อย่าหลงแค่เปลือก! 5 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลัง 'ดีแตก' โดยไม่รู้ตัว #ธรรมะยามเช้า
953 segments
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับในตอนนี้ก็จะพูดเรื่องอุทมริกาสูตร
หรือว่าวิธีปฏิบัติเป็นกรรมฐาน
เป็นการตัดกิเลสให้เป็นสมุทเฉตประหาร
ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
ยืนยันกับนิโครทิภาชก
สำหรับแนวการปฏิบัตินี้ของบรรดาท่าน
พุทธบริษัทสัตให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่ง
ครัด
เพราะว่าเป็นคำสอนโดยตรงขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าว่าไม่ดีต้องละให้
เด็ดขาด
สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าว่าดีทำตามนั้น
อย่างนี้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน
จะเข้าถึงพระนิพพานได้ตามที่ท่านต้องการ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เรื่องราวการแนวปฏิบัติพระกรรมฐานที่ทำมา
แล้ว 12 เกษตร
ตอนนั้นทำในเวลาที่ป่วยไข้ไม่สบายมาก
เสียงก็ไม่ดีและตอนนั้นที่ทำขึ้นมาก็
เพราะว่าคิดว่าตัวเองอาจจะตาย
ถึงแม้ว่าเวลานี้ก็ยังไม่ดีนักอาการดี
ขึ้นบ้างนิดหน่อย
ก็มาฟังตอนที่แล้วมาคนที่จะตายพูดในบรรดา
ท่านพุทธบริษัท
ก็พูดตามอารมณ์ของตัวเองนั่นก็หมายความ
ว่าในเมื่อตนเองไม่ไว้ใจตนเอง
คิดว่าตายแล้วจะไปที่ไหน
เวลาพูดลงมามันก็พูดจากใจ
ตั้งใจให้บรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิปฏิบัติ
ตามนั้น
แต่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการเกินกำลัง
ของบรรดาท่านพุทธบริษัท
จึงขอปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเสียใหม่
มาใช้เฉพาะเนื้อเรื่อง
ที่แล้วๆมาเล่าเรื่องความประวัติความเป็น
มายาวไป
บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะจับการ
ปฏิบัติได้ยากหัวข้อการปฏิบัติได้ยาก
ฉะนั้นถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทท่าน
ใด
นำเอาคัเศษชุดก่อนมี 12 12 คัเศษ
ไปแล้วถ้ามีความประสงค์จะมาเปลี่ยนใหม่ขอ
ให้เจ้าหน้าที่ยอมให้เปลี่ยนทันที
ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ตอนนี้ก็ยังไม่หายป่วยแต่ว่าอาการดีขึ้น
ประมาณ 30%
เป็นวันที่ 7 ตุลตุลาคม 2526
บอกวันเวลากันไว้ว่าบันทึกไว้ตั้งแต่
เมื่อไหรความตอนนี้เตัดท้องเรื่องได้
เกี่ยวกับการปฏิบัติทันที
ความมีอยู่ว่าเมื่อองค์สมเด็จพระชินศรี
บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ฟังถ้อยคำของนิโครทปริพายก
กับท่านสันฐานกบดีคุยกันซึ่งพระองค์เสด็จ
ประทับอยู่บนยอดเขาคริสโกรธ
ทราบเรื่องราวดีแล้วองค์สมเด็จพระปทีแก้ว
จึงได้เสด็จเหาะมาจากยอดภูเขาคิจกู
แล้วก็มาเดินอยู่ในที่ใกล้ครั้น
นิโคธรีภาก
นิมนต์องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา
เข้าไปในสถานที่พักสมเด็จพระผู้มีพระภาค
จึงได้ทรงตรัสถามถาม
ว่าเวลานี้ 2 คนคุยกันในเรื่องอะไร
นี่ครูทัพปฏิภาชกก็บอกตามความเป็นจริงว่า
ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะถามพระองค์
ว่าการปฏิบัติเพื่อเป็นการละกิเลสตัดเสีย
เป็นสมุทเฉตประหาร
จะทำยังไงจึงจะบริบูรณ์ทำแบบไหนจึงจะไม่
บริบูรณ์
นี่ขอตรัสเป็นใจความชัดวัดเพราะว่าตาม
ภาษาบาลีแล้วก็ฟังก็ไม่ถนัด
องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคจึงได้มีพระ
พุทธติฎีกาตรัสว่านี่ดูก่อนนิโคร
บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้
เป็นคนเปลือย
คำว่าเป็นคนเปลือยนี่เป็นศาสนาเชนใน
อินเดียที่เราเรียกกันว่าอเจรกก็ได้เชนก็
ได้
แล้วก็ไร้มัญาต
ไม่ปฏิบัติในมัญญาที่ดีไม่สำรวมแล้วไม่
สำรวมมัญญาต
เลียมือ
เค้าเชิญให้รับอาหารก็ไม่มา
เค้าเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด
ไม่รับอาหารนี้ก็นำไว้นำมาไว้ก่อน
นี่หมายความว่าเขาอาหารมาตั้งไว้ก่อนเวลา
เดินมาเนี่ยเขาจะต้องออกมาพอดีถ้าตำมา
ก่อนไม่ยอมรับ
และไม่รับอาหารที่เนำมาเฉพาะ
นหมายความเฉพาะชิ้นเดียวชนะเดียวเพื่อ
องค์เดียวไม่ยอมรับ
ไม่ยอมรับอาหารที่เขานิมนต์คือเขานิมนต์
ให้ไปฉันอาหารที่ไหนก็ไม่ไป
แล้วก็เขาไม่รับอาหารจากปากหม้อ
นี่ก็หมายความว่าถ้าข้าวเตั้งไว้แล้วเอา
ข้าวมาจากปากหม้อนี่จะไม่ยอมยอมรับหรือ
ตักจากปากหม้อเดี๋ยวนั้นไม่ยอมรับ
ไม่รับอาหารจากหม้อข้าว
ก็หมายความว่าเวลาที่เขาจะใส่บาตรยกมายก
หม้อมาทั้งหม้อไม่ใส่คันอันนี้ไม่ยอมรับ
แล้วก็ไม่รับอาหารนี้บุคคลยืนคร่อมธรณี
ประตูนำมา
นั่นหมายความว่าก่อนที่นำมาเยืนคร่อมธรณี
ประตูอยู่ไม่ยอมรับ
แลก็ไม่รับอาหารที่บุคคลยืนคล่องคร่อมครก
ครกนำมา
ไม่รับอาหารที่บุคคลยืนคร่อมสากนำมาความ
ขณะที่ก็ยืนลอยใส่บาตรก็ยืนคร่อมอยู่อัน
นี้ก็ไม่อยาก
ไม่รับอาหารที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา
ไม่รับอาหารของคน 2 คนที่กำลังบริโภคอยู่
ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะให้ของที่เค้า
กำลังกินอยู่เค้าเตรียมตัวไว้แล้ว
แต่ว่าเค้านั่งกินอาหารกันอยู่รออยู่ก่อน
เพราะมันหิว
ของใส่ขันเรียบร้อยแล้วแต่ว่าถ้าอย่าง
นั้นแล้วก็ไม่ยอมรับ
