ทำไมปฏิบัติธรรมมานานแต่ไม่ก้าวหน้า? หลวงพ่อฤาษีลิงดำเฉลย เคล็ดลับละทิฐิที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้!
882 segments
ท่านประโยคทั้งหลาย
สำหรับวันนี้
ท่านได้สมาทานพระกรรมฐาน
สมาทานศีลแล้ว
ต่อไปก็สดับการเจริญพระกรรมฐานในด้าน
ปกิณกะคือเล็กๆน้อยๆ
ทั้งนี้ก็เพราะว่าพื้นฐานของเรามีกันดี
แล้ว
แต่คำว่ามีดีนี่ผมหมายความว่าผมให้ไว้หมด
แล้ว
ให้ไว้เยอะ
นี้ก็จะเอาบุคคลตัวอย่างในสมัยขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาแนะนำกับท่าน
บุคคลตัวอย่างในที่นี้ให้นามว่าภิกษุ 500
รูป
คือเรื่องของภิกษุ 500 นี่มีอยู่เยอะ
ท่านปฏิบัติกันคราวละ 500
ความบาลีมีอยู่ว่าเมื่อองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประทับยับยั้งสำราญอิริยาบถปรากฏว่า
อยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
สมเด็จพระพิชิตมารทรงปรารภภิกษุ 500 รูป
จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาว่าสัพเพสังขาร
เป็นต้น
ตอนนี้ท่านต้องฟังกันให้ดีนะครับ
ฟังแล้วก็คิดไปด้วย
ใช้ปัญญาพิจารณาตามไป
จงอย่าฟังแต่เป็นบุคคลใช้แต่เพียงสัญญา
อย่างเดียว
ถ้าฟังแล้วใช้สัญญาอย่างเดียวผลไม่เกิด
ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เราสดับ
ฟังแล้วก็คิดแล้วปฏิบัติตามปลดไปด้วย
ประเดี๋ยวก็เสร็จ
ความเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ของยาก
แต่ว่าความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่ใช่ของง่าย
สำหรับคนที่ไม่ได้ความ
หรือฟังแล้วไม่รู้ภาษีภาษาอะไรอันนี้ไม่
ได้ความฟังส่งเดชไม่มีผล
นี่ลองฟังดูตามกระแสพระสัธรรมเทศนาของ
องค์สมเด็จพระทศพล
ที่ทรงตรัสแล้วว่าพระพระได้บรรลุมรรคผล
ให้เค้าศึกษากันยังไง
เอามาเปรียบเทียบกับบรรดาตัวของเราเอง
ทั้งนี้ผมไม่ใช่ประณามว่าท่านเป็นคนโง่
หรือไม่ได้ประณามว่าท่านเป็นคนเลว
เอามาเปรียบกำลังใจกันส่วนใดเป็นที่ชอบใจ
เป็นแนวทางปฏิบัติเราเอาตามนั้น
ตามพระบาลีท่านกล่าวว่าได้สดับมา
ภิกษุเรานั้น 500 รูป
เรียนพระกรรมฐานในสำนักขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ก็พากันพากเพียรพยายามอยู่ในป่า
แต่ก็ไม่ได้บรรลุพระอรหันต์
จึงคิดว่าเราจะเรียนพระกรรมฐานให้ดีไป
กว่านี้อีก
จึงได้กลับไปเฝ้าองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังพระเชตวันมหาวิหาร
ไปขอศึกษาพระกรรมฐานขององค์สมเด็จพระ
พิชิตมาร
เวลานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้
ทรงพิจารณาว่า
กรรมฐานอย่างไหนหนอแร
จะเป็นที่สบายของบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่า
นี้
จึงได้ทรงดำริว่าภิกษุพวกนี้
ในกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระ
พุทธกสพ
ในอนิอนิจลักษณะ
คำว่าตามประกอบมันก็หมายความว่ามีอารมณ์
ใคร่ครวญอยู่เสมอในอนิจจลักษณะ
อนิจจลักษณะนี่แปลว่าคิดไว้เสมอ
ใคร่ครวญอยู่เสมอ
จิตทรงอยู่เสมอ
ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นของไม่
เที่ยง
นี่แกยันไว้แค่แค่ไม่เที่ยงอย่างเดียว
คนก็ไม่เที่ยง
สัตว์ก็ไม่เที่ยง
วัตถุธาตุทั้งหลายมันก็ไม่เที่ยง
อารมณ์ของเราก็ไม่เที่ยง
ไม่เที่ยงยังไงคนเกิดมาแล้วก็แก่ขึ้นไป
ทุกวัน
ร่างกายทรุดโทรมทุกวัน
บำรุงบำเรอยังไงมันก็ไม่ทรงตัวก็แสดงว่า
มันไม่เที่ยง
ในที่สุดมันก็พัง
สัตว์ก็มีสภาพเหมือนกัน
วัตถุธาตุทั้งหลายที่เพิ่งมีอยู่
เรานึกว่ามันจะเที่ยงสร้างบ้านสร้างเรือน
แข็งแรงเป็นตึกเป็นราม
แต่ในที่สุดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันก็พัง
ไปหมดมันก็ไม่เที่ยง
นี่ท่านเรียงเรียนเรื่องไม่เที่ยงมาใน
สมัยพพุทธพระองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกสพ
แล้วก็ใจของเราไปจับอยู่บ้าง
ว่าเวลานี้จิตใจของเราทั้งหลายเห็นว่า
อะไรมันเที่ยงบ้าง
ตัวของท่านเองเที่ยงหรือเปล่า
นั่งนึกไม่รับ
ว่าตัวของท่านน่ะมันเที่ยงมั้ย
บิดามารดาของท่านเที่ยงหรือเปล่า
ญาติผู้ใหญ่ของท่านเหลือขึ้นไปนะเที่ยง
หรือเปล่า
ถ้าหากว่าเราจะมองกันตามคติที่เรียกว่า
ไม่เที่ยงมันก็ไม่เที่ยง
ไม่เที่ยงเพราะอะไรเพราะพ่อของเรามาก่อน
ท่านเป็นเด็ก
ต่อมาท่านก็เป็นหนุ่ม
แต่งงานกับแม่ของเราเราเกิดขึ้นมาท่านแก่
ลงไปทุกวัน
พ่อแม่เราปรารถนาต้องการจะให้ท่านเป็นที่
พึ่งของเรา
