ทำสมาธิยังไงไม่ให้ฟุ้งซ่าน? วิธีแก้อารมณ์ "พล่าน" ฉบับเร่งรัด โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ #ธรรมะสอนใจ
901 segments
เอ่อสำหรับต่อนี้ไป
ขอท่านทั้งหลาย
ตั้งใจสดับคำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐาน
สำหรับการเจริญพระกรรมฐานต่อไปนี้
ขอให้ชื่อว่าเป็นคำสอนในระหว่างเข้าพรรษา
2521
7
จะได้ทบทวนกันมาตั้งแต่ต้น
เป็นตามลำดับไป
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าพิสูจน์แล้ว
จากคำสอนที่สอนมาในอันดับแรกๆ
ยังเห็นว่าบรรดาภิกษุสามเณรอุบาสก
อุบาสิกา
ที่รับฟังคำสอนกันมาตั้งแต่ต้น
แล้วก็ยังมีปฏิปทาหรืออารมณ์ใจที่เข้าถึง
ไม่สมควรแก่กาแก่คำสอน
เพราะว่าเวลาการผ่านมามาก
ก็ยังมีอีกหลายท่าน
ที่ยังบูชากิเลสอยู่เป็นอย่างหนัก
ทั้งนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายเวลาที่พัก
ผ่านมาอย่างยิ่ง
ว่าการรับอบรมในการเจริญพระกรรมฐานก็ดี
การอุทิศตัวเข้ามาอยู่ในขอบเขตของพระ
พุทธศาสนาก็ดี
เวลาการผ่านมานับเป็นปี
แม้แต่ฌานโลกียเบื้องต้นคืออุปจารสมาธิ
ก็ไม่สามารถจะทรงได้
เป็นที่น่าสิ้นดายกาลเวลาที่ผ่านไปอย่าง
ยิ่ง
ฉะนั้นต่อนี้ไป
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงภิกษุรสมเณร
จงมีความตั้งใจดี
อย่าบูชากิเลส
เราอุทิศตนเข้ามาในขอบเขตในศาสนาขององค์
สมเด็จพระบรมโลกเทศ
เพื่อหวังความดี
ความจริงคำสอนต่างๆที่มีมาแล้วครบถ้วน
ภิกษุบางรุ่น
รับคำสอนมาหลายๆรอบ
ซึ่งเป็นที่น่าสิ้นอย่างยิ่ง
ที่บรรดาท่านพุทธพุทธบริษัทชายหญิงซึ่ง
ยังเป็นผู้ครองเรือนอยู่
สามารถก้าวหน้าเลยท่านไปมาก
อาการอย่างนี้เป็นที่น่าละอายมาก
เพราะว่าเราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระผู้
มีพระภาคเจ้า
เราเป็นปูชนิยบุคคล
แต่ก็ทำใจของตนไม่คู่ควรคนกับปฏิเวทาที่
เขาควรจะแก่การบูชา
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สำหรับท่านที่มีกำลังใจยังประกอบไปด้วย
กิเลส
มิได้มุ่งหมายความดีตามคำสั่งสอนขององค์
สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ
ผมจะให้โอกาสท่านอีกวาระหนึ่ง
ถ้าคำสอนนิพพานพรรษาไปแล้ว
ท่านทั้งหลายยังเอาดีทางกำลังใจไม่ได้ตาม
สมควร
อันนี้ก็ต้องขออาราธนาท่านศึกออกไปจากขอบ
เขตของพระพุทธศาสนา
คือว่าท่านเป็นอภัพพบุคคล
ไม่ควรจะพากกาสาวพัสดา
ท่านพุทธบริษัทที่เป็นอุบาสกอุบาส
อุบาสิกาก็เช่นเดียวกัน
ระเบียบวินัยใดๆของสำนักมีอยู่จะแสดงถึง
อาการไม่เคารพในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จ
พระบรมครู
คือฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติก็จะขอเชิญท่าน
กลับไปบ้านของท่านปฏิบัติให้สบายใจตาม
อัิยาศัย
[เพลง]อันนี้เพราะว่าท่านไม่คู่ควรจะอยู่
ในขอบเหตุของพระพุทธศาสนา
ต่อแต่นี้ไปก็มาตั้งใจกันเสียใหม่
อบรมใจกันให้ดีความจริงการเจริญพระ
กรรมฐานนี้เป็นการเจริญเพื่อทรงสติ
สัมปชัญญะ
แล้วก็เป็นการเจริญให้มีหิริละโอตปะ
คือมีความละอายต่อความชั่ว
เกรงกลัวตัวผลของความชั่ว
แต่ถ้าว่าเรายังขืนคบความชั่วอยู่ก็แสดง
ว่าทำตัวไม่คู่ควรกับขอบเขตขีดของพระ
พุทธศาสนา
จัดว่าเป็นอรัชีมีใจด้านเกินไป
ถ้ามีอาการอย่างนี้อารมณ์ใจไม่แจ่มใสเรา
จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์
อะไร
เสียเวลาประกอบกรรมความเลวของท่านของเรา
ในสมัยเป็นฆราวาส
ต่อนี้ไปขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับ
เมื่อฟังแล้วก็ต้องจำ
จะจำได้หรือไม่ได้ก็ต้องถือว่าจำได้
เมื่อจำได้แล้วก็ต้องปฏิบัติได้
ถ้าปฏิบัติไม่ได้ขึ้นชื่อว่าคำว่าให้อภัย
ซึ่งกันและกันไม่มี
พระพุทธศาสนาต้องการคนดี
ตัวอย่างเมื่อองค์สมเด็จพระชินศรี
บรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังทรงพระชนม์อยู่
องค์สมเด็จพระบรมครูไม่เคยง้อคนเลว
อย่างพระฉันะซึ่งเป็นสหชาติ
นำองค์สมเด็จพระบรมโลกประนาถออกสู่
มหาภิเนสกร
แต่ว่าพระชนะมาบวชเข้ามาแล้วเป็นคนเลว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ทรง
เหลียวแล
และในตอนหลังก็สั่งให้สงฆ์ลงพรหมทรรย์คือ
ไม่คบหาสมาคมด้วย
นี่เป็นตัวอย่างจงอย่าถือว่าเข้ามาเป็น
พระแล้วผู้บังคับบัญชาจะต้องประคับประคอง
ง้ออยู่เสมอ
คนประเภทนี้ไม่มีใครเขาต้องการ
