว่าความรู้นี่ท่าน

4:13

เรียงไว้อย่างนี้คือ 1

4:17

วิปัสสนาญาณ

4:20

ญาณอันนับเข้าในส่วนแห่งวิปัสสนาคือการ

4:24

รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง

4:29

วิชา

4:31

รู้

4:33

เรียกว่ายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง

4:38

นี่เป็นความรู้ชนิดหนึ่ง

4:42

2 รู้มโนยิทธิ

4:45

คือสามารถสร้างฤทธิ์ทางใจได้อย่างตามที่

4:50

พวกเราปฏิบัติกันหรือประพฤติกัน

4:54

3 รู้อิทธิ

5:03

วิชาทำให้เกิดทิพปโสธิ

5:06

คือโหทิพย์

5:08

8 รู้เจโตปริยญาณรู้จักกำหนดใจของอื่น

5:13

คืออารมณ์ของบุคคลอื่น

5:16

ขอโทษ 5 นะ

5:19

5 รู้เจโตปุริญญาณกันรู้จักกำหนดให้รู้

5:23

ใจคนอื่น

5:26

6 ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

5:31

สามารถรู้เหตุที่ทำความ

5:35

สามารถที่จะหาทางให้รู้การระลึกชาติได้

5:42

7 ทิพปิจขุญาณ

5:45

ทิพปิจญาณ

5:46

ทำตาทิพย์ให้เกิด

5:49

8 อาสวคยพยายามรู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป

5:57

เป็นความรู้ของด้านวิชา 8 ประการนี้

6:02

ความสำคัญที่สุดก็คือรู้จักทำอาสวคยาณให้

6:07

สิ้นไปคือทำกิเลสให้สิ้นไปนั่นเอง

6:13

รวมความว่าวิชชาและอวิชชาท่านก็สังรู้

6:17

แล้วว่าขอย้อนอีกครั้ง

6:22

อวิชชานี่ที่ว่าไม่รู้ก็เพราะว่าไม่รู้

6:25

จักทุกข์

6:28

ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์

6:32

ไม่รู้จักความดับทุกข์

6:36

ไม่รู้จักหาทางถึงความดับทุกข์

6:41

ไม่รู้จักอดีต

6:43

ไม่รู้จักอนาคต

6:46

ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคตไม่รู้ปฏิจจเจ้า

6:50

สมุดบาท

6:54

วันนี้ก็จะต้องขอพูดถึงเรื่องของอวิชชา

6:57

ก่อน

7:00

เรื่องอวิชชาที่คำว่าอวิชชาไม่รู้จัก

7:04

ทุกข์

7:05

ไม่รู้เหตุถึงความดับทุกข์

7:10

นะไม่รู้ความแล้วก็ไม่รู้จักความดับทุกข์

7:14

คือไม่รู้เหตุด้วยแล้วก็ไม่รู้จักดับ

7:17

ทุกข์ด้วยตัวนี้ตัวสำคัญ

7:20

3 ตัวนี่แหละตัวสำคัญ

7:24

เป็นอันว่าวันนี้อธิบายกันตอนนี้

7:32

ขอให้เราทั้งหลายพากันศึกษาเรื่องของ

7:35

อวิชชาให้เข้าใจ

7:39

บางทีท่านทั้งหลาย

7:43

จะมีความเข้าใจว่าทำไมเรื่องของวิชามาพูด

7:47

กันทำไม

7:51

เป็นอันว่าถ้าท่านเข้าใจในอวิชชาเสียแล้ว

7:54

แล้ว

7:56

ก็สามารถทำวิชชาให้เกิดขึ้นอวิชชาแปลว่า

8:01

ไม่รู้ทุกความแปลว่าโง่

8:05

ถ้าสามารถทำวิชชาคือความรู้ได้กับความ

8:09

ฉลาดให้เกิดขึ้น

8:12

ความสุขมันจะมีกับใจ

8:17

นี่คำว่าไม่รู้จักทุกข์

8:21

ก็ได้แก่คนที่มีความประมาทในความเป็นอยู่

8:28

หรือว่ามีความประมาท

8:31

ในชีวิต

8:33

คิดว่าเรายังไม่ตาย

8:38

คิดว่าความเป็นอยู่ของเรามีความสุข

8:44

คิดว่าเราไม่แก่แต่

8:47

คิดว่าเราไม่ป่วย

8:50

คิดว่าเราไม่จน

8:53

รวมความว่าเป็นความคิดเห็นในทางด้านแห่ง

8:57

ความผิด

9:01

เนื้อแท้จริงๆการทรงชีวิตอยู่ของเราเป็น

9:04

สุขหรือเป็นทุกข์

9:08

เรื่องนี้ท่านทั้งหลายศึกษากันมาพอแล้ว

9:14

ว่าแบบแผนมีมาก

9:18

ฉะนั้นต่อแต่นี้ไปการเปิดเสียงตามสาย

9:24

ก็ขอให้ใช้วิชาสรุป

9:28

คือใช้กรรมฐานหมดผสมแล้วก็ต่อด้วยสายนี้

9:35

อันว่าวนไปวนมากระทั่งนี้ถ้าใครเมีความ

9:38

ต้องการ

9:41

ด้วยความรู้อย่างอื่นก็ให้หาทางศึกษากัน

9:44

เอา

9:46

มิฉะนั้น

9:49

เราจะไม่สามารถ

9:54

สทำจิตใจเข้าให้เราให้เข้าบรรลุถึงมรรคผล

9:58

ได้

10:01

เพราะว่านักปฏิบัติที่ฟังแล้วจะไม่เกิด

10:04

ความเข้าใจ

10:07

ต่อนี้ไปก็จะมาขอพูดกันถึงว่า

10:13

ทำไมจึงไม่รู้จักทุกข์

10:17

เพราะว่าความจริงทุกข์มันมีอยู่แต่คนมอง

10:21

ไม่เห็นทุกข์

10:24

เหตุให้เกิดทุกข์มีอยู่แต่คงคนมองเห็น

10:29

เหตุที่ให้เกิดทุกข์มันถือว่าเป็นเหตุของ

10:32

ความสุข

10:36

แล้วก็

10:38

ไม่รู้จักควานหาความดับทุกข์

10:44

คำว่าทุกข์ในที่นี้

10:48

ถ้าเราจะใช้ปัญญาพิจารณากันสักเล็กน้อย

10:55

เราก็จะทราบชัด

10:59

ว่าความทุกข์ที่ปรากฏขึ้นกับเรามันมีอะไร

11:04

บ้าง

11:07

มานั่งหาความทุกข์กันสักนิด

11:12

คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆนี่

11:15

มันมีอยู่ทุกวัน

11:19

ตอนเช้าตื่นขึ้นมามีความรู้สึกยังไง

11:25

ถ้าไม่ชำระล้างหน้าไม่แปรงฟัน

11:31

มันสบายหรือไม่สบาย

11:36

แล้วถ้าบังเอิญตื่นเข้ามาแล้วการปวด

11:39

อุจาระพระปัสสาวะมันเกิดขึ้น

11:43

ถ้าเราหาโอกาสในการถ่ายไม่ได้ใจของเราจะ

11:48

เป็นสุขหรือว่าใจของเราจะเป็นทุกข์

11:52

นี่เราไม่พูดกันถึงกาย

11:55

กายเนี่ยท่านมาถ้ามันไม่มีใจซะอย่างเดียว

11:59

มันก็ไม่มีความรู้สึก

12:02

ความสุขหรือความทุกข์นี่มันอยู่ที่ใจ

12:07

ถ้าหิวอาหารไม่ได้บริโภคพวกอาหารมันเป็น

12:10

ความสุขหรือความทุกข์

12:14

การประกอบกิจการงานทุกอย่าง

12:18

ต้องใช้กำลังกายต้องใช้กำลังทรัพย์ต้อง

12:23

ใช้กำลังความคิด

12:27

มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

12:30

การปฏิบัติงานทุกประเภทต้องมีการกระทุก

12:34

กระทั่งในระหว่างบุคคล

12:38

หรือมีความขัดข้องในกิจการงานซึ่งมันเป็น

12:41

ไปเป็นไปได้ไม่สะดวกนัก

12:45

ไอ้ความไม่สะดวกของการงานเเป็นประการของ

12:49

ความสุขหรือความทุกข์

12:53

นั่งคิดดูให้ดี

12:57

คนร่ำรวยสุขหรือทุกข์

13:02

รวยมากระแวงอันตรายมาก

13:06

รวยมากมีความวุ่นวายมากลืมจน

13:12

เป็นนว่าคนรวยนอนสะดุ้งอยู่ตลอดเวลา

13:17

ทั้งนี้ก็เกรงอันตรายจะเกิดขึ้นจากบุคคล

13:21

ต้องการทรัพย์สิน

13:24

ซึ่งเรามีข่าวอยู่เสมอ 2 วันนี้ก็มีข่าว

13:30

ว่าจับคนเอาไปเป็นเอาไปค่าเป็นค่าถ่ายก็

13:33

เรียกค่าถ่าย

13:37

แล้วในโอกาสนี้น้ำท่วมมาก

13:42

บางถึงก็หมดตัว

13:45

ขึ้นน้ำท่วมถึงหลังคาทรัพย์สินอะไรมันจะ

13:49

เหลือ

13:51

บางคนก็ต้องลอยน้ำไปตายในน้ำ

13:56

เพราะไม่สามารถจะช่วยตนเองได้

14:01

สำหรับคนที่ยังไม่ตายก็มีแต่ความหิวโหย

14:06

ตามข่าวที่ปรากฏ

14:09

ว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาข้าวสารไปแจก

14:14

คนมากกว่าเข้าสาร

14:18

เข้าทำการยื้อแย่งข้าวสารกัน

14:23

นี่เป็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็น

14:25

เรื่องของโลกมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

14:30

แต่บางทีสำหรับคนโง่ที่มีอวิชชาเข้าประจำ

14:34

ใจ

14:36

ก็จะคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่

14:39

เกิดกับเรา

14:43

เพราะอะไรเพราะว่ามันยังมาไม่ถึงเราเราก็

14:46

เลยนึกคิดว่ามันจะไม่มาถึงเรา

14:50

ก็ต้องคิดไว้ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าถ้า

14:53

อาการอย่างนี้มันเกิดขึ้นมันจะเป็นสุข

14:57

หรือเป็นทุกข์

15:00

แล้วก็ช่วยกันนั่งนึกถึงตรงนี้ให้มาก

15:06

นี่นี่เป็นทุกข์ภายนอก

15:10

สำหรับทุกข์ภายใน

15:13

ที่กล่าวว่าเมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วก็มี

15:17

ความแก่เป็นธรรมดาไม่สามารถจะล่วงพ้นความ

15:21

แก่ไปได้

15:24

คนแก่นี่มีความสุขหรือมีความทุกข์

15:30

เรายังไม่แก่

15:34

เราอาจจะไม่มีความรู้สึก

15:37

หรือว่าคนแก่หลายๆคนก็อาจจะไม่มีความรู้

15:41

สึก

15:44

ว่าไอ้ความแก่นี่มันสุขหรือมันทุกข์

15:48

คนที่ยังแก่ไม่มากหรือว่ายังไม่แก่

15:53

อาจจะมองเหยียดหยามคนแก่ว่าท่าทางของคน

15:58

แก่นี่งกงบเงิเป็นที่น่ารังเกียจ

16:03

จะลุกจะเดินจะนั่งอืจะทำอะไรแต่ละอย่างก็

16:08

รู้สึกว่าน่าเกลียดเสียทุกอย่าง

16:12

ไม่มีอะไรดีเลย

16:16

เอาการอย่างนี้มันเป็นความประมาทที่เรียก

16:20

กันว่าอวิชชา

16:23

ไม่ได้คิดว่าอาการอย่างนั้นน่ะสักวัน

16:26

หนึ่งข้างหน้ามันจะต้องมาพบกับเรา

16:32

ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าเรากับเขามี

16:35

สภาพเช่นเดียวกัน

16:39

คนแก่ก็มาจากคนหนุ่มคนสาว

16:45

สำหรับคนหนุ่มคนสาวไม่ช้าก็เดินเข้าไปหา

16:49

ความเป็นคนแก่

16:53

ถ้าเรายังไม่แก่ก็ดูคนแก่ที่เทำยังไงกัน

16:56

บ้าง

16:59

กิจการงานทุกอย่าง

17:02

เขาไม่สามารถจะช่วยตนเองได้เหมือนเมื่อ

17:06

สมัยความเป็นหนุ่มเป็นสาว

17:10

งานที่เคยคลั่งตัวคนแก่ทำไม่ไหว

17:15

ต้องช่วยคนอื่นหาคนอื่นเข้ามาช่วยทำ

17:21

การที่จะไหว้วานคนอื่นเขามันเป็นอาการของ

17:24

ความสุขหรือความทุกข์

17:28

เราก็ต้องถือว่ามันเป็นอาการของความทุกข์

17:34

ทั้งนี้เพราะอะไรทุกข์ใจ

17:38

กายนั่นมันทุกข์แน่

17:41

เพราะว่ากายเราถ้าไม่ไหวถ้าไม่วานคนอื่น

17:44

เขา

17:46

ถ้าบังเอิญคนอื่น

17:50

เขาเกิดไม่ตามใจเรา

17:54

คราวนี้มันจะเป็นยังไงล่ะ

17:58

เราวานเขาสมมุติว่าจะยกอะไรสักนิดนึง

18:01

หนึ่งเมื่อวานเขายกแต่เรื่องของเรา

18:04

ต้องการในความรีบดวน

18:08

แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวก่อนก็ได้

18:12

แล้วเค้าก็เดินเลยไป

18:15

ตอนนี้กำลังใจของเราจะเป็นสุขหรือเป็น

18:18

ทุกข์

18:20

มันก็เริ่มเป็นทุกข์แล้วแก่เป็นทุกข์

18:25

ต่อมาท่านก็บอกกล่าวว่าการเกิดขึ้นมันก็

18:29

มีความป่วยไข้ไม่สบายสบายเป็นธรรมดา

18:34

ไม่สามารถจะล่วงพ้นความป่วยไข้ไม่สบายไป

18:38

ได้

18:41

อาการป่วยไข้ไม่สบายนี่ความจริงทุกคนมีมา

18:45

ทุกคน

18:47

รู้จักป่วยมาตั้งแต่เกิด

18:51

ไม่ใช่ว่าจะพิ่งรู้จักป่วยกับอีตอนที่

18:55

เวลาที่อยู่นี่

18:58

ความจริงเรารู้เรารู้จักป่วยกันมานาน

19:03

ตั้งแต่เกิดมาวันแรกความเสียดแทมันก็เกิด

19:10

อยู่ในครรภ์ของมารดามีความอบอุ่นด้วยความ

19:14

ไฟธาตุประคับผง

19:18

ไม่ถูกต้องกับอากาศ

19:21

เมื่อออกมาจากท้องแม่ใหม่ๆคลายความอบอุ่น

19:27

ผิวกายต้องแสบ

19:30

และต้องระทมไปด้วยอาการของความทุกข์

19:34

จึงเกิดการร้องจ้าขึ้นมานี่เรารู้จักป่วย

19:38

แล้ว

19:40

คำว่าโรคป่วยนี่ก็หมายความว่าโรคโรคก็

19:44

หมายถึงอาการเสียแทง

19:48

แล้วจากนั้นมาแล้วก็มีโรคทุกอย่าง

19:53

การป่วยไข้ไม่สบายแต่ละคราวมันเป็นอาการ