ไม่รับอาหารของหญิงที่มีครรภ์หญิงมีครรภ์
ใส่บาตรไม่ยอมรับไม่รับอาหารของหญิงเพราะ
กำลังให้ลูกดื่มนม
เข้าใจไม่ยากไม่รับอาหารที่เขานัดแนะทำ
กันไว้ก่อนหมายถึงว่าเตรียมการ
อย่างเวลาตรุดเวลาสงกรานเขาจะทำบุญเนัด
กันว่าเราจะทำอย่างนั้นเราจะทำอย่างนี้
เพื่อถวายพระอันนี้ไม่ยอมรับ
ไม่รับอาหารในที่ซึ่งสุนัขได้รับเลี้ยงดู
หมายความว่าเค้าเลี้ยงสุนัขอยู่แต่ของ
เตรียมไปแล้วเเอาของนั้นมาใส่บาตร
ของนั้นไม่ได้เลี้ยงสุนัขแต่ก็ไม่ยอมรับ
ไม่รับอาหารที่แมลงวันตอมเป็นกลุ่มๆนี้ก็
น่าจะจะน่าจะไม่รับนะ
แล้วก็ไม่กินปลา
ไม่กินเนื้อ
ไม่ดื่มสุรา
ไม่ดื่ม
ไม่ดื่มยาดอง
เขารับอาหารที่เรือนหลังเดียว
แล้วก็กินคำเดียว
รับอาหารจากเรือน 2 หลังแล้วกิน 2 หลัง
เรื่อยไปจนกระทั่งรับอาหารจากเรือน 7
หลังก็กิน 7 คำขอโทษ
รับอาหารจากเรือนหลังเดียวกินคำเดียวรับ
อาหารจากเรือน 2 หลังกิน 2 คำเรื่อยไปรับ
อาหารจากเรือนถึง 7 หลังก็กิน 7 คำอย่าง
นี้เป็นต้น
แล้วก็ยังอัตภาพ
ด้วยอาหารในถาดน้อยๆใบเดียวบ้าง
เวลาจะกินน่ะใส่ถาดเล็กๆใบเดียวบ้าง 2 ใบ
บ้าง 3 ใบบ้าง 4 ใบบ้างถึง 7 ใบบ้าง
และกิอาหารที่มีระหว่างเว้นวันหนึ่งบ้าง
คือกินวันเว้นวันบ้างกินวันเว้น 2 วัน
บ้างกินวันเว้นถึง 7 วันบ้าง
เป็นผู้ประกอบด้วยความขวนขยายขวายในการ
บริโภคพัดที่เวนมา
มีระหว่างเว้นตั้งแต่กึ่งเดือนเช่นนี้
บ้าง
นหมายความว่าของที่เขาจะนำมาถวายกินไป
ครั้งหนึ่งคือเว้นไปครึ่งเดือน
วันนี้เ้าจะเอานำแกงเผ็ดมาถวายกินแกงเผ็ด
วันนี้ภายในอีก 15 วันจะไม่จอมกินซ้ำ
อย่างนี้เป็นต้น
เขาเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้างกินเฉพาะ
ผักดอง
กินเฉพาะข้าวฟ้างเป็นอาหารบ้างกินเฉพาะ
ลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง
กินเฉพาะกากข้าวเป็นอาหารบ้าง
มียางหรือสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง
มีรำเอากินเฉพาะรำเป็นอาหารบ้าง
กินเฉพาะข้าวตังค์เป็นอาหารบ้างกินเฉพาะ
กำยานเป็นอาหารบ้าง
แล้วก็มีหญ้ากินเฉพาะหญ้า่าอย่างเดียว
เป็นอาหารบ้างกินขี้โคเป็นอาหารบ้าง
กินเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหารบ้าง
ไม่บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง
อ้อขอโทษบริโภคเฉพาะผลที่หล่นเองเป็น
อาหารบ้าง
เขานุ่งผ้าป่านโดยเฉพาะบ้างคือผ้าอื่นไม่
นู่หรือว่าผ้าแกมกันผ้าป่านบ้างผ้าอะไร
บ้างผสมกันก็ใช้ได้
นุ่งผ้าห่อศพบ้างนุ่งผ้าเฉพาะผ้าปังสกุล
บ้าง
นุ่งเฉพาะผ้าเปลือกไม้บ้าง
นุ่งเฉพาะหนังเสือบ้างนุ่งเฉพาะหนังเสือ
ที่มีแล้วครบบ้าง
นุ่งผ้ากาครองบ้าง
และก็นุ่งเปลือกผ้าที่ทำเปลือกปอกรองบ้าง
แล้วก็นุ่งผ้าผลไม้กรองบ้างนุ่งผ้ากำพลทำ
ด้วยผมคนบ้างนุ่งผ้ากำพลนี้ทำด้วยขนสัตว์
บ้าง
ผ้าแล้วก็นุ่งผ้าที่ทำด้วยขนปีกนกเค้า
บ้าง
เป็นผู้ถอนผมและหนวดนี่หมายความว่าหนวดก็
ดีผมเขาก็ดีของเขานะไม่โกน
เขาใช้วิธีพยายามถอนให้มันหมดไป
ท่าบอกว่าคือประกอบในการค้นขวายในการถอน
ผมและการถอนหนวด
ค่อยๆถอนถอนกว่าจะหมด
เป็นผู้ยืนคือห้ามอาสนะบ้างนั่นหมายความ
ว่ายืนไม่นั่ง
ยืนอย่างเดียวไม่นั่ง
แล้วก็ผู้นั่งโดยเฉพาะบ้างคืออย่างวิธี
อื่นไม่นั่งนั่งเฉพาะก็อย่างเดียว
แล้วคือประกอบความเพียรในการนั่งขยงบ้าง
สมัยความว่าต้องยับยั้งพยามทุกอย่าง
ถ้ามันจะเพลียว่าอะไรก็ตามไม่ยอมหยุดจะ
พยงอยู่ตลอดเวลา
เป็นผู้นอนบนหนามคือสำเร็จการนอนบนหนาม
บ้างคือเอาหนามมาปูนอนเป็นการทรมานตัว
แล้วก็เป็นผู้นอนบนแผ่นกระดานบ้าง
สำเร็จการนอนบนเนินดินบ้างคือนอนเฉพาะบน
เนินดินบ้าง
อือ
เป็นผู้นอนแแคงข้างเดียวบ้างเป็นผู้หมัก
หมมไปด้วยธุลีบ้างคือปล่อยให้ตัวเปื้อน
มันจะเปื้อนมันจะเปิดยังไงก็ตามก็ไม่ยอม
ที่จะไปอาบน้ำอาบท่าปล่อยมันตามเรื่องคือ
ไม่ถือร่างกายเป็นสำคัญ
เป็นผู้อยู่กลางแจ้งโดยเฉพาะบ้างคือไม่
เข้าในร่มฝนตกฟ้าร้องไงก็ช่าง
เป็นผู้นั่งบนอาสนะตามที่ลาดไปบ้างหมาย
ความว่าใครเปูให้ยังไงก็นั่งอย่างนั้น
บ้างอันนี้รู้สึกเรานิดนึง
เป็นผู้บริโภคอุจจาระบ้างนี่แย่หน่อยนะ
เป็นผู้ห้ามน้ำเย็น
คือว่ากินเฉพาะน้ำอุ่นบ้าง
อาบน้ำวันละ 3 ครั้งบ้าง
คือประกอบในการอาบน้ำวันละ 3 ครั้งนะพระ
พุทธเจ้าทรงตรัสถามว่าดูก่อนนิโธะ
ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นอย่างไร
ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยตบะ
เป็นการหน่ายที่บริบูรณ์หรือไม่บริบูรณ์
อันนี้พระพุทธเจ้านำมาปฏิปทาของพราหมณ์
ไม่ใช่ของทางพุทธมาพูดกันในโธะ
กล่าวไปหมดแล้วก็ถามว่าอันนี้ใช่หรือไม่
ใช่ดีหรือไม่ดีครบถ้วนมั้ย
โครปริพาาชกก็กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ
เมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาป
เป็นการหน่ายบาปที่ไม่บริบูรณ์พระเจ้าค่ะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนในโทธะ
เรากล่าวว่าอุปกิเลสมากการหน่ายบาปด้วย
วิธีนี้
นี่ก็หมายความว่าวิธีที่กล่าวมาแล้วทั้ง
หมดบรรดาท่านพุทธบริษัทและบรรดาเพื่อน
ภิกษุสามเณรทั้งหลายโปรดทราบ
วิธีทั้งหมดที่ทำมาแล้วเขาจะดีเขาจะไม่ดี
เป็นประการใดก็ตามอันนี้ผมก็ไม่ขอวิจารณ์
