HomeVideos

อยากเป็นผู้ทรงฌานต้องฟัง! เคล็ดลับรักษาใจฉบับหลวงพ่อฤาษีฯ

Now Playing

อยากเป็นผู้ทรงฌานต้องฟัง! เคล็ดลับรักษาใจฉบับหลวงพ่อฤาษีฯ

Transcript

993 segments

0:01

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

0:04

สำหรับวันนี้วันที่บันทึกเป็นวันที่ 7

0:07

ตุลาคม 2527

0:12

เอ่อวันนี้ก็คงจะบันทึกตอนปฏิปทาที่องค์

0:15

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

0:18

ทรงตรัสว่าการปฏิบัติเข้าถึงความดีตอนนี้

0:23

เป็นด้านของกระเปือก

0:25

สำหรับตอนที่เป็นกะพี้บรรดาท่านทั้งหลาย

0:29

พระก็ดีฆราวาสก็ดีโปรดทราบ

0:33

ว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานและทำความดีในพระ

0:37

พุทธศาสนา

0:40

จงอย่าเหยียดหยามกระพี้

0:43

ถ้าความดีขั้นกระพี้ของท่านไม่มี

0:47

ความดีขั้นเปลือกของท่านก็ไม่มีเหมือนกัน

0:52

ฉะนั้นระบบการปฏิบัติของบรรดาท่าน

0:55

พุทธบริษัทและบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้ง

0:58

หลาย

1:01

ให้สนใจตอนกะพิให้มาก

1:05

เพราะเกี่ยวกับกำลังใจของบรรดาท่าน

1:07

พุทธบริษัทจะเข้าถึงความดี

1:10

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนใดที่องค์สมเด็จ

1:13

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็น

1:15

อุปกิเลส

1:18

หรือว่าการปฏิบัติที่ไร้ผล

1:22

ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

1:26

จงพยายามยึดเอ่อก็ละอย่างนั้นเด็ดขาด

1:31

ถ้ามันละไม่ได้จริงๆก็ยับยั้งไว้แค่ในใจ

1:34

ค่อยๆปลดไป

1:37

หลังจากนั้นก็มาดูปฏิปทา

1:41

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะ

1:43

นำด้านความดีถึงกพี

1:47

แล้วก็สำรวจตัวเองว่าเราที่อยู่ในพระ

1:51

พุทธศาสนา

1:54

ความดีที่เราปฏิบัติมานี่ถึงสะกิดความดี

1:58

ของพุทธศาสนาแล้วหรือยัง

2:02

ถ้าขั้นสะเก็ดเรายังเอาดีไม่ได้

2:06

ความดีต่อไปก็ยังไม่มีกับเรา

2:10

ฉะนั้นในฐานะที่เป็นท่านทั้งหลายเป็นสาวก

2:13

ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2:17

ก็จงอย่าคิดว่าเราจะทำวันเดียวสำเร็จ

2:22

ค่อยๆทำไปสิ่งไหนบกพร่องก็พยายามระงับ

2:26

สิ่งนั้นถ้าตั้งใจว่าเราจะไม่ทำสิ่งนั้น

2:29

ต่อไป

2:31

วันหลังมันอาจจะลืมอาจจะเผลอเผลอคิดมัน

2:34

ได้ก็คิดว่าต่อนี้ไปเราจะไม่ทำอย่างนั้น

2:39

ให้ถือไปอธิษฐานบารมีให้ทรงตัวแล้วมี

2:42

สัจจบารมี

2:46

แล้วก็จงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์

2:50

แบบเวลาจะพูดเวลาจะทำหรือเวลาจะคิด

2:54

ก็คิดใคร่ครวญเสียก่อนว่าวันนี้มันดีหรือ

2:57

ไม่ดีที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าางการปฏิบัติ

3:00

ล้มเหลวปฏิปทาแรก

3:03

และปฏิปทาตอนที่ 2 เป็นการปฏิบัติตรงกับ

3:07

ความดี

3:10

แต่ว่าใช้กำลังใจไม่ถูกต้องเกาะตัวเกินไป

3:13

หวังลาภสักการะเกินไปหวังชื่อเสียงเกินไป

3:19

มีอารมณ์อิจฉาริษยาคนอื่นมากเกินไป

3:25

รวมความว่าทนงตัวมากเกินไปนี่ใช้ไม่ได้

3:28

วันนี้คอแยกเต็มที

3:31

สำหรับนี้ไปก็จะขอนำเอาทุมริกาสูตรในด้าน

3:35

กพีมาพูดกับบรรดาท่านพุทธบริษัทตามที่

3:38

พุทธเจ้าท่านทรงตรัส

3:41

เป็นกล่าวว่านิโครธปรีภาชก

3:43

กราบทูลว่าอันนี้เป็นหน้า 35 ในบริกาสูตร

3:48

พระไตรปิฎกเล่ม 11

3:52

นิขานิโคทปริพาชกกราบทูลว่าข้าแต่พระพระ

3:56

องค์ผู้เจริญ

3:58

การหน่ายบาปด้วยตบะ

4:01

เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น

4:05

ด้วยเหตุเพียงเท่าไหร่พระเจ้าข้าขอประทาน

4:08

บวกขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

4:12

จงให้ข้าพระองค์ถึงยอดถึงแก่นแห่งการ

4:15

หน่ายบาปด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ

4:20

อันนี้นี่โคทับปริภาชกท่านขอให้พุทธเจ้า

4:23

เทศน์และแสดงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส

4:27

ว่าดูก่อนนิโทธะ

4:30

บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้เป็นผู้สังวรแล้ว

4:35

ด้วยสังวร 4 ประการ

4:39

สังวร 4 ประการนั้นเป็นไฉนท่านตรัสว่าดู

4:42

ก่อนนิโธะ

4:44

บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ 1 ไม่ฆ่าสัตว์

4:50

ไม่ใช้บุคคลอื่นฆ่าสัตว์

4:53

เมื่อบุคคลอื่นฆ่าสัตว์แล้วเป็นผู้ไม่ดี

4:56

ใจ

4:59

2 ไม่เอาสิ่งของของที่เจ้าของเค้าไม่ได้

5:03

ให้

5:05

และก็ไม่ใช้ผู้อื่นถือสิ่งของที่เจ้าของ

5:08

ไม่ได้ให้

5:10

เมื่อผู้อื่นถือสิ่งของที่เจ้าของที่เขา

5:12

ไม่ได้ให้แล้วก็ไม่ดีใจ

5:16

3 ไม่พูดทิศ

5:19

ไม่ใช้บุคคลอื่นให้พูดทิศ

5:22

เมื่อผู้อื่นพูดเท็จแล้วก็เป็นผู้ไม่ดีใจ

5:27

4 ไม่เสพกามกามคุณ

5:31

ไม่ใช้บุคคลอื่นเสพกามคุณ

5:34

เมื่อผู้อื่นเสพกามคุณแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ

5:40

แล้วทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโครทะ

5:44

บุคคลผู้มีตบะ

5:47

เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร 4 ประการการคำ

5:52

ว่าสังวรนี้ได้แก่การระวังนะ

5:55

อย่างนี้มาดูก่อนนิโทธะ

5:58

เพราะว่าบุคคลผู้มีตบะเป็นผู้สังวรแล้ว

6:02

ด้วยสังวร 4 ประการ

6:05

ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงเป็นลักษณะของ

6:09

เขาเพราะว่าเป็นผู้มีตบะเขารักษายิ่งซึ่ง

6:15

ศีล

6:17

ไม่เวียนมาเพื่อเพศอันเลวทราม

6:24

เขาเสพเสาสะอันสงัดคือป่าโคนไม้

6:30

ภูเขาซ่อเขาถ้ำภูเขาป่าช้าป่าชัดในที่

6:34

แจ้งลอมฟางและก็ในปัในเวลาฉันปัจฉาพัคือ

6:40

ฉันอาหารเสร็จหรือกินข้าวเสร็จเขากลับจาก

6:45

บิณฑบาตแล้วนั่งคู้บัลลังก์

6:48

ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตไว้เฉพาะหน้า

6:53

เขาละความเพ่งเล็งในโลกเสียแล้ว

6:57

มีใจปราศจากการเพ่งเล็งย่อมชำระจิตให้

7:02

บริสุทธิ์จากการเพ่งเล็งได้

7:06

แล้วก็ละความประทุษร้ายคือพยาบาท

7:10

ไม่พยาบาทมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่

7:14

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ย่อมชำระจิตให้

7:19

บริสุทธิ์จากความประทุษรร้ายคือพยาบาทได้

7:25

ละถีมิธะแล้วเป็นผู้ปราศจากถีมิธะ

7:30

มีความกำหนัดหมายอยู่ในที่แสงสว่างมีสติ

7:35

สัมปชัญญะอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก

