อยากเป็นผู้ทรงฌานต้องฟัง! เคล็ดลับรักษาใจฉบับหลวงพ่อฤาษีฯ
993 segments
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
สำหรับวันนี้วันที่บันทึกเป็นวันที่ 7
ตุลาคม 2527
เอ่อวันนี้ก็คงจะบันทึกตอนปฏิปทาที่องค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงตรัสว่าการปฏิบัติเข้าถึงความดีตอนนี้
เป็นด้านของกระเปือก
สำหรับตอนที่เป็นกะพี้บรรดาท่านทั้งหลาย
พระก็ดีฆราวาสก็ดีโปรดทราบ
ว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานและทำความดีในพระ
พุทธศาสนา
จงอย่าเหยียดหยามกระพี้
ถ้าความดีขั้นกระพี้ของท่านไม่มี
ความดีขั้นเปลือกของท่านก็ไม่มีเหมือนกัน
ฉะนั้นระบบการปฏิบัติของบรรดาท่าน
พุทธบริษัทและบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้ง
หลาย
ให้สนใจตอนกะพิให้มาก
เพราะเกี่ยวกับกำลังใจของบรรดาท่าน
พุทธบริษัทจะเข้าถึงความดี
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนใดที่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็น
อุปกิเลส
หรือว่าการปฏิบัติที่ไร้ผล
ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
จงพยายามยึดเอ่อก็ละอย่างนั้นเด็ดขาด
ถ้ามันละไม่ได้จริงๆก็ยับยั้งไว้แค่ในใจ
ค่อยๆปลดไป
หลังจากนั้นก็มาดูปฏิปทา
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะ
นำด้านความดีถึงกพี
แล้วก็สำรวจตัวเองว่าเราที่อยู่ในพระ
พุทธศาสนา
ความดีที่เราปฏิบัติมานี่ถึงสะกิดความดี
ของพุทธศาสนาแล้วหรือยัง
ถ้าขั้นสะเก็ดเรายังเอาดีไม่ได้
ความดีต่อไปก็ยังไม่มีกับเรา
ฉะนั้นในฐานะที่เป็นท่านทั้งหลายเป็นสาวก
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็จงอย่าคิดว่าเราจะทำวันเดียวสำเร็จ
ค่อยๆทำไปสิ่งไหนบกพร่องก็พยายามระงับ
สิ่งนั้นถ้าตั้งใจว่าเราจะไม่ทำสิ่งนั้น
ต่อไป
วันหลังมันอาจจะลืมอาจจะเผลอเผลอคิดมัน
ได้ก็คิดว่าต่อนี้ไปเราจะไม่ทำอย่างนั้น
ให้ถือไปอธิษฐานบารมีให้ทรงตัวแล้วมี
สัจจบารมี
แล้วก็จงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์
แบบเวลาจะพูดเวลาจะทำหรือเวลาจะคิด
ก็คิดใคร่ครวญเสียก่อนว่าวันนี้มันดีหรือ
ไม่ดีที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าางการปฏิบัติ
ล้มเหลวปฏิปทาแรก
และปฏิปทาตอนที่ 2 เป็นการปฏิบัติตรงกับ
ความดี
แต่ว่าใช้กำลังใจไม่ถูกต้องเกาะตัวเกินไป
หวังลาภสักการะเกินไปหวังชื่อเสียงเกินไป
มีอารมณ์อิจฉาริษยาคนอื่นมากเกินไป
รวมความว่าทนงตัวมากเกินไปนี่ใช้ไม่ได้
วันนี้คอแยกเต็มที
สำหรับนี้ไปก็จะขอนำเอาทุมริกาสูตรในด้าน
กพีมาพูดกับบรรดาท่านพุทธบริษัทตามที่
พุทธเจ้าท่านทรงตรัส
เป็นกล่าวว่านิโครธปรีภาชก
กราบทูลว่าอันนี้เป็นหน้า 35 ในบริกาสูตร
พระไตรปิฎกเล่ม 11
นิขานิโคทปริพาชกกราบทูลว่าข้าแต่พระพระ
องค์ผู้เจริญ
การหน่ายบาปด้วยตบะ
เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น
ด้วยเหตุเพียงเท่าไหร่พระเจ้าข้าขอประทาน
บวกขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงให้ข้าพระองค์ถึงยอดถึงแก่นแห่งการ
หน่ายบาปด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ
อันนี้นี่โคทับปริภาชกท่านขอให้พุทธเจ้า
เทศน์และแสดงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส
ว่าดูก่อนนิโทธะ
บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้เป็นผู้สังวรแล้ว
ด้วยสังวร 4 ประการ
สังวร 4 ประการนั้นเป็นไฉนท่านตรัสว่าดู
ก่อนนิโธะ
บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ 1 ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ใช้บุคคลอื่นฆ่าสัตว์
เมื่อบุคคลอื่นฆ่าสัตว์แล้วเป็นผู้ไม่ดี
ใจ
2 ไม่เอาสิ่งของของที่เจ้าของเค้าไม่ได้
ให้
และก็ไม่ใช้ผู้อื่นถือสิ่งของที่เจ้าของ
ไม่ได้ให้
เมื่อผู้อื่นถือสิ่งของที่เจ้าของที่เขา
ไม่ได้ให้แล้วก็ไม่ดีใจ
3 ไม่พูดทิศ
ไม่ใช้บุคคลอื่นให้พูดทิศ
เมื่อผู้อื่นพูดเท็จแล้วก็เป็นผู้ไม่ดีใจ
4 ไม่เสพกามกามคุณ
ไม่ใช้บุคคลอื่นเสพกามคุณ
เมื่อผู้อื่นเสพกามคุณแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ
แล้วทรงตรัสต่อไปว่าดูก่อนนิโครทะ
บุคคลผู้มีตบะ
เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร 4 ประการการคำ
ว่าสังวรนี้ได้แก่การระวังนะ
อย่างนี้มาดูก่อนนิโทธะ
เพราะว่าบุคคลผู้มีตบะเป็นผู้สังวรแล้ว
ด้วยสังวร 4 ประการ
ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงเป็นลักษณะของ
เขาเพราะว่าเป็นผู้มีตบะเขารักษายิ่งซึ่ง
ศีล
ไม่เวียนมาเพื่อเพศอันเลวทราม
เขาเสพเสาสะอันสงัดคือป่าโคนไม้
ภูเขาซ่อเขาถ้ำภูเขาป่าช้าป่าชัดในที่
แจ้งลอมฟางและก็ในปัในเวลาฉันปัจฉาพัคือ
ฉันอาหารเสร็จหรือกินข้าวเสร็จเขากลับจาก
บิณฑบาตแล้วนั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตไว้เฉพาะหน้า
เขาละความเพ่งเล็งในโลกเสียแล้ว
มีใจปราศจากการเพ่งเล็งย่อมชำระจิตให้
บริสุทธิ์จากการเพ่งเล็งได้
แล้วก็ละความประทุษร้ายคือพยาบาท
ไม่พยาบาทมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ย่อมชำระจิตให้
บริสุทธิ์จากความประทุษรร้ายคือพยาบาทได้
ละถีมิธะแล้วเป็นผู้ปราศจากถีมิธะ
มีความกำหนัดหมายอยู่ในที่แสงสว่างมีสติ
สัมปชัญญะอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
ถีนวิมิธะได้
ละอุทธัจจะกุกุจเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีจิต
สงบ
ณภายในอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
อุทจกกุกุจได้
ละวิจิกิจฉาเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา
ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้
เขาละนิวรณ์ 5 เหล่านี้เป็นอุปกิเลสแห่ง
ใจที่ทำให้ปัญญาถอยหลัง
มีใจประกอบเป็นด้วเมตตาแผ่ไปในทิศที่ 1
ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รวมความว่าในทิศทั้ง
ปวงขอเปิดกระดาษนิดนึง
ในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบด้วยเมตตา
อันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้
เป็นผู้ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียนอยู่เขามีใจประกอบ
ด้วยกรุณา
แผ่ตลอดไปในทิศที่อยู่
ที่ทิศที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็เหมือนกันตาม
ในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้องล่างทั้ง
เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์เอ่อทั่ว
สัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบ
ด้วยกรุณาอันไพบูลย์
ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณไม่ได้ไม่มีเวร
ไม่มีการเบียดเบียนอยู่เขามีใจประกอบไป
ด้วยมุทิตาทุตา
เขามีใจประกอบไปด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศ
หนึ่งอยู่ทิศที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็เหมือน
กันตามในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้องล่าง
ทั้งเบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก
สัตว์ทุกข์เหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจอัน
ประกอบด้วยมุทิตา
ท่านไพบูลย์
ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้
ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่เขามีใจ
ประกอบเป็นอุเบกขา
แผ่ไปในทิศที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็
เหมือนกันตามในนี้ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้อง
ล่างทั้งเบื้องขวาง
แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุก
สถาน
ด้วยใจอันประกอบเป็นรูป
อันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้
ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่
แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสถามนิโครธะว่า
นิโครธะ
ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นเช่นไฉน
ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยตบะจะ
บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์
มีครูทัพรีภากราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ
เมื่อเป็นเช่นนี้การหน่ายบาปด้วยความ
เพียร
บริสุทธิ์แน่แท้ไม่บริสุทธิ์ก็หาไม่ได้
เค้ายืนยันว่าบริสุทธิ์แน่ถึงแก่นแน่เป็น
กิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่นพระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสว่าดูก่อนนิโธะ
การหน่ายบาปด้วยตบะด้วยเหตุเพียงเท่านี้
เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่นก็หามิได้
ที่แท้แล้วก็เป็นกิริยาที่ถึงเปรียกเท่า
นั้นสำหรับเกษตรหน้านี้ก็จะขอว่ากันแค่
เปลือกจะขอให้ย้อนปฏิปทาเพื่อบรรดาความ
เข้าใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท
เพราะว่าการปฏิบัติกรรมฐานมีความสำคัญ
คือการทำความดีในพระพุทธศาสนานี่สำคัญที่
กพีและเอที่ขอโทษ
อ่าสำคัญที่เสก็ดแลก็เปลือก
ถ้าสะเก็ดดีแล้วเปลือกดีท่านถือว่าเป็น
ผู้ทรงฌาน
สำหรับตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงเปลือก
นี้
ในตอนต้นสมเด็จพระทศพลทรงปรารภว่าทุกคนจะ
ต้องมีการระมัดระวังในนิวรณ์ 4 คือระวัง 4
คือการไม่ฆ่าสัตว์ไม่รักทรัพย์ไม่พฤติผิด
ในกาม
ด้วยตนเองหรือว่ายินดีเมื่อบุคคลอื่นๆเขา
ทำแล้ว
เอ่อสำหรับจุดนี้ก็ต้องขออธิบายหน่อย
เพราะว่าผู้ฟังมีปฏิปทาไม่เหมือนกันแต่
สำหรับผู้ฟังที่มีปฏิปทาตรงไปตรงมาไม่น่า
เป็นห่วง
ด้วยว่าทุกคนเป็นคนดีอยู่แล้วสำหรับท่าน
ผู้ฟังที่ยังขาดความเข้าใจขาดความเข้าใจ
ตามความเป็นจริง
คิดว่าพระพุทธเจ้าแนะนำให้คนเราปฏิบัติ
แค่ 4 อย่าง
อย่างอื่นทำได้อย่างข้อว่าสุราเมร
พุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้าม
ตอนนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟัง
โปรดทราบว่าท่านพูดกันระหว่างนักสอนศาสนา
กับนักสอนศาสนา
รวมความว่าระหว่างศาสดาต่อศาสดา
เพียงแค่แนะนำกันเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว
ฉะนั้นสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับ
ฟังผู้ปฏิบัติดี
ถ้าเป็นสามเณร
ต้องทรงศีล 10
แล้วก็มีเสียวอีก 75 เป็นเครื่องนักระงับ
จริยา
บรรดาพระจะต้องมีสิกขาบท 227 แล้วก็มี
อภิสมาจารย์ร่วมด้วย
สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทในขั้นต้นจะต้อง
มีศีล 5 ครบและก็มีกำบฏ 10 ครบถ้วนด้วย
สำหรับกำบฏ 10 นี่ทั้งพระทั้งเณรก็ต้อง
ปฏิบัติด้วยเหมือนกัน
ถึงแม้ว่าจะมีศีลมากกว่าแต่อย่าลืมว่า
จริยาที่เลวพระของพระของเณรก็มีอยู่มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเท่าที่เคยเห็นแม้แต่
กำบฏ 10 ก็ไม่มี
บางทีบางรูปศีล 5 ยังไม่มี
