HomeVideos

ทำไมปฏิบัติธรรมมานานแต่ไม่ก้าวหน้า? หลวงพ่อฤาษีลิงดำเฉลย เคล็ดลับละทิฐิที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้!

Now Playing

ทำไมปฏิบัติธรรมมานานแต่ไม่ก้าวหน้า? หลวงพ่อฤาษีลิงดำเฉลย เคล็ดลับละทิฐิที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้!

Transcript

882 segments

0:01

ท่านประโยคทั้งหลาย

0:05

สำหรับวันนี้

0:09

ท่านได้สมาทานพระกรรมฐาน

0:13

สมาทานศีลแล้ว

0:16

ต่อไปก็สดับการเจริญพระกรรมฐานในด้าน

0:21

ปกิณกะคือเล็กๆน้อยๆ

0:25

ทั้งนี้ก็เพราะว่าพื้นฐานของเรามีกันดี

0:28

แล้ว

0:31

แต่คำว่ามีดีนี่ผมหมายความว่าผมให้ไว้หมด

0:35

แล้ว

0:37

ให้ไว้เยอะ

0:39

นี้ก็จะเอาบุคคลตัวอย่างในสมัยขององค์

0:43

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

0:46

มาแนะนำกับท่าน

0:50

บุคคลตัวอย่างในที่นี้ให้นามว่าภิกษุ 500

0:54

รูป

0:57

คือเรื่องของภิกษุ 500 นี่มีอยู่เยอะ

1:01

ท่านปฏิบัติกันคราวละ 500

1:05

ความบาลีมีอยู่ว่าเมื่อองค์สมเด็จพระ

1:09

สัมมาสัมพุทธเจ้า

1:12

ทรงประทับยับยั้งสำราญอิริยาบถปรากฏว่า

1:16

อยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร

1:21

สมเด็จพระพิชิตมารทรงปรารภภิกษุ 500 รูป

1:27

จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาว่าสัพเพสังขาร

1:32

เป็นต้น

1:35

ตอนนี้ท่านต้องฟังกันให้ดีนะครับ

1:39

ฟังแล้วก็คิดไปด้วย

1:42

ใช้ปัญญาพิจารณาตามไป

1:47

จงอย่าฟังแต่เป็นบุคคลใช้แต่เพียงสัญญา

1:50

อย่างเดียว

1:53

ถ้าฟังแล้วใช้สัญญาอย่างเดียวผลไม่เกิด

1:58

ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เราสดับ

2:03

ฟังแล้วก็คิดแล้วปฏิบัติตามปลดไปด้วย

2:07

ประเดี๋ยวก็เสร็จ

2:09

ความเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ของยาก

2:15

แต่ว่าความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่ใช่ของง่าย

2:19

สำหรับคนที่ไม่ได้ความ

2:22

หรือฟังแล้วไม่รู้ภาษีภาษาอะไรอันนี้ไม่

2:26

ได้ความฟังส่งเดชไม่มีผล

2:31

นี่ลองฟังดูตามกระแสพระสัธรรมเทศนาของ

2:35

องค์สมเด็จพระทศพล

2:39

ที่ทรงตรัสแล้วว่าพระพระได้บรรลุมรรคผล

2:43

ให้เค้าศึกษากันยังไง

2:46

เอามาเปรียบเทียบกับบรรดาตัวของเราเอง

2:50

ทั้งนี้ผมไม่ใช่ประณามว่าท่านเป็นคนโง่

2:54

หรือไม่ได้ประณามว่าท่านเป็นคนเลว

2:58

เอามาเปรียบกำลังใจกันส่วนใดเป็นที่ชอบใจ

3:02

เป็นแนวทางปฏิบัติเราเอาตามนั้น

3:08

ตามพระบาลีท่านกล่าวว่าได้สดับมา

3:12

ภิกษุเรานั้น 500 รูป

3:17

เรียนพระกรรมฐานในสำนักขององค์สมเด็จพระ

3:20

สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

3:23

ก็พากันพากเพียรพยายามอยู่ในป่า

3:29

แต่ก็ไม่ได้บรรลุพระอรหันต์

3:33

จึงคิดว่าเราจะเรียนพระกรรมฐานให้ดีไป

3:36

กว่านี้อีก

3:39

จึงได้กลับไปเฝ้าองค์สมเด็จพระ

3:41

สัมมาสัมพุทธเจ้า

3:42

ยังพระเชตวันมหาวิหาร

3:47

ไปขอศึกษาพระกรรมฐานขององค์สมเด็จพระ

3:51

พิชิตมาร

3:53

เวลานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้

3:57

ทรงพิจารณาว่า

4:00

กรรมฐานอย่างไหนหนอแร

4:04

จะเป็นที่สบายของบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่า

4:07

นี้

4:10

จึงได้ทรงดำริว่าภิกษุพวกนี้

4:14

ในกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระ

4:18

พุทธกสพ

4:22

ในอนิอนิจลักษณะ

4:26

คำว่าตามประกอบมันก็หมายความว่ามีอารมณ์

4:30

ใคร่ครวญอยู่เสมอในอนิจจลักษณะ

4:35

อนิจจลักษณะนี่แปลว่าคิดไว้เสมอ

4:40

ใคร่ครวญอยู่เสมอ

4:43

จิตทรงอยู่เสมอ

4:46

ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นของไม่

4:50

เที่ยง

4:53

นี่แกยันไว้แค่แค่ไม่เที่ยงอย่างเดียว

4:56

คนก็ไม่เที่ยง

4:59

สัตว์ก็ไม่เที่ยง

5:02

วัตถุธาตุทั้งหลายมันก็ไม่เที่ยง

5:06

อารมณ์ของเราก็ไม่เที่ยง

5:09

ไม่เที่ยงยังไงคนเกิดมาแล้วก็แก่ขึ้นไป

5:14

ทุกวัน

5:16

ร่างกายทรุดโทรมทุกวัน

5:19

บำรุงบำเรอยังไงมันก็ไม่ทรงตัวก็แสดงว่า

5:23

มันไม่เที่ยง

5:26

ในที่สุดมันก็พัง

5:29

สัตว์ก็มีสภาพเหมือนกัน

5:34

วัตถุธาตุทั้งหลายที่เพิ่งมีอยู่

5:39

เรานึกว่ามันจะเที่ยงสร้างบ้านสร้างเรือน

5:42

แข็งแรงเป็นตึกเป็นราม

5:45

แต่ในที่สุดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันก็พัง

5:48

ไปหมดมันก็ไม่เที่ยง

5:51

นี่ท่านเรียงเรียนเรื่องไม่เที่ยงมาใน

5:54

สมัยพพุทธพระองค์สมเด็จพระ

5:56

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกสพ

6:03

แล้วก็ใจของเราไปจับอยู่บ้าง

6:07

ว่าเวลานี้จิตใจของเราทั้งหลายเห็นว่า

6:10

อะไรมันเที่ยงบ้าง

6:15

ตัวของท่านเองเที่ยงหรือเปล่า

6:19

นั่งนึกไม่รับ

6:22

ว่าตัวของท่านน่ะมันเที่ยงมั้ย

6:27

บิดามารดาของท่านเที่ยงหรือเปล่า

6:31

ญาติผู้ใหญ่ของท่านเหลือขึ้นไปนะเที่ยง

6:34

หรือเปล่า

6:38

ถ้าหากว่าเราจะมองกันตามคติที่เรียกว่า

6:41

ไม่เที่ยงมันก็ไม่เที่ยง

6:44

ไม่เที่ยงเพราะอะไรเพราะพ่อของเรามาก่อน

6:47

ท่านเป็นเด็ก

6:49

ต่อมาท่านก็เป็นหนุ่ม

6:53

แต่งงานกับแม่ของเราเราเกิดขึ้นมาท่านแก่

6:57

ลงไปทุกวัน

6:59