7:40

ถีนวิมิธะได้

7:43

ละอุทธัจจะกุกุจเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีจิต

7:47

สงบ

7:49

ณภายในอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก

7:53

อุทจกกุกุจได้

7:56

ละวิจิกิจฉาเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา

8:00

ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่

8:05

ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้

8:10

เขาละนิวรณ์ 5 เหล่านี้เป็นอุปกิเลสแห่ง

8:14

ใจที่ทำให้ปัญญาถอยหลัง

8:18

มีใจประกอบเป็นด้วเมตตาแผ่ไปในทิศที่ 1

8:22

ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รวมความว่าในทิศทั้ง

8:25

ปวงขอเปิดกระดาษนิดนึง

8:31

ในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบด้วยเมตตา

8:35

อันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้

8:40

เป็นผู้ไม่มีเวร

8:43

ไม่มีความเบียดเบียนอยู่เขามีใจประกอบ

8:47

ด้วยกรุณา

8:49

แผ่ตลอดไปในทิศที่อยู่

8:54

ที่ทิศที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็เหมือนกันตาม

8:57

ในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้องล่างทั้ง

9:01

เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์เอ่อทั่ว

9:07

สัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบ

9:10

ด้วยกรุณาอันไพบูลย์

9:13

ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณไม่ได้ไม่มีเวร

9:16

ไม่มีการเบียดเบียนอยู่เขามีใจประกอบไป

9:20

ด้วยมุทิตาทุตา

9:23

เขามีใจประกอบไปด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศ

9:28

หนึ่งอยู่ทิศที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็เหมือน

9:30

กันตามในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้องล่าง

9:34

ทั้งเบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก

9:39

สัตว์ทุกข์เหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจอัน

9:42

ประกอบด้วยมุทิตา

9:44

ท่านไพบูลย์

9:46

ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้

9:50

ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่เขามีใจ

9:54

ประกอบเป็นอุเบกขา

9:57

แผ่ไปในทิศที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็

10:00

เหมือนกันตามในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้อง

10:04

ล่างทั้งเบื้องขวาง

10:06

แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุก

10:10

สถาน

10:11

ด้วยใจอันประกอบเป็นรูป

10:13

อันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้

10:17

ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่

10:21

แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสถามนิโครธะว่า

10:24

นิโครธะ

10:26

ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นเช่นไฉน

10:30

ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยตบะจะ

10:33

บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

10:36

มีครูทัพรีภากราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้

10:40

เจริญ

10:41

เมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยความ

10:44

เพียร

10:46

บริสุทธิ์แน่แท้ไม่บริสุทธิ์ก็หาไม่ได้

10:49

เค้ายืนยันว่าบริสุทธิ์แน่ถึงแก่นแน่เป็น

10:53

กิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่นพระผู้มีพระภาค

10:57

เจ้าตรัสว่าดูก่อนนิโธะ

11:01

การหน่ายบาปด้วยตบะด้วยเหตุเพียงเท่านี้

11:04

เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่นก็หามิได้

11:09

ที่แท้แล้วก็เป็นกิริยาที่ถึงเปรียกเท่า

11:12

นั้นสำหรับเกษตรหน้านี้ก็จะขอว่ากันแค่

11:16

เปลือกจะขอให้ย้อนปฏิปทาเพื่อบรรดาความ

11:20

เข้าใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

11:24

เพราะว่าการปฏิบัติกรรมฐานมีความสำคัญ

11:29

คือการทำความดีในพระพุทธศาสนานี่สำคัญที่

11:33

กพีและเอที่ขอโทษ

11:38

อ่าสำคัญที่เสก็ดแลก็เปลือก

11:42

ถ้าสะเก็ดดีแล้วเปลือกดีท่านถือว่าเป็น

11:45

ผู้ทรงฌาน

11:49

สำหรับตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงเปลือก

11:53

นี้

11:55

ในตอนต้นสมเด็จพระทศพลทรงปรารภว่าทุกคนจะ

12:00

ต้องมีการระมัดระวังในนิวรณ์ 4 คือระวัง 4

12:04

คือการไม่ฆ่าสัตว์ไม่รักทรัพย์ไม่พฤติผิด

12:08

ในกาม

12:10

ด้วยตนเองหรือว่ายินดีเมื่อบุคคลอื่นๆเขา

12:12

ทำแล้ว

12:15

เอ่อสำหรับจุดนี้ก็ต้องขออธิบายหน่อย

12:20

เพราะว่าผู้ฟังมีปฏิปทาไม่เหมือนกันแต่

12:24

สำหรับผู้ฟังที่มีปฏิปทาตรงไปตรงมาไม่น่า

12:28

เป็นห่วง

12:30

ด้วยว่าทุกคนเป็นคนดีอยู่แล้วสำหรับท่าน

12:34

ผู้ฟังที่ยังขาดความเข้าใจขาดความเข้าใจ

12:37

ตามความเป็นจริง

12:40

คิดว่าพระพุทธเจ้าแนะนำให้คนเราปฏิบัติ

12:43

แค่ 4 อย่าง

12:46

อย่างอื่นทำได้อย่างข้อว่าสุราเมร

12:49

พุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้าม

12:51

ตอนนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟัง

12:54

โปรดทราบว่าท่านพูดกันระหว่างนักสอนศาสนา

12:59

กับนักสอนศาสนา

13:02

รวมความว่าระหว่างศาสดาต่อศาสดา

13:06

เพียงแค่แนะนำกันเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว

13:12

ฉะนั้นสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับ

13:14

ฟังผู้ปฏิบัติดี

13:17

ถ้าเป็นสามเณร

13:19

ต้องทรงศีล 10

13:22

แล้วก็มีเสียวอีก 75 เป็นเครื่องนักระงับ

13:26

จริยา

13:29

บรรดาพระจะต้องมีสิกขาบท 227 แล้วก็มี

13:33

อภิสมาจารย์ร่วมด้วย

13:36

สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทในขั้นต้นจะต้อง

13:39

มีศีล 5 ครบและก็มีกำบฏ 10 ครบถ้วนด้วย

13:45

สำหรับกำบฏ 10 นี่ทั้งพระทั้งเณรก็ต้อง

13:48

ปฏิบัติด้วยเหมือนกัน

13:50

ถึงแม้ว่าจะมีศีลมากกว่าแต่อย่าลืมว่า

13:54

จริยาที่เลวพระของพระของเณรก็มีอยู่มาก

14:00

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเท่าที่เคยเห็นแม้แต่

14:03

กำบฏ 10 ก็ไม่มี

14:06

บางทีบางรูปศีล 5 ยังไม่มี

14:11

ถ้ามีปฏิปทาอย่างนี้ก็ถือว่าเราเป็นผู้

14:14

ร่วมกันทำลายพระพุทธศาสนา

14:19

สำหรับในกำบท 10 ท่านกล่าวไว้ว่าข้อ 1