19:56

ของความสุขและความทุกข์ทุกข์

20:01

นี่เป็นอันว่าทุกข์มันมีอยู่กับเราทุกวัน

20:05

แต่เราไม่คิด

20:07

โลกชนิดหนึ่งที่มีกับเราเป็นประจำวัน

20:11

ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าชิคัจฉาปรมาโลคา

20:18

ขึ้นชื่อว่าความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง

20:24

โรคก็แปลว่าเสียดแพง

20:28

นี้ความหิวมันมีกับเราหรือเปล่า

20:32

นี่โรคหิวมันมีวันละหลายครั้ง

20:37

ยังมีโรคปวดหัวท้องอืดเสียดท้อง

20:42

เจ็บโน่นปวดนี่

20:45

ก็ไม่มีอะไรจะดีสักอย่าง

20:49

นี่เป็นอันว่าการเกิดของเรามาเต็มไปด้วย

20:52

ความทุกข์ทุกข์มันมาจากไหนมาจากขันธ์ 5

20:55

คือร่างกาย

20:58

ถ้าไม่มีร่างกายแล้วมันจะสุขแล้วมันจะมี

21:02

ทุกข์มาจากไหน

21:05

ต่อมาทุกข์สำคัญขั้นสุดท้ายก็คือความตาย

21:12

คนทุกคนก็เดินเข้าไปหาความตายแต่พวกที่มี

21:17

อวิชชาคือความโง่

21:21

ไม่เคยคิดว่าจะตาย

21:25

เห็นชาวบ้านเขาตายยอมรับนับถือว่าเขาตาย

21:31

เผาชาวบ้านเ้าได้แต่ไม่เคยคิดว่าเราจะ

21:34

ต้องถูกเผาบ้าง

21:38

อาการอย่างนี้มันไปเป็นอาการของความโง่

21:41

หรือเป็นอาการของความฉลาด

21:45

อันนี้เราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นอาการของ

21:49

ความโง่ไม่ใช่อาการของความฉลาด

21:53

สำหรับคนที่ฉลาดฉลาดเป็นยังไงเค้าก็พรที่

21:57

มีความไม่ประมาทในชีวิต

22:01

ถ้ายังเกิดอยู่อย่างนี้

22:05

เราก็หาความดีอะไรไม่ได้

22:09

ต้องหาทางตัดความเกิดเสีย

22:14

คือสามารถทำอาสวะกิเลสที่ปรากฏในจิตให้

22:18

สิ้นไป

22:21

แต่ว่าการที่จะก้าวไปหาการทำกิเลสให้สิ

22:24

สิ้นไปก็ต้องแบ่งออกเป็น 3 อย่าง

22:29

คือนั่นก็คือ 1

22:33

อ่าสุขวิปัสเอ่อเป็น 4 อย่างนะ

22:38

สุขวิปัสสโก

22:41

ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไปโดยที่ไม่ไม่ถือว่า

22:47

ไม่ต้องหาวิชาอย่างอื่นเข้ามาช่วย

22:51

สเตวิโช

22:53

มีวิชาอา 3

22:57

ชรปิญโญมีอภิญญา 6

23:01

4 ปฏิสัมภิทัปปโต

23:04

ทำปฏิสัมิทาญาณให้เกิดขึ้น

23:08

แต่ความมุ่งหมายจริงๆก็คือการทำกิเลสให้

23:11

เกิดขึ้นสุดแล้วแต่กำลังจิตของคน

23:15

ถ้ากำลังจิตของคนมีความฉลาดจริงๆ

23:21

ใช้จิตฉลาดมีความสามารถ

23:26

ในการใช้ปัญญาก็ใช้สุขวิปัสสโกนี่สะดวก

23:30

สบาย

23:32

แต่ความฉลาดน้อยไปแล้วก็ต้องอาศัยอย่าง

23:36

อื่นเข้าช่วยผสม

23:39

นั่นก็คือวิชา 8

23:42

คือ 1 วิปัสสนาญาณ

23:45

พยายามฝึกฝนค้นคว้าหาความจริงด้วยกำลัง

23:49

ของปัญญา

23:52

เป็นคนรู้จักเหตุเหตุรู้จักผล

23:56

2 ถ้ากำลังปัญญามันอ่อนไป

24:01

ก็ใช้มโนมยิทธิ

24:03

คือมีฤทธิ์ทางใจ

24:06

สามารถถอดอทิสมานในกายคือกายภายในท่อง

24:11

เที่ยวไปในภพต่างๆ

24:14

ไปพิสูจน์ดูคำสอนขององค์สมเด็จพระ

24:17

สัมมาสัมพุทธเจ้า

24:20

ที่ว่านรกมีจริงมีจริงอสุรกายมีจริง

24:25

เรื่องสัตวฉานกับมนุษย์ก็ต้องพูดเองจน

24:28

แล้ว

24:29

เทวดามีจริงพรหมมีจริงนิพพานมีจริงมัน

24:34

จริงหรือไม่จริง

24:36

เพื่อความมั่นใจของตัวเองก็ต้องสร้าง

24:39

มโนวิยธิให้เกิดขึ้น

24:43

หรือการที่ 3 สร้างฤทธิ์ให้เกิดขึ้นกับ

24:46

ตัว

24:48

สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆเหาะเหินดอากาศไปนรก

24:52

พสวรรค์ได้เลย

24:55

หรือว่าสร้างทิพปโสตญาณโหทิพย์สามารถฟัง

24:59

เสียงเทวดาเสียงพรหมเสียงสัตว์นรกได้ได้

25:05

ทุกเสียงหรือว่า 5 เจโตปรยญญาณ

25:11

ใช้วิชาพิจารณาจิตตนและจิตของคนอื่น

25:17

เพราะว่าไอ้จิตจริงๆเนี่ยที่มันมีอะไร

25:20

เข้ามาผสมเนื้อแท้ของจิตจิตมันอะไรบ้าง

25:25

ที่ความมันเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร

25:28

เป็นเครื่องเสี่ยมสอนอะไรเป็นเครื่องห่ม

25:30

ห่อ

25:32

ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

25:36

สร้างความรู้ระลึกชาติถอยหลังลงไปได้เป็น

25:39

การช่วยกำลังใจทั้งหมดนี่นะช่วยกำลังใจ

25:44

เพื่อทำกิเลสให้หมดไป

25:47

แล้วก็ 7 ทิพย์เป็นจักขุญาณ

25:50

ทำตาทิพย์

25:53

คือสามารถที่จะรู้เทวดารู้สวรรค์รู้นรก

25:57

รู้พรหมรู้นิพพานได้

26:01

การกระทำอย่างนี้ก็เพื่อสร้างกำลังใจ

26:04

เพื่อความมั่นคง

26:07

ให้เข้าถึงอาสวคญาณ

26:11

อาสวคยญญาณก็หมายความว่าทำกิเลสคือความ

26:15

ชั่วของจิตให้มันหมดไป

26:19

นี่เป็นว่าสำหรับวันนี้

26:23

ขอแนะนำท่านทั้งหลายให้รู้เรื่องของ

26:26

อวิชชาแล้วก็วิชชาให้ทราบ

26:30

ว่าอวิชชาได้แก่อะไร

26:34

ทนกันอีกนิดหนึ่งก่อนจะหมดเวลาหรือเวลา

26:37

อีก 2 นาที

26:39

อวิชชาได้แก่ 1 ไม่รู้จักทุกข์นี่เพื่อ

26:44

ความโง่

26:46

2 ไม่รู้จักเขตของความแห่งที่เกิดทุกข์

26:51

3 ไม่รู้จักไม่รู้จักความดับทุกข์

26:56

แล้วก็ 4 ไม่รู้จักทางถึงความดับทุกข์

27:04

5 ไม่รู้จักอดีตว่าข้างหน้ามันจะเป็นยัง

27:07

ไง 6 ไม่รู้จักอนาคต

27:11

7 ไม่รู้ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต

27:15

8 ไม่รู้จัก

27:18

ปฏิจจสุมภูสมุดหมดสมุบาทคือหมายความอะไร

27:22

มันเกิดขึ้นแล้วต่อไปอะไรมันเกิดขึ้น

27:26

เนี่ยท่านกล่าวว่าอวิชชาปัฏิยาสังขาร

27:29

สังขารปัทยาวิญญาณังวิญญาณปัทยาตามลำดับ

27:35

สำหรับวิชชาวิชาก็มี 8 อย่างเพื่อทำจิต

27:39

ให้สิ้นจากกิเลสคือให้พ้นทุกข์

27:43

ถ้ากำลังใจอ่อน

27:46

ก็พยายามเจริญวิปัสสนาญาณ

27:49

เอาจิตเข้าไปยอมรับนับถือความเป็นจริง

27:54

แล้วก็ทำฤทธิ์ทางใจให้เกิดขึ้นที่เรียก

27:57

กันว่ามโนิธิที่เราฝึกกัน

28:01

แล้วว่าสร้างฤทธิ์ให้เกิดขึ้น 3 น 4 ทำหู

28:05

ให้เป็นทิพย์

28:08

5 สร้างใจสามารถรู้ใจตนและใจคนอื่น

28:14

6 พยายามสร้างวิชาระลึกชาติได้ถอยหลัง

28:17

เข้าไปหาความจริง

28:20

7 ทำตาที่ไม่เกิดขึ้นเพื่อทำจิตให้พ้น

28:24

จากอาสวะล

28:27

บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายและพระ

28:29

โยคาวจรทั้งหลาย

28:32

วันนี้เราก็เริ่มต้นขั้นสลปของการเจริญ

28:36

พระกรรมฐาน

28:38

หลังจากนี้ไปก็จะในวันต่อๆไป

28:44

ก็จะได้นำหลักการแห่งการเจริญพระกรรมฐาน

28:47

ในขั้นสรุป

28:50

ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติสำหรับสำนักของเรา

28:55

คือว่าการเปิดเสียงตามสายให้ใช้กรรมฐาน

28:59

หมด

29:01

แล้วก็บทสรุปนี้วนกันมาวนกันไปเพื่อความ

29:05

เข้าใจของนักปฏิบัติ

29:08

แล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท

29:11

เวลาที่จะพูดกันก็หมดแล้วต่อแต่นี้ไปของ

29:16

สาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกท่าน

29:20

จงตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น

29:25

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา

29:29

และพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าเห็นว่าเวลา

29:33

นั้นสมกับการของท่าน

29:35

>> พระพุทธบริษัททั้งหลาย

29:39

และพระโยคาวจรทั้งหลาย

29:43

สำหรับวันนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทาน

29:47

ศีศีล

29:49

สมาทานเป็นกรรมฐานแล้ววันนี้ก็ขอให้ศึกษา

29:54

กันด้าน

29:56

ในการเร่งรัดในการปฏิบัติ

30:01

แต่ว่าตามที่ศึกษามาก็เป็นการศึกษาตาม

30:04

ลำดับ

30:06

ตั้งแต่อานาปานุสติกรรมฐาน

30:09

มาจนกระทั่งถึงหมดกรรมฐาน 40

30:14

จุดนั้นชื่อว่าเป็นจุดการศึกษา

30:18

แปลว่าเห็นว่ากำลังใจของท่านทั้งหลาย

30:23

ที่ฝึกปฏิบัติมามีความเข้มข้นพอ

30:28

ฉะนั้นถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่มีความ

30:31

มุ่งหวังจะศึกษาตามลำดับถ้ากำลังใจยัง

30:34

อ่อนก็ทำได้ตามอัธยาศัย

30:39

แต่ว่าถ้าท่านผู้ใดเห็นว่ามีกำลังใจของ

30:42

เข้มข้นพอแล้วก็ศึกษาตามต่อตามข้อต่อไป

30:46

นี้

30:49

เมื่อวานนี้ได้พูดกันมาถึงอวิชชาและก็

30:52

วิชชา

30:54

อวิชชาแปลว่าไม่รู้อริยสัจพูดง่ายๆสำหรับ

31:00

วิชาก็ว่าธรรมญาณ 8

31:04

คำว่าวิชาที่ว่าถึงญาณ 8 ก็เพื่อความรู้

31:08

จริง

31:10

ว่าความรู้ในทางพระพุทธศาสนา

31:15

เป็นความรู้ในกรณีพิเศษ

31:18

นอกจากจะเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังมีความ

31:22

รู้พิเศษอีก 8 อย่างซึ่งสามารถจะทำได้

31:27

ส่วนแลกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

31:32

วันนี้เราก็มาคุยกัน

31:36

ถึงเรื่องที่เราจะกำจัดอวิชชา

31:41

การที่จะกำจัดอวิชชาอันดับแรกเราก็ต้อง

31:44

มุ่งหวังหวังกันทางด้านความทุกข์ก่อน

31:49

ทำไมเราจึงรู้จักคำว่าทุกข์

31:54

แต่ว่าสำหรับเรื่องนี้เมื่อวานนี้ก็ได้

31:57

พูดมาแล้ว

32:00

ว่าทุกข์คืออะไรเป็นที่เรื่องเป็นเหตุที่

32:05

ท่านทั้งหลายพิจารณาหรือฟังกันมานานแล้ว

32:09

แต่เพื่อว้ำย้ำความรู้สึกของท่านทั้งหลาย

32:15

ก็มีความเข้าใจว่าความไม่สบายกายไม่สบาย

32:20

ใจเรียกว่าเป็นทุกข์

32:24

สำหรับความไม่สบายกายไม่สบายใจที่เรา

32:27

เรียกกันว่าเป็นทุกข์

32:30

ก็ต้องมาย้อนกันอีกว่าไอ้คำว่าไม่สบายกาย

32:34

ไม่สบายใจที่เรียกว่ามันทุกข์น่ะมันอะไร

32:37

มันเป็นเหตุของความทุกข์

32:41

ว่าอะไรมันเป็นเหตุเหตุของความทุกข์

32:45

เหตุของความทุกข์จริงๆก็คือตัณหา

32:50

ได้แก่ความทะยานอยาก

32:55

เมื่อเรามีตัณหาขึ้นแล้วร่างกายมันจึงมี

33:00

เพราะอารมณ์จิตเรามีตัณหามันจึงมีร่างกาย

33:05

ร่างกายเป็นจุดรับภาระของความทุกข์ทั้ง

33:09

หมด

33:11

ขึ้นที่ว่าทุกๆอย่างที่เราจะมีขึ้นมาได้

33:15

ก็อาศัยร่างกายเป็นสำคัญ

33:19

ถ้าเราไม่มีร่างกาย

33:22

แล้วก็เราก็หมดตัณหา

33:26

ถ้าหมดทั้ง 2 อย่างคือหมดตัณหาก็ชื่อว่า

33:29

หมดร่างกาย

33:31

ถ้าเราไม่ติดอยู่ในร่างกายก็ชื่อว่าหมด

33:34

ตัณหา

33:37

คำว่าไม่ติดในร่างกายก็หมายถึงว่าไม่ติด

33:40

อยู่ในร่างกายของเราด้วย

33:43

แล้วก็ไม่ติดอยู่ในร่างกายของบุคคลอื่น

33:46

ด้วยอารมณ์ไม่ติดอยู่ในวัตถุธาตุใดๆด้วย

33:52

ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

33:56

ที่เราเรียกกันว่าวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย

34:02

การยอมรับนับถือนี่ก็หมายถึงว่าอารมณ์มัน

34:06

เฉย

34:09

คำว่าอารมณ์เฉยไม่ได้หมายความอารมณ์ไม่

34:12

คิด

34:13

ตามที่เ้าบอกว่าอารมณ์ว่าง

34:17

ว่างโดยไม่คิดอะไรเลยนั้นไม่มีในชีวิตของ

34:20

คน

34:23

แต่อารมณ์เฉยในที่นี้เป็นอารมณ์คิดคิด

34:28

ไม่เร่าร้อนคิดถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

34:32

เป็นเหตุปกติ

34:35

ในเมื่อความทุกข์ใดๆเกิดขึ้นจากร่างกายก็

34:39

ถือว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย

34:43

หรือขันธ์ 5

34:46

ขันธ์ 5 เป็นโลกนิทังจัดว่าเป็นรังของโลก

34:51

ในเมื่อมีขันธ์ 5 ขึ้นมาแล้วโรคมันก็รบ

34:54

กวน

34:56

โรคอันดับต้นที่เรียกว่าชิคัจฉาปรมาโลคา

35:03

ขึ้นชื่อว่าความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง

35:08

หรือว่าโรคปวดนั่นโรคโรคเจ็บหนี้โรคไม่

35:11

สบายโน่นโรคไม่สบายนี่

35:15

อาการอย่างนี้ถือว่าเป็นโรคโรคะแปลว่าการ

35:19

เสียดแทง

35:22

ในร่างกายเป็นที่ฝังของโรคมันในเมื่อโรค

35:26

เกิดขึ้นอาการเสียดแทงเกิดขึ้นมันก็มี

35:30

อารมณ์เป็นทุกข์

35:32

ถ้าเราจิตไปจับในเกาะอยู่ในร่างกายมันก็

35:36

เป็นทุกข์

35:38

ในร่างกายนอกเข้าใจเป็นโรคก็เป็นอนิจจัง

35:43

หาความเที่ยงหาความทรงตัวไม่ได้

35:48

วันนี้ผ่องใสพวกนี้เศร้าหมอง

35:52

วันนี้ร่างกายกระปรี้กระเป่าพวกนี้เปี้ย

35:55

เปีย

35:57

วันนี้หนุ่มรุ่งขึ้นวันก็แก่แก่ไปทุก

36:01

วินาที

36:04

แล้วในที่สุดร่างกายก็เป็นอนัตตาคือพัง

36:09

มองดูร่างกายอย่างเดียวพอ

36:13

ถ้าเราปลดร่างกายของเราได้แล้วเราก็ปลด

36:16

ทุกสิ่งทุกอย่างได้ในโลก

36:20

ันนี้มาว่ากันถึงการจะปลดร่างกาย

36:24

จะมานั่งปลดกันเฉยๆอย่ามองทุกข์กันเฉยๆ

36:28

มันก็มองไม่เห็น

36:31

มองเห็นเหมือนกันแต่มันไม่ชัด

36:34

องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิปิโสภาคได้แสดงกฎ

36:39

ของการปลดทุกข์

36:43

คือปลดอารมณ์แห่งความทุกข์สร้างอารมณ์

36:47

ความสุขให้เกิดขึ้นกับใจ

36:51

มีอยู่ 10 อย่างด้วยกันคือ 1 ทานบารมี

36:57

2 ศีลบารมี

37:00

3 เนกขัมบารมี

37:03

4 ปัญญาบารมี

37:06

5 วิริยบารมี

37:08

6 ขันติบารมี

37:11

7 สัจจบารมี

37:14

8 อธิษฐานบารมี

37:17

9 เมตตาบารมีแล้วก็ 10 อุเบกขาบารมี

37:24

คำว่าบารมีนี้แปลว่าเต็ม

37:29

เมื่อเต็มแล้วก็ต้องเต็มจริงๆ

37:33

เป็นอันว่าถ้าบารมีท่าน 3 ประการเอ้ทั้ง

37:36

10 ประการนี้เต็มครบถ้วนบริบูรณ์

37:40

ที่เรียกกันว่าปรมัตถบารมี

37:45

สำหรับพระสาวกนะ

37:48

ไม่ใช่อันดับขั้นพระพุทธเจ้า

37:53

สำหรับขั้นพระสาวกนี่ใช้อารมณ์ต่ำอารมณ์

37:56

ไม่สูงนัก

37:59

ไม่ใช่ขั้นพระพุทธเจ้า

38:03

ถ้าหากว่าบารมีทั้ง 10 ประการนี้เป็น

38:06

ปรมัตถบารมี

38:09

คำว่าปรมัตถบารมี

38:12

หมายความมีอารมณ์ทรงสูงอย่างยิ่ง

38:17

คำว่าอย่างยิ่งก็หมายความไม่เคลื่อนไป

38:22

อารมณ์ที่มีอาการตรงกันข้ามไม่เกิดขึ้น

38:25

กับจิตใจของเรา

38:29

ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ครบถ้วนบริบูรณ์

38:34

ทุกท่านก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นอรหัตผล

38:41

เดิมทีเดียวเราก็สอนกันมาแนะนำกันมาใน

38:44

หลักการทั่วๆไป

38:47

เห็นว่ากว้างเกินไปในการปฏิบัติ

38:53

เวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัทมีทั้งภิกษุ

38:56

สามเณรอุบาสกอุบาสิกา

39:01

ที่มีกำลังใจคือบารมีแก่แต่กล้านี้มีอยู่

39:07

หรือว่าบางท่านที่ยังอ่อนยังย่อหย่อนก็จะ

39:11

ได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติ

39:15

แล้วการปฏิบัติจริงๆเพื่อมรรคเพื่อผล

39:20

ถ้าขาดบารมีทั้ง 10 ประการนี้แล้วทำยังไง

39:24

มันก็ไม่มีผล

39:26

ถ้าผลที่จะมีกับกำลังใจก็ได้แก่ผลหลอกลวง

39:30

คืออุปาทาน

39:34

คำว่าหลอกลวงนี่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาไป

39:37

โกหกมดที่ใคร

39:40

แต่ว่ากำลังใจมันไม่จริง

39:44

ที่เรียกว่าหยุดได้จากความโลภความโกรธ

39:49

ความหลง

39:51

อาจจะหยุดไปเพราะอารมณ์สบายชั่วคราว

39:55

แต่ว่าข้างหน้าต่อไปกลายเป็นมีทุกข์มี

39:59

ความโลภความโกรธความหลง

40:03

หรืออาจจะหยุดได้กำลังของฌานที่เป็นฌาน

40:06

โลกีย

40:09

กำลังใจยังดีไม่พอเอากำลังเข้าไปกดความ

40:13

โลภความโกรธความหลง

40:17

นี่ถ้าหากว่าจะตัดกันตรงๆก็ต้องมาพิจารณา

40:21

ขันธ์ 5 ว่ามันเป็นทุกข์

40:24

อันนี้ขันธ์ 5 เป็นทุกข์เพราะอะไร

40:28

เพราะว่าเราขาดทานในบารมี

40:32

ขาดศีลบารมี

40:35

ขาดเนกขมบารมี

40:38

ขาดปัญญาบารมี

40:41

ขาดวิริยบารมี

40:43

ขาดขันติบารมี

40:46

ขาดสัจจบารมี

40:49

ขาดอธิษฐานบารมี

40:51

ขาดเมตตาบารมีขาดอุเบกขาบารมี

40:57

และอาที่พูดวันนี้อาจจะมีหลายท่าน

41:02

ตอบว่าบารมีทั้งหลายเหล่านี้มีหมดครบถ้วน

41:06

แล้ว

41:08

แต่ก็จะลืมว่าบารมีนี้จัดเป็น 3 ชั้น

41:13

คือบารมีต้นเรามีทานเรามีศีลเหมือนกัน

41:19

แต่ว่าทานศีลมันบกพร่อง

41:22

มันไม่ครบถ้วนบริบูรณ์

41:27

ถามว่าบารมีอันดับที่ 2 ที่เรียกว่า

41:29

อุปบารมี

41:32

ทานศีลของเราดีครบถ้วนแต่จิตใจยังไม่

41:36

สะอาดพอยังไม่รักพระนิพพาน

41:41

แต่ถ้าหากว่าเป็นปรมัตถมบารมีแล้วไม่มี

41:45

ว่าการหวังผลใดๆในโลกิีวิสัย

41:50

จะเป็นชาตินี้หรือว่าชาติหน้าก็ตามที

41:55

กำลังใจของเราไม่มีในการเกาะ

42:00

การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน

42:03

โดยเฉพาะ

42:06

ทำด้วยจิตบริสุทธิ์

42:10

ทำเพื่อหวังความสุข

42:13

เรื่องความทุกข์ที่จะต้องห่ำหั่นกับสิ่ง

42:17

ที่ตรงกันข้ามคือกิเลส

42:20

เราจะไม่ท้อถอย

42:24

วันนี้ก็จะขอพูดเรื่องทานและบารมีก่อน

42:29

เอาเข้ามาเปรียบเทียบกันกับอริยสัจ

42:34

อริยสัจเห็นว่าร่างกายของเราเป็นทุกข์

42:40

ร่างกายของคนอื่นก็เป็นทุกข์

42:44

วัตถุธาตุที่เรามีความหลงใหลใฝ่ฝันก็เป็น

42:48

ปัจจัยของความทุกข์

42:51

เพราะว่าเราหลงในกายของเรา

42:55

เห็นว่าร่างกายนี้มันเป็นเราเป็นของเรา

42:58

เรามีในร่างกายร่างกายไม่มีในเรา

43:03

ขอโทษว่ามีในเราเห็นว่าร่างกายที่ประกอบ

43:07

ไปด้วยธาตุ 4 คือธาตุน้ำธาตุดินธาตุลม

43:11

ธาตุไฟมันเป็นเราเป็นของเรา

43:15

และเราก็นั่งฝังความโง่ไว้ในจิต

43:20

โดยที่เราไม่เคยคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่า

43:23

นี้มันจะเสื่อมทั้งๆที่มันยังเสื่อมอยู่

43:28

แล้วเราก็ไม่เคยคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่า

43:31

นี้คือร่างกายนี้ทั้งหมดมันจะต้องฟังไปใน

43:34

ที่สุด

43:37

ความเมาในชีวิตการมีอารมณ์คิดตรงกันข้าม

43:41

กับความเป็นจริง

43:44

เราจึงได้ตั้งหน้าตั้งตาแบกความทุกข์

43:50

คำว่าตั้งหน้าตั้งตาแบกความทุกข์ก็เพราะ

43:53

ว่า

43:55

ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เป็นไปเป็น

43:58

ไปตามความปรารถนาเราก็มีความทุกข์ใจ

44:07

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรบาส

44:12

จึงได้ทรงแนะนำให้หาความเต็มในอารมณ์ของ

44:16

จิต

44:19

ความเต็มในอารมณ์ขั้นจิตในอันดับแรก

44:24

จับจุดให้มันเต็มจริงๆ

44:28

เนื้อแท้จริงๆแล้วมันเต็มอย่างเดียวมันก็

44:31

เต็มหมด

44:33

ถ้าเต็มหมดขึ้นชื่อว่าความทุกข์ทั้งหมด

44:37

มันก็ไม่มี

44:39

เราก็มานั่งคิด

44:42

ว่าท่านบอกว่าร่างกายของเราจะมีเป็นเหตุ

44:46

ของความทุกข์

44:49

เป็นเครื่องรองรับความทุกข์ก็เพราะอาศัย

44:52

ตัณหาเป็นสำคัญ

44:56

เราก็มานั่งดูคำว่าตัณหา

45:00

ตัณหาแปลว่าความทยานอยาก

45:04

อยากจะรวย

45:08

ไม่อยากรวยเป็นยังไง

45:10

คนที่อยากรวยจริงๆ

45:14

ไม่ได้มองหาความจริงของความตายที่มันจะ

45:18

เข้ามาถึง

45:21

แล้วก็ผลของความร่ำรวยรวยนั้นไม่ได้เป็น

45:24

ปัจจัยของความสุข

45:27

ผลของความร่ำรวยมันเป็นปัจจัยของความ

45:31

ทุกข์

45:34

เราเคยคิดบ้างมเคยได้ยินบ้างไหม

45:39

ว่าคนรวยคนไหนไม่แก่มีมั้ย

45:44

คนที่เค้าร่ำรวยที่เขาไม่ป่วยไม่ไข้มี

45:47

มั้ย

45:49

คนที่ร่ำรวยไม่ตายมีมั้ย

45:54

หรือว่าคนที่ร่ำรวยไม่มีอาการเคลื่อนไหว

45:57

ทางจิตคือมันมีแต่อารมณ์เป็นไปตามความชอบ

46:01

ใจของเราเสมอมีบ้างมั้ย

46:05

ถ้าจะพูดกันไปก็ไม่มีใครที่ไหน

46:09

มันหาไม่ได้คนที่รวยแสนรวยนี่ตายนับไม่

46:13

ถ้วน

46:17

เราได้เคยได้ฟังมหาเศรษฐีตาย

46:21

คนที่มียศใหญ่ตาย

46:25

คนที่มีอำนาจวาสนาบารมีใหญ่ตาย

46:30

ทำไมเค้าจึงตาย

46:33

ถ้าจะถามว่าเค้าอยากตายรึ

46:37

ก็จะตอบได้ทันทีว่าคนพวกนี้ไม่อยากตาย

46:44

ในเมื่อไม่อยากตายแล้วเค้ารวยทำไมจึงตาย

46:47

ทำไมแม่ความร่ำรวยไปช่วยไม่ให้ตาย

46:51

ก็จะต้องตอบว่าทรัพย์ที่เป็นโลกียีวิสัย

46:57

ไม่สามารถจะช่วยอะไรคือไม่สามารถจะป้อง

47:01

กันกฎของธรรมดาได้

47:05

ในเมื่อกฎธรรมดามันมีความเกิดขึ้นใน

47:08

เบื้องต้น

47:10

แล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง

47:14

มีการสลายไปในที่สุดทั้งร่างกายกายของคน

47:20

ร่างกายของสัตว์และวัตถุธาตุต่างๆมีสภาพ

47:24

เสมอกัน

47:26

กฎธรรมดามีอย่างนี้จะมีทรัพย์อะไรที่ไหน

47:30

แม้แต่พระเจ้าจักรพรรดิ

47:34

ซึ่งมีอำนาจปกครองคนทั้งโลกพระเจ้า

47:37

จักรพรรดิก็ตาย

47:41

เราก็มานั่งมองว่าตัณหาตัวที่ 1

47:47

นั่นก็คือทยานอยากมัวเมาอยู่ในทรัพย์ใน

47:51

ศีล

47:54

คิดว่าถ้าเรารวยเสร็จแล้วเรามีความสุข

47:59

ความจริงรวยไม่มีความสุข

48:02

รวยก็ไม่สุข

48:05

ไม่รวยก็ไม่สุขในด้านของวัตถุ

48:09

แค่ถ้ารวยกำลังใจในการให้ทานมีความสุข

48:16

วิธีหาความสุขเค้าไม่ได้หากันชาติหน้า

48:22

เค้าหากันชาตินี้

48:25

การที่จะไปนิพพานน่ะอย่าไปมุ่งเอานิพพาน

48:28