แต่ในที่สุดทั้งพ่อและแม่ปู่ย่าตายายญาติ
ผู้ใหญ่ทั้งหมด
ท่านก็เปิดหนีตายหมดไปตามๆกันมันเที่ยง
มันเรับตรงนี้
เราจะเห็นว่าอาการของร่างกายไม่เที่ยงแต่
สภาพอย่างหนึ่งมันเที่ยงนะก็รับ
คือเพราะว่าตามธรรมดาขันธ์ 5 คือคนก็ดี
สัตว์ก็ดี
หรือว่าวัตถุธาตุก็ดีมันมีสภาพเที่ยงอยู่
อย่างหนึ่ง
นั่นก็คือมันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นมี
ความเสื่อมเป็นท่ามกลางมีการสลายไปในที่
สุดในอาการของมันเป็นอย่างนี้
มันเที่ยงแต่ใจเรามันไม่เที่ยง
คนแก่ให้เราดูมีให้เราดูนับไม่ถ้วน
คนตายเตายให้เราดูนับไม่ถ้วน
คนป่วยเป่วยให้เราดูนับไม่ถ้วน
ไอ้เราเองนี่ก็เหมือนกันความเคลื่อนไปของ
ชีวิตมันมีอยู่ทุกๆขณะจิต
ถ้าหากว่าเราจะคิดว่ามันออกจากท้องแม่พ่อ
ท้องแม่เนี่ยร่างกายกายเข้ามันโตแค่นี้
มั้ย
ถ้าทราบว่ามันไม่โตนึกว่ามันเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง
ในความจริงสภาวะของร่างกายมันเที่ยงของ
มันแต่เราไปยึดว่ามันไม่เที่ยงเพราะอะไร
เพราะมันเกิดแก่เจ็บตายอารมณ์ไม่ทรงตัว
มันเป็นปกติของชาวโลกแต่เราไปดึงจะให้มัน
ทรงตัว
มันไม่เที่ยงหรือว่าเราไม่เที่ยง
นี่การศึกษาพระธรรมของพุทธเจ้า
อัตนาโจทยานัง
จงด่าใจของเราไว้เสมอ
ว่าไอ้ใจนี่มันเลว
มันมีสภาพไม่เที่ยงไม่ยอมรับนับถืออะไร
จริงๆมันไร้ปัญญา
เพราะอะไรเพราะของในโลกนี้ไม่มีอะไรมัน
เที่ยงทำไมมันจึงมีความรู้สึกว่าจะเที่ยง
ว่านั่นก็ของกูนี่ก็ของกูพ่อของกูแม่ของ
กูลูกของกูเมียของกูผัวของกูสิ่งทั้งหลาย
เหล่านี้จะต้องอยู่กับกูตลอดไป
อารมณ์ใจมันเลวที่ท่าน
มันไม่ยอมรับนับถือความเป็นจริงมันเลว
อย่างนี้
ใจมันไม่เที่ยงก็บังคับใจให้มันเที่ยงนะ
เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องของท่านต่อไป
ในนี่เราเราฟังกันเพื่อการศึกษานะไม่ฟัง
นิทาน
ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นดำริว่าคือทราบ
ด้วยอำนาจพระพุทธญาณ
ว่าพระผู้นี้ในสมัยพระพุทธกสพปรารภความ
ไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติ
ในอารมณ์ที่ปรารภอย่างนี้ใช้เวลาถึง
20,000 ปี
จะยันไม่เที่ยงไว้อย่างเดียว
เมื่อยันไม่เที่ยงอย่างเดียวก็ไม่ปลดความ
ไม่เที่ยงก็เลยไม่ได้เป็นพระอรหันต์
ฟังกันดูให้ดีนะเพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระ
พิชิตมาร
ขณะที่จะแสดงพระธรรมเทศนา
จึงคิดว่าการแสดงคาถาด้วยอนิจลักษณะนั้น
เราจะเทศน์ให้แก่เธอสักคาถาเดียวก็สมควร
เพราะว่าแกทรงความไม่เที่ยงมาแล้วนี่
ล่อไม่เที่ยงซะจนชุ่ม
เวลานี้เราไปสะกิดไม่เที่ยงเหน่อยเดียว
คือสะกิดแผลเก่า
เธอก็จะไม่ไม่ทรงอยู่ในสภาวะของความเป็น
ปุถุชน
จะตั้งต้นในเนื่องในความเป็นพระอริยเจ้า
โอ้โหฟังให้ดีนะ
จำให้ดีนะครับพวกเรา
ว่าการที่พวกเรายึดถือธรรมะส่วนใดส่วน
หนึ่งเป็นสำคัญ
ถ้าธรรมะส่วนนั้น
เราจับไว้เป็นคติทรงอารมณ์อยู่
บังเอิญที่มันจะไม่เป็นอรหันต์ในชาตินี้
ต่อไปพบองค์สมเด็จพระบรมครูมีนามว่าพระ
ศรีอริยเมตร
แคะแผลเก่าเข้าตั้นั้นแหละความเป็น
อรหันต์ก็จะปรากฏ
เป็นวันว่าเมื่อองค์สมเด็จพระบรมสุคตดำริ
แล้ว
จึงได้ตรัสกับบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่า
นั้นว่าภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งปวงวง
ในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น
มีสภาพไม่เที่ยงเลย
เพราะว่ามีแล้วก็เหมือนกับไม่มี
นี่พระพุทธเจ้าเทศน์แค่นี้นะ
จำไว้ให้ดีนะสังขารทั้งปวงในภพทั้งหมดมี
กามภพเป็นต้น
นี่อะไรกามภพภพกามภพก่อนมนุษโลกนี่ก็เป็น
กามภพ
เทวโลกก็เป็นกามภพ
สำหรับรูปพสำหรับรูปพรหมเเรียกว่ารูปภพ
หรือพรหมที่มีรูป
เป็นอันว่าสภาวะของคนก็ดี
เทวดาก็ดีพรหมก็ดีไม่เที่ยง
เพราะอะไรการเกิดเป็นคนมันก็แก่มันก็ป่วย
มันก็ตาย
เกิดเป็นเทวดาถ้ามีสภาพอะไร
หมดบุญวาสนาบารมีก็จุติเคลื่อนไป
เกิดเป็นพรหมทั้งหมดกำลังฌานเมื่อไหร่ก็
ไปอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นว่าภพต่างๆนี่หาความเที่ยงไม่
ได้
ไม่มีสภาวะใดๆที่มันจะพึงเที่ยง
แล้วท่านจึงตรัสเป็นพระพุทธภาษิตว่าเมื่อ
ใด
บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวง
เป็นของไม่เที่ยง
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์
ความเบื่อหน่ายนทุกข์นั่นเป็นทางแห่งความ
หมดจด
พระพุทธเจ้าตรัสเท่านี้เอง
เป็นอันว่าเมื่อจบพระธรรมเทศนาสั้นๆแบบ