14:23

เราจะไม่ฆ่าสัตว์

14:26

แล้วก็ถือว่าเราจะไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง

14:29

ไม่ใช้คนอื่นฆ่าไม่ยินดีเหมือนเขาฆ่าแล้ว

14:34

ไม่รักไม่ขโมยของใครด้วยตนเองไม่ใช้ว่าคน

14:37

อื่นรักขโมยหรือโกงไม่ยินดีเมื่อเขาทำ

14:41

แล้ว

14:43

และก็ไม่ทำกาเมสุมิจฉาจารย์

14:45

ด้วยตนเองไม่ยุให้คนอื่นทำไม่ยินดีเมื่อ

14:49

เขาทำแล้ว

14:51

ในด้านทางกายนะก็ต้องต่อศีล 5 เข้ามาอีก

14:55

นิดนึงเราจะไม่ดื่มสุรามีรด้วยตนเองและ

14:59

ไม่ใช้บุคคลอื่นดื่มจะไม่ยินดีเมื่อเค้า

15:03

ดื่มแล้ว

15:06

สำหรับด้านวาจามีความสำคัญมาก

15:09

พระพุทธเจ้าทรงตรัส

15:13

ว่า 1 เราจะไม่พูดปด

15:16

เราจะไม่พูดคำหยาบจะไม่พูดคำส่อเสียดจะ

15:22

ไม่พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์

15:26

วาจาทั้ง 4 ประเภทนี้จำเป็นบรรดาท่านทั้ง

15:29

หลายมีความจำเป็นมาก

15:33

จะต้องระมัดระวังให้มากวาจาที่พูดปดมด

15:36

เท็จจะต้องไม่มีสำหรับแก่เหล่าเราเรา

15:39

พุทธบริษัท

15:41

และก็วาจาที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่

15:45

บุคคลอื่น

15:48

คือวาจาหยาบคายก็ต้องไม่มีเหมือนกัน

15:53

แล้ววาจาที่ไร้ประโยชน์วาจาที่ส่อเสียด

15:56

ได้แก่นินทาชาวบ้าน

15:59

หรือว่าทำให้ชาวบ้านแตกร้าวกันด้วยการแนะ

16:02

นำ

16:04

แนะนำผิดๆพลัดพลาดจากคติของพระพุทธศาสนา

16:09

ได้ประกาศตนว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระ

16:12

สัมมันทา

16:14

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันนี้ต้อง

16:16

ระมัดระวังแล้ววาจาใดที่ไร้ประโยชน์จง

16:20

อย่าพูดเรื่องวาจานี้มีความสำคัญมาก

16:25

และสำหรับการด้านจิตใจองค์สมเด็จพระจอม

16:28

ไตรทรงตรัสว่าจงอย่าเพ่งเล็ง

16:33

มโลกทั้งหมดคืออภิชชา

16:36

อภิชชานี่ในพระไตรปิฎกท่านแปลดีมากบอกว่า

16:41

จงอย่าเพ่งเล็งโลกทั้งสิ้นนั่นก็หมายความ

16:46

ว่าขึ้นชื่อว่าสมบัติใดที่เป็นของชาวโลก

16:50

คือสิ่งที่มีชีวิตก็ดีสิ่งที่ไม่มีชีวิต

16:54

ก็ดีแม้แต่ร่างกายของเรา

16:57

ที่มันสร้างมาด้วยธาตุ 4 เราไม่สนใจในมัน

17:00

คำว่าไม่สนใจก็หมายความว่าต้องเลี้ยงมัน

17:03

มันหนาวก็ต้องหาผ้าห่มให้มัน

17:07

ร้อนขอหาของทำความเย็นให้หิวหาอาหารให้

17:12

ป่วยไข้ไม่สบายรักษาบำรุง

17:16

ธนุนตามสมควร

17:19

แต่ก็ต้องมีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า

17:22

ร่างกายนี้มันตายไม่ช้ามันก็พัง

17:27

ในเมื่อมันพังแล้วระยะเกาะอะไรต่อไปอีก

17:30

ไม่สนใจมันเลย

17:33

นั่นก็หมายความถ้าป่วยเรารักษาที่จะตายก็

17:36

เชิญ

17:38

นายจะตายเมื่อไหร่ก็เชิญตายซิยังไงก็เกิด

17:42

มาเพื่อตายอยู่แล้วแต่ก่อนจะตายเราต้องทำ

17:44

ความดีให้ครบถ้วน

17:48

แล้วประการที่ 2 ไม่พยาบาทคือไม่โกรธไม่

17:52

จองล้างจองผลานซึ่งกันและกันนี่ทางด้าน

17:56

ของกำลังใจ

17:58

เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้นคิดว่าคนทุกคน

18:01

เกิดมาในโลกมีความปรารถนาหาดีด้วยกันทั้ง

18:04

หมด

18:06

ที่เทำพลาดพลั้งไปเพราะว่ากรรมที่เป็น

18:08

อกุศลให้ผลฉะนั้นเราในฐานะที่เป็นสาวกของ

18:13

องค์สมเด็จพระทศพล

18:16

เราพร้อมที่จะให้อภัยกับคนผิดเว้นไว้แต่

18:20

คนใต้บังคับบัญชา

18:23

ที่ปฏิบัติผิดระเบียบวินัยนี่อันนี้ต้อง

18:25

ลงโทษ

18:28

เพราะถือเป็นระเบียบสิ่งนอกเหนือเป็น

18:30

ระเบียบเป็นเรื่องส่วนตัวเราไม่ทำให้เรา

18:32

ให้อภัย

18:35

แล้วก็การที่ 3 หน้าจิตใจองค์สมเด็จพระ

18:38

จอมไตรทรงตรัสว่าทำความเห็นให้ถูกคือ

18:41

สัมมาทิฏฐิ

18:43

เราก็ยอมรับตามความเป็นจริงอย่างสั้นๆ

18:47

ง่ายๆรับเบื้องต้น

18:50

สำหรับท่านพุทธศาสนิกชนนี้เข้าถึงเข้าถึง

18:54

อเปลือกตนนี้นะเอาปัญญาตัวนี้เป็นตัว

18:57

ปัญญาเอาแค่ปัญญาถึงเปลือกกันหรือว่า

19:02

ปัญญาถึงเปลือกนี้ก็มีความรู้สึกว่า 1

19:07

การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นของดี

19:12

เพราะเราเองต้องมีความเมตตาปราณีซึ่งกัน

19:14

และกัน

19:16

การเมตตาปราณีการรักกันเป็นปัจจัยให้เกิด

19:20

ความสุขนี่ปัญญา 2 การไม่รักไม่ขโมยไม่ยึ

19:25

ย่างทรัพย์สมบัติของเขาเป็นของดีเพราะการ

19:29

ทำอย่างนั้นเป็นการประกาศความเป็นศัตรู

19:31

เข้าหากัน

19:35

ถ้าเรามีความสันโดษยินดีเพราะทรัพย์สิน

19:38

ที่เรามีอยู่เป็นของดีเป็นปัจจัยให้เกิด

19:40

ความรัก

19:43

3 ขึ้นชื่อว่าคนรักเราจะไม่ยุ่งในการ

19:46

ทำลายจิตใจของบุคนอื่นเรารักคนรักของเรา

19:50

เช่นใดเขาก็รักคนรักของเราเช่นนั้นใน

19:54

เมื่อเราหวงแหนความรักของเราเช่นใดเขาก็

19:57

หวงแหนความรักของเขาเช่นนั้นเราก็ไม่ทำ

20:00

ยับยั้งพอใจเฉพาะคนรักของเรายังไม่มีคน

20:04

รักของเราก็ถือสำโดษไปเรื่อยๆ

20:07

อย่างนี้ก็เป็นกำลังใจให้เกิดความรัก

20:12

แล้วก็การดื่มสุรามีไรเป็นของเลว

20:16

เสียเงินเปล่าเสียทรัพย์สินเปล่าแล้วก็

20:20

ไร้ประโยชน์มีแต่โทษคือเกิดความประมาท

20:24

เกิดโรคที่ตามความรู้สึกของเรา

20:29

หลังจากนั้นสำหรับวาจาวาจามีความสำคัญเรา

20:32

ต้องพูดตามความเป็นจริง

20:36

แต่ความเป็นจริงนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท

20:39

ต้องเลือกเวลาพูดเหมือนกัน

20:41

ถ้าไม่ตรงกับเวลาไปเจอเอาเวลาที่ไม่สมควร

20:45

เข้ามันอาจจะเกิดโทษได้

20:48

ฉะนั้นเวลาใดที่ควรจะพูดเวลาที่ใดไม่ควร

20:53

จะพูดต้องใช้ปัญญาคือใช้สัมมาทิฏฐิ

20:56

เข้าพิจารณาเสียก่อนถ้าว่ากันเรื่องบารมี

21:00

ก็ต้องว่ากันถึงปัญญาบารมีต้องใช้ปัญญา

21:03

พิจารณาก่อนแล้วว่าควรไม่ควรเป็นประการใด

21:08

ประการที่ 2 วาจาใดเป็นวาจาที่สร้างความ

21:12

สะเทือนใจแก่บุคคลผู้รับฟัง

21:16

เป็นวาจาหยาบที่ความจริงไม่ได้หมายถึงด่า

21:19

เสม

21:21

อย่างสมัยปัจจุบันเนี่ยบรรดาท่าน

21:23

พุทธบริษัท

21:25

มีวาจาสำคัญอยู่วาจาหนึ่งลอยมาทางอากาศ

21:30

เสมอ

21:31

ว่าเทวดาไม่มีในพระพุทธศาสนา

21:37

ในพระพุทธศาสนาไม่มีเทวดา

21:40

ไม่เกี่ยวข้องแก่เทวดาไม่ยอมรับนับถือ

21:43

เทวดา

21:46

และก็ยังประนามบุคคลที่บูชาเทวดาเพราะ

21:49

เป็นคนเลว

21:51

อย่างเขายกศาลว่าภูมิบูชาภูมเทวดาก็ดี

21:56

อากาศเทวดาก็ดีอย่างนี้ประนามอย่างหนัก

