หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง: ทำไมทิ้ง "ลมหายใจ" แล้วชีวิตจะดิ่งลงเหว? #ธรรมะสอนใจ #อานาปานสติ
915 segments
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย
เวลานี้เป็นเวลาที่ถึงการเจริญพระกรรมฐาน
สำหรับวันนี้
ก็จะขอพูดในด้านของวิปัสสนาญาณ
เพราะว่าในอนาปานสติกรรมฐาน
นี้พูดกันมาถึงด้านสมถะภาวนาพอสมควร
ถ้าจะถามว่าพูดจบแล้วหรือยัง
ก็ต้องตอบว่าพูดมันไม่จบ
ถ้าให้จบได้อนาปานุสติกรรมฐาน
เราก็ต้องพูดกันถึงยันตายมันก็ไม่จบ
เป็นอันว่าขออธิบายเฉพาะหลักใหญ่ๆเข้าไว้
นอกจากนั้นขอให้ท่านทั้งหลายใช้ปัญญา
พิจารณาเอาเองด้วย
เพราะว่าการปฏิบัติไม่ว่ากรรมฐานกองใด
ทั้งหมด
อุปสรรคทางจิตย่อมปรากฏขึ้นมีขึ้นเสมอ
แล้วอุปสรรคใดๆมันจะเกิดขึ้นจากอารมณ์ก็
ดี
หรือว่าจากทางกายก็ดีถ้าเราไม่ยอมแพ้ซะ
อย่างเดียวเราก็ชนะ
อุปสรรคต่างๆมันจะมีขึ้นได้มันก็ต้องสลาย
ตัวได้เหมือนกันต้องถือว่ามันเป็นเรื่อง
ธรรมดา
ทุกอย่างถ้าเราจิตเข้าไปจับธรรมดาเสีย
อย่างเดียวจิตมันก็มีความสุข
การเจริญพระกรรมฐานความมุ่งหมายขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือต้องการ
ให้มีความสุข
ต่อนี้ไปก็จะขอนำเอาด้านของวิปัสสนาญาณ
มาแนะนำกับบรรดาท่านทั้งหลายพอสมควร
กทิยาศัยตามเวลา
เนื่องด้วยด้านวิปัสสนาญาณนี้เราจะพูดกัน
ไปหลายชีวิตมันก็ไม่จบ
หมายความว่าพูดแล้วแล้วก็ตายไปพูดตายแล้ว
ก็เกิดใหม่เกิดใหม่แล้วก็พูดใหม่พูดใหม่
ตายไปใหม่มันก็ไม่จบ
ถ้าจะพูดให้จบได้เมื่อไหร่ต่อเมื่อท่าน
ทั้งหลายถึงอรหัตผล
ถ้าทุกคนถึงอรหัตผลเสียหมดตอนนั้น
วิปัสสนาญาณจบ
จบเพราะอะไรจบเพราะท่านถึงแล้วท่านมีความ
เข้าใจ
สำหรับด้านวิปัสสนาญาณนี้มีวิธีปฏิบัติ
ทั้ง 4 แบบด้วยกัน
นั่นก็คือ 1 สุขวิปัสสโก
2 เตวิโช
3 ชลภิญโญ
4 ปฏิสัมภิทัปปัตโต
การอธิบายในการเจริญสมาธิเป็นพื้นฐานของ
วิปัสสนาญาณ
ที่พูดมาแล้วนั้นเป็นความมุ่งหมายให้เข้า
ถึงวิชา 3 อภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทาญาณ
เป็นสำคัญ
ฉะนั้นเวลาเมื่อท่านทั้งหลายรับฟังแล้วก็
รู้สึกว่ามันหนักมาก
รู้สึกว่าหนักใจจริงๆจะทำได้หรือไม่ได้
สำหรับในตอนต้นในด้านวิปัสสนาญาณนี้ผมจะ
ขอพูดด้านสุขวิปัสสโกก่อน
ความจริงสุขวิปัสสโก
แปลว่าเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยอำนาจ
ความสุขหรือแบบสบายสุขนี่แปลว่าสบาย
เเรียกว่าทำแบบสบายๆ
การทำแบบสบายๆนี่ก็ทำแบบนี้
คือว่าเราใช้อารมณ์สมาธิควบคู่กันไปกับ
การพิจารณาวิปัสสนา
คำว่าใช้สมาธิิคู่กันไปนี่บางท่านท่านบอก
ว่าสุขวิปัสสโกไม่ต้องใช้สมถะเลย
ใช้แต่วิปัสสนาญาณตัวเดียวอันนี้ผิด
ถ้าพูดอย่างนั้นก็แสดงว่าท่านผู้พูดไม่
ได้อะไรเลย
ความจริงศีลก็ดีสมาธิก็ดีปัญญาก็ดี 3
ประการนี้จะแยกกันไม่ได้
นักเจริญเชิญพระกรรมฐานนับตั้งแต่เริ่ม
เข้าคณิกสมาธิเป็นต้นมา
จะต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอ
ไม่ใช่ว่าจะต้องมานั่งสมาทานให้พระนำกัน
คนที่ยังติดพระนำแล้วจึงมีศีลก็แสดงว่าคน
นั้นไม่มีศีลเลย
ศีลมันอยู่ที่ใจคือความงดเว้นเท่านั้น
ถ้าเราสามารถงดเว้นปัญจเวร 5 ประการหรือ
ว่าสิกขาบท 8 ประการที่เรียกว่าศีล 5 และ
ศีล 8
เราไม่ละเมิดเสร็จแล้วก็ชื่อว่าเราเป็น
ผู้มีศีล
ไม่ต้องรอให้พระให้แต่ความจริงพระท่านไม่
ได้ให้
ท่านให้การศึกษาเท่านั้น
เป็นอันว่านักเจริญพระกรรมฐานฐานจะก้าว
เข้าไปสู่ความเป็นผู้ทรงฌานก็ดี
จะเป็นพระอริยเจ้าก็ดีท่านจะบกพร่องในศีล
ไม่ได้
แต่ขณะใดที่ว่าท่านเป็นผู้บกพร่องในศีลก็
แสดงว่าท่านเอาดีไม่ได้เลย
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าถ้าศีลบกพร่องก็
แสดงว่าเราตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิ
แล้วก็จะเป็นผู้ทรงฌานเกิดเป็นพรหมหรือ
ว่าเป็นผู้ทรงอุปจารสมาธิ
ขณิกสมาธิเกิดเป็นเทวดา
หรือตัดกิเลสเป็นสมุทเฉตอรหันต์ปนิพพานจะ
ไปได้ยังไง
ในเมื่อศีลของเราบกพร่องเราต้องเป็นสัตว์
ในอบายภูมิ
ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายจงสังวรเรื่องศีลให้
มากคำว่าสังววนนี่แปลว่าระวัง
อันดับแรกต้องมีศีลบริสุทธิ์เสียก่อน
ไม่ใช่บริสุทธิ์เฉพาะเวลาที่สมาทาน
กรรมฐาน
ให้ศีลมันบริสุทธิ์ทุกข์ลมหายใจเข้าออก
ถ้าศีลของท่านบริสุทธิ์ทุกข์ลมหายใจเข้า
ออกการเจริญสมาธิก็เป็นของง่าย
เพราะศีลจะมีขึ้นได้เพราะอาศัยเมตตาความ
รักซึ่งกันและกันกรุณาความสงสารซึ่งกัน
และกัน
คนที่มีจิตเมตตาความรักกรุณาความสงสาร
อารมณ์เย็น
จิตมีความเยือกเย็นความฟุ้งซ่านของจิตไม่
มีความเร่าร้อนของจิตไม่มีอารมณ์ก็สบาย
ในเมื่ออารมณ์สบายมีความเยือกเย็นจิตก็
ทรงสมาธิที่ได้ดี
หรือการจองร้างจองคิดประหัสประหารสิ้นกัน
และกันหรือว่าความโลภโมโทสันอยากได้