นี้
บรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็ตั้งอยู่ใน
อรหัตผลแล้ว
ท่านบอกว่าพระธรรมเทศนาเป็นประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมาก
ตอนนี้เราก็มานั่งไล่เบี้ยกันสิ
ตอนนี้ผมให้ท่านนั่งคิด
ตามผมพูดหรือว่าคิดตามกำลังใจของท่านก็
ว่าในศาสนาในสมัยขององค์สมเด็จพระจอมไตร
พระพุทธเจ้าเทศน์ไม่มาก
สอนไม่มาก
แต่ท่านอยู่กับผมนี่ผมน่ากลัวมันจะพูดมาก
เกินไปนะ
พูดกับท่านอยู่ทุกวันทุกวันทุกวัน
แต่ว่าการพูดกับท่านแบบนี้นี่ผมไม่ได้
ประณามว่าท่านจะเลวอยู่
ถ้าหากว่าบังเอิญท่านทั้งหลายไม่มีความ
เข้าใจในคำแนะนำของผม
ผมก็ถือว่าผมเลว
ที่ไม่สามารถจะนำความรู้มาแนะนำให้ท่าน
บรรลุมรรคผลได้
นี่ถ้าจะพูดกันไปอีกทีแล้วก็ตัวผมเองล่ะ
ตัวผมเองนี่บรรลุมรรคผลแล้วที่ยังต้องคิด
หือว่าต้องคิด
จะบรรลุหรือไม่บรรลุก็ชัง
ดูตัวอย่างในสมัยพระพุทธเจ้าพระเทศน์ท่าน
เป็นสุขวิปัสสโก
ท่านก็สอนให้คนอื่นเป็นพระอรหันต์ได้
ิกราบคำสอนนั้นมันไม่ใช่คำสอนของท่านเป็น
คำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา
การที่ผมแนะนำท่านก็เหมือนกัน
ผมแนะนำท่านนี่ไม่ใช่ความรู้ความดีของผม
เป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ตอนนี้ไปก็มานั่งไล่เบียร์ดูิที่พระ
พุทธเจ้าท่านพูดนมันถูกิดพูดเท่านั้นพระ
พวกนั้นเป็นพระอรหันต์นี่มันแปลกเนาะแปลก
มั้ของครับเพราะว่าท่านทั้งหลายไม่แปลกจน
เรื่องท่านพาหิะพระพุทธเจ้าตรัสสั้นๆ
ว่าพาหิยะเธอเห็นรูปแล้วจนทำจิตแต่เพียง
สักตวเห็น
เท่านี้ท่านก็เป็นอรหันต์ทันที
ในเมื่อตอนนี้เราฟังคำสั่งสอนขององค์
สมเด็จพระมหามุนี
ท่านกล่าวยาวออกไปนิดนึงนะฮะนะ
ยาวไปหน่อยนะแล้วมานั่งคลำนั่งคลำดูท่าน
บอกว่าเมื่อใดบัณฑิต
ย่อมเห็นด้วยปัญญาว่าใช้ปัญญาพิจารณานะก็
รับว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์
นั่งทุกข์อะไรมันทุกข์อ่ะ
เมื่อสังขารมันไม่เที่ยงถ้าจิตใจเข้าไป
ยึดไปถือมันต้องการจะให้มันเที่ยงใจมันก็
เป็นทุกข์
ตอนนี้เราก็เลยเบื่อจะทุกข์มันซะเลย
เมื่อสังขารมันไม่เที่ยงเรามีสังขารต่อไป
มันก็เป็นทุกข์อย่างนี้ดีมั้ย
ถูกมั้ย
ฟังกันมานานแล้วคนที่ฟังผมเข้าใจว่าท่าน
เป็นผู้มีปัญญา
ผมไม่เคยคิดเลยว่าใครจะเป็นคนเลว
เป็นคนไม่ดีไม่มีปัญญานี่ผมไม่เคยคิดไอ้
คอมันจะรบกวนผมน
วัดมันรบกวนไม่พอแล้วก็ไอ้คอมันจะเอาอีก
ด้วยไอ้คอผมมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกันน่ะสิ
ในเมื่อคอผมไม่เที่ยงแล้วเสียงมันก็ไม่
เที่ยงไอ้เสียงไม่เที่ยงเลยทำใจท่านทั้ง
หลายให้ไม่เที่ยงไปด้วย
เพราะอะไรเพราะว่าท่านก็จะมานั่งนึก
ว่าคำแนะนำของผมในคืนนี้น่ะแหมก็จะว่ากัน
ซะเรียบร้อยนิ่มนวล
ไพเราะจับใจไพเราะสนอดโสดนะ
จับอกจับใจไม่มีอะไรเข้ามาสะดุด
พอพูดพูดเรื่องไม่เที่ยงเข้าอย่างเดียว
เพราะเทวดาไม่เที่ยงคอแกก็เกิดขึ้นมา
อยู่ๆแกก็อย่าไอ
พูดไปจมูกมันก็คัดจมูกมันเป็นหวัดสั่งน้ำ
มูกพูดฟาดพูดฟาด
นี่ท่านทั้งหลายเห็นว่าอาการทั้งหลาย
เหล่านี้มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง
เที่ยงมันก็รับ
ถ้าเห็นว่าเที่ยงก็ทุกข์
เที่ยงเพราะว่าธรรมดาของร่างกายมันจะต้อง
เป็นอย่างนี้ห้ามปรามมันไม่ได้
แต่ถ้าว่าเราจะว่าไม่เที่ยงมันก็ถูก
ว่าร่างกายที่มันควรจะทรงตัวเพราะเรา
เลี้ยงมันอยู่ตลอดเวลา
แต่มันกลับมีอาการไม่ทรงตัวขึ้นมามันก็
ต้องไม่เที่ยง
ดีมั้ครับ
อ้าเอากันอย่างนี้สบายดีนะ
เที่ยงก็ได้ไม่เที่ยงก็ได้สุดแล้วแต่
ปัญญาของท่าน
ท่านบอกว่าไม่เที่ยงแล้วก็มีความเบื่อ
หน่ายในทุกข์เพราะว่าถ้าไม่เที่ยงเรายึด
ถือมันเสียแล้วมันก็เป็นทุกข์
เราเบื่อหน่ายในทุกข์เป็นยังไงเราก็ไม่
ทุกข์มันซะเลยสิ
อย่าทุกข์มันทำไมมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า
สภาวะของร่างกายมันต้องเป็นอย่างนี้เป็น
ธรรมดา
ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ถ้าเรายังต้องการ
ความมีร่างกายอยู่มันก็ต้องประสบกับอาการ
อย่างนี้ไม่มีอาการทรงตัว
แล้วเราก็เลยไม่ยึดไม่ถือมันทั้ง 2 อย่าง
ทั้งร่างกายและอาการแห่งความทุกข์
ยุ่งมั้ย
ยุ่งมั้ยครับ
ไม่ยึดถือทั้งร่างกายและไม่ยึดถืออาการใด
ๆที่มันเสื่อมมันเปลี่ยนแปลงขึ้นมามัน
แทรกซ้อนขึ้นมาที่เป็นปัจจัยที่เราคิดว่า
มันเป็นความทุกข์
โยนมันทิ้งไปทั้ง 2 อย่าง
ร่างกายก็ไม่ยึดถือว่ามันเที่ยง
