รวยแบบไม่บาปทำอย่างไร? ฟังธรรมเรื่อง "สัตบุรุษ" และอดีตชาติชฎิล 3 พี่น้อง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
899 segments
ท่านโยคาวจรทั้งหลาย
เวลานี้ท่านทั้งหลายได้สมาทานศีลสมาทาน
พระกรรมฐานแล้ว
ต่อไปก็สดับปกิณกะคำแนะนำ
คำว่าปกินกะหมายถึงว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เพราะว่าหลักฐานใหญ่เราแนะนำกันมาแล้ว
วันนี้ฟังฟังเรื่องของท่านชดินทั้ง 3
เป็นว่าประวัติของท่านน่าคิด
โดยองค์สมเด็จพระธรรมสามิตทรงตรัส
ว่าดูเหมือนว่าท่านจะไม่ทำอะไรมากนัก
สังเกตจริยาของท่านให้ดี
ว่าในสมัยสมเด็จพินสีห์พระองค์นั้นทรง
ตรัสขึ้น
เมื่อท่านพี่เป็นพระพุทธเจ้า
พี่รองลงมาเป็นอัคสาวก
แล้วก็พี่รองลงมาเป็นมหาสก
ตัวท่านเองทั้งหมดในสมัยนั้นแทนที่จะได้
เป็นพระอรหันต์
ท่านก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์เพราะว่ามี
เวลาปฏิบัติน้อย
แต่ฟังให้ดีนะครับ
ถึงแม้ว่าจะมีเวลาปฏิบัติน้อยท่านต้อง
ช่วยพ่อรบทับจับศึก
ต้องช่วยพ่อปกครองประเทศ
เรื่องการครองประเทศนี่เป็นเรื่องหนักมาก
เพราะอะไรเพราะต้องทำกรรมทั้ง 2 อย่าง
ร่วมกัน
คือกรรมที่เป็นอกุศลแล้วก็กรรมที่เป็น
กุศล
กรรมที่เป็นกุศลบางอย่างก็จะต้องทำกรรม
ที่เป็นอกุศลร่วม
ตัวอย่างที่จะเห็นว่าเราต้องการให้บรรดา
ปวงชนทั้งหลายที่อยู่ในการปกครองมีความ
สุข
ก็ต้องออกกฎหมายลงโทษลงทันกับคนที่ทำความ
ชั่วว่า
เขาเหล่านั้นมีโทษถึงที่สุดจะต้องสั่ง
ประหารชีวิต
การทำอย่างนี้จะถือว่าเป็นบุญไม่ได้
ก็ต้องถือว่าเป็นบาป
เป็นกรรมที่เป็นอกุศลแต่ว่าเจตนาจริงๆ
ของนักปกครองทั้งหมดไม่มีความไม่เคยมี
เรื่องผิดพองต้องหมองใจขัดเคืองกันมาเป็น
เรื่องส่วนตัว
แต่ว่าจิตดวงนั้นทำเพื่อมหากุศลอย่าง
เดียว
แล้วบางทีท่านทั้งหลายจะถามว่าก็เมื่อทำ
เพื่อความสุขของคนส่วนรวมแล้วทำไมจึงจะ
เรียกว่าเป็นบาป
เรื่องนี้ก็ต้องย้อนถอยหลังไปหาเรื่องของ
ท่าน
อะไรล่ะ
ผมก็นึกเตชสุเนมะเตมีใบ้
ท่านเตมีสมัยนั้นท่านเป็นเด็ก
นั่งอยู่บนตักของพระราชบิดา
เมื่ออำมาตย์เนำคนเข้ามาแล้วกราบทูลว่าคน
นี้มีโทษหนักทำผิดกฎหมายอย่างไร้แรง
พระราชบิดาก็สั่งประหารชีวิต
เมื่อว่าเตมีที่นั่งอยู่บนตักพระราชบิดา
ระลึกชาติได้
ว่าสมัยก่อนนี้เราก็เป็นพระราชาอย่างพ่อ
เคยสั่งประหารชีวิตคนมาแล้วตายจากความ
เป็นคนก็ต้องไปเกิดในนรกสิ้นกาลนาน
ต่อไปเราไม่ต้องการจะเป็นพระราชาเพราะ
เกรงว่าจะต้องสั่งประหารชีวิตอีก
นี่เป็นอันว่าถึงแม้ว่าจิตจิตที่เราจะพึง
ทำที่เป็นกุศล
หวังประโยชน์ของคนส่วนมากให้มีความสุข
แต่ถ้าว่าเขาเหล่านั้น
ก็จำจะต้องมีความทุกข์เพราะกรรมที่เป็น
อกุศล
นี่เรามานั่งดูกันว่าท่านทั้ง 3 พร้อม
ด้วยบริวาร 1,000
ต้องทำกรรมทั้ง 2 อย่างร่วมกันคือกรรมที่
เป็นกุศลและอกุศล
ทำไมท่านทั้งหลายเหล่านั้นจึงไม่ลงนรก
เมื่อตายจากอัตภาพนั้นแล้วมีความสุขบน
สวรรค์ถึง 92 กัป
การเกิดบนสวรรค์ 92 กัปน่ะของบรรดาพวก
ท่านทั้งหลายอย่าวิตกกังวลไปเลย
ว่าเขาจะมีความลำบากยากแค้น
เือแท้จริงๆเทวดามีความสุขต้องการทุก
อย่างสำเร็จผล
คำว่าทิพย์แปลว่าเล่นๆ
ทิพย์นี่เ้าแปลว่าเล่นจะต้องการอะไรมัน
ต้องการได้แบบเล่นๆคือไม่หนัก
อย่างเราทำเล่นๆกินเล่นๆนอนเล่นๆจะทำอะไร
ก็แบบเล่นๆไม่ต้องใช้สมองหนักไม่ต้องใช้
แรงงานหนักมันจะมีผลหรือไม่มีผลก็ช่างมัน
มันจะได้มากได้น้อยก็ช่างมันจริยาแห่งคำ
ว่าเล่นๆหมายถึงว่าอาการแห่งความเบาแห่ง
จิตการงาน
สำหรับเทวดามีร่างกายเป็นทิพย์ก็ถือว่ามี
ร่างกายเล่นๆ
ร่างกายเล่นๆของเทวดาก็เพราะว่าเทวดาไม่
รู้จักแก่
เทวดาไม่รู้จักป่วย
เทวดาไม่รู้จักทุกขเวทนาใทั้งหมดเพราะมัน
เป็นร่างกายเล่นๆไม่ใช่ร่างกายจริงๆ
ไอ้ร่างกายจริงๆเความจริงเค้าเล่นจริงๆ
ของเขาน่ะเ้าเป็น
มันก็เหมือนร่างกายเล่นๆมันก็ตั้นตุ๊กตา
เล่นๆ
ร่างกายเทวดาก็เหมือนกับร่างกายทุก
ร้อนไม่เคยหนาวไม่เคยหิวไม่เคยกระหายไม่
เคยผอมไม่เคยอ้วนไม่เคยแก่ไม่เคยเด็กกว่า
นั้นเพราะอะไรปั้นไว้เท่าไหร่ก็มีสภาพ
เท่านั้น
แต่ว่าตุ๊กตายังมีเก่ายังมีพังร่างกายของ
เทวดาไม่มีการทรุดโทรมไม่มีความลำบาก
เมื่อเวลาที่เทวดาต้องการปรารถนาอะไร
เทวดาก็ได้แบบเล่นๆพอนึกขึ้นมามันก็ปรากฏ
ไม่มีอะไรหนัก
เป็นอันว่าท่านทั้งหลายทั้งหมด 1,000 กับ
3 ท่าน
ที่ไปเสวยทิพปสมบัติเป็นเทวดาถึง 92 กัป
น่ะอย่าคิดว่าท่านลำบากมีความสุขที่สุด
ตอนนี้เราก็มานั่งพิจารณากัน
ในเมื่อท่านจำจะต้องเป็นพระราชา
เป็นอัครมหาเสนาบดี
เป็นมหาอำ
เพื่อว่าจะต้องครับพระองค์ใหญ่ต้องเป็น
พระราชา