ทรัพย์ของบุคคลอื่นการที่จะละเมิดความรัก
หรือการจะมุสาวาทดื่มสุรามีอะไรไม่มี
ในเมื่ออาการ 5 อย่างนี้ไม่มีแล้วจิตก็มี
ความสบายมีอารมณ์เป็นสุข
อันดับแรกปรับปรุงศีลให้ดีเมื่อปรับปรุง
ศีลดีและสมาธิก็ทรงตัวเมื่อสมาธิทรงตัว
ปัญญามันก็เกิด
อันนี้เป็นพื้นฐานแห่งการเจริญฌานและ
วิปัสสนาญาณ
สำหรับด้านวิปัสสนาญาณในด้านสุขวิปัสสโก
ยังไงยังไงท่านก็จะลืมทิ้ง
อานาปานุสติกรรมฐาน
จำไว้ให้ดีว่าจะทำกรรมฐานกองต่อๆไปก็ดี
หรือว่าจะเจริญวิปัสสนาญาณก็ดีท่านจะทิ้ง
อานาปานุสติกรรมฐาน
ไม่ได้
ถ้าท่านทิ้งอานาปานุสติมฐาน
กรรมฐานเมื่อไหร่
กรรมฐานกองอื่นวิปัสสนาญาณที่จะทำก็พัง
หมด
อนาปานุสติกรรมฐาน
มีอุปมาเหมือนกับพื้นแผ่นดิน
อารมณ์จิตที่จะทรงเป็นสมาธิหรือปัญญาจะ
เกิดเหมือนกับเราตัวเราซึ่งยืนอยู่ยืน
อยู่บนแผ่นดิน
ถ้าเราไม่มีแผ่นดินเราจะยืนที่ไหน
จะก้าวไปข้างหน้าจะถอยไปข้างหลังจะนั่งจะ
นอนจะยืนจะเดินไม่มีที่เพราะมันไม่มีแผ่น
ดิน
จำไว้ให้ดีว่าอานาปานุสติกรรมฐาน
นี้ทิ้งไม่ได้
การทรงศาสนาอนาปานุสติกรรมฐาน
ในด้านสุขวิกัสสโกเทำกันไม่ยากเทำง่ายๆ
คือโดยไม่ต้องไปคิดถึงอานาปานุสติกรรมฐาน
ก็ได้
พยายามทรงจิตให้ทำจิตให้ทรงตัว
ควบคุมกำลังจิตของท่านให้อยู่ในขอบเขตของ
วิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาญาณที่ผมอยากจะพูดกับท่าน
วันนี้จะวิปัสสนาญาณ 9 มาพูดแต่ขอพูด 2
อย่าง
เพราะว่าวิปัสสนาญาณ 9 นี่ผมทำ 2 อย่าง
เท่านั้น
อีก 7 อย่างไม่มีความหมาย
อีก 7 อย่างก็เดินเข้ามาหา 2 อย่าง
2 อย่างก็คือ 1 นิพพิิทาญาณความเบื่อ
หน่ายในขันธ์ 5
สังขารคาญาณ
วางเฉยในอารมณ์ต่างๆที่จะพึงเกิดขึ้น
หรือว่าอาการต่างๆที่จะพึงเกิดขึ้นกับใจ
ก็ดีกับขันธ์ 5 ก็ดี
ถ้าได้ 2 ตัวนี้ก็ชื่อว่าจบวิปัสสนาญาณ 9
ไม่ต้องไปนั่งไล่เบี้ยนับบันไดมีกี่ขั้น
ให้มันยุ่งไปเปล่า
จะไปทำตนอย่างนักวิชาการน่ะแหมสับแสง
เก่งกันจริงๆไล่อย่างโน้นออกอย่างนี้ไป
อย่างนี้ไปอย่างโน้นไล่เดี่ยนที่สุดไม่
ได้อะไรเลยก็ทำไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง
จะได้ประโยชน์อะไรเทำอย่างนี้คือว่าควบ
คุมกำลังใจของเราในด้านนิพพิทาญาณ
พิจารณาโดยร่างกายของเราก็ดี
ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี
ร่างกายของสัตว์ก็ดี
แล้วก็วัตถุธาตุทั้งหลายในโลกก็ดีทั้งหมด
ว่ามันไม่มีดีตามความเป็นจริง
วิปัสสนานี่เค้าเอาจิตเข้าก็จับหาความ
เป็นจริงกันไม่ใช่ฝืนความจริง
ความเป็นจริงมันเป็นยังไง
ร่างกายของเรา
มันไม่มีการทรงตัวเกิดขึ้นมาแล้วมันก็
เสื่อมไปทุกวันทุกวัน
เป็นเด็กมันก็คลานเข้ามาหาความเป็นหนุ่ม
เป็นสาว
พอเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็คลานไปหาความเป็น
คนแก่
ถึงความเป็นคนแก่มันก็คลายคลานไปหาความ
ตายน่ารักมั้ย
เราจะรักสาวสักคนเราจะรักหนุ่มสักคน
เราก็ดูอีตอนที่เขา้าเป็นหนุ่มเป็นสาว
เราไม่ต้องเราไม่เคยจะนึกถึงว่าคนที่เคย
เป็นหนุ่มเป็นสาวมาก่อนแต่ว่าเวลานี้แก่
แล้ว
สมัยที่เขาเป็นหนุ่มเป็นสาวเขาก็สวยสดงด
งาม
เอ๊ตอนแก่แล้วเราไม่มอง
ทำไมจึงไม่มองเพราะเราถือว่าไม่สวย
ไม่ดีไม่เป็นที่ถูกใจ
เราก็ไปนั่งคิดว่าร่างกายของใครล่ะมันจะ
ทรงความงามเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา
เราก็เหมือนกันเขาก็เหมือนกัน
วัตถุธาตุต่างๆก็เหมือนกันบ้านเรือนโรง
ต่างๆอาคารสถานที่อย่างที่วัดของเรานี้
ใครมาเขาก็บอกว่าสวยอาร่ามไปหมด
เท่านคิดดูว่ามันจะสวยอย่างนี้ตลอดกาล
ตลอดสมัย
อีกไม่นาน 2-3 ปีความเศร้าหมองมันก็จะ
ปรากฏชัด
นี่สภาพของวัตถุธาตุมันก็เป็นอย่างนี้คน
ก็เป็นอย่างนี้
ในสำหรับร่างกายของคนนอกจากมันจะสร้าง
ความยุ่ง
ต้องกินต้องรักษาโรคต้องถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะยุ่งไปหมดคิดเอาเอง
อย่าไม่ให้นั่งพิจารณาพัฒนาอยู่เลยมัน
เสียเวลา
มองดูให้ดีว่าร่างกายของเราก็ดีร่างกาย
ของบุคคลอื่นก็ดีมันสกสกปรกหรือสะอาด
มันมีสุขหรือว่ามันมีทุกข์ความหิวเป็นสุข
หรือเป็นทุกข์
การปวดอุจจาระเป็นสุขหรือไม่ทุกข์
หนาวเกินไปร้อนเกินไปเป็นสุขหรือไม่ทุกข์
ความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นเป็นสุขหรือ
เป็นทุกข์
การต้องแสวงหาอาชีพทำมาหากินเป็นสุขหรือ
เป็นทุกข์
การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นสุขหรือ
เป็นทุกข์การกระทบกระทั่งกับวาจาที่เป็น
ไม่ถูกใจอาการที่กระทำขึ้นมาเป็นที่ไม่
ถูกใจเราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ถ้าเราไม่บ้าเสียอย่างเดียวแล้วก็ต้องตอบ
ว่ามันทุกข์ทุกอย่าง
แล้วในเมื่อมันทุกข์ทุกอย่างเราจะเมามัน
เพื่อประโยชน์อะไร
น่ารักตรงไหนล่ะ
มองดูแล้วร่างกายมันเป็นศัตรูตัวสำคัญ