จะง้อกันเพื่อประโยชน์อะไร
เขาเอาใจกันแต่คนดีเท่านั้นคนเลวมีหน้า
ที่อย่างเดียวจะขับไล่ออกไปนอกสถานที่
การที่เราจะปฏิบัติความดีในอันดับต้น
วันนี้เราพูดกันต้นจริงๆ
เรียกว่าขึ้นกอกันจริงๆ
ตามที่โบราณาจารย์
หรือพระอาจารย์ต่างๆนับตั้งแต่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงมา
สืบสวนกันเป็นลำดับอันดับ
อันดับแรกองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดีโภาค
ทรงแนะนำ
ให้นักเจริญพระกรรมฐานทรง
อานาปานุสติกรรมฐาน
เป็นปกติ
ทั้งนี้เราจะเห็นได้ว่าใน
มหาสติปัฏฐานสูตร
พระพุทธเจ้าทรงหยิบเอาอานาปานุสติกรรมฐาน
ขันธ์ขึ้นมาก่อน
ถ้าอานาปานุสติกรรมฐาน
ไม่ดีแล้วองค์สมเด็จพระชินวร
ก็ไม่นำยกขึ้นมาให้ปฏิบัติก่อนเป็นอันดับ
ต้นของกรรมฐานอื่นๆ
ตนี้สำหรับอานาปานุสติกรรมฐาน
ก็หมายถึงว่าการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจ
ออก
นี่เรื่องนี้เราพูดกันมาหลายพันครั้ง
ปีนึง 365 วัน
ดูเหมือนว่าจะพูดทุกวัน
จำกันได้หรือเปล่าสำหรับท่านผู้เก่า
สำหรับท่านที่มาใหม่ก็ควรจะเข้าใจไว้ด้วย
อย่าถือว่าเป็นผู้มาใหม่
จะมาใหม่ขนาดนี้ก็ดีใหม่ทีหลังก็ดี
คำสอนใดก็ตามทีที่สอนไปแม้แต่สอนก่อนก็
ต้องถือว่ารู้คำสอนนี้
รว่าคนถ้าไม่หวังดีจงอย่ามาอยู่ที่นี่
จะตอบใช้คำว่าไม่รู้อยู่ก่อนนั้นไม่ได้
ในศาสนาของพระองค์สมเด็จพระจอมไตร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบพระวินัย
มีฟังกันไว้ทุกวัน
สำหรับท่านที่บวชเก่า
กลับทำตาเป็นตากระทู้หูเป็นหูกระทะ
ไม่สนใจกับระเบียบวินัยที่กล่าวไว้แล้ว
นั่นเป็นความเลวที่สุดของท่าน
จงมีความสำนึกตัวไว้ด้วยว่าเราเลวเกิน
กว่าที่ใครเขาจะคบเราได้
นอกจากนั้นความเลวของท่านผู้เก่าที่มี
อยู่ยังมียิ่งไปกว่านี้
ซึ่งได้รับรายงานจากคนภายนอกที่คนจะเชื่อ
ได้
อันนี้ก็จะยกกันไป
รู้ตัวจงกลับใจกลับความประพฤติ
ถ้าไม่กลับใจไม่กลับความประพฤติพึงรู้สึก
ถึงว่าไม่ช้าท่านก็ต้องออกไปจากที่นี่
เพราะว่าจะต้องปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์
สมเด็จพระชินสี
อย่างพระวลิไม่สนใจในการปฏิบัติธรรม
เป็นผู้นั่งฟังธรรมองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ใกล้ชิดทุกวันสิ้นเวลา 3 ปี
แต่ทว่าพระวักกลินี้ก็ไม่เคยได้อะไร
สนใจแต่พระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เห็นว่าพระวคลิไม่เอาไหน
สมเด็จพระจอมไตรเพียงทรงตัดสินว่าไทยขับ
พระวกลิออกจากสำนัก
นี่จงจำไว้ด้วยว่าสำนักในพระพุทธศาสนา
ไม่ได้ตั้งใจประคับประครองคนเลว
เขาประคับประครองกันแต่คนดีแม้แต่องค์
สมเด็จพินสีห์ก็เช่นเดียวกัน
ขอบรรดาภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน
จงรู้สำนึกตัว
ที่ใครเไม่ว่าไม่กล่าวไม่ติไม่เตียนจะพึง
คิดว่าเขาต้องการเรา
ความจริงนั่นเนั่งดูจริยาของเราต่างหาก
ว่าเราพอจะคลายความเลวลงบ้างหรือไม่
ถ้าไม่คลายความเลวลงเพียงใดไม่ช้าความเลว
ที่เราทำไว้มันจะสะสมตัว
แล้วก็จะไม่มีทางเลี่ยงมันใจผลต่อท่าน
เมื่อถึงเวลาอันสมควร
ความจริงเราให้โอกาสกันมากเกินไปแล้ว
ตอนนี้ไป
จงพยายามกลับใจทรงไว้ซึ่งความดี
ในอันดับแรกขอทุกท่านทั้งเก่าเราใหม่เลว
หรือ
กลับตัวกลับใจปฏิบัติตามนี้
อันดับแรกที่สุด
ให้ทุกท่านสนใจกับอานาปานุสติกรรมฐาน
อย่าลืมนะ
ผมแนะนำให้ท่านสนใจกับอานาปานุสติกรรมฐาน
ผมไม่ได้บอกให้ท่านสนใจในเพลงละครใดๆ
ไม่ได้สอนให้ท่านสนใจในความเป็นคนเจ้าชู้
ไม่ได้สอนให้ท่านสนใจเป็นคนโลภมากละมุก
โลภมากในลาภสักการะซึ่งเป็นกิริยาที่มี
การไม่สมควร
พระประกอบอาชีพไม่มีพระพุทธเจ้าไม่ทรง
ต้องการ
ประกอบอาชีพก็เป็นความโลภ
เมื่ออยากจะโลภบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
ทำไม
อยู่เป็นฆราวาสโลภด้วยตามสบาย
และก็ผมไม่ได้สอนให้ท่านตั้งใจตั้งไว้ใน
ความโกรธในความพยาบาทการอิจฉาริษยาบุคคล
อื่นแม้แต่ครูบาอาจารย์ก็สามารถจะไปนินทา
ได้ทั้งๆที่ครูบาอาจารย์ไม่ได้ทำอะไรก็
ร้อนตัวกันไปเอง
คิดว่าทำหาครูบาอาจารย์บีบบังคับส่วนโน้น
บ้างส่วนนี้บ้าง
ดีก็ด่าชั่วก็ด่า
อันนี้ไม่ได้เตือนท่านไม่ได้เตือนให้มี
จิตคิดอย่างนี้
และก็ไม่ได้สอนให้ท่านมีความหลงตัวเอง
เป็นสำคัญ
ถ้ายังนึกว่าท่านอยู่ก็แสดงว่าท่านเลวถึง
ที่สุดของความเลว
ใครบ้างปฏิบัติตามนี้ก็จำไว้ก็แล้วกันรู้