องค์รองลงมาก็เป็นมหาอุปราช
องค์รองลงมาก็เป็นอัครมหาเสนาบดี
3 ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่หนักที่สุด
รับภารกิจทั้งความดีและความชั่วที่บุคคล
จะพึงมีในประเทศของตน
ฉะนั้นกรรมที่พระองค์ทำจึงเป็นทั้งกุศล
กุศลและอกุศล
แล้วก็นั่งทบทวนกันดู
ว่าที่องค์สมเด็จพระบรมครูทรงตรัส
ว่าท่านตายจากชาตินั้นแล้วก็มาเกิดเป็น
เทวดามาได้ยังไง
ทำไมจึงไม่ลงนรกจากพระเตมีว่า
ตอนนี้ท่านทั้งหลาย
อย่าลืมว่าท่านทั้ง 1,300 องค์นั้นท่าน
ปรารถนาความเป็นพระอรหันต์
เพราะเห็นพี่เป็นพระพุทธเจ้า
คือเป็นอรหันต์องค์สำคัญ
มีพี่ต่อมาพี่ต่อมาก็เป็นอรหันต์มีความ
สุข
เพิ่นก็คิดว่าชาตินี้เราไม่มีโอกาสจะสละ
สมบัติมาบวชอย่างพระเจ้าพี่ทั้ง 3
เราจะเอาส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อความเป็น
อรหันต์ต่อไปภายหน้า
จึงได้สละตนออกจากกามคุณชั่วคราว 3 เดือน
นะครับ
ไม่ได้มีโอกาสบวชมากเลยได้มีโอกาสทำบุญ
กัน 3 เดือน
ทุกท่านรักษาศีล 10 ก็คือบวชเณรนี่เอง
ขณะที่บวชเณรก็ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่ง
เป็นพระเจ้าที่ทรงทรงสั่งสอน
และในเวลาเดียวกัน
ในเวลาเดียวกันท่านก็ถวายทานโดยสมบัติพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
แล้วก็ให้ทานแก่คนที่โปรดเป็นบริวารของ
ท่านและคนในวิหารทั้งหมดสิ้นเวลา 3 เดือน
เมื่อท่านมีเจตนาในการให้ทาน
มีเจตนารักษาศีลให้ความบริสุทธิ์
เช่นเวลา 3 เดือนท่านก็พ้นต้องพ้นจากกิจ
นั้นมาบริหารประเทศ
แต่ว่าน้ำใจของท่านสิบรรดาท่านทั้งหลาย
น้ำใจของท่านทั้ง 3 หรือทั้ง 1 3 ท่าน
นั่นแหละ
ไม่ได้ปล่อยอารมณ์แห่งความดีให้ทิ้งไป
เมื่อรักษาศีลสิทธิ์ในฐานะที่ปลวกอยู่กับ
องค์สมเด็จพระจอมไตรชั้นใดคือบทเณร
สึกออกมาแล้วจิตก็ยังผูกพันในพระ
ธรรมวินัย
แล้วด้วยอำนาจผลทานที่ท่านให้เป็นปัจจัย
ให้ท่านทั้งหมดนี้มีจิตเป็นอนุอนุสติ
อนุสติคือการตามถึงอยู่เสมอนึกถึงศีลที่
ตนรักษา
นึกถึงทาการให้นึกถึงธรรมะที่องค์สมเด็จ
พระจอมไตรบรมศาสดาทรงสั่งสอน
นึกถึงศีลท่านเรียกว่าศีลานุสติกรรมฐาน
นึกถึงทานเรียกว่าจาคานุสติกรรมฐาน
นึกถึงธรรมคำสั่งสอนเรียกว่า
ธรรมานุสติกรรมฐาน
นึกถึงองค์สมเด็จพระพิชิตมารเรียกว่า
พุทธานุสติกรรมฐาน
นึกถึงพระอริยสงฆ์ท่านหลายเรียกว่า
สังฆานุสติกรรมฐาน
และเจตนาเจตนาของทั้ง 3 ท่านก็คิดว่าถ้า
ชาตินี้ไม่มีโอกาส
ต่อไปชาติหน้าจะพึงมีเพียงใดขอความสำเร็จ
อรัตผลจงมีแก่เรา
อย่างนี้จัดว่าเป็นอธิษฐานและบารมี
เป็นการตั้งใจมั่น
แล้วในที่สุดเมื่อพกัปนี้เมื่อองค์สมเด็จ
พระพิชิตมานลงทรงอุบัติขึ้นในโลก
หมายความว่าท่านทั้ง 3
กับพระพุทธเจ้าอายุไล่เลียกัน
เมื่อพระพุทธเจ้ามาเกิดท่านก็มาเกิด
ต่อมาภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้
บวชท่านก็บวช
บวชจนกระทั่งเป็นคณาจารย์ใหญ่ในที่สุดท่า
ทั้ง 3 ท่านและพร้อมไปด้วยบริวาร
ฟังอทิตปริยายสูตร
จบเดียวก็สำเร็จอรหัตผล
ที่คุณธรรมนำเรื่องนี้มาแทนที่ผมจะบอกว่า
นั่งหลับตาภาวนาว่าพุทโธธัมโมสังโฆ
ผมไม่กล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่ามันเป็น
ปกิณฑกะแนะนำกันเล็กๆน้อยๆ
เมื่อท่านทั้งหลายได้รับสดับแล้ว
ก็มาทบทวนถึงกำลังใจของท่านทั้งหลาย
ว่าท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติตนอยู่ในเวลา
นี้น่ะ
ท่านมีจริยาอย่างใดคล้ายคลึงท่านชดินทั้ง
3 บ้างหรือเปล่า
คือคล้ายคลึงในสมัยที่เป็นอดีตของท่าน
ท่านเชดินทั้ง 3 นั้นท่านเป็นคนมีความ
กตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและท่านผู้มีพระ
คุณ
และขอท่านทั้งหลายก็มานั่งวัดอารมณ์ของ
ท่าน
ว่าท่านเองในเวลานี้ก็ดีในอดีตที่ผ่านมา
ก็ดี
ท่านเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณบุคคลผู้
มีคุณหรือว่าคนที่อกตัญญูไม่รู้คุณของ
บุคคลที่มีคุณ
นั่งนึกถึงกำลังใจของตนเอง
และเคยคิดประทุษร้ายนินทาว่าร้ายบุคคลผู้
มีคุณชื่อบิดามารดาหรือครูบาอาจารย์ท่าน
ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพมีบ้างมั้ย
ถ้าหากว่าเคยอกตัญญูมาเวลานั้นเวลานี้
กำลังใจของเราถอนได้แล้วหรือยัง
ถอนจากความเป็นคนอกตัญญูมาเป็นคนกตัญญู
รู้คุณบุคคลผู้ทรงความดีที่มีคุณกับเรา
นั่งวัดกำลังใจ
และคนที่มีความดีในด้านความกตัญญูรู้คุณ
นี้และสนองตอบท่านความดีเสมอกัน
สมเด็จพระวิชิตมารทรงตรัสว่าเป็นคนดีใน
คติของพระพระองค์
ตามพระบาลีว่านิมิตตังสาธุรูปานังกะตัญญู
กทเวทิตา
บุคคลใดมีความกตัญญูรู้คุณบุคคลผู้มีคุณ
แล้วตอบสนองอุปการะความดีของท่านด้วยความ