ถ้าไปเกาะติดมันเข้าอะไรเราก็จะมีอาการ
แต่ความทุกข์
นี่อารมณ์นิพพิทาญาณเมองกันอย่างนี้
ไม่ต้องไปนั่งหลับตาปี๋หรอก
เดินไปเดินมาทำงานทำการก็มองดูหาความจริง
ว่าโอหนอนั่นเป็นปัจจัยของความทุกข์อาการ
เหน็ดเหนื่อยอันนี้เกิดขึ้นมันก็เป็น
ปัจจัยของความทุกข์ถ้าเราไม่มีร่างกายที่
อย่างเดียวมันจะสุขแล้วมันจะทุกข์
เราไปติดพันร่างกายของพวกคนอื่นเขาเข้า
เราไปดึงเอาสุขมาหรือว่าเราดึงเอาทุกข์มา
เราทุกข์เขาก็ทุกข์ไม่ใช่ได้ทุกข์แต่
เพียงแบกภาระเลี้ยงกันเท่านั้นยังทุกข์ใน
สังขณะที่อารมณ์ไม่ตรงกันอีกด้วย
ในเมื่อรู้ว่าสภาพของร่างกายหรือวัตถุ
ธาตุทั้งหมดในโลกมันเป็นของไม่ดี
เราก็สร้างอารมณ์ความเบื่อ
เบื่อที่ไม่ต้องการจะมีร่างกายอย่างนี้
อีก
วิธีปฏิบัติในสมัยก่อนผมเจริญนิพพิทาญาณ
นี่ต้องขออภัยนะ
อย่าคิดว่าผมอวด
เอาเพียงว่าผมทำมาก่อน
ผมทำแบบนี้เห็นคนทุกคนเมื่อคุยกันผมถาม
ว่าเค้าสุขหรือเค้าทุกข์
ถามว่าเคยป่วยไข้ไม่สบายมั้ย
เบอกแย่เจ้าค่ะแย่เขารับป่วยโน่นป่วยนี่
เรานึกอืเป็นทุกข์แล้ว
แต่เห็นคนแต่งตัวสวยๆยิ่งเป็นสาวเป็น
หนุ่มก็ตาม
ผมจะถามทันทีว่าไคร้อย่างนั้นอย่างนี้มัน
มีกับคุณบ้างมั้ยเค้าตอบว่ามีถามว่า
อารมณ์ต่างๆที่มันกระทบกระทั่งคุณให้เกิด
ความกลุ้มมีบ้างไหมถามทั้งร้อยทั้งพันกี่
หมื่นกี่แสนคนตอบว่ามีทุกคน
ในเมื่อว่าเรู้ว่ากับโรคต่างเรารู้โรค
ต่างๆของเขามีอาการความเป็นทุกข์ของเขามี
อารมณ์ที่ไม่มีการทรงตัวคือไม่ประกอบไม่
มีความสุขก็มีเราปรารถนาก็เพื่ออะไร
เป็นอันว่าเราก็วางเฉยไปเสียตอนวางเฉยไง
คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกร่างกายของเขา
ก็ดีร่างกายของเราก็ดี
วัตถุธาตุทั้งหลายอื่นก็ดีมันเป็นปัจจัย
ของความทุกข์
ความสุขมันอยู่ที่ไหน
ความสุขมันอยู่ที่เราจะเข้าพระนิพพาน
นี่ผมขอพูดย่อๆอารมณ์ที่ทำนี้ไม่ใช่ต้อง
นั่งหลับตา
ท่านเดินไปเดินมานั่งทำอะไรอยู่นอนอยู่
ยืนอยู่
แล้วก็เดินอยู่ทำอะไรก็ตามมองมองดูสภาพ
ของความจริง
เห็นต้นหญ้าที่มันร่วงโรยลงไปก็คิดว่าโอน
หนอชีวิตของคนเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
ก็คิดมันวนไปวนมาน่ะถอนกำลังใจให้มันติด
คือว่าเมื่ออาการอย่างนั้นเกิดขึ้นเรา
เห็นอะไรขึ้นถ้าอาการของความทุกข์เกิด
ขึ้นความขัดข้องเกิดขึ้นเราก็เฉย
ที่เรียกว่าสังสังขารุเปกขาญาณ
มันอะไรจะมาก็ช่างมัน
มันจะแก่ก็เชิญแก่ใจสบายๆถือว่าหนีความ
แก่ไม่ได้
ถ้าความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นทุกขเวทนา
มันมี
เราก็ต้องรักษา
ใจเราก็เฉยรักษาหายก็หายไม่หายก็ช่างมัน
อยากจะตายเมื่อไหร่ก็เฉินเกิดมาเพื่อตาย
ใครเค้าด่าใครเนินทาเราก็เฉยเมีปากสำหรับ
ด่าเมีปากสำหรับนินทามันเรื่องของเขา
ใครเขาจะชมใครเขาจะสรรเสริญเราก็เฉยไอ้
การชมการสรรเสริญก็ดีการด่าการนินทาก็ดี
เราไม่ได้เป็นไปตามปากของเขา
เราจะดีหรือจะชั่วมันอยู่ที่กำลังใจของ
เราเท่านั้น
รวบรวมกำลังใจไว้อย่างนี้นี่ก็รับเราก็
เฉยอาการทั้งหมด
หนุ่มก็เฉยไม่ดีใจในความเป็นหนุ่ม
แก่ก็เฉยไม่เสียใจในความเป็นคนแก่มันจะ
ตายก็เฉยเพราะว่าเราจะต้องตาย
ตายแล้วไปไหนเราภูมิใจได้ว่าตายแล้วเราไป
นิพพาน
ท่านี้การเจริญวิปัสสนาญาณน่ะถ้าคิดกัน
ส่งเดชแบบนี้ไอ้คิดแบบนี้น่ะคิดดี
แต่คิดไม่มีจุดหมายปลายทางเี่มันแย่
เหมือนกับเครื่องบินที่ร่อนในอากาศแต่หา
จุดลงไม่ได้
ถ้ามันลงไม่ได้มันก็เสร็จบินไปบินมาน้ำ
มันหมดร่วงมาตายทั้งคนทั้งเรื่อง
ข้อนี้มีประมาชั้นใดนักเจริญพระกรรมฐานก็
เหมือนกัน
นักเจริญพระกรรมฐานที่เอาดีไม่ได้เพราะ
ไม่มีจุดลง
จุดลงในอันดับแรกก่อนที่เราจะเริ่มจับ
วิปัสสนาญาณ
อย่าลืมนะขั้นสุขวิปัสสโกนี่
จะนั่งสมาธิหลับตาปีไม่นั่งไม่สำคัญ
คุมอารมณ์พิจารณาอย่างนี้ไว้นั้นแบบสบายๆ
จุดที่เราจะจับเป็นหัวหาอันดับแรกก็คือ
พระโสดาบัน
นี่การเจริญสมาธิวิปัสสนาเี่เทำกันแบบนี้
มันถึงจะถึงเร็วอย่าทำเปะเปะเปะส่งเดชไป
มันไม่ได้อะไรหรอก
ดีไม่ดีเดินไปไม่รู้ว่าถนนมันอยู่ที่ไหน
หล่นโครมครามมาแข้งหาหักหมด
เขาก็ต้องจับจุดถ้าเจริญสมถะต้องจับ
อารมณ์ฌาน
เจริญวิปัสสนาญาณต้องจับอารมณ์พระโสดาบัน
ไว้ก่อน
แล้วก็นั่งดูพระโสดาบันมีอะไร
พระโสดาบันมี 1 สกายทิฏฐิ
การพิจารณารู้สภาพว่าร่างกายของเรามัน
ต้องตายแน่
มันไม่อยู่ตลอดกาลตลอดสมัยมันพัง
วิจิกิจฉา
มั่นใจในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่สงสัย
แต่ว่าการที่ไม่สงสัยนี่ต้องใช้ปัญญา
ศีรพปรามาส
เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์สำหรับฆราวาสก็มี
ศีล 5 บริสุทธิ์
เณรมีศีล 10 บริสุทธิ์พระมีศีล 227
บริสุทธิ์
ก็เท่านี้ไม่จะมีอะไร
เป็นอันว่าเราใช้กำลังใจอยู่ในขอบเขตสั้น
ๆ
ว่า 1 เราคิดถึงความตายเป็นอารมณ์