เพราะว่าเป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่าบอกว่าการทำอย่างนั้นเป็นอุปกิเลส
ไม่มีข้อไหนที่จะนิยมว่าดีเลย
แล้วก็มีบางข้อที่ยังเไม่กินเหล้าขอโทษ
ความปึงปังสีมันหล่น
ไม่กินเหล้าก็ดีอย่างนี้เป็นต้นไม่กิน
อาหารที่แมลงวันตอมก็ดี
ความจริงก็รู้สึกว่าจะดี
แล้วก็พิจารณาปฏิปทานแล้วทั้งหมดเป็น
อัตตกิปฐานิโยค
ทำเฉพาะเรื่องทางกายอย่างเดียวไม่ปรับ
ปรุงทางใจ
ขืนทำไปอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นผู้ติดใน
โลกธรรมธรรม 8 ประการคือนิยมในการ
สรรเสริญเป็นต้น
แล้วก็มีกับความรู้สึกว่าจะมีมานะถือตัว
ถือตนมากถือว่าฉันเนี่ยทำได้ดีที่สุดทำ
ได้ประเสริฐที่สุดใครทำชั่วทำไม่ได้
ฉะนั้นขอบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายและบรรดา
ญาติโยมพุทธบริษัท
ที่ปฏิบัติเป็นกรรมฐานอย่าปฏิบัติตามนั้น
ถ้าทุกท่านเชื่อองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ว่าถ้าไม่เชื่อก็เป็นหน้าที่ของท่าน
แล้วก็โปรดทราบของบรรดาภิกษุสามเณรทั้ง
หลายโปรดทราบ
ว่าถ้อยคำในอุทมบริกาสูตรนี้
ให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติของพระในสำนัก
นี้
สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงว่าไม่ดีต้อง
พยายาม
สิ่งใดดีๆพยายามทำตามนั้นแล้วก็ท่านยังละ
ไม่ได้จริงๆก็ยับยั้งอยู่แค่ใจขันใช้
ขันติบารมีอดทนเข้าไว้
แล้วใช้วิริยารมีห้ามปราม
อย่าให้มันไหลมาทางกายและวาจา
ถ้าทำไม่ได้อย่างนี้นะก็รับก็นิมนต์ออกไป
ซะเถอะ
นั่นหมายความยังตัดไม่ได้จริงๆก็ไม่ได้
ว่า
เป็นแต่ได้เพียงว่าถ้ายังตัดไม่ได้ก็ยับ
ยั้งจะให้ไหลมาที่ปาก
อย่าให้มันไหลมาถึงกายคือปากอย่าพูดตาม
อารมณ์ชั่วกายอย่าทำตามอารมณ์ชั่วมันอยู่
แค่ในใจไม่ช้ากิเลสทั้งหลายเหล่านี้ก็จะ
สลายตัวไป
นี่ก็ต่อของท่านไปตอนนี้คงจะไม่จบอีกตอน
หนึ่ง
กล่าวว่าตอนนี้ว่าด้วยกิเลสของพระคุณผู้
มีตบะ
นั่นก็หมายความว่าผู้มีตบะคือมีความเพียร
เป็นเครื่องเพราะบาปถูกต้อง
แต่ว่ากำลังใจเสีย
ทำถูกแต่กำลังใจเสียก็ฟังต่อไปใช้ไม่ได้
อีกใช้ไม่ได้อีก
เสียงผมก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ
ยังขาดตอนอยู่แต่ก็พยายามทำแล้วก็ไม่แน่
แต่ใจเหมือนกันไอ้การไข้มันดีขึ้นมันจะ
ตายหรือไม่ตายก็ไม่ทราบเดี๋ตายแล้วไม่ได้
ทำคุยกันต่อไปว่านิโครทปริภาชกทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุปกิเลสมาก
อย่างในการบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์แล้ว
อย่างนี้เป็นอย่างไรพระเจ้าค่ะนั่นก็หมาย
ความถามต่อนะว่าคนที่ปฏิบัติไอ้ตบะคือ
ความเพียรเป็นเครื่องพระบาทให้บาปให้เรา
ร้อนน่ะคือหมายความพยายามตัดกิเลสจริงๆทำ
ถูกจุดแต่คำใช้ไม่ได้
ขอได้ฟังตามนี้นะครับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าดูก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะคือมีความเพียรเป็นเครื่อง
เผาบาปให้เล่าร้อนในโลกนี้
ย่อมถือมั่นตบะ
เขาเป็นคนผู้ใจดี
มีความดำริบด้วยตบะ
แม้ข้อที่ผู้มีตบะถือมั่นตบะดีใจ
มีความดำริบริบูรณ์ด้วยตบะนั้นนั่นแลย่อม
เป็นอุปกิเลสจากบุคคลผู้มีตบะนี่ก็หมาย
ความว่าทำน่าถูกแล้วเต็มใจทำ
แต่ว่าไปปักจุดอย่างเดียวว่าเราทำอย่าง
นี้จึงจะบรรลุมรรคผล
เป็นว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเมื่อบุคคลมา
แนะนำแล้วไม่ยอมพลิกแพลงแต่ถ้าบังเอิญ
ตะบะคือความเพียรเป็นเครื่องเผาบาปทำลาย
กิเลสนั้นมันเป็นกำกำลังใจที่อ่อนไม่
สามารถทำลายกิเลสได้กิเลสก็เลยไม่หมดไป
อย่างนี้ถือว่าทนงตนเกินไปถือตนเกินไปใช้
ไม่ได้บกิเลส
ข้อต่อไปท่านตรัสว่าดูก่อนนิโทธะ
บุคคลผู้มีตบะ
ย่อมถือมั่นตบะ
เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วยตบะนั้น
แม้ข้อที่ผู้มีตบะถือมั่นตบะยกตนข่มผู้
อื่นด้วยตบะนั่นแลย่อมเป็นอุปกิเลสแก่
บุคคลผู้มีตบะ
นั่นก็หมายความว่าการทนงตน
ตนประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่อง
เผาผลาญกิเลส
แต่ว่าจะเผาหมดหรือไม่หมดก็ไม่ทราบแต่กับ
ท่านงตนข่มขู่ผู้อื่นว่าบุคคลอื่นน่ะดี
สู้ฉันไม่ได้
อย่างในเวลาในปัจจุบันนี้เราก็เห็น
มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเวลาไปพูดที่ไหนก็
ด่าคนนู้นบ้างไปบริพาทคนนี้บ้างคนนั้นไม่
ดีคนนี้ไม่ดีบ้างใครไหว้เทวดาไหว้หมาดี
กว่าบ้าง
อะไรพวกนี้เป็นต้น
ไอ้นี่น่ะก็ถือว่าเป็นการทนงถือตัวใน
เรื่องตบะข่มขู่คนอื่นคนอื่นความว่าข้อ
นี้ผมเห็นว่าเป็นกิเลสที่หยาบที่สุดไม่
ใช่กิเลสเล็กน้อยเลย
ต่อไปว่าดูก่อนนิโคทะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือตบะย่อมถือมั่นในตบะ
เขาให้ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้น
ด้วยตบะนั้นเขาเป็นผู้ดีใจมีความดำริบ
ด้วยลาภสักการะสรรเสริญ
แม้ข้อที่มีผู้มีตบะดีใจมีความดำริบด้วย
ลาภสักการะสรรเสริญนี่แลย่อมเป็นอุปกิเลส
อีกอย่างหนึ่ง
นี่ก็เห็นชัดที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสนี่
เป็นการติดในโลกธรรม
บุคคลที่จะละกิเลสจริงๆน่ะเต้องละโลกธรรม
ลาภก็ดีสรรเสริญก็ดี
ถ้าเราไปติดก็ถือว่าเป็นผู้มีกิเลสท่วม
ตัว
ผมก็อยากจะพูดว่ามีกิเลสเลยหัว