อาการทางกายที่เราเรียกว่าทุกข์เราก็ไม่
ถือว่ามันทุกข์
เพราะอาการของทุกข์ปล่อยให้เป็นเรื่องของ
ขันธ์ถ้าจิตใจเราสบาย
สบายตรงไหนสบายตรงที่คิดว่าถ้าร่างกายนี้
พังเมื่อไหร่เตสังบูปัสสโมสุโข
จึงแปลเป็นใจความว่าการเข้าไปสงบกายนั้น
ชื่อว่าเป็นสุขก็หมายความว่าการไม่มีกาย
นั่นเอง
ในเมื่อกายมันไม่มีไม่ยึดถือในร่างกายทุก
อย่างกายคนกายเทวดากายพรหมท่านบอกแล้วนี่
ในภพต่างๆขันธ์ 5 ไม่เป็นเรื่อง
เราก็ไม่เอามาสทั้งหมดไอ้กายทุกข์กายเป็น
กายอะไรฉันไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงของ
ร่างกายมันจะเป็นยังไงก็ช่างฉันไม่ทุกข์
ฉันถือว่าเธอมีสภาพเป็นอย่างนี้เป็น
ธรรมดาฉันจะทุกข์ทำไม
เพราะว่าฉันไม่สนใจในขันธ์ 5 ฉันไม่สนใจ
ในอาการ
ใช้สังสังขารุเปกญาณ
อารมณ์วางเฉยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาหมด
เรื่องกันไปเลย
เป็นอันว่าหมดเรื่องกันไปเลยไม่มี
สภาวะอย่างนี้ไม่มีต่อไป
อารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นกับเราสังขาร
เป็นยังไงก็ช่างมันอารมณ์จะเป็นยังไงก็
ช่างมัน
ถ้าภาวะเปลี่ยนแปลงขึ้นไปในร่างกายเป็น
ยังไงก็ช่างมันช่างเพราะอะไรช่างเพราะไม่
ต้องการมันต่อไป
ถ้าคิดอย่างนี้ท่านก็เป็นอรหันต์
คิดไม่แค่เนี้ย
คิดแบบสบายๆเป็นอรหันต์
ถ้าลงช่างมันเสียได้แล้วใครจะด่าก็ช่าง
มัน
ใครจะไหว้ก็ช่างมัน
ใครจะเสียดสีนินทายก็ช่างมัน
ใครจะสรรเสริญก็ช่างมันมันจะแก่ก็ช่างมัน
มันจะป่วยไข้ไม่สบายก็ช่างมัน
มันจะตายก็ช่างมันของรักที่จะพลัดพร่าจาก
กันก็ช่างมันเพราะสภาพของมันเป็นอย่างนี้
ทำได้ก็รับ
ทำได้เดี๋ยวนี้เป็นอรหันต์เดี๋ยวนี้
ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้เป็นวันหลังก็เป็น
วันหลังทำได้ก็เป็นอรหันต์
เป็นอันว่าสภาวะทั้งหลาย
มันเป็นของไม่ดี
เราปล่อยขันธ์ 5 ปล่อยอารมณ์แห่งความเป็น
ทุกข์
รักษากำลังใจเป็นสุขโดยการยอมรับนับถือกฎ
ของธรรมดา
อย่างนี้เที่ยงนะก็รับสบาย
อารมณ์สบายจริงๆ
วันนี้เรากินแกงหมู
พรุ่งนี้อย่าเพิ่งนึกว่าอย่าเพิ่งกินได้
กินแกงไก่
นึกว่าวันนี้จะกินอะไรก็ช่างพรุ่งนี้จะ
กินอะไรก็ช่าง
สภาวะของมันมีสภาพอย่างนั้นกินก็อยู่กิน
ก็ตายไม่กินก็ตาย
แล้วกินมากตายเร็วแล้วกินมากตายช้าก็ตาย
กินน้อยตายเร็วกินน้อยตายช้าก็ตายมันก็
ตายเท่านั้นมันตายไปทุกวัน
จะไปสนใจอะไรกับไอ้สภาวะที่มันจะบำรุงให้
เราตาย
อารมณ์ใจของเราไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด
อย่าไปยึดถือจุดของความสุขอย่าไปยึดถือ
จุดของความทุกข์ใดๆไม่มี
เป็นอันว่าไม่มีอีกแล้วเลิกกันยกยอดกันไป
ถ้ากำลังใจของท่านทรงอยู่อย่างนี้ก็ดูตัว
อย่างพระภิกษุ 500 รูปพระพุทธเจ้าบอกว่า
อัตภาพจะเป็นภพใดๆก็ตามอัตภาพมนุษย์ก็ดี
กามภพก็ดีรูปภพก็ดีหมายความที่เป็นมนุษย์
ก็ดีเป็นเทวดาก็ดีเป็นทรงก็ดีมันไม่
เที่ยง
ถ้ามันไม่เที่ยงเราก็เบื่อหน่ายในทุกข์
ไอ้ของสิ่งใดที่เราเบื่อมันก็ไม่ทุกข์่ะ
สิเราเบื่อแล้วเราไม่ต้องการไม่ต้องการ
ความทุกข์เพราะอะไรเพราะยอมรับนับถือกฎ
ของธรรมดา
ธรรมดามีอย่างนี้อย่าปลนเปล่ากว่านี้อีก
ไม่ได้แล้ว
เป็นอันว่าเราก็เลิกคบมันทุกอย่างทำใจวาง
เฉยมันจะมายังไงก็ช่างคิดไว้เสมอว่าชาติ
นี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับเรา
ชาติหน้าไปขึ้นชื่อว่าการเป็นมนุษย์ก็ดี
เป็นเทวดาก็ดีเป็นพรหมก็ดีไม่มีสำหรับเรา
แล้วเราจะเป็นอะไร
เราจะเป็นอะไรก็ช่างมันเราไม่เป็นคนเรา
ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่เป็นไม่เป็น
สุรกายไม่เป็นสัตว์นรก
เราไม่เป็นเทวดาเราไม่เป็นพรหมไม่ต้องการ
ไม่นิยมอะไรมันทั้งหมด
แล้วมันจะเป็นอะไรก็ช่างมันที่ท่านเรียก
ว่านิพพาน
บรรดาพระโยคาวจรทุกท่านเวลาหมดเสียแล้ว
คิดว่าการแนะนำเท่านี้มากไปสำหรับทุกท่าน
รับคำแนะนำอยู่เสมอต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้ง
กายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา
และพิจารณาตามอัติยาศัยจนกว่าท่านจะเห็น
ว่าสมควรแก่เวลาสวัสท่านประโยคทั้งหลาย
เวลานี้ท่านทั้งหลายสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
ขอได้โปรดตั้งใจสดับคำแนะนำในการเจริญพระ
กรรมฐาน
สำหรับคำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐานวันนี้
ก็จะขอนำเอาเรื่องของบุคคลตัวอย่าง
เอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางการ
ปฏิบัติ
เพราะว่าคำแนะนำใดๆที่สอนฝนไว้เพื่อมรรค
ผล
ท่านฟังกันหลายจบแล้ว
ตอนนี้ก็จะได้นำเอาเรื่องราวของพระที่
ท่านปฏิบัติละเล็กละน้อยแล้วก็ได้เป็น
อรหัตผล
มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ
ของท่าน
เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระโพธิกเถระ
นึกความตามพระบาลีมีอยู่ว่า
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภพระเถระนามว่าโปทิระ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่าโยคาเวเป็นต้น
กล่าวว่านี่สำหรับพระอานนท์
ท่านบอกว่าได้ยินมาแล้วอย่างนี้ว่าพระโพ
พระโพธิระนั้น
เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้ง 7 พระองค์
หมายความว่าเกิดมาในกาลก่อนๆนั้นน่ะเคย
ทรงพระไตรปิฎกมาแล้ว
จำพระไตรปิฎกได้มีความเข้าใจในด้านพระ
ปริยัติ
ผ่านศาสนาขององค์สมเด็จพระทรงสวสวัสดิมา
ถึง 7 พระองค์
แต่ก็ไม่ได้เป็นพระอริยอริยเจ้านี่ซวย
จริงๆ
เค้าเรียกว่าเสียกระดาษ
นี่บรรดาเสียกระดาษเป็นอย่างี้คุยรู้
อย่างนั้นรู้อย่างนี้แต่ไอ้กิเลสเไม่รู้
ว่ามันอยู่ที่ไหน
ไม่สามารถจะทำลายเป็นได้มันเป็นความเลว
ทรามมากสำหรับดวงจิตประเภทนี้
เมื่อทรงพระไตรปิฎกแล้วก็สอนบรรดาภิกษุ
ทั้งหลาย 500 รูป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงมีพระพุทธดำริว่า
ภิกษุรูปนี้
ไม่มีแม้แต่ความคิดว่าเราจะทำการสลัดออก
จากความทุกข์แก่ตน
นี่หมายความว่าเธอเรียนแล้วก็สอนเมาใน
ความรู้
แต่ว่าไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่ว่าจะทำลาย
กิเลสให้มันหมดไปนี่ไม่เคยคิด
องค์สมเด็จพระธรรมสามิตจึงทรงดำริว่าเรา
จะทำเธอให้เกิดความสลดใจ
นับจำเดิมแต่นั้นมาองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ก็ทรงตรัสตัจวเถระนั้นว่าพระเถระ
นั้นในเวลาที่พระเถระมาสู่ที่บำรบำรุงพระ
องค์ว่ามาเถิด
คุณใบลานเปล่า
นั่งลงเถิดคุณใบานเปล่า
ไปเถิดคุณบรรลคุณใบานเปล่า
และในเวลาที่พระเถระไปก็ตรัสว่าคุณใบลาน
เปล่าไปแล้ว
พระโพเอ่อพระโพธิธีระนั้นคิดว่าแหมตนี้
อยากจะแทรกสักนิด
คำว่าคุณใบานเปล่าก็หมายความว่ารู้พูดได้
เข้าใจดี
แต่ว่าจิตยังคลุกคลีไปด้วยกิเลสใบลานมี
พระธรรมแต่ก็ไม่ได้เคยแกะเอาพระธรรมเข้า
มาปิดไว้ที่ใจ
คือหมายความว่าจำได้แต่ว่าไม่ปลดกิเลสเ
เรียกว่าลานเปล่า
อย่างนี้อย่างพระหรือว่าอย่างอุบาสก
อุบาสิกาที่ดูหนังสือรู้หนังสือมากๆเป็น
ชั้นนั้นชั้นนี้ชั้นโน้นอะไรก็ตาม
แต่ว่าไอ้จิตใจยังมั่วสมกิเลสเค้าเรียก
ว่าคนใบลานเปล่า
จำให้ดีนะครับที่ผมเรียกว่าเสือกระดาษ
เวลานี้มีเยอะเมามายลาภยศสรรเสริญสุขแต่
ว่าที่ท่านมียศท่านไม่เมาก็มีนะระวังให้
ดีจะไปนึกว่าท่านที่มียศน่ะเมาไปหมด
บางทียศเใครเย่องย่องย่องเอามาให้ก็แค่
นั้นแหละไปเมาอีกแค่ยศมันก็ติดกิเลส
พูดกันต่อไปว่าพระโพธิระนั้นคิดว่าเรา
ย่อมทรงซึ่งพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา
อรรถกถาหมายถึงคำอธิบาย
พยายามสอนธรรมแก่บรรดาภิกษุทั้งหลาย 500
รูปถึง 18 คณะ
เป็นคณะใหญ่
หมายความคณะหนึ่ง 500 รูป 18 คณะก็เยอะนะ
เป็นอาจารย์ใหญ่อาจารย์เบรเร่อ
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จพระสัมมา
สาสัมพุทธเจ้ายังตรัสเรียกเราหนึ่งๆว่า
คุณใบลานเปล่า
เป็นว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่
เรียกเราอย่างนี้ก็เพราะความที่เราไม่มี
คุณวิเศษ
แม้แต่ฌานปฐมฌานเราก็ไม่มีจริงๆ
ถ้า
เมื่อท่านดำริอย่างนี้แล้วก็เกิดความ
สังเวชสลดจิตขึ้นมาในใจ
จึงคิดว่าบัดนี้เราจะเข้าไปสู่ป่าแล้วทำ
สมณธรรมแม้นดีจริงๆรู้ตัวดีมากจึงจัดแจง
บาตรและจีวร
เองนั่นแหละไม่ใช้ลูกน้อง
ได้ออกไปพร้อมกันด้วยบรรดาภิกษุที่เรียน
ธรรมแล้วออกไปภายหลังที่ภิกษุทั้งหมด
ในเวลาวันใกล้
นี่ไปไม่ถือตัวรู้ตัวง่ายๆอย่างนี้ก็
สำเร็จมรรคผล
พิกษุนั่งสาธยาอยู่ในบริเวณนั่งสวดมนต์
ท่องจำที่พระเถระสอน
เธอไม่ได้กำหนดว่าท่านอาจารย์เถระองค์นี้
ไปสิ้น 2 โยชน์แล้ว
หมายความว่าบรรดาพระทั้งหลายนั้นนั่ง
เรียนเพลินท่องเพลินดูเพลินอ่านเพลิน
ก็เรียนกับอาจารย์แต่อาจารย์เปิดไปแล้ว
ไกลถึง 12 โยชน์
ลูกศิษย์เรียนเพลินอยู่ที่นี่
ท่านเข้าไปหาภิกษุ 30 รูปที่อยู่ในอาวาส
ราวป่ายแห่งหนึ่ง
ไหว้พระสังฆเถระคือพระผู้ใหญ่แล้วกล่าว
ว่าท่านผู้เจริญ
ขอท่านจงเป็นที่พึ่งแก่กระถมเผิดก็ที่