พ่อแม่เราปรารถนาต้องการจะให้ท่านเป็นที่

7:02

พึ่งของเรา

7:05

แต่ในที่สุดทั้งพ่อและแม่ปู่ย่าตายายญาติ

7:09

ผู้ใหญ่ทั้งหมด

7:12

ท่านก็เปิดหนีตายหมดไปตามๆกันมันเที่ยง

7:16

มันเรับตรงนี้

7:18

เราจะเห็นว่าอาการของร่างกายไม่เที่ยงแต่

7:22

สภาพอย่างหนึ่งมันเที่ยงนะก็รับ

7:27

คือเพราะว่าตามธรรมดาขันธ์ 5 คือคนก็ดี

7:30

สัตว์ก็ดี

7:32

หรือว่าวัตถุธาตุก็ดีมันมีสภาพเที่ยงอยู่

7:36

อย่างหนึ่ง

7:38

นั่นก็คือมันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นมี

7:41

ความเสื่อมเป็นท่ามกลางมีการสลายไปในที่

7:44

สุดในอาการของมันเป็นอย่างนี้

7:48

มันเที่ยงแต่ใจเรามันไม่เที่ยง

7:53

คนแก่ให้เราดูมีให้เราดูนับไม่ถ้วน

7:58

คนตายเตายให้เราดูนับไม่ถ้วน

8:03

คนป่วยเป่วยให้เราดูนับไม่ถ้วน

8:07

ไอ้เราเองนี่ก็เหมือนกันความเคลื่อนไปของ

8:11

ชีวิตมันมีอยู่ทุกๆขณะจิต

8:14

ถ้าหากว่าเราจะคิดว่ามันออกจากท้องแม่พ่อ

8:18

ท้องแม่เนี่ยร่างกายกายเข้ามันโตแค่นี้

8:21

มั้ย

8:24

ถ้าทราบว่ามันไม่โตนึกว่ามันเที่ยงหรือ

8:27

ไม่เที่ยง

8:29

ในความจริงสภาวะของร่างกายมันเที่ยงของ

8:33

มันแต่เราไปยึดว่ามันไม่เที่ยงเพราะอะไร

8:37

เพราะมันเกิดแก่เจ็บตายอารมณ์ไม่ทรงตัว

8:41

มันเป็นปกติของชาวโลกแต่เราไปดึงจะให้มัน

8:45

ทรงตัว

8:48

มันไม่เที่ยงหรือว่าเราไม่เที่ยง

8:53

นี่การศึกษาพระธรรมของพุทธเจ้า

8:56

อัตนาโจทยานัง

8:59

จงด่าใจของเราไว้เสมอ

9:04

ว่าไอ้ใจนี่มันเลว

9:09

มันมีสภาพไม่เที่ยงไม่ยอมรับนับถืออะไร

9:12

จริงๆมันไร้ปัญญา

9:16

เพราะอะไรเพราะของในโลกนี้ไม่มีอะไรมัน

9:19

เที่ยงทำไมมันจึงมีความรู้สึกว่าจะเที่ยง

9:22

ว่านั่นก็ของกูนี่ก็ของกูพ่อของกูแม่ของ

9:26

กูลูกของกูเมียของกูผัวของกูสิ่งทั้งหลาย

9:30

เหล่านี้จะต้องอยู่กับกูตลอดไป

9:35

อารมณ์ใจมันเลวที่ท่าน

9:40

มันไม่ยอมรับนับถือความเป็นจริงมันเลว

9:43

อย่างนี้

9:45

ใจมันไม่เที่ยงก็บังคับใจให้มันเที่ยงนะ

9:48

เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องของท่านต่อไป

9:52

ในนี่เราเราฟังกันเพื่อการศึกษานะไม่ฟัง

9:55

นิทาน

9:58

ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นดำริว่าคือทราบ

10:01

ด้วยอำนาจพระพุทธญาณ

10:03

ว่าพระผู้นี้ในสมัยพระพุทธกสพปรารภความ

10:08

ไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติ

10:12

ในอารมณ์ที่ปรารภอย่างนี้ใช้เวลาถึง

10:15

20,000 ปี

10:18

จะยันไม่เที่ยงไว้อย่างเดียว

10:23

เมื่อยันไม่เที่ยงอย่างเดียวก็ไม่ปลดความ

10:26

ไม่เที่ยงก็เลยไม่ได้เป็นพระอรหันต์

10:31

ฟังกันดูให้ดีนะเพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระ

10:35

พิชิตมาร

10:37

ขณะที่จะแสดงพระธรรมเทศนา

10:41

จึงคิดว่าการแสดงคาถาด้วยอนิจลักษณะนั้น

10:48

เราจะเทศน์ให้แก่เธอสักคาถาเดียวก็สมควร

10:54

เพราะว่าแกทรงความไม่เที่ยงมาแล้วนี่

10:58

ล่อไม่เที่ยงซะจนชุ่ม

11:01

เวลานี้เราไปสะกิดไม่เที่ยงเหน่อยเดียว

11:04

คือสะกิดแผลเก่า

11:07

เธอก็จะไม่ไม่ทรงอยู่ในสภาวะของความเป็น

11:11

ปุถุชน

11:13

จะตั้งต้นในเนื่องในความเป็นพระอริยเจ้า

11:17

โอ้โหฟังให้ดีนะ

11:22

จำให้ดีนะครับพวกเรา

11:25

ว่าการที่พวกเรายึดถือธรรมะส่วนใดส่วน

11:29

หนึ่งเป็นสำคัญ

11:33

ถ้าธรรมะส่วนนั้น

11:36

เราจับไว้เป็นคติทรงอารมณ์อยู่

11:41

บังเอิญที่มันจะไม่เป็นอรหันต์ในชาตินี้

11:45

ต่อไปพบองค์สมเด็จพระบรมครูมีนามว่าพระ

11:48

ศรีอริยเมตร

11:52

แคะแผลเก่าเข้าตั้นั้นแหละความเป็น

11:55

อรหันต์ก็จะปรากฏ

12:00

เป็นวันว่าเมื่อองค์สมเด็จพระบรมสุคตดำริ

12:04

แล้ว

12:05

จึงได้ตรัสกับบรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่า

12:08

นั้นว่าภิกขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

12:13

สังขารทั้งปวงวง

12:16

ในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น

12:21

มีสภาพไม่เที่ยงเลย

12:26

เพราะว่ามีแล้วก็เหมือนกับไม่มี

12:31

นี่พระพุทธเจ้าเทศน์แค่นี้นะ

12:35

จำไว้ให้ดีนะสังขารทั้งปวงในภพทั้งหมดมี

12:39

กามภพเป็นต้น

12:42

นี่อะไรกามภพภพกามภพก่อนมนุษโลกนี่ก็เป็น

12:47

กามภพ

12:49

เทวโลกก็เป็นกามภพ

12:51

สำหรับรูปพสำหรับรูปพรหมเเรียกว่ารูปภพ

12:56

หรือพรหมที่มีรูป

12:58

เป็นอันว่าสภาวะของคนก็ดี

13:03

เทวดาก็ดีพรหมก็ดีไม่เที่ยง

13:09

เพราะอะไรการเกิดเป็นคนมันก็แก่มันก็ป่วย

13:12

มันก็ตาย

13:14

เกิดเป็นเทวดาถ้ามีสภาพอะไร

13:18

หมดบุญวาสนาบารมีก็จุติเคลื่อนไป

13:23

เกิดเป็นพรหมทั้งหมดกำลังฌานเมื่อไหร่ก็

13:26

ไปอีกแล้ว

13:28

เพราะฉะนั้นว่าภพต่างๆนี่หาความเที่ยงไม่

13:31

ได้

13:33

ไม่มีสภาวะใดๆที่มันจะพึงเที่ยง

13:38

แล้วท่านจึงตรัสเป็นพระพุทธภาษิตว่าเมื่อ

13:41

ใด

13:43

บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวง

13:48

เป็นของไม่เที่ยง

13:51

เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

13:55

ความเบื่อหน่ายนทุกข์นั่นเป็นทางแห่งความ

13:59

หมดจด

14:01

พระพุทธเจ้าตรัสเท่านี้เอง

14:05

เป็นอันว่าเมื่อจบพระธรรมเทศนาสั้นๆแบบ

14:09

นี้

14:11

บรรดาภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็ตั้งอยู่ใน

14:14

อรหัตผลแล้ว

14:17

ท่านบอกว่าพระธรรมเทศนาเป็นประโยชน์แก่ชน

14:21

เป็นอันมาก

14:25

ตอนนี้เราก็มานั่งไล่เบี้ยกันสิ

14:30

ตอนนี้ผมให้ท่านนั่งคิด

14:34

ตามผมพูดหรือว่าคิดตามกำลังใจของท่านก็

14:41

ว่าในศาสนาในสมัยขององค์สมเด็จพระจอมไตร

14:45

พระพุทธเจ้าเทศน์ไม่มาก

14:49

สอนไม่มาก

14:51

แต่ท่านอยู่กับผมนี่ผมน่ากลัวมันจะพูดมาก

14:55

เกินไปนะ

14:58

พูดกับท่านอยู่ทุกวันทุกวันทุกวัน

15:03

แต่ว่าการพูดกับท่านแบบนี้นี่ผมไม่ได้

15:06

ประณามว่าท่านจะเลวอยู่

15:09

ถ้าหากว่าบังเอิญท่านทั้งหลายไม่มีความ

15:12

เข้าใจในคำแนะนำของผม

15:17

ผมก็ถือว่าผมเลว

15:20

ที่ไม่สามารถจะนำความรู้มาแนะนำให้ท่าน

15:24

บรรลุมรรคผลได้

15:27

นี่ถ้าจะพูดกันไปอีกทีแล้วก็ตัวผมเองล่ะ

15:32

ตัวผมเองนี่บรรลุมรรคผลแล้วที่ยังต้องคิด

15:38

หือว่าต้องคิด

15:42

จะบรรลุหรือไม่บรรลุก็ชัง

15:45

ดูตัวอย่างในสมัยพระพุทธเจ้าพระเทศน์ท่าน

15:49

เป็นสุขวิปัสสโก

15:52

ท่านก็สอนให้คนอื่นเป็นพระอรหันต์ได้

15:58

ิกราบคำสอนนั้นมันไม่ใช่คำสอนของท่านเป็น

16:01

คำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา

16:06

การที่ผมแนะนำท่านก็เหมือนกัน

16:11

ผมแนะนำท่านนี่ไม่ใช่ความรู้ความดีของผม

16:14

เป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระ

16:16

สัมมาสัมพุทธเจ้า

16:21

ตอนนี้ไปก็มานั่งไล่เบียร์ดูิที่พระ

16:24

พุทธเจ้าท่านพูดนมันถูกิดพูดเท่านั้นพระ

16:29

พวกนั้นเป็นพระอรหันต์นี่มันแปลกเนาะแปลก

16:33

มั้ของครับเพราะว่าท่านทั้งหลายไม่แปลกจน

16:37

เรื่องท่านพาหิะพระพุทธเจ้าตรัสสั้นๆ

16:41

ว่าพาหิยะเธอเห็นรูปแล้วจนทำจิตแต่เพียง

16:45

สักตวเห็น

16:47

เท่านี้ท่านก็เป็นอรหันต์ทันที

16:53

ในเมื่อตอนนี้เราฟังคำสั่งสอนขององค์

16:56

สมเด็จพระมหามุนี

16:59

ท่านกล่าวยาวออกไปนิดนึงนะฮะนะ

17:04

ยาวไปหน่อยนะแล้วมานั่งคลำนั่งคลำดูท่าน

17:09

บอกว่าเมื่อใดบัณฑิต

17:11

ย่อมเห็นด้วยปัญญาว่าใช้ปัญญาพิจารณานะก็

17:15

รับว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

17:20

เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

17:26

นั่งทุกข์อะไรมันทุกข์อ่ะ

17:30

เมื่อสังขารมันไม่เที่ยงถ้าจิตใจเข้าไป

17:33

ยึดไปถือมันต้องการจะให้มันเที่ยงใจมันก็

17:38

เป็นทุกข์

17:41

ตอนนี้เราก็เลยเบื่อจะทุกข์มันซะเลย

17:44

เมื่อสังขารมันไม่เที่ยงเรามีสังขารต่อไป

17:48

มันก็เป็นทุกข์อย่างนี้ดีมั้ย

17:53

ถูกมั้ย

17:56

ฟังกันมานานแล้วคนที่ฟังผมเข้าใจว่าท่าน

18:00

เป็นผู้มีปัญญา

18:04

ผมไม่เคยคิดเลยว่าใครจะเป็นคนเลว

18:10

เป็นคนไม่ดีไม่มีปัญญานี่ผมไม่เคยคิดไอ้

18:14

คอมันจะรบกวนผมน

18:17

วัดมันรบกวนไม่พอแล้วก็ไอ้คอมันจะเอาอีก

18:20

ด้วยไอ้คอผมมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกันน่ะสิ

18:24

ในเมื่อคอผมไม่เที่ยงแล้วเสียงมันก็ไม่

18:27

เที่ยงไอ้เสียงไม่เที่ยงเลยทำใจท่านทั้ง

18:30

หลายให้ไม่เที่ยงไปด้วย

18:35

เพราะอะไรเพราะว่าท่านก็จะมานั่งนึก

18:41

ว่าคำแนะนำของผมในคืนนี้น่ะแหมก็จะว่ากัน

18:45

ซะเรียบร้อยนิ่มนวล

18:49

ไพเราะจับใจไพเราะสนอดโสดนะ

18:55

จับอกจับใจไม่มีอะไรเข้ามาสะดุด

18:59

พอพูดพูดเรื่องไม่เที่ยงเข้าอย่างเดียว

19:02

เพราะเทวดาไม่เที่ยงคอแกก็เกิดขึ้นมา

19:07

อยู่ๆแกก็อย่าไอ

19:10

พูดไปจมูกมันก็คัดจมูกมันเป็นหวัดสั่งน้ำ

19:14

มูกพูดฟาดพูดฟาด

19:20

นี่ท่านทั้งหลายเห็นว่าอาการทั้งหลาย

19:22

เหล่านี้มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง

19:26

เที่ยงมันก็รับ

19:29

ถ้าเห็นว่าเที่ยงก็ทุกข์

19:32

เที่ยงเพราะว่าธรรมดาของร่างกายมันจะต้อง

19:35

เป็นอย่างนี้ห้ามปรามมันไม่ได้

19:40

แต่ถ้าว่าเราจะว่าไม่เที่ยงมันก็ถูก

19:44

ว่าร่างกายที่มันควรจะทรงตัวเพราะเรา

19:47

เลี้ยงมันอยู่ตลอดเวลา

19:50

แต่มันกลับมีอาการไม่ทรงตัวขึ้นมามันก็

19:53

ต้องไม่เที่ยง

19:55

ดีมั้ครับ

19:59

อ้าเอากันอย่างนี้สบายดีนะ

20:02

เที่ยงก็ได้ไม่เที่ยงก็ได้สุดแล้วแต่

20:05

ปัญญาของท่าน

20:08

ท่านบอกว่าไม่เที่ยงแล้วก็มีความเบื่อ

20:11

หน่ายในทุกข์เพราะว่าถ้าไม่เที่ยงเรายึด

20:14

ถือมันเสียแล้วมันก็เป็นทุกข์

20:17

เราเบื่อหน่ายในทุกข์เป็นยังไงเราก็ไม่

20:19

ทุกข์มันซะเลยสิ

20:24

อย่าทุกข์มันทำไมมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า

20:28

สภาวะของร่างกายมันต้องเป็นอย่างนี้เป็น

20:31

ธรรมดา

20:34

ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ถ้าเรายังต้องการ

20:38

ความมีร่างกายอยู่มันก็ต้องประสบกับอาการ

20:41

อย่างนี้ไม่มีอาการทรงตัว

20:46

แล้วเราก็เลยไม่ยึดไม่ถือมันทั้ง 2 อย่าง

20:50

ทั้งร่างกายและอาการแห่งความทุกข์

20:53

ยุ่งมั้ย

20:55

ยุ่งมั้ยครับ

20:58

ไม่ยึดถือทั้งร่างกายและไม่ยึดถืออาการใด

21:01

ๆที่มันเสื่อมมันเปลี่ยนแปลงขึ้นมามัน

21:04

แทรกซ้อนขึ้นมาที่เป็นปัจจัยที่เราคิดว่า

21:07

มันเป็นความทุกข์

21:10

โยนมันทิ้งไปทั้ง 2 อย่าง

21:15

ร่างกายก็ไม่ยึดถือว่ามันเที่ยง