เสียงผมก็ยังไม่ดีนักนะครับแหบมาก
แต่ว่าทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าโลภะความ
โลภมันก็เป็นของไม่ดีเราติดในลาภกิเลสมัน
ก็จม
มันก็เต็มปลักในร่างกายติดในสรรเสริญที่พ
พุทธเจ้าทรงตรัส
ลาภสลาภยศสรรเสริญสุขเป็นโลกธรรม
ถ้าเราติดก็มีความทุกข์ลาภที่เรามีมาได้
แล้วมันก็เสื่อมหมดไปได้
ถ้าเรายินดีในการได้ไล่ลาภไม่ช้ากำลังใจ
ก็ต้องเสียใจสะดุดใจเมื่อลาภหมดไป
คำสรรเสริญก็เช่นเดียวกันคำสรรเสริญไม่
ใช่ของดี
ถ้าเราติดในคำสรรเสริญเราก็จะมีแต่ความ
ทุกข์เพราะว่าไม่มีใครเขมานั่งนั่งตั้งตา
นั่งสรรเสริญตลอดวันคนที่เขาสรรเสริญเรา
ได้เก็ติเราได้
ฉะนั้นจงจำไว้ว่าพุทธเจ้าทรงตรัสว่านินทา
สังสาเป็นธรรมดาของชาวโลกชาวโลกทั้งหมด
เกิดมาทั้งภพนินทาและสรรเสริญนี่ท่านมา
ติดลาภติดสรรเสริญก็เป็นกิเลสอย่างหนัก
เห็นจะพอมีแล้วมั้งพอมีมั้ยฟังๆตามวิทยุ
พอจะพอได้ยินบ้างล่ะมั้ง
พระองค์ทรงตรัสต่อไปว่านิโธะบุคคลผู้มี
ตบะ
ย่อมถือมั่นตบะเขาให้ลาภสักการะและ
สรรเสริญเกิดขึ้นด้วยแต่บาตนั้นเขาย่ง
ย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วยลาภด้วยสักการะใน
ความสรรเสริญนั้น
แม้ข้อที่ผู้มีตบะถือมั่นตบะยังลาภและ
สักการะสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้นยก
ตมคนผู้ยกตนข่มผู้อื่นได้ลาภสักการะ
สรรเสริญอย่างนี้ย่อมเป็นกิเลสแก่บุคคล
ผู้มีตบะ
นั่นหมายความทั้งลาภทั้งยศทั้งสรรเสริญ
สุข
มีความเพียร
หรือพูดเก่าๆว่าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
หรือท่านที่เข้ามาเจริญพระกรรมฐานที่ใด
ที่หนึ่งก็ตาม
ทำแล้วคนเมีความเคารพนับถือเขาให้ลาภมาก
เขาสรรเสริญมากสมัยนี้ก็ต้องมียศด้วย
มียศถาวนาศักดิ์ก็เลยไอ้ลาภกฎก็ดีคำ
สรรเสงก็ดียศก็ดีไปข่มขู่คนอื่น
ว่าเธอน่ะชู้สู้ฉันไม่ได้นะ
ฉันเป็นพระครูนะฉันเป็นพระราชาคณะชั้น
สามัญชั้นราชชั้นเทพชั้นธรรมชั้นพรหมและ
ชั้นสมเด็จ
หรือเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ไอ้นี่ไม่ได้ปรามาสนะว่าถ้ามีความรู้สึก
ว่าเด่นกว่าบุคคลอื่นในเรื่องนี้ท่านถือ
ว่ามีกิเลส
นี่ก็บางท่านคิดว่านี่ฉันเนี่ยลาภสักการะ
เยอะใครๆก็ให้ฉันมากใครๆสู้ฉันไม่ได้หลง
ในลาภสักการะ
ลาภสักการะไปข่มขู่คนอื่นว่าท่านหากินไม่
ได้ทำไม่ถูกใจคนสู้ผมไม่ได้
เอาไปเบ่งทัพคนอื่นเขา
แล้วคำสรรเสริญเย็นยอถ้ามีคนเเคารพนับถือ
มากก็เอาคำสรรเสริญเยินยอไปข่มกูว่าใคร
ที่ไหนคนที่คุยกับผมเนี่ยมีลูกศิษย์ลูกหา
มากเท่าผมมั้ยผมมีลูกศิษย์ลูกหามากกว่า
ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นพระ
พุทธเจ้าตอบเป็นกิเลสอย่างหนัก
เหลือเวลา 2 นาทีหน้านี้นะ
ต่อไปก็ทรงตรัสว่าดูก่อนนิโรธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือตบะ
เขาให้ลาภสักการะความสรรเสริญเกิดขึ้น
ด้วยตบะนั้นเขาย่อมเมาย่อมลืมสติ
ย่อมถือความเมาเอาด้วยลาภสักการะและความ
สรรเสริญนั้น
แม้ข้อที่มีผู้ที่มีตบะถือมั่นยังลาภ
สักการะสรรเสริญ
ให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้นเมาลืมสติถึงความ
เมาได้ลาภสักการะสรรเสริญนั้นนี่แลย่อม
เป็นอิบกิเลสแก่ผู้มีตบะ
สำหรับผู้นี้ก็เหมือนกันเป็นผู้เมาลาภก็
ดีสักการะก็ดีสรรเสริญก็ดียศถาบรรดาแสกก็
ดีครึ้ม
มีความรู้สึกยังไม่ไปข่มคนอื่นแต่มีความ
รู้สึกในใจว่าฉันนี่แน่ฉันมีลาภเยอะมีคน
ชอบใจมากสรรเสริญยืนยอเยอะฉันมียศถาวดา
ศักดิ์ส
อย่างนี้ก็ตกอยู่ในโลกธรรมจมปลักแทนที่
กิเลสจะหมดไปกิเลสกันเลยหัวไปไหนบรรดา
ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ข้อนี้เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ทั้งหมด
ที่องค์สมเด็จพระบรมสุขก็กล่าวว่าเป็นปก
กิเลสอุปะไปเข้ากายภัยใกล้มั่นกิเลสถึง
ความเศร้าหมอง
รวมความว่าเราเดินเข้าไปหาความสกปรกของ
จิตฉะนั้นขอสาวกขององค์สมเด็จพระ
ธรรมสามิตทุกท่าน
จงละอารมณ์นี้จากใจ
ถ้ามันละไม่ได้จริงๆให้มันขังอยู่แค่ในใจ
อย่าให้ไหลมาถึงปากจะไหลมาถึงกายถ้าเรา
ทรมานมันอย่างนี้ไม่ช้าไม่นานเท่าไหร่มัน
ก็หลุดไปจากใจเราเองสำหรับวันนี้เวลานี้
ก็หมดเวลาแล้วขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์
พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่านสวัส
ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
และบรรดาพระภิกษุสามเณรที่รัก
ต่อนี้ไปก็มาปรารภเรื่องขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้ากันต่อไป
ในช่วงนี้ผมก็ยังป่วยอยู่นะครับอันนี้
เป็นหน้าที่ 31 เิกาสู
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 11
ตอนนี้ไปผมคิดว่าจะไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
เพราะเข้าใจอยู่แล้วนะครับไม่ไม่ยากพระ
พุทธเจ้าทงตรัสต่อไปว่านี่โคทะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
ย่อมถึงส่วน 2 ในโพจนะทั้งหลายว่าสิ่งนี้
ควรกับเราสิ่งนี้ไม่ควรแก่เราสิ่งใด
ที่ไม่ควรแก่เขามุ่งละสิ่งนั้นแต่สิ่งใด
ที่คนแก่เขามีความกำหนัดยินดีลืมสติติด
สิ่งนั้นไม่แลเห็นโทษ
ไม่มีปัญญาสลัดออกบริกอยู่แม้ข้อนี้ย่อม
เป็นกิเลสแก่ว่าคนผู้มีตบะ
ทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
ด้วยคิดว่าพระราชา
มหาอำมาตย์พระของพระราชากษัตริย์พราหมณ์
ข้าบดีเดรัถี
เขาเสร็จจากสักการะเคารพเพราะเหตุเป็นการ
ใคร่ในลาภสักการะสรรเสริญ
แม้ข้อนี้ย่อมเป็นกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ
อันนี้เรียกว่าธรรมติดต้องการเคารพไม่ถูก
ต้องต้องทำเพื่อละ
กล่าวต่อไปว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้มีตบะ
ย่อมเป็นผู้รุกรานสมณะหรือพราหมณ์อื่นแต่
ไหนๆว่า
ก็ไฉนผู้นี้เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลายอย่าง
กินวัตถุทุกๆอย่างคือเกิดพืชเกิดแต่เหง้า
พืชเกิดแต่ลำต้นพืชเกิดแต่ผลพืชเกิดแต่
ยอดพืชเกิดแต่เมล็ดครบ 5
ลายฟันของวันนี้คมดสายฟ้าบุคคลทั้งหลาย
ย่องจำกันได้ด้วยวาทะ
ว่าเป็นสมณะแม้ข้อนี้ก็เป็นอุปกิเลสแก่
ผู้มีตบะ
ึงกล่าวต่อไปว่าดูก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะ
เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่เขาสักการะ
เคารพนับถือบูชาอยู่
ในสกุลทั้งหลายเขาดำริอย่างนี้ว่าคนทั้ง
หลายย่อมสึกการะเคารพทับถือบูชา
สมณะหรือพราหมณ์ชื่อนี้แลผู้เลี้ยงชีพ
ด้วยวัตถุหลายอย่างในสกุลทั้งหลายแต่ไม่
สักการะเคารพไม่นับถือ
ไม่บูชาเราผู้มีตบะเลี้ยงชีพด้วยวัตถุ
เศร้าหมองเขาเป็นผู้ให้ความริษยาความ
ตหนี่เกิดขึ้นในตระกูลทั้งหลายเหล่านี้
แม้ข้อนี้ก็ย่อมคือเป็นกิเลสกับผู้มีตบะ
ผมขออ่านลวดไปเลย
กล่าวว่าดูก่อนนิโรธะบุคคลผู้มีตบะเป็น
ผู้นั่งในที่ที่คนจะเห็นข้อนี้แลย่อมเป็น
กิเลส
ข้อนี้รู้สึกว่าญาติโยมบางท่านสงสัยว่า
นั่งในบ้าน
เด็กเดินไปเดินมาคนในบ้านเห็นจะเป็นอุปจะ
เป็นไปกิเลสไหม
ก็ก็ต้องขอตอบว่าไม่เป็น
ตามที่กล่าวนี้ท่านหมายถึงการโอ้อวดให้คน
อื่นเห็นเขาจะได้รู้ว่าเราเป็นนักเจริญ
กรรมฐานเจริญตบะอย่างนี้เป็นกิเลสแต่ว่า
ถ้านั่งในบ้านเป็นคนของบ้านเราจะเห็นแล้ว
หลบกันไม่ได้อันนี้ไม่เป็นไร
พอต่อไปท่านกล่าวว่าดูก่อนนิโครธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมเสด็จแสดงตนไปในทิศคุณ
ทั้งหลายว่า
กรรมแม้นี้อยู่ในตบะของเรากรรมแม้นี้อยู่
ในตบะของเราแม้ข้อนี้แล
ย่อมเป็นกิเลสแก่กับคนผู้มีตบะนี่หมาย
ความโอดเค้า
ว่าฉันปฏิบัติอย่างนั้นฉันปฏิบัติอย่าง
นี้มันดีอย่างนั้นมันดีอย่างนี้อันนี้ไม่
ควรครับนอกจากเขาจะหารือด้วยไอ้นี่เรื่อง
หนึ่งต่าง
แลพระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะ
ย่อมเสพโทษอันปกปิดบางอย่าง
เขาถูกผู้อื่นถามว่าโทษนี้ควรแก่ท่านหรือ
ก็กล่าวโทษที่ไม่ควรว่าควรกล่าวโทษที่ควร
ว่าไม่ควรเขาเป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้
อยู่ดังนี้แม้และข้อนี้ย่อมเป็นกิเลสแก่
บุคคลผู้มีตบะ
ลุงกล่าวเท็จก็หมดเรื่องแล้วไม่ต้องพูด
กันนะเลว
พระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อไปว่าที่โครบะ
เมื่อตถาคตหรือพระสาวกของตถาคตแสดงธรรม
อยู่
ย่อมไม่ผ่อนตามปริยายซึ่งควรจะผ่อนตามอัน
มีอยู่แม้ข้อนี้แลจะไปกิเลสกับบุคคลผู้มี
ตบะ
นี่หมายความว่าข้อที่เราประพฤติปฏิบัติ
อยู่น่ะ
ถ้าคนที่เค้าดีกว่าเราที่ท่านตัดกิเลสหมด
แล้วมาแนะนำ
ว่าอันนี้มันพลาดไปนะอันนี้มันผิดไปแก้ไข
ซะใหม่อย่างนี้ควรจะทำถ้าไม่ทำก็เป็น
กิเลสแค่จมปรัง
ท่านตรัสต่อไปว่าดูก่อนนี่โธะบุคคลผู้มี
ตบะ
เป็นผู้ผูกเป็นผู้มักโกรธแหมโกรธนี่คือ
กิเลสมันหยาบมากเป็นผู้ผูกโกรธมันถึงจอง
เวรจองกรรมแม้ข้อนี้แหละย่อมเป็นกิเลสกับ
ผู้มีตบะอันนี้ก็ไม่ต้องอธิบาย
ทรงตรัสต่อว่าดูก่อนนิครู
บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้มีความลบหลู่
ไอ้ความลบหลู่นี่จิตมันเลว
ว่าเค้าเลวอย่างงั้นเค้าเลวอย่างี้ตีเสมอ
เราเล็กแต่เข้าใจว่าใหญ่เรายังดีกว่าตี
เสมอเขานี่ใช้ไม่ได้
มีริษยาคืออิจฉาเค้าน่ะตหนี่
ขี้เหนียว
แล้วก็โอ้อวด
มีมายาคือชอบหลอกลวง
มีนิสัยกระด้างแล้วก็ถือตัวจัดเป็นผู้มี
ความปรารถนาลามก
แห่งความปรารถนาอันลามกเป็นมิจฉาทิฏฐิคือ
มีความเห็นผิดประกอบไปด้วยทิฐิอันดิ่งถึง
ที่สุดคือไม่ยอมถอนตัวเป็นผู้รูบคลำทิฐิ
เอง
ไอ้ลูบคลำเนี่ยหมายความไม่ทำจริงไม่ทำจัง
ไม่ไม่ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
แล้วก็เป็นผู้ถือมั่นสละคืนได้ยาก
แม้ข้อนี้แลย่อมเป็นกิเลสกับบุคคลผู้มี
ตบะ
ท่านตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโครธะท่านจะพึง
สำคัญข้อความนี้เป็นไฉน
การในบาปด้วยตบะเหล่านี้เป็นอุปกิเลสหรือ
ไม่เป็นอุปกิเลส
ท่านนิโธะกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ
การในบาปด้วยตบะอย่างนี้เป็นอุปกิเลสแท้
จะไม่เป็นกิเลสไม่เป็นอุปกิเลสหามิได้
บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้
พึงประกอบไปด้วยกิเลส
เหล่านี้มาครบทุกอย่าง
ข้อนี้แลเป็นฐานะที่จะมีได้จะป่วยกล่าวไป
ใหญ่ถึงกิเลสบางข้อ
นี่ทนีโคราชยอมรับว่าสิ่งที่เป็นมาแล้ว
เนี่ยคนที่ปฏิบัติหวังดีหวังชอบหวังของ
กิเลสแต่ไปเกาะติดความเลว
ที่พระพุทธเจ้าทรงไม่เห็นด้วยท่านความ
จริงนิโรธะนี้ท่านก็ดีนะเผมก็จะขออ่านต่อ
ไปเพราะว่าไอ้ฉบับที่แล้วมานี่ที่ที่ทำมา