22:01

วาจาอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นวาจา

22:04

ที่ 3 และวาจาที่ 2

22:08

วาจาที่ 2 ก็คือเป็นวาจาหยาบสร้างความ

22:12

สะเทือนใจแก่บุคคลอื่นไม่ถึงขั้นด่า

22:16

แต่ว่าประนามกัน

22:18

และก็เป็นวาจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้คน

22:22

แตกร้าวกัน

22:24

จะทำให้คนในประเทศไทยทั้งชาติแยกเป็น 2

22:28

พวก

22:29

คือพวกหนึ่งเชื่อเทวดาอีกพวกหนึ่งไม่

22:32

เชื่อเทวดา

22:36

ความจริงการเชื่อนี่ก็เชื่อมานานแล้ว

22:42

การเชื่อว่าเทวดามีก็ไม่มีการไร้ผล

22:46

พระองค์สมเด็จพระทศพลก็ทรงยืนยันว่าเทวดา

22:50

มี

22:52

และนอกจากนั้นก็ยังให้หลักวิชาความรู้โดย

22:55

เฉพาะอย่างยิ่งหลักความรู้ในวิชาชา 3 พระ

22:59

อภิญญา 6

23:01

ทั้ง 2 รายการนี้ถ้าปฏิบัติตามแล้วจะรู้

23:04

จักเทวดาได้ดีแล้วก็รู้จักบุญบารมีของ

23:08

เทวดาที่บำเพ็ญแล้ว

23:11

ไม่ต้องไปดึงเอาสมเด็จพระประทีปแก้วท่าน

23:14

ลงมาหรอกพระพุทธเจ้าท่านยืนยันมานาน

23:18

แต่ว่าทำไมบุคคลในปัจจุบัน

23:23

จึงมีความเข้าใจและพอใจในการพูดอย่างนั้น

23:28

แล้วก็มีญาติโยมบางคนมาจากจังหวัด

23:30

ปจินบุรี

23:34

เพราะว่ามารดาของท่านน่ะแต่ละวันท่านไหว้

23:36

ดะ

23:38

ท่านไหว้ตลอดไหว้โน่นบ้างนไหว้นี่บ้าง

23:41

หลายๆอย่างไหว้เทวดาไหว้ภูมิเทวดาไหว้

23:44

อากาศเทวดาไหว้ปู่ย่าตายายไหว้พระไหว้

23:48

เซียนถามว่าการไหว้ของคุณแม่ของคุณเนี่ย

23:54

มีผลมั้ย

23:56

ท่านก็บอกว่าการไหว้ของคุณแม่ของผมมีผล

23:59

ครับ

24:01

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่า

24:04

พ้นจากการค้า

24:07

คนที่ค้าของอย่างเดียวกัน

24:10

เขาพูดเก่งกว่าเติดต่อเก่งกว่าแต่คุณแพ้

24:14

ไม่คุณแม่ไม่เคยแพ้เ้าเลย

24:17

อาจจะดีผลเกินไปกว่านั้นท่านหญิงไหว้นี่

24:20

แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายความ

24:23

เชื่อถือของคนน่ะถ้าท่านเป็นสาวกขององค์

24:27

สมเด็จพระทศพลอย่าทำลายจิตใจกัน

24:33

และจงเข้าใจว่าคนในโลกนี้มี 4 ประเภท

24:36

กำลังใจคืออุคติตัญโญ

24:39

วิปติตัญโญนัยยะปทบปรมะ

24:43

อุคติตัญญูมีปัญญาเต็มมีความฉลาดมาก

24:47

เปลี่งปราชญ์มากแนะนำแค่หัวข้อก็เข้าใจ

24:52

วิปติอยู่มีความฉลาดมากแต่ว่าความเฉย

24:57

ดีมากแต่ความฉลาดน้อยไปนิดนึงแนะนำหัวข้อ

25:02

ไม่เข้าใจแต่ว่าต้องอธิบายก็เข้าใจ

25:06

ท่านเนยะประเภทนี้ต้องมีตัวอย่างอย่าง

25:09

ถ้าจะไหว้พระต้องมีพระพุทธรูปให้ไหว้

25:13

ถ้านิยมปางไหนใครก็ว่าปางไหนชอบปางไหนดี

25:17

หาปางนั้นให้

25:19

แต่การไหว้เทวดาในความจริงเทวดาพระ

25:22

พุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ในมาในกรรมฐาน

25:26

ที่เรียกกันว่าเทวตานุสติกรรมฐาน

25:30

ให้นึกถึงความดีของเทวดา

25:34

นึกถึงความดีของเทวดาแล้วก็นำเอาความดี

25:37

ของเทวดามาประพฤติปฏิบัติ

25:40

อันดับแรกจริงๆแค่นึกถึงเทวดาก็ใช้ได้

25:45

เพราะว่าทุกคนยอมรับนับถือว่าเทวดาเป็น

25:49

ผู้ประเสริฐ

25:51

เทวดามีสภาพร่างกายเป็นทิพย์เทวดามีความ

25:56

สุขเทวดามีอานุภาพตามความเข้าใจถึงจะแม้

26:00

จะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตามในเมื่อเขาเข้าใจ

26:04

ว่าอย่างนั้นต้องปล่อยไปก่อนแต่ความจริง

26:07

การนึกถึงว่าเทวดาก็ไม่เลว

26:11

ว่าคนที่จะเป็นเทวดาได้ต้องมีคุณธรรม

26:14

อย่างน้อย 2 ประการ

26:17

คือมีหิริและอุตตัปปะ

26:20

หิริอายแต่ความชั่วพยายามไม่ทำความชั่ว

26:24

โอตปะเกรงกลัวผลของความชั่วในเมื่ออาย

26:29

ความชั่วกลัวความชั่วเขาก็มีความดีการนึก

26:33

ถึงคนดีเป็นปัจจัยให้ปฏิบัติตามคนดีอัน

26:37

นี้เป็นจุดหนึ่งฉะนั้นการจะพูดจะคุยกันก็

26:41

ดูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

26:44

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปที่ไหน

26:47

ไม่เคยทำลายจิตใจใคร

26:50

ท่านรู้กำลังใจของคนกำลังใจของคนนี่ไม่

26:54

เท่ากัน

26:55

อยู่จะไปสอนอภิธรรมอย่างเดียวนะไม่มีใคร

26:59

ได้บรรลุมรรคผลหรอก

27:01

มันต้องดูกำลังใจของคนว่าเค้าดีขนาดไหน

27:05

เขาจะเกาะอันดับไหนได้เกาะสูงให้สูงเกาะ

27:09

ได้ขั้นต่ำให้ต่ำ

27:12

เป็นอันว่าเกาะได้อันดับไหนให้เกาะอันดับ

27:15

นั้นอย่างน้อยที่สุดก็สามารถจะจงกันไปได้

27:19

อย่างพระองค์เข้าไปสำนักของชดิดินจะดินเ

27:22

บูชาไฟ

27:25

องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงยกย่องว่าการ

27:27

บูชาไฟเป็นของดี

27:31

แล้วเข้าไปสำนักของศุปมานพสุปมานพไหว้ทิศ

27:36

สมเด็จพระธรรมสามิกก็ไม่ได้ทรงตำหนิปราบ

27:39

ชมว่าการไหว้ทิศเป็นของดีเมื่อความชอบใจ

27:44

กันเกิดขึ้นก็ทรงแนะนำว่า

27:47

ทิศที่คุณไหว้นี่นะมันเป็นทิศภายนอกท่า

27:52

ทางที่ดีแทบไหว้ทิศภายในอีกจะดีมากอย่าง

27:55

เรื่องชดินก็เหมือนกันเบูชาไฟเมื่อพระ

27:59

องค์ชมว่าดีเ้าก็ชื่นใจแล้วก็ทรงแนะนำต่อ

28:03

ไปไฟที่คุณไหว้อยู่นี้มันเป็นไฟภายนอกถ้า

28:08

คุณกำจัดไฟภายในอีกจะดีเป็นพิเศษอ่ะบรรดา

28:12

ท่านพุทธบริษัท

28:15

เราก็มาคุยกันเรื่องของเปรียบเอ่อเรื่อง

28:18

ของเปรียบมันยังไม่จบก็จำเป็นต้องคุยกัน

28:22

ว่าตอนเปลือกนี่มีความสำคัญบุคคลจะทรงฌาน

28:26

หรือไม่อยู่ที่เปลือกนี้เท่านั้นเอาล่ะ

28:28

บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านเวลาก็หมดแล้ว

28:32

ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์วิภัตนมงคล

28:35

สมบูรณ์พูผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน

28:40

ผู้รับฟังทุกท่าน

28:43

สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

28:47

และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย

28:51

วันนี้คงยังเป็นวันที่ 7 ตุลาคม 2526

28:57

เป็นวันบันทึกเสียงแต่ว่าผมพระเศษหน้าที่

29:01

แล้วมารู้สึกย่ำแย่มาก

29:04

เสียงแย่เพราะว่าร่างกายเพียหนักก็ไม่

29:07

เป็นไร

29:09

สำหรับหน้านี้ก็มาพูดทบทวนกันถึงขั้น

29:12

เปลือก

29:15

เปลือกความดีที่องค์สมเด็จพระ

29:17

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส

29:20

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทก็ดี

29:24

บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรก็ดี