ดีตอบ
ท่านกล่าวว่าคนประเภทนี้เราถือว่าเป็นคน
ดี
นี่จุด
ที่ท่านจะดิญญาทั้ง 3 จะมีโอกาสเป็นพระ
อรหันต์ในชาติต่อมาและเป็นเทวดานานมีความ
สุข
ประการที่ 2 ท่านทั้ง 3 นั้นตั้งใจถวาย
ทานแด่บรรดาภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีพระ
พุทธเจ้าเป็นประมุข
้าเวลานี้เราจะคิดว่าเราไม่ได้พบพระ
พุทธเจ้าซะแล้วนี่
เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านิพพานไปแล้วนั่น
ก็ไม่ทุกข์
คำว่าพระพุทธเจ้าจัดว่าเป็นธรรมกาย
คำว่าธรรมกายหมายถึงว่ากายธรรมคือธรรมะ
ได้แก่ความดีไม่ใช่รูปกาย
ไม่ใช่ธรรมขันธ์หรือขันธ์ 5 ไม่ใช่อย่าง
งั้นถ้าหากว่าร่างกายของพุทธเจ้าเป็นพระ
พุทธเจ้าแล้วก็พอออกจากครรภ์มารดาก็เป็น
พระพุทธเจ้าเลยไม่ต้องแสวงหาโมกขธรรม
แต่ถ้าว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้
เป็นอย่างนั้นถ้าพุทธเจ้าความจริงไม่ได้
เป็นอย่างนั้นต้องแสวงหาโมกธรรมก่อนทำจิต
ใจตัดกิเลสให้เป็นสมุทเฉตหารจึงเป็นพระ
พุทธเจ้าได้
ฉะนั้นเมื่อเวลาพระพุทธเจ้าจะนิพพานพระ
อานนท์มีความหนักใจ
ว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระจอมไตรจะทรงดับ
ขันเข้าสู่โธปรินิพพาน
เรายังเป็นเสขบุคคล
ก็ยังต้องศึกษาต่อไปได้เพียงแค่พระ
โสดาบัน
เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานเสียแล้วจะมีใคร
ที่ไหนจะสอนเราให้ได้อรหัตผล
เมื่อองค์สมเด็จพระทศพลทรงทราบจึงได้
เรียกมาแล้วตรัสว่าอนันทะดูก่อนอานนท์
เมื่อเรานิพพานไปแล้วพระธรรมวินัยที่เรา
สอนไว้นี่แหละจะเป็นศาสดาสอนเธอ
เป็นว่าพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงตรัสไว้
จะเป็นครูศาสดาของธรรมครูคือเป็นพระองค์
เอง
ในเมื่อรูปกายของพระองค์หมดไปก็เหลือแต่
ธรรมกายได้แก่กูกลุ่มแห่งธรรม
ธรรมกายธรรมกายพวกคือพวกพระธรรมพระวินัย
เป็นว่าถ้าท่านทั้งหลายคิดว่าเวลานี้ท่าน
ไม่พบพระพุทธเจ้านี่ไม่จริง
หากว่าท่านเป็นนักพุทธานุสติกรรมฐาน
เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
วิชิตมาร
คนที่มีพุทธานุสติกรรมฐาน
เนี่ยหมายความนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็น
อารมณ์นึกถึงก็ต้องเคารพในพระองค์ได้การ
เคารพให้เคารพในพระธรรมคำสั่งสอน
หรือปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติ
ให้ปฏิบัติแนะนำให้ปฏิบัติ
ละในสิ่งที่พระองค์ทรงให้ละ
อย่างนี้ก็เชื่อว่าท่านทั้งหลายได้พบพระ
พุทธเจ้าแล้ว
นั้นว่าถ้าหากว่าจะทำทานอย่างนั้นบ้าง
เวลานี้พระพุทธเจ้าไม่มี
ไม่จริง
เป็นอันว่าพระพุทธเจ้ายังมีตามพระ
พุทธติฎีกาที่พระองค์ทรงตรัสว่าพระ
ธรรมวินัยนี่แหละจะเป็นศาสดาสอนเธอ
พระพุทธเจ้าในบาลีเรียกว่าสรัทคือศาสดา
แปลว่าครู
มีคำสอนทั้งหมดถ้าเรายังมีความเคารพก็
ชื่อว่าเราเข้าถึงพระพุทธเจ้า
เช่นเดียวกับท่านทาง 3
แล้วต่อมาท่านจดินทั้ง 3 ได้เสียสละ
ทรัพย์บริจาคทรัพย์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า
และพระอริยสงฆ์ตลอดจนกระทั่งบริวารของตน
ที่ยังอยู่ในบนในขอบเขตขันสีมา
คือบริวารที่อยู่ในพระราชฐานของพระองค์
โดยให้นายเสมียรและขุนคลังเป็นคนจ่าย
ทรัพย์
สำหรับพวกท่านทั้งหลายการให้ทานอย่างนี้
มีแล้วหรือยัง
ท่านเป็นพระราชาเป็นกษัตริย์ท่านมีทรัพย์
มาก
เรามีทรัพย์น้อยท่านทำเต็มกำลังของท่าน
เราก็ทำเต็มกำลังของเรา
ถ้าบุญน้อยหรือบุญมากมันอยู่ที่กำลังใจ
ต่างคนต่างทำเต็มกำลังกันอย่างนี้ก็ชื่อ
ว่าเราก็เป็นผู้มีให้ทานเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ทางวัดของเรา
ตั้งเป็นศูนย์สงเคราะห์คนยากจนไม่ถิ่น
ธุรกันดาร
งานนี้เป็นงานสาธารณประโยชน์ให้ทานไม่
จำกัดเขตให้ทานไม่หวังผลในการตอบแทน
ให้เพื่อตั้งใจให้เขามีความสุขจัดว่าเป็น
ปรมัตถาน
คำว่าปรมัตถานนี่แปลว่าทานที่มีกำลังสูง
อย่างยิ่งคือให้โดยเฉพาะไม่หวังผลกลับมา
อีก
เราให้เค้าแล้วเขาจะยิ้มหรือเขาจะดีใจเขา
จะด่าเราก็เป็นเรื่องของเขา
แต่ว่าเราให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
แล้วเป็นยังไง
คล้ายคลึงกับทานของท่านจะดินจาก 3 มั้ย
แลนอกจากนั้นเราก็ยังให้ทานเป็นส่วน
สาธารณประโยชน์
ที่เรียกว่าเป็นธรรมทาน
ใครจะมาวัดเราใครจะมาถึงเมื่อไรก็ตามเรา
ก็ให้ความสะดวกด้วยประการทั้งปวงต่างคน
ต่างให้กันต่างคนต่างช่วยเหลือกันอย่าง
นี้เป็นธรรมทาน
ก็เป็นทานที่เตรียมกำลังของเราในงานส่วน
ใดซึ่งเป็นกิจของสงฆ์เป็นส่วน
สาธารณประโยชน์พวกเราไม่เคยรังเกียจ
ทำกันทุกอย่างสายตัวเป็นเกลียวจะเหนื่อย
ยากไม่มีเคยปิปรากน