พึ่งของกระผมเถิดก็รับ
ความจริงพระที่ท่านไปหานี่เป็นพระลูก
ศิษย์ของท่านนะท่านสอนให้รู้ปริยัติธรรม
ไปหมด
สำหรับพระสังฆเถระผู้มีอายุ
จึงกล่าวว่าท่านผู้มีอายุ
ท่านเป็นธรรมกถึกเป็นผู้แสดงธรรม
สิ่งใดที่ที่ว่าพวกเราได้พึงทราบได้ก็
เพราะอาศัยท่านที่เรามีความรู้ขึ้นมาได้
เนี่เราอาศัยพวกท่านสอน
ทำไมท่านจึงกล่าวว่าขอท่านขอผมเป็นที่
พึ่งแล้วก็รับ
พระโพธิระจึงกล่าวว่าท่านผู้เจริญ
ขอท่านจะทำอย่างนั้นเลยขอท่านจงเป็นที่
พึ่งกันกับผมเถิดความจริงท่านเป็นพระดี
มาก
ไม่เมา
ไม่เมาความรู้เหเหมือนพระมหากบิน
หรือว่ากปิลภิขุ
ในต่อมาพระเถระเหล่านั้นทั้งหมดหมายความ
ทั้งหมดเณรทั้งหมด
ที่อยู่ในสำนักนั้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่
เป็นพระขีาสพคือเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
ลำดับนั้นพระมหาเถระจึงได้ส่งพระโพธิระ
นั้นไปสู่สำนักของอนุเถระคือพระที่มี
อาวุโสรองลงไป
ว่าท่านอาจารย์จะไปหาพระองค์นั้นเป็นที่
พึ่งเถิด
ภิกษุแต่ที่ท่านทำอย่างนี้ก็คิดว่าดำริ
ว่าพระภิกษุรูปนี้ที่มีมานะมากเพราะอาศัย
การเรียนการรู้ตามหลักพระปริยัติแท้ๆถือ
ตัวมากเกินไปจะต้องทำลายมานะให้หมดไป
สำหรับพระอนุเถระก็กล่าวกับพระโพธิละว่า
ถ้าอย่างนั้นท่านก็โปรดไปหาองค์โน้นเถิด
ไปหาองค์โน้นก็บอกว่าไปหาองค์นั้นเถิดไป
หาองค์นั้นก็บอกไปหาองค์โน้นเถิดว่ากัน
อย่างนี้ก็แล้วกันเป็นภาษาไทย
ในที่สุด
ท่านองค์ท้ายที่สุดก็บอกให้ไปหาเณรอายุ 7
ขวบ
ซึ่งเป็นสามเณรผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด
แต่ก็เป็นอรหันต์
ซึ่งนั่งทำกรรมคือการเย็บผ้าขณะเณรองค์
เล็กๆเนี่ยกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในที่พัก
กลางวัน
พระเถระทั้งหลายนำพระมานะของตนออกได้แล้ว
ว่าโธ่เอ้ยบาลีถึงก็ล่อยุ่งเป็นอันว่าพระ
โพธิระนั้นหมดมานะทิฐิ
เพราะว่าจะหาที่พึ่งก็จะได้ที่พึ่งกับโนน
ท้ายบาหลีนู่น
เมื่อได้ที่พึ่งก็ไปหาสามเณรน้อยไป
หาสามเณรน้อยหมายความว่าท่านจะหมดมานะ
ทิฐิได้เพราะบรรดาพระทั้งหลายบอกโน่นๆ
องค์โน้นน่ะละท่านสอนท่านได้ไปหาองค์นั้น
ก็บอกไปองค์โน้นน่ะสอนสอนท่านได้นั่นน่ะเ
ไอ้การถือตัวถือตนมันก็หมดไป
ในที่สุดท่านให้ไปหาเณรตัวเล็กๆอายุ 7 ปี
แต่ว่ามีความดีคือเป็นพระขีาสพคือได้แก่
เป็นอรหันต์
ท่านก็เข้าไปพระโพธิระนั้นท่านกล่าวว่ามี
มานะอันเถระทั้งหลายนำออกแล้ว
ฟังยุ่งหมายความหมดมารทิฐิ
จึงเข้าไปประคองอัญชลีในสำนักของสามเณร
แล้วกล่าวว่าท่านสัตบุรุษ
กล่าวว่าท่านสัตบุรุษขอท่านจงเป็นที่พึ่ง
กับผมเถิดนี่ท่านเป็นพระผู้ใหญ่เป็น
อาจารย์ใหญ่นะสอนพระไตรปิฎก
สามารถยกมือไหว้สามเณรได้
แล้วท่านผู้ฟังคิดมว่าพระผู้ใหญ่ไปไหว้
สามเณรเณรนั้นเณรจะบาปมั้ย
ผมก็ตอบว่าแต่ความจริงเวลานั้นน่ะเณรใหญ่
กว่าพระองค์นั้น
ท่านที่เป็นเณรอายุเพียง 7 ปีท่านได้
สำเร็จอรหันต์องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกบุคคลนั้นว่าพระ
มหาเถระ
ถือว่าเป็นผู้ใหญ่โดยคุณ
ไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่โดยอาศัยที่มีอายุมาก
คนมีอายุมากแต่ไม่คุณไม่มีคุณสมบัติเค้า
เรียกว่าแก่ฟักแก่แฟงแก่แตงแก่น้ำเต้า
มันไม่มีความหมายอะไรไม่เหมือนแก่มะพร้าว
ถ้ายิ่งแก่ยิ่งห้าวมันก็ยิ่งมัน
สมดับสามเณรตัวเล็กๆนั้นท่านเป็นอรหันต์
จบยอดหรือจบกิจแห่งพระพุทธศาสนาพระ
พุทธเจ้าเรียกว่าพระมหาเถระ
มันเล่าเรื่องของท่านต่อไปฟังแล้วก็จำให้
ดีนะครับรับนี่เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ
สามเณรยังบอกว่าตายจริงท่านอาจารย์
ถ้าอาจารย์มาพูดอะไรอย่างนั้นน่ะก็รับ
ท่านเองเป็นคนแก่
ท่านเองเป็นผู้รู้เป็นครูบาอาจารย์เขา
เหตุไรจึงจะมาทำให้ผมเป็นที่พึ่งของพระ
คุณเจ้าและผู้รับ
ท่านโปธิระจึงได้กล่าวว่าท่านสัตบุรุษ
อย่าทำอย่างนั้นเลย
ขอจงเป็นที่พึ่งของผมเถิดก็รับ
ท่านสามเณรกล่าวว่าท่านก็รับหากท่านจัก
เป็นผู้มีความอดทนต่ออาวาสได้แล้ว
ผมจะเป็นที่พึ่งของท่านเออเอาล่ะสิ
เณรแสดงความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้ว
พระโพธิระจึงกล่าวว่าผมทำได้ขอรับท่าน
สัตบุรุษ
เมื่อกล่าวว่าเมื่อสำเร็จกล่าวว่าจงเข้า
ไปสู่ไฟผมก็จะเข้าไปกองไฟเดี๋ยวนี้แหละก็
รับแนนี่ท่านดีจริงๆนะละมานะทิฐิได้ไม่
ถือตัวไม่ถือตนว่าเคยเป็นคณาจารย์ใหญ่ใคร
ก็เป็นลูกศิษย์แต่ความจริงท่านพระทั้งหมด