29:28

ก็จงอย่าทิ้งสะเก็ด

29:31

พยายามละเลาะสะเก็ดของเราให้ดีเกาะสะเก็ด

29:35

ให้ได้เลาะสะเก็ดความชั่วทิ้งไปเกาะ

29:39

สะเก็ดของความดี

29:42

แล้วก็ถ้าในสะเก็ดของเรายังไม่ดีเพียงใด

29:45

ก็จงอย่านึกว่าเปลือกของเราจะมี

29:49

เข้าใจตามนี้นะอย่ากระโจนข้ามคิดว่าโดด

29:53

เข้ามาแล้วเราจะปฏิบัติด้านปรมัตถบารมี

29:56

หรือปริมัตปรมัตถปฏิบัติได้ทันที

30:01

ต้องค่อยๆทำลายความชั่วขั้นต้นเสียก่อน

30:06

คือกำลังใจที่เลวในด้านของสะเก็ดอย่าให้

30:10

มี

30:11

ปฏิปทานั้นเป็นปฏิปทาที่ดี

30:15

เป็นความดีอันดับแรกของในพระพุทธศาสนา

30:20

แต่ว่าเป็นความดีที่หมิ่นเมมากยังไม่เข้า

30:24

ถึงความดีที่จริงจัง

30:27

ตอนนี้มาเข้าถึงเปลือกเข้าถึงความดีที่

30:30

จริงจังถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท

30:34

และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายทรง

30:37

ทั้งสะเก็ดก็ดีทรงทั้งเปรียกก็ดีได้ทั้ง 2

30:41

ประการ

30:43

ท่านถือว่าเป็นผู้ทรงฌาน

30:47

ผู้ทรงฌานเี่ก็ทรงกันแบบนี้ไม่ไม่ใช่สัก

30:51

ว่าเป็นนั่งหลับตาผีไม่ใช่อย่างนั้น

30:56

ที่สมเด็จพระสงฆ์ท่านทรงตรัสว่าให้สังวร

31:00

คือระมัดระวังในนิวรณ์ในสังวร 4

31:04

ก็ผมก็ขอย้ำว่าขอทุกท่านสำหรับสามเณรต้อง

31:08

ศีล 10

31:10

แล้วก็มีเสคียยวัตอีก 75 เป็นการรักษา

31:13

มัญญาต

31:16

สำหรับพระต้องเป็นสิกขาบท 227 ร่วมด้วย

31:20

พสมาจารย์

31:22

แล้วก็สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทขั้นต้นก็

31:27

ต้องมีศีล 5 บวกกรรมบท 10

31:31

คือบวกกบท 10 ก็หมายความเพิ่มสุราเข้ามา

31:34

อีกตัวหนึ่งสำหรับที่คนที่มีจิตหยาบ

31:37

คนที่มีจิตหยาบจะคิดว่าสมเด็จพระ

31:40

บรมโลกนาถในกบฏ 10 ไม่ได้ไม่ได้ห้าม

31:43

สุราเมมีไร

31:45

ไปทำข้าวมันจะเป็นโทษหนัก

31:50

แล้วก็สำหรับบรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่มี

31:53

กำลังใจสูงกว่านั้นท่านจะทรงศีล 8 ก็ดี

31:58

เป็นเรื่องของท่านแต่ก็ขอชมว่าดีว่าศีล 8

32:02

เป็นศีลพรหมจรรย์ดีมาก

32:05

รวมความว่าการระมัดระวังเรื่องศีลมีความ

32:08

สำคัญมากเป็นอันดับแรก

32:12

จะเห็นว่า 1 สะเก็ดสะเก็ดเป็นกำลังใจให้

32:17

โยกโครง

32:18

มีการทนงตัวมีการอิจฉามีการอยากได้โลภ

32:23

โมโทสัน

32:25

อยากเป็นทาสรับใช้ของคนอยากให้คนนั้น

32:29

เคารพอยากให้คนนี้นับถือ

32:33

ว่ามีคนดีกว่าอิจฉาิษยาเขาทนไม่ได้

32:38

แล้วก็มีกำลังใจท่านงอันนี้ใช้ไม่ได้

32:44

ต้องตัดทิ้งไปให้หมด

32:47

ต้องนั่งไล่เบี้ยให้หมดเรับว่าสะเก็ดที่

32:49

พุทธเจ้าว่าเกาะสะเก็ดมีผลดีแค่สะเก็ดมี

32:52

อะไรบ้าง

32:54

ระมัดระวังใจให้ทรงตัวนี้มามีมาเปลือก

32:58

เปลือกก็ได้ 1 ศีล

33:02

2 ระงับนิวรณ์

33:04

แล้วก็ 3 ทรงพรหมวิหาร 4

33:08

ผมจะพูดย่อๆที่ท่านอธิบายบายไว้ในพระ

33:12

ไตรปิฎกอาจยาวเกินไปสำหรับบรรดาท่าน

33:15

พุทธบริษัทรับฟังบางท่าน

33:19

อย่างที่เรียกว่าเข้าไปในป่าช้าบ้างป่า

33:21

ชัดบ้างไปที่ว่างเปล่าบ้างไปที่ลอมฟังไว้

33:25

ที่แจ้งบ้างจะไม่ไหวสำหรับเรา

33:28

แล้วก็บางท่านคิดว่าหลังจากบริโภคอาหาร

33:31

เช้าแล้วเราไม่ใช่พระ

33:35

ถ้าพระมีความจำเป็นหลังจากฉันพัตาหารช้า

33:39

เช้าแล้วทำวัดสวดมนต์เสร็จ

33:42

แต่งานการที่จำเป็นไม่มีควรตั้งกายให้ตรง

33:47

ดำรงจิตให้มั่นทำใจสูงตามพระพุทธเจ้าทรง

33:51

แนะนำ

33:53

อันนี้เป็นการทรงฌานสำหรับญาติโยม

33:55

พุทธบริษัททรงฌานทำยังไง

33:59

ก็รวมความว่ามีกรรมบท 10 แล้วก็มีศีล 5

34:02

ครบ

34:04

1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่รักทรัพย์ 3 ไม่พูด

34:07

ผิดในกาม 4 ไม่ดื่มสุรามีร

34:13

ทางด้านกายทั้งบ้านวาจาก็ไม่พูดเท็จไม่

34:16

พูดวาจาหยาบไม่ยุยันแต่แคงแสะให้เกิดความ

34:19

แตกร้าวกันสร้างความเข้าใจผิด

34:23

วาจาที่ไร้ประโยชน์

34:26

แลสำหรับด้านจิตใจจิตใจก็ไม่เพียงเล็งโลก

34:30

คิดว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์

34:34

โทโลกนี้เป็นอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้

34:38

โลกนี้เป็นทุกขัง

34:40

เป็นอนิจจังที่หาความเที่ยงไม่ได้ก็เพราะ

34:42

ว่าโลกไม่มีอะไรทรงตัวมีเกิดขึ้นในเบื้อง

34:47

ต้นเสื่อมเป็นท่ามกลางแล้วก็สลายตัวไปใน

34:49

ที่สุด

34:51

คนเกิดมาแล้วจากเด็กก็เป็นหนุ่มเป็นสาว

34:54

เป็นวัยคลางคนแก่แล้วก็ตาย

34:57

ยังมีทุกข์ก็ไม่ครอบงำคือความหิวบ้างหนาว

35:00

เกินไปบ้างร้อนเกินไปบ้างปวดอุจจาระ

35:03

ปัสสาวะบ้าง

35:06

ความป่วยไข้ไม่สบายบ้างความปรารถนาหนาไม่

35:09

สมหวังบ้าง

35:11

ความพลัดพร่าจากของรักของชอบใจบ้างความ

35:15

ตายบ้าง

35:17

อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัยของความ

35:19

ทุกข์ถ้าเราอยู่ในโลก

35:23

แล้วก็คิดว่าถ้าเราจะกลับมาเกิดเป็นโลก

35:25

อีกต่อไปเมื่อไหร่ก็ตามที

35:30

เหล่านี้มันก็ติดตามเรามาตลอดเวลา

35:34

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก

35:37

จงอย่าเพ่งเล็งโลกเสียทั้งหมด

35:41

นั่นก็หมายความจงอย่าเอาจิตเข้าไปเกาะโลก

35:44

เสียทั้งหมดเห็นว่ามันเลว

35:47

เห็นว่าโลกเป็นปัจจัยของความทุกข์ที่เรา

35:50

ต้องมาเกิดในโลกนี้ก็เพราะเราเป็นคนมี

35:53

กิเลสคือมีกิเลสตัณหาอุปาทานอกุศลกรรม 4

35:57

อย่างเป็นปัจจัยให้เรามาเกิดในโลกนี้เรา

36:01

จึงมีความทุกข์เราจะต้องหาทางบกำจัดกิเลส

36:05

ตัณหาอุปาทานและอกุศลกรรมให้พินาศไป

36:11

แล้วต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงตรัส

36:16

ว่าเราจะต้องกำจัด

36:18

ความโกรธความยำบาทให้สลายตัวไปจากใจ

36:24

ปีนี้ก็หาทางยับยั้งก่อนก็แล้วกันในตอน

36:27

ต้นเราอาจจะกำจัดไม่ได้ยับยั้งไว้ก่อนการ

36:31

กำจัดว่ากันตอนท้าย

36:34

ถ้าว่ากันตอนนี้จะหนักใจมากเกินไป

36:38

อันดับแรกนี้คิดว่าให้ตั้งใจคิดเข้าใจตาม

36:41

ความเป็นจริงว่าโลกมันเป็นทุกข์

36:45

โลกมีการสลายตัวถ้าเราเกิดในโลกแล้วก็มี

36:48

สภาพอย่างนั้นไม่น่าจะมาอีก

36:51

ประการที่ 2 เราจะระงับใจเรื่องความโกรธ

36:55

ความยาบาท

36:57

ไม่พยายามสร้างศัตรูให้เกิดขึ้น

37:02

ในบกการที่ 3 สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