กำลังธรรมทานประเภทนี้จัดว่าเป็นมหากุศล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับวัด
วาารามเป็นวิหารทาน
เป็นอันว่าการถวายสังฆทานเราก็ถวายกัน
แล้ว
การให้ทานเป็นส่วนสาธารประโยชน์เวลานี้
เรากำลังทำกัน
ทำกันอย่างไม่คิดผลตอบแทนไม่เห็นกับความ
เหน็ดเหนื่อยมันจะเหม็นมันจะอะไรก็ตามไอ้
ประคมประเค็มน่ะมันเหม็นจะตายไป
เราทำด้วยจิตตั้งใจบริสุทธิ์เปรารถนาจะ
บุคคลผู้รับเขามีความสุข
อันนี้เราก็ทำกันแล้ว
หันมาในด้านเนกขัมบารมี
ที่บรรดาท่านชดดินทั้ง 3
เข้าไปปฏิบัติในเขตขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า 3 เดือน
ตอนนี้ต้องคิดหน่อยนะ
ว่าตัวท่านอยู่ในเขตแห่งเนกขัมบารมีน่ะใจ
อยู่หรือเปล่า
นี่จะหาว่าผมด่าท่านนไม่ใช่ด่า
อาทนาโจทยัตนังจนเตือนตนด้วยตนเอง
หมุนมาหากำลังใจของเราว่าเหตุถึงเนกธรรมะ
บารมีนี่เละความรักในระหว่างเพศ
ละความโลภโมโทสันในการที่ได้ทรัพย์สินมา
เพื่อความร่ำรวย
ละความโกรธความฉำบาตละความหลงที่เรียกกัน
ว่าภิกขุ
และภิกษุก็แปลว่าเป็นผู้เห็นภัยในสงสาร
ร่างกายนี้จัดว่ามันเป็นภัยใหญ่เราไม่
ต้องการในมัน
สิ้นเชื้อสิ้นชาติถ้าเราไม่ได้อรหันต์ใน
ชาตินี้ก็ขอชาติหน้าโดยเฉพาะ
เกิดอีกทีให้ได้เป็นพระอรหันต์เข้าสู่พระ
นิพพาน
จิตใจตั้งอย่างนี้นั้นเป็นไปอธิษฐานและ
บารมีเข้ามาอีกเข้ามาแทรกกันกรรมอย่างนี้
ที่ท่านยดินทั้ง 3 ทำน่ะเราทำกันครบถ้วน
แล้วหรืออย่าง
นี่ผมขอทวนถ้าจิตใจของท่านทั้งหลายยังมีก
มีกำลังใจประจำอยู่เสมอว่าจิตพร้อมในการ
ให้ทาน
คิดไว้เสมอความจริงทานพวกท่านทำกันทำงาน
วัดทำงานวางงานสาธารณประโยชน์
โอ้ทำกันิปาถะนับไม่ถ้วน
ท่ากันจริงๆแล้วก็ทำกันอย่างไม่เห็นความ
เหนื่อยยากไม่ได้ไม่ต้องการศิลรางวัลไม่
ต้องการอะไรทั้งหมดรักษาทรัพย์สินของ
พุทธศาสนา
นี่กำลังใจถ้าทรงอยู่อย่างนี้ชื่อว่าเป็น
ผู้ทรงจิตคือทรงฌานในเนกจาคานุสติกรรมฐาน
จาคานุสติกรรมฐาน
นี้ไม่นั่งไม่ใช่ไปนั่งภาวนาจาคังจาคัง
จาคังจคังอย่างนี้ไม่เป็นเรื่องถ้าใจมัน
นึกอยู่เป็นปกติอย่างนี้เเรียกว่าเป็นฌาน
ในจาคานุสติกรรมฐาน
และก็ถ้าเรามีความเมตตาปราณีแก่บุคคลทั้ง
หลายที่เข้ามาในที่ของเราให้สถานที่พัก
จัดให้ความสะดวกด้วยจิตบริสุทธิ์
อย่างนี้เป็นเมตตาบารมี
เป็นเยอะ
ถ้าพยายามระงับใจตัดจากอารมณ์ชั่วคือ
กามคุณ 5
ตัดนิวรณ์ 5 ประการมีกามฉันทะพยาบาทอุจจะ
สีมิธะแล้วก็วิจิกิจฉา
รวมความว่าจิตตัดความโลภตัดความรักตัด
ความโกรธตัดความหลงด้วยความจริงใจตัดหมด
หรือไม่หมดช่างตั้งใจตัด
อย่างนี้ชื่อว่าจิตของท่านตั้งอยู่ใน
เนขัมบารมี
ทรงศีลบริสุทธิ์เป็นศีลานุสติกฐาน
นึกถึงศีลเป็นปกติไม่บกพร่องชื่อว่าเป็น
ผู้ในมีฌานในศีลานุสติกรรมฐาน
รวมความว่าเป็นกรรมฐานทุกอย่างที่ผมว่ามา
เนี่ยเป็นอนุสติ
คือเมื่อเป็นอารมณ์กรรมฐานที่ตามนึกถึง
ไม่ใช่ไปนั่งภาวนานั่งภาวนายังไม่เก่ง
จริงมันต้องอารมณ์ลอยๆแล้วก็ได้ดีจิตทรง
ตัวเมื่อท่านทั้งหลายทำได้หมดอย่างนี้ผม
ชื่อเห็นว่าตัวอย่างของเรามีอยู่แล้วคือ
ท่านจะดินทั้ง 3 บริวาร 1,000
ท่านทำมากันอย่างนั้นถ้าวาสนาบารมีของเรา
ไม่เคย
ไม่มีโอกาสจะได้อรหันต์ในชาตินี้เราก็ไป
เที่ยวในเมืองเทวดาให้มันสบายกี่แสนกัปก็
ช่าง
ลงมาเมื่อไหร่เป็นอรหันต์เมื่อนั้นยาน
ชั้นดินทั้ง 3 บรรดาท่านทั้งหลาย
การแนะนำวันนี้รู้สึกว่าแนะนำเบาๆแต่มัน
ไม่เบานะผล
แนะนำรู้สึกรู้สึกว่าเป็นเรื่องเบาๆ
เป็นเรื่องนึกคิดจิตคำนึงถึงแต่ว่าผลไม่
เบาได้เป็นอรหันต์ได้ยันท่านจะดินทั้ง 3
สำหรับเวลานี้มองดูเวลาก็หมดเวลาเสียแล้ว
ขอบรรดาพยาวจรทั้งหลายอารมณ์ใจตามความ
ประสงค์ของท่านอยากจะทรงสมาธิให้สงัดก็
จับอนาปานุสติกรรมฐาน
เป็นต้นทาง
อยากจะใคร่ครวญในอนุสติต่างต่างก็ให้เป็น
ไปตามความประสงค์ของท่านจนกว่าจะเห็นว่า
เวลานั้นสมควรสมควรเมื่อไหร่ก็เลย
บัดนี้
ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐาน
แล้ว
การสมาทานพระกรรมฐาน
ที่ว่ากันอยู่ทุกวัน
ขอได้โปรดจงอย่าถือว่าตามประเพณี
คำว่าอิมาหังภะคะวาตะภาวัง
ตุมมหากังปริัจฉามิ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าขอมอบกาย
ถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำนี้ว่าแล้วต้องคิดไว้
เสมอทุกลมหายใจเข้าออก
แล้วเขาถวายกันยังไงชีวิตในองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
เราก็มานั่งนึกดูว่าชีวิตของเราที่พระ
พุทธเจ้าให้ไว้มีอะไรบ้าง
ที่ให้ไว้เป็นพื้นฐานทั่วๆไปก็ 1
สัพปาปัสสะกรณัง
ถึงแปลเป็นใจความว่าเจ้าทั้งหลายอย่าทำ
ความชั่วทั้งหมด