ถ้ามีปฏิปทาอย่างนี้ก็ถือว่าเราเป็นผู้
ร่วมกันทำลายพระพุทธศาสนา
สำหรับในกำบท 10 ท่านกล่าวไว้ว่าข้อ 1
เราจะไม่ฆ่าสัตว์
แล้วก็ถือว่าเราจะไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง
ไม่ใช้คนอื่นฆ่าไม่ยินดีเหมือนเขาฆ่าแล้ว
ไม่รักไม่ขโมยของใครด้วยตนเองไม่ใช้ว่าคน
อื่นรักขโมยหรือโกงไม่ยินดีเมื่อเขาทำ
แล้ว
และก็ไม่ทำกาเมสุมิจฉาจารย์
ด้วยตนเองไม่ยุให้คนอื่นทำไม่ยินดีเมื่อ
เขาทำแล้ว
ในด้านทางกายนะก็ต้องต่อศีล 5 เข้ามาอีก
นิดนึงเราจะไม่ดื่มสุรามีรด้วยตนเองและ
ไม่ใช้บุคคลอื่นดื่มจะไม่ยินดีเมื่อเค้า
ดื่มแล้ว
สำหรับด้านวาจามีความสำคัญมาก
พระพุทธเจ้าทรงตรัส
ว่า 1 เราจะไม่พูดปด
เราจะไม่พูดคำหยาบจะไม่พูดคำส่อเสียดจะ
ไม่พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์
วาจาทั้ง 4 ประเภทนี้จำเป็นบรรดาท่านทั้ง
หลายมีความจำเป็นมาก
จะต้องระมัดระวังให้มากวาจาที่พูดปดมด
เท็จจะต้องไม่มีสำหรับแก่เหล่าเราเรา
พุทธบริษัท
และก็วาจาที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่
บุคคลอื่น
คือวาจาหยาบคายก็ต้องไม่มีเหมือนกัน
แล้ววาจาที่ไร้ประโยชน์วาจาที่ส่อเสียด
ได้แก่นินทาชาวบ้าน
หรือว่าทำให้ชาวบ้านแตกร้าวกันด้วยการแนะ
นำ
แนะนำผิดๆพลัดพลาดจากคติของพระพุทธศาสนา
ได้ประกาศตนว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระ
สัมมันทา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันนี้ต้อง
ระมัดระวังแล้ววาจาใดที่ไร้ประโยชน์จง
อย่าพูดเรื่องวาจานี้มีความสำคัญมาก
และสำหรับการด้านจิตใจองค์สมเด็จพระจอม
ไตรทรงตรัสว่าจงอย่าเพ่งเล็ง
มโลกทั้งหมดคืออภิชชา
อภิชชานี่ในพระไตรปิฎกท่านแปลดีมากบอกว่า
จงอย่าเพ่งเล็งโลกทั้งสิ้นนั่นก็หมายความ
ว่าขึ้นชื่อว่าสมบัติใดที่เป็นของชาวโลก
คือสิ่งที่มีชีวิตก็ดีสิ่งที่ไม่มีชีวิต
ก็ดีแม้แต่ร่างกายของเรา
ที่มันสร้างมาด้วยธาตุ 4 เราไม่สนใจในมัน
คำว่าไม่สนใจก็หมายความว่าต้องเลี้ยงมัน
มันหนาวก็ต้องหาผ้าห่มให้มัน
ร้อนขอหาของทำความเย็นให้หิวหาอาหารให้
ป่วยไข้ไม่สบายรักษาบำรุง
ธนุนตามสมควร
แต่ก็ต้องมีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า
ร่างกายนี้มันตายไม่ช้ามันก็พัง
ในเมื่อมันพังแล้วระยะเกาะอะไรต่อไปอีก
ไม่สนใจมันเลย
นั่นก็หมายความถ้าป่วยเรารักษาที่จะตายก็
เชิญ
นายจะตายเมื่อไหร่ก็เชิญตายซิยังไงก็เกิด
มาเพื่อตายอยู่แล้วแต่ก่อนจะตายเราต้องทำ
ความดีให้ครบถ้วน
แล้วประการที่ 2 ไม่พยาบาทคือไม่โกรธไม่
จองล้างจองผลานซึ่งกันและกันนี่ทางด้าน
ของกำลังใจ
เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้นคิดว่าคนทุกคน
เกิดมาในโลกมีความปรารถนาหาดีด้วยกันทั้ง
หมด
ที่เทำพลาดพลั้งไปเพราะว่ากรรมที่เป็น
อกุศลให้ผลฉะนั้นเราในฐานะที่เป็นสาวกของ
องค์สมเด็จพระทศพล
เราพร้อมที่จะให้อภัยกับคนผิดเว้นไว้แต่
คนใต้บังคับบัญชา
ที่ปฏิบัติผิดระเบียบวินัยนี่อันนี้ต้อง
ลงโทษ
เพราะถือเป็นระเบียบสิ่งนอกเหนือเป็น
ระเบียบเป็นเรื่องส่วนตัวเราไม่ทำให้เรา
ให้อภัย
แล้วก็การที่ 3 หน้าจิตใจองค์สมเด็จพระ
จอมไตรทรงตรัสว่าทำความเห็นให้ถูกคือ
สัมมาทิฏฐิ
เราก็ยอมรับตามความเป็นจริงอย่างสั้นๆ
ง่ายๆรับเบื้องต้น
สำหรับท่านพุทธศาสนิกชนนี้เข้าถึงเข้าถึง
อเปลือกตนนี้นะเอาปัญญาตัวนี้เป็นตัว
ปัญญาเอาแค่ปัญญาถึงเปลือกกันหรือว่า
ปัญญาถึงเปลือกนี้ก็มีความรู้สึกว่า 1
การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นของดี
เพราะเราเองต้องมีความเมตตาปราณีซึ่งกัน
และกัน
การเมตตาปราณีการรักกันเป็นปัจจัยให้เกิด
ความสุขนี่ปัญญา 2 การไม่รักไม่ขโมยไม่ยึ
ย่างทรัพย์สมบัติของเขาเป็นของดีเพราะการ
ทำอย่างนั้นเป็นการประกาศความเป็นศัตรู
เข้าหากัน
ถ้าเรามีความสันโดษยินดีเพราะทรัพย์สิน
ที่เรามีอยู่เป็นของดีเป็นปัจจัยให้เกิด
ความรัก
3 ขึ้นชื่อว่าคนรักเราจะไม่ยุ่งในการ
ทำลายจิตใจของบุคนอื่นเรารักคนรักของเรา
เช่นใดเขาก็รักคนรักของเราเช่นนั้นใน
เมื่อเราหวงแหนความรักของเราเช่นใดเขาก็
หวงแหนความรักของเขาเช่นนั้นเราก็ไม่ทำ
ยับยั้งพอใจเฉพาะคนรักของเรายังไม่มีคน
รักของเราก็ถือสำโดษไปเรื่อยๆ
อย่างนี้ก็เป็นกำลังใจให้เกิดความรัก
แล้วก็การดื่มสุรามีไรเป็นของเลว
เสียเงินเปล่าเสียทรัพย์สินเปล่าแล้วก็
ไร้ประโยชน์มีแต่โทษคือเกิดความประมาท
เกิดโรคที่ตามความรู้สึกของเรา
หลังจากนั้นสำหรับวาจาวาจามีความสำคัญเรา
ต้องพูดตามความเป็นจริง
แต่ความเป็นจริงนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท
ต้องเลือกเวลาพูดเหมือนกัน
ถ้าไม่ตรงกับเวลาไปเจอเอาเวลาที่ไม่สมควร
เข้ามันอาจจะเกิดโทษได้
ฉะนั้นเวลาใดที่ควรจะพูดเวลาที่ใดไม่ควร
จะพูดต้องใช้ปัญญาคือใช้สัมมาทิฏฐิ
เข้าพิจารณาเสียก่อนถ้าว่ากันเรื่องบารมี
ก็ต้องว่ากันถึงปัญญาบารมีต้องใช้ปัญญา
พิจารณาก่อนแล้วว่าควรไม่ควรเป็นประการใด
ประการที่ 2 วาจาใดเป็นวาจาที่สร้างความ
สะเทือนใจแก่บุคคลผู้รับฟัง
เป็นวาจาหยาบที่ความจริงไม่ได้หมายถึงด่า
เสม
อย่างสมัยปัจจุบันเนี่ยบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
มีวาจาสำคัญอยู่วาจาหนึ่งลอยมาทางอากาศ
เสมอ
ว่าเทวดาไม่มีในพระพุทธศาสนา
ในพระพุทธศาสนาไม่มีเทวดา
ไม่เกี่ยวข้องแก่เทวดาไม่ยอมรับนับถือ
เทวดา
และก็ยังประนามบุคคลที่บูชาเทวดาเพราะ
เป็นคนเลว
อย่างเขายกศาลว่าภูมิบูชาภูมเทวดาก็ดี