อารมณ์ของจิตเรานี้เราเกาะติดอะไรหนอเกาะ
ติดกาย
ติดกายกายมันไม่ทรงตัวติดทำไมแล้วก็เกาะ
ติดสกายทิฏฐิ
เอาจิตพิจารณาดูว่าเราก็ดีคนอื่นก็ดีใน
โลกนี้สัตว์ทั้งหมดตายหมด
วัตถุธาตุบ้านเรือนโรงมันก็พังไปในที่สุด
เราจะเมามันในชีวิตเพื่อประโยชน์อะไร
ประการที่ 2 องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา
ทรงแนะนำเราให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
การที่มีศีลบริสุทธิ์นี่เป็นการกำจัดความ
เดือดร้อนของจิตและของกาย
จะไปที่ไหนก็ย่อมเป็นที่รักของบุคคลผู้
ประสบเห็น
ศีล
ท่านกล่าวว่า 1 กิติสัโทโธคนที่มีศีล
บริสุทธิ์เนี่ย
มีชื่อเสียงพุ้งขจรไปชื่อดีเสียงงาม
แม้แต่คนเขาไม่เคยเห็นตัวเได้ยินแต่ชื่อ
เค้ายังรักเยังชอบ
กลิ่นของศีล
ลอยทนลมได้ไม่เหมือนกลิ่นของน้ำหอมคนที่
มีศีลบริสุทธิ์หอมทั้งใต้ลมแล้วก็หอมทั้ง
เหนือลม
ที่ว่าหอมก็เพราะหอมในความดีไม่ใช่หอมตัว
นัไม่หอมแน่
นี้ในเมื่อเราเห็นว่าศีลดีก็ส่งศีลให้
บริสุทธิ์ระมัดระวังอยู่ในศีล
ถ้าหากว่าเราคิดไว้เสมอว่าไม่ลืมชีวิตว่า
เราจะตาย
เราจะตายก็ตายสิ
ฉันขอติดเกาะติดศีล
อย่างกับพวกอะไรน้อที่เสอนกันก็ 1 เกาะ
ติดประชาชน
2 เกาะติดพื้นที่ 3 เกาะติดแนวรบ
ถ้าเกาะติด 3 ติดเราจะชนะเราก็เหมือนกัน 1
เกาะติดสกายทิฏฐิ
ไม่ลืมว่าร่างกายนี้มันจะตาย
มีความรู้สึกว่าร่างกายของเราก็ดีร่างกาย
ของบุคคลอื่นก็ดีวัตถุธาตุก็ดีพังแน่เรา
ไม่ขอถือร่างกายของเราร่างกายของเขาวัตถุ
ธาตุทั้งหมดเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง
เราจะขอเอาพระนิพพานเป็นที่พึ่ง
ประการที่ 2 เกาะติดคำสอนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยใช้ปัญญาพิจารณาแล้วเห็นองค์สมเด็จพระ
ทีปแก้วสอนถูกสอนตรง
เรามีความประสงค์จะทรงอารมณ์ไว้ในคำสอน
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประการที่ 3 แล้วก็ติดศีล
รักษาอารมณ์ศีลให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา
ใจเราไม่ว่างจากศีล
รายการที่ 4 จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
ถ้าจิตของเรามีการรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
จริงๆ
นึกว่ายังไงยังไงใจแล้วก็ตั้งไว้เพื่อพระ
นิพพานไม่ลืมความตายไม่เมาในชีวิต
ไม่มีจิตสงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
มีศีลบริสุทธิ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
อย่างนี้ท่านเรียกว่าโคตรภูญาณ
เป็นจุดที่อยู่ช่วงระหว่างพระโสดากับพระ
โสดากับโลกิยะ
โลกิยฌานกับโลกุตตรฌาน
แต่ว่าใจของเราก้าวไปนิดเห็นว่าทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่เป็นมานี้เป็นเรื่องของธรรมดา
ความหวั่นไหวในคำนินทาน้อยไป
ความดีใจในคำสรรเสริญน้อยไปความสุขใจเกิด
ขึ้นคิดว่าเรามีพระนิพพานเป็นที่ไปแน่
อย่างนี้ท่านเรียกกันว่าพระโสดาบัน
ไม่ยากเลยถ้าจะพูดกันให้สั้นก็เรียกว่า
จิตของเรามีความเคารพในพระพุทธเจ้ามีความ
เคารพในพระธรรมมีความเคารพในพระอริยสงฆ์
ทรงศีลบริสุทธิ์
แล้วก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์เป็นปกติ
อย่างนี้เรียกกันว่าพระโสดาบัน
ไม่ต้องต้องไปนั่งหลับตาเข้าฌานให้มัน
ลำบากเท่านี้สบายใจแล้วหรือยังถ้าทุกท่าน
ทำได้อย่างนี้ท่านเรียกกันว่าเป็นพระ
อริยเจ้าพระโสดาบันขั้นสุขโก
เอาล่ะสำหรับวันนี้ก็หมดเวลาซะแล้วก็ขอ
ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลาย
ได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
ศัพท์ว่าอิมาหังภะคะวาตะภาวังตุมหากัง
ปริจัจฉามิ
จึงแปลว่าข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สำหรับท่านที่นักปฏิบัติเพื่อความดี
จะเป็นพระก็ตาม
เป็นเณรก็ตาม
อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม
จำถ้อยคำนี้ไว้ให้มันดี
จำแล้วจิตก็ต้องคิดต้องทำตามด้วย
คำว่ามอบกายถวายชีวิต
นั่นหมายถึงว่ายอมรับนับถือคำสั่งและคำ
สอนพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คำสั่งก็ได้แก่ศีล
คือวินัยก็ดีศีลก็ดีเป็นคำสั่งที่พระ
พุทธเจ้า
ให้ทรงละเว้นจากความชั่วเบื้องต้น
อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
ทางภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา
ตั้งใจไว้ให้มัน
ว่าถ้าเราละเมิดศีลมันเป็นของไม่ดี
เป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อน
อีกประการหนึ่งรากเหง้าของกิเลส
ได้แก่ความรักในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสก็
ดี
หรือว่าความโลภ
โลภอยากจะมีทรัพย์สินเพิ่มพูนทรัพย์สิน
ให้มากมายก็ดี
ความโกรธความพยาบาทจองร้างจองผลาญซึ่งกัน
และกันก็ดี