ชาติหน้า

48:31

ถ้าชาตินี้จิตใจมันไม่ถึงนิพพานชาติหน้า

48:35

มันก็ไม่ถึง

48:38

นิพพธาตุเป็นไปในความดับ

48:43

คำว่าดับในที่นี้ไม่ได้ดับชีวิต

48:47

ดับอารมณ์คิดที่อยากจะมีความร่ำรวย

48:54

เพราะการตัณหาทยานอยากเป็นตัวดึงเข้ามา

48:58

ดึงทรัพย์ดึงศีลเข้ามาสะสม

49:02

แล้วก็มีความมัวเมาในทรัพย์สิน

49:07

มัวเมาในชีวิตคิดว่าทรัพย์กับเราจะไม่แยก

49:10

กัน

49:12

บางคนรวยเป็นมหาเศรษฐีผี

49:16

แต่ว่าต่อมาปลายมือก็เป็นยาจกก็มี

49:22

บางคนรวยแสนรวยแต่หาความสุขอะไรไม่ได้เลย

49:27

ก็มีเวลานี้มีมาก

49:30

ถ้าหากว่าท่านจะเข้าไปในบ้านก็เข้าไปถึง

49:34

กำลังใจของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลาย

49:38

จะรู้สึกว่าท่านมหาเศรษฐีทั้งหลายเหล่า

49:41

นั้นไม่มีความสุขเพราะไม่มีคำว่าพอ

49:46

มีอารมณ์เป็นทุกข์ตามที่พระรัฐบาลตรัส

49:50

ข้าพเจ้าโกรธิยะ

49:53

ว่าโลกพล่องอยู่เป็นนิจโลกเป็นทาสของ

49:57

ตัณหา

49:59

เพราะฉะนั้นอาตมาจึงบวชในพระพุทธศาสนาตัด

50:03

ความคล่องตัดความเป็นทาส

50:08

เราจะทำทานบารมีให้เต็มเราทำยังไง

50:13

ต้องรักษากำลังใจให้มันตรง

50:17

การที่เราจะเอาชนะ

50:20

ต้องชนะกันจริงๆ

50:24

ไม่ใช่เวลานี้ชนะและเวลาหน้าแพ้

50:29

อารมณ์ใจต้องเต็มไปด้วยความเสียสละ

50:34

อารมณ์ใจต้องเต็มไปด้วยการสงเคราะห์

50:39

มีจิตคิดไว้เป็นปกติ

50:43

ว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิต

50:47

ร่างกายทุกจุด

50:51

อิริยาบถทุกอิริยาบถที่เราเกิดมาเป็นคน

50:57

เราเกิดมาเพราะตัณหาคือความอยากรวย

51:02

ความมัวเมาในทรัพย์สิน

51:06

ความมัวเมาในร่างกาย

51:09

เป็นปัจจัยให้เราเกิดมาเป็นทุกข์

51:14

เราจะแสวงหาความสุขความสุขนี่ไม่ใช่แสวง

51:19

หาชาติหน้า

51:21

แต่แสวงหามันเดี๋ยวนี้

51:25

อันดับแรกในระยะต้น

51:29

เราจะทำความรู้สึกในใจของตน

51:34

ว่าเราจะเป็นผู้สงเคราะห์ทั้งคนสัตว์ให้

51:38

มีความสุขตามกำลังที่เราจะพึงหาได้

51:43

ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่เกิน

51:46

วิสัยสำหรับเรา

51:49

และว่าก็มันแลก็มันเป็นการเกินวิสัย

51:52

สำหรับเขาที่เขาจะช่วยตัวเองได้

51:56

เราก็ช่วยตามกำลังช่วยเต็มช่วยมากไม่ได้

52:01

ก็ช่วยน้อย

52:03

ช่วยบ่อยไม่ได้ก็นานๆช่วยแต่ว่าใจของเรา

52:06

คิดจะช่วยอยู่ทุกอารมณ์ลมหายใจเข้าออก

52:12

จิตคิดประกอบด้วยความเมตตาปราณีอยากจะ

52:15

สงเคราะห์ให้เขาไม่มีความสุข

52:19

ขึ้นชื่อว่าอารมณ์แห่งการมัวเมาในทรัพย์

52:22

สินคิดว่าทรัพย์สินกับเราจะอยู่ด้วยกัน

52:25

ตลอดกาลตลอดสมัยไม่มีในจิตของเรา

52:29

นั่งมองดูความจริงว่าคนที่มีทรัพย์เตายไป

52:34

แบ่งอะไรไปได้บ้าง

52:38

ถ้าหากว่าเราเริ่มต้นด้วยการสงเคราะห์

52:42

ความสุขก็เริ่มตามมา

52:45

ความสุขที่จะตามมาในชาตินี้นั่นก็คือความ

52:49

สุขที่เกิดความรัก

52:53

ในอันดับแรกการให้เป็นปัจจัยให้เกิดความ

52:58

รัก

53:00

การยื้อแย่งเขาเข้ามาเป็นปัจจัยให้เกิด

53:03

ความโกรธ

53:06

แล้วก็มานั่งมองว่าคนที่มีคนรักมากกับคน

53:10

ที่มีคนโกรธมากคนประเภทไหนจะมีความสุขกับ

53:14

กัน

53:17

อย่างนี้อธิบายไม่ยากว่าคนที่มีคนรักมาก

53:21

มีความสุข

53:24

อันนี้เป็นสุขเบื้องต้นในชาติปัจจุบันที่

53:27

เราจะมองเห็นว่าถ้าทานบารมีของเรามีอยู่

53:32

เป็นปกติ

53:34

แต่ก็ก็เราจะเป็นที่รักคือท่านกล่าวว่า 1

53:38

ผลของทานปิโยจะได้เป็นที่รักของบุคคลทั่ว

53:42

ไป

53:44

สังขิติสุทโธ

53:46

ชื่อเสียงของคนที่มีใจดีปรารถนาในความ

53:50

ปราณีบุคคลทั้งหลายจะฟุ้งกระจอนไป

53:56

อสามวิสารโทจะเป็นผู้แกล้วกล้าในมนต์ใน

54:01

หมู่มวลชนเพราะไปไหนก็มีแต่คนรักไปกลัว

54:05

อะไรกัน

54:09

4 อสัมุนโหเมื่อเวลาจะตายไม่หลงตาย

54:15

นี่แสดงว่าด้วยอำนาจทานบารมี

54:19

ให้กำลังใจคือหนึ่งเป็นที่รักในเมื่อเรา

54:23

เป็นที่รักของคนทั้งหลายเราก็มีความสุข

54:27

2 กิติกิติสัทโธ

54:31

เมื่อความดีพุ้งก็จอนไปที่ไหนก็มีแต่คน

54:35

ชอบใจ

54:37

อยากจะคบค้าสมาคมอยากจะคบหาด้วยอยากจะ

54:41

เกื้อกูลอยากจะสงเคราะห์

54:44

จะไปพักที่ไหนจะไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก

54:49

เพราะชื่อเสียงฟุ้งไปแม้แต่เขาทั้งหลาย

54:52

เหล่านั้นยังไม่รบรับผลจากการให้ของเรา

54:55

เขาก็ชอบใจเรามีความสุขหรือความทุกข์

55:00

นี่มันก็เริ่มมีความสุข

55:04

วิสาโทจะไปไหนก็มีแต่ความองออาจไม่วาด

55:08

ว่านต่ออันตราย

55:10

เพราะว่าไม่ต้องเกรงใครมีคนรักเสียแล้วไป

55:14

ที่ไหนมีแต่คนรักอันตรายที่ไหนจะมี

55:18

เหตุ 3 ประการนี้ทำอารมณ์ใจให้เป็นสุข

55:23

ก็ 4 อสัมุนโหเมื่อจิตมันเป็นสุข

55:28

จิตไม่มีอารมณ์กระสับกระส่าย

55:32

จิตไม่มีความระแวงระวไปจิตไม่มีความเร่า

55:36

ร้อนอารมณ์ใจก็เป็นสุข

55:39

เวลาตายไม่หลงตายทั้งนี้เพราะอะไรเพราะ

55:43

ทานในบารมี

55:45

ที่คุมกำลังใจของเราให้เช่าถึงจุดดับ

55:51

ดับตัวไหนดับตัวทุกข์

55:55

คือหมายถึงว่าดับอันตราย

55:58

เพราะจิตใจของเราคิดจะให้แล้วก็ให้อยู่

56:03

ที่ว่าสรทรัพย์สินของบุคคลใดก็ดีเราไม่

56:06

เคยคิดอยากจะได้

56:10

ถ้าจะได้ก็ต้องอาศัยเจ้าของเป็นผู้เต็มใจ

56:13

ให้

56:15

แล้วการจะรับก็ต้องมองดูว่าควรรับหรือไม่

56:19

ควรรับ

56:21

สิ่งที่เขาให้

56:24

มันเป็นการเกินวิสัยฐานะของเขาเราไม่ควร

56:28

รับเราก็ไม่รับเพื่อเป็นการรักษากำลังใจ

56:32

ของบุคคลผู้ให้

56:35

แล้วน้ำใจของเราก็มีจิตคิดไว้เสมอ

56:40

ว่าวัตถุธาตุทั้งหมดมันมีประโยชน์แต่

56:43

เฉพาะในเวลาที่เรามีชีวิตเท่านั้น

56:49

ร่างกายยังทรงอยู่เพียงใดวัตถุธาตุทั้ง

56:52

หลายไม่สามารถให้โอกาส

56:56

ที่เราจะใช้สอยมันแต่ว่าเราก็ใช้สอยได้พอ

57:00

ควร

57:02

มามองดูความเกิด

57:06

อย่าลืมความเกิดว่าร่างกายที่มันเกิดมัน

57:09

ทุกข์เข้ามาได้ก็เพราะอาศัยเราอยากจะได้

57:12

อยากจะดึงเข้ามาเนี่ยเราสามารถจะผลัก

57:16

อารมณ์ที่รักในวัตถุ

57:20

ความจริงเรารักถึงว่ารักเฉพาะในจิตที่มี

57:25

ความจำเป็น

57:27

แต่อารมณ์รักในการสะสมไม่มีจิตคิดไว้เสมอ

57:32

ว่าร่างร่างกายนี้ไม่ช้าก็สลาย

57:36

ธาตุ 4 พังไปอะไรมันจะเหลือทรัพย์สินทั้ง

57:41

หลายที่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อใน

57:44

เมื่อร่างกายพังแล้วฉะนั้นองค์สมเด็จ

57:48

พระแก้ว

57:50

ทรงเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้จึงสอนให้รู้

57:54

จักการเสียสละ

57:56

คือสละทรัพย์ให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น

58:01

แต่ถ้า้าว่าการให้ต้องรักษากำลังใจให้พอ

58:05

เหมาะพอดี

58:07

อย่าถึงกับการเบียดเบียนเกินไปอบรรดาท่าน

58:11

พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

58:15

การใช้อริยสัจคือสักกายทิฏฐิ

58:20

ร่วมกับทานและบารมี

58:23

เป็นการตัวตรัสที่สำคัญแต่กำลังใจของ

58:27

บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน

58:30

ต้องค่อยค่อยๆตัดจนกระทั่งหมดความเมา

58:35

เห็นทรัพย์สินทั้งหลายก็มองหาประโยชน์

58:40

ว่าทุกชิ้นทุกอันที่เป็นวัตถุขึ้นมาเรา

58:43

คิดว่านี่เป็นปัจจัยคือเป็นเชื้อสายเป็น

58:47

ทุนให้เราตัดความทุกข์

58:50

เราจะแสวงหาความสุขในชาติปัจจุบัน

58:55

คือเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้มีความสุข

58:59

ถ้าหากเราสามารถจะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

59:03

ได้เป็นปกติ

59:05

จนกระทั่งจิตไม่คิดเสียดายของที่ให้ไป

59:08

อย่างนี้เชื่อว่าจิตใจของท่านทั้งหลาย

59:11

เข้าถึงความดับที่เรารีดเข้ามานิพพาน

59:15

เป็นดับจุดหนึ่งคือกำลังของตัณหาที่จะดึง

59:18

เข้ามาที่เรียกกันว่าความโลภ

59:22

เราบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วน

59:25

หน้าสำหรับการอธิบายกันมาเวลาจะเกินไปสัก

59:29

หน่อย

59:31

หวังว่าท่านทั้งหลายย่อมีจงมีคงมีความ

59:34

เข้าใจเห็นว่าจะไม่ยากเกินไปเวลานี้ก็หมด

59:39

เสียแล้วต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง

59:42

ดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าใจออก

59:47

ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัยธยาศัยจนกว่า

59:51

จะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าทรงท่านสาธุชน

59:55

พุทธบริษัททั้งหลาย

59:58

บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล

60:04

สมาทานเป็นกรรมฐานแล้ว

60:09

ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านทั้งหลายตั้งใจสดับ

60:15

วิชาความรู้ในด้านการเจริญพระกรรมฐาน

60:20

สำหรับวันนี้ก็อย่าขอพูดถึงเรื่องของฌานไ

60:24

ของทานตามปกติ

60:28

เมื่อคืนนี้ได้พูดเรื่องของทานมาเล็กน้อย

60:34

หวังว่าบางท่านที่มีปัญญาดี

60:39

แล้วก็มีได้มีความเข้าใจไปแล้วแต่ว่าบาง

60:43

ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ

60:47

จึงจะขอย้ำเรื่องทานอีกสักหน่อยหนึ่ง

60:52

เพราะคำว่าทาน

60:55

ได้การให้

60:58

ถ้าจะพูดกันตามแนวของสมถภาวนา

61:04

ก็เรียกกันว่าจาคานุสติกรรมฐาน

61:09

สำหรับทานนี้ก็ต้องแบ่งเป็นหลายชั้นด้วย

61:12

กัน

61:14

คือทานและบารมีต้น

61:17

ทานอุปบารมี

61:20

ทานปรมัตถบารมี

61:25

ในการให้ทาน

61:27

เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข

61:31

ถ้าเราจะมาพูดกันในด้านของนักปฏิบัติว่า

61:35

ทำไมจึงต้องให้ทาน

61:39

ตั้นี้ก็ขอบอกว่าเราต้องการความดับ

61:45

ความดับในที่นี้ก็คือพระนิพพาน

61:49

นิพพานเนี่ยนิพพะก็แปลว่าดับ

61:54

ถ้าจะถามว่าดับอะไรก็ต้องตอบว่าดับความ

61:57

ทุกข์

62:00

ท่านที่มีอารมณ์เข้าถึงพระนิพพานท่านผู้

62:03

นั้นไม่มีอารมณ์ความทุกข์

62:07

หรือว่าเป็นผู้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

62:13

ที่เราต้องให้ทานกันก็เพราะว่าเราไม่