ตัวไว้ความจริงเรู้กันมากแล้วทั้งพระทั้ง
ฆราวาสชาวบ้านก็รู้เกือบจะหมดประเทศแล้ว
ถ้าตัวของตัวเองยังไม่รู้ก็เลวเกินไป
สำหรับอานาปานุสติกรรมฐาน
ผมขอแนะนำให้ทุกท่านใช้ทุกขอิริยาบถที่
ทรงอยู่
จำไว้ให้ดีด้วยนะ
ถ้าว่าท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่แล้ว
ก็อารมณ์จิตมันเลี้ยวเข้าไปหาความเลวไม่
ได้
จะมีเวลาว่างเพื่อสร้างความเลวตรงไหน
จะกินอยู่ก็ดี
จะเดินอยู่ก็ดีจะนั่งอยู่จะนอนอยู่จะทำ
การงานอยู่จะพูดจาปราศรัยก็ดี
ให้เอาใจของทุกท่านกำหนดจับ
อานาปานุสติกรรมฐาน
ไว้เป็นปกติ
จำได้มั้ย
แล้วก็ลองคิดดูทีว่าถ้าเราเอาจิตไปจับ
อนาปานุสติกรรมฐาน
ไว้เป็นปกติ
จิตมันไม่มีเวลาว่างจากการกำหนดรู้ลมหาย
ใจเข้าหายใจออก
แล้วว่าจิตดวงนี้มันจะเอาอารมณ์เลวมาจาก
ไหน
อกุศลกรรมใดๆที่จะมาเข้าแทรกจิตได้
โปรดจำด้วยว่าการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหาย
ใจออกจงทำเป็นปกติ
นี่ผมไม่ได้บอกว่าให้ท่านเลือกเวลาทำ
ขณะใดที่ใจของท่านยังตื่นอยู่แม้ตาจะหลับ
แต่ว่าใจยังตื่นอยู่ให้เอาจิตกำหนดรู้ลม
หายใจเข้าออกไว้เสมอ
เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
เวลาหายใจออกรู้อยู่หายใจออกในด้านของมหา
มหากติปัฏฐานสูตร
เท่านี้ก็พอ
รู้ไว้เสมอแม้แต่เวลาที่เราจะพูดจะคุยกัน
จิตใจก็ตั้งกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไว้
ด้วย
บางท่านคิดว่าจะเครียดเกินไป
แต่อย่าลืมว่าผมทำมาแล้ว
มันไม่ใช่ของหนักของคนที่มีความประสงค์ดี
กับตัว
ระยะเวลาใหม่ๆมันก็จะลืมบ้างถ้าเราตั้งใจ
ไว้
ทรงสติสัมปชัญญะไว้ว่าเราจะกำหนดรู้ลมหาย
ใจเข้าหายใจออก
คือหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก
หายใจเข้ายาวสั้นหายใจออกยาวเราสั้นก็รู้
อยู่
ถ้าหากว่าจิตรู้สึกว่าจะว่างไปนิดนึง
ถ้าเราจะกำหนดรู้เฉพาะลมหายใจเข้าหายใจ
ออกรู้สึกว่าจะว่างๆไปสำหรับท่านที่
ต้องการภาวนา
แม้แต่ท่านที่เจริญวิปัสสนาญาณก้าวไปสู่
ระยะไกลเขาก็ไม่ทิ้งลมหายใจเข้าหายใจออก
การเจริญพระกรรมฐานตั้งแต่เริ่มต้นจน
กระทั่งจบความเป็นอรหันต์
และก็ทรงความเป็นพระอรหันต์แล้วเขาก็ไม่
ทิ้งลมหายใจเข้าหายใจออก
แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง
ก็ทรงตรัสจากพระสารีบุตร
ว่าสารีปุตตะดูก่อนสารีบุตร
เราเองก็เป็นผู้มากไปด้วยอานาปานุสติกม
กรรมฐาน
คำว่ามากก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าทรง
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่า
อนาปานุสติกรรมฐาน
หรือว่าการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่เป็น
กรรมฐานระงับกายสังขาร
คือเป็นกรรมฐานคลายอารมณ์เครียดของจิตใจ
และก็เป็นกรรมฐานขันคลายอารมณ์เครียดทาง
ร่างกายอาการเครียดทางร่างกายมีทุกขเวทนา
เป็นต้น
เราทรงเอาฌานในอานาปานุสติกรรมฐาน
ได้ก็คล้ายๆกับคนฉีดมอร์ฟิน
ซึ่งเป็นยาระงับปวดเป็นยาระงับเวทนา
อานาปานุสติกรรมฐานจงทำให้มากจงอย่าละ
ต่อที่ไปเราจะสังเกตกันได้
ว่าพระเณรองค์ใดก็ดี
อุบาสกอุบาสิกาคนใดก็ดีที่พูดเลวทำเลวคิด
เลว
แสดงอาการเลวจะได้รู้ได้ว่าคนนั้นทิ้งการ
กำหนดรู้ลมหายใจเข้า[เพลง]หายใจออก
>> อีกคำสหคนเผลอมาเซงไม่ปาก
>> จำไว้ว่าโทษดีก็เป็นทางไปบอกวันนั้น
>> ว่าปีต่อไป[เพลง]ระยะต่อไปนี้มีความ
จำเป็น
ที่จะต้อง[เพลง]เคร่งเครียดต่อปฏิปทาหนัก
เพราะว่า
เวลานี้พระพุทธศาสนากำลังถูกย่ำยี่
ถ้าพระเณรอุบาสกอุบาสิกาของเราไม่ดีมันก็
พาพระพุทธศาสนาเศร้าหมองไปด้วย
สำหรับอุบาสกอุบาสิกาที่เข้ามาอยู่นี้จง
รู้ตัวไว้ด้วย
อย่าสร้างตนทำตนให้ผิดระเบียบวินัยจะมา
จากไหนไม่สำคัญ
มีฐานะเช่นใดไม่สำคัญ
มีความสำคัญอยู่อย่างเดียวปฏิบัติตนอยู่
ในระเบียบวินัยมีความสะอาดมัธยัตหมดจด
มั้ย
มีกิริยาวาจาดีมยถ้าไม่ดีเชิญไปได้ทันที
ถ้าไม่ไปก็จะเชิญไป
ระมัดระวังคนที่ทำตัวทำใจเลวๆนะไม่อยู่
ต่อนี้ไป
ถ้าหากว่าเห็นว่าการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า
หายใจออกมันว่างเกินไปก็ใช้คำภาวนาควบ
คำภาวนาเป็นของไม่ยากเวลาหายใจเข้านึกว่า
พุทธเวลาหายใจออกนึกว่าโท
หากว่าทุกท่านมีความขยันหมั่นเพียงด้วย
การตั้งใจจริง
พยายามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกไว้
เป็นปกติ