นี้ที่เป็นอรหันต์เป็นลูกศิษย์ท่านทั้ง
นั้น
ท่านสอนทำให้แล้วก็พระทั้งหลายปฏิบัติทำ
จิตให้ผ่องใสเป็นอรหันต์หมดแต่อาจารย์
ปรากฏว่าเป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลส
ที่ต้องคิด
ถึงกล่าวว่าลำดับนั้นสามเณรจึงได้แสดง
สะสะหนึ่ง
อยู่ที่ไม่ไกลไปแล้วกล่าวกับท่านว่าท่าน
รับท่านนุ่งห่มตามเดิมนี่แหละ
จงไปสู่ในสระคือลงสระให้น้ำมันเปียกลงใน
น้ำ
กล่าวว่าสามเณรนั้นก็รู้ความที่อาจารย์
ผู้ใหญ่นั้นท่านมีจีวร 2 ชั้น
ซึ่งมีราคามากที่พระเถระนั้นต้องห่มอยู่
อยากจะทดลองดูว่าพระเถระจะเป็นผู้อดทนต่อ
วาสได้หรือไม่
ได้กล่าวอย่างนั้นแม้ว่าเถระด้วยคำๆเดียว
คือหมายความว่าเณรบอกลงไปในสระในน้ำท่าน
ก็เดินลงไปเลยว่าตามกันไม่มีทิฐิมานะไม่
นึกว่านี่เด็กเล็กๆจะมาเล่นตลกกับเราว่า
กันตรงไปตรงมาก็บอกแล้วนี่บอกว่าเอาสั่ง
อะไรก็เอาสั่งเข้ากองไฟก็อย่าจะเข้า
แต่นี่สามเณรสั่งให้เข้าลงไปในน้ำเรื่อง
อะไรจะไม่ลง
ลำดับนั้นในเวลาที่ชายจีวรเปียกสามเณรจึง
ได้เรียกท่านว่าท่านอาจารย์ก็รับขึ้นมา
เถิดก็รับ
แล้วก็กล่าวกับท่านผู้ยืนอยู่ด้วยถ้อยคำ
เดียวนั้นว่าถ้าอาจารย์ผู้เจริญ
ในจอมปลวกแห่งหนึ่งนี่ฟังให้ดีนะครับเป็น
ถ้อยคำที่สามเณรซึ่งเป็นพระอรหันต์เทศ
ว่าท่านอาจารย์ผู้เจริญในจอมปลวกแห่ง
หนึ่ง
มีช่องอยู่ 6 ช่อง
จำให้ดีนะครับรับ
ในช่องทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปภายใน
โดยช่องหนึ่งช่องหนึ่งหมายความจะ
เข้าไปทางไหนก็ได้
ไอ้ 6 ช่องไอ้มันคลานเข้าไปได้เสมอ
ตามใจมันตอนนี้มีบุคคลผู้ประสงค์จะจับ
เขาจึงอุดช่องทั้ง 5 ช่องนั้นเสียเอาไว้
เป็นแค่ช่องเดียว
แล้วก็ทำลายช่องที่ 6 นั้นแล้วจึงจับเอา
โดยช่องที่มันเข้าไปนั่นแหละ
นี่หมายความว่าไอ้ช่องมันมี 6 ช่องนะอุด 5
ช่องมันก็เหลือช่องเดียวสิ
เจ้ามันเข้าไปทางนั้นหรือมันโผล่มา
ทางนี้ก็หล่อป๊กตีปั๊บตายปกเสร็จไม่
เหลือ
เป็นอันว่าเขาก็จับไปกินได้
นี่ท่านเทศน์เป็นปริศนานะฟังกันให้ดีจำ
ไว้ด้วยคิดไว้ด้วยคิดได้วันนี้เป็น
อรหันต์วันนี้คิดได้พรุ่งนี้เป็นอรหันต์
พรุ่งนี้ชาตินี้คิดไม่ได้ชาติหน้ายังไม่
เป็นอรหันต์
ไม่เห็นมันยาก
ท่านบอกว่าบรรดาทวารทั้ง 6 ไอ้ช่องที่
ปลวกที่มีช่อง 6 ช่องท่านเปรียบกับทวาร
ทั้ง 6
ทวารทั้ง 6 มีอะไรมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ
นะ
ถ้าวานนี่ไม่ได้หมายความว่าทวารหนักทวาร
เบาอย่าไปลอกให้อย่างงั้นนะไอ้ทวารหนัก
ทวารเบาทวารป่าทวารหูทวารมกก็ไม่ใช่อย่าง
นั้นนี่เป็นทวารคืออายตนะ
ึงกล่าวว่าบรรดาทวารทั้ง 6
แม้ท่านจงปิดทวาร 5
ปิดทวาร 5 ที่เหลือนั้นแล้วคือหมายความ
ว่าทั้ง 5 ทวารเนี่ยปิดมาซะเปิดมันทวาร
เดียว
แล้วจึงเริ่มบริกรรมไว้ในมโนทวาร
หมายความปิดตาหูจมูกลิ้นกาย
นะทวาร 5
เหลือจะทวารใจทวารเดียว
แล้วก็มีในประมาณเท่านี้ความแจ่มแจ้งจะ
ได้มีแก่ภิกษุคือเป็นหูสูตร
ดุติยการลุกโพรงขึ้นแห่งดวงพระทีปนั้นพระ
โพธิธีระนั้นกล่าวว่าท่านสัตท่านท่าน
สัตบุรุษ
คำมีประมาณเท่านี้นั่นแหละพอ
แล้วจึงหยั่งญาณลงในกในในกะในกระชะกายแ
ยุ่งในร่างกายะคือว่าทำความรู้สึกใช้
ปัญญาพิจารณากายกายคตานุสติกรรมฐาน
เอาอย่างี้ดีกว่าท่านจำง่ายนะ
แล้วก็ปรารภธรรมจำได้มครับ
ปิดทวารทั้ง 5 เสียเหลือแต่ทวารเดียว
เอาจะเหลือแต่มโนทวาร
แล้วเอามโนทวารนั้นพิจารณา
กายคตานุสติกรรมฐาน
ว่ามันเป็นของไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์มัน
เป็นอนัตตา
ถ้าเราศึกษาใน
มหาปฏิปัฏฐานสูตรก็จับจิตตานุปัสสนา
มหาปฏิปัฏฐานที่เรับ
จับจุดนั้นจุดเดียวแล้วก็ว่าเรื่อยมาถึง
กายาเวทนาธรรมาหมด
จับอยู่จุดเดียวเท่านี้กิเลสมันจะอยู่ได้
ยังไง
กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่กายกิเลสมันอยู่ที่
ใจ
แต่ส่วนมากเราไปปรับปรุงกายแล้วมันจะเกิด
ผลอะไรแล้วก็รับ
ฟังต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรประทับอยู่ใน
ที่สุดแห่งประมาณ 120 โยชน์
ทอดพระเนตรดูภิกษุนั้นแล้วองค์สมเด็จพระ
ประทีปแก้วทรงมีพระพุทธดำริว่า
ภิกษุนี้จะเป็นผู้มีปัญญากว้างขวางด้วยจะ
แผ่นดิน
ด้วยประการใดแลหมายความว่าต้องการให้พระ
องค์นั้นใช้ปัญญาให้ถูกต้อง
ครอบงำอาการทั้งหมดสามารถทำลายกิเลสให้
สิ้นชาติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงคิดว่าการที่เธอตั้งตนไว้โดยประมาณ
เท่านั้นนั่นแหละย่อมเป็นการสมควร