อากาศเทวดาก็ดีอย่างนี้ประนามอย่างหนัก
วาจาอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นวาจา
ที่ 3 และวาจาที่ 2
วาจาที่ 2 ก็คือเป็นวาจาหยาบสร้างความ
สะเทือนใจแก่บุคคลอื่นไม่ถึงขั้นด่า
แต่ว่าประนามกัน
และก็เป็นวาจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้คน
แตกร้าวกัน
จะทำให้คนในประเทศไทยทั้งชาติแยกเป็น 2
พวก
คือพวกหนึ่งเชื่อเทวดาอีกพวกหนึ่งไม่
เชื่อเทวดา
ความจริงการเชื่อนี่ก็เชื่อมานานแล้ว
การเชื่อว่าเทวดามีก็ไม่มีการไร้ผล
พระองค์สมเด็จพระทศพลก็ทรงยืนยันว่าเทวดา
มี
และนอกจากนั้นก็ยังให้หลักวิชาความรู้โดย
เฉพาะอย่างยิ่งหลักความรู้ในวิชาชา 3 พระ
อภิญญา 6
ทั้ง 2 รายการนี้ถ้าปฏิบัติตามแล้วจะรู้
จักเทวดาได้ดีแล้วก็รู้จักบุญบารมีของ
เทวดาที่บำเพ็ญแล้ว
ไม่ต้องไปดึงเอาสมเด็จพระประทีปแก้วท่าน
ลงมาหรอกพระพุทธเจ้าท่านยืนยันมานาน
แต่ว่าทำไมบุคคลในปัจจุบัน
จึงมีความเข้าใจและพอใจในการพูดอย่างนั้น
แล้วก็มีญาติโยมบางคนมาจากจังหวัด
ปจินบุรี
เพราะว่ามารดาของท่านน่ะแต่ละวันท่านไหว้
ดะ
ท่านไหว้ตลอดไหว้โน่นบ้างนไหว้นี่บ้าง
หลายๆอย่างไหว้เทวดาไหว้ภูมิเทวดาไหว้
อากาศเทวดาไหว้ปู่ย่าตายายไหว้พระไหว้
เซียนถามว่าการไหว้ของคุณแม่ของคุณเนี่ย
มีผลมั้ย
ท่านก็บอกว่าการไหว้ของคุณแม่ของผมมีผล
ครับ
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่า
พ้นจากการค้า
คนที่ค้าของอย่างเดียวกัน
เขาพูดเก่งกว่าเติดต่อเก่งกว่าแต่คุณแพ้
ไม่คุณแม่ไม่เคยแพ้เ้าเลย
อาจจะดีผลเกินไปกว่านั้นท่านหญิงไหว้นี่
แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายความ
เชื่อถือของคนน่ะถ้าท่านเป็นสาวกขององค์
สมเด็จพระทศพลอย่าทำลายจิตใจกัน
และจงเข้าใจว่าคนในโลกนี้มี 4 ประเภท
กำลังใจคืออุคติตัญโญ
วิปติตัญโญนัยยะปทบปรมะ
อุคติตัญญูมีปัญญาเต็มมีความฉลาดมาก
เปลี่งปราชญ์มากแนะนำแค่หัวข้อก็เข้าใจ
วิปติอยู่มีความฉลาดมากแต่ว่าความเฉย
ดีมากแต่ความฉลาดน้อยไปนิดนึงแนะนำหัวข้อ
ไม่เข้าใจแต่ว่าต้องอธิบายก็เข้าใจ
ท่านเนยะประเภทนี้ต้องมีตัวอย่างอย่าง
ถ้าจะไหว้พระต้องมีพระพุทธรูปให้ไหว้
ถ้านิยมปางไหนใครก็ว่าปางไหนชอบปางไหนดี
หาปางนั้นให้
แต่การไหว้เทวดาในความจริงเทวดาพระ
พุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ในมาในกรรมฐาน
ที่เรียกกันว่าเทวตานุสติกรรมฐาน
ให้นึกถึงความดีของเทวดา
นึกถึงความดีของเทวดาแล้วก็นำเอาความดี
ของเทวดามาประพฤติปฏิบัติ
อันดับแรกจริงๆแค่นึกถึงเทวดาก็ใช้ได้
เพราะว่าทุกคนยอมรับนับถือว่าเทวดาเป็น
ผู้ประเสริฐ
เทวดามีสภาพร่างกายเป็นทิพย์เทวดามีความ
สุขเทวดามีอานุภาพตามความเข้าใจถึงจะแม้
จะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตามในเมื่อเขาเข้าใจ
ว่าอย่างนั้นต้องปล่อยไปก่อนแต่ความจริง
การนึกถึงว่าเทวดาก็ไม่เลว
ว่าคนที่จะเป็นเทวดาได้ต้องมีคุณธรรม
อย่างน้อย 2 ประการ
คือมีหิริและอุตตัปปะ
หิริอายแต่ความชั่วพยายามไม่ทำความชั่ว
โอตปะเกรงกลัวผลของความชั่วในเมื่ออาย
ความชั่วกลัวความชั่วเขาก็มีความดีการนึก
ถึงคนดีเป็นปัจจัยให้ปฏิบัติตามคนดีอัน
นี้เป็นจุดหนึ่งฉะนั้นการจะพูดจะคุยกันก็
ดูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปที่ไหน
ไม่เคยทำลายจิตใจใคร
ท่านรู้กำลังใจของคนกำลังใจของคนนี่ไม่
เท่ากัน
อยู่จะไปสอนอภิธรรมอย่างเดียวนะไม่มีใคร
ได้บรรลุมรรคผลหรอก
มันต้องดูกำลังใจของคนว่าเค้าดีขนาดไหน
เขาจะเกาะอันดับไหนได้เกาะสูงให้สูงเกาะ
ได้ขั้นต่ำให้ต่ำ
เป็นอันว่าเกาะได้อันดับไหนให้เกาะอันดับ
นั้นอย่างน้อยที่สุดก็สามารถจะจงกันไปได้
อย่างพระองค์เข้าไปสำนักของชดิดินจะดินเ
บูชาไฟ
องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงยกย่องว่าการ
บูชาไฟเป็นของดี
แล้วเข้าไปสำนักของศุปมานพสุปมานพไหว้ทิศ
สมเด็จพระธรรมสามิกก็ไม่ได้ทรงตำหนิปราบ
ชมว่าการไหว้ทิศเป็นของดีเมื่อความชอบใจ
กันเกิดขึ้นก็ทรงแนะนำว่า
ทิศที่คุณไหว้นี่นะมันเป็นทิศภายนอกท่า
ทางที่ดีแทบไหว้ทิศภายในอีกจะดีมากอย่าง
เรื่องชดินก็เหมือนกันเบูชาไฟเมื่อพระ
องค์ชมว่าดีเ้าก็ชื่นใจแล้วก็ทรงแนะนำต่อ
ไปไฟที่คุณไหว้อยู่นี้มันเป็นไฟภายนอกถ้า
คุณกำจัดไฟภายในอีกจะดีเป็นพิเศษอ่ะบรรดา
ท่านพุทธบริษัท
เราก็มาคุยกันเรื่องของเปรียบเอ่อเรื่อง
ของเปรียบมันยังไม่จบก็จำเป็นต้องคุยกัน
ว่าตอนเปลือกนี่มีความสำคัญบุคคลจะทรงฌาน
หรือไม่อยู่ที่เปลือกนี้เท่านั้นเอาล่ะ
บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านเวลาก็หมดแล้ว
ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์วิภัตนมงคล
สมบูรณ์พูผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ผู้รับฟังทุกท่าน
สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย
วันนี้คงยังเป็นวันที่ 7 ตุลาคม 2526
เป็นวันบันทึกเสียงแต่ว่าผมพระเศษหน้าที่
แล้วมารู้สึกย่ำแย่มาก
เสียงแย่เพราะว่าร่างกายเพียหนักก็ไม่
เป็นไร
สำหรับหน้านี้ก็มาพูดทบทวนกันถึงขั้น
เปลือก
เปลือกความดีที่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส
แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทก็ดี
บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรก็ดี
ก็จงอย่าทิ้งสะเก็ด
พยายามละเลาะสะเก็ดของเราให้ดีเกาะสะเก็ด
ให้ได้เลาะสะเก็ดความชั่วทิ้งไปเกาะ