แล้วเวลาหายใจเข้านึกว่าพุทธหายใจออกนึก
ว่าถูก
เวลาปีนี้เราสอนก็เฉพาะผิด
ไม่อนุญาตในระบบใดๆทั้งหมด
อนุญาตกันตามใจนี่รู้สึกว่าจะเลอะเทอะ
เกินไป
ระวังนะพระก็ดีเณรก็ดีอุบาสกอุบาสิกาก็ดี
ใครก็ตามถ้าเลอะ
ถ้าเลอะเมื่อไหร่ขับกันเมื่อนั้นไม่เลือก
ว่าเวลาเข้าพรรษาออกพรรษา
ตอนนี้คบคนชั่วไม่ได้แล้ว
รู้ว่าการบีบีพรัภายนอกปีรัดเข้ามามาก
จำเป็นที่จะต้องกำจัดคนชั่วภายในให้หมดไป
ตั้งตัวตั้งใจทำความดีไว้ให้ดี
แล้วก็เมื่อบรรดาท่านทั้งหลายกำหนดรู้ลม
หายใจเข้าหายใจออกอยู่อย่างนี้เป็นปกติ
อะไรที่ไหนมันจะเกิดขึ้น
สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือฌานสมาบัติ
ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไว้เสมอนั่ง
อยู่ยืนอยู่เดินอยู่นอนอยู่ทำงานอยู่พูด
อยู่
หรือว่ากินอยู่ก็ไม่ยอมละกำหนดรู้ลมหายใจ
เข้าออก
ถ้าพอใจในคำภาวนาก็ภาวนาไปด้วย
อย่างนี้ฌานโลกียที่จะพึงเกิดกับท่านใน
อันดับของฌาน 4
อย่างเลวที่สุดเพียงระยะ 1 เดือนทุกท่าน
จะทรงฌาน 4 หมด
ถ้าจะถามว่าผมรู้ได้ยังไงผมขอพูดชัดๆว่า
ผมทำมาแล้ว
และก็ผมทำอย่างนี้เพียงแค่วันที่ 3 ของ
การอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
ผมเองนี่แหละกับเพื่อน 2 คนเข้าถึงฌาน 4
ด้วยกันทั้งหมด
แล้วพวกท่านจะมาเถียงว่ามันเป็นไปไม่ได้
นะไม่ได้ผมทำมาแล้ว
ไอ้ที่ได้มาไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสเอาจริงเอา
จังตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์เท่านั้น
และคนที่จะทรงจิตอารมณ์ทรงอยู่ในฌานเนี่ย
เขาไม่พูดมาก
ไม่รุ่มร่ามกับอำนาจของความรัก
ไม่รุ่มร่ามกับอำนาจของความโกรธ
ไม่รุ่มร่ามกับอำนาจของความโลภไม่มีความ
หลงในตัวเอง
ไม่แสวงหาทรัพย์สินนอกขอบเขตในความเป็น
สมณะ
ไม่แสวงหาลาภโดยการขอไม่มีเขตจำกัดไม่ว่า
ใครต่อใครเห็นหน้าใครก็ขอดะไอ้คนที่มี
ความโลภแบบนี้มันไม่ใช่
มันเป็นโจร
และต้องไม่มีการค้าขายใดๆที่เราอยู่ไม่
อยู่ในฐานะแห่งความจำเป็น
ผลรายได้ถ้าจะได้มาในกรณีพิเศษผลนั้นต้อง
อยู่ในส่วนกลาง
ไม่ใช่เอาไปรวบรวมไว้เป็นสมบัติของตน
นี่เราจะเห็นว่าคนที่ทรงฌานเมีความเรียบ
ร้อยของจิตอย่างนี้
เราจะเป็นที่สังเกตได้แล้วก็ผู้ทรงฌานจะ
เข้าสังคมใดๆก็ตามจะไม่มองดูความดีและ
ความเลวของบุคคลอื่น
ไม่ติดใครจะมีความกตัญญูรู้คุณต่อบุคคล
ผู้มีคุณ
ไม่อกตัญญูต่อผู้มีคุณแม้แต่ผู้มีคุณก็
เป็นนินทาทั้งๆที่เขายังไม่ทำอะไร
กำลังใจอย่างนี้ไม่ใช่กำลังใจของผู้ทรง
ฌานเป็นกกำลังใจของผู้มีสันดานเป็นสัตว์
ในอบายภูมิ
เอาล่ะต่อนี้ไปก็ขอบรรดาท่านทั้งหลาย
ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก
เวลาหายใจเข้านึกว่าพุทธเวลาหายใจออกนึก
ว่าโท
ที่ผมบอกอย่างนี้ไม่ใช่เฉพาะวันนี้นะตลอด
ชีวิตที่ท่านบวชอยู่
ในฐานะที่ท่านเป็นองค์ฟ้าขององค์สมเด็จ
พระบรมโครเอาล่ะสำหรับวันนี้
กาลเวลาที่จะแนะนำกันก็หมดแล้วขอทุกท่าน
ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกและควบคู่กับ
คำภาวนาว่าพุทโธ
เวลาหายใจเข้านึกว่าพุทธเวลาหายใจออกนึก
ว่าโทจนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร
ท่านประโยคคราวทั้งหลาย
สำหรับวันนี้
ก็ขอปรารภ
เรื่องอานาปานุสติกรรมฐาน
ต่อไป
สำหรับการเจริญพระกรรมฐาน
ท่านจะจับกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม
เช่นอานาปานสติกรรมฐาน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติ
เราก็มักจะปฏิบัติควบกับ
พุทธานุสติกรรมฐาน
การทำอย่างนี้ไม่ใช่ของผิด
เป็นของถูกเเป็นพระอรหันต์กันมามากแล้ว
ก็ขอเตือนว่าท่านจะใช้กรรมกรรมฐานกองใด
กองหนึ่งก็ตาม
จงใช้กองนั้นให้ถึงอรหัตผล
ในเมื่อเราเริ่มทำสมถะกองใด
จงใช้สมถะกองนั้นให้ถึงอรหัตผล
คือว่าไม่ต้องไปเที่ยววิ่งไปหาที่น่นวิ่ง
ไปหาที่นี่
ไอ้ความดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่จิตของเรา
ทราบไว้แต่เพียงเท่านี้
การพลั้งพลาดที่ผ่านมาแล้วจงถือว่าเป็น
ครู
คำว่าพั้งพลาดในที่นี้เพราะว่าเราใช้เวลา
มาก
แต่ถ้าว่าผลแห่งการปฏิบัติมีผลน้อย
ที่เป็นอย่างนี้เพราะขาดความเข้มแข็งของ
จิต
ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านี่เค้าถือว่าไม่เอา
จริงเอาจัง
สักแต่ว่าทำ
สักแต่ว่าศึกษา
มีความเมาในตน
มีความเมาในจิต