37:05

ทรงตรัส

37:06

นนิวรณ์นะนี่ที่ว่ามานี่เป็นนิวรณ์ 5 ทีม

37:11

คือความง่วงสำหรับความง่วงนี่บรรดาท่าน

37:15

พุทธบริษัท

37:17

มันต้องสังเกตว่าเราง่วงแล้วเราเพลียบาง

37:21

ทีก็เพลียมันก็มีอาการคล้ายง่วง

37:25

นี้เวลาที่เราจะทำความดีนะพยายามรักษาทำ

37:28

เวลาที่มันไม่ง่วง

37:31

มันเวลาไม่ดึกเกินไปไม่นอนดึกดึกเกินไป

37:35

หรือไม่ตื่นดึกเกินไปพักผ่อนให้สบายๆ

37:40

เวลาจะพักผ่อนก็เราอารมณ์ประกอบด้วยสติ

37:43

สัมปชัญญะ

37:45

มีการใคร่ครวญพิจารณาหรือภาวนาตามที่เรา

37:49

เคยชินให้จิตส่งตัว

37:54

เคยภาวนาไว้ยังไงภาวนาไว้อย่างนั้นเป็น

37:56

จังหวะจะหลับจะดีมาก

37:59

เลยเคยพิจารณาแบบไหนตัดแบบไหนทำต่ำตามใจ

38:03

ชอบให้มันตรงกว่าการเจริญพระกรรมฐานก็

38:06

แล้วกัน

38:09

ในการเจริญพระกรรมฐานนี่มีมากสมเด็จพระ

38:12

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เยอะชอบใจจุดไหนทำ

38:15

จุดนั้นตามสบายใจของเรา

38:19

นี้ก็สำหรับถินมิธะก็มีความป้องกันคือว่า

38:24

อย่าฝืนก็แล้วกันเราอย่าทำเวลาที่มัน

38:27

เพลีย

38:29

อย่าทำที่เวลาง่วงถ้าเพลียหรือง่วงนอนเลย

38:33

นอนภวภาวนานอนพิจารณาก็ได้

38:37

ไม่ใช่ว่าฆราวาสต้องเป็นอดทงกายังิทายะ

38:41

กินข้าวเสร็จไปนั่งเข้าป่าเลยไม่ต้องทำมา

38:43

หากินไม่ใช่อย่างนั้นสมัยพระพุทธเจ้าท่าน

38:46

ก็เทำมาหากินกันเหมือนไม่กันเป็นพระ

38:49

อริยเจ้ากันเยอะฆราวาส

38:53

ทำตามจังหวะเวลาจะทำงานทุกอย่างก็เป็นผู้

38:57

มีสติสัมปชัญญะ

38:59

ทำด้วยดีรู้ตัวด้วยดี

39:03

แล้วหากว่าบังเอิเออจิตมันโปร่งเหนื่อย

39:05

น้อยก็คิดว่าคนที่ทำงานอย่างนี้อย่างเรา

39:10

ปู่ย่าตายายท่านก็ทำมาต้นตระกูลต่างๆท่าน

39:14

ก็ทำมาแต่ที่สุดเวลานี้ท่านทั้งหลายเหล่า

39:17

นั้นไม่มีตัวแล้วตายไปหมดเราที่ทำงาน

39:21

ประเภทนี้ก็จะทำได้ชั่วคราวไม่ช้าก็ต้อง

39:24

ตายเช่นเดียวกันอันนี้จัดเป็น

39:27

มรณานุสติกรรมฐาน

39:32

เวลาใดถ้าไม่ง่วงละเวลานั้นต่อไปก็อุทจจก

39:36

กุกุจจะ

39:38

อารมณ์ฟุ้งนอกลู่นอกทางอันนี้มันก็เป็น

39:41

ธรรมดาของบรรดาท่านพุทธบริษัท

39:45

จิตใจของเรานี่มันคบกับอารมณ์พุ้งมาแหลน

39:49

หลายแสนกัปหรือหลายอสงไขยกัป

39:53

เราเกิดมาแล้วนานแสนนานเท่าไหร่ที่เวร

39:55

ว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารเราก็ไม่ทราบ

40:00

ก็ในระยะนั้นตั้งแต่เกิดวาระแรกจนทั้ง

40:03

ปัจจุปัจจุบัน

40:05

จิตของเราก็คบหาคบค้าสมาคมกับไอ้ตัวฟุ้ง

40:08

ซ่านอยู่ตลอดเวลา

40:11

งั้นการฟุ้งซ่านนี่ต้องค่อยๆระงับ

40:15

จะกระโจนจับทีเดียวให้ทำลายพินาศไปอันนี้

40:18

ไม่ได้

40:21

ทำอย่างนี้ถ้าเครียดเกินไปเป็น

40:23

อัตตกิปฐานิโยคพระพุทธเจ้าทรงตำหนิ

40:28

หวังอยากได้ดีเกินไปแกเป็นกามสุขนิกาิโยค

40:32

พุทธเจ้าก็ทรงก็มีบอกไม่บรรลุมรรคผล

40:35

ต้องค่อยๆทำใจสบายๆ

40:39

ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ

40:43

ว่าเราจะถือว่าเราชนะนิวรณ์คืออุทจกุจ

40:47

เสมอไปนไม่ได้

40:50

ส่วนใหญ่อันดับแรกนิวรณ์จะต้องชนะเราไม่

40:53

ใช่เราไม่ใช่เราชนะนิวรณ์

40:57

เพราะอะไรมั้ถ้าภาวนาก็ดี

41:00

พิจารณาก็ดีการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็

41:05

ดีมันจะทรงตัวอยู่ได้ไม่นาน

41:09

เดี๋ยวจิตใจก็ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่ไปตาม

41:12

เรื่องตามราว

41:15

นี้เราจะทำยังไงใหม่ๆต้องทำตามคำแนะนำของ

41:20

องค์สมเด็จพระจอมไตร

41:23

เพราะอันดับแรกอย่าใช้เวลาให้มากเกินไป

41:28

ใช้เวลาควบคุมน้อยๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส

41:32

ว่านับ 1

41:35

จากการภาวนาและลมหายใจเข้าออกก็ได้แล้วก็

41:39

1 2 แล้วก็ 1 2 3 1 2 3 4 1 2

41:46

3 4 5 ไปถึง 10

41:50

ถ้าจิตยังมีการรู้อารมณ์นับประเภทนี้

41:54

ชีวจิตมีสมาธิ

41:57

หรือว่าถ้าเราภาวนาอยู่ก็ภาวนาแค่จิต

42:01

ภาวนาจบหนึ่งขยับนิ้วไว้คราวหนึ่ง

42:05

ขยับนิ้วครั้งหนึ่งถึง 10 ใช้ได้ในช่วง 10

42:10

นี่เราจะไม่ยอมแพ้อารมณ์จงนิวรณ์

42:14

เราจะไม่ยอมให้ใจคิดอย่างอื่นเป็นอันขาด

42:19

ถ้าใจคิดนอกรูปนอกทางจากที่เราภาวนาและ

42:22

พิจารณาเราจะเริ่มต้นใหม่ให้ถึง 10

42:26

ทำอย่างนี้ไม่ช้าบรรดาท่านพุทธบริษัทจิต

42:29

ของท่านจะชิน

42:31

การหักห้ามอุทธจุคจ

42:34

สามารถจะทรงได้เป็นสักครึ่งชั่วโมงละ 1

42:37

ชั่วโมงหลายชั่วโมงก็ได้ทำให้มันชินแต่

42:41

เวลาทำจริงๆถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านจัดจริงๆ

42:44

ให้เลิกเสียอย่าทน

42:48

ถ้าทนน้ำมันจะเป็นโรคประสาทปล่อยใจให้

42:50

สบายๆ

42:52

ถือกล่าวว่าต้องบ้าต้องเครียดต้องเป็นโรค

42:55

สมศาสตร์เครียดเกินไป

42:58

เร่งรัดเกินไปอย่างนี้ไม่ใช้พระพุทธเจ้า

43:01

ทรงห้าม

43:03

ที่บอกไว้แล้วว่า 1 อัตตกิฐานโยกถึงขั้น

43:06

ทรมานนี้ห้ามจะเด็ดขาด

43:09

แล้ว 2 กรรมสุขนิกานิโยค

43:12

เวลาจะทำอยากได้เกินไปก็ทรงห้าม

43:16

ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทาคือสบายๆพอมันเริ่ม

43:20

ไม่สบายก็เลิก

43:23

วันเวลาไม่ได้มีเท่านั้นวันเวลามีต่อไปผม

43:27

กำลังใจดีเริ่มทำใหม่

43:30

แล้วก็เวลาพักผ่อนก็เหมือนกันเคยพักผ่อน

43:33

นอนเวลาไหนนอนเวลานั้นอย่าให้เด็กเกินไป

43:37

การทรมานดึกเกินไปหรือตื่นเร็วเกินไปกว่า

43:40

ที่เคยเคยปฏิบัติอยู่เป็นผลร้าย

43:45

เคยนอนเวลาไหนตื่นเวลาไหนนอนเวลานั้นตื่น

43:49

เวลานั้นแต่ว่าขณะตื่นอยู่ให้จิตมีสติ

43:53

สัมปชัญญะ

43:55

คิดไม่ว่าชีวิตของเรานี้มันต้องตายตาย

43:59

เราจะทรงความดีไม่ยอมให้อารมณ์ร้ายคือ

44:02

นิวรณ์ 5 ประการเข้ามารบกวนใจเรา

44:07

หลังจากนั้นก็พยายามหักห้างกำลังใจนี้ข้อ

44:10

สุดท้าย

44:12

วิจิกิจฉาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

44:15

กล่าวว่าไม่สงสัยในผลของการปฏิบัติคือ

44:18

กุศลกรรมที่เราทำความดีที่เราทำ

44:23

ในการทำความดีขั้นสมาธิบรรดาท่าน

44:27

พุทธบริษัท

44:28

สิ่งที่น่าสงสัยเยอะ

44:31

เพราะว่ามีอารมณ์ใจของเราเปลี่ยนแปลงไป

44:35

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะเดิมทีเดียวใจเรา

44:37

หมกม่นไปด้วยกิเลส

44:39

มันก็ดำมืด

44:42