21:19

อาการทางกายที่เราเรียกว่าทุกข์เราก็ไม่

21:22

ถือว่ามันทุกข์

21:25

เพราะอาการของทุกข์ปล่อยให้เป็นเรื่องของ

21:27

ขันธ์ถ้าจิตใจเราสบาย

21:30

สบายตรงไหนสบายตรงที่คิดว่าถ้าร่างกายนี้

21:35

พังเมื่อไหร่เตสังบูปัสสโมสุโข

21:40

จึงแปลเป็นใจความว่าการเข้าไปสงบกายนั้น

21:43

ชื่อว่าเป็นสุขก็หมายความว่าการไม่มีกาย

21:46

นั่นเอง

21:49

ในเมื่อกายมันไม่มีไม่ยึดถือในร่างกายทุก

21:52

อย่างกายคนกายเทวดากายพรหมท่านบอกแล้วนี่

21:57

ในภพต่างๆขันธ์ 5 ไม่เป็นเรื่อง

22:02

เราก็ไม่เอามาสทั้งหมดไอ้กายทุกข์กายเป็น

22:05

กายอะไรฉันไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงของ

22:09

ร่างกายมันจะเป็นยังไงก็ช่างฉันไม่ทุกข์

22:13

ฉันถือว่าเธอมีสภาพเป็นอย่างนี้เป็น

22:16

ธรรมดาฉันจะทุกข์ทำไม

22:19

เพราะว่าฉันไม่สนใจในขันธ์ 5 ฉันไม่สนใจ

22:23

ในอาการ

22:25

ใช้สังสังขารุเปกญาณ

22:27

อารมณ์วางเฉยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาหมด

22:31

เรื่องกันไปเลย

22:35

เป็นอันว่าหมดเรื่องกันไปเลยไม่มี

22:40

สภาวะอย่างนี้ไม่มีต่อไป

22:44

อารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นกับเราสังขาร

22:47

เป็นยังไงก็ช่างมันอารมณ์จะเป็นยังไงก็

22:52

ช่างมัน

22:54

ถ้าภาวะเปลี่ยนแปลงขึ้นไปในร่างกายเป็น

22:57

ยังไงก็ช่างมันช่างเพราะอะไรช่างเพราะไม่

23:01

ต้องการมันต่อไป

23:05

ถ้าคิดอย่างนี้ท่านก็เป็นอรหันต์

23:09

คิดไม่แค่เนี้ย

23:12

คิดแบบสบายๆเป็นอรหันต์

23:16

ถ้าลงช่างมันเสียได้แล้วใครจะด่าก็ช่าง

23:20

มัน

23:21

ใครจะไหว้ก็ช่างมัน

23:24

ใครจะเสียดสีนินทายก็ช่างมัน

23:28

ใครจะสรรเสริญก็ช่างมันมันจะแก่ก็ช่างมัน

23:34

มันจะป่วยไข้ไม่สบายก็ช่างมัน

23:38

มันจะตายก็ช่างมันของรักที่จะพลัดพร่าจาก

23:43

กันก็ช่างมันเพราะสภาพของมันเป็นอย่างนี้

23:48

ทำได้ก็รับ

23:51

ทำได้เดี๋ยวนี้เป็นอรหันต์เดี๋ยวนี้

23:56

ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้เป็นวันหลังก็เป็น

23:59

วันหลังทำได้ก็เป็นอรหันต์

24:05

เป็นอันว่าสภาวะทั้งหลาย

24:09

มันเป็นของไม่ดี

24:11

เราปล่อยขันธ์ 5 ปล่อยอารมณ์แห่งความเป็น

24:14

ทุกข์

24:16

รักษากำลังใจเป็นสุขโดยการยอมรับนับถือกฎ

24:20

ของธรรมดา

24:24

อย่างนี้เที่ยงนะก็รับสบาย

24:28

อารมณ์สบายจริงๆ

24:31

วันนี้เรากินแกงหมู

24:35

พรุ่งนี้อย่าเพิ่งนึกว่าอย่าเพิ่งกินได้

24:37

กินแกงไก่

24:41

นึกว่าวันนี้จะกินอะไรก็ช่างพรุ่งนี้จะ

24:44

กินอะไรก็ช่าง

24:47

สภาวะของมันมีสภาพอย่างนั้นกินก็อยู่กิน

24:51

ก็ตายไม่กินก็ตาย

24:55

แล้วกินมากตายเร็วแล้วกินมากตายช้าก็ตาย

25:01

กินน้อยตายเร็วกินน้อยตายช้าก็ตายมันก็

25:04

ตายเท่านั้นมันตายไปทุกวัน

25:07

จะไปสนใจอะไรกับไอ้สภาวะที่มันจะบำรุงให้

25:12

เราตาย

25:14

อารมณ์ใจของเราไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด

25:19

อย่าไปยึดถือจุดของความสุขอย่าไปยึดถือ

25:22

จุดของความทุกข์ใดๆไม่มี

25:28

เป็นอันว่าไม่มีอีกแล้วเลิกกันยกยอดกันไป

25:35

ถ้ากำลังใจของท่านทรงอยู่อย่างนี้ก็ดูตัว

25:38

อย่างพระภิกษุ 500 รูปพระพุทธเจ้าบอกว่า

25:42

อัตภาพจะเป็นภพใดๆก็ตามอัตภาพมนุษย์ก็ดี

25:47

กามภพก็ดีรูปภพก็ดีหมายความที่เป็นมนุษย์

25:52

ก็ดีเป็นเทวดาก็ดีเป็นทรงก็ดีมันไม่

25:55

เที่ยง

25:57

ถ้ามันไม่เที่ยงเราก็เบื่อหน่ายในทุกข์

26:02

ไอ้ของสิ่งใดที่เราเบื่อมันก็ไม่ทุกข์่ะ

26:05

สิเราเบื่อแล้วเราไม่ต้องการไม่ต้องการ

26:09

ความทุกข์เพราะอะไรเพราะยอมรับนับถือกฎ

26:11

ของธรรมดา

26:15

ธรรมดามีอย่างนี้อย่าปลนเปล่ากว่านี้อีก

26:19

ไม่ได้แล้ว

26:21

เป็นอันว่าเราก็เลิกคบมันทุกอย่างทำใจวาง

26:27

เฉยมันจะมายังไงก็ช่างคิดไว้เสมอว่าชาติ

26:32

นี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับเรา

26:37

ชาติหน้าไปขึ้นชื่อว่าการเป็นมนุษย์ก็ดี

26:41

เป็นเทวดาก็ดีเป็นพรหมก็ดีไม่มีสำหรับเรา

26:46

แล้วเราจะเป็นอะไร

26:48

เราจะเป็นอะไรก็ช่างมันเราไม่เป็นคนเรา

26:52

ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่เป็นไม่เป็น

26:55

สุรกายไม่เป็นสัตว์นรก

26:58

เราไม่เป็นเทวดาเราไม่เป็นพรหมไม่ต้องการ

27:02

ไม่นิยมอะไรมันทั้งหมด

27:05

แล้วมันจะเป็นอะไรก็ช่างมันที่ท่านเรียก

27:08

ว่านิพพาน

27:10

บรรดาพระโยคาวจรทุกท่านเวลาหมดเสียแล้ว

27:14

คิดว่าการแนะนำเท่านี้มากไปสำหรับทุกท่าน

27:19

รับคำแนะนำอยู่เสมอต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้ง

27:22

กายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น

27:26

กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกใช้คำภาวนา

27:30

และพิจารณาตามอัติยาศัยจนกว่าท่านจะเห็น

27:34

ว่าสมควรแก่เวลาสวัสท่านประโยคทั้งหลาย

27:41

เวลานี้ท่านทั้งหลายสมาทานพระกรรมฐานแล้ว

27:47

ขอได้โปรดตั้งใจสดับคำแนะนำในการเจริญพระ

27:52

กรรมฐาน

27:55

สำหรับคำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐานวันนี้

28:00

ก็จะขอนำเอาเรื่องของบุคคลตัวอย่าง

28:06

เอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางการ

28:09

ปฏิบัติ

28:12

เพราะว่าคำแนะนำใดๆที่สอนฝนไว้เพื่อมรรค

28:15

ผล

28:17

ท่านฟังกันหลายจบแล้ว

28:22

ตอนนี้ก็จะได้นำเอาเรื่องราวของพระที่

28:25

ท่านปฏิบัติละเล็กละน้อยแล้วก็ได้เป็น

28:28

อรหัตผล

28:31

มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ

28:34

ของท่าน

28:36

เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระโพธิกเถระ

28:42

นึกความตามพระบาลีมีอยู่ว่า

28:46

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

28:49

ทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร

28:55

ทรงปรารภพระเถระนามว่าโปทิระ

29:00

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่าโยคาเวเป็นต้น

29:08

กล่าวว่านี่สำหรับพระอานนท์

29:11

ท่านบอกว่าได้ยินมาแล้วอย่างนี้ว่าพระโพ

29:15

พระโพธิระนั้น

29:18

เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาขององค์

29:22

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

29:24

ทั้ง 7 พระองค์

29:27

หมายความว่าเกิดมาในกาลก่อนๆนั้นน่ะเคย

29:30

ทรงพระไตรปิฎกมาแล้ว

29:33

จำพระไตรปิฎกได้มีความเข้าใจในด้านพระ

29:37

ปริยัติ

29:40

ผ่านศาสนาขององค์สมเด็จพระทรงสวสวัสดิมา

29:44

ถึง 7 พระองค์

29:46

แต่ก็ไม่ได้เป็นพระอริยอริยเจ้านี่ซวย

29:49

จริงๆ

29:52

เค้าเรียกว่าเสียกระดาษ

29:55

นี่บรรดาเสียกระดาษเป็นอย่างี้คุยรู้

29:58

อย่างนั้นรู้อย่างนี้แต่ไอ้กิเลสเไม่รู้

30:01

ว่ามันอยู่ที่ไหน

30:03

ไม่สามารถจะทำลายเป็นได้มันเป็นความเลว

30:07

ทรามมากสำหรับดวงจิตประเภทนี้

30:12

เมื่อทรงพระไตรปิฎกแล้วก็สอนบรรดาภิกษุ

30:16

ทั้งหลาย 500 รูป

30:19

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

30:24

ทรงมีพระพุทธดำริว่า

30:28

ภิกษุรูปนี้

30:32

ไม่มีแม้แต่ความคิดว่าเราจะทำการสลัดออก

30:37

จากความทุกข์แก่ตน

30:41

นี่หมายความว่าเธอเรียนแล้วก็สอนเมาใน

30:44

ความรู้

30:47

แต่ว่าไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่ว่าจะทำลาย

30:51

กิเลสให้มันหมดไปนี่ไม่เคยคิด

30:55

องค์สมเด็จพระธรรมสามิตจึงทรงดำริว่าเรา

30:58

จะทำเธอให้เกิดความสลดใจ

31:04

นับจำเดิมแต่นั้นมาองค์สมเด็จพระ

31:07

สัมมาสัมพุทธเจ้า

31:10

พระองค์ก็ทรงตรัสตัจวเถระนั้นว่าพระเถระ

31:15

นั้นในเวลาที่พระเถระมาสู่ที่บำรบำรุงพระ

31:20

องค์ว่ามาเถิด

31:23

คุณใบลานเปล่า

31:27

นั่งลงเถิดคุณใบานเปล่า

31:31

ไปเถิดคุณบรรลคุณใบานเปล่า

31:36

และในเวลาที่พระเถระไปก็ตรัสว่าคุณใบลาน

31:41

เปล่าไปแล้ว

31:44

พระโพเอ่อพระโพธิธีระนั้นคิดว่าแหมตนี้

31:49

อยากจะแทรกสักนิด

31:53

คำว่าคุณใบานเปล่าก็หมายความว่ารู้พูดได้

31:58

เข้าใจดี

32:01

แต่ว่าจิตยังคลุกคลีไปด้วยกิเลสใบลานมี

32:05

พระธรรมแต่ก็ไม่ได้เคยแกะเอาพระธรรมเข้า

32:08

มาปิดไว้ที่ใจ

32:11

คือหมายความว่าจำได้แต่ว่าไม่ปลดกิเลสเ

32:15

เรียกว่าลานเปล่า

32:18

อย่างนี้อย่างพระหรือว่าอย่างอุบาสก

32:21

อุบาสิกาที่ดูหนังสือรู้หนังสือมากๆเป็น

32:24

ชั้นนั้นชั้นนี้ชั้นโน้นอะไรก็ตาม

32:28

แต่ว่าไอ้จิตใจยังมั่วสมกิเลสเค้าเรียก

32:31

ว่าคนใบลานเปล่า

32:34

จำให้ดีนะครับที่ผมเรียกว่าเสือกระดาษ

32:39

เวลานี้มีเยอะเมามายลาภยศสรรเสริญสุขแต่

32:43

ว่าที่ท่านมียศท่านไม่เมาก็มีนะระวังให้

32:46

ดีจะไปนึกว่าท่านที่มียศน่ะเมาไปหมด

32:52

บางทียศเใครเย่องย่องย่องเอามาให้ก็แค่

32:57

นั้นแหละไปเมาอีกแค่ยศมันก็ติดกิเลส

33:02

พูดกันต่อไปว่าพระโพธิระนั้นคิดว่าเรา

33:06

ย่อมทรงซึ่งพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา

33:11

อรรถกถาหมายถึงคำอธิบาย

33:15

พยายามสอนธรรมแก่บรรดาภิกษุทั้งหลาย 500

33:18

รูปถึง 18 คณะ

33:23

เป็นคณะใหญ่

33:28

หมายความคณะหนึ่ง 500 รูป 18 คณะก็เยอะนะ

33:31

เป็นอาจารย์ใหญ่อาจารย์เบรเร่อ

33:35

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จพระสัมมา

33:38

สาสัมพุทธเจ้ายังตรัสเรียกเราหนึ่งๆว่า

33:41

คุณใบลานเปล่า

33:45

เป็นว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่

33:48

เรียกเราอย่างนี้ก็เพราะความที่เราไม่มี

33:52

คุณวิเศษ

33:54

แม้แต่ฌานปฐมฌานเราก็ไม่มีจริงๆ

34:00

ถ้า

34:02

เมื่อท่านดำริอย่างนี้แล้วก็เกิดความ

34:04

สังเวชสลดจิตขึ้นมาในใจ

34:08

จึงคิดว่าบัดนี้เราจะเข้าไปสู่ป่าแล้วทำ

34:12

สมณธรรมแม้นดีจริงๆรู้ตัวดีมากจึงจัดแจง

34:20

บาตรและจีวร

34:22

เองนั่นแหละไม่ใช้ลูกน้อง

34:25

ได้ออกไปพร้อมกันด้วยบรรดาภิกษุที่เรียน

34:29

ธรรมแล้วออกไปภายหลังที่ภิกษุทั้งหมด

34:33

ในเวลาวันใกล้

34:36

นี่ไปไม่ถือตัวรู้ตัวง่ายๆอย่างนี้ก็

34:40

สำเร็จมรรคผล

34:42

พิกษุนั่งสาธยาอยู่ในบริเวณนั่งสวดมนต์

34:47

ท่องจำที่พระเถระสอน

34:51

เธอไม่ได้กำหนดว่าท่านอาจารย์เถระองค์นี้

34:56

ไปสิ้น 2 โยชน์แล้ว

35:00

หมายความว่าบรรดาพระทั้งหลายนั้นนั่ง

35:03

เรียนเพลินท่องเพลินดูเพลินอ่านเพลิน

35:10

ก็เรียนกับอาจารย์แต่อาจารย์เปิดไปแล้ว

35:12

ไกลถึง 12 โยชน์

35:15

ลูกศิษย์เรียนเพลินอยู่ที่นี่

35:19

ท่านเข้าไปหาภิกษุ 30 รูปที่อยู่ในอาวาส