สอนกุสรสูปสัมปทา
จงสร้างแต่ความดี
สจิตตปริโยธันนัง
จงทำใจของเราให้แจ่มใสจากกิเลส
เอตังพุทธานสาสนัง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์
สอนอย่างนี้เหมือนกันหมด
เป็นอันว่าชีวิตของเราที่ยอมมอบถวายได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เขาถวายกันแบบนี้คือหนึ่งเราตั้งใจไม่ทำ
ความชั่วทั้งหมด
ที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวไว้ว่าอย่าง
ไรเป็นความชั่วนั่นเราไม่ทำ
2 สร้างความดี
ความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
ได้แก่ศีลสมาธิปัญญา
จิตตปริโยธันนังทำจิตใจให้ผ่องใส
จากกิเลส 3 ประการที่เป็นรากเหง้าของ
กิเลส
คือโลภะหรือว่าราคะโทสะโมหะทั้ง 3 อย่าง
อย่าให้มีในจิตใจของเรา
ถ้าสิ่งทั้งหลายตามที่กล่าวมาหมดนี้ไม่มี
ในจิตใจของเรานั่นแสดงว่าเรามอบกายถวาย
ชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูตัวอย่างท่านสทดาบส
หรือว่าบรรดาชดินทั้งหลายเหล่านั้น
ความจริงท่านยังไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า
ท่านยังไม่รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ
ขึ้นแล้วในโลก
ถ้าท่านทราบท่านจะต้องไปสำนักของพระ
พุทธเจ้าแน่เพราะตั้งใจจะบวชเพื่อแสวงหา
โมคธรรม
ว่าท่านทั้งหลายนั้นยังไม่พบพระพุทธเจ้า
แสวงหาด้วยตนเอง
สามารถทำอภิญญา 5 และสมาบัติ 8 ให้เกิด
ขึ้น
เวลานี้ท่านฟังเรื่องนั้นมาแล้วท่านก็
ต้องคิดนะครับ
เพราะว่าปกินคำสอน
เป็นการสอนกันเล็กๆน้อยๆตามอารมณ์
เอาบุคคลตัวอย่างขึ้นมาว่ามาแนะนำกันมา
เล่าสู่กันฟัง
และเราก็ต้องนำเอาเนื้อแท้แห่งความดีของ
บรรดาท่านทั้งหลายเหล่านั้นมาพูดกันอีก
ตอนหนึ่ง
ท่านจะเห็นว่าระยะนี้ผมใช้แบบนั้นเพราะ
บุคคลตัวอย่างมีอยู่แล้ว
การแสวงหาที่สงัด
ถ้าจิตใจของเราไม่สงัดอยู่ที่ไหนมันก็ไม่
สงัด
ถ้าหากว่าจิตใจของเราสงัดจะอยู่ในป่าก็
สงัด
อยู่ในถ้ำก็สงัด
อยู่ในบ้านก็สงัดอยู่กลางตลาดมันก็สงัด
คำว่าสงัดอะไรเพราะจิตจิตของเราไม่มี
กังวล
สงัดตอนนี้
สงัดตอนไม่มีกังวล
ถ้าเราไม่มีกังวลแล้วระยะต้นที่เราจะพึง
เราจะพึงได้นั่นก็คือสมาธิ
หรือว่าระยะต้นสุดที่เราจะพึงได้ก็คือศีล
ถ้าเราไม่มีกังวลในด้านของความชั่วชั่ว
เราก็สามารถตัดโลภะคือความชั่วได้
คำว่ากังวลอย่างนี้เพราะอะไรเพราะอยากจะ
รวย
อยากจะมีทรัพย์สินให้มันมากอยากจะเป็น
เศรษฐีมหาเศรษฐี
อยากจะสะสมทรัพย์ให้มันมากเท่าที่จะพึง
มากได้
นี่แสดงว่าจิตมีกังวลจิตไม่สงัด
ถ้าจิตเราอยู่ในป่าลึกที่ไหนก็ตามมี
อารมณ์อย่างนี้มันก็ไม่มีทางสงัดจากกิเลส
ถ้าหากว่าอารมณ์ของเราสงัดสงัดยังไง
ความรวยนี่คนทุกคนอยากจะรวย
ความจริงความรวยเป็นของดีผมไม่ปฏิเสธ
รวยทรัพย์รวยศีลถ้าเป็นครวะว่าจำเป็นจะ
ต้องสะสมทรัพย์สินเข้าไว้
เพราะว่าถ้าไม่สะสมทรัพย์สินเข้าไว้จะกิน
อะไรเพราะเลี้ยงตัว
การมีทรัพย์สินมากรวยทรัพย์ที่เขาไม่เมา
ในทรัพย์ก็มี
ดูตัวอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา
แล้วท่านนานาได้เป็นิกเศรษฐีรวยมหาศาล
แต่บำเพ็ญกุศลในองค์สมเด็จพระวิชิตมาร
บรมศาสดาอย่างไม่จำกัดเขต
นี่เห็นมั้ยคนเ้ารวยแต่ว่าเตัดความโลภ
เสียได้
รวยแต่ไม่โลภน่าสงสัยนะครับรับ
คำว่าโลภนี่หมายความว่าตะเกียดแต่กายมี
เท่านี้แล้วก็อยากจะมีเท่าโน้นแล้วก็อยาก
จะมีต่อไป
แต่การเสียสละใดๆไม่มีดูตัวอย่างท่านอนา
ท่านนอานันทเศรษฐี
รวยแล้วไม่อยากจะจ่ายให้ใครทั้งหมด
อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมโสคตถือว่าเป็น
คนโลภ
แต่ถ้ารวยด้วยสัมมาชีวะจะมีความคิดอยู่
ว่าเราต้องทำตามหน้าที่ของมนุษย์
ที่ 1 จะต้องเลี้ยงตัวสเลี้ยงครอบครัวให้
มีความสุขตามหน้าที่เราก็หาเงินหาทองมา
แต่จิตใจของเรานี้มีความรู้สึกอยู่เสมอ
ว่าทรัพย์สินที่พึงมีมาแล้วนี่ทั้งหมด
หลายคนมาแล้วที่เรวยยิ่งกว่าเรา
แลเวลาที่เตายไปไม่มีใครนำทรัพย์สินทั้ง
หลายเหล่านั้นไปได้เลย
เป็นอันว่ารวยพอแล้ว
รวยมาก
ไม่มีใครนำทรัพย์นำศีลไปได้นี่เราทำยังไง
แล้วก็ถือว่าทรัพย์สินทั้งหลายหามาตาม
หน้าที่มันจะต้องกินมันจะต้องใช้มันจะ
ต้องอาศัย
แต่คิดไว้เสมอว่าถ้าเรารวยในชาตินี้ก็
เพราะอาศัยความดีคือทานการกุศลในชาติก่อน
เวลานี้เราพบสัตศาสนาขององค์สมเด็จพระ
ชินวรเราจะนำทรัพย์สินนี้ให้มีประโยชน์
ทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปราภพ
คำว่าสัมปราภพคือชาติต่อไปแต่ชาติหน้า
เราถ้ายังไงหากินหาใช้แบ่งกินแบ่งใช้ไว้
ตามสมควร
แล้วก็บริจาคทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์