เมาในราคะเมาในโลภะเมาในความโลภเมาในความ
โกรธเมาในความหลง
ก็เพราะว่าเมาจึงไม่สามารถจะทำจิตให้เบา
บางจากกิเลสได้
เหตุที่จะมาอย่างเดียวก็คือคาดความเอา
จริงเอาจัง
จรณะ 15 ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ
บารมี 10 ฟังแล้วไม่สนใจ
อิทธิบาต 4 ฟังแล้วก็วางไว้
พรหมวิหาร 4 ฟังแล้วก็ทิ้งไป
ที่เราไม่สามารถจะก้าวเข้าไปสู่ระดับของ
ความดีได้เพราะว่าขาดคุณธรรมประเภทนี้
ฉะนั้นถ้าหากว่าการขาดคุณธรรมประเภทนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถือว่าพวกเราเป็นอภัพพบุคคล
เป็นบุคคลที่เอาดีไม่ได้
พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่
สายเกินไป
คำว่าอภัพพบุคคล
นั้นหมายความว่าบุคคลที่ไม่เอาจริงเอาจัง
เราก็กลับเสียใหม่ได้
กลับเป็นคนจริงคนจังเสีย
การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตผลไม่ใช่
ของยาก
เพราะไม่มีการลงทุน
เราลงแต่กำลังใจอย่างเดียว
ฉะนั้นถ้ากำลังใจเข้มแข็งก็หมดเรื่องกัน
ไม่มีอะไรหนักสำหรับท่านที่มีอารมณ์ใจ
เข้มแข็ง
และก็เป็นคนมีความฉลาด
ฉลาดในที่นี้ต้องหลีกจากกิเลส
จงอย่าเอากิเลสมาฉลาดจำพุทธภาษิตไว้ว่า
อัตนาโจทยัตตานัง
จงเตือนตนด้วยตนเองกล่าวโทษโจทย์ความผิด
อย่าไปโยนความผิดอย่าไปโยนโทษให้ไปอยู่
กับใคร
ถ้าความเร่าร้อนในใจเกิดขึ้นกับเรา
เราต้องแสวงหาความผิดของตนเองกล่าวโทษ
โจทย์ตนเองไว้เสมอถ้าเราไม่เลวไม่มีความ
เร่าร้อน
ถ้าหาความเลวในชาตินี้ไม่ได้ก็ต้องไปค้น
คว้าหาความเลวในชาติต่อกันมา
ในเมื่อเราพบหรือไม่พบเราก็ในที่สุดเราก็
ยกประโยชน์ให้แก่ขันธ์ 5
เพราะว่าเรามีขันธ์ 5 เราจึงมีความเร่า
เข้าร้อน
ถ้าเราไม่มีขันธ์ 5 เราไม่ติดอยู่ในขันธ์
5 คือขันธ์ 5 ของเรา
เราไม่ติดในขันธ์ 5 ของบุคคลอื่นเราไม่
ติดในทรัพย์สินทั้งหลายทั้งหมดในโลกเราจะ
มีทุกข์มาจากที่ไหน
ที่สุดเราก็มายกโทษให้แก่ใจของเราว่าใจ
เรามันเลวใจเราชอบเกาะสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ไม่เป็นสาระ
ถ้ากำลังใจของท่านทรงได้แบบนี้ความเป็น
อรหันต์เป็นของไม่ยากใช้เวลาไม่นาน
กำลังใจของท่านต้องดูตัวอย่างเมื่อสมัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประทับอยู่ที่ควงไม้ศรีมาโพชในคราว
นั้น
องค์สมเด็จพระภควันทรงตั้งอธิษฐานจิต
ว่าเลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งลงไปก็
ตามที
ชีวิตอินทรีย์ของเราจะสลายไปก็ตามถ้าเรา
ไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ
เพียงใด
เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้
ความจริงน้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระชินสี
ตอนนี้ท่านต้องจำแล้วก็ทำตามด้วย
อย่าทำตนเป็นอภัพพบุคคล
สำหรับอนาปานุสติกรรมฐาน
เราเริ่มทำใหม่ๆรู้สึกว่าอยากเป็นของยาก
ไปนิดนึง
คำว่ายากก็คือกำลังใจของเรายังเข้มแข็ง
ไม่พอ
ความจริงงานที่ผ่านมาสำหรับผมผม
มีความเข้าใจถึงความยากความลำบากในการ
เจริญพระกรรมฐานในเบื้องต้น
แต่ว่าความยากความลำบากของผมดูเหมือนว่า
มันจะมีอยู่ 3 วันเท่านั้น
ในความรู้สึกในด้านของสมถะภาวนา
เขาได้โปรดอย่าคิดว่าผมเป็นพระอรหันต์ภาย
ใน 3 วันนับแต่บวช
แล้วก็จงอย่าคิดว่าผมเป็นพระอรหันต์เสีย
แล้ว
ถ้อยไอ้คำใดๆที่เป็นคำสอนคำสอนขอให้ถือ
ว่าเป็นคำสอนที่มาจากองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเราก็มาอธิบายสู่กันฟัง
และขอทุกท่านจงอย่าหลงตัวว่าเป็นผู้ทรง
ฌานเป็นพระอริยเจ้า
ความเป็นพระอริยเจ้าไม่ต้องประกาศ
เห็นหน้าปั๊บรู้จักได้ยินชื่อก็รู้ว่า
เป็นพระอริยเจ้า
หากว่าท่านยังไม่เป็นแล้วก็หลงว่าเป็นนี่
มันจะซวย
ไม่ต้องประกาศเขาความดีอยู่ที่เราไม่ได้
บวชเพื่อการบูชาของชาวบ้านเราบวชเพื่อ
ด้วยความเพื่อความดับไม่มีเชื้อ
มาพูดกันถึงด้านอานาปานุสติกรรมฐาน
ที่มันมีความหนักอยู่หน่อย
นั่นก็คือในตอนต้นที่เราเริ่มปฏิบัติเผ
ปาก
>> อาศัยที่ใจของเรามันหยาบมาก่อน[เพลง]
>> อาศัยที่อารมณ์ของเรามันหยาบมาก่อน[เพลง]
อาศัยที่เราไม่ได้ใช้สติสัมปชัญญะควบคุม
กำลังใจ
อารมณ์ใจมันเชื่องกับความคิดที่ไม่มีขอบ
เหตุ
ตอนนี้ในเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ
แนะนำให้เราใช้อานาปานุสติกรรมฐาน
ก็เพื่อเป็นการป้องกันหรือยับยั้งหรือว่า
ประหัสประหารอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต
ฉะนั้นต่อไปท่านจะเจริญสมถะกองไหนก็ตาม
จะเจริญภาวนากองไหนก็ตามแล้ว
หรือว่าจะเจริญวิปัสสนากองใดก็ตาม
เป็นอันว่า
ส่วนนั้นๆกรรมฐานกองนั้นๆจะเว้น
อานาปานุสติกรรมฐาน
ไม่ได้
อันดับแรกขอให้ทุกท่านทำ
อานาปานุสติกรรมฐาน
ให้เข้าถึงฌาน 4
เอากันจริงกันจัง
อย่าสักแต่ว่าทำ
ความกลุ้มมันจะเกิดขึ้นนิดหน่อย
หรือว่าใหม่ๆเราจะควบคุมกำลังใจให้มันทรง
อยู่
ใจมันก็คงจะแยกไปโน่นแยกไปนี่คิดโน่นคิด
นี่
คิดป้วนเปี้ยนนึกว่านอกรีดนอกรอย
อย่างนี้อย่าเพิ่งตกใจเพราะเราจะไม่ดี
ถ้าบังเอิญอื่น
เราทำกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกควบ
อันพุทธานุสติกรรมฐาน
ไปได้สักนาที 2 นาที
จิตนี้มันเกิดอารมณ์พล่าน
แล้วต่อมารู้มีความรู้สึกตัวว่าโอ้หนอ
นี่ใจเราออกนู่นลอกตามไปซะแล้วหรือ
เราก็ดึงอารมณ์เข้ามา
ดึงอารมณ์เข้ามาจับอานาปานุสติกรรมฐาน
ให้เป็นปกติ
กับพุทธานุสติกรรมฐาน
ควบคู่กัน
เพราะเดี๋ยวหนึ่งมันก็ไป
มันไปเรารู้ตัวเราก็จับมันมาใหม่
การทำอย่างนี้จงอย่าทำแต่เฉพาะเวลาที่ได้
ยินคำสอน
จงใช้เวลาของท่านตลอดวัน
ที่ทำงานอยู่พูดอยู่กินอยู่ขี้อยู่เยี่ยว
อยู่
เดินอยู่นอนอยู่ยืนอยู่
ใช้เวลาเป็นปกติ
คำว่าเวลาเป็นปกติจะถามว่าเวลาพูดรู้ลม
หายใจเข้าออกได้หรือ
เวลาพูดนั่นจริงๆ[เพลง]เราจะขัดจะภาวนา
เท่านั้นตอว่าโทษ 3 นี้
>> การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นของ
ไม่ยาก[เพลง]
เพราะอะไรจึงว่าไม่ยาก
ถ้าหากว่าเรารู้ไปด้วยมันเป็นของไม่ยาก
มันไม่ได้ห้ามปากของเราพูด
เวลาทำงานจะรู้ลมหายใจเข้าไปออกเข้าออกไป
ด้วยมันก็ไม่ได้ห้ามมือเราธรรม
เวลาเราจะเดินไปไหนเราจะรู้ลมหายใจเข้า
ออกมันก็ไม่ได้ห้ามเดิน
เป็นอันว่าลมหายใจเข้าหายใจออกแล้วก็ลืม
บ้างไม่ลืมบ้างเป็นของธรรมดา
แต่ถ้าว่าท่านทั้งหลายมีความเข้มแข็งของ
จิต
ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนจริงๆ
อาการของอารมณ์มนาปานุสติกรรมฐาน
จะรู้สึกว่าไม่อยาก
แต่ถ้าว่าเวลาที่ท่านทั้งหลาย
จะฝึกไปผมขอแนะนำ
ว่าควรจะตั้งเวลาทรงฌานไว้ด้วย
เพื่อประโยชน์ในขณะที่จิตของท่านเข้าถึง
ฌานด้วยอำนาจพุทธานุสติกรรมฐาน
หรือว่าอนาปานุสติกกรรมฐาน
ในตอนนี้ผมจะพูดเฉพาะอารมณ์ของ
อานาปานุสติกรรมฐาน
แต่ถ้าว่าเวลาที่ท่านว่างจากคำพูดพูดคุย
เวลาที่พอที่จะภาวนาได้หายใจเข้านึกว่า
พุทธหายใจออกนึกว่าโทไปด้วยไม่ใช่ของแปลก
เป็นของดี
ถ้าภาวนาไม่ได้ปักมันต้องพูดใจมันต้องคิด
อย่างอื่นก็ใช้แต่อานาปานุสติกรรมฐาน
อานาปานุสติกรรมฐาน
จะทำให้ท่านสบายใจ
มีความสุข
จงอย่าลืมว่าวันทั้งวัน
ผมไม่ได้บอกให้ท่านไปคิดเรื่องอื่น
ให้คิดถึงอานาปานุสติกรรมฐาน
หากว่าจะมีคำถามถามเข้ามาว่าถ้าจะทำงาน
ถ้ากำหนดรู้อานาปานุสติกรรมฐาน
ขึ้นลมหายใจเข้าออกงานเสียหรือ
ผมก็ถอตอบว่างานที่ท่านทำมันจะเป็นงานที่
ดีที่สุด
เพราะรู้ว่าอานาปานุสติกรรมฐาน
เป็นอารมณ์ละเอียด
เป็นอารมณ์ทรงสติสัมปชัญญะ
ขณะที่เราจะคิดงานก็วางอานาปารติกรรมฐาน
สักครู่หนึ่ง
ใช้การคิดพิจารณา
แต่ความจริงคนที่เคล่องแล้วเขาไม่ทิ้ง
อานาปานุสติกรรมฐาน
เพราะว่าขณะที่จับอนาปาอยู่ขาดต่ำๆแค่
อุปจาร
>> ตอนนั้นอารมณ์จิตมัน[เพลง]เป็นทิศ
เมื่ออารมณ์จิตเป็นทิพย์ปัญญามันก็เกิด
ในเมื่อปัญญาเกิดงานที่ท่านจะทำมันจะมี
อะไรยาก
ขอจงพยายามทำกันให้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกี้นี้พูดว่าเวลา
ที่เจริญไปขอท่านทั้งหลายตั้งเวลากำลัง
ฌานไว้ด้วย
นั่นก็คือหาเวลาตั้งไว้ด้วยการนับก็ดี
หายใจหายใจเข้าหายใจออกนับเป็น 1
หายใจเข้าหายใจออกนับเป็น 2 จะนับไปเลยก็
ได้
ถึง 10
เตั้งจิตไว้ว่าตั้งแต่ 1 ถึง 10 นี่จะให้
ไม่ยอมให้จิตของเราแลบไปสู่อารมณ์อื่น
ถ้ามันไปสู่อารมณ์อื่นเมื่อไหร่เราจะตั้ง
ต้นใหม่ทันที
หากว่าถ้าถึง 10 แล้วจิตของเรายังดีมี
ความสุขเราก็ยังไม่เลิก
ตั้งต่อไปอีก 10
เมื่อถึง 10 ได้ยังไม่ยังดีอยู่เราก็ยัง
ไม่เลิกต่อไปอีก 10
ในระยะใหม่ๆแค่ 10 ต้นมันก็ไม่สามารถจะ
ควบคุมได้
แต่ก็ต้องเราก็ต้องนำน้ำใจขององค์สมเด็จ
พระจอมไตรมาใช้
ว่าแค่ 10 ต้นจิตยังสั้นอยู่สมเด็จพระ
บรมครูทรงดำริว่า
เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไปก็ตามที