35:25

ราวป่ายแห่งหนึ่ง

35:27

ไหว้พระสังฆเถระคือพระผู้ใหญ่แล้วกล่าว

35:31

ว่าท่านผู้เจริญ

35:34

ขอท่านจงเป็นที่พึ่งแก่กระถมเผิดก็ที่

35:38

พึ่งของกระผมเถิดก็รับ

35:42

ความจริงพระที่ท่านไปหานี่เป็นพระลูก

35:44

ศิษย์ของท่านนะท่านสอนให้รู้ปริยัติธรรม

35:47

ไปหมด

35:49

สำหรับพระสังฆเถระผู้มีอายุ

35:53

จึงกล่าวว่าท่านผู้มีอายุ

35:57

ท่านเป็นธรรมกถึกเป็นผู้แสดงธรรม

36:01

สิ่งใดที่ที่ว่าพวกเราได้พึงทราบได้ก็

36:05

เพราะอาศัยท่านที่เรามีความรู้ขึ้นมาได้

36:08

เนี่เราอาศัยพวกท่านสอน

36:11

ทำไมท่านจึงกล่าวว่าขอท่านขอผมเป็นที่

36:15

พึ่งแล้วก็รับ

36:17

พระโพธิระจึงกล่าวว่าท่านผู้เจริญ

36:21

ขอท่านจะทำอย่างนั้นเลยขอท่านจงเป็นที่

36:25

พึ่งกันกับผมเถิดความจริงท่านเป็นพระดี

36:29

มาก

36:31

ไม่เมา

36:33

ไม่เมาความรู้เหเหมือนพระมหากบิน

36:37

หรือว่ากปิลภิขุ

36:41

ในต่อมาพระเถระเหล่านั้นทั้งหมดหมายความ

36:46

ทั้งหมดเณรทั้งหมด

36:50

ที่อยู่ในสำนักนั้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่

36:53

เป็นพระขีาสพคือเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น

36:59

ลำดับนั้นพระมหาเถระจึงได้ส่งพระโพธิระ

37:03

นั้นไปสู่สำนักของอนุเถระคือพระที่มี

37:06

อาวุโสรองลงไป

37:10

ว่าท่านอาจารย์จะไปหาพระองค์นั้นเป็นที่

37:13

พึ่งเถิด

37:16

ภิกษุแต่ที่ท่านทำอย่างนี้ก็คิดว่าดำริ

37:21

ว่าพระภิกษุรูปนี้ที่มีมานะมากเพราะอาศัย

37:26

การเรียนการรู้ตามหลักพระปริยัติแท้ๆถือ

37:32

ตัวมากเกินไปจะต้องทำลายมานะให้หมดไป

37:37

สำหรับพระอนุเถระก็กล่าวกับพระโพธิละว่า

37:41

ถ้าอย่างนั้นท่านก็โปรดไปหาองค์โน้นเถิด

37:45

ไปหาองค์โน้นก็บอกว่าไปหาองค์นั้นเถิดไป

37:48

หาองค์นั้นก็บอกไปหาองค์โน้นเถิดว่ากัน

37:50

อย่างนี้ก็แล้วกันเป็นภาษาไทย

37:54

ในที่สุด

37:58

ท่านองค์ท้ายที่สุดก็บอกให้ไปหาเณรอายุ 7

38:02

ขวบ

38:04

ซึ่งเป็นสามเณรผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด

38:08

แต่ก็เป็นอรหันต์

38:12

ซึ่งนั่งทำกรรมคือการเย็บผ้าขณะเณรองค์

38:16

เล็กๆเนี่ยกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในที่พัก

38:19

กลางวัน

38:21

พระเถระทั้งหลายนำพระมานะของตนออกได้แล้ว

38:26

ว่าโธ่เอ้ยบาลีถึงก็ล่อยุ่งเป็นอันว่าพระ

38:30

โพธิระนั้นหมดมานะทิฐิ

38:36

เพราะว่าจะหาที่พึ่งก็จะได้ที่พึ่งกับโนน

38:39

ท้ายบาหลีนู่น

38:43

เมื่อได้ที่พึ่งก็ไปหาสามเณรน้อยไป

38:49

หาสามเณรน้อยหมายความว่าท่านจะหมดมานะ

38:52

ทิฐิได้เพราะบรรดาพระทั้งหลายบอกโน่นๆ

38:56

องค์โน้นน่ะละท่านสอนท่านได้ไปหาองค์นั้น

38:58

ก็บอกไปองค์โน้นน่ะสอนสอนท่านได้นั่นน่ะเ

39:02

ไอ้การถือตัวถือตนมันก็หมดไป

39:06

ในที่สุดท่านให้ไปหาเณรตัวเล็กๆอายุ 7 ปี

39:11

แต่ว่ามีความดีคือเป็นพระขีาสพคือได้แก่

39:15

เป็นอรหันต์

39:18

ท่านก็เข้าไปพระโพธิระนั้นท่านกล่าวว่ามี

39:23

มานะอันเถระทั้งหลายนำออกแล้ว

39:27

ฟังยุ่งหมายความหมดมารทิฐิ

39:31

จึงเข้าไปประคองอัญชลีในสำนักของสามเณร

39:35

แล้วกล่าวว่าท่านสัตบุรุษ

39:41

กล่าวว่าท่านสัตบุรุษขอท่านจงเป็นที่พึ่ง

39:44

กับผมเถิดนี่ท่านเป็นพระผู้ใหญ่เป็น

39:46

อาจารย์ใหญ่นะสอนพระไตรปิฎก

39:50

สามารถยกมือไหว้สามเณรได้

39:55

แล้วท่านผู้ฟังคิดมว่าพระผู้ใหญ่ไปไหว้

39:58

สามเณรเณรนั้นเณรจะบาปมั้ย

40:02

ผมก็ตอบว่าแต่ความจริงเวลานั้นน่ะเณรใหญ่

40:06

กว่าพระองค์นั้น

40:08

ท่านที่เป็นเณรอายุเพียง 7 ปีท่านได้

40:12

สำเร็จอรหันต์องค์สมเด็จพระ

40:14

สัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกบุคคลนั้นว่าพระ

40:17

มหาเถระ

40:20

ถือว่าเป็นผู้ใหญ่โดยคุณ

40:24

ไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่โดยอาศัยที่มีอายุมาก

40:30

คนมีอายุมากแต่ไม่คุณไม่มีคุณสมบัติเค้า

40:33

เรียกว่าแก่ฟักแก่แฟงแก่แตงแก่น้ำเต้า

40:39

มันไม่มีความหมายอะไรไม่เหมือนแก่มะพร้าว

40:42

ถ้ายิ่งแก่ยิ่งห้าวมันก็ยิ่งมัน

40:45

สมดับสามเณรตัวเล็กๆนั้นท่านเป็นอรหันต์

40:49

จบยอดหรือจบกิจแห่งพระพุทธศาสนาพระ

40:52

พุทธเจ้าเรียกว่าพระมหาเถระ

40:57

มันเล่าเรื่องของท่านต่อไปฟังแล้วก็จำให้

41:00

ดีนะครับรับนี่เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ

41:05

สามเณรยังบอกว่าตายจริงท่านอาจารย์

41:09

ถ้าอาจารย์มาพูดอะไรอย่างนั้นน่ะก็รับ

41:13

ท่านเองเป็นคนแก่

41:16

ท่านเองเป็นผู้รู้เป็นครูบาอาจารย์เขา

41:21

เหตุไรจึงจะมาทำให้ผมเป็นที่พึ่งของพระ

41:25

คุณเจ้าและผู้รับ

41:28

ท่านโปธิระจึงได้กล่าวว่าท่านสัตบุรุษ

41:32

อย่าทำอย่างนั้นเลย

41:35

ขอจงเป็นที่พึ่งของผมเถิดก็รับ

41:39

ท่านสามเณรกล่าวว่าท่านก็รับหากท่านจัก

41:44

เป็นผู้มีความอดทนต่ออาวาสได้แล้ว

41:48

ผมจะเป็นที่พึ่งของท่านเออเอาล่ะสิ

41:54

เณรแสดงความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้ว

41:59

พระโพธิระจึงกล่าวว่าผมทำได้ขอรับท่าน

42:02

สัตบุรุษ

42:04

เมื่อกล่าวว่าเมื่อสำเร็จกล่าวว่าจงเข้า

42:09

ไปสู่ไฟผมก็จะเข้าไปกองไฟเดี๋ยวนี้แหละก็

42:13

รับแนนี่ท่านดีจริงๆนะละมานะทิฐิได้ไม่