62:16

ต้องการมีขันธ์ 5

62:20

เนื่องด้วยการมีขันธ์ 5 เป็นปัจจัยของ

62:23

ความทุกข์

62:26

ที่เราต้องมีขันธ์ 5 กันทั้งนี้เพราะว่า

62:30

เราติดอยู่ในวัตถุ

62:34

หมายความว่าเรายังมีความรู้สึก

62:38

ว่าสิ่งนั้นเป็นทรัพย์สินของเราสิ่งนี้

62:42

เป็นทรัพย์สินของเรา

62:45

แล้วก็ธาตุ 4 ที่หุ้มห่อจิตโย

62:50

เรือนร่างที่จิตอาศัยอันนี้เป็นเราเป็น

62:53

ของเรา

62:55

เป็นอันว่าเราเข้าใจผิด

62:59

คิดว่าสิ่งที่มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา

63:03

เป็นเราเป็นของเรา

63:06

เมื่อมีเรามีความเข้าใจผิดมีความหลงผิด

63:10

คิดอย่างนี้

63:13

เราจึงต้องเกิด

63:17

เพราะอะไรเพราะว่าเรายังยึดตัณหาเป็นที่

63:20

ตั้ง

63:22

เอาตัณหาตหาเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง

63:27

คำว่าตัณหาก็แปลว่าความทะยานอยาก

63:33

อยากมีทรัพย์สิน

63:36

อยากร่ำรวย

63:38

อยากจะเกิดใหม่เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

63:43

อยากจะเกิดใหม่ให้มีรูปร่างหน้าตาสวยกว่า

63:47

นี้

63:49

อยากจะเกิดใหม่ให้มีศักดิ์ศรีกว่าเดิม

63:55

รวมความว่าเรายังติดอยู่ในความอยาก

63:59

ความอยากเป็นปัจจัยให้เกิด

64:03

การให้ทานเป็นการตัดความอยาก

64:08

เราตัดความอยากได้เข้ามา

64:12

แล้วก็เป็นการตัดอารมณ์แห่งความผิดใน

64:15

ขันธ์ 5

64:18

การให้ทานอันดับที่เราจะพึงพิจารณา

64:24

ถ้าจิตของเรายังคิดว่าการให้ทานครั้งนี้

64:30

เรายังมีหวังในการตอบแทนทั้งในชาติ

64:33

ปัจจุบันและสัมปราภพ

64:37

คือเราคิดว่าเราให้ทานกับเขาแล้ว

64:42

เวลาที่เราอดอยากมีความทุกข์เข็น

64:47

บุคคลผู้รับทานจากเราอาจจะมีความเมตตาตา

64:52

ปราณีในเรา

64:55

เขาจะสงเคราะห์เราให้เรามีความสุข

65:00

ถ้ามีอารมณ์ติดอยู่อย่างนี้ก็ถือว่าทาน

65:03

บารมีของเรายังไม่เต็ม

65:07

ยังหวังผลตอบแทนอันเป็นโลกียีวิสัย

65:13

หรือคิดว่าถ้าการให้ทานคราวนี้เราตายไป

65:16

แล้วเราจะเกิดบนสวรรค์

65:20

เป็นเทวดาความมีความสุข

65:24

แล้วถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์อาศัยทานการ

65:28

บริจาค

65:30

จะเป็นปัจจัยให้เรามีความร่ำรวยดีกว่า

65:34

ชาตินี้มาก

65:37

เวลานี้เรามีฐานะพอกินพอใช้

65:42

แต่ถ้าว่าถ้าเกิดชาติใหม่เราจะอุดม

65:46

สมบูรณ์

65:48

ตัวอย่างมหาเศรษฐีทั้งหลายที่ปรากฏในพระ

65:52

สูตร

65:54

ถ้าเราคิดอย่างนี้ก็ชื่อว่าจิตของเรายัง

65:57

ไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้าขั้นสูงสุด

66:03

ถ้าจะเป็นได้ก็ขั้นพระโสดาบันเท่านั้น

66:09

แต่ว่าการให้ทานที่มีจิตผูกพันจริงๆ

66:12

อารมณ์ยังไม่รักพระนิพพานเป็นอารมณ์

66:16

เพราะว่าใจยังไม่รักพระนิพพานอย่างจริง

66:19

จังเราก็เป็นพระอริยเจ้าไม่ได้

66:24

จัดว่าเป็นโลกียยทาน

66:28

แต่ถ้าว่าโลกียยทานก็เป็นปัจจัยให้เราดับ

66:31

ทุกข์ไปได้มาก

66:34

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าการให้ทานย่อม

66:37

เป็นที่รักของบุคคลผู้รับ

66:41

การให้ทานนี่ไม่มีอะไรเสีย

66:47

คือหมายความว่าผู้ให้ย่อมได้ให้

66:52

ผู้รับย่อมได้รับ

66:55

ผู้ให้ย่อมได้ความรักจากผู้รับ

66:59

ก็ชื่อว่าเราดับทุกข์เบื้องต้นไปได้

67:02

อันดับหนึ่ง

67:05

แต่ว่าทุกข์เบื้องต้นนี้ชื่อว่าดับเป็น

67:08

ข้อดับไม่จริง

67:10

ว่าคนผู้รับทานนี้ไม่แน่นักว่าจะมีการ

67:14

ขอบคุณผู้ให้ทานเสมอไป

67:18

บางคนที่มีนิสัยอกตัญญูไม่รู้คุณคนมีอยู่

67:24

อย่างที่องค์สมเด็จพระบรมครู

67:28

ทรงมีความเมตตาในพระเทวทัต

67:33

แต่ทว่าสมเด็จพระบรมโสสวัสดิโสภาคคือพระ

67:38

พุทธเจ้า

67:40

ก็ถูกเทวเทวทัตทรมานสร้างความทุกข์ให้

67:44

ท้อมทุกข์ให้เกิดตลอดเวลาทุกชาติทุกสมัย

67:50

แต่นึกว่าเพราะอาศัยปัจจัยแห่งการให้ทาน

67:54

ขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา

67:59

หลังจากการตายจากาตนั้นไปแล้วพระองค์ก็

68:03

เสวยวิมุตติสุข

68:06

คือความสุขอันเป็นโลกิยวิสัย

68:10

ดีกว่าพระเทวทัตมาก

68:13

ยิ่งเกิดมากเท่าไหร่ความสุขก็มีมากเท่า

68:17

นั้นปัญญาก็มีมากขึ้นทรัพย์สมบัติก็มีมาก

68:21

ขึ้น

68:22

อย่างนี้เป็นโลกียานยังไม่ดีพอ

68:28

ถ้าจะขยับขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง

68:32

ว่าการให้ทานนี้มันเป็นการสงเคราะห์

68:38

เราไม่หวังผลในการตอบแทนใดๆทั้งสิ้น

68:43

เราไม่ต้องการความรักจากบุคคลผู้รับทาน

68:49

และก็เราไม่หวังผลในการเกิดเป็นเทวดา

68:55

เราไม่หวังผลในการเกิดเป็นมนุษย์ที่จะ

68:58

เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

69:02

เราให้ทานด้วยความเมตตาปราณีในฐานะที่คน

69:07

และสัตว์เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย

69:11

เหมือนกัน

69:14

จิตใจของเรานั้นมีความเบิกบานในการให้ทาน

69:19

ให้ทานไปแล้วก็มีความชื่นใจ

69:24

อารมณ์ใจส่วนหนึ่งเนึกไว้เสมอว่าการให้

69:28

ทานเป็นการสละวัตถุภายนอก

69:33

ซึ่งวัตถุภายนอกนี้มันเป็นอนิจจังหาความ

69:37

เที่ยงไม่ได้

69:40

ถ้าเรายึดถือไม่เกินไปเป็นอารมณ์ของตัณหา

69:43

มันก็เป็นทุกขัง

69:47

หมายความว่าถ้าเราพลัดพราจากมันความเสีย

69:51

ใจความเสียดายจะเกิดขึ้น

69:55

มันเป็นทุกข์

69:57

แล้วในที่สุดวัตถุก็ดีเราก็ดี

70:03

วัตถุที่จะให้ทานก็ตามร่างกายที่ประกอบ

70:06

ไว้ด้วยธาตุ 4 ก็ดีมันเป็นอนัตตา

70:11

จึงเห็นว่าเหตุทั้ง 2 ประการเราคือทานได้

70:16

แก่วัตถุแก่วัตถุ

70:19

ก็เป็นทั้งอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้

70:24

ถ้าติดมันเกินไปก็เป็นทุกขังมีอารมณ์เป็น

70:28

ทุกข์ไม่เมื่อพลัดพรากจากมัน

70:31

แล้วในที่สุดอนัตตามาถึงแล้วก็ดึงไว้ไม่

70:35

ได้

70:37

อย่างนี้ที่เราคิดตัดสินใจว่าเราให้้ทาน

70:41

ในกาลครั้งนี้เราไม่หวังการเกิด

70:46

คือเราจะไม่ติดไม่ติดในวัตถุภายนอกทั้ง

70:50

หมด

70:52

ในเมื่อมีชีวิตเราจะหามันมาเพื่อกิจการ

70:56

เลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวตามหน้าที่

71:01

แต่ถ้าว่าชีวิตอินทรีย์คือร่างกายนี้สลาย

71:05

ลงไปเมื่อไหร่

71:07

เรากับมันก็จากกันอย่างชนิดที่ไม่มีอะไร

71:11

มีเยื่อใยซึ่งกันและกัน

71:15

กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทคิดอย่าง

71:18

นี้นั้น

71:20

ก็ชื่อว่าเป็นกำลังใจของพระอริยเจ้า

71:24

เบื้องต้น

71:27

นั่นก็คือเป็นกำลังใจของพระโสดาบัน

71:34

อันนี้สำหรับทานที่เราพูดถึงวัตถุมันเป็น

71:37

ทานภายนอก

71:40

ก็เรียกว่าพาพาหิรตัถะทานเป็นทานภายนอก

71:46

ทานภายนอกที่เราให้สักเท่าไหร่ก็ตาม

71:51

อันดับที่เราจะพึงให้ได้เราจะพึงได้ผลก็

71:55

ได้แค่พระโสดาบัน

71:58

คราวนี้เราจะกล่าวกันต่อไปว่าทำไมเราจึง

72:02

จะให้ทานเป็นพระสกิทาคามีให้ได้

72:07

เป็นอันว่าทานบารมีตัวเดียวนี่เราจะก้าว

72:11

เข้าสู่พระนิพพานทานให้ได้

72:15

อาศัยยึดทานเป็นหลัก

72:19

ทานที่จะเป็นหลักในการที่เป็นพระ

72:22

สกิทาคามี

72:25

ก็ได้แก่อัชชิกาน

72:29

อัชชิกทานก็ได้กับทานภายใน

72:34

ทานภายในนี้ไม่ได้อาศัยวัตถุ

72:38

แต่ก็อย่าลืมนะ

72:40

ถ้าเราไม่สละวัตถุ

72:43

ยังมีความเสียดายอยู่ในวัตถุ

72:47

ซึ่งเป็นทานภายนอกเป็นของภายนอก

72:52

เราก็ไม่สามารถจะให้ทานภายในที่เรียกว่า

72:55

อัชติกทานได้

72:59

ฉะนั้นการบริจาคทานภายนอกเราจะเห็นว่า

73:03

วิสัยของพระโสดาบัน

73:07

องค์สมเด็จพระวิชิตมารทรงห้ามพระว่าถ้า

73:11

ไม่มีความจำเป็นจริงๆก็จงอย่าไปรบกวนพระ

73:16

อริยเจ้าชุดนี้

73:19

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าท่านที่เป็นพระ

73:22

โสดาบัน

73:25

พร้อมในการที่จะบริจาคทานพระการสงเคราะห์

73:28

อยู่เสมอ

73:31

นี่จะเห็นได้ว่าคนที่เป็นพระอริยเจ้าน่ะ

73:35

เค้าไม่หวงแหนในทานมีอารมณ์เปี่ยมในทาน

73:40

จัดเป็นกรรมฐานนี้ว่าจาคานุสติกรรมฐาน

73:45

ถ้าการให้ทานของท่านผู้นั้นจิตใจปรารภ

73:49

นิพพาน

73:51

ละมองไปดูเรื่องศีลศีลบริสุทธิ์ด้วย

73:56

ทั้ง 2 การนี้ก็จะโชว์ช่วยให้ท่านผู้นั้น

74:00

เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน

74:04

นี้ถ้าลำดับทานเข้าถึงเป็นพระสกิทาคามี

74:10

ตอนนี้ต้องประกอบทั้งทานภายนอกแล้วก็ทาน

74:14

ภายใน

74:17

ทานภายในนี้ไม่ได้ใช้วัตถุ

74:21

ได้แก่อภัยทาน

74:25

คือพระอนาคามีนี่ระงับคือบรรเทาความโลภ

74:30

บรรเทาความโกรธแล้วก็บรรเทาความหลง

74:35

นี่หมายความว่าความโลภของพระอนาคามีเบา

74:39

เต็มที

74:41

ว่าจิตที่เกาะในวัตถุเกือบจะไม่มี

74:46

จะมีแต่เพียงว่าเราจะอาศัยมันพยังชีพให้

74:50

ทรงอยู่

74:52

แล้วก็สำหรับถ้าเราจะตายไปเมื่อไหร่ก็

74:55

ช่างเถอะ

74:57

นี่เป็นทานภายนอก

75:00

สำหรับทานภายในที่พระสกิทาคามีทรงได้นั่น

75:04

ก็คืออภัยทาน

75:07

หมายความว่าบุคคลคนผู้ใดก็ดี

75:12

ที่ทำให้เป็นที่ไม่ถูกใจเรา

75:18

ไม่พอใจในเขาในอากัปกิริยาด้วยกายก็ดี

75:22

วาจาก็ดี

75:25

แต่ถ้าว่าอารมณ์ของเรานี้ประกอบไปด้วย

75:28

ปัญญา

75:31

ที่มีความรู้สึกอยู่ว่าขันธ์ 5 มีสภาพไม่

75:35

ทรงตัว

75:38

ร่างกายของเราก็ดีร่างกายของเขาก็ดี

75:44

มันเป็นเพียงเปลือกภายนอกที่ประกอบด้วย

75:47

ธาตุ 4

75:50

มีความสกปรกเป็นที่น่าสะอิสเอียนใจ

75:56

ไม่มีความหวังใดๆที่เราจะคิดว่ามันเป็น

76:00

ปัจจัยเป็นสมบัติแห่งความสุข

76:04

ร่างกายเป็นเชื้อสายของความทุกข์

76:09

มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น

76:13

แล้วก็มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง

76:17

มันมีอาการสลายตัวไปในที่สุด

76:22

เป็นอันว่ามันไม่มีอะไรเป็นเครื่องจิรัง

76:25

ยั่งยืน

76:28

ฉะนั้นคนที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ

76:33

เราก็มีความรู้สึกว่าถ้าเราจะทำลายเขา

76:38