ชีวิตอินทรีย์จะตายก็ตามถ้าเราไม่สำเร็จ
พระสัมมาสัมโพธิญาณ
เพียงใดเราจะไม่รกจากที่นี้
เราก็จงคิดว่าถ้า 1- 10 นี้เอาดีไม่ได้
จะให้มันตายไปเสียเลย
จิตพระนิดเริ่มตั้งต้นใหม่รักษาอารมณ์ใจ
ให้เข้าถึง 10
อย่างนี้เป็นจุดหนึ่งแต่เมื่อนานไปถึง
ครึ่งเดือนแล้วถ้าหากว่ายังท่านยังทำแค่
10 ผมก็ถือว่าเลวเกินไป
สำหรับผ้ากาสาวพัส
หรือว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิงที่
อยู่ในเขตนี้เมื่อถึงเวลา 15 วันผ่านไป
ท่านทั้งหลายยังรักษาอารมณ์ถึง 10 ก็คิด
ว่าไม่ควรจะอยู่ในที่นี้
มันเลวเกินไปสำหรับเขตของพระพุทธศาสนา
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะผมทำมาก่อนผมรู้
อย่ามาอ้างเหตุอ้างผลใดๆทั้งหมด
การอ้างเหตุห้างอ้างผลกับบุคคลที่ผ่านมา
แล้วมันไม่เกิดประโยชน์
ทำไมแค่นับ 1 ถึง 10 มันเป็นเวลานิดเดียว
ที่เขาใช้กันกว่าจะถึง 7 วันเนี่นับหนึ่ง
เป็นราง
200 300 จิตมันอย่างสบาย
ทำให้มันคล่องถ้าเราทำกันทั้งวันไอ้ความ
ยุ่งของจิตมันไม่มี
ความโลภมันก็ไม่เกิด
ความรักในอารมณ์ต่างๆก็ไม่เกิด
ความโกรธความพยาบาทมันก็ไม่เกิดความหลง
มันก็ไม่เกิด
มันจะเกิดมายังไงเพราะจิตมีสภาพรับอารมณ์
อารมณ์เดียว
ในเมื่อจิตมารับอารมณ์ที่เป็นกุศลทรงสติ
สัมปชัญญะด้วยอานาปานุสติกรรมฐาน
ฐาน
แล้วอะไรมันจะเข้ามาอีก
ที่มันเข้ามาได้เพราะว่าพวกท่านทั้งหลาย
มีหน้าที่แต่เพียงฟัง
ดีไม่ดีกำลังสอนได้อย่างนี้ก็ไม่ฟัง
ไปฟังวิทยุเสียบ้างไปนั่งคุยกันเสียบ้าง
ไปทำงานกันเสียบ้างนั่นแสดงถึงความเลว
อย่างหนักของพวกท่านจึงไม่ได้
อันนี้ผมขอพูดแต่เฉพาะคนที่ไม่สนใจ
สำหรับท่านที่ดีก็มีอยู่มากที่สามารถปราบ
ปรามอารมณ์ร้ายที่มีอยู่ในจิตความหยาบใน
จิตหมดไปหรือความละเอียด
คนที่มีความหยาบในจิตหมดไปเหลือแต่กอง
ธรรมที่ละเอียดจะดูว่าเขามีคนความขยันขัน
แข็งในการงาน
จิตใจเไม่ได้ฟุ้งพล่านไปในด้านโลกียธรรม
มีความมุ่งมั่นโดยเฉพาะว่างานที่ทำนี่มัน
เป็นอามิสบูชา
และการตั้งใจปฏิบัติงานโดยไม่คิดสิงจ้าง
รางวัลมันเป็นปฏิบัติบูชาเป็น
จาคานุสติกรรมฐาน
หรือที่เราเรียกว่าพุทธังชีวีตังยาว
นิพพานัง
เรียกว่าการถวายชีวิตองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดจนกว่าจะเข้าพระ
นิพพาน
เป็นอย่างนี้ที่พูดอย่างนี้จะถือว่าไปยก
ยอปอปั้นหลอกใช้คน
เออดูน้ำใจของเขาว่าเทำงานเทำเพื่อตัว
หรือว่าเทำเพื่อพระพุทธศาสนา
เขาไม่เคยได้รับฟังว่าจะจ้างเท่าไหร่ให้
รางวัลเท่าไหร่เขาก็ทำกันด้วยความเต็มใจ
การทำอย่างนี้เป็นพุทธบูชาคือเป็นปฏิบัติ
บูชาตรงในพระพุทธเจ้าเพราะเราทำในทรัพย์
สินขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่เค้าทำกันอย่างนี้ผมก็ทำมาอย่างนี้
ไม่เห็นว่างานทำลายพระกรรมฐาน
เวลาหยิบงานขึ้นมา
จิตใจก็ตั้งหน้าโดยเฉพาะในการงานที่เราทำ
สำหรับพระที่รักษาสมบัติของพระพุทธศาสนา
มีการผลัดเวรเปลี่ยนกันนี่เป็นพุทธัง
ชีวิตังจริงธัมมังชีวิตังสังฆังชีวิตจริง
เหมือนกัน
หรือว่ายอมพลีความสุขส่วนตัว
เอามารักษาทรัพย์สินของพระสัตศาสนา
เวลาท่านเดินไปเดินมาแล้วก็ใช้การเดิน
เป็นเขตของการจงกรม
อย่าปล่อยให้ใจมันเสียเวลา
นั่งอยู่ก็จับอานาปานุสติกรรมฐาน
เป็นปกติ
ความจริงงานประเภทนี้ได้กำไรมาก
1 รักษาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาเป็นการ
แสดงความกตัญญูอยู่ด้วยองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
2 ใช้โอกาสใช้สมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
ไปด้วยช่วยกำลังใจให้มีความสุขเข้าถึง
อารมณ์ชาย
เซป
>> เป็นอันว่าสำหรับวันนี้
ก็ขอแนะนำท่าน[เพลง]
ในส่วนที่จะใช้อานาปานุสติกรรมฐาน[เพลง]
กับพุทธานุสติกรรมกรรมฐานควบคู่กันไปแต่
ว่างานเฉพาะนี้เป็นงานเฉพาะ
อานาปานุสติกรรมฐาน
คือจงพยายามใช้กำลังใจให้อยู่ในขอบเขต
เหตุ
มีความเด็ดเดี่ยวถือว่าทำไม่ได้ให้มันตาย
ไป
พระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านบรรลุมรรคผล
ท่านก็เป็นคนมี 10 นิ้วเหมือนเรา 2 มือละ
10 นิ้วมือละ 5 นิ้วมีอาการ 32 เหมือน
เรา
ถ้าดูตามประวัติของท่านแล้วเรากับท่านไม่
ต่างกันอะไรนัก
เว้นไว้แต่ว่าเรามีกำลังใจเท่าท่านหรือ
ไม่เท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอน
ก่อนจะนอนจับลมหายใจเข้าออกเป็นปกติจน