สะเก็ดของความดี
แล้วก็ถ้าในสะเก็ดของเรายังไม่ดีเพียงใด
ก็จงอย่านึกว่าเปลือกของเราจะมี
เข้าใจตามนี้นะอย่ากระโจนข้ามคิดว่าโดด
เข้ามาแล้วเราจะปฏิบัติด้านปรมัตถบารมี
หรือปริมัตปรมัตถปฏิบัติได้ทันที
ต้องค่อยๆทำลายความชั่วขั้นต้นเสียก่อน
คือกำลังใจที่เลวในด้านของสะเก็ดอย่าให้
มี
ปฏิปทานั้นเป็นปฏิปทาที่ดี
เป็นความดีอันดับแรกของในพระพุทธศาสนา
แต่ว่าเป็นความดีที่หมิ่นเมมากยังไม่เข้า
ถึงความดีที่จริงจัง
ตอนนี้มาเข้าถึงเปลือกเข้าถึงความดีที่
จริงจังถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท
และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายทรง
ทั้งสะเก็ดก็ดีทรงทั้งเปรียกก็ดีได้ทั้ง 2
ประการ
ท่านถือว่าเป็นผู้ทรงฌาน
ผู้ทรงฌานเี่ก็ทรงกันแบบนี้ไม่ไม่ใช่สัก
ว่าเป็นนั่งหลับตาผีไม่ใช่อย่างนั้น
ที่สมเด็จพระสงฆ์ท่านทรงตรัสว่าให้สังวร
คือระมัดระวังในนิวรณ์ในสังวร 4
ก็ผมก็ขอย้ำว่าขอทุกท่านสำหรับสามเณรต้อง
ศีล 10
แล้วก็มีเสคียยวัตอีก 75 เป็นการรักษา
มัญญาต
สำหรับพระต้องเป็นสิกขาบท 227 ร่วมด้วย
พสมาจารย์
แล้วก็สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทขั้นต้นก็
ต้องมีศีล 5 บวกกรรมบท 10
คือบวกกบท 10 ก็หมายความเพิ่มสุราเข้ามา
อีกตัวหนึ่งสำหรับที่คนที่มีจิตหยาบ
คนที่มีจิตหยาบจะคิดว่าสมเด็จพระ
บรมโลกนาถในกบฏ 10 ไม่ได้ไม่ได้ห้าม
สุราเมมีไร
ไปทำข้าวมันจะเป็นโทษหนัก
แล้วก็สำหรับบรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่มี
กำลังใจสูงกว่านั้นท่านจะทรงศีล 8 ก็ดี
เป็นเรื่องของท่านแต่ก็ขอชมว่าดีว่าศีล 8
เป็นศีลพรหมจรรย์ดีมาก
รวมความว่าการระมัดระวังเรื่องศีลมีความ
สำคัญมากเป็นอันดับแรก
จะเห็นว่า 1 สะเก็ดสะเก็ดเป็นกำลังใจให้
โยกโครง
มีการทนงตัวมีการอิจฉามีการอยากได้โลภ
โมโทสัน
อยากเป็นทาสรับใช้ของคนอยากให้คนนั้น
เคารพอยากให้คนนี้นับถือ
ว่ามีคนดีกว่าอิจฉาิษยาเขาทนไม่ได้
แล้วก็มีกำลังใจท่านงอันนี้ใช้ไม่ได้
ต้องตัดทิ้งไปให้หมด
ต้องนั่งไล่เบี้ยให้หมดเรับว่าสะเก็ดที่
พุทธเจ้าว่าเกาะสะเก็ดมีผลดีแค่สะเก็ดมี
อะไรบ้าง
ระมัดระวังใจให้ทรงตัวนี้มามีมาเปลือก
เปลือกก็ได้ 1 ศีล
2 ระงับนิวรณ์
แล้วก็ 3 ทรงพรหมวิหาร 4
ผมจะพูดย่อๆที่ท่านอธิบายบายไว้ในพระ
ไตรปิฎกอาจยาวเกินไปสำหรับบรรดาท่าน
พุทธบริษัทรับฟังบางท่าน
อย่างที่เรียกว่าเข้าไปในป่าช้าบ้างป่า
ชัดบ้างไปที่ว่างเปล่าบ้างไปที่ลอมฟังไว้
ที่แจ้งบ้างจะไม่ไหวสำหรับเรา
แล้วก็บางท่านคิดว่าหลังจากบริโภคอาหาร
เช้าแล้วเราไม่ใช่พระ
ถ้าพระมีความจำเป็นหลังจากฉันพัตาหารช้า
เช้าแล้วทำวัดสวดมนต์เสร็จ
แต่งานการที่จำเป็นไม่มีควรตั้งกายให้ตรง
ดำรงจิตให้มั่นทำใจสูงตามพระพุทธเจ้าทรง
แนะนำ
อันนี้เป็นการทรงฌานสำหรับญาติโยม
พุทธบริษัททรงฌานทำยังไง
ก็รวมความว่ามีกรรมบท 10 แล้วก็มีศีล 5
ครบ
1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่รักทรัพย์ 3 ไม่พูด
ผิดในกาม 4 ไม่ดื่มสุรามีร
ทางด้านกายทั้งบ้านวาจาก็ไม่พูดเท็จไม่
พูดวาจาหยาบไม่ยุยันแต่แคงแสะให้เกิดความ
แตกร้าวกันสร้างความเข้าใจผิด
วาจาที่ไร้ประโยชน์
แลสำหรับด้านจิตใจจิตใจก็ไม่เพียงเล็งโลก
คิดว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์
โทโลกนี้เป็นอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้
โลกนี้เป็นทุกขัง
เป็นอนิจจังที่หาความเที่ยงไม่ได้ก็เพราะ
ว่าโลกไม่มีอะไรทรงตัวมีเกิดขึ้นในเบื้อง
ต้นเสื่อมเป็นท่ามกลางแล้วก็สลายตัวไปใน
ที่สุด
คนเกิดมาแล้วจากเด็กก็เป็นหนุ่มเป็นสาว
เป็นวัยคลางคนแก่แล้วก็ตาย
ยังมีทุกข์ก็ไม่ครอบงำคือความหิวบ้างหนาว
เกินไปบ้างร้อนเกินไปบ้างปวดอุจจาระ
ปัสสาวะบ้าง
ความป่วยไข้ไม่สบายบ้างความปรารถนาหนาไม่
สมหวังบ้าง
ความพลัดพร่าจากของรักของชอบใจบ้างความ
ตายบ้าง
อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัยของความ
ทุกข์ถ้าเราอยู่ในโลก
แล้วก็คิดว่าถ้าเราจะกลับมาเกิดเป็นโลก
อีกต่อไปเมื่อไหร่ก็ตามที
เหล่านี้มันก็ติดตามเรามาตลอดเวลา
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก
จงอย่าเพ่งเล็งโลกเสียทั้งหมด
นั่นก็หมายความจงอย่าเอาจิตเข้าไปเกาะโลก
เสียทั้งหมดเห็นว่ามันเลว
เห็นว่าโลกเป็นปัจจัยของความทุกข์ที่เรา
ต้องมาเกิดในโลกนี้ก็เพราะเราเป็นคนมี
กิเลสคือมีกิเลสตัณหาอุปาทานอกุศลกรรม 4
อย่างเป็นปัจจัยให้เรามาเกิดในโลกนี้เรา
จึงมีความทุกข์เราจะต้องหาทางบกำจัดกิเลส
ตัณหาอุปาทานและอกุศลกรรมให้พินาศไป
แล้วต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงตรัส
ว่าเราจะต้องกำจัด
ความโกรธความยำบาทให้สลายตัวไปจากใจ
ปีนี้ก็หาทางยับยั้งก่อนก็แล้วกันในตอน
ต้นเราอาจจะกำจัดไม่ได้ยับยั้งไว้ก่อนการ
กำจัดว่ากันตอนท้าย
ถ้าว่ากันตอนนี้จะหนักใจมากเกินไป
อันดับแรกนี้คิดว่าให้ตั้งใจคิดเข้าใจตาม
ความเป็นจริงว่าโลกมันเป็นทุกข์
โลกมีการสลายตัวถ้าเราเกิดในโลกแล้วก็มี
สภาพอย่างนั้นไม่น่าจะมาอีก
ประการที่ 2 เราจะระงับใจเรื่องความโกรธ
ความยาบาท
ไม่พยายามสร้างศัตรูให้เกิดขึ้น
ในบกการที่ 3 สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรัส
นนิวรณ์นะนี่ที่ว่ามานี่เป็นนิวรณ์ 5 ทีม
คือความง่วงสำหรับความง่วงนี่บรรดาท่าน
พุทธบริษัท
มันต้องสังเกตว่าเราง่วงแล้วเราเพลียบาง