เราจะร้างผานเขาเราจะแกร่งแกล้งเขา

76:44

ก็ไม่มีอะไรเป็นผลแห่งความดี

76:49

เพราะเขาเองเขาก็มีทุกข์อยู่แล้ว

76:53

ในเมื่อเขามีทุกข์แล้วเขาจะต้องตายในที่

76:56

สุดเรื่องอะไรที่เราจะไปต้องนั่งโกรธเขา

77:01

ก็อาศัยความโง่เขาของเขาเป็นปัจจัย

77:07

เขาจึงทำให้เราไม่ถูกใจเราให้อภัยในความ

77:11

ผิด

77:13

คิดไม่รู้เท่าไม่ถึงการของเขา

77:17

อย่างนี้เรียกว่าอภัยทาน

77:21

รวมความว่าสิ่งใดก็ตามใครก็ตาม

77:26

ทำให้เราไม่ชอบใจเราก็มีความรู้สึก

77:31

แต่ว่านึกถึงการให้อภัยไว้เป็นปกติติไม่

77:35

ถือโทษโกรธเคือง

77:38

โกรธแต่ถ้าว่าไม่ผูกโกรธ

77:44

อาการไม่ผูกโกรธของเราเป็นปัจจัยให้เขามี

77:47

ความสุข

77:50

แลเราเองก็มีความสุขถือว่ามันเป็นโลกก็

77:53

ธรรมดา

77:55

คนเราเกิดมาใช้ดีเสียทุกอย่างนั้นมันเป็น

77:59

ไปไม่ได้

78:01

ฉะนั้นไม่รู้เค้าเลวแล้วก็ให้อภัยกับเขา

78:06

แล้วก็มาเทียบกับร่างกายของเรานึกว่าโอ

78:09

หนอ

78:10

ที่เราต้องถูกเกลั่นเแกล้งเด่าเว่าเนินทา

78:15

เทำร้าย

78:17

ก็เพราะอาศัยมีร่างกายที่แสนจะสกปรก

78:22

มีร่างกายที่มีสภาพไม่จิรังยั่งยืนไม่มี

78:26

อาการทรงตัว

78:29

ฉะนั้นขันธ์ 5 ของเรานี้ไม่มีความหมาย

78:34

ไม่ช้ามันก็พัง

78:37

ไม่ช้ามันก็ทำลายความตายก็เข้ามาถึงมัน

78:42

เมื่อมันตายแล้วเราไม่ได้ตายไปด้วย

78:47

มันไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุข

78:51

เราไม่ได้ตายมันตาย

78:54

ถ้าเรายังมีอารมณ์เยื่อใยในขันธ์ 5 อย่าง

78:59

นี้เราก็ต้องเกิดอีกฉะนั้นอารมณ์คิดจึง

79:03

คิดว่าชีวิตตินทรีย์ของเราจะพึงมีอยู่

79:08

แล้วก็ขอมีอยู่ชาติเดียวเท่านี้

79:12

ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ที่ประกอบได้ด้วยธาตุ

79:16

4

79:18

หาความจิรังยั่งยืนไม่ได้เต็มไปด้วยความ

79:21

สกปรกโสโครกอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเรา

79:27

เมื่อเวลาที่เราจะเคลื่อนไปจากร่างกาย

79:30

แล้วอุทิศร่างกายนี้ให้เป็นทานกับบรรดา

79:33

หมู่หนอนทั้งหลาย

79:36

ที่มันจะกัดมันจะกิน

79:39

มันจะทำอะไรกับร่างกายก็ช่างเรากับมัน

79:43

ห่างไกลกันแล้ว

79:46

จิตใจของเราไม่น้อมไปในความรักในกาย

79:52

แล้วจิตใจของเราเต็มด้วยการในการให้อภัย

79:55

กับบุคคลผู้มีความผิด

79:59

อย่างนี้ท่านเรียกว่าภยทานเป็นทานภายใน

80:04

ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง

80:07

หลาย

80:09

น้อมนึกไปถึงเรื่องการให้ทานด้วยประการ

80:12

แบบนี้

80:14

องค์สมเด็จพระชินสีเรียกบุคคลนั้นว่าเป็น

80:18

พระสกิทาคามี

80:23

คราวนี้สำหรับการให้ทานทานนี่อย่าลืมนะ

80:27

จาคะแปลว่าการเสียสละ

80:32

ตอนนี้ถ้าเป็นทานของพระอนาคามีจะเป็นยัง

80:35

ไง

80:37

เพราะอนาคามีพร้อมในการให้ทานที่เป็น

80:40

วัตถุ

80:43

แล้วก็พร้อมในการที่ให้ทานเป็นอภัยทาน

80:47

นอกนั้นก็จัดทานอีกประเภทหนึ่ง

80:52

คือเป็นทานภายในโดยเฉพาะ

80:56

ก็ได้แก่การให้อภัยกับจิต

81:01

คือจิตที่คิดว่าจะผูกพันร่างกายเราก็ดีใน

81:07

ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดีอารมณ์ประเภทนี้

81:10

ไม่มี

81:13

เรายกให้เป็นภาระหน้าที่ของตัณหา

81:18

ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของอุปาทาน

81:22

แต่จิตใจของเรานี่นั้นที่จะมีความผูกพัน

81:25

ให้ร่างกายเราก็ดีร่างกายกายของพวกคนอื่น

81:29

ก็ดีไม่มีในจิตของเรา

81:33

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่ามีความรังเกียจ

81:36

มีความสะอิดสะเอียนในร่างกาย

81:40

มองดูกายเราก็ดีมองดูกายของบุคคลอื่นก็ดี

81:46

เต็มไปด้วยความสกปรกโสโรคและประกอบไปที่

81:51

ทุกข์

81:53

ชาติพิุกขาความเกิดมามันทุกข์

81:58

ความหิวความกระหายเป็นทุกข์ความป่วยไข้

82:02

ไม่สบายเป็นทุกข์

82:05

ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์

82:09

ความตายเป็นทุกข์จิตใจไม่มีความสุขเพราะ

82:14

เราเมาในกายที่เต็มไปด้วยความสกปรก

82:18

มองเห็นกายเรามองเห็นกายบุคคลอื่นมีสภาพ

82:23

มันซากศพที่เคลื่อนที่ได้

82:27

เต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง

82:29

อุจาระปัสสาวะ

82:33

แล้วก็ในที่สุดมันก็พังสลายไปในที่สุดจิต

82:37

ของเราหมดความผูกพันในสิ่งโสโครกคือส้วม

82:41

เคลื่อนที่ได้

82:44

ร่างกายนี้จะเหมือนจะเปรียบกับส้วมก็ได้

82:47

จะเปรียบกับปช้าก็ได้มีสภาพไม่ต่างกัน

82:52

เพราะซากศพทั้งหลายเหล่าอันมีสัตว์ต่างๆ

82:56

มีหมูมีงัวมีควายมีปลามีเป็ดมีไก่มีกุ้ง

83:02

ที่เราไปฝังไว้ในร่างกายของเราร่างกายของ

83:07

เราก็มีสภาพเหมือนกับป่าช้า

83:11

มันเข้าไปน้ามเข้าไปเน่าเน่าไปภายใน

83:16

ร่างกายของเราก็ดีร่างกายของบุคคลอื่นก็

83:19

ดีจะมีอะไรเป็นที่ปรารถนา

83:23

สิ่งที่มันหลั่งไหลออกมานั่นคือของสกปรก

83:26

ที่มันอยู่ในร่างกาย

83:29

และสำหรับกำลังใจส่วนหนึ่งในด้านความโกรธ

83:35

นอกจากจะให้อภัยทานอย่างพระสกิทาคามีแล้ว

83:40

ก็ตัดสินตัดกำลังใจ

83:44

ว่าขึ้นชื่อว่าการกระทบกระทั่งกำลังใจที่

83:47

ไม่ชอบใจไม่มีสำหรับเรา

83:51

มีจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาก็เพราะว่า

83:57

คนที่เกิดมานี่ยังมีความโง่

84:03

เพราะอาศัยความโง่เป็นกำลัง

84:06

มีกิเลสตัณหาอุปาทานท่วมทับหัวใจเขาจึง

84:10

สร้างความชั่ว

84:13

แต่สำหรับเราจะไม่ยอมตัวให้ชั่วแบบนั้น

84:19

เราจะน้อมใจไปในด้านของความสุขคือไม่ติด

84:23

จุดอยู่ในกามฉันทะทั้ง 5 ประการ

84:27

ในอารมณ์ใจของเรานี้นั้นวางแนบสนิทคิด

84:31

อยู่กับธรรมะ

84:33

มีการคิดให้อภัยอยู่เสมอใครจะด่าจะว่าจะ

84:38

นินทาว่าร้าย

84:41

จะแกล้งจะกลั่นเป็นประการใดใจมีความสุข

84:46

คิดว่านี่มันเป็นธรรมดาของความโง่ที่เรา

84:50

เกิดมามีร่างกาย

84:53

กำลังใจมีความสบายไม่สะทกสะท้านในการ

84:57

นินทาว่าร้ายหรือกลั่นแกล้ง

85:01

อันนี้เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

85:05

ฉะนั้นจาคะคือการบริจาคทานในคราวนี้เรียก

85:09

ว่าจาคานุสติกรรมฐาน

85:14

ตอนนี้เป็นทานใหญ่คือให้ใหญ่ให้สุด

85:19

คือคิดเห็นว่าสภาวะเพราะร่างกายของความ

85:22

เป็นมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยธาตุ 4

85:26

คือร่างกายนี้มันเป็นภัยใหญ่

85:30

ทุกข์ใดๆที่จะมีขึ้นมาได้ก็อาศัยร่างกาย

85:33

เป็นเหตุฉะนั้นองค์สมเด็จพระบรมโลกเฉตให้

85:38

ปลดเรื่องร่างกายเสีย

85:42

คือความรู้สึกในการต้องการร่างกายเราก็ดี

85:47

ความรู้สึกในการต้องการร่างกายของคนอื่น

85:51

และสัตว์นอกจากเราก็ดี

85:54

ความพอใจในวัตถุต่างๆที่จะยึดเอาเป็นที่

85:58

พึ่งอาศัยก็ดีตอนนี้ตัดหมดสิ้นไปจากใจ

86:05

เพราะเห็นว่าร่างกายเป็นปัจจัยของความ

86:09

ทุกข์รู้ว่าทุกข์มันมาเพราะร่างกายเป็น

86:12

สำคัญ

86:14

แล้วว่าร่างกายที่มีของมันได้นั้นก็เพราะ

86:17

อาศัยตัณหาเป็นต้นเหตุ

86:20

เราเห็นแล้วว่าองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษ

86:25

ที่มีพระมหากุณาธิคุณ

86:29

แนะนำให้พวกเราทั้งหลายปล่อยกายเสียที่

86:33

เรียกกันว่าสกายทิฏฐิ

86:36

จิตมีอารมณ์คิดอยู่เสมอว่าร่างกายนี้มัน

86:39

เป็นเพียงธาตุ 4 เข้ามาประชุมกัน

86:43

มันไม่ใช่เรามันไม่ใช่ของเราเราไม่มีใน

86:47

มันมันไม่มีในเราความโง่ที่คิดว่าร่างกาย

86:52

เป็นเราเป็นของเราไม่มีในจิตพอจิตเข้ามา

86:56

ถึงตอนนี้เราก็คิดโอทิศว่าอะไรมันจะมา

87:01

กระทบกระทั่งกายก็ดีกระทบกระทั่งใจก็ดี

87:04

เราไม่ยอมรับ

87:07

เรายกให้เป็นกฎของธรรมดาเพราะการเกิดมา

87:11

ต้องเป็นอย่างนั้นถ้าจิตใจของบรรดาท่าน

87:15

พุทธบริษัททุกท่านคิดอย่างนี้แล้ว

87:19

องค์สมเด็จพระที่แก้วกล่าวว่าท่านผู้นั้น

87:23

เป็นพระอรหันต์

87:25

อบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านอาศัยทาน

87:28

บารมี

87:30

แล้วกล่าวกันมา 2 วันเมื่อวันก่อนน้อย

87:34

หน่อยหนึ่งวันนี้เวลาหมดพอดีแต่ความจริง

87:39

ถ้าจะพูดถึงทานนี้อีกสัก 300 วันมันก็ไม่

87:42

จบแต่ว่าเห็นว่าท่านบรรดาสาวกขององค์

87:46

สมเด็จพระนราศพ

87:49

มีตำรามีเทพเป็นเครื่องศึกษานักศึกษากัน

87:53

มามากคงจะมีความเข้าใจในธรรมะขององค์

87:57

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

88:01

ที่พระองค์ทรงตรัสมาหวังว่าเพราะอาศัยทาน

88:05

บรมบารมีอย่างเดียวหากว่าท่านทั้งหลายมี

88:09

ความฉลาดก็จะเข้าถึงพระนิพพานได้ตามพระ

88:14

ประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ

88:17

บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านเวลาที่พูดกัน

88:21

เลยไปหน่อยแล้วขอยุติว่าแต่เพียงเท่านี้

88:24

เรื่องทานต่อนี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัท

88:29

ทุกท่านตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นกำหนด

88:33

รู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนาและ

88:37

พิจารณาตามอัยธยาศัย

88:40

จนถึงกว่าจะถึงเวลาที่ทันที่ท่านเห็นว่า

88:43

สงคนจะเลิกสวัสดี

88:46

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

88:50

และพระโยคาวจรทั้งหลาย

88:54

บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล

88:58

สมาทานพระกรรมฐานแล้ว

89:03

ต่อไปขอบรรดาท่านทั้งหลายรวบรวมกำลังใจ

89:06

ของท่าน

89:09

ตั้งใจสดับการศึกษาในบารมี 10

89:15

เพราะว่าบารมี 10 นี้มีความสำคัญมาก

89:20

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเจริญพระกรรมฐานมา

89:24

สักกี่แสนปีแล้วก็ตาม

89:28

ถ้าหากว่าบารมี 10 ของท่านไม่ครบถ้วน

89:33

คำว่าพระอริยเจ้าย่อมไม่มีกับท่าน

89:39

ในที่นี้ก็โปรดเข้าใจคำว่าบารมีเสียก่อน

89:44

คำว่าบารมีนี่หมายถึงกำลังใจ

89:50

มีหมายความว่าท่านทั้งหลายต้องมีกำลังใจ

89:53

ทรงความดีทั้ง 10 ประการไว้ในใจครบถ้วน

89:58

ทุกอย่างไม่บกพร่อง