กว่าจะหลับไป
ให้มันหลับไปด้วยการลมหายใจเข้าออก
ตื่นขึ้นมาใหม่ๆจะลุกขึ้นมาหรือไม่ลุกก็
ตามเวลาเช้ามืด
ใช้อารมณ์ใจให้มันถึงที่สุดทุกวันนี่ความ
จริงผมสอนมาแล้วนะเรื่องนี้นะ
เห็นบางท่านที่ผุบๆโผล่ๆน่ะ
เป็นอันว่ารู้ความรู้ว่าท่านเหล่านั้นไม่
ได้สนใจอะไร
เป็นหน้าเสียดายชีวิตของท่านที่ตายแล้ว
มันจะต้องลงนรก
เราจะประมาทกันเพื่อประโยชน์อะไร
เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ดีก็สึกไปมันก็หมด
เรื่อง
ถ้าไหว้ก็เหมือนกันเห็นว่าเขตพระศาสนาไม่
ดีก็ออกไปเสียก็หมดเรื่องอย่ามาอยู่ให้
เปลืองที่ของพระศาสนาเพื่อประโยชน์อะไร
เพียงแค่รักษากำลังใจเท่านี้ยังถือว่า
ลำบาก
มันก็ควรแล้วที่จะต้องไปลากโครงทำงานให้
มันสบายตามอัธยาศัยของตน
นี่การพูดอย่างนี้จะถือว่าด่าใครไม่ใช่
เพราะต้องการให้ดี
รักษากำลังใจนะมันเสียอะไรบ้าง
เวลาเดินไปปบิญบาตก้าวเท้าซ้ายหายใจเข้า
ก้าวเท้าขวาหายใจออก
ทำมันไปจนกว่าจะบิณฑบาตจะกลับ
แค่นี้จิตมันก็ทรงฌานแบบสบายๆ
อย่าไปหาเวลาที่ไหน
ไอ้เรื่องที่ปรารภอะไรอย่างอื่นภายนอกจง
รู้ตัวว่าเราบวชมาเพื่อ
นิพพานัสสะสัจิกิริยายะ
เอตังกาสาวังเวา
เราอธิษฐานว่าขอรับ้ากาสาวพัสเพื่อทำให้
แจ้งสิ่งพระนิพพาน
ฉะนั้นทางใดก็ตามที่เป็นปัจจัยของพระ
นิพพานเราต้องทำไม่ได้
[เพลง]
>> เราต้องชนะจ่ายอย่าลืมว่าวันเดียว 2 วัน
มันไม่ชนะ[เพลง]ทำมันไปทุกวันมันต้องถึง
คำว่าชนะ
คำว่าไม่ชนะไม่มีถ้าเรามีความพยายาม
ชาวนามาเนี่ยเไถนาด้วยควายตัวเดียวไขทัน
เดียวน 40 ไร่เขาทำได้เพราะว่าเขาใช้รอย
ไถน้อยๆแต่ว่าไถบ่อยๆไม่ยอมหยุด
ข้อนี้มีอุปมาชั้นใดแม้แต่
อานาปานุสติกรรมฐาน
ก็เช่นเดียวกัน
มันจะกลุ้มมันจะกลัดประการใดก็ตามที
เราถือว่ากิจนี้เป็นกิจที่เราจะต้องทำ
ยอมตายมันซะสิ
ถ้ามันทำไม่ได้ให้มันตายไป
เดินไปเดินมาอย่าทิ้งอารมณ์อนาปานุสติ
เดินไปก็ใช้เท้าไปเครื่องวัดก้าวไปข้าง
ซ้ายหายใจออกก้าวไปขวาหายใจเข้าเอามัน
อย่างเงี้เรื่อยๆไปอย่าไปนั่งนึกไปนั่ง
คิดอะไรถ้าท่านทำกันอย่างนี้จริงๆ
ผมให้เวลาอย่างเลวที่สุด
เพียงแค่เดือนเดียวอารมณ์ฌานใน
อานาปานุสติกรรมฐาน
เป็นของท่าน
สำหรับที่จิตใจของท่านทั้งหลายเข้าสู่
อารมณ์ฌานจะเป็นฌานไหนก็ตาม
ฌานก็ดีอุปจารฌานก็ดี
ใจของท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีแต่ความ
เรียบร้อยของจิต
มีอารมณ์แนบหนิในด้านแนบสนิทในด้านของ
กุศล
การจะทำการจะพูดการจะคิดของแต่ละบุคคล
เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เยือกเย็นปราศจากเวร
ปราศจากภัย
ไม่เดือดร้อนแต่กิจการงานใดๆที่มันจะเกิด
กับเราหรือมันจะหมดไปจากสภาพของเรา
เอาล่ะสำหรับวันนี้ก็ขอเตือนกันไว้แต่
เพียงเท่านี้
สำหรับวันพรุ่งนี้จะได้พูดถึงอารมณ์ของ
ฌาน
ในขณะที่ท่านทั้งหลายเอาจิตของท่านก้าว
เข้าไปสู่ระดับอนาปานุสติกรรมฐาน
ที่เป็นฌานแล้วก็จะลืมว่าเฉพาะ
อานาปานุสติกรรมฐาน
นี้ผมจะแนะนำท่านถึงอรหัตผล
จะได้ทราบว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระทศพล
แต่ละตอนที่เราปฏิบัติควรทำให้เข้าถึง
อรหันต์ได้ทุกจุด
และต่อที่นี้ไปของบรรดาท่านทั้งหลาย
จงตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าใจออกใช้คำภาวนาและ
พิจารณาตามอัธยาศัย
จนกว่าที่ท่านจะเห็นว่าเวลานั้นเป็นการสง
ต้องผมไม่ให้เวลากับท่านให้ท่านทำตาม
อัธยาศัยของ
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
พระอาจารย์ได้ให้คำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติอานาปานุสสติกรรมฐาน (การกำหนดลมหายใจเข้าออก) อย่างต่อเนื่องและจริงจังในทุกอิริยาบถ ท่านแสดงความผิดหวังที่ผู้ปฏิบัติจำนวนมากยังคงบูชากิเลสและไม่ก้าวหน้า พร้อมเตือนว่าผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้จะถูกขอให้ออกจากหมู่คณะ การปฏิบัติอานาปานุสสติกรรมฐานช่วยระงับความเครียดทางกายและใจ และเป็นหนทางสู่ฌานและอรหัตผลได้โดยไม่ยาก หากมีความเพียรพยายามและจริงจัง ท่านเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติมุ่งมั่นในกรรมฐานกองเดียวจนกว่าจะบรรลุผล และให้ใช้ความเด็ดเดี่ยวตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้าในการเอาชนะกิเลส.
Videos recently processed by our community