ทีก็เพลียมันก็มีอาการคล้ายง่วง
นี้เวลาที่เราจะทำความดีนะพยายามรักษาทำ
เวลาที่มันไม่ง่วง
มันเวลาไม่ดึกเกินไปไม่นอนดึกดึกเกินไป
หรือไม่ตื่นดึกเกินไปพักผ่อนให้สบายๆ
เวลาจะพักผ่อนก็เราอารมณ์ประกอบด้วยสติ
สัมปชัญญะ
มีการใคร่ครวญพิจารณาหรือภาวนาตามที่เรา
เคยชินให้จิตส่งตัว
เคยภาวนาไว้ยังไงภาวนาไว้อย่างนั้นเป็น
จังหวะจะหลับจะดีมาก
เลยเคยพิจารณาแบบไหนตัดแบบไหนทำต่ำตามใจ
ชอบให้มันตรงกว่าการเจริญพระกรรมฐานก็
แล้วกัน
ในการเจริญพระกรรมฐานนี่มีมากสมเด็จพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เยอะชอบใจจุดไหนทำ
จุดนั้นตามสบายใจของเรา
นี้ก็สำหรับถินมิธะก็มีความป้องกันคือว่า
อย่าฝืนก็แล้วกันเราอย่าทำเวลาที่มัน
เพลีย
อย่าทำที่เวลาง่วงถ้าเพลียหรือง่วงนอนเลย
นอนภวภาวนานอนพิจารณาก็ได้
ไม่ใช่ว่าฆราวาสต้องเป็นอดทงกายังิทายะ
กินข้าวเสร็จไปนั่งเข้าป่าเลยไม่ต้องทำมา
หากินไม่ใช่อย่างนั้นสมัยพระพุทธเจ้าท่าน
ก็เทำมาหากินกันเหมือนไม่กันเป็นพระ
อริยเจ้ากันเยอะฆราวาส
ทำตามจังหวะเวลาจะทำงานทุกอย่างก็เป็นผู้
มีสติสัมปชัญญะ
ทำด้วยดีรู้ตัวด้วยดี
แล้วหากว่าบังเอิเออจิตมันโปร่งเหนื่อย
น้อยก็คิดว่าคนที่ทำงานอย่างนี้อย่างเรา
ปู่ย่าตายายท่านก็ทำมาต้นตระกูลต่างๆท่าน
ก็ทำมาแต่ที่สุดเวลานี้ท่านทั้งหลายเหล่า
นั้นไม่มีตัวแล้วตายไปหมดเราที่ทำงาน
ประเภทนี้ก็จะทำได้ชั่วคราวไม่ช้าก็ต้อง
ตายเช่นเดียวกันอันนี้จัดเป็น
มรณานุสติกรรมฐาน
เวลาใดถ้าไม่ง่วงละเวลานั้นต่อไปก็อุทจจก
กุกุจจะ
อารมณ์ฟุ้งนอกลู่นอกทางอันนี้มันก็เป็น
ธรรมดาของบรรดาท่านพุทธบริษัท
จิตใจของเรานี่มันคบกับอารมณ์พุ้งมาแหลน
หลายแสนกัปหรือหลายอสงไขยกัป
เราเกิดมาแล้วนานแสนนานเท่าไหร่ที่เวร
ว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารเราก็ไม่ทราบ
ก็ในระยะนั้นตั้งแต่เกิดวาระแรกจนทั้ง
ปัจจุปัจจุบัน
จิตของเราก็คบหาคบค้าสมาคมกับไอ้ตัวฟุ้ง
ซ่านอยู่ตลอดเวลา
งั้นการฟุ้งซ่านนี่ต้องค่อยๆระงับ
จะกระโจนจับทีเดียวให้ทำลายพินาศไปอันนี้
ไม่ได้
ทำอย่างนี้ถ้าเครียดเกินไปเป็น
อัตตกิปฐานิโยคพระพุทธเจ้าทรงตำหนิ
หวังอยากได้ดีเกินไปแกเป็นกามสุขนิกาิโยค
พุทธเจ้าก็ทรงก็มีบอกไม่บรรลุมรรคผล
ต้องค่อยๆทำใจสบายๆ
ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ
ว่าเราจะถือว่าเราชนะนิวรณ์คืออุทจกุจ
เสมอไปนไม่ได้
ส่วนใหญ่อันดับแรกนิวรณ์จะต้องชนะเราไม่
ใช่เราไม่ใช่เราชนะนิวรณ์
เพราะอะไรมั้ถ้าภาวนาก็ดี
พิจารณาก็ดีการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็
ดีมันจะทรงตัวอยู่ได้ไม่นาน
เดี๋ยวจิตใจก็ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่ไปตาม
เรื่องตามราว
นี้เราจะทำยังไงใหม่ๆต้องทำตามคำแนะนำของ
องค์สมเด็จพระจอมไตร
เพราะอันดับแรกอย่าใช้เวลาให้มากเกินไป
ใช้เวลาควบคุมน้อยๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส
ว่านับ 1
จากการภาวนาและลมหายใจเข้าออกก็ได้แล้วก็
1 2 แล้วก็ 1 2 3 1 2 3 4 1 2
3 4 5 ไปถึง 10
ถ้าจิตยังมีการรู้อารมณ์นับประเภทนี้
ชีวจิตมีสมาธิ
หรือว่าถ้าเราภาวนาอยู่ก็ภาวนาแค่จิต
ภาวนาจบหนึ่งขยับนิ้วไว้คราวหนึ่ง
ขยับนิ้วครั้งหนึ่งถึง 10 ใช้ได้ในช่วง 10
นี่เราจะไม่ยอมแพ้อารมณ์จงนิวรณ์
เราจะไม่ยอมให้ใจคิดอย่างอื่นเป็นอันขาด
ถ้าใจคิดนอกรูปนอกทางจากที่เราภาวนาและ
พิจารณาเราจะเริ่มต้นใหม่ให้ถึง 10
ทำอย่างนี้ไม่ช้าบรรดาท่านพุทธบริษัทจิต
ของท่านจะชิน
การหักห้ามอุทธจุคจ
สามารถจะทรงได้เป็นสักครึ่งชั่วโมงละ 1
ชั่วโมงหลายชั่วโมงก็ได้ทำให้มันชินแต่
เวลาทำจริงๆถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านจัดจริงๆ
ให้เลิกเสียอย่าทน
ถ้าทนน้ำมันจะเป็นโรคประสาทปล่อยใจให้
สบายๆ
ถือกล่าวว่าต้องบ้าต้องเครียดต้องเป็นโรค
สมศาสตร์เครียดเกินไป
เร่งรัดเกินไปอย่างนี้ไม่ใช้พระพุทธเจ้า
ทรงห้าม
ที่บอกไว้แล้วว่า 1 อัตตกิฐานโยกถึงขั้น
ทรมานนี้ห้ามจะเด็ดขาด
แล้ว 2 กรรมสุขนิกานิโยค
เวลาจะทำอยากได้เกินไปก็ทรงห้าม
ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทาคือสบายๆพอมันเริ่ม
ไม่สบายก็เลิก
วันเวลาไม่ได้มีเท่านั้นวันเวลามีต่อไปผม
กำลังใจดีเริ่มทำใหม่
แล้วก็เวลาพักผ่อนก็เหมือนกันเคยพักผ่อน
นอนเวลาไหนนอนเวลานั้นอย่าให้เด็กเกินไป
การทรมานดึกเกินไปหรือตื่นเร็วเกินไปกว่า
ที่เคยเคยปฏิบัติอยู่เป็นผลร้าย
เคยนอนเวลาไหนตื่นเวลาไหนนอนเวลานั้นตื่น
เวลานั้นแต่ว่าขณะตื่นอยู่ให้จิตมีสติ
สัมปชัญญะ
คิดไม่ว่าชีวิตของเรานี้มันต้องตายตาย
เราจะทรงความดีไม่ยอมให้อารมณ์ร้ายคือ
นิวรณ์ 5 ประการเข้ามารบกวนใจเรา
หลังจากนั้นก็พยายามหักห้างกำลังใจนี้ข้อ
สุดท้าย
วิจิกิจฉาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กล่าวว่าไม่สงสัยในผลของการปฏิบัติคือ
กุศลกรรมที่เราทำความดีที่เราทำ
ในการทำความดีขั้นสมาธิบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
สิ่งที่น่าสงสัยเยอะ
เพราะว่ามีอารมณ์ใจของเราเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะเดิมทีเดียวใจเรา
หมกม่นไปด้วยกิเลส
มันก็ดำมืด
ไม่มีอะไรสว่างการเจริญพระกรรมฐาน
ทำจิตเป็นสมาธิถ้าระงับนิวรณ์ 5 ครบถ้วน
เมื่อไหร่
สามารถตัดความสงสัยข้างอันดับสุดท้าย
นิวรณ์ 5 ขอย้อนอีกครั้งหนึ่งคืน
อันดับแรกไม่เพ่งเล็งโลก
อวิชชานะขอโทษอันดับแรกกามฉันทะคือเราไม่