42:18

ถือตัวไม่ถือตนว่าเคยเป็นคณาจารย์ใหญ่ใคร

42:23

ก็เป็นลูกศิษย์แต่ความจริงท่านพระทั้งหมด

42:26

นี้ที่เป็นอรหันต์เป็นลูกศิษย์ท่านทั้ง

42:28

นั้น

42:30

ท่านสอนทำให้แล้วก็พระทั้งหลายปฏิบัติทำ

42:33

จิตให้ผ่องใสเป็นอรหันต์หมดแต่อาจารย์

42:38

ปรากฏว่าเป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลส

42:41

ที่ต้องคิด

42:44

ถึงกล่าวว่าลำดับนั้นสามเณรจึงได้แสดง

42:48

สะสะหนึ่ง

42:50

อยู่ที่ไม่ไกลไปแล้วกล่าวกับท่านว่าท่าน

42:54

รับท่านนุ่งห่มตามเดิมนี่แหละ

42:58

จงไปสู่ในสระคือลงสระให้น้ำมันเปียกลงใน

43:02

น้ำ

43:04

กล่าวว่าสามเณรนั้นก็รู้ความที่อาจารย์

43:09

ผู้ใหญ่นั้นท่านมีจีวร 2 ชั้น

43:13

ซึ่งมีราคามากที่พระเถระนั้นต้องห่มอยู่

43:18

อยากจะทดลองดูว่าพระเถระจะเป็นผู้อดทนต่อ

43:23

วาสได้หรือไม่

43:25

ได้กล่าวอย่างนั้นแม้ว่าเถระด้วยคำๆเดียว

43:31

คือหมายความว่าเณรบอกลงไปในสระในน้ำท่าน

43:34

ก็เดินลงไปเลยว่าตามกันไม่มีทิฐิมานะไม่

43:40

นึกว่านี่เด็กเล็กๆจะมาเล่นตลกกับเราว่า

43:44

กันตรงไปตรงมาก็บอกแล้วนี่บอกว่าเอาสั่ง

43:48

อะไรก็เอาสั่งเข้ากองไฟก็อย่าจะเข้า

43:53

แต่นี่สามเณรสั่งให้เข้าลงไปในน้ำเรื่อง

43:56

อะไรจะไม่ลง

43:58

ลำดับนั้นในเวลาที่ชายจีวรเปียกสามเณรจึง

44:02

ได้เรียกท่านว่าท่านอาจารย์ก็รับขึ้นมา

44:05

เถิดก็รับ

44:08

แล้วก็กล่าวกับท่านผู้ยืนอยู่ด้วยถ้อยคำ

44:12

เดียวนั้นว่าถ้าอาจารย์ผู้เจริญ

44:16

ในจอมปลวกแห่งหนึ่งนี่ฟังให้ดีนะครับเป็น

44:20

ถ้อยคำที่สามเณรซึ่งเป็นพระอรหันต์เทศ

44:26

ว่าท่านอาจารย์ผู้เจริญในจอมปลวกแห่ง

44:29

หนึ่ง

44:31

มีช่องอยู่ 6 ช่อง

44:34

จำให้ดีนะครับรับ

44:37

ในช่องทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปภายใน

44:42

โดยช่องหนึ่งช่องหนึ่งหมายความจะ

44:45

เข้าไปทางไหนก็ได้

44:48

ไอ้ 6 ช่องไอ้มันคลานเข้าไปได้เสมอ

44:51

ตามใจมันตอนนี้มีบุคคลผู้ประสงค์จะจับ

44:58

เขาจึงอุดช่องทั้ง 5 ช่องนั้นเสียเอาไว้

45:01

เป็นแค่ช่องเดียว

45:05

แล้วก็ทำลายช่องที่ 6 นั้นแล้วจึงจับเอา

45:12

โดยช่องที่มันเข้าไปนั่นแหละ

45:16

นี่หมายความว่าไอ้ช่องมันมี 6 ช่องนะอุด 5

45:21

ช่องมันก็เหลือช่องเดียวสิ

45:25

เจ้ามันเข้าไปทางนั้นหรือมันโผล่มา

45:28

ทางนี้ก็หล่อป๊กตีปั๊บตายปกเสร็จไม่

45:33

เหลือ

45:35

เป็นอันว่าเขาก็จับไปกินได้

45:39

นี่ท่านเทศน์เป็นปริศนานะฟังกันให้ดีจำ

45:44

ไว้ด้วยคิดไว้ด้วยคิดได้วันนี้เป็น

45:48

อรหันต์วันนี้คิดได้พรุ่งนี้เป็นอรหันต์

45:52

พรุ่งนี้ชาตินี้คิดไม่ได้ชาติหน้ายังไม่

45:55

เป็นอรหันต์

45:58

ไม่เห็นมันยาก

46:01

ท่านบอกว่าบรรดาทวารทั้ง 6 ไอ้ช่องที่

46:05

ปลวกที่มีช่อง 6 ช่องท่านเปรียบกับทวาร

46:08

ทั้ง 6

46:10

ทวารทั้ง 6 มีอะไรมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ

46:15

นะ

46:17

ถ้าวานนี่ไม่ได้หมายความว่าทวารหนักทวาร

46:19

เบาอย่าไปลอกให้อย่างงั้นนะไอ้ทวารหนัก

46:22

ทวารเบาทวารป่าทวารหูทวารมกก็ไม่ใช่อย่าง

46:26

นั้นนี่เป็นทวารคืออายตนะ

46:31

ึงกล่าวว่าบรรดาทวารทั้ง 6

46:35

แม้ท่านจงปิดทวาร 5

46:40

ปิดทวาร 5 ที่เหลือนั้นแล้วคือหมายความ

46:44

ว่าทั้ง 5 ทวารเนี่ยปิดมาซะเปิดมันทวาร

46:48

เดียว

46:51

แล้วจึงเริ่มบริกรรมไว้ในมโนทวาร

46:57

หมายความปิดตาหูจมูกลิ้นกาย

47:01

นะทวาร 5

47:04

เหลือจะทวารใจทวารเดียว

47:09

แล้วก็มีในประมาณเท่านี้ความแจ่มแจ้งจะ

47:13

ได้มีแก่ภิกษุคือเป็นหูสูตร

47:17

ดุติยการลุกโพรงขึ้นแห่งดวงพระทีปนั้นพระ

47:21

โพธิธีระนั้นกล่าวว่าท่านสัตท่านท่าน

47:25

สัตบุรุษ

47:27

คำมีประมาณเท่านี้นั่นแหละพอ

47:31

แล้วจึงหยั่งญาณลงในกในในกะในกระชะกายแ

47:38

ยุ่งในร่างกายะคือว่าทำความรู้สึกใช้

47:43

ปัญญาพิจารณากายกายคตานุสติกรรมฐาน

47:47

เอาอย่างี้ดีกว่าท่านจำง่ายนะ

47:51

แล้วก็ปรารภธรรมจำได้มครับ

47:56

ปิดทวารทั้ง 5 เสียเหลือแต่ทวารเดียว

48:00

เอาจะเหลือแต่มโนทวาร

48:04

แล้วเอามโนทวารนั้นพิจารณา

48:06

กายคตานุสติกรรมฐาน

48:08

ว่ามันเป็นของไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์มัน

48:11

เป็นอนัตตา

48:13

ถ้าเราศึกษาใน

48:17

มหาปฏิปัฏฐานสูตรก็จับจิตตานุปัสสนา

48:22

มหาปฏิปัฏฐานที่เรับ

48:26

จับจุดนั้นจุดเดียวแล้วก็ว่าเรื่อยมาถึง

48:29

กายาเวทนาธรรมาหมด

48:33

จับอยู่จุดเดียวเท่านี้กิเลสมันจะอยู่ได้

48:37

ยังไง

48:39

กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่กายกิเลสมันอยู่ที่

48:41

ใจ

48:43

แต่ส่วนมากเราไปปรับปรุงกายแล้วมันจะเกิด

48:47

ผลอะไรแล้วก็รับ

48:50

ฟังต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรประทับอยู่ใน

48:54

ที่สุดแห่งประมาณ 120 โยชน์

48:59

ทอดพระเนตรดูภิกษุนั้นแล้วองค์สมเด็จพระ

49:02

ประทีปแก้วทรงมีพระพุทธดำริว่า

49:06

ภิกษุนี้จะเป็นผู้มีปัญญากว้างขวางด้วยจะ

49:11

แผ่นดิน

49:13

ด้วยประการใดแลหมายความว่าต้องการให้พระ

49:16

องค์นั้นใช้ปัญญาให้ถูกต้อง

49:20

ครอบงำอาการทั้งหมดสามารถทำลายกิเลสให้

49:24

สิ้นชาติ

49:27