หรือว่าหลงตัวว่าเราจะไม่ตายหลงตัวเรา
เป็นคนดีไม่ใช่คนเลวก็ดี
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้องค์สมเด็จพระชินศรี
บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงให้เราละเสีย
ฉะนั้นขอท่านทั้งทั้งหลายที่ประกาศตนว่า
อิมาหังภะคะวาตะภาวังตุมหากังปริจัชชามิ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่าข้าพเจ้าขอมอบกาย
ถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
จงพยายามอดกลั้น
ความรักในระหว่างเพศหรือรูปเสียงกลิ่นรส
สัมผัส
ความโลภอยากจะร่ำรวย
ความโกรธความหลง
คำว่าอดกลั้นนี่หมายความว่าทำจิตเป็น
สมาธิได้แก่อารมณ์เป็นฌาน
ฌานโลกียมีอำนาจแค่อดกลั้นเท่านั้น
อันดับต่อไปเมื่ออดกลั้นได้แล้วก็พยายาม
ห่ำหั่นกิเลสทั้ง 3 ประการที่เรียกว่า 4
ข้อนี้ราคะกับโลภะโลภะมีสภาพอันเดียวกัน
ที่ผมพูดแยกออกไปก็เพื่อความเข้าใจเท่า
นั้น
พยายามห้ามหั่นไม่ให้มันหมดสิ้นไป
จงทำตัวทำใจให้ประกอบไปด้วยความสุขในด้าน
ของความดี
หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่
ลืมบทข้อนี้
ถึงว่าแทนที่เราจะว่าเป็นประเพณีมีน่ะมัน
เสียเวลาเปล่า
ชีวิตของเราล่วงไปล่วงไปทุกวันทุกวันใกล้
ความตายเข้ามาทุกที
ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายจงทรงไว้ซึ่งความดี
สิ่งใดที่มันชั่วมาแล้วก็ให้มันแล้วกันไป
อย่ารื้อฟื้นคืนมันขึ้นมาเพราะความชั่ว
มันเป็นปัจจัยของความทุกข์
ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ประนามท่านใดท่าน
หนึ่งเพราะขึ้นชื่อว่าคนที่เกิดมาในโลก
นี้ที่ไม่เคยทำความชั่วไม่มี
เวลานี้เราเข้ามาอยู่ในเขตขององค์สมเด็จ
พระชินสรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นเขตของความดีเราก็ควรจะทรงความดีให้
เต็มภาคภูมิ
นี่อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่นักปฏิบัติ
ที่จะทำได้ดีจริงๆเนี่ยเไม่ลืมคำนี้ให้คำ
นี้มันก้องอยู่ในจิตทุกเวลา
ในเมื่อมันก้องแล้วเก็จับจริยาอารมณ์ของ
จิตว่ามันชั่วตรงไหน
จิตเรามีความรักไปรูปสิงกลิ่นรสสัมผัส
หรือเปล่าจิตเรามีความโลภหรือเปล่าจิตเรา
มีความโกรธความพยาบาทจองล้างจองต้องผลาญ
คนอื่นหรือเปล่าจิตเรามีความหลงในความ
ประพฤติชั่วของในตัวของเราที่เข้าใจว่า
เราประพฤติดีหรือเปล่าทุกวันนี้เราค่อย
จับดูอารมณ์ของจิตตามพระบาลีที่กล่าวว่า
อัตนาโจทยัตตานัง
ถึงแปลเป็นใจความว่าจงกล่าวโชษโทษโจทย์
ความผิดตนเองไว้เสมอ
อันนี้เราคิดหรือเปล่าหรือคิดว่าเราดีถ้า
เราคิดว่าเราดีเมื่อไหร่เราก็เลวเมื่อ
นั้น
ต่อแต่นี้ไปก็จะพูดถึงอานาปานุสติกรรมฐาน
เวลานี้เรากำลังศึกษาอนาปานุสติกรรมฐาน
แล้วสิ่งที่ผมพูดมาแล้วเมื่อสักครู่นี้
ที่ผ่านมามันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
บางท่านจะคิดว่ามันไม่เกี่ยวไม่เข้ากัน
เลยแต่ความจริงมันเกี่ยว
มันเกี่ยวตรงไหนเกี่ยวตรงที่ว่าถ้าเราทรง
อานาปานุสติกรรมฐาน
ได้
กรรมฐานนี้มีนิมิตเครื่องหมายโดยเฉพาะลม
หายใจเข้าออก
แลลมหายใจเข้าออกนี่ส่วนมากคนเราเกิดมา
แล้วไม่ได้สนใจกับลม
เพราะว่าร่างกายมันทำงานของมันเป็นปกติ
ถ้าหากว่าเราไปสนใจกับลมถ้ารู้ลมเข้าลม
ออกอยู่เป็นปกติ
อารมณ์แห่งความหลงในกามคุณ 5 มันก็ไม่มี
อารมณ์มันมีความหลงไปในเรื่องของความโลภ
มันก็ไม่มี
มันจะหลงอยู่ในความโกรธความหลงมันก็ไม่มี
เพราะว่าจิตมันติดงานคือรู้ลมเข้าลมออก
เป็นว่าจิตของท่านเป็นฌานสมาบัติ
เมื่อฌานสมาบัติเกิดขึ้นปัญญามันก็เกิด
เพราะได้โปรดทราบ
ที่ไม่สามารถจะทำปัญญาให้ดีขึ้นได้เพราะ
ใจของท่านไม่เป็นสมาธิ
ปัญญาที่มันดีขึ้นได้มีอะไรที่เราจะรู้
ปัญญาดีปัญญาชั่ว
ก็เอาจิตของเราเข้าไปวัดกับอารมณ์ของของ
พระโสดาบัน
ความจริงเรื่องนี้เราพูดย้ำกันไปยกันมา
ฟังกันทุกวัน
ผมเห็นว่าเป็นของไม่ยากสำหรับคนดี
แต่เป็นของหนักสำหรับคนเลว
โปรดจำไว้ด้วย
ว่าคำว่าพระโสดาบันเป็นของไม่ยาก
เมื่อวันก่อนที่ผ่านมาก็ได้พูดเรื่องของ
พระโสดาบัน
วันนี้เราย้อนถอยหลังไปสักนิดนึง
ว่าเวลานี้เราทรงความเป็นพระโสดาบันได้
แล้วหรือยัง
หรือว่าจิตของเรายังวุ่นวายอยู่กับความ
ชั่ว
คนที่มีอารมณ์จิตไม่วุ่นวายกับความชั่ว
นั่นก็คือพระโสดาบัน
พระโสดาบันมีอะไรนึกถึงความตายเป็นอารมณ์
มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเคารพในพระธรรม
เคารพในพระอริยสงฆ์โดยไม่สงสัยในคำสั่ง
สอนของท่าน
มีศีล 5 เป็นบมีศีล 5 บริสุทธิ์
จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
ยอมรับนับถือกฎของธรรมดามากขึ้น
หมายความว่าความหวั่นไหวในโลกธรรม 8
ประการมีน้อย
ใครเขาจะด่าจะว่าก็ถือว่าเป็นเรื่อง
ธรรมดา
ใครเขาจะชมก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