ไม่มีอะไรสว่างการเจริญพระกรรมฐาน

44:46

ทำจิตเป็นสมาธิถ้าระงับนิวรณ์ 5 ครบถ้วน

44:49

เมื่อไหร่

44:51

สามารถตัดความสงสัยข้างอันดับสุดท้าย

44:54

นิวรณ์ 5 ขอย้อนอีกครั้งหนึ่งคืน

44:57

อันดับแรกไม่เพ่งเล็งโลก

45:02

อวิชชานะขอโทษอันดับแรกกามฉันทะคือเราไม่

45:08

สนใจกับกามคุณ

45:12

กามคุณคือรูปสอยเสียงเพราะกลิ่นหอมรด

45:14

อร่อยสัมผัสระหว่างเพศอันนี้เราเว้นเฉพาะ

45:17

เวลา

45:19

นี่หาว่าคนมีสามีภรรญาแล้วต้องเลิกกันไม่

45:22

ใช่อย่างนั้นเฉพาะเวลาที่เราทำสมาธิิ

45:26

ก็ไปการที่ 2 ความโกรธความบาตประการที่ 3

45:32

ความง่วงประการที่ 4 อารมณ์ฟุ้งซ่าน

45:36

ประการที่ 5 ความสงสัย

45:39

ถ้าขณะใดถ้าเราจิตเราระงับนิวรณ์ 5

45:42

ประการได้ขณะนั้นจิตเป็นฌานคือเป็นปฐมฌาน

45:46

เป็นอันดับแรก

45:48

อาจจะเป็นฌานสูงยิ่งกว่านั้นก็ได้ฉะนั้น

45:51

ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายนิวรณ์ 5

45:55

ประการคือ 1 ความสนใจในกามคุณ

45:58

2 ความโกรธความพยาบาท 3 ความง่วง 4 ความ

46:02

ฟุ้งซ่านรำคาญ

46:04

5 ความสงสัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

46:08

ทรงตรัสว่าทำให้ปัญญาถดถอยถอยหลังไป

46:12

คือความดีมันไม่ปรากฏทำชั่วความชั่วขึ้น

46:15

มาแทนความดีก็ถอยหลังนี้ไปที่สมเด็จพระ

46:20

สมณเจ้ากมพระยาอชรยานโลรสท่านแปลว่าเป็น

46:23

คุณชาติกั้นความดีนั่นถูกต้องกั้นแล้วไม่

46:27

ได้ทรงตัวความดีมันถอยไปด้วยอย่าให้มีกับ

46:30

ใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

46:33

แต่มันก็ต้องมีมันมีอยู่บ้างแต่ว่าเวลา

46:37

ที่เราจะใช้กำลังใจเมื่อไหร่ให้นิวรณ์

46:39

ระงับทันที

46:42

ยามปกติก็มีความรักในระหว่างเพศความไม่พอ

46:46

ใจก็มีอยู่ความง่วงก็ต้องมีอารมณ์ฟุ้ง

46:49

ซ่านก็ต้องมีความสงสัยเรื่องราวต่างก็

46:52

ต้องมีแต่ว่าพอจะใช้กำลังความดีของจิต

46:57

ขึ้นมาจะระงับทันที

47:00

ความสงสัยนี่เราไม่สงสัยเฉพาะผลความดีใน

47:04

ด้านกุศลเท่านั้น

47:07

อย่างนี้จิตจะเป็นฌานสมาบัติทันที

47:12

หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระภกวันเมื่อกี้

47:14

นี้ย่องเอาพรหมวิหาร 4 ไปพูดในแทน

47:18

กรรมฉันทะซะนานก็โปรดทราบด้วยนะต่อมาก็

47:22

ให้ทรงพรหมวิหาร 4 ตอนนี้น่ะสำคัญมาก

47:25

บรรดาท่านพุทธบริษัท

47:28

ถ้าทุกคนบุคคลใดทรงละนิวรณ์ 5 ได้ระงับ

47:32

ได้แล้วพรหมวิหาร 4 ทรงตัวศีลของท่านจะ

47:37

บริสุทธิ์

47:39

เรื่องศีลนี้ไม่ต้องห่วงบริสุทธิ์แน่นอน

47:43

เพราะใจเยือกเย็นสมาธิก็อย่าทรงตัวเรื่อง

47:46

ฌานนี่ทรงตัวตลอดวันการทรงฌานนี้ไม่ใช่

47:50

หลับตาปีนะจิตจะทรงฌานสงบๆอยู่เรื่อยๆ

47:55

ต้องการใช้ฌานสมาบัติเมื่อไหรใช้ได้ทันที

48:01

แล้วก็นถ้าจิตทรงฌานแล้วบรรดาท่าน

48:03

พุทธบริษัทถ้าจะฝึกทิพยุขก็ดี

48:06

ปุพเพนิวาสานุตญาณ

48:08

ก็ดีเป็นของง่ายมาก

48:11

พื้นฐานสำคัญอยู่ที่แค่เปลือกเนี่ยเปลือก

48:14

กับสะเก็ด 2 อย่างสำคัญมาก

48:18

ถ้าสะเก็ดดีเปลือกดีท่านไม่ต้องห่วงอะไร

48:21

ทั้งหมดเรื่องฌานโลกียหรือว่าการตัด

48:25

สังโยชน์เป็นของไม่หนักสำหรับท่าน

48:29

มาคุยกันต่อไปขั้นที่ 2 องค์สมเด็จพระจอม

48:32

ไตรกล่าวถึงนกล่าวถึง

48:36

เ่อพรหมวิหาร 4

48:39

พรหมวิหาร 4 คือ 1 ความรัก 2 ความกรุณา

48:44

2 เมตตา 1 เมตตาความรัก 2 กรุณาความ

48:48

สงสาร

48:49

4 มุทิตาการมีจิตอ่อนโยน 5 อุเบกขามี

48:52

อารมณ์บางเฉย

48:56

ท่านบอกว่าให้แนะนำกับบรรดาท่าน

48:59

พุทธบริษัท

49:01

ท่านบอกว่าคนทุกคนตื่นขึ้นมาเช้า

49:05

ลืมตาขึ้นมาใหม่ๆใช้อารมณ์ใจทำจิตให้เป็น

49:10

สุขคิดว่าคนในโลกทั้งหมด

49:14

แล้วก็สัตว์ในโลกทั้งหมดเราจะเป็นมิตรที่

49:17

ดีสำหรับเขา

49:20

เราจะไม่ประกาศตนเป็นเวรเป็นศัตรูกับ

49:23

บุคคลผู้ใด

49:26

และยังมีกำลังใจในด้านความรักคนสัตว์ทั้ง

49:29

หมดเสมอด้วยตัวเราเอง

49:32

คิดว่าอย่างนี้นะ

49:35

การที่ 2 เราจะมีกรุณาความสงสารปรารถนาจะ

49:40

เกื้อกูลคนสัตว์ทั้งโลกให้มีความสุข

49:44

ตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ไอ้การทำเนี่ย

49:48

การสงเคราะห์ไม่ได้หมายว่าให้ของเสมอไป

49:52

อาจจะเป็นการแนะนำแสดงความยินดีมีความ

49:55

หวังดีก็เป็นการสงเคราะห์อยู่ในใจ

50:00

อย่างนี้ก็ใช้ได้

50:03

การนี้สามีมุทธุตาจึงจิตไม่อิจฉาหรือ

50:06

เสียยาใคร

50:10

เห็นคนอื่นได้ดีพอยินดีด้วยทำจิตใจให้

50:13

ชุ่มชื่น

50:16

แล้วก็ข้อ 4 อุเบกขามีอารมณ์บางเฉย

50:20

เฉยในการกระทำของบุคคลอื่น

50:24

เฉินในเฉล

50:26

ของเราที่เคลื่อนไป

50:29

มันหมายความว่าถ้าเขาได้ดีเราก็เฉยไม่

50:32

อิจฉานิสยาเขาจิตๆพอยินดีด้วยแต่ว่าไม่

50:36

กลั่นแกล้ง

50:38

ถ้าใครเพื่องพ้ำด้วยความลำบากไม่ซ้ำเติม

50:42

ให้ลำบากไปยิ่งกว่านั้น

50:45

ถ้าจิตใจพร้อมกับการมีสงสารมีเมตตาหวังจะ

50:48

สงเคราะห์ถ้ามีโอกาส

50:53

รวมความว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทเมื่อทรง

50:57

สะเก็ดดีแล้ว

50:59

อันดับแรกก็หันจะเข้ามาจิตทรงศีลคือกับ

51:02

พรหมวิหาร 4 ให้ครบถ้วน

51:06

อย่าลืมนะครับสำหรับภิกษุสามเณร

51:10

อย่าคิดว่าศีล 5 มีไว้เฉพาะฆราวาสหรือ

51:14

กรรมบท 10 มีไว้เฉพาะพระฆราวาส

51:18

พระกับเณรไม่สามารถจะทรงศีล 5 บางข้อไม่

51:23

สามารถจะทรงกำบฏ 10 บางข้อได้นมันเลวจัด

51:26

นะก็รับ

51:29

คือมันเลวยิ่งกว่าสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่

51:31

มีอยู่ในโลก

51:34

ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะตายจากความเป็นคน

51:37

ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกไม่ใช่เป็นสัตว์

51:39

เดัจฉานชั้นเลวก็มาเกิดไว้ได้

51:43

ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก

51:47

ฉะนั้นท่านเป็นพระเป็นเณรอย่าทนองตน

51:51

ก็จงอย่าคิดว่าการบวชพระบวชเณรเป็นของดี

51:55

แล้วสำหรับเรา

51:58

ต้องดูจริยาที่เราประพฤติปฏิบัติ

52:02

ว่าขั้นสะเก็ดเราทรงตัวได้ดีแล้วหรือยัง

52:07

ธรรมะอันใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรง

52:10

ตำหนิที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

52:13

ว่าเป็นอุปกิเลสเหตุทั้งหมดทั้ง 2 ตอนที่

52:18