แล้วรู้สึกเอาอะไรเข้ามาผสมเยอะแยะไม่ทัน
ใจฟัง
ผมฟังแล้วก็รู้สึกรำคาญแต่เวลานั้นมัน
ป่วยมากครับ
มันป่วยมากจริงๆผมก็มันใกล้จะตาย
ผมคิดว่าถ้าจะตายก็คายอารมณ์คือเอาทุก
สิ่งทุกอย่างเข้ามาผสมซะเยอะแต่มันก็ยัง
น้อยกว่าอารมณ์จริงของผมผมฟังดูแล้วรู้
สึกว่าท่านผู้รับฟังจะอึดอัดใจมากและเอา
ใหม่
ฉะนั้นต่อนี้ไปขอถือฉบับนี้เป็นสำคัญ
เพื่อความเข้าใจง่ายๆ
นี้ต่อไปพระท่านกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรง
กล่าวว่าถึงต้องกล่าวถึงฐานะของผู้
บริสุทธิ์ให้มีผู้มีตบะ
คือปฏิบัติตามนี้บริสุทธิ์ว่าอย่างนั้นนะ
เข้าใจง่ายๆ
ผมจะอ่านไปเลยรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรยาก
ทรงตรัสว่าดูก่อนนิโรธะบุคคลผู้มีตบะใน
โลกนี้ย่อมถือมั่นตบะ
เขาเป็นผู้ไม่ดีใจ
ไม่มีความดำริบ
ด้วยตบะนั้น
ข้อนี้ข้อที่ผู้มีตบะถือมั่นตบะไม่ดีใจ
ไม่มีดำริบ
ด้วยตบะนั้นอย่างนี้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์
อย่างหนึ่งในฐานะนั้นนี่ก็หมายความ
ปฏิบัติอยู่แล้วมันยังไม่ถึงอรหันต์นี่
ถ้ายังไม่ถึงอรหันต์เพียงใดก็ยังไม่พร้อม
คิดว่าดีเอาแค่นี้ก็แล้วกันนะจงจำว่าถ้า
ยังไม่ถึงอรหันต์จงอย่าเพิ่งคิดว่าดีและ
ขอท่านทั้งหลายจงอย่าคิดว่าผมเป็นพระ
อรหันต์
แลก็จงอย่าคิดว่าผมเป็นพระผู้ส่งฌาน
ถ้อยคำทั้งหมดนี้ผมขอเอามาจากสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วก็ผมเองก็จะประคับประคองตัวแค่จะไม่
โรกแล้วตดนรกขึมตื้นๆก็พอใจแล้วเอางี้ก็
แล้วกันนะถ้าใครก็ถามก็บอกว่าหลวงพ่อถ้า
ไม่ยอมรับอะไรทั้งหมดไอ้ที่ไม่ยอมรับนี่
ไม่ใช่ปกปิด
ก็ถือว่าเราก็ทำกันเพื่อความสบายใจเท่า
นั้นก็พอ
เป็นกล่าวต่อไปว่านิโครธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
เขาย่อมไม่ยกตน
ไม่ข่มผู้อื่นด้วยแต่บาปนั้นอย่างนี้เขา
ก็เป็นผู้บริสุทธิ์ในแต่บาทนั้น
ก็ไม่ต้องอธิบาย
ท่านกล่าวต่อไปว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้มี
ตบะ
ย่อมถือมั่นตบะเขาย่อมไม่เมาไม่ลืมสติ
ย่อมไม่ถึงความเมาด้วยตบะนั้น
เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะอย่างนั้น
ก็ง่าย
แล้วก็ทรงตรัสว่าดูก่อนนิครโธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
เขาให้ลาภสักการะความสรรเสริญ
เกิดขึ้นด้วยแต่บะนั้นเขาเป็นผู้ไม่ดีใจ
ไม่มีความดำริบริบูรณ์ไปด้วยลาภสักการะ
สรรเสริญนั้นอย่างนี้เย่อมเป็นผู้
บริสุทธิ์ในฐานะนั้น
ก็จำให้ดีก็แล้วกันนะ
ต่อไปท่านบอกว่าดูก่อนนิโธะคำอื่นที่ควร
จะกล่าวยังมีอยู่อีก
บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
เขาให้ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกิดขึ้นด้วยตบะนั้นเขาย่อมไม่ยกตน
ไม่ข่มผู้อื่นด้วยลาภสักการะและสรรเสริญ
นั้นอย่างนี้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะ
นั้น
แล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนี่โทธะบุคคล
ผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะย่อมไม่ถึงส่วน 2
ในโภชนะทั้งหลายว่าสิ่งนี้ควรแก่เราสิ่ง
นี้ไม่ควรแก่เรา
ก็สิ่งใดที่ไม่ควรแก่เขา
ไม่มั่วละสิ่งนั้นเสียส่วนใดที่ควรแก่เขา
ไม่กำหนัด
งี้แล้วกันก็สิ่งใดที่ไม่ควรแก่เขา
ไม่มุ่งละในสิ่งนั้นเสียนะสิ่งใดที่คนแก่
เขาไม่กำหนัด
ไม่ลืมสติ
ไม่ติดในสิ่งนั้น
และเห็นโทษมีปัญญาคิดสลัดออก
บริโภคอยู่อย่างนี้เขาย่อมเป็นผู้
บริสุทธิ์ในฐานะนั้น
มีความไม่ติดในอาหารทุกอย่าง
กล่าวต่อไปว่าดูก่อนในโคระคำอื่นยังมี
อยู่อีกบุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ
แต่เขาไม่คิดว่าพระราชามหาตย์ของพระราชา
กษัตริย์พราหมณ์ก็คฤหัสถ์เดรถีจากสักการะ
เคารพเรา
ด้วยเพราะเหตุแห่งความลาภสักการะความ
สรรเสริญอย่างนี้ก็ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์
ในฐานะอย่างนั้นคือปฏิบัติเพื่อความดีไม่
มุ่งให้คำนับถือ
ทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโธะคำอื่นที่คน
กล่าวยังมีอยู่อีก
บุคคลผู้มีตบะไม่เป็นผู้รุกรานสมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าอื่น
ว่าไฉนเป็นผู้เลี้ยงชีพในวัตถุหลายอย่าง
กินวัตถุทุกอย่างคือพืชเกิดแต่เหง้าพืช
เกิดแต่ลำต้นพืชเกิดแต่ผลพืชเกิดแต่ยอด
พืชเกิดแต่เมล็ดที่เคารพ 5 ปลายฟันของพวก
นั้นดูแต่สายฟ้าคนทั้งหลายย่อมจำกันได้
โดยวาทะไม่ว่าเป็นสมณะอย่างนี้เขาย่อม
เป็นผู้ประเสริฐบริสุทธิ์ในฐานะนั้น
เึงกล่าวต่อไปว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้มี
ตบะ
เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่เขาสักการะ
เคารพนับถือบูชาอยู่ในสกุลทั้งหลาย
เขาไม่ดำริอย่างนี้คนทั้งหลายย่อมสักก
การะเคารพนับถือบูชาสมณพราหมณ์ชื่นนี้ผู้
เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลายอย่างในสกุลทั้ง
หลายถ้าผมขอโอกาสพลิกหนังสือหน่อยเสียงจะ
ขาดไปนิดนึง
แต่ไม่สักการะเคารพนับถือไม่นับถือไม่
บูชาเราผู้มีตบะ
เลี้ยงชีพด้วยวัตถุเศร้าหมอง
เขาไม่ให้ความริษยาและความตนีกที่เกิด
ขึ้นในที่คุณทั้งหลายดังนี้เขาย่อมเป็น
ผู้ประเสริฐบริสุทธิ์
ในฐานะนั้น