อะไรก็ตามมันมาก็ธรรมดาหมดความหวั่นไหว
ของพระโสดาบันยังมีอยู่บ้าง
แต่ว่าพระโสดาบันก็มีความอิ่มใจ
ที่คิดว่าเราเกิดแล้วในชาตินี้ไม่เสียที่
เกิด
ที่เราสามารถจะรวบรวมความดีไว้ได้คือ 1
สกายทิฏฐิแบบเมา
ก็ได้แก่ไม่เมาในชีวิตคิดว่าเราจะต้องตาย
เมื่อเราจะต้องตายก็ต้องหาทางสร้างความดี
ใช้ปัญญาพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จ
พชินสีห
จนกระทั่งมีความเข้าใจไม่สงสัย
อย่างนี้เรียกว่าเคารพในพระพุทธเจ้าเคารพ
ในพระธรรมเคารพในพระสงฆ์
เมื่อไม่สงสัยก็ตัดใจตรงลงเฉพาะด้านของ
ความดีคือมีศีลบริสุทธิ์
เฉพาะฆราวาสมีศีล 5 บริสุทธิ์
สมเณรมีศีล 10 บริสุทธิ์
พระมีศีล 227 บริสุทธิ์
จิตมีความรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
คิดไว้อย่างเดียวว่าตายคราวนี้จุดที่เรา
จะพึงไปนั่นเราต้องการพระนิพพาน
อารมณ์ขั้นต้นของพระโสดาบันเพียงเท่านี้
มันยากนักรึ
ด้วยความจริงสำหรับคนชั่วยาก
สำหรับคนดีไม่ยาก
เพราะว่าคนชั่วน่ะจะสอนยังไงก็ตามก็ไม่
ได้เกิดประโยชน์
ฟังแล้วก็ฟังเฉยๆ
มีความงตนคิดว่าตนเป็นคนดีเป็นปกติ
ไม่ได้มองความชั่วของตัว
นี้สำหรับการที่เราจะทำให้ศีลบริสุทธิ์
นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
ไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเราทำยังไง
เวลานี้เราเจริญอานาปานุสติกรรมฐาน
เราก็ไม่ต้องไปสนใจกับอะไรใช้
อานาปานุปสติกรรมฐาน
เป็นวิปัสสนาญาณเครื่องควบคุม
อนาปานุสติ
ได้แก่การนึกถึงลมหายใจเข้าหายใจออก
ถ้าจะภาวนาก็ภาวนาว่าพุทโธ
เวลาหายใจเข้านึกว่าพุทธเวลาหายใจออกนึก
ว่าทุกข์โ
อันนี้เป็นความต้องการของเราที่จะสร้าง
ความดี
ขณะที่เราภาวนาว่าพุทโธ
เมื่อรู้ลมหายใจเข้าออกปัญญามันเกิด
ทำไมจึงว่าปัญญาเกิดเพราะจิตเป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิปัญญามันก็เกิด
ถ้าปัญญาของพวกท่านทั้งหลายไม่เกิดก็แสดง
ว่าจิตของท่านไม่มีสมาธิ
ท่านอย่าถามผมว่าจิตเป็นสมาธิอันดับไหน
ปัญญาจึงเกิด
ก็ต้องขอตอบว่าตั้งแต่ขณิกสมาธิ
อุปจารสมาธิ
ปฐมฌานทุติยฌานตติยฌานจตุฌาน
ไม่ว่าสมาธิจุดไหน
ปัญญาเกิดทั้งหมด
ถ้าปัญญาเราไม่เกิดก็แสดงว่าจิตจิตไม่
เป็นสมาธิ
อันนี้ต้องจำนะครับ
การศึกษามีวัดเราแห่งเดียว
ที่รับฟังคำสอนเป็นปกติ
ถ้าว่าเป็นที่น่าเสียดายอยู่นิดนึง
บางทีเรารับคำสอนกันมากเกินไป
จนกระทั่งมีใจหยาบไม่มีความรู้สึกละอายใน
ความชั่ว
ถ้าอารมณ์ใดๆถ้ามันเป็นความชั่วมีอยู่เรา
ก็นึกถึงตรงนี้นะครับ
นึกว่าเราเลวจริงๆนะ
เหมือนกับปลาที่อยู่ในน้ำแต่ไม่รู้คุณของ
น้ำ
นกที่จับอยู่กับต้นไม้ก็ไม่รู้คุณของต้น
ไม้
ต้นไม้เป็นที่อาศัยให้ความสุขสำหรับนก
น้ำเป็นที่อาศัยให้ความสุขสำหรับปลา
แต่นกกับปลาก็มีจิตหยาบมีจิตเลวไม่ได้รู้
สึกถึงคุณของต้นไม้หรือน้ำฉันใด
สำหรับคนที่มีจิตเลวก็เช่นเดียวกัน
อยู่กับคำสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าฟังเป็นปกติ
แต่ว่าไม่สามารถทำจิตเป็นสมาธิไม่สามารถ
จะทรงความเป็นพระโสดาบันได้
ก็รู้สึกรู้สึกว่าจะเป็นที่น่าตัดใจถ้า
พูดตามภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าเลวเต็มที
ความเป็นพระไม่มีความหมาย
ความเป็นเณรไม่มีความหมายความเป็นอุบาสก
อุบาสิกาไม่มีความหมาย
เรามาพูดกันถึงคนที่มีปัญญา
เวลาเจับลมหายใจเข้าหายใจออก
เ้าเราก็จะนั่งคิดว่าร่างกายของเราอยู่
ที่ทรงอยู่ได้
ก็เพราะอาศัยผัสสาอาหาร
คือลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นสำคัญ
สำหรับกาลิงเวลาหารอาหารคือคำข้าวก็มี
ความสำคัญ
มโนสเจตนาหาร
อาหารที่เราต้องการตามอารมณ์ของใจก็มี
ความสำคัญ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นก็คือลม
หายใจ
ถ้าเราหายใจเข้าแล้วเราไม่หายใจออกมันก็
ตาย
หายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันก็ตาย
นั่งมองดูชีวิตตามความเป็นจริง
ว่าความตายนี่มันอยู่ที่ปลายจมูกของเรา
เท่านั้น
มันไม่ได้อยู่ที่ไหนวันเวลาที่มันจะตาย
บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหรกันแน่
เมื่อเราจะปล่อยชีวิตของเราตอนนี้ให้มัน
ตายไปด้วยการไร้ประโยชน์คือไม่สร้างความ
ดีมันจะเป็นการสมควรมย
การที่เราไม่สร้างความดี
เราสร้างความชั่วมันก็เป็นปัจจัยของความ
ทุกข์
ในเมื่อชาตินี้เราทุกข์ชาติหน้าเราจะสุข
ได้ยังไง
วันนี้เราเลววันพรุ่งนี้มันจะดีได้ยังไง
ว่าใครก็เห็นเราว่าวันนี้เราเลววันพรุ่ง
นี้ใครก็เห็นหน้าเราเค้าก็คิดว่าเราเลว
อยู่นั่น
เป็นอันว่าเราก็ประนามตัวเราเองคอยจับจุด
ที่ศีลศีลของเราบกพร่องมจับจุดที่กามคุณ
กามคุณของเราฟุ้งซ่านมั้ยจับจุดที่เรา
โลภะความโลภเรามีความโลภมั้ยจับจุดที่ใจ
อมหิตโหดร้ายมีความโกรธคิดประทุษร้ายคน