สนใจกับกามคุณ
กามคุณคือรูปสอยเสียงเพราะกลิ่นหอมรด
อร่อยสัมผัสระหว่างเพศอันนี้เราเว้นเฉพาะ
เวลา
นี่หาว่าคนมีสามีภรรญาแล้วต้องเลิกกันไม่
ใช่อย่างนั้นเฉพาะเวลาที่เราทำสมาธิิ
ก็ไปการที่ 2 ความโกรธความบาตประการที่ 3
ความง่วงประการที่ 4 อารมณ์ฟุ้งซ่าน
ประการที่ 5 ความสงสัย
ถ้าขณะใดถ้าเราจิตเราระงับนิวรณ์ 5
ประการได้ขณะนั้นจิตเป็นฌานคือเป็นปฐมฌาน
เป็นอันดับแรก
อาจจะเป็นฌานสูงยิ่งกว่านั้นก็ได้ฉะนั้น
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายนิวรณ์ 5
ประการคือ 1 ความสนใจในกามคุณ
2 ความโกรธความพยาบาท 3 ความง่วง 4 ความ
ฟุ้งซ่านรำคาญ
5 ความสงสัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงตรัสว่าทำให้ปัญญาถดถอยถอยหลังไป
คือความดีมันไม่ปรากฏทำชั่วความชั่วขึ้น
มาแทนความดีก็ถอยหลังนี้ไปที่สมเด็จพระ
สมณเจ้ากมพระยาอชรยานโลรสท่านแปลว่าเป็น
คุณชาติกั้นความดีนั่นถูกต้องกั้นแล้วไม่
ได้ทรงตัวความดีมันถอยไปด้วยอย่าให้มีกับ
ใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท
แต่มันก็ต้องมีมันมีอยู่บ้างแต่ว่าเวลา
ที่เราจะใช้กำลังใจเมื่อไหร่ให้นิวรณ์
ระงับทันที
ยามปกติก็มีความรักในระหว่างเพศความไม่พอ
ใจก็มีอยู่ความง่วงก็ต้องมีอารมณ์ฟุ้ง
ซ่านก็ต้องมีความสงสัยเรื่องราวต่างก็
ต้องมีแต่ว่าพอจะใช้กำลังความดีของจิต
ขึ้นมาจะระงับทันที
ความสงสัยนี่เราไม่สงสัยเฉพาะผลความดีใน
ด้านกุศลเท่านั้น
อย่างนี้จิตจะเป็นฌานสมาบัติทันที
หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระภกวันเมื่อกี้
นี้ย่องเอาพรหมวิหาร 4 ไปพูดในแทน
กรรมฉันทะซะนานก็โปรดทราบด้วยนะต่อมาก็
ให้ทรงพรหมวิหาร 4 ตอนนี้น่ะสำคัญมาก
บรรดาท่านพุทธบริษัท
ถ้าทุกคนบุคคลใดทรงละนิวรณ์ 5 ได้ระงับ
ได้แล้วพรหมวิหาร 4 ทรงตัวศีลของท่านจะ
บริสุทธิ์
เรื่องศีลนี้ไม่ต้องห่วงบริสุทธิ์แน่นอน
เพราะใจเยือกเย็นสมาธิก็อย่าทรงตัวเรื่อง
ฌานนี่ทรงตัวตลอดวันการทรงฌานนี้ไม่ใช่
หลับตาปีนะจิตจะทรงฌานสงบๆอยู่เรื่อยๆ
ต้องการใช้ฌานสมาบัติเมื่อไหรใช้ได้ทันที
แล้วก็นถ้าจิตทรงฌานแล้วบรรดาท่าน
พุทธบริษัทถ้าจะฝึกทิพยุขก็ดี
ปุพเพนิวาสานุตญาณ
ก็ดีเป็นของง่ายมาก
พื้นฐานสำคัญอยู่ที่แค่เปลือกเนี่ยเปลือก
กับสะเก็ด 2 อย่างสำคัญมาก
ถ้าสะเก็ดดีเปลือกดีท่านไม่ต้องห่วงอะไร
ทั้งหมดเรื่องฌานโลกียหรือว่าการตัด
สังโยชน์เป็นของไม่หนักสำหรับท่าน
มาคุยกันต่อไปขั้นที่ 2 องค์สมเด็จพระจอม
ไตรกล่าวถึงนกล่าวถึง
เ่อพรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร 4 คือ 1 ความรัก 2 ความกรุณา
2 เมตตา 1 เมตตาความรัก 2 กรุณาความ
สงสาร
4 มุทิตาการมีจิตอ่อนโยน 5 อุเบกขามี
อารมณ์บางเฉย
ท่านบอกว่าให้แนะนำกับบรรดาท่าน
พุทธบริษัท
ท่านบอกว่าคนทุกคนตื่นขึ้นมาเช้า
ลืมตาขึ้นมาใหม่ๆใช้อารมณ์ใจทำจิตให้เป็น
สุขคิดว่าคนในโลกทั้งหมด
แล้วก็สัตว์ในโลกทั้งหมดเราจะเป็นมิตรที่
ดีสำหรับเขา
เราจะไม่ประกาศตนเป็นเวรเป็นศัตรูกับ
บุคคลผู้ใด
และยังมีกำลังใจในด้านความรักคนสัตว์ทั้ง
หมดเสมอด้วยตัวเราเอง
คิดว่าอย่างนี้นะ
การที่ 2 เราจะมีกรุณาความสงสารปรารถนาจะ
เกื้อกูลคนสัตว์ทั้งโลกให้มีความสุข
ตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ไอ้การทำเนี่ย
การสงเคราะห์ไม่ได้หมายว่าให้ของเสมอไป
อาจจะเป็นการแนะนำแสดงความยินดีมีความ
หวังดีก็เป็นการสงเคราะห์อยู่ในใจ
อย่างนี้ก็ใช้ได้
การนี้สามีมุทธุตาจึงจิตไม่อิจฉาหรือ
เสียยาใคร
เห็นคนอื่นได้ดีพอยินดีด้วยทำจิตใจให้
ชุ่มชื่น
แล้วก็ข้อ 4 อุเบกขามีอารมณ์บางเฉย
เฉยในการกระทำของบุคคลอื่น
เฉินในเฉล
ของเราที่เคลื่อนไป
มันหมายความว่าถ้าเขาได้ดีเราก็เฉยไม่
อิจฉานิสยาเขาจิตๆพอยินดีด้วยแต่ว่าไม่
กลั่นแกล้ง
ถ้าใครเพื่องพ้ำด้วยความลำบากไม่ซ้ำเติม
ให้ลำบากไปยิ่งกว่านั้น
ถ้าจิตใจพร้อมกับการมีสงสารมีเมตตาหวังจะ
สงเคราะห์ถ้ามีโอกาส
รวมความว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทเมื่อทรง
สะเก็ดดีแล้ว
อันดับแรกก็หันจะเข้ามาจิตทรงศีลคือกับ
พรหมวิหาร 4 ให้ครบถ้วน
อย่าลืมนะครับสำหรับภิกษุสามเณร
อย่าคิดว่าศีล 5 มีไว้เฉพาะฆราวาสหรือ
กรรมบท 10 มีไว้เฉพาะพระฆราวาส
พระกับเณรไม่สามารถจะทรงศีล 5 บางข้อไม่
สามารถจะทรงกำบฏ 10 บางข้อได้นมันเลวจัด
นะก็รับ
คือมันเลวยิ่งกว่าสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่
มีอยู่ในโลก
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะตายจากความเป็นคน
ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกไม่ใช่เป็นสัตว์
เดัจฉานชั้นเลวก็มาเกิดไว้ได้
ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก
ฉะนั้นท่านเป็นพระเป็นเณรอย่าทนองตน
ก็จงอย่าคิดว่าการบวชพระบวชเณรเป็นของดี
แล้วสำหรับเรา
ต้องดูจริยาที่เราประพฤติปฏิบัติ
ว่าขั้นสะเก็ดเราทรงตัวได้ดีแล้วหรือยัง
ธรรมะอันใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรง
ตำหนิที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น
ว่าเป็นอุปกิเลสเหตุทั้งหมดทั้ง 2 ตอนที่
กล่าวมาอาการอย่างนั้นเรายังผืนทำอยู่
หรือเปล่า
ถ้าเรายังผืนปฏิบัติยังทำอยู่ข้อใดข้อ
หนึ่ง
ก็แสดงว่าเราเลวไม่เข้าถึงสกิจของพระ
พุทธศาสนา
การทรงผ้ากาสาวพัสดิอันเป็นธงชัยของพระ
อรหันต์ก็ถือว่าเป็นการปลอมตนทำความช่วย