90:01

คำว่าทรงความดีที่ไม่ได้หมายความว่าจำได้

90:06

ต้องทำได้ให้จิตทรงอารมณ์เป็นปกติ

90:11

ขอทบทบทนอีกนิดนึง

90:14

บารมี 10 ประการก็คือ 1 ทานบารมีได้แก่

90:18

การให้ทาน

90:20

2 ศีลบารมีการทรงศีลให้บริสุทธิ์

90:25

3 เนกขมบารมีคือการถือบวช

90:29

4 ปัญญาบารมีคือทรงปัญญารู้เท่าทันตาม

90:33

สภาวะตามความเป็นจริงอริยสัจ

90:37

5 วิริยบารมีมีความเพียรไม่ท้อถอย

90:43

6 ขันติบารมีมีความอดทน

90:47

7 สัจจบารมีมีความจริงใจ

90:51

8 อธิษฐานบารมีคือการตั้งใจ

90:56

9 เมตตาบารมีคือมีจิตเมตตาปราณีมีความ

91:00

รักไม่คนสัตว์เป็นปกติ

91:04

และ 10 อุเบกขาบารมีก็การวางเฉย

91:10

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดจบก็คืออุเบกขาบารมี

91:16

อุเบกขาบารมีในที่นี้ได้แก่

91:18

สังขารุเปกขาญาณ

91:22

สำหรับทานบารมีได้พูดกับบรรดาท่านทั้ง

91:25

หลายมาแล้ว

91:28

หวังว่าท่านทั้งหลายคงเข้าใจพอ

91:34

ได้โปรดทราบนะ

91:36

คำพูดทุกอย่างที่ผมพูดไปทุกทำ

91:41

ผมถือว่าพวกท่านมีความเข้าใจพอและก็ทำได้

91:46

ด้วย

91:49

หือว่าถ้าหากว่าเราทำไม่ได้

91:53

เราก็อยู่ในเขตของพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์

91:56

อะไร

91:58

เพราะในเขตของพุทธศาสนานี้ต้องการคนดีไม่

92:02

ใช่ต้องการคนเลว

92:07

คำว่าดีในเขตของพุทธพุทธศาสนาก็คือต้อง

92:10

ทรงบารมี 10 ครบถ้วน

92:15

สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดถึงศีลบารมี

92:21

คำว่าศีลแปลว่าปกติ

92:26

ถ้าเราเป็นฆราวาส

92:30

ว่าเป็นฆราวาสปกติของปุถุชนก็ดี

92:36

หมายถึงพู้ทรงศีลบริสุทธิ์

92:39

ผู้เข้าถึงไตรสราคม

92:42

กัลิยชน

92:43

หมายถึงว่าผู้ทรงฌาน

92:47

และอริยชน 2 ขั้นหมายถึงพระโสดากับ

92:51

สิริทาคา

92:54

อย่างนี้ต้องมีศีล 5 เป็นปกติ

92:59

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโสดากับสิกิทาคามี

93:03

ต้องทรงศีล 5 เป็นปกติจึงจะชื่อว่าพระ

93:06

โสดากับสึกกิทาคามี

93:10

สำหรับอารมณ์จิตถ้าเข้าถึงพระอนาคามี

93:16

ตอนที่เข้าถึงพระอนาคามีนี้จะมีศีล 8

93:20

เป็นปกติ

93:23

เพราะว่าพระอนาคามีเป็นผู้ตัดกามฉันทะกับ

93:27

ปฏิฆะ

93:29

อารมณ์แห่งกามารมณ์ย่อมไม่มีในพระ

93:32

อริยเจ้าระยะนี้คือพระอนาคามี

93:38

สำหรับพระอรหันต์ก็ไม่ต้องพูดกัน

93:43

สำหรับภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน

93:46

ภิกษุสามเณรมีศีลคงที่แต่มีจิตดีขึ้นก็

93:51

ทรงศีลบริสุทธิ์

93:54

เป็นอันว่าศีลแปลว่าปกติ

93:58

หมายความถึงว่าคนทุกคน

94:02

ที่เกิดมาในโลกนี้ถ้าไม่ต้องการการขาดทุน

94:08

หมายถึงว่าเราเกิดมาเป็นคนแล้ว

94:13

ถ้าตายจากคนกลับไปเกิดเป็นสมรก

94:19

หรือว่าไปเกิดเป็น

94:21

เป็นอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน

94:26

หรือว่าเกิดเป็นคนแต่มีสภาวะเท่าเดิม

94:31

อย่างนี้ถือว่าเราขาดทุน

94:36

ปกติของคนจะต้องปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์

94:42

ถ้าจะกลับมาเกิดเป็นคนอีกก็ต้องเกิดเป็น

94:46

คนที่ดีกว่านี้

94:50

คำว่าดีกว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมี

94:53

โภคะมากไปกว่านี้

94:57

แต่เนื้อแท้จริงๆถ้าปฏิบัติในศีล

95:00

บริสุทธิ์

95:02

จะต้องมีพวกโคกสมบัติดีกว่านี้

95:06

มีรูปร่างหน้าตาสวยกว่านี้

95:11

แล้วก็มีทุกสิ่งทุกอย่างดีกว่าทั้งหมดคืน

95:15

หนึ่งมีอายุยืนยาวตลอดอายุไข้

95:19

ไม่ป่วยไข้ไม่สบาย

95:23

แล้วก็ไม่ตายก่อนอายุไข

95:26

มีทรัพย์สินสมบูรณ์บริบูรณ์

95:30

ทรัพย์สินทุกอย่างจะไม่มีอันตรายจากไฟ

95:33

ไหม้จากน้ำท่วมจากลมพัดจากโจรผู้ร้าย

95:40

คนในปกครองจะอยู่ได้ดีไม่มีใครดื้อด้าน

95:45

อยู่ในโอวาททุกอย่าง

95:48

วาจาศักดิ์สิทธิ์วาจาหอมหวนเป็นที่

95:52

ปรารถนาในการรับฟังของคนดีทั่วไป

95:57

อย่าลืมนะผมพูดว่าของคนดีทั่วไป

96:01

สำหรับคนเลวมเราไม่ต้องคำนึงถึงคนเลวนี่

96:06

เราจะพูดดีขนาดไหนมันก็เลวขนาดนั้นอย่าไป

96:10

สนใจ

96:13

แล้วก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

96:17

ดีกว่านี้

96:20

นี่หมายถึงว่าถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์

96:25

นี่มาวาดกันถึงศีลบารมี

96:30

ความจริงมีศีลบารมีมีข้อเดียวก็รู้สึกว่า

96:34

จะไปนิพพานได้

96:36

ถ้าเราฉลาด

96:39

เหมือนกับที่ผมพูดมาแล้วในทานบารมี

96:44

คือถ้าเรามีทานบารมีเคร่งครัดเราก็ไป

96:48

นิพพานได้

96:50

จะลืมว่าขึ้นชื่อว่าบารมีอย่างใดอย่าง

96:53

หนึ่ง

96:55

ถ้าเราจะสร้างให้มันครบถ้วนจริงๆก็ต้อง

96:58

อาศัยบารมี 9 อย่างเข้ารวมตัวกัน

97:03

แล้วว่าเรื่องนี้ผมพูดไว้แล้วในบารมี 10

97:07

แต่นี้เรามาพูดกันถึงด้านปฏิบัติ

97:11

ด้านปฏิบัตินี่จำจะต้องพูดกันละเอียดสัก

97:14

หน่อย

97:16

แต่ว่าถือว่าการสอนกรรมฐานชุดนี้เป็น

97:19

กรรมฐานชุดสุดท้าย

97:23

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าการสอนบารมี 10

97:29

ก็หมายถึงว่าสอนให้ท่านเป็นพระอริยเจ้า

97:32

นั้นเอง

97:35

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมรู้ตัวผมดี

97:40

ว่าผมคงไม่มีเวลาที่จะไปนั่งพูดให้ฟังอีก

97:44

นานนัก

97:48

เวลานี้ร่างกายมันก็กรอบเต็มพลแล้ว

97:53

ภาระก็มาก

97:56

ขันธ์ 5 ก็เสื่อมทหนัก

98:00

อายุไขมันก็ใกล้จะหมด

98:03

ฉะนั้นการสอนบารมี 10 ขอให้ท่านทั้งหลาย

98:06

เพทราบ

98:08

ว่าผมสอนทีกระเป๋า

98:13

มันทั้งนี้หมายความว่าผมจะตายหรือไม่ตาย

98:16

ก็ตาม

98:18

ถือว่าเป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในการ

98:22

ปฏิบัติของท่านทั้งหลาย

98:25

ในการดำเนินบารมี 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

98:29

ข้อศีล

98:31

เราก็จะต้องเทียบกันเป็น 2 ระยะเหมือนกัน

98:36

ว่าบารมีต้นอุปบารมีหรือปรมัตถบารมี

98:44

ก่อนที่เราจะนึกถึงศีลว่าทำไมจึงจะต้อง

98:47

ปฏิบัติในศีลกันด้วย

98:51

นี่การเจริญบารมีเี่เขาคิดกันอย่างนี้นะ

98:56

ว่าทำไมเราจึงจะต้องมีศีล

99:01

คนอื่นที่เบกพร่องในศีลเร่ำรวยเยอะถมไป

99:07

ในคนที่เบกพร่องในศีลเเป็นคนมีอำนาจวาสนา

99:12

บารมีมียศสักใหญ่ก็ถมไป

99:17

คนที่เบกพร่องในศีล

99:20

เขามีอำนาจวาสนามากอาจจะปกครองคนทั้ง

99:24

ประเทศกระทมไป

99:28

แต่ว่าเราเป็นคนมีศีล

99:32

กลับมีอะไรไม่ดีเท่าเขา

99:36

ถ้าคิดอย่างนี้แล้วก็ขอประทานอภัย

99:40

โปรดตั้งใจเตรียมตัวว่าท่านต้องการนรกขุม

99:44

ไหน

99:47

เตรียมตัวไว้ว่าตายคราวนี้เราไปนรกได้แน่

99:52

เออการปฏิบัติในบารมี 10 เราไม่ได้ไม่ได้

99:57

ปรารภโลกธรรมธรรม

100:00

คือไม่ต้องการยศ

100:03

ไม่ต้องการความร่ำรวย

100:06

ไม่ต้องการมีอำนาจวาสนาบารมีในทาง

100:09

โลกียีวิสัย

100:12

เราปฏิบัติในศีลต้องความต้องการความ

100:16

บริสุทธิ์ของใจ

100:21

นี่คำว่าศีลก็ย่อมรู้กันอยู่แล้ว

100:26

ก็มานั่งดูที่ว่าคนเราทำไมจึงต้องมีศีล

100:33

ศีลเป็นคุณหรือว่าศีลเป็นโทษ

100:38

ต้องใช้ปัญญาพิจารณากันหน่อย

100:42

หรือว่าต้องใช้ปัญญานำหน้าสัญญา

100:48

คำว่าสัญญาคือความจำปัญญาคือความคิด

100:57

ต้องใช้ปัญญานำหน้าสัญญา

101:00

สัญญาในความจริงมันนำอยู่แล้ว

101:04

แต่ว่าสัญญาจะทรงความดีไว้ได้ก็ต้องอาศัย

101:08

มีปัญญาเป็นตัวนำ

101:12

เราก็มานั่งใคร่ครั้ศีลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

101:16

ศีล 5 หรือว่าศีล 8

101:19

สำหรับศีล 10 ศีล 227 ผมจะไม่พูดถึง

101:26

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพระก็ดีเณรก็ดี

101:31

ถ้าเณรทรงศีล 10 ไม่ครบ

101:35

พระศีลทรงศีล 227 ไม่ครบ

101:40

เขาไม่เรียกพระเขาไม่เรียกเณรเเรียกเถร

101:46

เถรในที่นี้เป็นสระเถงนโหนสะกด

101:52

เ้าแปลว่าหัวขโมยคือขโมยอาเภศของพระเข้า

101:56

มาใช้ขโมยประเภทสำเรก็มาใช้

102:01

เป็นอันว่าทุกท่านที่มีศีลไม่บริสุทธิ์

102:07

ท่านประเภทนี้เ้าเรียกว่ามนุษสเปโต

102:12

หรือว่ามนุษสติรัจฉาโน

102:16

หมายความว่าร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็น

102:21

ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน

102:25

ตายจากความเป็นคนก็เป็นสัตว์นรกเป็น

102:29

เป็นอสุรเป็นสัตฉานเป็นอสุรกายเป็นสัต

102:33

เดรัจฉาน

102:36

สำหรับพระเณรต้องโกงศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว

102:41

ผมจะไม่ปรารภถึง

102:44

จะวัดศีลสำหรับฆราวาสและพระเณรก็ต้องดู

102:48

ด้วยนะ

102:50

ว่าท่านทั้งหลายที่บวชอยู่นี่มีศีลห้าม

102:53

บริสุทธิ์หรือเปล่า

102:56

ที่ผมพบมานมัน 90%

103:01

ในบรรดาพระเณรที่พบ

103:04

ประกาศตนว่าเป็นคนมีศีล 227

103:10

แต่ว่าเนื้อแท้จริงๆศีล 5 ไม่ครบ

103:14

ถ้าศีล 5 ไม่ครบมันจะมีศีล 227 ได้ยังไง

103:20

ก็ถ้าใครไปไหว้คนประเภทนี้ก็ถือว่าไหว้

103:24

สัตว์นรก

103:26

แลไหว้ไหว้อสุรกายไหว้สัตว์เดรัจฉาน

103:29

นั่นเอง

103:32

เพราะท่านผู้นี้ตายจากความเป็นคนไม่มี

103:36

โอกาสจะได้เกิดเป็นคน

103:38

ไปตั้งต้นมาจากนรกใหม่

103:43

ตอนนี้ก็มาพูดกันไปปรึกษากันแล้วหารือกัน

103:47

ว่าศีลมีความสำคัญยังไง

103:51

มาพูดก็ถึงศีล 5 ศีล 8 เสียก่อนต้องใช้

103:55

ปัญญาพิจารณาด้วย

103:59

ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งภาวนาว่าสีลังสีลัง

104:03

สีลัง

104:05

อย่างนี้มันเรื่องของนกแก้วนกขุนทอง

104:09

นกแก้วนกคนทองก็พูดตามเขาพูดแต่ว่าไม่ใช่

104:13

ภาษาของเขาเไม่รู้เรื่อง

104:16

เบอกให้เรียกพ่อจ๋าแม่จ๋านกแก้วนกคุนทอง

104:20

ก็พ่อจ๋าแม่จ๋า

104:22

ขอข้าวกินหน่อยที่แกก็พูดขอข้าวกินทั้ง

104:26

วันทั้งๆที่แกไม่หิวเพราะว่าเค้าสอนอย่าง

104:29

นั้น

104:32

นักปฏิบัติและนักบวชในพุทธศาสนาก็เหมือน

104:36

กัน

104:38

ถ้าไปนั่งจำแต่ชื่อของศีล

104:42

หรือนั่งภาวนาแต่ชื่อของศีล