กับสาธารณประโยชน์
จะถวายพระหรือให้คุณย่าจนเขญใจก็ทำได้
การให้แบบนี้มีประโยชน์ทั้งชาตินี้และ
ชาติหน้า
รวยมีกินมีใช้มีความสุขตามสมควรแต่มันกัน
แก่กันป่วยกันตายไม่ได้ถ้ารวยเฉยๆไม่ให้
ใครเราก็จะเป็นคนโดดเดี่ยวเป็นคนไม่มี
เพื่อนมันก็มีอันตราย
ถ้าเรารู้จักจักแจกจ่ายเป็นส่วน
สาธารณประโยชน์ผู้รับย่อมเป็นที่รักผู้
ให้ย่อมเป็นที่รักของบุคคลผู้รับขออภัย
อภัย
ผู้รับย่อมรักผู้ให้ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ของบุคคลผู้รัก
เมื่อเรามีคนรักมากเราก็มีความสุขมากนี่
ประโยชน์ในปัจจุบัน
ประโยชน์ในสัมปราภพจิตใจของเรานั้นเมื่อ
ให้ไปเมื่อไหร่กิเลสเคโลภะมันก็ทำลายสิ้น
ไปจากใจเมื่อนั้น
ให้มากกิเลสหมดมากให้น้อยกิเลสหมดน้อยให้
บ่อยๆกิเลสหมดเสมอ
แต่ว่าคำว่าให้มากในที่นี้อย่าให้เพื่อ
เป็นการเบียดเบียนตัวเองต้องแบ่งสรรปัน
ส่วนกันไว้เสมอ
ให้มีพอกินพอใช้ให้ไปแล้วไม่ลำบากสำหรับ
เรานี่ชื่อว่าให้มาก
และก็ควรให้บ่อยๆจิตใจมันจะได้ชิน
เมื่อให้บ่อยบ่อยใจมันชินอารมณ์ที่จะโลภ
ยื้อแย่งทรัพย์สินของบุคคลอื่นมันก็ไม่มี
แต่คิดอย่างเดียวว่าจะให้
เมื่อคิดจะให้อย่างนี้แล้วกำลังใจมันก็
เป็นสุข
อาการดิ้นรนที่อยากจะยื้อแย่งทรัพย์สิน
หรือเมาในทรัพย์สินมันก็ไม่มีจิตสบาย
ชาตินี้จิตก็เป็นสุข
และชาตินี้มีคนที่รักมากเราก็เป็นสุข
เพราะมีภัยน้อยตายจากชาตินี้ไปแล้วอย่าง
เลวเราก็เป็นเทวดาได้
แต่เกิดเป็นมนุษย์ใหม่เราก็เป็นคนรวยหรือ
มิฉะนั้นถ้าอารมณ์จิตโลภะความโลภที่มันจะ
สร้างความซวยให้แก่จิตมันหมดไปที่ว่าเรา
ตัดรากเหง้ามันได้ก็เป็นก้าวหนึ่งที่ก้าว
ไปสู่ความเข้าสู่พระนิพพาน
มีจิตใจอย่างนี้ของบรรดาทุกท่านจงทรงไว้
ให้ดี
การที่ 2 องค์สมเด็จพระมหามุณีกล่าวว่าจง
ทำลายความโกรธให้สิ้นไป
นี่เป็นรากเหง้าอีกรากหนึ่งการทำลายความ
โกรธเทำกันยังไง
ตอนนี้เราก็เล่นสมาธิทิทรงตัวสำหรับการ
ให้ทานเป็นสมาธิอารมณ์ทรง
ทรงอารมณ์แบบปกติคิดไว้ให้อยู่
อใจชอบให้จิตคิดไว้มาถึงเวลาให้ก็ให้
เรียกว่าคิดไว้ให้อยู่เป็นปกติ
อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌานใน
จาคานุสติกรรมฐาน
แล้วก็ยิ่งคิดว่าทรัพย์สินทั้งหลายเหล่า
นี้เราตายแล้วนำไปไม่ได้ชีวิตของเราเป็น
ของไม่เที่ยงความตายเป็นของเที่ยง
คิดอย่างท่านสรทดาบส
กำหนดใจไว้เสมอว่าเราตายแน่เมื่อตายแล้ว
แบกอะไรไปได้ดูตัวอย่างท่านสรธดาบท
ท่านมีทรัพย์มหาศาลท่านทราบว่าเราจะรู้
อัตภาพแต่เพียงชาตินี้เท่านั้นสำหรับชาติ
หน้าอัตภาพคือร่างกายของเราจะเป็นยังไงก็
ไม่รู้
จึงได้ตัดสินใจสละทรัพย์สินทั้งหมดออกบวช
บวชก็ไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา
ตัจัยเป็นขัมะโดยเฉพาะต่อไปก็ทรงสมาบัติ 8
แล้วทรงอภิญญาให้ได้ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ
เมื่อทรงสมาบัติ 8 ได้ทรงอภิญญาสมาบัติ
ได้สมาบัติ 5 อภิญญานนะมันก็ระงับความโลภ
ระงับความโกรธระงับความหลงจิตมีอารมณ์
ผ่องใสเหมือนแก้วที่ใส
ตรงนี้เค้าทำกันยังไง
วิธีที่จะทำสมาบัติ 8 ให้เกิดขึ้นมีความ
จริงทำง่าย
ทำไม่ยาก
เราก็จับกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราชอบ
หรือว่าจะจับรูปพระพุทธเจ้าเป็น
พุทธานุสติบวกกับศีลก็ได้
จับรูปพระพุทธเจ้าจำรูปพระพุทธเจ้าพจำพระ
พุทธรูปให้ได้
แล้วก็หลับตาลงไปนึกถึงรูปพระพุทธรูป
จะเดินไปไหนจะไปบิณฑบาตจะทำงานทำการไปทาง
ไหนนึกถึงภาพพระพุทธรูปตลอดเวลา
จนกระทั่งภาพพระพุทธรูปก็ปรากฏในอารมณ์
นึกของเรานึกเห็นอยู่เรื่อยตลอดอย่างนี้
ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌาน
ในเมื่อทรงฌานในภาพพระพุทธรูปได้มีอารมณ์
ทรงตัวกำหนดเวลาสัก 5 นาทีหรือ 10 นาที
ให้ทรงอยู่
ถ้านานยิ่งกว่านี้ได้ก็ยิ่งดีความจริงถ้า
นานไม่ได้ก็เอาเวลาสัก 5 นาทีให้เห็นภาพ
พระพุทธรูป
ตอนมีแต่ความจริงจะเล่นอภิญญาด้านทิศยุค
ก็ง่ายทานี้ผมพูดเรื่องสมาบัติ 8
สมาบัติ 8 เมื่อเราทรงอารมณ์ภาพพระพุทธรภ
รูปได้แล้วจิตมั่นคงยิ่งขึ้น
เมื่อจิตมั่นคงยิ่งขึ้นภาพพระพุทธรูปที่
เรานึกเห็นก็จะค่อยๆใสขึ้นมาทุกทีทุกที
ใสจนกระทั่งเราก็คิดว่าเอ๊ะนึกขึ้นมาแต่
ไรเหมือนภาพพระลอยอยู่ข้างหน้าโดยเฉพาะ
มันมีรูปปรากฏ
แจ่มใสปรากฏชัดตามอารมณ์ที่นึกนึกขึ้นมา
ภาพพระใสทรงตัว
แล้วจิตเราจะทรงนานแสนนานยังไงก็ได้ใจ
สบายมีอารมณ์เป็นสุข
จนกระทั่งขณะที่นึกเห็นภาพพระพุทธรูปนั้น
เมียเห็นอารมณ์ใสใจก็ปรากฏว่า
มีอารมณ์สงัดลมหายใจปรากฏบทไม่ปรากฏแก่ตน
นี้เป็นอารมณ์ของฌาน 4
เมื่อทรงพระพุทธรูปถึงฌาน 4 ได้แล้วก็ทรง