อื่นอันนี้เรามีมจับจุดที่เป็นความหลงหลง
ว่าเราจะยังไม่ตายยังจะมีชีวิตต่อไปอยาก
จะเกื้อกูลกิเลสให้มันมากคิดว่าร่างกายจะ
ทรงตลอดกาลตลอดสมัย
อยากทนงตนเป็นคนดีอยากจะดีอยากจะเด่นอัน
นี้มีหรือเปล่า
ถ้ามีเราก็เลวนี่เป็นส่วนย่อสำหรับพระ
โสดาบัน
เราก็หันเข้าไปอีกทีว่าเอ๊ะที่เรามันจะ
ตายแล้วนี่
ถ้าใจเข้าแล้วเราไม่หายใจออกมันก็ตาย
หรือว่าหายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันก็
ตาย
แล้วเราจะทำยังไง
ทำยังไงเมื่อเวลาอยู่มันถึงจะเป็นสุข
เวลาตายแล้วถึงจะเป็นสุข
สุขจริงๆก็คือพระนิพพานในเวลาตาย
ในเวลาอยู่ที่เราจะอยู่อย่างเป็นสุขได้ก็
เพราะอาศัยอยู่อย่างจิตไม่ติดในโลกธรรม
ไม่มีอารมณ์ของความชั่ว
ความจริงและโสดาบันยังมีโลกธรรมติดอยู่
มาก
แล้วก็ถอยหลังไปดูโอ้หนอ
ชีวิตของเราก็ดีชีวิตของพวกคนอื่นก็ดีไม่
มีการทรงตัวเสียเลย
จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถ้าเราคิดว่าเราจะ
มีอายุอยู่นานอายุอยู่นาน
แล้วก็ยังดูคนที่เกิดพร้อมเรา
หรือว่าเกิดที่หลังเราเค้าตายก่อนเรามี
บ้างมย
ถ้ามีก็แสดงว่าชีวิตของเราก็ไม่แน่นอน
เหมือนกัน
มันจะพลันตายเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้
อันนี้จับอนาปานุสติให้ดี
ว่าโอหนอลมหายใจนี่เป็นที่พึ่งชั่วคราว
สำหรับเราถ้ามันไม่ทำงานเมื่อไหร่เราก็
ตายนี่ชีวิตของเราต้องตายแน่แต่ถ้าว่าถ้า
ปกติเรามีความรู้สึกชั่ว
จะชั่วตรงไหนก็ตาม
เราปัจจุบันเราก็มีทุกข์
ตายจากความเป็นคนเราก็มีทุกข์
ฉะนั้นเราต้องหาความสุขขั้นต้นเสียก่อน
อันดับแรกถือลมหายใจเข้าออกเป็นสำคัญ
ว่าเจ้ากับเรานี่มันอยู่กันไม่นาน
ไม่ช้าเจ้าก็ไม่ทำงานไม่ทำงานฉันก็ตาย
เมื่อร่างกายมันตายแล้วฉันก็ต้องไป
สู่ภพสู่ชาติตามความดีและความโชคของฉัน
แต่การสู่ภพสู่ชาติมันจะดีไม่ได้เพราะ
ชาตินี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์
ชาตินี้เต็มไปด้วยความเดือดร้อน
ชาตินี้เต็มด้วยความกวนกระวายของใจ
เป็นอันว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เราจะไม่มีความประมาทในชีวิต
อารมณ์จิตของเราจะทรงไว้ซึ่งความดี
เมื่อจิตของเราดีมาอยู่ในชาตินี้เราก็
เป็นสุข
ตายไปชาติหน้าเราก็เป็นสุข
เป็นสุขตรงไหนเป็นสุขที่ว่าเรามันดี
ถ้าเราทำความดีที่อย่างเดียวไม่มีใครเขมา
ว่ามากล่าวมติมาเตียนเรา
ทีความดีจริงๆอยู่ที่ไหน
ผู้ให้ความดีจริงๆคือพระพุทธเจ้า
และความดีที่พระพุทธเจ้าให้ก็คือพระธรรม
ผู้ที่นำเอาความดีคือพระธรรมแนะนำเราก็
คือพระอริยสงฆ์
เป็นอันว่าทั้ง 3 จุดนี้เราถือว่าเป็นที่
พึ่งของเราเกาะติดในพระพุทธเจ้าเกาะติดใน
พระธรรมเกาะติดในประสงค์
ความจริงวันก่อนผมก็พูดเกติดมาแล้วติด
จริงๆก็ติดในอารมณ์นานาปานุสติกรรมฐาน
ไม่ยอมให้อารมณ์ว่างจากอานาปา
ไม่ยอมปล่อยให้ความชั่วส่วนใดส่วนหนึ่ง
เข้ามายุ่งกับจิต
ถ้าความชั่วต่างๆมันจะเข้ามายุ่งไม่ได้
ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าจิตของเรามันติด
ปานในอานาอปานุสติ
ติดลมหายใจเข้าหายใจออกแล้วใจมันจะคิด
เรื่องอื่นได้ยังไง
ถ้าเราจะทำงานก็จับลมหายใจเข้าใจออกเป็น
พื้นฐานให้จิตส่งตัว
เอางานเป็นสรณะเอางานเป็นที่พึ่ง
เหมือนกับพระที่กำลังทำงานอยู่นี่ภาะที่
เราใช้มันเก่าไปสีไม่เหมาะสม
เพราะเห็นถ้าสีไม่เหมาะสมก็จงรู้ว่าทุก
สิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง
ความจริงสีนี้มันดี
เค้าทำคนทำก่อนก็เห็นว่าสวย
แล้วเวลานี้มันเศร้าหมองเพราะอะไรเพราะ
ว่ากาลเวลาผ่านไป
มันก็เริ่มใช้ไม่ได้ไม่ถูกกาละสมัย
เราก็ต้องทำใหม่ให้มันดีแต่คำว่าดีที่เรา
ทำใหม่มันก็ไม่ดีตลอดการตลอดสมัยสีเก่า
มันสลายตัวได้เสื่อมได้ชั้นใดสีใหม่ก็
สภาพแบบนั้น
เมื่อสีมันเป็นอย่างนั้นร่างกายเราก็เป็น
อย่างนั้นเหมือนกัน
ไม่ช้ามันก็ซดมันก็โรมมันซดมันโทรมไปทุก
วันมันก็สีที่พ่นใหม่มันก็เก่าลงไปทุกวัน
ในที่สุดสีก็ใช้ไม่ได้ชั้นใดร่างกายของ
เราก็เหมือนเหมือนกันไม่ช้ามันก็พัง
นี่เป็นอันว่า
เรื่องของร่างกายแล้วก็อานาปาลมหายใจเข้า
หายใจเข้าไปแล้วแล้วเราก็หายใจออกเวลาหาย
ใจออกแล้วเราหายใจเข้ามันไม่ใช่ลมเก่าที่
ออกไปมันเป็นลมใหม่
ร่างกายของเราก็มีสภาพแบบนี้ความจริงความ
ตายมันมีทุกวันเวลาการผ่านไปเพียงใดความ
ตายปรากฏเท่านั้นแต่ที่มันอยู่กันได้ก็
อาศัยสันตติคือการสืบเนื่องติดต่อ
การติดต่อซึ่งกันและกันในระหว่างร่าง
ระหว่างระหว่างอาหาร
สำหรับอาหารคือคำข้าวช่วยเสื่อมให้ร่าง
กายโตขึ้นหรือทรงตัว
สำหรับอาหารที่มีความสำคัญคือผัสสาอาหาร
และก็ลมหายใจเข้าออกเป็นการให้ชีวิตทรง
อยู่
แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้องค์สมเด็จพระ
บรมครูกล่าวว่าไม่ช้ามันก็สลายตัว
เมื่อมันเป็นอย่างนี้เราก็ต้องเกาะติดศีล