ผมจะอ่านเรื่อยๆไปเพราะว่าไม่มีอะไรยาก
ทรงตรัสต่อว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้มีตบะ
เป็นผู้ไม่นั่งในที่ทางคนจะเห็น
อย่างนี้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น
อันนี้อย่าลืมนะครับถ้าเรานั่งแล้วคิดว่า
ไม่มีใครจะไม่เห็นเผอิญเเห็นเองเป็น
เรื่องของเขาแต่ก็พยายามนั่งในที่ลับให้
ได้ก็แล้วกันสำหรับญาติโยมที่มีความสงสัย
ว่านั่งในบ้านเด็กเห็นจะเป็นไรไปเป็นไร
มั้ยก็ท่านขอตอบว่าไม่เป็นไรไม่ได้ตั้งใจ
อวดในบ้านนี่ไม่เป็นไรไม่ใช่คนอื่น
แล้วทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้
มีตบะ
ย่อมไม่เที่ยวแสดงตนไปในสระกุลทั้งหลาย
ว่ากรรมแม้นี้อยู่ในตำบละของเรา
กรรมแม้นี้อยู่ในตบะของเราอย่างนี้เขาจะ
เป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้นอันที่หมาย
ความอ้ออวด
ไปคุยเขาว่าท่านทำอย่างงั้นท่านทำอย่าง
นี้ดีอย่างงั้นดีอย่างนี้ไม่ควรนะครับโดย
เฉพาะอย่างยิ่งระบบรู้ว่าคำคล้องคอน่ะขอ
โทษเถอะครับอย่าแสดงเลยครับไม่ดีหรอก
ต่อไปท่านตรัสว่าดูก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะย่อมไม่เสพโทษอันปกปิดบาง
อย่าง
เขาโทษผู้อื่นถามว่าโทษนี้ควรกับท่านหรือ
กล่าวโทษที่ไม่ควรว่าไม่ควรกล่าวโทษที่
ควรว่าควรเขาพูดไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่
ดังนี้ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น
แล้วขอต่อไปเลยครับเพราะไม่อยากพระ
พุทธเจ้าทรงตรัสว่าดูก่อนนิโธะบุคคลผู้มี
ตบะเมื่อตถาคตหรือพระสาวกของตถาคตแสดง
ธรรมอยู่
ย่อมผ่อนปนตามปริยายซึ่งควรผ่อนตามอันมี
อยู่อย่างนี้เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ใน
ฐานะนั้น
ทงตรัสว่าดูก่อนนิโรธะบุคคลผู้มีตบะ
ไม่เป็นผู้มักโกรธ
ไม่มรรคผู้โกรธอย่างนี้เขาย่อมเป็นผู้
บริสุทธิ์ในฐานะนั้นไม่โกรธด้วยและก็ไม่
จองล้างจองผลาญด้วยนะครับ
จึงกล่าวต่อไว้ว่าดูก่อนในโครบะ
ไม่เป็นผู้ลบหลู่ไม่ตีเสมอไม่ริษยาไม่
ตหนี่ไม่โอ้โอดไม่มีมายาคือเจ้าเล่ห์หลอก
ลวง
ไม่แข็งกระด้างไม่ถือตัวจัด
ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก
ไม่ไปสู่อำนาจแห่งความปรารถนาลามก
ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ไม่ประกอบด้วยทิฐิอันดิ่งถึงที่สุด
ไม่เป็นผู้รูบคลำทิฐิเองไม่เป็นผู้ถือ
มั่นไม่แล้วก็เป็นผู้สละคืนง่ายอย่างนี้
เขาก็เป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น
ต่อไป
ทรงตรัสว่าดูก่อนนิโครธะท่านจะสำคัญความ
ข้อนี้เป็นไฉน
ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยแต่บะ
จะบริบูรณ์หรือหรือไม่บริบูรณ์
ท่านว่าอย่างงั้นนะท่านถามว่าจะบริบูรณ์
มั้ยหรือบริสุทธิ์มั้ยหรือไม่บริสุทธิ์
ท่าีโคระกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปทุบะเหล่านี้
บริสุทธิ์แท้
ไม่บริสุทธิ์หามิได้เป็นกิริยาที่ถึงยอด
ถึงแก่นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสว่า
ดูก่อนนิโรธะ
การหน่ายบาปด้วยตบะด้วยเหตุเพียงเท่านี้
เป็นกิริยายาที่ถึงยอดหรือถึงแก่นก็หาไม่
ได้
ที่แท้เป็นเพียงแค่สะเก็ดความดีที่ตถาคต
สอนเท่านั้น
สำหรับเรื่องนี้ผมก็ย่ำเกือบแย่
เพราะว่าตอนนี้กำลังเครียดแล้วกำลังป่วย
กำลังป่วยมันดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ก็สงสารพวกท่านที่ต้องฟังเรื่องราวที่
ประกอบที่ยาวเกินไป
แล้วกว่าจะฟังข้อวัดปฏิบัติก็แสนยาก
เป็นอันว่าพระโยคาวจรก็ดีบรรดาท่าน
พุทธบริษัททั้งหลายก็ดี
ฟังมาแล้วน่ะก็รับสิ่งใดที่พระพุทธเจ้า
ตรัสว่าเป็นอุปกิเลส
ขอให้ถือว่าเป็นระเบียบของวัด
สิ่งนั้นของบรรดาท่านพุทธบริษัทภิกษุ
สามเณรทุกองค์จงพยายามละให้เด็ดขาด
อย่าให้ปราปรากฏแก่กายและวาจา
ตอนนี้ถ้าพูดถึงการละมันก็ยากเหมือนกัน
เรายังไม่ใช่พระอรหันต์
เรายังดีไม่พอในเมื่อยังละไม่ได้จริงๆก็
ระงับไว้ในใจ
อย่าปล่อยให้มันไหลออกมาทางกายและวาจา
ใช้ขันติบารมีเข้าข่ม
ไอ้ข่มขังมันไว้ในใจ
ใช้วิริยบารมีเข้าทำลายให้มันหมดสิ้นไป
ใช้ปัญญาบารมีเป็นอาวุธกล้าก็ฟันฝ่า
อุปสรรคคือว่ากิเลสทั้งหลายให้หมดไปจากใจ
ค่อยๆทำนะครับแต่ก็จงอย่าลืมนะครับสิ่งใด
ที่พุทธเจ้าว่าไม่ดี
หากว่าท่านปฏิบัติตัดยังไม่ได้
ก็ให้มันขังอยู่แค่ใจจะไหลถึงกายกายระวา
วาจา
ถ้าท่านผู้ใดปล่อยไหลมาทางกายก็ดีทางวาจา
ก็ดี
ก็จะถือว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้ฝ่าฝืนความ
ดีของสำนัก
ถือว่าเป็นผู้ฝืนระเบียบของสำนักเราก็จะ
อยู่ร่วมกันไม่ได้
ฉะนั้นขอคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจพิจารณา
คณะสงฆ์นี่ก็เหมือนกันนะต้องดูตัวเองด้วย
อ่านไปแล้วก็ฟังไปว่าดูที่ว่าเรากับเขา
สิ่งใดที่ห้ามเราทำหรือเปล่า
ถ้าหากว่าเราทำมันก็ใช้ไม่ได้นะครับเราทำ
เราลงโทษก็ไม่ได้เราต้องไม่ทำด้วย
และก็ช่วยกันกำจัดคนเลวให้พ้นไปจากสำนัก
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครที่จะเข้ามา
บวชในพระพุทธศาสนานะ
โดยเฉพาะในวัดของเรา
นอกจากระเบียบปฏิบัติที่มีมาแล้ว
อันดับแรกเราให้ปฏิบัติมโนยิทธิให้ได้
ถ้าไม่ได้มโนธิมณิธิต้องไม่ยอมให้โบวช