ให้ชิน
ทรงให้ชินต่อแต่นั้นไปก็คิดว่าขอภาพพระ
พุทธรูปนี้จงหายไปตอนนี้เล่นอภิญญา 8
แล้วเอ๊ขอโทษสมาบัติ 8
ให้ภาพพระพุทธรูปนี้จงหายไป
นึกถึงภาพของอายอากาศภาพของอากาศก็จะ
ปรากฏ
คิดว่าอากาศนี่เวิ้งว้างบ้างเปล่าหาที่
สุดไม่ได้ฉั้นใดชีวิตของเราก็ฉะนั้น
เรามีร่างกายอยู่อย่างนี้ก็เพราะว่ามัน
อาศัยการติดรูปเป็นสำคัญ
ทุกข์ทั้งหลายที่ปรากฏกับเรามีความหนาว
ความร้อนความหิวความกระหายความป่วยไข้ไม่
สบายความแก่ความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่
เราไม่ชอบใจ
และความตายความทุกข์เวทนาจะพึงมีก็เพราะ
อาศัยเราติดรูปฉะนั้นรูปเราไม่ต้องการเรา
ต้องการสภาพของสภาวะจิตให้มันว่างเหมือน
กับอากาศ
ไม่ต้องการอะไรทั้งหมดขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5
คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณหรือขันธ์
ร่างกายที่ประกอบไปได้ด้วยธาตุ 4 ต่อไป
นี้จะไม่มีสำหรับเรา
อารมณ์ก็จับภาพอากาศที่วางว่างเปล่าว่าหา
ที่สุดไม่ได้ไอ้รูปกายก็คิดว่ารูปกายของ
เราอย่างนี้ก็เหมือนกันถ้าเรายังต้องการ
ในมันมันก็เกิดอย่างนี้ทุกข์อย่างนี้หา
ที่สุดไม่ได้แต่ความจริงมันเรียกเพียง
เข้าไปหาวิปัสสนาญาณ
จนกระทั่งมีใจเบิกบานมีอารมณ์ทรงอยู่ใน
ฌาน 4 เห็นสภาพนึกถึงภาพเมื่อไหร่เหตุนึก
ถึงคนนึกถึงกายนึกถึงเรานึกถึงเขานึกถึง
วัตถุบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดเห็น
ว่าในโลกนี้นี่มันไม่มีอะไรมันมีสภาพว่าง
ไม่ช้ามันก็พังเราไม่ต้องการมันอีก
ผมว่านี่ผมพูดมันควบวิปัสสนานะครับ
ถ้าคิดจริงๆอย่างนี้แล้วก็แทนที่จะเป็น
สมาบัติ 8 เฉยๆจะดันเป็นอรหันต์เข้าไป
ด้วยเอ้าเป็นก็เป็นไปเมื่อพูดพูดอย่าง
เดียวมันจะไปดีอะไรน้อ
สมถะกับวิปัสสนาควบกันมาต้องควบกันแต่ทำ
อย่างเดียวก็โง่เต็มทีจะยอมเสียเปรียบก็
เวลานี้เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินสี
เรายอมจะให้เวลานาทีทองของเราเลื่อนลอยไป
ไม่ได้
เมื่อจิตใจไม่ติดอยู่ในภาพติดใจในอากาศ
แล้วภาพอากาศมาเทียบกับกายว่าไม่ช้ากาย
ของคนสัตว์มันก็ตายมันก็มีสภาพว่างเปล่า
ในอากาศในเมื่อจิตทรงตัว
นึกถึงขึ้นมาจิตว่างสบายมีอาการโรคไม่ผูก
พันในร่างกาย
จิตใจเป็นสุข
ทรงฌาน 4 ได้เป็นปกติอย่างนี้เรียกว่าได้
อากาสานัญจายตนะ
เป็นอรูปฌานที่ 1
ฌานจริงเราจับภาพพระพุทธรูปมาถึงฌาน 4
เรียกว่าสมาบัติ 4 ในในรูปฌาน
แล้วก็หาสมาบัติ 4 ในรูปฌาน
นาสันนัญจายตนะ
ถ้ามีอารมณ์คล่องดีแล้วเราก็ไปจับวิญญาณ
ความรู้สึก
ว่าไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่เกาะกับขันธ์ 5
นี่มันเป็นโทษเป็นทุกข์
เราไม่เอาความรู้สึกความคิดความอ่านแบบ
นี้มันไม่มีอะไรดีมันสร้างความเร่าร้อน
อยู่เสมอถ้านึกดีมันก็เป็นสุขนึกไม่ดีมัน
ก็เป็นทุกข์
เอ่อการนึกดีที่เราเห็นว่าเป็นสุขนี่มัน
ไม่สุขจริงๆนึกรักหญิงสักคนรักชายสักคน
พอเรานึกรักขึ้นมาอารมณ์มันเริ่มเป็นสุข
แต่ทันทีทันใดมันก็เริ่มเป็นทุกข์คิดว่า
เขาจะรักเราหรือเปล่าเนาะ
ทำยังไงเค้าจึงจะรักเราอ้าเข้าก็แล้วที่
มันทุกข์แล้วเกิดอารมณ์ทุกข์พอเกิดมี
อารมณ์รักกันขึ้นมาแล้วมาเริ่มระแวงสงสัย
ว่าคนรักของเรานี่เ้าจะรักเราจริงหรือไม่
จริง
เอาแล้วสมมุติว่ารักจริงรักจริงต่างคน
ต่างเริ่มเป็นทุกข์ทุกข์เพราะอะไรเกรงว่า
จะไม่ได้อยู่ด้วยกันบิดามารดาเขาจะห้าม
หั่นให้แยกแตกแยกคือไม่ยกยอปอพันให้เอา
เราสิยุ่งอีกแล้ว
พอเให้กันมาแล้วมาอยู่ร่วมกันก็เริ่ม
ทุกข์ต่อไปในการทำมาหากินความเป็นอยู่
ต้องประคับประคองใจซึ่งกันและกันในที่สุด
ถ้ามีลูกมีเต้ามันก็เปิดกันไหล่จะเลิศ
เปิดเปลีทุกข์หาที่สุดไม่ได้
เป็นอันว่าความรู้สึกนึกคิดนี่มันเป็น
ทุกข์
เราไม่ต้องการมีความรู้สึกในคิดความรู้
สึกจึงคิดจะมีมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเกาะ
กาย
เป็นเรานับตบบัดนี้ต่อไปเราไม่ต้องการจะ
เกาะกายต่อไปแล้วไม่ต้องการความรู้สึกใน
จิตอย่างนี้ทำอารมณ์ให้เป็นอุเบกขามณ์
อารมณ์จิตเข้าถึงฌาน 4 เี่มันก็เป็นของ
ง่ายมันไม่ใช่ยาก
ในที่สุดจิตก็ปล่อยสภาวะอากาศจับสภาวะ
วิญญาณ
พวิวิญญาณัญจายตนฌาน
วิญญาณคือสภาพที่ล่องลอยแบบนี้ไม่มีที่
สุดเราไม่ต้องการมันอีกไอ้ตัวนึกมันเป็น
ทุกข์คุณอย่าลืมนะถ้าเล่นแบบนี้เป็น
อรหันต์นะ
ผมบวกทั้งสมถานวิปัสสนาผมพูดเดี่ยวๆไม่
เป็นหรอก
ถึงพูดเป็นผมก็ไม่พูดต้องทำงานมันอย่าง
เดียวมันควรจะคั่วกันได้ไปทำงาน 2 คราว
เพื่อประโยชน์อะไร
พอเล่นวิญญาณวิญญายตนฌาน
สบายๆมีอารมณ์จิตเป็นสุขนึกขึ้นมาเมื่อ