ให้เกิดแก่พุทธศาสนา
จะถือว่าเป็นกาฝากก็ได้จะถือว่าเป็นสุนัข
บ้าเข้ามาอยู่ในฝูงสุนัขดีก็ได้
ทำสุนัขดีทั้งหลายให้มัวหมองทำสุนัขดี
ทั้งหลายให้เกิดมีความเดือดร้อน
และก็ทำลายความดีของพระพุทธศาสนา
เรื่องยศฐาวรรดาศักดิ์
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าเป็นโลกธรรม
ใครท่านมียศถาวดาศักดิ์ก็อย่าไปติเตียน
ท่านเพราะว่ามีผู้ถวาย
จัดไว้เป็นความดีส่วนหนึ่งของท่านแต่ว่า
ท่านติดยศถาวดาศักดิ์เกินไปถือว่าเป็น
ความเลวของท่าน
เมื่อท่านจะดีหรือท่านจะเลวให้มันเป็น
เรื่องของท่าน
เราก็ไว้ส่วนใดที่เป็นอุปกิเลสอย่าเวลา
มองคนน่ะอย่ามองเฉพาะเปลือกนอก
มองในด้านจติยาแต่ว่าก็ถ้าเค้ามีจริยาดี
ถูกต้องขั้นสะเก็ดก็ดีขั้นเปรียดก็ดีเรา
พยายามจำเอามาประพฤติปฏิบัติ
เห็นว่าเ้าไปชนอุปกิเลสเข้าเราก็จำเหมือน
กันจำสำหรับละเพื่อเรา
ฉะนั้นขอบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลายและ
บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
จงรักษากำลังใจทั้ง 2 ประการนี้ครบถ้วน
ขั้นต่อไปขั้นหน้าในขั้นเปลือกก็ดีเอขอ
โทษในขั้นกะพีก็ดีในขั้นแก่งก็ดีมีความ
สำคัญกับบรรดาท่านพุทธบริษัทมากและขอท่าน
ทั้งหลายจงอย่าลืมว่าตามที่นำเอาสูตรมา
กล่าวนี้เป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงยืนยันว่าตถาคตสอนคนอย่างนี้
และท่านผู้รับคำสอนได้บรรลุมรรคผล
สมความที่ตั้งใจอันนี้อย่าลืมนะครับต่อ
นี้ไปหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่เปะปะ
คงจะไม่ทำอะไรเปะปะเปะปะสร้างความเสียหาย
ให้เกิดขึ้นกับตัวใจของตัวเองและบุคคล
อื่นและพระพุทธศาสนา
สำหรับเรื่องจริยาและวาจามีความสำคัญ
อย่าพลิกแพลงคำสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
เรื่องเทวดาก็ดีเรื่องสวรรค์ก็ดีเรื่อง
พรหมก็ดีเรื่องนิพพานก็ดีนรกอสุรกาย
ก็ดีมีในพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่ามีและทุกเรื่อง
ของพพุทธเจ้าจะเกี่ยวข้องกับพระเทวดาอยู่
เสมอ
ฉะนั้นถ้าไปที่ยินใครเพูดว่าเทวดาไม่มี
เทวดาเป็นรายเสียแล้วก็อย่าไปเชื่อเขา
แล้วก็จงเข้าใจว่าท่านผู้นั้น
ท่านยังเข้าไม่ถึงสะกดของพระพุทธศาสนาก็
จงอย่าสนใจ
ทรงอุเบกขาไว้อย่าซ้ำเติมกันอย่าไปกล่าว
โจโจทย์โทษให้เกิดความสะเทือนใจจะเลวไป
มากกว่านั้น
คนเลวประเภทนั้น
เค้าไม่มีความรู้สึกตัว
เราจะต้องปล่อยเค้ามีความรู้สึกตัวไปเอง
เรามีการต้องการอย่างเดียวคือ 1 รักษา
สะเก็ดให้ทรงตัว
รักษาศีลให้ทรงตัว
ระงับตีวร 5 ให้ระงับได้ทันทีทันใดที่เรา
ต้องการรักษาต้องการระงับ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร 4 นี้ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องมี
พรหมวิหาร 4 ตลอดจนกว่าจะหลับ
ให้มีสติสัมปิัญญะให้สมบูรณ์แบบว่าสม
พรหมวิหาร 4 มีอะไรบ้างคือ 1 รัก
จิตเราจะมีอารมณ์รักคนในสัตว์ในโลกเหมือน
กับตัวของเรา
จิตเราจะมีความสงสารคนสัตว์ในโลกเท่ากับ
สงสารตัวเรา
จิตเราจะไม่อิจฉาริษยาใครเห็นคนอื่นได้ดี
พอยินดีด้วย
จิตเราจะทรงความอุเบกขาไม่ซ้ำเติมบุคคล
ผู้ใดเมื่อเพี้ยงพร้ำ
แม้แต่ร่างกายของเรามันช้ำลงไปทุกวันทุก
วันเราก็วางเฉยถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ว่าธรรมดาของร่างกายต้องมีสภาพชอกช้ำแบบ
นี้เป็นปกติเอาล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท
เวลาหมดแล้วหวังว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทคง
จะทบทวนในด้านสะเก็ดกับเปลือกให้ส่งตัว
ให้ได้กำลังใจส่วนใดที่ฝ่าฝืนความดีขั้น
เสขั้นสะเก็ดและขั้นเปลือกขอทุกท่านจงลง
โทษตัวเองว่าเลวเกินไปสำหรับพระพุทธศาสนา
พยายามสร้างความดีต่อไปอาลบรรดาท่าน
พุทธบริษัททั้งหลายโดยหน้ามองดูเวลาหมดพ
หมดพดีก็ขอยุติไว้ได้เพียงเพียงเท่านี้ขอ
ความสุขสวัสดิวิภัตนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมี
แด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนเป็นผู้รับฟัง
ทุก
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
ในวันนี้พระธรรมเทศนาเน้นย้ำถึงปฏิปทาแห่งความดีในพระพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็นสามระดับคือ 'เปลือก' 'กระพี้' และ 'แก่น' ผู้เทศน์เน้นย้ำความสำคัญของการไม่ดูถูกขั้น 'กระพี้' เพราะเป็นรากฐานของความดีในขั้นต่อๆ ไป ในส่วนของ 'เปลือก' ซึ่งเป็นเรื่องที่เทศน์ในวันนี้ พระองค์ทรงยกทุมริกาสูตรมาอธิบายถึงสังวร 4 ประการ (การไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, ไม่พูดเท็จ, ไม่เสพกาม) และกล่าวถึงความสำคัญของศีล 5 และกรรมบท 10 สำหรับอุบาสก อุบาสิกา พระภิกษุ และสามเณร รวมถึงการทำความเข้าใจในนิวรณ์ 5 (ความเพ่งเล็งในโลก, พยาบาท, ถีนมิธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการชำระจิตให้บริสุทธิ์และเข้าถึงฌาน ท่านยังเน้นย้ำถึงการมีสัมมาทิฏฐิ และการไม่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยืนยันว่าเทวดามีอยู่จริงในพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรมควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหมเกินไป และเน้นการสำรวมระวังทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อสร้างความดีตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงสุด
Videos recently processed by our community