เกาะติดศีลจะติดได้ยังไงเกาะให้ดีจริงๆก็
คือเกาะพรหมวิหาร 4
จิตมีเมตตาความรักในคนสัตว์อยู่เสมอ
ไม่คิดว่าเราจะเป็นศัตรูกับใครไม่คิดว่า
ใครจะเป็นศัตรูกับเรา
กรุณมาจิตมีความสงสารปรารถนาจะเกื้อกูล
ให้คนอื่นไปมีความสุขอยู่เสมอ
เมื่อจิตมีความรักความสงสารสิงขาดไม่ได้
ต่อไปจิตคือมุทตาอุเบกขมุตตา
คือความยินจิตอ่อนโยนไม่มีอารมณ์
อิจฉาิษยาบอกคนอื่นเห็นใครดีเพียงใดเราพอ
ใจเพียงนั้น
ไม่ใช่อย่าว่าจะเป็นนิจฉาริษยาความดีของ
บุคคลอื่น
เป็นอันว่าเราพอใจในความดีของท่าน
เค้าดีเราพลอยดีใจด้วยดีใจแล้วก็ทำตามเขา
เห็นเขาดีเราไม่เดือดร้อนเจอคนดีเมื่อ
ไหร่ชื่นใจเมื่อ
นี่เป็นลักษณะของพรหมวิหาร 4 อุเบกขากวาง
เฉยต่อมที่เข้ามากระทบกระทั่ง
จะเป็นคำนินทาหรือคำสรรเสงก็ช่างลาภจะมี
หรือไม่มีก็ช่างรดยศจะมีหรือไม่มีก็ช่าง
มันมีแล้วมันสลายไปก็ช่างมันถือว่ามัน
เป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าหากว่าจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายโดย
ถ้วนหน้า
จิตทรงอยู่ในพรหมวิหาร 4 ประการ
เรื่องความเป็นพระโสดาบันไม่มีความสำคัญ
สำหรับท่าน
ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่า
เรื่องความเป็นพระโสดาบันก็เป็นของเล็ก
เพราะพระโสดาบันก็ดีพระสกิทาคามีก็ดีมี
ความสำคัญอยู่ที่ศีล
ถ้าว่าศีลของเราบริสุทธิ์ก็มีความเป็นพระ
โสดาบันได้ถ้าเรามีจิตเมตตากรุณาทั้ง 2
ประการแม้ไม่มีมุทตาอุเบกขาก็ตามศีลของ
เราก็บริสุทธิ์แล้วเพราะฉะนั้นขอบรรดา
ท่านทั้งหลาย
ที่มีความหวังดีกับตัวของท่านเอง
ความจริงความดีที่เราทำเราทำเพื่อเรามี
ความสุขฉะนั้นขอทุกท่านหวังความเป็นพระ
โสดาบัน
ขอทุกคนจงอย่าเว้นนึกถึงความตาย
พิจารณาความดีเข้าไว้ทรงพรหมวิหาร 4 ให้
ครบถ้วน
เมื่อพรหวิหาร 4 ครบด้วครบถ้วนเพียงใด
ชื่อว่าท่านทั้งหลายทรงศีลบริสุทธิ์
แถมจิตอีกนิดหนึ่งว่าเราขอไปพระนิพพาน
เป็นที่สุดชีวิตนี้เป็นชีวิตสุดท้าย
สำหรับเรา
การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดีเทวดาก็ดีพงก็ดีไม่
พึงเป็นที่ปรารถนาของเราเราต้องการอย่าง
เดียวคือพระนิพพานเราบรรดาท่านทั้งหลาย
มองดูเวลาที่จะพูดกับท่านเห็นว่าสมควรแก่
เวลาแล้วต่อนี้ไปของบรรดาท่านพุทธบริษัท
ทุกท่านตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มันกำหนด
รู้ลมหายใจเข้าหายใจออก
ใช้อารมณ์พิจารณาหรือภาวนาก็ได้ตาม
อัธยาศัย
ให้ขออยู่ในอิริยาบถตามสบายจะนั่งก็ได้จะ
นอนก็ได้จะยืนก็ได้จะเดินก็ได้ตาม
อัธยาศัยของท่านจนกว่าว่าท่านเห็นว่าเวลา
นั้นเป็นเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควรนี้
Ask follow-up questions or revisit key timestamps.
The video discusses Vipassanā-ñāṇa (insight knowledge) as a crucial aspect of Buddhist meditation. It emphasizes that while Anapanasati (mindfulness of breathing) is a foundational practice, Vipassanā-ñāṇa is a continuous journey that ideally ends with achieving Arahatship. The speaker outlines four types of Vipassanā practitioners: Sukkhavipassako, Tevijjo, Chalabhijjo, and Paṭisambhidāppatto. The teaching focuses on Sukkhavipassako, explaining it as a path to insight through happiness or ease, achieved by integrating concentration (Samatha) with insight (Vipassanā). The importance of pure morality (Sīla) as the bedrock for concentration and wisdom is stressed, highlighting that without Sīla, progress in meditation is impossible, potentially leading to unfavorable rebirths. The speaker further explains two key aspects of Vipassanā-ñāṇa: Nibbida-ñāṇa (disenchantment with the aggregates) and Sankharupekkhā-ñāṇa (equanimity towards conditioned phenomena). These are achieved by contemplating the impermanent, unsatisfactory, and selfless nature of existence, leading to detachment and peace. The ultimate goal, as explained, is to reach the state of a Sotāpanna (stream-enterer) by focusing on impermanence, cultivating faith in the Buddha's teachings, maintaining pure morality, and aspiring towards Nibbana. The video concludes by reiterating the significance of Anapanasati as a continuous anchor and the practice of Brahmavihāras (loving-kindness, compassion, sympathetic joy, and equanimity) as essential for maintaining pure Sīla and progressing towards enlightenment.
Videos recently processed by our community