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

49:30

จึงคิดว่าการที่เธอตั้งตนไว้โดยประมาณ

49:34

เท่านั้นนั่นแหละย่อมเป็นการสมควร

49:38

และจึงทรงเปล่งพระรัศมีประหนึ่งว่าประทับ

49:42

อยู่ที่หน้าเถิดคือ

49:46

ตรัสเป็นบาทพระคาถาว่าปัญญาย่อมเกิดเพราะ

49:50

การประกอบ

49:53

ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพราะการไม่ประกอบ

49:59

บัณฑิตรู้ทาง 2 แพร่งแห่งความเจริญและ

50:03

ความเสื่อมนั่นแล้วพึงตั้งตนไว้โดยประการ

50:07

ที่ปัญญาจะพึงเจริญได้

50:11

เท่านี้นะพอจบเท่านี้ท่านก็เป็นพระ

50:15

อรหันต์

50:18

ตอนนี้มาว่าถึงพวกเราบ้าง

50:22

ฟังเท่านี้มีความเข้าใจมั้ย

50:27

อันดับแรกจงวางความถือตัวถือตนเสีย

50:34

จงอย่าคิดว่าเราดีกว่าเขา

50:38

เราเลวกว่าเขาหรือว่าเราเสมอเขา

50:43

ไม่ต้องการมันทั้งหมด

50:47

ดีกว่าเขาก็ไม่เอา

50:50

เลวกว่าเขาก็ไม่เอา

50:53

เสมอเขาก็ไม่เอาเอาอะไร

50:57

เอาธรรมดาๆมดาว่าใครจะดีใครจะเลวใครจะ

51:01

เสมอไม่เกี่ยวแล้ว

51:04

อัตนาโจทยานัง

51:08

ฉันเกี่ยวอย่างเดียวคือล้างกิเลสให้สิ้น

51:11

ชาติไปจากจิต

51:15

และเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระธรรมสามิตที่

51:18

สามเณรสอน

51:22

ว่าทวารทั้ง 6 อย่าสนใจมัน

51:27

ตาหูจมูกลิ้นกายไม่เป็นเรื่อง

51:31

มีตาทำตาเหมือนตากระทู้ดูอะไรไม่รู้

51:35

เรื่อง

51:37

มีหูก็ทำเหมือนหูกระทะไม่ไม่รู้เรื่องใคร

51:42

เจะว่ายังไงใครจะสวยใครจะไม่สวยก็ช่างมัน

51:47

ใครจะพูดดีใครจะพูดชั่วก็ช่างมัน

51:53

ไอ้ลิ้นรสมันจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ช่าง

51:57

มันกินไปยังอทภาพให้เป็นไป

52:04

ตาหูนะจมูก

52:07

กลิ่นมันจะหอมหรือมันจะเหม็นก็ช่างอย่าง

52:10

นั้นไม่สนใจ

52:12

กายจะสัมผัสกับที่นั่งที่นอนนิ่มนวล

52:16

ประการใดสัมผัสกับเนื้อของใครเป็นยังไงก็

52:19

ช่างมัน

52:21

ไม่สนใจถือว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มัน

52:24

เป็นอนิจจัง

52:27

ไม่มีอะไรทรงตัวถ้าเราไปยึดไปถือมันเข้า

52:31

ก็เป็นทุกขัง

52:34

แล้วในที่สุดมันก็สลายตัว

52:38

จะเกิดประโยชน์อะไรกับการที่จะสนใจสิ่ง

52:42

ที่มาจากตาเห็นจากตาได้ยินจากหู

52:47

กลิ่นไม่กระทบจมูก

52:50

รสกระทบลิ้นกายสัมผัส

52:54

ก็ไอ้กายนี่มันเป็นเรื่องพังทั้งนั้น

52:59

วัตถุธาตุต่างๆที่เห็นด้วยตามันก็พัง

53:04

เสียงได้ยินในหูมันก็พังมันหายไปกลิ่น

53:08

กระทบจมูกแล้วก็พังมันหายไป

53:12

ลิ้นกระทบรถหน่อยหนึ่งรถเดี๋ยวๆคลืนแล้ว

53:16

รถก็หายไปกายสัมผัสกายไม่เกิดประโยชน์

53:20

อะไรเพราะมันเป็นปัจจัยของความทุกข์

53:25

เรามารักษากำลังใจของเราให้มีความสุขคือ

53:30

ไม่ยึดถือรูปด้วย

53:33

ไม่ยึดถือเสียงด้วยไม่ยึดยึดถือกลิ่นด้วย

53:37

ไม่ยึดถือรสด้วยไม่ยึดถือสัมผัสด้วย

53:42

จิตใจช่วยคิดว่าร่างกายนี้จะสลายตัวเมื่อ

53:46

ไหร่ก็ช่างเพราะเป็นปัจจัยของความทุกข์

53:50

ถ้าเรายังมีร่างกายอยู่เราจะหาความสุข

53:54

อะไรไม่ได้ฉะนั้นเรากับร่างกายนับตั้งแต่

53:58

บัดนี้เป็นต้นไปไม่ใช่สหายที่รักเราถือ

54:02

ว่าร่างกายเป็นศัตรู

54:05

ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมมาครูเพียง

54:09

เท่านี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย

54:13

อยู่ที่ไหนท่านก็เป็นพระอรหันต์

54:17

อยู่ในบ้านในเมืองก็เป็นอรหันต์

54:20

อยู่ในป่าช้าป่าชัดก็เป็นอรหันต์จะอยู่ใน

54:24

ตุ่มในโพงไม้อะไรก็เป็นอรหันต์บรรดาท่าน

54:28

พระโยคาวจรทุกท่าน

54:32

เป็นอันว่าคำแนะนำในวันนี้ยกบุคคลเข้ามา

54:36

เป็นตัวยัง

54:38

เผื่อว่าท่านทั้งหลายชอบใจธรรมะอย่างนี้

54:41

ก็นำไปประพฤติปฏิบัติ

54:44

เห็นไหมว่าสมัยองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์

54:47

เี่เฟังกันไม่มากเพราะเป็นใช้ปัญญาเป็น

54:50

เครื่องคิด

54:53

เขาจึงพากันจบจิตพระพุทธศาสนาได้โดยง่าย

54:57

สำหรับเวลานี้มองดูแล้วเลยไปนิดนึงก็ขอ

55:01

ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ต่อนี้ไปขอท่าน

55:04

ทั้งหลายตั้งกายให้ตรงดำรงลงจิตให้มั่น

55:09

ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครัศัย

55:12

จนกว่าจะเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่

Interactive Summary

บทเทศนานี้กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหันต์ โดยยกตัวอย่างภิกษุ 500 รูปในสมัยพุทธกาล ที่แม้จะเรียนปริยัติธรรมมามาก แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรม จนกระทั่งได้ฟังธรรมะเรื่องความไม่เที่ยง และการปล่อยวางจากพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างพระโพธิเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎก แต่ยังติดยึดในความรู้ จนถูกพระพุทธเจ้าเรียก "คุณใบลานเปล่า" และสามเณรอายุ 7 ขวบ ที่เป็นพระอรหันต์ ได้แสดงธรรมเปรียบเทียบอายตนะทั้ง 6 กับช่องของจอมปลวก เพื่อสอนให้ละวางกิเลสและยึดมั่นในกายคตานุสติกรรมฐาน ท้ายสุด เน้นย้ำว่าการบรรลุธรรมอยู่ที่การใช้ปัญญาพิจารณา ไม่ใช่การท่องจำเพียงอย่างเดียว

Suggested questions

4 ready-made prompts

Recently Distilled

Videos recently processed by our community