104:46

มันอาจจะมีผลเป็นฌานสมาบัติได้เหมือนกัน

104:52

แต่ว่าถ้าศีลบกพร่องสารสมาบัติมันก็ไม่มี

104:56

สมาธิเล็กน้อยมันก็ไม่เกิด

105:00

นี่ก่อนที่เราจะมาทรงศีลกันเราก็ต้องรู้

105:04

จักศีลเสียก่อน

105:08

สำหรับภิกษุสามเณร

105:12

ถ้าหากว่าเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

105:16

ท่านบอกว่าทุกคนจะปราศจากวิปฏิสารคือความ

105:21

เดือดร้อน

105:25

พระเณรที่มีความยุ่งยุง

105:28

ขาดการเคารพนับถือของบรรดาปวงชนทั้งหลาย

105:34

ก็เพราะว่าเป็นพระเป็นเณรที่ขาดศีลนั่น

105:38

เอง

105:40

ชั้นเลวที่สุดค้นพระเณรที่มีศีลบริสุทธิ์

105:44

เถือว่าเป็นพระเป็นเณรที่เลวที่สุด

105:49

ไม่ใช่เป็นพระเป็นเณรที่ดีที่สุด

105:54

ท่านที่มีศีลบริสุทธิ์จงคิดว่านี่เรายัง

105:58

เลวมากเกินไป

106:01

เพราะว่าความดีของเราทรงไว้ได้แค่กามาวชร

106:05

สวรรค์เท่านั้น

106:08

นี่ศีล 10 ก็ดีศีล 227 ก็ดี

106:13

ศีล 5 ก็ดีศีล 8 ก็ดีมันก็เหมือนกัน

106:18

แต่ถ้าหากว่าท่าดีไปกว่านั้น

106:23

จิตทรงศีลบริสุทธิ์ไม่ใช่ไปนั่งภาวนาว่า

106:26

สีลัง

106:29

ศีลทุกข์สิกขาบท

106:32

ทรงอารมณ์จิตบริสุทธิ์จิตรักษาไว้ได้

106:36

บริสุทธิ์โดยไม่ละเมิดศีลด้วยเจตนา

106:41

ในจิตเรานึงคำคำนึงนึกอยู่เสมอว่าเราจะ

106:45

ทรงองค์ศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าชีวิต

106:50

จิตคิดถึงศีลเป็นปกติอย่างนี้จัดเป็นเป็น

106:54

ฌานในศีลานุสติกรรมฐาน

106:58

อย่างนี้เป็นพรหมได้

107:02

แต่ว่าสำหรับศีลบารมีในที่นี้ไม่ต้องการ

107:06

ใช้กามาวชรสวรรค์

107:10

และก็ไม่ได้หมายให้ต้องการพรหมโลก

107:14

ที่ศึกษาศีลบารมีต้องการเป็นพระอริยเจ้า

107:19

คือพระอรหันต์

107:23

ฉะนั้นก่อนที่เราจะมานั่งพิจิ

107:33

ศีลบริสุทธิ์มันมีความสุขหรือมีความทุกข์

107:38

ถ้าเราปฏิบัติศีลไม่บริสุทธิ์มันมีความ

107:41

สุขและมีความทุกข์

107:44

เขาก็ดีก็ตรงนี้

107:47

ไม่ใช่ไปนั่งเอาดีอวดศีลกันพอบวชขึ้นมา

107:52

แล้วก็คุยว่าฉันมีศีล 227

107:56

ดีไม่ดีแค่ศีล 5 ไม่ครบ

108:01

ในเมื่อศีล 5 ไม่ครบจะอะไรมาเป็นศีล 227

108:06

ตอนนี้เราก็มานั่งมองศีล

108:11

สำหรับพระทุกสิกขาบทอย่าเครือเพื่อน

108:16

เอามาดูศีล 5 กันก่อน

108:20

ศีล 5 ท่านว่ายังไงปาณาธิปาตาเวรมณี

108:26

เราจะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและ

108:29

เบียดเบียนสัตว์ให้รับความลำบาก

108:34

มานั่งนึกดูว่าพระพุทธเจ้าทำไมบอกอย่าง

108:38

นี้

108:40

ที่การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันมันเป็น

108:43

ผลของความสุข

108:47

เรามองไม่ยาก

108:49

คนที่มีศีลข้อนี้ต้องมีเมตตานำหน้าเมตตา

108:54

คือความรัก

108:56

กรุณาความสงสาร

109:00

มุทุตามีจิตอ่อนโยนไม่ชาิสยากัน

109:05

อุเบกขามีอารมณ์วางเฉย

109:09

นั่นหมายความว่าเราเห็นสัตว์ที่ควรจะฆ่า

109:13

ได้เราก็ไม่ฆ่าเพราะความรัก

109:17

เราจะประทุษรร้ายได้เราก็ไม่ประทุษรร้าย

109:20

เพราะความสงสาร

109:23

แลเราจะไม่ฆ่าเขาเราจะไม่ทำลายเขาด้วย

109:26

อารมณ์ของเราไม่มีความอิจฉาริษยาใคร

109:30

เห็นเขาได้ดีเราไม่อิจฉาเขาเพราะยินดีกับ

109:34

ความดี

109:36

ถ้าเขาทำเป็นที่ไม่ถูกใจเราก็เฉย

109:41

คิดว่าเขาจะชั่วก็ให้ชั่วแต่ตัวของเขาเรา

109:45

ไม่ชั่วด้วย

109:48

อันนี้เป็นอารมณ์ของปัญญา

109:51

อารมณ์ของปัญญาจะต้องไปล้วงเอาเมตตาความ

109:55

รักกรุณาความสงสารเข้ามาควบ

109:59

ศีลจึงจะปรากฏขึ้นในศีลข้อที่ 1 คือทุก

110:04

ข้อนั่นแหละ

110:06

ทุกข้อจะต้องมีพรหมวิหาร 4 ครบถ้วนศีลจึง

110:10

จะบริสุทธิ์

110:11

นี่เราว่ากันด้วยศีลบารมีนะเพื่อความเป็น

110:16

พระอรหันต์

110:19

ตอนนี้มาศีลข้อที่ 1 ถ้าเราละเมิดล่ะจะ

110:23

เป็นยังไง

110:26

ถ้าเราปราศจากความเมตตาปราณี

110:31

เป็นคนใจร้าย

110:34

พอทุรายเขาอยากจะฆ่าเขา

110:37

ถ้าเรากระทำกษัตริย์ตัวเล็กๆมันก็ต้อง

110:41

หมายถึงว่ารอผลหน้า

110:45

หรือว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของมันก็ต้อง

110:48

รอผลหน้า

110:51

แต่ผลนี้ที่เรามองกันไม่เห็นก็คือความเลว

110:55

ของจิต

110:57

มีอารมณ์อมหิตมีความโหดร้ายเรามองก็ไม่

111:01

ค่อยเห็น

111:03

เราจะเห็นกันได้แต่เฉพาะที่

111:07

ต้องทำกับสัตว์ที่สนองเราได้

111:11

นั่นก็หมายความว่า

111:13

เราจะต้องพบกับคู่ต่อสู้ของเรา

111:21

ทีนี้เราก็ลองมาทำกับคนบ้าง

111:26

ทีแรกเรามีความเมตตาเรามีความรัก

111:31

เจอะหน้าใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

111:36

ยกมือไหว้มันก็เป็นของไม่อยากความ

111:41

เราอยากจะคนอื่นไหว้เรามันก็ไม่ยากเรายก

111:44

มือไหว้เขาเขาก็ไหว้เรา

111:48

ยิ้มให้เขาก็ยิ้มให้เรา

111:52

พูดวาจาไพเราะให้เขาก็พูดภายวาจาไพเราะ

111:56

ให้เรา

111:58

เป็นอันว่าถ้าหากว่าเราทำตามนั้น

112:04

ลองนึกดูสำหรับตัวเรา

112:07

ถ้าเขามาทำกับเราอย่างนั้นจิตใจของเราจะ

112:11

มีความรู้สึกยังไง

112:14

เจอะหน้าคนคนไหว้

112:19

เจอหน้าคนเยิ้มให้

112:23

เจอหน้าคนเพูดวาจาอ่อนหวาน

112:27

จิตใจของเราจะมีความสุขหว่าจิตใจของเราจะ

112:31

มีความของเราจะมีความทุกข์

112:35

ตรงนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาโดยให้ดี

112:41

แล้วมาอีกตอนหนึ่งมาดูลักษณะตรงกันข้าม

112:47

ถ้าเราเจอะหน้าใครเค้าก็ด่าเรา

112:52

พบหน้าเค้าเค้าก็ชกหน้าเรา

112:56

เป็นอันว่าเราจะมีความรู้สึกยังไง

113:02

ถ้าเค้าด่าเราเรากำใจกำลังใจไม่ดีพอถ้า

113:06

ไม่ถึงอนาคามี

113:09

เราก็ไม่ชอบใจ

113:13

มาตีเรามาชกหน้าเรามาทำร้ายเราเราก็ไม่

113:16

ชอบใจ

113:19

อารมณ์ประเภทนั้นมันเป็นอารมณ์ของความสุข

113:21

แล้วอารมณ์ของความทุกข์

113:24

เราก็จะมองเห็นว่าแม้แต่เพียงแค่ศีลข้อ

113:28

ที่ 1

113:30

ถ้าเราละเมิดมันก็จะพบความทุกข์จากมหัน์

113:38

านี้เราทำไงต่อไป

113:41

เราควรจะเป็นคนมีศีลแล้วคนจะเป็นคนไม่มี

113:45

ศีล

113:47

เจอหน้ากันยิ้มเข้าหากันดีหรือว่าหน้า

113:51

บึ้งเข้าหากัน

113:53

เจอหน้ากันพูดดีก็หากันหรือว่าด่ากันดี

113:59

เจอหน้ากันต่างคนต่างอ่อนน้อมแสดงความ

114:02

เคารพซึ่งกันดีหรือก็ชกหน้ากันดี

114:08

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเป็นคนที่มีสติ

114:11

สัมปชัญญะสมบูรณ์

114:14

ท่านก็จะต้องตอบว่าพบหน้ากันยิ่งก็หากัน

114:18

นั่นล่ะดี

114:21

หรือว่ามีอาการอ่อนน้อมซึ่งกันและกันนั่น

114:24

ละดี

114:26

พูดจาอ่อนหวานซึ่งกันและกันนั่นล่ะดี

114:31

นี่เราก็มองเห็นชัดชัดว่าถ้ามีศีลและ

114:35

อารมณ์ใจมันมีความสุข

114:39

ศีลมันจะมีมาจากไหนได้

114:43

ต้องไปหาเหตุ

114:46

การสร้างความดีในพระพุทธศาสนา

114:51

ต้องมีเหตุและก็มีผล

114:55

ไม่ใช่มานั่งๆอยู่จะรู้สึกว่ามีศีล

115:00

ฉะนั้นตอนตอนเย็นจึงให้เปิดพระวินัยฟัง

115:03

กันอยู่เสมอว่าพระ

115:07

จะได้เข้าใจในเรื่องการปฏิบัติ

115:12

ฉะนั้นขอท่านผู้ใช้ขยายเสียงตามสาย

115:17

ตอนเย็นทุกเย็นจะต้องใช้ระเบียบและวินัย

115:20

ทุกวันยาเว้น

115:24

ที่เปิดให้ฟังที่ไม่ได้ไม่ได้หมายต้องการ

115:27

ให้เบื่อ

115:29

เปิดให้ฟังอยู่เสมอก็ไม่แน่นักไม่ว่าท่าน

115:33

จะปฏิบัติให้ครบถ้วน

115:36

ถ้าลงอยู่วัดนี้ปฏิบัติวินัยไม่ครบถ้วนก็

115:40

วงเล็บไม่ได้ว่าตายลงอเวจี

115:45

วันนี้ว่ากันทั้งศีลข้อที่ 1 มันก็ไม่จบ

115:49

เรามาดูเหตุผลว่าการปฏิบัติศีลเี่ดี

115:55

กว่าละเมิดศีล

115:58

แล้วว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติในศีล

116:02

แล้วก็ต้องมานั่งคิดดูว่าชีวิตของเรา

116:08

ที่เกิดมานี้มันจะทรงตัวอยู่ตลอดกาลตลอด

116:11

สมัยมั้ย

116:14

นั่งมองหาความจริง

116:17

ว่าคนที่เ้าเกิดมาก่อนเราตายไปแล้วมีบ้าง

116:21

หรือเปล่า

116:24

แล้วคนที่เกิดมาพร้อมกับเราตายไปมีบ้าง

116:27

หรือเปล่า

116:29

คนเกิดทีหลังเราตายไปมีบ้างหรือเปล่า

116:34

ก็ต้องทราบว่ามี

116:37

แล้วก็มานั่งดูชีวิตอินทรีย์ของเรา

116:41

ว่าร่างกายของเรานี่มันแก่เป็นมั้ย

116:46

มันป่วยไข้ไม่สบายเป็นมั้ย

116:50

แล้วมันตายเป็นมั้ยเคยคิดถึงความตายบ้าง

116:53

มั้ย

116:55

ถ้าว่าท่านไม่นึกถึงความตายแต่ละวันก็สก็

116:59

ก็จัดว่าเป็นคนที่เลวที่สุดในเขตพระ

117:02

พุทธศาสนา

117:06

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าความตายมีแก่เรา

117:08

ทุกขณะลมหายใจเข้าออก

117:12

เป็นอันว่าวันนี้เรื่องของศีล

117:16

ข้อที่ 1 ไม่จบ

117:19

เพราะว่ามันหมดเวลา

117:22

เป็นว่าการศึกษาในศีลและบารมีสำหรับคนนี้

117:26

ก็ขอยุติไว้ได้เพียงเท่านี้

117:29

ฉะนั้นต่อที่นี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง

117:33

ดำรงจิตให้มั่น

117:37

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก

117:40

ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย

117:45

จนกว่าท่านจะเห็นว่าเวลานั้นสมควรจะพัก

117:49

สวรรค์ Yeah.

Interactive Summary

วิดีโอนี้กล่าวถึงการเจริญพระกรรมฐาน โดยเน้นที่ความสำคัญของ "อวิชชา" (ความไม่รู้) และ "วิชชา" (ความรู้) เพื่อการตัดกิเลสและนำไปสู่ความสุข ท่านอธิบายว่าอวิชชาคือการไม่รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางแห่งความดับทุกข์ รวมถึงอดีตและอนาคต ในทางตรงกันข้าม วิชชาคือความรู้แจ้งเห็นจริงต่างๆ เช่น วิปัสสนาญาณ มโนยิทธิ และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำอาสวะให้สิ้นไปคือการกำจัดกิเลส วิดีโอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของบารมี 10 ประการ ในการนำไปสู่การเป็นพระอริยเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทานบารมีและศีลบารมี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรมเพื่อการดับทุกข์และบรรลุนิพพาน

Suggested questions

6 ready-made prompts