ไหร่วิญญาณไม่เป็นเรื่อง
การมีขันธ์ 5 ไม่เป็นเรื่องเปลืองความ
เปลืองความเป็นอยู่
สู้ปฏิบัติตามแนวขององค์สมเด็จพระบรมครู
ไม่มีขันธ์ 5 ดีกว่าไม่มีขันธ์ 5 วิญญาณ
มันก็ไม่มีถ้ามีขันธ์ 5 มันก็มีวิญญาณ
อย่าลืมนะตัวนี้ปารมณ์พระอรหันต์
ต่อไปเมื่อเล่นวิญญาณเพลินๆมีจิตเป็นสุข
อารมณ์มันแจ่มใสเยือกเย็นดีกว่า
อากาสานัญจายตนะ
ต่อไปก็มาคิดอีกทีนึงปัดกวาดมันหมดไอ้โลก
นี้อากิน
อากิญจัญญายตนะ
มันไม่มีอะไรเหลือ
โลกนี้มีอะไรทรงตัวแน่นอนบ้างที่เกิดตั้ง
มาแล้วเกิดมาแล้วมันไม่สิเดี๋ยวมันไม่พัง
มีมั้ย
ไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆก็ล้มตึกใหญ่ๆก็พัง
เสมัยก่อนเขาสร้างอาคารบ้านเรนด้วยศิรา
แรงมันก็พัง
ไม่มีอะไรเหลือคนที่มีประวัติมีความสำคัญ
ในอดีตการหาตัวหาตนไม่ได้ชื่อเสียงที่ลืม
ไปแล้วมากกว่าจำได้หลายแสนเท่า
แล้วบ้านเรือนก็บอกว่าใหญ่โตมโหฬารสมัย
สมัยใดสมัยหนึ่งเวลานี้เดินไปก็ไม่มี
เป็นชีวิตอินทรีย์ของคนทั้งหมดมันก็สลาย
หมดมันเป็นอันว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ
ในเมื่อมันไม่มีอะไรเหลือเราจะเกาะอะไร
เกาะร่างกายร่างกายมันก็พังเกาะคนรักคน
รักก็พังเกาะทรัพย์สินทรัพย์สินก็พังเกาะ
เกียรติยศศักดิ์ศรีเกียรติยศศักดิ์ศรีก็
พังเกาะอะไรไม่เกาะเลยไม่ต้องการอะไรมัน
เลยในโลกนี้ร่างกายเราร่างกายเขาวัตถุ
ธาตุทั้งหมดโยนทิ้งไปจากใจ
ต้องการอย่างเดียวใจว่างสบายไม่มีที่ยึด
ทรงได้อย่างนี้เรียกว่าอะไรอกิญจัญญายตนะ
ตอนนี้ได้กิญญจัญญายตนะแล้วเราก็มาตั้ง
ต้นทำตนเป็นต้นไม้
ทำตนเป็นตอไม้จุดสำคัญกันในเมื่อเราไม่
สงกรานต์ไม่ไม่ต้องการร่างกายไม่ต้องการ
อารมณ์ไม่ต้องการความรู้สึกนึกคิดไม่
ต้องการอะไรทั้งหมดเราก็มากำหนดจิตให้ทรง
อยู่ตัวอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ทำความรู้สึกว่ามีคนไอ้คำว่าสัญญาเนี่ย
ความจำ
เมื่อมีความจำได้นั่นเพื่อนนั่นพี่นี่
น้องนี่นี่พ่อนี่แม่นี่วัตถุนี่ทรัพย์สิน
ของกูน่ะพี่น้องของกูบ้านของกูเรือนของกู
โยนทิ้งไปให้หมด
มีสัญญาคือมีความจำทำเหมือนว่าคนไม่มี
ความจำ
อะไรจำร่างกายจำสุขจำทุกข์จำไม่เอาทั้ง
นั้นนายจะมายังไงนายจะไปยังไงก็ช่างนาย
แต่ว่าไม่ใช่เป็นคนใจร้ายไม่พูดกับใครนะ
คือมีอารมณ์ไม่ติดไม่จิตว่าเป็นเราเป็น
ของเราทั้งหมดร่างกายของเราก็ไม่เอาร่าง
กายคนอื่นก็ไม่เอาวัตถุธาตุต่างๆก็ไม่เอา
เป็นอันว่าทำใจมีอารมณ์ว่างทุกอย่างความ
หนาวจะมายังไงก็ช่างมันร้อนจะมายังไงก็
ช่างมันมันจะป่วยไข้ไม่สบายก็ช่างมัน
รักษาหายก็หายไม่หายตายแหล่ก็ช่างมันไม่
มีความสำคัญตายเมื่อไหรมีความสุขเมื่อ
นั้นไม่รบไม่กดคนใครทั้งหมดจิตถ้ากำหนด
อยู่อย่างนี้บรรดาท่านทั้งหลายเรียกว่า
ได้มเณสัญญานาสัญญายตนะ
เป็นผู้ทรงสมาบัติ 8
อภิญญาก็ไม่ต้องพูดกันเวลามันหมดแล้วแต่
ว่าอภิญญาบัตร 8 ที่ท่านสรทดาบทท่านทำ
เฉพาะจุด
แต่หากว่าท่านทั้งหลายทำตามผมพูดไม่ใช่
สมาบัติ 8 ธรรมดากลายเป็นอรหันต์
ปฏิสัมิทาญาณไปเอากันอย่างนี้ดีกว่าเป็นน
ว่าสำหรับวันนี้ก็หมดเวลาเสียแล้วก็ขอ
ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ต่อทีนี้ไปขอท่าน
ทั้งหลายตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มันกำหนด
อิริยาบถตามอัธยาศัยของท่านจะนั่งก็ได้จะ
ยืนก็ได้จะเดินก็ได้จะนอนก็ได้ตาม
อัธยาศัย
จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นว่าเวลานั้นสม
ควร Yeah.
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
This video discusses the importance of gratitude, generosity, and detachment from worldly possessions, using the story of the three Jathilas as an example. It emphasizes that true happiness and spiritual progress come from cultivating positive mental states and practicing wholesome actions, rather than solely relying on external achievements or material wealth. The speaker highlights how the Jathilas, despite their responsibilities, achieved enlightenment through their unwavering commitment to spiritual practices, generosity, and mindfulness. The video also delves into various meditation techniques and states of consciousness, such as the eight attainments and the path to becoming an Arhat, encouraging listeners to apply these principles in their own lives for spiritual growth and well-being.
Videos recently processed by our community