และจึงทรงเปล่งพระรัศมีประหนึ่งว่าประทับ
อยู่ที่หน้าเถิดคือ
ตรัสเป็นบาทพระคาถาว่าปัญญาย่อมเกิดเพราะ
การประกอบ
ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพราะการไม่ประกอบ
บัณฑิตรู้ทาง 2 แพร่งแห่งความเจริญและ
ความเสื่อมนั่นแล้วพึงตั้งตนไว้โดยประการ
ที่ปัญญาจะพึงเจริญได้
เท่านี้นะพอจบเท่านี้ท่านก็เป็นพระ
อรหันต์
ตอนนี้มาว่าถึงพวกเราบ้าง
ฟังเท่านี้มีความเข้าใจมั้ย
อันดับแรกจงวางความถือตัวถือตนเสีย
จงอย่าคิดว่าเราดีกว่าเขา
เราเลวกว่าเขาหรือว่าเราเสมอเขา
ไม่ต้องการมันทั้งหมด
ดีกว่าเขาก็ไม่เอา
เลวกว่าเขาก็ไม่เอา
เสมอเขาก็ไม่เอาเอาอะไร
เอาธรรมดาๆมดาว่าใครจะดีใครจะเลวใครจะ
เสมอไม่เกี่ยวแล้ว
อัตนาโจทยานัง
ฉันเกี่ยวอย่างเดียวคือล้างกิเลสให้สิ้น
ชาติไปจากจิต
และเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระธรรมสามิตที่
สามเณรสอน
ว่าทวารทั้ง 6 อย่าสนใจมัน
ตาหูจมูกลิ้นกายไม่เป็นเรื่อง
มีตาทำตาเหมือนตากระทู้ดูอะไรไม่รู้
เรื่อง
มีหูก็ทำเหมือนหูกระทะไม่ไม่รู้เรื่องใคร
เจะว่ายังไงใครจะสวยใครจะไม่สวยก็ช่างมัน
ใครจะพูดดีใครจะพูดชั่วก็ช่างมัน
ไอ้ลิ้นรสมันจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ช่าง
มันกินไปยังอทภาพให้เป็นไป
ตาหูนะจมูก
กลิ่นมันจะหอมหรือมันจะเหม็นก็ช่างอย่าง
นั้นไม่สนใจ
กายจะสัมผัสกับที่นั่งที่นอนนิ่มนวล
ประการใดสัมผัสกับเนื้อของใครเป็นยังไงก็
ช่างมัน
ไม่สนใจถือว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มัน
เป็นอนิจจัง
ไม่มีอะไรทรงตัวถ้าเราไปยึดไปถือมันเข้า
ก็เป็นทุกขัง
แล้วในที่สุดมันก็สลายตัว
จะเกิดประโยชน์อะไรกับการที่จะสนใจสิ่ง
ที่มาจากตาเห็นจากตาได้ยินจากหู
กลิ่นไม่กระทบจมูก
รสกระทบลิ้นกายสัมผัส
ก็ไอ้กายนี่มันเป็นเรื่องพังทั้งนั้น
วัตถุธาตุต่างๆที่เห็นด้วยตามันก็พัง
เสียงได้ยินในหูมันก็พังมันหายไปกลิ่น
กระทบจมูกแล้วก็พังมันหายไป
ลิ้นกระทบรถหน่อยหนึ่งรถเดี๋ยวๆคลืนแล้ว
รถก็หายไปกายสัมผัสกายไม่เกิดประโยชน์
อะไรเพราะมันเป็นปัจจัยของความทุกข์
เรามารักษากำลังใจของเราให้มีความสุขคือ
ไม่ยึดถือรูปด้วย
ไม่ยึดถือเสียงด้วยไม่ยึดยึดถือกลิ่นด้วย
ไม่ยึดถือรสด้วยไม่ยึดถือสัมผัสด้วย
จิตใจช่วยคิดว่าร่างกายนี้จะสลายตัวเมื่อ
ไหร่ก็ช่างเพราะเป็นปัจจัยของความทุกข์
ถ้าเรายังมีร่างกายอยู่เราจะหาความสุข
อะไรไม่ได้ฉะนั้นเรากับร่างกายนับตั้งแต่
บัดนี้เป็นต้นไปไม่ใช่สหายที่รักเราถือ
ว่าร่างกายเป็นศัตรู
ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมมาครูเพียง
เท่านี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย
อยู่ที่ไหนท่านก็เป็นพระอรหันต์
อยู่ในบ้านในเมืองก็เป็นอรหันต์
อยู่ในป่าช้าป่าชัดก็เป็นอรหันต์จะอยู่ใน
ตุ่มในโพงไม้อะไรก็เป็นอรหันต์บรรดาท่าน
พระโยคาวจรทุกท่าน
เป็นอันว่าคำแนะนำในวันนี้ยกบุคคลเข้ามา
เป็นตัวยัง
เผื่อว่าท่านทั้งหลายชอบใจธรรมะอย่างนี้
ก็นำไปประพฤติปฏิบัติ
เห็นไหมว่าสมัยองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์
เี่เฟังกันไม่มากเพราะเป็นใช้ปัญญาเป็น
เครื่องคิด
เขาจึงพากันจบจิตพระพุทธศาสนาได้โดยง่าย
สำหรับเวลานี้มองดูแล้วเลยไปนิดนึงก็ขอ
ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ต่อนี้ไปขอท่าน
ทั้งหลายตั้งกายให้ตรงดำรงลงจิตให้มั่น
ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครัศัย
จนกว่าจะเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
บทเทศนานี้กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหันต์ โดยยกตัวอย่างภิกษุ 500 รูปในสมัยพุทธกาล ที่แม้จะเรียนปริยัติธรรมมามาก แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรม จนกระทั่งได้ฟังธรรมะเรื่องความไม่เที่ยง และการปล่อยวางจากพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างพระโพธิเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎก แต่ยังติดยึดในความรู้ จนถูกพระพุทธเจ้าเรียก "คุณใบลานเปล่า" และสามเณรอายุ 7 ขวบ ที่เป็นพระอรหันต์ ได้แสดงธรรมเปรียบเทียบอายตนะทั้ง 6 กับช่องของจอมปลวก เพื่อสอนให้ละวางกิเลสและยึดมั่นในกายคตานุสติกรรมฐาน ท้ายสุด เน้นย้ำว่าการบรรลุธรรมอยู่ที่การใช้ปัญญาพิจารณา ไม่ใช่การท่องจำเพียงอย่างเดียว
Videos recently processed by our community