กล่าวมาอาการอย่างนั้นเรายังผืนทำอยู่

52:22

หรือเปล่า

52:23

ถ้าเรายังผืนปฏิบัติยังทำอยู่ข้อใดข้อ

52:27

หนึ่ง

52:29

ก็แสดงว่าเราเลวไม่เข้าถึงสกิจของพระ

52:32

พุทธศาสนา

52:35

การทรงผ้ากาสาวพัสดิอันเป็นธงชัยของพระ

52:38

อรหันต์ก็ถือว่าเป็นการปลอมตนทำความช่วย

52:43

ให้เกิดแก่พุทธศาสนา

52:46

จะถือว่าเป็นกาฝากก็ได้จะถือว่าเป็นสุนัข

52:50

บ้าเข้ามาอยู่ในฝูงสุนัขดีก็ได้

52:54

ทำสุนัขดีทั้งหลายให้มัวหมองทำสุนัขดี

52:58

ทั้งหลายให้เกิดมีความเดือดร้อน

53:02

และก็ทำลายความดีของพระพุทธศาสนา

53:07

เรื่องยศฐาวรรดาศักดิ์

53:09

พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าเป็นโลกธรรม

53:13

ใครท่านมียศถาวดาศักดิ์ก็อย่าไปติเตียน

53:16

ท่านเพราะว่ามีผู้ถวาย

53:21

จัดไว้เป็นความดีส่วนหนึ่งของท่านแต่ว่า

53:23

ท่านติดยศถาวดาศักดิ์เกินไปถือว่าเป็น

53:26

ความเลวของท่าน

53:29

เมื่อท่านจะดีหรือท่านจะเลวให้มันเป็น

53:31

เรื่องของท่าน

53:34

เราก็ไว้ส่วนใดที่เป็นอุปกิเลสอย่าเวลา

53:37

มองคนน่ะอย่ามองเฉพาะเปลือกนอก

53:41

มองในด้านจติยาแต่ว่าก็ถ้าเค้ามีจริยาดี

53:45

ถูกต้องขั้นสะเก็ดก็ดีขั้นเปรียดก็ดีเรา

53:49

พยายามจำเอามาประพฤติปฏิบัติ

53:53

เห็นว่าเ้าไปชนอุปกิเลสเข้าเราก็จำเหมือน

53:57

กันจำสำหรับละเพื่อเรา

54:01

ฉะนั้นขอบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลายและ

54:04

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

54:08

จงรักษากำลังใจทั้ง 2 ประการนี้ครบถ้วน

54:13

ขั้นต่อไปขั้นหน้าในขั้นเปลือกก็ดีเอขอ

54:17

โทษในขั้นกะพีก็ดีในขั้นแก่งก็ดีมีความ

54:21

สำคัญกับบรรดาท่านพุทธบริษัทมากและขอท่าน

54:26

ทั้งหลายจงอย่าลืมว่าตามที่นำเอาสูตรมา

54:29

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระ

54:32

สัมมาสัมพุทธเจ้า

54:35

ที่ทรงยืนยันว่าตถาคตสอนคนอย่างนี้

54:40

และท่านผู้รับคำสอนได้บรรลุมรรคผล

54:44

สมความที่ตั้งใจอันนี้อย่าลืมนะครับต่อ

54:49

นี้ไปหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่เปะปะ

54:53

คงจะไม่ทำอะไรเปะปะเปะปะสร้างความเสียหาย

54:56

ให้เกิดขึ้นกับตัวใจของตัวเองและบุคคล

54:59

อื่นและพระพุทธศาสนา

55:03

สำหรับเรื่องจริยาและวาจามีความสำคัญ

55:08

อย่าพลิกแพลงคำสอนขององค์สมเด็จพระ

55:10

สัมมาสัมพุทธเจ้า

55:14

เรื่องเทวดาก็ดีเรื่องสวรรค์ก็ดีเรื่อง

55:16

พรหมก็ดีเรื่องนิพพานก็ดีนรกอสุรกาย

55:19

ก็ดีมีในพระพุทธศาสนา

55:23

พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่ามีและทุกเรื่อง

55:26

ของพพุทธเจ้าจะเกี่ยวข้องกับพระเทวดาอยู่

55:28

เสมอ

55:31

ฉะนั้นถ้าไปที่ยินใครเพูดว่าเทวดาไม่มี

55:34

เทวดาเป็นรายเสียแล้วก็อย่าไปเชื่อเขา

55:39

แล้วก็จงเข้าใจว่าท่านผู้นั้น

55:42

ท่านยังเข้าไม่ถึงสะกดของพระพุทธศาสนาก็

55:46

จงอย่าสนใจ

55:49

ทรงอุเบกขาไว้อย่าซ้ำเติมกันอย่าไปกล่าว

55:53

โจโจทย์โทษให้เกิดความสะเทือนใจจะเลวไป

55:57

มากกว่านั้น

55:59

คนเลวประเภทนั้น

56:02

เค้าไม่มีความรู้สึกตัว

56:05

เราจะต้องปล่อยเค้ามีความรู้สึกตัวไปเอง

56:10

เรามีการต้องการอย่างเดียวคือ 1 รักษา

56:13

สะเก็ดให้ทรงตัว

56:16

รักษาศีลให้ทรงตัว

56:20

ระงับตีวร 5 ให้ระงับได้ทันทีทันใดที่เรา

56:23

ต้องการรักษาต้องการระงับ

56:27

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรหมวิหาร 4

56:31

พรหมวิหาร 4 นี้ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องมี

56:34

พรหมวิหาร 4 ตลอดจนกว่าจะหลับ

56:38

ให้มีสติสัมปิัญญะให้สมบูรณ์แบบว่าสม

56:40

พรหมวิหาร 4 มีอะไรบ้างคือ 1 รัก

56:44

จิตเราจะมีอารมณ์รักคนในสัตว์ในโลกเหมือน

56:48

กับตัวของเรา

56:50

จิตเราจะมีความสงสารคนสัตว์ในโลกเท่ากับ

56:53

สงสารตัวเรา

56:56

จิตเราจะไม่อิจฉาริษยาใครเห็นคนอื่นได้ดี

56:59

พอยินดีด้วย

57:01

จิตเราจะทรงความอุเบกขาไม่ซ้ำเติมบุคคล

57:05

ผู้ใดเมื่อเพี้ยงพร้ำ

57:07

แม้แต่ร่างกายของเรามันช้ำลงไปทุกวันทุก

57:10

วันเราก็วางเฉยถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

57:14

ว่าธรรมดาของร่างกายต้องมีสภาพชอกช้ำแบบ

57:18

นี้เป็นปกติเอาล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท

57:23

เวลาหมดแล้วหวังว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทคง

57:26

จะทบทวนในด้านสะเก็ดกับเปลือกให้ส่งตัว

57:32

ให้ได้กำลังใจส่วนใดที่ฝ่าฝืนความดีขั้น

57:37

เสขั้นสะเก็ดและขั้นเปลือกขอทุกท่านจงลง

57:42

โทษตัวเองว่าเลวเกินไปสำหรับพระพุทธศาสนา

57:47

พยายามสร้างความดีต่อไปอาลบรรดาท่าน

57:49

พุทธบริษัททั้งหลายโดยหน้ามองดูเวลาหมดพ

57:54

หมดพดีก็ขอยุติไว้ได้เพียงเพียงเท่านี้ขอ

57:58

ความสุขสวัสดิวิภัตนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมี

58:03

แด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนเป็นผู้รับฟัง

58:06

ทุก

Interactive Summary

ในวันนี้พระธรรมเทศนาเน้นย้ำถึงปฏิปทาแห่งความดีในพระพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็นสามระดับคือ 'เปลือก' 'กระพี้' และ 'แก่น' ผู้เทศน์เน้นย้ำความสำคัญของการไม่ดูถูกขั้น 'กระพี้' เพราะเป็นรากฐานของความดีในขั้นต่อๆ ไป ในส่วนของ 'เปลือก' ซึ่งเป็นเรื่องที่เทศน์ในวันนี้ พระองค์ทรงยกทุมริกาสูตรมาอธิบายถึงสังวร 4 ประการ (การไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, ไม่พูดเท็จ, ไม่เสพกาม) และกล่าวถึงความสำคัญของศีล 5 และกรรมบท 10 สำหรับอุบาสก อุบาสิกา พระภิกษุ และสามเณร รวมถึงการทำความเข้าใจในนิวรณ์ 5 (ความเพ่งเล็งในโลก, พยาบาท, ถีนมิธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการชำระจิตให้บริสุทธิ์และเข้าถึงฌาน ท่านยังเน้นย้ำถึงการมีสัมมาทิฏฐิ และการไม่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยืนยันว่าเทวดามีอยู่จริงในพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรมควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหมเกินไป และเน้นการสำรวมระวังทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อสร้างความดีตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงสุด

Suggested questions

7 ready-made prompts