รายการที่ 2 ยืนยันรับรองเรื่องระเบียบ
ของวัดและพระวินัยจะไม่ละเมิด
และบริการที่มีความสำคัญด้านอุปกิจกิเลส
ทั้งหลาย
เขาจะต้องยืนยันว่าไม่ปล่อยให้มันไหลออก
มาทางกายและวาจา
ถ้าปรากฏว่าไหลมาจากทางกายและวาจาไหลใน
สำนักก็ดีไหลนอกสำนักก็ดี
ถ้ามีหลักฐานให้กำจัดออกไปทันทีอย่าให้
อยู่ในวัดเป็นแงขาด
แล้วก็ระเบียบปฏิบัติใดที่องค์สมเด็จพระ
จอมไตรทรงตรัสในอุทมปติกาสูตร
ว่าความดีถึงขั้นสะเก็ด
ขั้นสะเก็ดความดีนะดูกันให้ดีในหัวรับ
ท่านที่มาที่โชว์คอมาน่ะ
บางทีก็โชว์คอมาในฐานะยศฐาวรรดาศักดิ์สูง
มั่ง
บางทีก็ชูคอมาในฐานะตำแหน่งการงานสูงบ้าง
บางทีก็ชูมาในฐานะที่มีศักดิ์ศรีมีทรัพย์
สินสูงบ้าง
เราก็ดูว่าความดีของท่านบุญนั้นเข้าถึง
สะเก็ดความดีมย
ด้านสะเก็ดนี่ต้องระมัดระวังให้ว่ามากนะ
ครับถ้าสะเก็ดไม่ทรงตัวหมายความสะเก็ด
ความดีไม่ทรงตัวอย่างอื่นมันก็ทรงตัวไม่
ไหว
ฉะนั้นขอบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลายและ
บรรดาคณะกรรมการสงฆ์
พยายามทรงตัวตามความดีนี้ให้มาก
ทบทวนไว้เสมอคัดเศษมี
ไม่เฉลเวลานี้พระไตรปิฎกมีเยอะ
ที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทถวายมานี่หลาย
ฉบับหลายชุดมาก
ท่านจะสามารถเอาไปอ่านได้แต่ต้องรักษาของ
สงฆ์ให้ดี
เปิดดูพระไตรปิฎกเล่มที่ 11
แล้วก็ดูสูตรที่เรียกว่าอุทมฎิกาสูตรใน
ขณะหน้าประมาณ 3 หน้าประมาณหน้า 30
อันนี้จะเป็นของไม่ยากประพฤติปฏิบัติกัน
ก็รวมความว่าขั้นสะเก็ดจะต้องทรงให้ได้
แน่นอน
ในการคบหาสมาคมสัมผัสกับบุคคลผู้อื่น
ที่ท่านบอกว่าท่านเป็นพระสังฆาธิการการ
หรือท่านผู้เป็นคณาจารย์
หรือว่าท่านผู้มีศักดิ์ศรีใหญ่ที่มีความ
รู้มาก
ที่ท่านมาท่านมักจะแสดงตนว่าท่านเป็นไอ้
นั่นบ้างท่านเป็นไอ้นี่บ้าง
แล้วพวกท่านทั้งหลายก็ลงวัดจริยาของท่าน
วาจาที่ท่านกล่าวออกมาก็ดี
จริยาที่ท่านกล่าวออกมาก็ดีท่านถึงสะเก็ด
ความดีในพระพุทธศาสนามั้ย
ถ้าทราบว่าท่านยังเข้าไม่ถึงสกิจความดีใน
พระพุทธศาสนา
ก็อย่าไปนึกว่าอะไรเค้าเป็นแต่เพียงคิด
ว่าความชั่วอย่างนี้เราไม่ทำตามก็แล้วกัน
เพราะว่าระเบียบปฏิบัติของพระสังฆาริการ
น่ะมีมากแต่ว่าพระสังฆาส่วนมากท่านจะ
ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของท่านหรือ
เปล่าอันนี้เราไม่ทราบครับ
แต่ว่าเท่าที่พบมาจริงๆที่ท่านดีก็มีมาก
แต่ว่าที่ท่านลืมดีก็มีไม่น้อย
ฉะนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของท่านบุคคลใดทำ
ดียกเป็นครูของเรา
สิ่งใดที่มันไม่ดีจับขยี้ซะด้วยเท้า
ไม่ใช่เป็นขยี้เจ้าของนะขยี้สติปัฏฐาน
นั้นเอาเท้าขยี้ความจริงเท้าก็ยี่ดีไม่ดี
มันติดเท้าเอาไฟเผาเสียเลย
คำว่าไฟเผาคือเอาตบะด้วยความเพียรเป็น
เครื่องเผาบาปเขหักหาญ
อย่าให้ความชั่วทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามา
ถึงใจของเรา
มันจะพาเราเลวไปด้วยที่พระพุทธเจ้าทรง
ตรัสว่าอเสวนาจะพารานังปันทิตานัญจะเสวนา
จะปูชะนิยานังเอตะมังุตตะมัง
จึงกล่าวว่าจงอย่าคบคนชั่ว
จงคบแต่คนดี
จงบูชาบุคคลที่ควรบูชาคือบุคคลที่มีความ
ดีดีตั้งแต่สะเก็ดขึ้นไป
อย่างนี้จัดก็เป็นอุดมมงคลเอาล่ะบรรดา
ท่านพุทธศาสิกนิกชน
และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย
ตอนนี้อาจจะรูบรัดดีหน่อยก็สำหรับวันนี้
มองดเวลาก็หมดแล้วขอลาก่อนขอความสุข
สวัสดิพิพัฒนมงคล
สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่าน
พุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุก H
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
The video discusses the Utamharika Sutra, focusing on practices to overcome defilements (kilesa) through complete eradication (samucchedapahāna). It emphasizes following the Buddha's direct teachings: abandoning what is bad and practicing what is good to attain Nirvana. The speaker, recovering from illness, revisits the sutra, simplifying its complex teachings. The core of the sutra describes the extreme ascetic practices of the Jains (Ajivikas/Niganthas) as explained by the Buddha to Nikrodha Paribbajaka. These practices involved severe self-mortification, strict dietary rules, and unusual ways of living, all of which the Buddha identified as "upakilesa" (defilements or impurities) that do not lead to the cessation of suffering. The Buddha clarifies that true practice involves cultivating a pure mind, avoiding attachment to worldly gains (lābhā), praise (yasā), and honor (pūjā), and refraining from pride, envy, and other negative mental states. The ultimate goal is not mere outward austerity but the purification of the mind through wisdom, effort, and patience. The video concludes by urging practitioners to avoid these "upakilesa", to restrain negative impulses within the mind, and to cultivate wholesome qualities to achieve true spiritual progress.
Videos recently processed by our community